คัดลอกลิงก์เเล้ว

ทางออกของความหวัง

ทางออกของเด็กคนหนึ่ง ความคาดหวังที่ถูกตั้งไว้สูง เขาจะสามารถรับมันไหวหรือไม่ ?

ยอดวิวรวม

70

ยอดวิวเดือนนี้

10

ยอดวิวรวม


70

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


9
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  9 ก.ย. 62 / 12:59 น.
นิยาย ҧͧ͡ѧ ทางออกของความหวัง | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
"อย่าทำให้แม่ผิดหวังนักจะได้ไหม"

.

"ทำไมแค่นี้ยังทำไม่ได้"

.

"แม่ผิดหวังในตัวลูกนะ"
.

"กองทัพ"





เนื้อเรื่องในฉากนี้เป็นเรื่องสมมติขึ้นทั้งหมด

เรื่องสั้นสำหรับส่งงานวิชาภาษาไทย

♡♥

t
b

เนื้อเรื่อง อัปเดต 9 ก.ย. 62 / 12:59


ทางออกของความหวัง




(เปิดเพลงเพื่ออรรถรส)












"กลับมาแล้วครับ"


"กลับมาแล้วครับแม่ วันนี้มีอะไรกินบ้างครับ"


เด็กหนุ่มสองคนในชุดนักเรียนเดินเข้าบ้านพร้อมกับวางรองเท้าให้เข้าที่ ร่างของ'นักรบ'ผู้เป็นน้องชายวิ่งเข้าไปกอดหญิงสาวผู้เป็นแม่ที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว แม่หันกายมากอดกลับและหอมแก้มฟอดใหญ่


"ของโปรดลูกทั้งนั้นเลย ไหนวันนี้ใครบอกว่าจะบอกคะแนนสอบกลางภาคแม่เอ่ย"


"นี่ครับแม่"


'กองทัพ' ผู้เป็นพี่เดินเข้าไปในบ้านอย่างเงียบๆ สายตาจ้องมองไปยังคนสองคนที่กำลังคุยกันสนุกสนาน นักรบหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋ายื่นให้กับหญิงสาว


"ขอโทษนะครับแม่ ผมทำได้ไม่ค่อยเยอะ แม่คงผิดหวังแล้ว"


"ไม่เยอะอะไรกัน นี่ได้เกินครึ่งมาตั้งหลายคะแนน แม่ภูมิใจในตัวลูกมากนะ"


แม่ของเขายิ้มกว้าง เอ่ยชมน้องชายของเขาก่อนจะบอกให้ขึ้นไปพักบนห้องนอน


"กองทัพ"


หลังจากเด็กชายวิ่งขึ้นห้องนอนไปด้วยรอยยิ้ม เสียงของแม่ที่หวานหูกลับกลายเป็นเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย มองเขาและแบมือออกมา


กองทัพหยิบกระดาษที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับของน้องชายออกมา สิ่งที่เขียนอยู่บนกระดาษแผ่นนี้คือชื่อของเขาและผลคะแนนสอบ


99 เต็ม 100 คะแนน


"แม่ว่าลูกคงอ่านหนังสือน้อยไปนะ อีกคะแนนเดียวทำไมทำไม่ได้ล่ะ"


"ครับ… ผมผิดเอง"


"ลูกเป็นพี่คนโตนะ อย่าทำให้แม่ผิดหวังไปมากกว่านี้ได้ไหม"


"ครั้งหน้าผมจะทำให้ได้ครับ"


เด็กชายก้มหน้ายอมรับผิดอย่างหงอยๆ ดวงตาสีดำสนิทน้ำแดงก่ำ น้ำตาเอ่อล้นรอบดวงตา แล้วเดินคอตกขึ้นห้องของเขาไป หญิงสาวมองตามหลังลูกชายคนโต จากนั้นถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย


"ฮ่าฮ่าฮ่า ใช่ๆ อย่างนั้นเลย"


