พันธนการรัก สัญญาแห่งนิรันดิ์

ตอนที่ 18 : น้ำอมฤตเทียม นักบุญเรโช กับ จอมมารฮาเดส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 687
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    24 ส.ค. 56

 

เซร่าแม้จะพูดได้ตามปกติแล้ว แต่เธอก็ยังไม่กล้าพูดอะไรออกมา เพราะภาพที่เธอเห็นนั้นมันเกินกว่าสิ่งที่เธอรับรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์มาทั้งชีวิตเสียอีก ตอนนี้เธอได้แต่จ้องมองคิลด้วยสายตาที่บอกไม่ถุกว่าเธอโกรธ เกลียด หรือกลัว ชายคนนี้กันแน่ ขณะที่เป็นแบบนั้นคิลกับหันไปหาอเล็ก แน่นอนว่าอเล็กและนายทหารในบริเวณนั้นทั้งหมดต่างสะดุ้งขึ้นพร้อมกัน ไม่นานเสียงของคิลก็ดังออกมาว่า

“หยุดการใช้เวทย์และวงเวทย์ที่นี้ทั้งหมดซะ อ้อ แล้วเอาสิ่งที่ได้จากพิธีกรรมนี้มาให้ผมด้วย”

อเล็กถึงกับอึงไปสักพัก ก่อนจะพูดออกมาว่า”ผมทำไม่ได้หรอกครับ นี่เป็นภารกิจที่ได้รับคำสั่งโดยตรงจากกรมอัศวินพิทักษ์เมือง ผมจึงไม่อาจะทำตามที่คุณบอกได้”

“งั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรกันอีก ผมจะจัดการตามวิธีของผมเองละกัน “คิลพูดออกมา ก่อนจะชูการ์ดในมือขึ้นฟ้าอีกครั้ง อเล็กและพวกทหารที่เห็นต่างๆหน้าซีดไปตามกัน ไม่นานเสาแสงและมังกรเพลิงก็ปรากฏออกมาอีกครั้ง แถมครั้งนี้มังกรเพลิงดูมีพลังรุนแรงกว่าครั้งก่อนอีก ขณะที่เป็นแบบนั้นอเล็กที่หน้าซีด เขาก็ตะโกนออกมาว่า

“เข้าใจแล้วครับ ผมจะยกเลิกเวทย์และวงเวทย์ทั้งหมดเดี๋ยวนี้เลย ”

คิลตวัดการ์ดในมืออีกครั้ง เสาแสงและมังกรเพลิงก็หายไปอีกครั้ง อเล็กและทหารคนอื่นต่างทรุดลงไปนั่งกับพื้นก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก คิลมองมาที่เขาก่อนจะพูดว่า

“จัดการตามที่พูดซะ อ้อ แล้วอย่าลืมเอาไอ้คนที่รับผิดชอบแผนการนี้ออกมาด้วยละ รู้สึกว่ามันจะชื่อนักบุญเรโชใช่ไหม ”

อเล็กถึงกับพุดไม่ออกที่คิลรู้ถึงขนาดนี้ คิลมองเขาก่อนจะพูดว่า”นายไม่ต้องงงหรอก เพราะฝีมืออย่างนาย หรือพวกทหารที่อยู่รอบๆนายไม่มีทางจะกางวงเวทย์ที่ซับซ้อนแบบนี้ได้แน่ และที่สำคัญสุด นายเป็นจอมเวทย์ดำ ส่วนวงเวทย์ที่ใช้อยู่เป็นเวทย์ขาวระดับสูง ดังนั้นนายจึงก็ไม่มีปัญญาที่จะสร้างมันเด็ดขาด เอาละ นายจงสั่งลูกน้องให้ทำตามที่พูดเดี๋ยวนี้ ที่สำคัญสุดนายอย่าลืมบอกให้ลูกน้องเอาสิ่งที่ได้จากพิธีกรรมนี้ออกมาด้วยละ ไม่งั้นผมจะทำตามวิธีของตัวเองต่อ คราวนี้ผมจะไม่หยุดอีกแล้วนะ อ้อ ส่วนนายก็นั่งอยู่ตรงนั้นไปก่อนนะ เดี๋ยวพวกเรามีเรื่องต้องเคลียร์กันอีกเยอะ”

อเล็กได้แต่พยักหน้า และสั่งให้ทหารที่อยู่ใกล้ตัวไปทำตามที่พูดทันที พอทหารที่สั่งจากไปแล้ว คิลก็หันไปมองวงเวทย์ด้านบนอย่างไม่วางตา อเล็กที่เห็นแบบนั้น เขาพยายามจะขยับตัวออกจากจุดที่คิลบอก   แต่คิลกับตวัดนิ้วเล็กน้อย ซึ่งสิ่งที่ปรากฏออกมาคือดาบแสง 7 เล่มที่หล่นจากฟ้ามาปักอยู่รอบๆตัวของอเล็กเอาไว้ อเล็กแทบพูดไม่ออกเพราะดาบแสงทั้ง 7 เล่มต่างปักห่างจากตัวเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตร พวกทหารที่อยู่กับอเล็กต่างเอามือขึ้นมาปิดปากด้วยความตกใจ ไม่นานเสียงของคิลก็ดังขึ้นว่า

“นี้คือคำเตือนครั้งสุดท้าย ถ้านายยังดื้อดึงทำอะไรไร้สาระอีก ผมจะจัดการขั้นเด็ดขาดแล้วนะ”

พอสิ้นเสียงดาบแสงทั้ง 7เล่มก็หายไป อเล็กได้แต่พยักหน้ารัวๆ คิลที่เห็นแบบนั้นเขาก็หันกลับไปมองวงเวทย์ด้านบนต่อ ขณะที่เป็นแบบนั้นเอง ลาล่าที่เงียบมาตลอดก็เดินตรงเข้ามาหาคิลก่อนจะพูดออกมาว่า