ประตูห้องนอนของนักรพที่เปิดทิ้งไว้ ทำให้เขามองเห็นอีกฝ่ายกำลังเล่นเกมในคอมพิวเตอร์ เสียงหัวเราะสนุกสนานดังขึ้นทันทีที่สามารถจัดการศัตรูได้ เด็กหนุ่มเลื่อนสายตามามองสิ่งที่อยู่บนพื้นแทน สิ่งๆนั้นก็คือของเล่นในวัยเด็กของพวกเขา


ไม่สิ มันคงเป็นของนักรบมากกว่า


'พี่กองทัพเอาของเล่นคืนของนักรบนะ! แงง’ 


‘แต่นี่มันของพี่นะ นักรบคืนพี่เถอะ อันนี้น้าบัวให้พี่มา’


‘ให้น้องเล่นเถอะกองทัพ พี่น้องกันแบ่งๆกันเล่นสิ’


‘แต่ว่าแม่ครับ..’


‘แม่ว่า แม่ก็เลี้ยงเราดีนะ ทำไมเราถึงเป็นเด็กขี้หวงของแบบนี้ ไปอ่านหนังสือต่อเลย เราเป็นลูกคนโต แม่คาดหวังมากนะ อย่าทำให้แม่เสียใจ อย่าทำตัวเหมือนพ่อ พ่อก็ทิ้งพวกเราไปคนหนึ่งแล้ว’











"นักรบ! ไปกินข้าวกันเถอะ"


"ไปๆ กำลังไป"


กลุ่มนักเรียนชายจำนวนหนึ่งเดินเข้าไปรุมล้อมโต๊ะนักรบ เอ่ยชวนลงไปทางอาหารกลางวันที่โรงอาหาร เด็กชายลุกขึ้นยืนและวิ่งไปที่หน้าประตูทันที


กองทัพนั่งเหม่อลอยภายในหัวคิดเรื่องต่างๆมากมาย ดวงตาที่บวมขึ้นเพราะร้องไห้จากเรื่องเมื่อคืนนี้ เด็กหนุ่มยกฝ่ามือขึ้นมากอบกุมศีรษะไว้ อาการปวดหัวแล่นขึ้นมาไม่ทันได้ตั้งตัว เขารีบใช้มืออีกข้างหนึ่งควานหายาแก้ปวดหัวในกระเป๋าทันที ทว่า...


แกร่ก


ขวดใส่ยาสีขาวตกลงพื้นกระเด็นกระดอนไปมา สายตาของกองทัพเริ่มพร่าเลือน พยายามคว้าขวดยาเอาไว้ให้ได้ แต่ยิ่งมองดูก็ยิ่งรู้สึกห่างไกล หลังจากนั้นเขาก็สลบไสลไม่ได้สติกลางห้องเรียน










"อืม.."


ภาพตรงหน้าค่อยๆมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อเด็กชายลืมตาขึ้น นาฬิกาบนผนังห้องบ่งบอกเวลาที่ล่วงเลยมานานหลายชั่วโมง ท้องฟ้านอกหน้าต่างนั้นอึมครั้งราวกับว่าจะมีพายุลูกใหญ่ สายฝนตกลงมาปรอยปรายก่อนจะพากันเทตัวลงมาหาบใหญ่


"เธอตื่นก็ดีแล้ว ครูจะได้ปิดห้องสักที"


ชายหนุ่มร่างสูงในชุดพละสีน้ำเงินเข้มยืนเท้าเอวมองมาที่เด็กน้อยด้วยสายตาที่เป็นห่วง


"กลับบ้านไปก็กินแล้วนอนพักนะ ถ้าไม่หายป่วยเดี๋ยวจะทำให้สุขภาพแย่ลง เธอน่ะจะเข้ามหาลัยแล้วนะ ดูแลตัวเองดีๆหน่อย"


"ขอบคุณอาจารย์ไพฑูรย์มากๆเลยนะครับ อึก!"