“เออ คุณคิลคะ ฉันว่าพอแค่นี้ดีไหม แบบว่าตอนนี้คุณกำลังข่มขุ่เจ้าหน้าที่และอัศวินของเมืองนี้อยู่นะ ไหนจะเรื่องขัดขวางการทำงานของอัศวินอีก  ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงกรมอัศวินพิทักษ์เมืองเข้า ฉันกลัวว่าไม่เพียงแต่คุณและพวกฉันจะเดือดร้อนเท่านั้น แม้ท่านหญิงโอเรล่า คุณร็อค และคุณมาเรีย จะเดือดร้อนไปด้วยนะ แต่ถ้าคุณหยุดตอนนี้ ฉันอาจจะช่วยพูดกับอเล็กเรื่องนี้ให้เลิกแล้วต่อกันก็ได้นะค่ะ “

คิลมองลาล่า ก่อนจะแค่นเสียงออกมาแล้วพูดต่อว่า”หึ!!  เลิกแล้วต่อกัน ชาติหน้าตอนบ่ายเถอะ ผมขอบอกไว้เลยนะ สิ่งที่คุณลาล่าพูดเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะคิดถึงเลย คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่ไอ้บ้าพวกนี้กำลังทำอยู่ มันคืออะไร ถ้าคุณลาล่ารู้ คุณจะไม่มีวันพูดแบบนี้แน่ๆ แล้วก็ คำว่า เดือนร้อน มันใช้กับกรณีบ้าๆนี้ไม่ได้หรอก เพราะสิ่งที่พวกนี้ทำมันคือ หายนะ ระดับที่ทำลายทวีปนี้ได้เลยต่างหาก”  

ลาล่าถึงกับอึงในสิ่งที่คิลพูด เธอหันไปมองอเล็กในทันที อเล็กไม่ยอมพูดอะไรออกมา เขาได้แต่ก้มหน้าลงเท่านั้น แต่ 1 ในทหารที่อยู่ด้วย เขาก็พูดออกมาว่า

“เอ้ย นายอย่ามาใส่ความกันซิ พวกเราแค่มีวางวงเวทย์กักกันสัตว์อสูรกินคนที่ป่าต้องห้ามเท่านั้น แล้วมันจะไปมีโทษแบบที่นายว่าได้ยังไงกัน”

“เชอะ นั้นคือสิ่งที่หัวหน้าของนายบอกมาซินะ ช่างโง่เง่าจริงๆ งั้นนายจงฟังให้ดีนะวงเวทย์ที่ใช้อยู่ในตอนนี้ มีไว้กักกันสัตว์อสูรก็จริงแต่มันยังมีผลในการดูดพลังชีวิตและพลังงานทุกชนิดจากป่าอีกด้วย แถมสิ่งที่ดูดมานั้นเป็นเพียงพลังงานด้านสว่าง โดยเหลือแต่พลังงานด้านมืดเอาไว้ในป่าเท่านั้น ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ใช่เพื่อกักกันสัตว์อสูร แต่มันคือศาสตร์ต้องห้ามของเวทย์ขาวที่เรียกว่า การสร้าง น้ำอมฤตเทียม ต่างหาก ถ้านายไม่เชื่อก็หันไปถามหัวหน้าของนายดูซิว่ามันเป็นอย่างที่ผมพูดใช่ไหม”

คำพูดของคิลทำเอาสายตาทุกคู่มองมาที่เขาเป็นตาเดียว แต่อเล็กยังคงไม่ตอบหรือพูดอะไรออกมา สักพักเสียงของยูรินก็พูดขึ้นมาว่า

“เออ พี่คิลค่ะ น้ำอมฤตเทียม มันคืออะไรหรือคะ แล้วทำไมถึงต้องใช้วงเวทย์ขนาดนี้สร้างขึ้นมาด้วยละ

คำพูดของยูรินทำเอาหลายๆคนที่ฟังอยู่ต่างมองเขาเหมือนบอกว่าพวกเขาเองก็อยากจะรู้เรื่องนี้เหมือนกัน คิลถอนหายใจแบบเซ็งๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า

น้ำอมฤตเทียม คือ ยาอายุวัฒนะที่สามารถรักษาได้ทุกโรค ของเพียงกิน 1 หยดจะอายุยืนขึ้น 10 ปี ถ้ากิน 1 ช้อนชา(5 mL)จะคงความหนุ่ม-สาวได้ 50 ปี แต่ถ้าทาน 1 ช้อนโต๊ะ(15 mL) จะสามารถรักษาโรคและพิษได้ทุกอย่าง และ ถ้าทานมากกว่า 30 mL จะสามารถถอนคำสาปได้ทุกชนิดแน่นอนว่าคนที่กินจะยังคงความหนุ่ม-สาวและสุภาพดีไปอีก 200-300 ปีทีเดียว”

คำพูดของคิลทำเอาทุกคนที่ฟังอยู่ถึงกับอ้าปากข้างไปในทันที แต่ไม่นานเขาก็พูดต่อว่า“แต่เมื่อมีข้อดี ก็ย่อมต้องมีข้อเสีย การสร้างน้ำอมฤตเทียมนั้นต้องแลกมาด้วยพลังชีวิตจำนวนมหาศาลและ สิ่งที่ต้องแลกในครั้งนี้ก็คือสิ่งมีชีวิตทุกอย่างในป่าต้องห้ามแห่งนี้ยังไงละ แล้วแบบนี้คุณลาล่าจะยังห้ามผมไม่ให้ไปยุ่งกับพวกเขาอีกไหมละ”