"ค่อยๆลุกสิ"


กองทัพลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจึงทำให้ร่างกายที่อ่อนแรงเซไปแทบล้มลงกับพื้น แต่ทว่าชายหนุ่มที่ยืนมองอยู่นั้นรีบเข้ามาประคองร่างของเด็กชายเอาไว้ได้ทัน ร่างกายของกองทัพนั้นร้อนอุ่นๆราวกับว่าจะจับไข้ แก้มของเขาแดงระรื่อ ลมหายใจหอบถี่มากขึ้นกว่าเดิม อาจารย์หนุ่มเห็นท่าไม่ดีจึงพากองทัพไปนั่งที่เตียงเหมือนเดิม


"ถ้างั้นครูจะกลับมาอีกทีนะ จะนอนพักอีกหน่อยก็ได้ เดี๋ยวครูไปส่งที่บ้าน"


"มะ ไม่รบกวนอาจารย์หรอกครับ เดี๋ยวผมกลับเอง"


"งั้นครูกลับก่อนนะ"


"ครับ"





ร่างเพรียวของเด็กหนุ่มหยุดเดินอยู่ภายใต้อาคารเรียน ฟ้าฝนที่เทลงมามีสายลมแรงคอยพัดพาให้ไอน้ำกระเด็นเข้ามากระทบใบหน้าเนียน ใบหน้าของกองทัพนั้นแดงเพราะพิษไข้ ร่างกายสั่นระริกใกล้หมดเรี่ยวแรง เขาอยากจะเดินกลับถึงบ้านตั้งแต่เสียตอนนี้


หากทว่าเมื่อมองไปนั้นก็พบเจอเพียงสายฝนโปรยปรายจากฟากฟ้าที่ไร้สีสันยามเย็นอย่างที่ควรจะเป็น ช่างโชคร้ายเหลือเกินที่เขาไม่ได้พกร่มติดตัวมา


"หวังว่าจะไม่ป่วยหนักกว่าเดิมหรอกนะ"





กองทัพเดินโซซัดโซเซเข้าบ้านมาด้วยสีหน้าอิดโรย ริมฝีปากบางแทบจะไม่มีสีมาแต่งแต้มจึงดูขาวราวกับกระดาษ เสื้อผ้าและเนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยคราบน้ำของฝนที่ตกลงมาระหว่างทางกลับบ้าน


“กลับมาแล้วครับ..” 


มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้กองทัพ เด็กหนุ่มในชุดที่เปียกไปทั้งร่างเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นแม่จับจ้องมาทางเขาด้วยสายตาตำหนิติเตียน


“น้องไปไหนล่ะ ทำไมไม่กลับมาด้วยกัน ทิ้งน้องเหรอกองทัพ”


“เปล่าครับ น้องบอกกับผมว่าจะอยู่ซ้อมบอล เดี๋ยวจะกลับบ้านเอง”


“อืม แล้วนี่ไปเล่นน้ำฝนที่ไหนมาอีก เนื้อตัวมอมแมมสกปรกไปหมด รีบไปถอดเสื้อผ้าแล้วเอาไปซักเลย เดี๋ยวจะขึ้นราเอา”


“ครับแม่”


เขาตอบรับแม่ไปทั้งๆที่ตอนนี้ฟังแทบไม่ออกแล้ว ขาทั้งสองข้างแทบจะไม่มีแรงเดินแต่ก็ยังคงก้าวต่อไป ภายในหัวพลันคิดไปต่างๆนานา ไม่รู้จักจบจักสิ้น


แม่จะเคยเป็นห่วงเขาเหมือนที่เป็นห่วงน้องบ้างไหมนะ..