ลาล่าถึงกับเงียบไปทันที แต่ขณะนั้นนายทหารอีกคนก็พูดขึ้นมาว่า”แบบนั้นก็ดีแล้วน พวกเราได้กำจัดป่าต้องห้ามและสัตว์อสูรกินคนให้หมดในคราวเดียว แถมยังได้ น้ำอมฤตเทียม เป็นของแถมอีกด้วยแล้วแบบนี้มันจะไม่ดีตรงไหนกัน”

คิลมองทหารคนนั้นก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า”ถ้านายคิดแบบนั้น นายมันก็เลวที่สุดแล้วละ จำไว้นะทุกชีวิตในโลกมีค่าเท่าเทียมกัน ไม่มีใครดีไปกว่ากัน แต่ถ้านายคิดว่าทำแบบนี้ดีแล้ว งั้นนายคงไม่ว่านะ ถ้าผมจะใช้ชีวิตของครอบครัวนายในการ น้ำอมฤตเทียม มาใช้บ้างนะ อย่างน้อยมันอาจจะได้น้ำอมฤตเทียม มาสักหยดก็ได้นะ“

นายทหารคนนั้นถึงกับหน้าเสียไปทันทีเพราะท่าทางของคิลที่พูดดูจริงจังมาก  ไม่นานเขาก็ส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ คิลก็พูดต่อว่า

”การกลั่น น้ำอมฤตเทียม ไม่ได้มีข้อเสียเพียงแค่นั้นนะ เพราะหลังจากลั่นน้ำอมฤตเทียมเรียบร้อย สิ่งที่หลงเหลือคือพลังงานแห่งความมืดที่หนาแน่นจนอาจจะก่อให้เกิด ดูม สัตว์ร้ายผู้หิวโหยแห่งอดีตกาลที่สามารถกลืนกินได้กระทั้งแผ่นดินและมหาสมุทร “

“ว่าไงนะ ที่นายพูดมาเป็นความจริงหรือ? ทำไมนักบุญเรโชถึงได้ไม่บอกเรื่องนี้ออกมาเลยละ”เสียงของอเล็กตะโกนขึ้นมาด้วยความตกใจ ในสิ่งที่ได้ยิน คิลมองเขาอย่างงงๆ  ก่อนจะพูดต่อว่า

“ใช่ นี้นายอย่าบอกนะว่าไม่ทราบเรื่องนี้เลยนะ”

อเล็กพยักหน้า คิลจึงได้แต่ทำหน้าเครียดขึ้นมา ขณะที่เป็นแบบนั้นลาล่าก็ถามขึ้นมาว่า”เออ สมมุติว่ามันเกิดเหตุสุดวิสัยแบบนั้นจริง พวกเราพอจะมีโอกาสกำจัด ดูม บ้างไหมคะ “

“เออ อย่าถามถึงโอกาสที่จะกำจัดเลยครับ เพราะมันไม่สามารถทำได้ ดูม เป็นสิ่งมีชีวิตอมตะที่เกิดจากพลังงานความมืด มันจะกินทุกอย่างไปจนกระทั้งสมดุลในตัวมันกลับคืนเป็นปกติ อ้อ ถ้าถามว่าความเร็วในการกินนั้นมีเท่าไร มันสามารถกินทุกชีวิตในทวีปนี้ในเวลา 10 ชม. และอีก 2 ชม.สำหรับการกินพื้นดินและพื้นน้ำรอบทวีปนี้ ดังนั้นสิ่งที่คุณลาล่าควรถามคือ คุณคิดว่ามีโอกาสหนีรอดจากมันแค่ไหนมากกว่า ซึ่งคำตอบก็คือ 0.1 เปอร์เซ็นต์ อ้อ ผมมีหลักฐานยืนยันในเรื่องนี้ด้วยนะ เชิญพวกคุณดูสิ่งนี้ซะ”

คิลพูดจบเขาก็ตวัดนิ้วเพื่อสร้างช่องอากาศ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งสิ่งที่เขาหยิบเป็นลูกแก้วสีดำขนาดใหญ่ จากนั้นเขาก็พูดออกมาว่า

“จงเปิดเผยการเวลาที่ข้าต้องการเห็น ณ บัดนี้”

คิลพูดจบก็โยนลูกแก้วสีดำไปข้างหน้าพวกอเล็ก ไม่นานก็มีภาพฉายออกมาจากลูกแก้วนั้น ลาล่า ยูริน และเซร่าต่างเดินเข้าไปดูภาพในลูกแก้ว  คิลเป็นคนเดียวที่ไม่สนใจอะไร เขาที่โยนลุกแก้วมาให้พวกอเล็กแล้วก็หันไปมองวงเวทย์ที่อยู่ด้านบนอย่างไม่สบายใจเพราะวงเวทย์นั้นยังไม่หายไปเลย ตรงกันข้ามมันกับเร่งความเร็วในการดูดกลืนพลังชีวิตมากขึ้นไปอีก

ขณะที่คิลกำลังมองนั้น ภาพในลูกแก้วก็เริ่มต้นขึ้น มันเริ่มจากเมืองที่มีธรรมชาติอันสวยงาม ไม่ว่าจะทิวทัศน์ หรือผืนน้ำล้วนสะอาดน่าอยู่อาศัย ชาวเมืองต่างอยู่เย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองของพระราชาและพระราชินี ทุกคนที่มองภาพอยู่ต่างทำหน้างงๆ แต่ขณะที่เป็นแบบนั้นเซร่าที่เงียบมาตลอดก็พูดขึ้นมาว่า

“ไม่จริง สัญลักษณ์ของราชวงค์นี้ มันไม่นานเป็นไปได้เลยนี้”

คำพูดของเซร่าทำเอาอเล็กและลาล่า รวมไปถึงทหารคนอื่นต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว ไม่นานอเล็กก็ถามขึ้นมาว่า

“เซร่าทราบเรื่องสัญลักษณ์ของราชวงค์นี้ด้วยหรือ?”

เซร่าพยักหน้า ก่อนจะพูดออกมาว่า”ใช่ค่ะ นี้คือสัญลักษณ์ของราชวงค์ เกรม ที่เป็น1 ในตระกูลใหญ่ที่เคยปกครองทวีปแห่งความมืดในอดีตค่ะ”

“เซร่า น้องแน่ใจนะว่านี้ไม่ได้เข้าใจผิดนะ”ลาล่าถามออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น เพราะถ้าเป็นอย่างที่เธอพูดจริง แสดงว่าภาพที่เห็นคือทวีปแห่งความมืดในอดีตนั้นเอง

เซร่าพยักหน้า ก่อนจะพูดว่า”หนูมั่นใจแน่นอนค่ะ เพราะหนูเคยทำเรื่องประวัติของทวีปแห่งความมืดเป็นรายงานตอนก่อนเรียนจบนะ”

ทุกคนที่ได้ยินต่างกลืนน้ำลายคนละอึก เพราะภาพทวีปแห่งความมือที่พวกเขารู้จักกับสิ่งที่เห็นช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวเหลือเกิน ไม่นานเสียงของคิลก็ดังขึ้นมาว่า  

“ใช่อย่างที่เซร่าพูดนั้นละครับ นี้คือภาพของราชวงค์ เกรน เมื่อ 115 ปีก่อน ทุกอย่างดูสงบสุขและราบรื่นไปจนกระทั้งราชินีเกิดป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หายขึ้นมา พระราชาจึงประกาศให้ตามหมอจากทั่วทวีปมารักษาแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเลย ขณะที่ทุกอย่างกำลังสิ้นหวัง ชายในชุดเสื้อคลุมก็ปรากฏตัวขึ้น โดยบอกกับพระราชาว่ามียาตัวหนึ่งสามารถรักษาราชินีได้เพียงแต่ต้องเสียเวลาในการเตรียมการเล็กน้อย พระราชาหลงเชื่อตามที่ชายคนนั้นบอก พระราชาใช้อำนาจของตนจัดเตรียมการตามที่ชายคนนั้นต้องการ ซึ่งนั้นคือจุดเริ่มต้นแห่งหายนะของทวีปแห่งนี้นั้นเอง”

ภาพในลูกแก้วค่อยๆเปลี่ยนไปตามที่คิลพูด ไม่นานมันก็ตัดมาเป็นภาพของวงเวทย์ขนาดใหญ่ที่มีรัศมีรอบๆเมืองแห่งนั้น ทุกคนที่มองภาพอยู่ถึงกับเอามือขึ้นมาปิดปากด้วยความตกใจ เพราะวงเวทย์ที่เห็นในเมืองแห่งนั้นกลับเป็นแบบเดียวกับที่ปรากฏบนค่ายแห่งนี้นั้นเอง ขณะที่เป็นแบบนั้น แสงจากวงเวทย์ก็เปล่งออกมา ก่อนจะตามด้วยโดมแสงสีแดงที่ปกคลุมไปทั้งเมือง สักพักชายในชุดผ้าคลุมก็ลอยขึ้นไปเหนือโดมแสงสีแดง เขาเริ่มร่ายเวทย์อะไรบางอย่างออกมา ไม่นานเสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นจากทั่วทั้งเมือง

ภาพตัดมาที่สภาพของเมืองที่ตอนนี้ต่างเต็มไปด้วยผู้คนที่ถูกดูดพลังชีวิตไปอย่างช้าๆ มันเป็นภาพที่คนเห็นยังต้องเบือนหน้าหนีเนื่องจากตอนแรก ผู้คนในเมืองแค่ล้มลงอย่างหมดแรง ต่อด้วยผิวหน้าที่มีความชุ่มชื้นก็เริ่มหายไปกลายเป็นผิวหนังแบบคนอายุ 80 จากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นกระดูก แต่ทุกอย่างไม่หยุดเพียงเท่านี้ กระดูกของคนที่ตายเพียงไม่นานก็กลายเป็นฝุ่นในช่วงเวลาไม่นาน

“เอือก”

เสียงกลืนน้ำลายของทุกคนต่างดังขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อทุกคนเห็นภาพที่เกิดขึ้น ไม่นานเสียงของคิลก็ดังขึ้นมาว่า

“ภาพที่พวกคุณเห็นนั้น ตั้งแต่เริ่มจนจบกินเวลาแค่  10 ชม.เท่านั้น ชีวิตกว่า 5 หมื่นคนที่อยู่ในเมืองหายไปในพริบตา แต่นั้นยังไม่ร้ายเท่ากับเรื่องที่จะเกิดต่อจากนี้”

ทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นพวกเขาต่างจ้องมองภาพในลูกแก้วอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ภาพตัดมาที่ชายที่สวมผ้าคลุม เขายืนมองเมืองที่เกิดหายนะด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยตรงหน้าเขามีขวดแก้วหกเหลี่ยม 1 ขวดตั้งอยู่และแสงสีทองที่เป็นแสงแห่งชีวิตก็ค่อยๆไหลจากเมืองมาสู่ขวดนั้นอย่างช้าๆ พอขวดใบนั้นมีน้ำบรรจุอยู่ได้ประมาณ 2 ใน 3 แสงสีทองจากเมืองแห่งนั้นก็หมดไป ชายที่สวมเสื้อคลุมหยิบขวดมาดู ไม่นานเขาก็ส่ายหน้าด้วยความเสียดายที่น้ำไม่เต็มขวด ชายคนนั้นสะบัดผ้าคลุมหนึ่งครั้งก่อนจะหายตัวไปในทันที