"แค่ก แค่ก แค่ก"


เด็กชายโก่งตัวแล้วใช้ฝ่ามือปิดปากปิดจมูกเอาไว้ เสียงไอที่ฟังดูแหบแห้งนั้นดังขึ้นมาเมื่อกองทัพเริ่มถอดเสื้อผ้าออกจากกาย ตอนนี้เขารู้สึกทั้งร้อนทั้งหนาวในคราวเดียวกัน ท่าทางเขาจะป่วยหนักเสียแล้ว


"แม่ครับ ผมคิดว่าผมน่าจะป่วย"


"ป่วยก็กินยาสิ จะบอกทำไม รอให้ป้อนรึยังไงเจ้าเด็กคนนี้ ใครๆเขาก็ยุ่งกันทั้งนั้น อะไรที่ทำเองได้ก็ทำบ้าง"


เสียงตะโกนดังมาจากข้างในบ้านของหญิงสาวทำให้กองทัพต้องหน้าถอดสี


เขาทำอะไรไปหรือเปล่านะ ทำไมแม่ต้องดุเขาขนาดนี้กัน


เขาก็แค่อยากบอกให้แม่รู้ว่าเขาป่วยก็เพียงเท่านั้นเอง


อาจจะเป็นเพราะพิษจากไข้หวัดที่กองทัพกำลังเป็นอยู่ จึงทำให้เขาขี้แงร้องไห้ได้ง่ายเหลือเกิน


น้ำตาหยดแล้วหยดเล่ารินไหลลงจากดวงตาสีดำกลมโต เด็กชายร่ำร้องออกมาจากความรู้สึกที่หลากหลายที่ประดังประเดเข้ามาไม่หยุดยั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างตลอดหลายปีมานี้ก็เข้ามาในความคิดของเขาอย่างช่วยไม่ได้


มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากๆ


เขาเป็นเด็กไม่ดีหรือ แม่ถึงไม่สนใจใยดีเขาอย่างที่ใส่ใจและเป็นห่วงน้องชายของเขา เขาคงเป็นลูกที่ทำให้แม่ภูมิใจไม่ได้ ทำให้ผิดหวังมาโดยตลอด แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม.. ไม่ว่าเขาจะเก่งมากมายเพียงใด แม่ก็คงไม่เคยสนใจหรอก


ก็เขาไม่ใช่นักรบนี่เนอะ...


ภายในห้องนอนของกองทัพ เด็กชายกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำการบ้าน บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยกองหนังสือมากมาย กองทัพเลือกที่จะหยิบไดอารี่ขึ้นมาเขียนความในใจลงไปดังเช่นที่ทำเป็นปกติทุกวัน


ไดอารี่เล่มนี้ไม่ใช่แค่สมุดธรรมดา แต่เป็นเพื่อนของเขา เวลาที่เขาไม่สบายใจอะไร หรือมีอะไรที่อยากจะเล่าก็จะเขียนลงในนี้ทั้งหมด มีทั้งความสุขและความเศร้า กระดาษบางแผ่นบางก็เปรอะคราบน้ำตาเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ก็คงจะเต็มไปด้วยสิ่งที่เขาวิตกกังวล ความไม่สบายใจทั้งหลายอย่าง เพราะความสุขของเขานั้นมักจะหมดไปกับการอ่านหนังสือที่แม่คอยพร่ำสั่งพร่ำสอนอยู่ทุกวันด้วยถ้อยคำที่ว่า ‘ตั้งใจอ่านหนังสือ รีบทำงาน รีบหาเงินมาเลี้ยงแม่กับน้อง’ เพียงแค่นี้









กริ๊งง


เสียงออดดังขึ้นเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนคาบเรียน กองทัพลุกขึ้นจากโต๊ะเก็บของลงใส่ในกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องเรียน


พลั่ก!