ภาพตัดมาเป็นภาพมุมสูงที่อยู่เหนือเมืองแห่งนั้น ซึ่งภาพนี้แสดงให้เห็นว่าเมืองในตอนนี้เต็มไปด้วยกลุ่มควันสีดำลอยไปทั่ว แต่เพียงพริบตากลุ่มควันเหล่านั้นก็รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่นานมันก็ลูกตาสีแดง 1 ดวงปรากฏออกมาที่กลุ่มควันนั้น จากนั้นกลุ่มควันนั้นก็มีปากสีแดงเข้มปรากฏออกมา กลุ่มควันนั้นทำท่าแหยะยิ้ม ทันทีที่มันทำแบบเท่านั้น เมืองทั้งเมืองที่ควรอยู่ด้านล่างของภาพกลับหายไปในพริบตาราวกับเล่นกล  สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงแค่หลุมขนาดใหญ่ที่ไม่เห็นแม้แต่ก้นหลุม เวลาผ่านไปอีกสักพักกลุ่มควันเริ่มเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นหมาป่าดำขนาดตึก 4 ชั้น มันคำรามออกมา ก่อนจะพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความเร้วที่ไม่อาจจะเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ทุกอย่างก้าวที่หมาป่าสีดำเหยียบจะกลายเป็นสถานที่แห้งแล้ง แม่น้ำที่มันก้าวผ่านจะเน่าเสีย อากาศที่มันสูดดมเข้าไปมันจะกลายเป็นควันสีดำกระจายตัวออกมา ยิ่งพอมันเจอสิ่งมีชีวิต มันจะกลืนกินโดยไม่เลือก ภาพจากลูกแก้วแสดงต่อไปอีกสักพักก่อนจะดับไป  ลูกแก้วที่ฉายภาพจบก็ลอยมาอยู่ในมือของคิลอีกครั้ง เขาจัดการเก็บลูกแก้วลงในช่องว่าง ก่อนจะหันมาพูดว่า

“ 12 ชม.นับจากที่วงเวทย์เริ่มทำงาน ทวีปที่เคยอุดมสมบูรณ์ได้กลายมาเป็นดินแดนอันรกล้าง แสงแดดที่เคยมีกลับไม่อาจผ่านหมอกควันสีดำที่ปล่อยออกมา แผ่นดินที่เคยปลูกอะไรก็งอกงาม ไม่อาจแม้แต่จะปลูกมันฝรั่งได้แม้แต่หัวเดียว  สัตว์ที่เหลือรอดในแผ่นดิน ต่างได้รับควันสีดำจนเกิดการกลายพันธุ์ไปเป็นสัตว์อสูรที่ร้ายกาจจนประเมินไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่พอจะเรียกว่าโชคดีในโชคร้ายก็คือ หมาป่าดำ(ดูม)ที่เกิดขึ้น หลังจากไล่กินทุกอย่างไป 12 ชม.แล้ว มันจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ผลที่เกิดขึ้นจากวงเวทย์ในครั้งนั้นยังส่งผลต่อมาอีก 115 ปีโดยไม่มีท่าทีจะจางลงแม้แต่น้อย  

“...”ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากคนที่ฟัง  คิลที่พูดจบ เขาก้หันไปมองวงเวทย์ที่อยู่เหนือหัวเหมือนเดิม ไม่นานเซร่าก็ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆว่า

“แล้วชายที่สวมผ้าคลุมที่ได้น้ำอมฤตเทียมไปละ  เขาหายไปที่ไหนหรือ?”

คิลถอนหายใจ ก่อนจะพูดต่อว่า”เขาไม่ได้หายไปไหนหรอก  เขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมรวบรวมเอาสัตว์อสูรกลายพันธ์ และคนที่ยังเหลือรอดอยู่ในดินแดนแห่งนั้น  ก่อนจะตั้งตนเป็นผู้ปกครองทุกชีวิตที่เหลือรอดพร้อมเปลี่ยนชื่อทวีปแห่งนั้นซะใหม่ว่า ทวีปแห่งความมืด  ผมพูดถึงอย่างนี้คุณเซร่าคงรู้แล้วซินะว่าชายคนนั้นคือใคร”

“จอมมารฮาเดส”เสียงที่ตอบนั้นไม่ใช่เสียงของเซร่า แต่มันกลับเป็นเสียงของลาล่า เธอจ้องมองคิลก่อนจะพูดต่อว่า

“ภาพที่พวกเราเห็นในร้านรับภารกิจ กับชายสวมเสื้อคลุมล้วน ล้วนถือไม้เท้าแบบเดียวกัน แถมผ้าคลุมยังเป็นแบบเดียวกันอีกด้วย  ถ้าคนในภาพที่เห็นในร้านคือ จอมมารฮาเดส นั้นก็หมายความว่าชายที่สวมผ้าคลุมก็คือเขาเช่นกัน และ การที่เขามี น้ำอมฤตเทียม จากเหตุการณ์ที่พวกเราเห็น มันก็เป็นการยืนยันได้ทำไมเขาถึงไม่แก่หรือตายไปแล้วตั้งแต่ 25 ปีก่อนยังไงละ”

“เออ พี่ลาล่า ถ้ามันเป็นอย่างพี่บอกจริงแสดงว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับจอมมารฮาเดสด้วยใช่ไหม”เสียงของเซร่าออกมาอย่างไม่แน่ใจนัก แต่แทนที่ลาล่าจะตอบ เธอจ้องมองไปที่คิล ก่อนจะพูดออกมาว่า

“อันนี้ต้องถามคุณคิลแล้วละ คุณเองก็คิดแบบเดียวกับเซร่าใช่ไหม คุณถึงได้ลงมือทำรุนแรงแบบนี้”

คิลยังคงมองวงเวทย์ที่ตอนนี้เริ่มจางหายไปแล้ว ก่อนจะพูดทั้งอย่างนั้นว่า”ไม่รู้ซิครับ ผมยังไม่กล้าเดาอะไรทั้งนั้น เรโชอาจจะเกี่ยวข้องกับฮาเดสหรือไม่นั้นผมไม่สนหรอก เพราะถ้าพวกเราพบนักบุญเรโชเมื่อไรทุกอย่างก็จะกระจ่างเองละ ส่วนเหตุผลที่ผมลงมือทำร้ายคนที่นี้ก็เพราะ ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบในลูกแก้วอีกแล้ว”

“โฮ๊ย!!!!