เพื่อนร่วมห้องบางส่วนที่เดินเบียดเสียดแย่งกันออกและกระแทกไหล่ของกองทัพจากไปด้วยความเร่งรีบ ไหล่ของเขาถูกกระแทกไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่มีใครสักคนที่จะหยุดเดินแล้วเอ่ยคำว่าขอโทษออกมา


ระหว่างทางที่เดินไปเปลี่ยนห้องเรียน เขาก็รู้สึกว่าการก้าวเดินไปข้างหน้าในครั้งนี้นั้นยากเหลือเกิน สายลมพัดพามาจากด้านนอกทำให้เด็กหนุ่มหันมองตาม สายตาหยุดอยู่ตรงริมระเบียงอาคาร


หากเขาตายไป แม่จะรักเขามากขึ้นไหมนะ


เขาที่ไม่สามารถเทียบเท่าน้องชายได้


ผมคงเป็นลูกที่แย่มากสินะครับ แม่





"กรี๊ดดดดดดด!!"


"ว๊ายยย!"


"ใครก็ได้ตามครูมาที มีคนจะโดดตึก"


"ครูอยู่ไหน ไปตามครูมาสิ"


"แกนั่นแหละไปตามมา!"


ความวุ่นวายอลหม่านเกิดขึ้นบริเวณโดยรอบตึกอาคารเรียน ทุกสายตาจับจ้องมาที่ร่างของนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก นักเรียนคนนี้ยืนอย่างหมิ่นเหม่ที่ริมชายระเบียงชั้นสี่


"...."


กองทัพมองภาพตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหลับตาลง ร่างกายเอนเอียงไปมาเพราะพิษไข้ที่หลงเหลืออยู่ ด้านหลังของเขาพลันปรากฎร่างของอาจารย์หนุ่มคนหนึ่ง เป็นอาจารย์ไพฑูรย์ที่เข้ามาเป็นฝ่ายเกลี้ยกล่อมให้เด็กชายสงบลง


"กองทัพ"


"อาจารย์ครับ… มีชีวิตอยู่มันเหนื่อยขนาดนี้เลยเหรอครับ"


เด็กหนุ่มหันหน้ามาเผชิญอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเศร้าหมอง น้ำตารินไหลอาบแก้ม ดวงตาเริ่มแดงก่ำขึ้นมาเรื่อยๆ อาจารย์เห็นท่าไม่ดีจึงค่อยๆยื่นมือเข้าไป


"กองทัพ เชื่อครูนะ กลับมาเถอะ"


"กลับไป? กลับไปแล้วจะมีคนรอผมอยู่เหรอครับ? จะมีใครรักใครที่ภูมิใจในตัวผมกันล่ะ!? ผมน่ะมันคนที่ทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด ผมมันแย่ ตายๆไปนั่นแหละดี ไม่มีใครมาเห็นค่าในตัวของผมหรอก!!!"


"ถ้าอย่างนั้นครูจะเป็นคนที่ภาคภูมิใจในตัวของเธอเอง!"


"....!"


ดวงตาสีดำสนิทเบิกกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หัวใจของกองทัพอบอุ่นขึ้นมาทันที เขาไม่รู้ว่าอาจารย์คนนี้จะเห็นค่าสิ่งที่พูดออกไปหรือไม่ แต่สำหรับกองทัพแล้ว มันคือสิ่งที่เขารอคอยมาโดยตลอด


รอคอยใครสักคนเห็นคุณค่าในตัวของเขา และภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็น


ฝ่ามือหนาและหยาบกร้านของอาจารย์ถูกส่งมาหาเด็กหนุ่มอีกครั้ง อีกฝ่ายยิ้มออกมาบางเบา


"กลับมาเถอะนะ กองทัพ"


"ฮึก ฮืออออออ"


เด็กหนุ่มร้องไห้ออกมาเสียงดังทันทีอย่างไม่อายใคร ยื่นฝ่ามือน้อยๆไปคว้ามือของอาจารย์เอาไว้ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ที่เขาสามารถเกลี้ยกล่อมกองทัพได้สำเร็จ