เสียงร้องดังขึ้นจากภายในค่าย อเล็กที่ได้ยินถึงกับหน้าซีด เขารีบพาทหารที่อยู่กับเขาเข้าไปในค่ายทันที เซร่า ยูรินและลาล่าก็ทำท่าตามเข้าไปด้วย แต่พวกเธอกลับถูกคิลยกมือห้ามเอาไว้ เซร่าหันมามองคิล ก่อนจะพูด

”นี่นาย  ตกลงว่านายห้ามพวกเราเอาไว้ทำไม ถ้านายกลัวก็อยู่ตรงนี้ไปเลย เดี๋ยวฉันกับพี่ลาล่าจะเข้าไปดูให้เอง“

“เออ บางครั้งผมก็อิจฉาคุณเซร่านะที่คิดอะไรง่ายๆแบบนี้ ที่ผมห้ามไม่ให้คุณเข้าไปในค่ายก็เพราะถึงเข้าไปก็คงไม่เห็นอะไรหรอก ที่สำคัญคนร้ายไม่น่าจะอยู่ข้างในตั้งแต่เสียงร้องดังขึ้นแล้วละ “

คำพูดของคิลทำเอาเซร่า ลาล่า และยูรินต่างตกใจขึ้นมา คิลไม่สนใจปฏิกิริยาของพวกเธอ เขาจ้องมองไปยังท้องฟ้า ก่อนจะตวัดนิ้วเป็นอักษรคำว่า

“แสดง”

แสงจากอักษรพุ่งตรงไปยังจุดที่ท้องฟ้า สิ่งที่ปรากฏออกมากลับเป็นสัตว์ปีกขนาดใหญ่ที่มีใครบางคนกำลังบังคับมันอยู่ เสียงร้องของใครบางคนก็ดังขึ้นว่า

“กริฟฟอน!!

“นั้นนักบุญเรโชนี่ค่ะ”

เสียงแรกที่ร้องออกมาคือเสียงของเซร่า ส่วนเสียงที่กลับเป็นเสียงของยูริน กริฟฟอนที่พวกเขาเห็นกำลังบินขึ้นสูงไปเรื่อยๆ ลาล่าที่เห็นถึงกับพูดว่า

“แย่แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้มันต้องหนีไปพร้อมน้ำอมฤตเทียมแน่ๆ”

“มันก็ไม่แน่หรอกครับ”เสียงของคิลดังแทรกขึ้นมา ไม่นานเขาก็หยิบเอาปากกาขนนกขึ้นมา สักพัก คิลก็พูดอะไรบางอย่างที่ฟังไม่เข้าใจออกมา ปากกาขนนกส่องสว่างขึ้นมาก่อนจะกลายเป็น คันธนูสีแดงเลือดนก คิลทำท่าง้างคันธนูขึ้นมา พอเขาทำแบบนั้นออร่าสีแดงเข้มก็ปรากฏออกมาเป็นลูกธนูสีแดงเข้ม คิลเล็งธนูไปยังกริฟฟอน ก่อนจะพูดว่า

“ผมจะไม่ปล่อยให้แกหนีไปได้หรอกนะ“

“ฟิ้ว”ลูกธนูสีแดงเข้มพุ่งออกจากคันธนู ก่อนจะพุ่งทะลุร่างกริฟฟอน แต่คนขี่ดูเหมือนจะไหวตัวทัน เขากระโดดลอยตัวออกมาแต่ก็ไม่อาจหลบรัศมีพลังของลูกธนูสีแดงได้หมด เรโชจ้องมองคิลด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร เขาเอามือจับที่ไหล่ซ้ายที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเลือด ขณะที่เป็นแบบนั้นร่างไร้วิญญาณของกริฟฟอนก็ล่วงลงมากระแทกพื้นอย่างเต็มแรง

“โครม!!!

 ควันจากแรงกระแทกพื้นของกริฟฟอนลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ คิลแทบไม่สนใจควันพวกนั้นเลย เขาง้างคันธนูอีกครั้ง แต่ขณะที่เขาจะยิงออกไป เงาขนาดยักษ์ของงอะไรบางอย่างก็บินโฉมตัวนักบุญเรโชให้หายไปจากจุดนั้นแล้ว คิลได้แต่เปลี่ยนคันธนูกลับเป็นปากกา ก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋าไป แล้วคิดขึ้นมาว่า

(เงาที่พาตัวเรโชไปเป็นเงาแบบเดียวกับที่เราเห็นในคืนแรกที่มาเลย แสดงว่าไอ้เรโชต้องมีพวกอยู่อีกแน่ๆ )  

ขณะที่คิลกำลังคิดแบบนั้นอยู่ เสียงเดินของใครบางคนก็ดังขึ้นมา คิลหันไปมองสิ่งที่เขาเห็นคือ อเล็กที่อยู่ในสภาพที่มีเลือดเปื้อนไปทั้งตัว ลาล่าถึงกับตกใจกับสิ่งที่เห็น เธอรีบวิ่งเข้าไปหาอเล็ก แต่อเล็กกับส่ายหน้าพร้อมบอกว่าไม่เป็นอะไร จากนั้นเขาก็เดินตรงมาหาคิล ก่อนจะส่งกล่องสี่เหลี่ยมบางอย่างให้กับคิลพร้อมพูดว่า

“ทหารและอัศวินทุกคนที่อยู่ในค่ายถูกฆ่าตายไม่มีเหลือเลย ผมคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของเรโชแน่ๆ เพราะอุปกรณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะ น้ำอมฤตเทียม และตำราเวทย์ที่เกี่ยวกับวงเวทย์ที่เห็นต่างหายไปหมดเลยนะครับ”