ทว่ามันกลับไม่ง่ายดายเพียงนั้น…


สายลมที่จู่ๆก็พัดกรรโชกด้วยความรุนแรงพัดพาให้กองทัพที่มีสภาพจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และมีสภาพร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงโอนเอนไปตามกระแสลม


"ขอบคุณนะครับ"


เสียงของกองทัพที่ผ่านเข้ามาในโสตประสาทของอาจารย์นั้นสามารถได้ยินอย่างชัดเจน ร่างของเด็กหนุ่มที่ไม่ทันระวังตัวก็เอนตัวหงายหลังไปตามแรงโน้มถ่วง ดวงตาของชายหนุ่มเบิกโพลงด้วยความตกใจ ยื่นมือออกไปเพื่อคว้าร่างอีกฝ่ายเอาไว้


แต่มันก็สายเกินไป


"กองทัพ!!!!"


ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของชีวิตของเด็กหนุ่มประดับอยู่บนใบหน้าเนียนที่เปรอะเปื้อนคราบเลือด ท่ามกลางเสียงกรีดร้องตะใจ เขากลับรู้สึกสงบเหลือเกิน


กองทัพนอนมองท้องฟ้าสุดท้ายในชีวิตที่เหลืออยู่ เก็บมันไว้เป็นความทรงจำอย่างเงียบงัน เปลือกตาของเขาช่างหนักอึ้งเกินทานทน หลังจากที่เขาหลับตาลงไม่นาน ลมหายใจก็ขาดห้วงหลงเหลือเพียงกายหยาบที่ไร้จิตวิญญาณ





เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาในยามบ่ายของวัน หญิงสาวลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เดินตรงไปยังที่มาของเสียง


แกร่ก


"สวัสดีค่ะ บ้านกวีสุริยาค่ะ"


(สวัสดีครับ ใช่คุณแม่ของน้องกองทัพใช่ไหมครับ)


"คะ? ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรรึเปล่าคะ"


(ผมเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนของกองทัพกับนักรบนะครับ ผมมี…)


"เกิดอะไรขึ้นคะ หรือว่ากองทัพไปสร้างเรื่องอะไรให้โรงเรียนอีก เจ้าลูกไม่ได้เรื่องคนนี้นี่"


ท่อนสุดท้ายหญิงสาวพูดออกมาอย่างแผ่วเบา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ


เจ้าลูกคนนี้ไม่เคยทำอะไรสักอย่างให้เธอภูมิใจได้เลย ลูกคนโตจะต้องเป็นคนสืบต่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล จะต้องเป็นคนที่เพรียบพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง กองทัพที่สมควรเป็นเช่นนั้นกลับทำตามความคาดหวังไม่ได้ เธอรู้สึกเหนื่อยใจจริงๆ


(คุณแม่ทำใจดีๆไว้นะครับ)


ร่างบางได้ยินอีกฝ่ายสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด ภายในใจพลันปรากฎความรู้สึกวูบโหวงประการหนึ่งเข้ามาในจิตใจอย่างไม่รู้ตัว


(น้องกองทัพเขา… เสียชีวิตแล้วครับ) 


เมื่อได้ยินดังนั้นโทรศัพท์ที่อยู่ในมือก็หล่นลงกระทบกับพื้น


ตุบ!


ร่างของหญิงสาวพลันไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ภายในความคิดสับสนมึนงง สิ่งที่อาจารย์ได้พูดต่อมาเธอล้วนไม่ได้ยินอะไรอีกเลย










"แม่กดดันกองทัพเขามากเกินรึเปล่านะ"


"แม่ทำดีที่สุดแล้วครับ อย่าโทษตัวเองเลย"


นักรบยืนมองผู้เป็นแม่อย่างเงียบงัน ฟ้าฝนอึมครึ้มใกล้ตกลงมา แม่พึมพำกับตนเองพลางยืนกอดตัวเองอยู่ต่อหน้าโลงศพของผู้เป็นพี่ชาย ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ และในฝ่ามือถือสมุดเล่มหนึ่งเอาไว้