คิลจ้องมองอเล็ก ก่อนจะพูดออกมาว่า”การที่คุณอเล็กพูดแบบนี้ แสดงว่าคุณอเล็กเองก็ไม่สามารถหยุดวงเวทย์ที่อยู่บนค่ายเหล่านี้ได้เลยใช่ไหม”

อเล็กก้มหน้าลง ก่อนจะพูดออกมาว่า”ใช่ครับ ผมพยายามจะหยุดเครื่องกำเนิดพลังเวทย์แล้ว แต่ดูเหมือนเรโชได้ใช้เวทย์บางอย่างกับ เครื่องกำเนิดพลังเวทย์ เอาไว้ มันทำให้เครื่องกำเนิดพลังเวทย์ยังคงส่งพลังเวทย์ไปยังวงเวทย์อย่างต่อเนื่องนะครับ ทางเดียวที่จะหยุดมันได้คงมีแต่ต้องทำลายเครื่องส่งพลังเวทย์สถานเดียว แต่ว่า....”

อเล็กที่พูดถึงตรงนี้ก็หยุดพูดไป คิลได้แต่มองอเล็กก่อนจะถามออกไปว่า”เครื่องกำเนิดพลังเวทย์ใช้อะไรเป็นแหล่งพลังงานหรือครับ”

อเล็กสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะพุดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนักว่า”เออ ช่างเป็นคำถามที่ถามออกมาได้ตรงประเด็นจริงๆ ผมชักอยากรู้แล้วว่าคุณเป็นใครกันแน่นะ”

“ผมว่านี้ไม่ใช่เวลามาถามเรื่องแบบนี้เลยนะ ตกลงว่าแห่งพลังงานของเครื่องกำเนิดพลังเวทย์คืออะไรกันครับ มันถึงได้ทำให้คุณไม่กล้าทำลายมันนะ”

“ผนึกดำไกอาครับ”

คำตอบของอเล็กทำเอาคิลถึงกับอึงไปเลยเพราะผนึกดำไกอา คือศิลาเวทย์ที่ให้พลังเวทย์มากที่สุด แต่ผลึกดำไกอาก็มีความไม่เสถียรในตัวสูงมาก ขอแค่มันสัมผัสถึงพลังเวทย์ที่ผิดปกติเท่านั้น มันจะระเบิดขึ้นมาทันที แถมรัศมีการทำลายของมันยังกินพื้นที่เกินกว่า 30 กิโลเมตรอีก คิลที่คิดแบบนั้น เขาก็เอามือกุ่มหัวก่อนจะพูดออกมาว่า

“คุณจะบ้าหรือยังไง มีใครที่ไหนบ้างที่เอาผนึกดำไกอามาเป็นแกนพลังงานแบบนี้ ขนาดเด็กหัดอ่านตำราเวทย์ยังรู้เลยว่า ผนึกดำไกอามันอันตรายขนาดไหน นี้คุณเป็นถึงจอมเวทย์ทำไมยังไม่ทราบเรื่องแบบนี้กันเหล่า”

อเล็กยิ้มแหยๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า”เออ บอกตามตรงนะครับ คนที่เตรียมเครื่องกำเนิดพลังเวทย์ก็คือตัวของเรโชเอง  ผมไม่เคยทราบเรื่องเหล่านี้มาก่อน ตอนแรกที่ผมเจอเครื่องกำเนิดพลังเวทย์ ผมคิดจะทำลายมันทันทีด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดที่ว่าเรโชได้ทิ้งกล่องบางอย่างเอาไว้ตรงหน้าเครื่อง ผมคงทำลายมันไปแล้วละ”

“กล่อง? ไม่ทราบว่าคุณอเล็กพูดเรื่องอะไรครับ”

อเล็กหยิบกล่องบางอย่างส่งให้กับเขา คิลจ้องมองกล่องในมือ ก่อนจะคิดว่า ( กล่องใบนี้ มันเป็นกล่องใบเดียวกับที่ยัยจอมโจรรัตติกาลขโมยออกมาไม่ใช่หรือ? ทำไมกล่องใบนี้ถึงได้มาอยู่นี้ได้ละ ที่สำคัญทำไมไอ้เรโชถึงได้ทิ้งกล่องใบนี้ไว้ด้วย )

คิลมองกล่อง ไม่นานเขาก็ตวัดนิ้วเป็นคำว่า “แสดง” แสงจากอักษรตรงไปที่กล่อง ไม่นานวงเวทย์สีดำก็ปรากฏขึ้นที่ตัวกล่องไม่นานก็หายไป คิลทำหน้าเครียดขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาว่า

“กล่องใบนี้คืออุปกรณ์สำหรับเก็บผนึกดำไกอา เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมเรโชต้องทิ้งกล่องใบนี้ไว้ด้วยละ”

“คุณคิลลองเปิดกล่องดูซิครับ ภายในมีการเขียนข้อความเตือนเกี่ยวกับผนึกดำไกอาเอาไว้ด้วย ส่วนเจ้าของรายมือนั้นน่าจะเป็นเรโชนั้นละครับ”

คิลเปิดกล่องตามที่อเล็กบอก สิ่งที่เขาเห็นคืออักษรที่สีแดงที่เขียนเอาไว้ว่า

เครื่องกำเนิดพลังเวทย์นี้ใช้ผนึกดำไกอาเป็นแกนกลาง ถ้าไม่อยากจะถูกระเบิดตาย จงอย่ายุ่งกับมันเด็ดขาด
                                                                                                                                                ลงชื่อ เรโช

คิลอ่านข้อความ ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า”ที่แท้มันต้องการให้พวกเรายุ่งกับเครื่องกำเนิดพลังเวทย์ จนไม่อาจจะตามมันไปได้นั้นเอง “

“ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ดังนั้นผมจึงอยากจะปรึกษาคุณคิลในเรื่องนี้ละ ไม่ทราบว่าคุณมีวิธีหยุดเครื่องกำเนิดพลังเวทย์นี้ไหมครับ”

“มีครับ เพียงแต่ผมคงต้องขอให้คุณและพวกที่เหลือทั้งหมดถอนตัวออกจากค่ายทันที ไม่ทราบว่าจะมีปัญหาอะไรไหม”

คิลพูดจบ เขาก็ปิดกล่องก่อนจะส่งคืนให้แก่อเล็ก  ไม่นานอเล็กก็รับกล่องใบนั้นแล้วพูดออกมาว่า

”ตกลงครับ ผมเองก็คิดจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาใหญ่อีกเรื่องคือ เรโชที่หนีไปได้เอา น้ำอมฤตเทียม ที่กลั่นจากป่าต้องห้ามไปด้วยนะ แล้วแบบนี้พวกเราควรจะทำอย่างไงต่อดีละครับ ถ้าพวกเราไม่มีน้ำอมฤตเทียม  ผมกลัวว่าพวกเราจะไม่สามารถคืนสภาพให้กับป่าต้องห้ามในเวลานี้ได้นะ ไม่ทราบว่าคุณคิลพอมีวิธีแก้ในจุดนี้ไหมครับ”

คิลมองอเล็กด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า”สำหรับเรื่องนี้ผมว่ายังพอมีแก้ไขอยู่บ้าง แต่มันอาจจะยืดเวลาทำได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไงพวกเราก็ต้องตามน้ำอมฤตเทียมกลับมาให้ได้ ดังนั้น ผมต้องการให้คุณอเล็กช่วยผมสืบข่าวเกี่ยวกับเรโชอีกแรงจะได้ไหมครับ”

“ตกลงครับ ผมเองก็คิดจะทำแบบนั้นเหมือนกัน ถ้างั้นผมจะพาพวกที่เหลือถอนตัวไปเลยละกัน ส่วนเรื่องเครื่องกำเนิดพลังเวทย์และป่าต้องห้าม ผมขอฝากให้คุณคิลช่วยจัดการให้ด้วยละกัน”อเล็กพูดจบ เขาก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณแก่คนที่เหลือเตรียมตัวให้พร้อม ในขณะเดียวกัน อเล็กก็หันหลังเดินเข้าไปพูดคุยกับพวกลาล่า คิลไม่ได้สนใจพวกเธอมากนัก เขาจ้องมองไปยังวงเวทย์ที่คลุมป่าต้องห้าม ก่อนจะตวัดมือเป็นเพื่อสร้างช่องว่างอีกครั้ง เขาเอาการ์ดมังกรเพลิงเก็บในช่องว่างก่อนจะหยิบการ์ดอีก 2 ใบออกมาแทน

//////////////////////////
เหอๆๆ หายไปนานเลย บอกตามตรงที่ไม่ลงเพราะต้นฉบับที่พิมพ์ไว้ 16 ตอนหายหมดเนื่องจากน้องชายเอาเครื่องไปลงโปรแกรมใหม่ แถมไม่ได้เก็บข้อมูลสักอย่าง เออ เอาเป็นว่าต้องเขียนใหม่หมด

          ตอนนี้เลยเอาเป็นว่าจะลงเรื่องนี้ ควบกับอีก 2เรื่องด้วย โดยหลักการลงคือ ลงเทพยุทธอ่อนหัด 1 ตอน ตามด้วย เรื่องนี้  1 ตอน จากนั้นกลับเป็นเทพยุทธ 1 ตอน และตามด้วย ผมนี้ละ ผู้นำองค์ชั่วร้าย 1 ตอน เทพยุทธ 1 ตอน จากนั้นค่อยเป็นเรื่องนี้อีกครั้ง

1 ตอนของทุกเรื่องใช้เวลาประมาณ 2 วันนะ แบบว่าไม่ค่อยว่างนะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

219 ความคิดเห็น

  1. #214 Darksider0 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 มีนาคม 2558 / 20:54
    รีบๆ มา อัพต่อน่ะครับ รอติดตามอยู่ครับ
    #214
    0
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. #206 เจ้าหญิง___ผู้เลอโฉม (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2557 / 23:04
    เขียนเรื่อง ผมนี่ละคนธรรมดา เสร็จ อย่าลืมมาเขียนเรื่องนี้ต่อนะคะ รอทั้ง2เรื่องเลยค่ะ (อยากบอกว่ารักคนเขียนมว๊ากมากค่ะ)
    #206
    0
  4. #203 maysize (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 11:32
    สนุกมาเลยค่ะ จะลงเรื่องนี้อีกเมื่อไหร่ค่ะ
    #203
    0
  5. #195 เกรย์ แม็กซัส กาเธียร์ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2556 / 21:02
    ชอบมากเลยอะพระเอกโคตรเก่งเลย.....
    #195
    0
  6. #188 ชอบ... (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2556 / 00:13
    ชอบเรื่องที่มาก
    #188
    0
  7. #186 The Memorial (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 กันยายน 2556 / 14:27
    มันมาก พระเอกจอมเวทย์ เก่งเนื้อหาดีมาก
    #186
    0
  8. #183 dark-karo (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2556 / 22:04
    มาแล้ววุย ดีใจจนน้ำตาแทบไหล 55+
    #183
    0
  9. #181 zZeRoz (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2556 / 18:46
    สนุกมากมายเลยคร้าบบบบบบบบบบบ
    #181
    0
  10. #179 นามปากกา (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2556 / 17:51
    เย้มาเเล้ว คิดถึงเรื่องนี้โครตเลย อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆจัง
    #179
    0