ไดอารี่ของพี่กองทัพ


ก่อนหน้าที่เขาไปเก็บห้องของพี่กองทัพ เขาก็ได้เจอกับสมุดบางใต้ลิ้นชักโต๊ะเรียน เนื้อหาภายในนั้นบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งความดีใจ เสียใจ กดดัน ผิดหวัง ความรู้สึกที่โทษตนเอง และความน้อยใจ


เขาไม่รู้มาก่อนว่าพี่จะมีความคิดแบบนี้ด้วย


แม้จะบอกได้ไม่เต็มปากว่าตนเองนั้นโชคดีที่ไม่ได้เกิดเป็นลูกชายคนโต ทว่าเขาเองในฐานะน้องชายก็ไม่อยากให้พี่กองทัพต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้เพียงลำพัง


พี่กองทัพไม่เคยปริปากบ่นเลยสักครั้ง


ช่างแตกต่างกับเขาเหลือเกิน…


ผมอยากจะพยายามให้ได้สักครึ่งหนึ่งบ้าง


สามารถแบ่งเบาความกดดันของพี่ได้สักเล็กน้อยก็คงจะดี


"แม่ขอโทษ แม่ขอโทษ"


เด็กชายน้ำตาออเอ่อล้นออกมาเมื่อเห็นหญิงสาวเดินไปกอดโลงศพทั้งน้ำตา เสียงสั่นเครือดังออกมาเรื่อยๆอย่างไม่หยุด เขาที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่างได้แต่มองอยู่อย่างนั้น และเดินจากไป


“ผมขอโทษนะกองทัพ ...ผมคงเป็นน้องที่ไม่ดี ทำให้แม่กดดันพี่ตลอด”


นักรบเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความเหม่อลอย 


ในตอนนี้…


พี่จะเป็นอย่างไรบ้างนะ


จะจากไปอย่างสงบรึเปล่าครับ


...พี่กองทัพ…


.


.


.
















-------

Talk

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราแต่งขึ้นกับเพื่อนๆเพื่อส่งงานอาจารย์นะคะ

และหวังว่าผู้อ่านทุกท่านที่ได้เห็น จะได้รับข้อคิดไปไม่มากก็น้อยนะคะ




♡♥

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ถ้วยชาดำ จากทั้งหมด 6 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 9 กันยายน 2562 / 17:11

    ง่ะ เล่นเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตจริงที่ใครๆก็เคยเจอมาตีแผ่แบบนี้เล่นเอาน้ำตาซึมเลย บรรยายเห็นภาพมาก การใช้ภาษาก็สวย โอเคเลยล่ะ

    #4
    0
  2. วันที่ 9 กันยายน 2562 / 15:46
    แต่งดีมากเลยค่ะ เหมือนเอาชีวิตเรามาแต่งเลยอะ น้ำตาแตกไปหลายรอบแล้ว ㅜㅡㅜ
    #3
    0
  3. วันที่ 9 กันยายน 2562 / 15:01
    บรรยายดีมากอะ คือแบบน้ำตาเราจะไหลหลายรอบแล้วแต่ต้องฮึบไว้เพราะไม่งั้นอ่านต่อไม่ได้แน่ๆ แต่ช่วงหลังๆคือน้ำตาไหลไม่หยุดเลย คือเข้าใจมากเวลาโดนกดดันมันเป็นยังไง สงสารกองทัพมากTT
    #2
    0
  4. #1 เบาหน่อยป๋อ (@Naphaspang12) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 13:13
    เข้าใจอะไรแบบนี้เหมือนกันอะ มันแบบ ทำดีแค่ไหน เก่งกว่าคนอื่นแค่ไหน แต่ถ้าไม่ได้เก่งที่สุด ก็คือโดนกดดัน อ่านแล้วจะร้อง เก้ทฟีลจริงๆ
    #1
    0