ตอนที่ 7 : ตอนที่หก ถึงเซียงหยาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 694
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    3 มิ.ย. 58


เพื่อป้องกันเหตุร้ายจากใบหน้ามฤตยูของท่านหมอน้อย  หมวกงอบที่อาฝูเคยสวมใส่จึงแขวนไว้กับล่วมไม้ใหญ่  เปลี่ยนมาสวมหมวกปีกกว้างคลุมผ้าดำบางถึงช่วงอกแทน  ปกปิดใบหน้ามิดชิดยิ่งจนถึงกับไม่มีรอยแยกผ้าให้ลมแรงแง้มเปิด  ทั้งยังมีกระดิ่งห้อยข้างเอวอีกสองใบส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลา  พลันเถิงซานพบว่าบรรยากาศที่นั่งด้านหลังม้ามันเย็นเหยียบขึ้นสองส่วน

 

“เราเดินทางเร็วกว่านี้ได้หรือไม่”

 

“ม้าเปลี่ยนสามตัวต่อคนดูท่าอาจไม่เพียงพอ  รอข้ามไปเหนือแม่น้ำเจียงยิ่งไกลหนทางยิ่งลำบาก  พ้นจากจงหยวนไปแม้ถนนให้ม้าวิ่งยังทั้งชันทั้งลาด  คงมีม้าตายจำนวนมากแน่”

 

แว่วเสียงพูดคุยทำนองนี้ผ่านเข้าหูอันดีเลิศของอาฝูอยู่เนืองๆ

 

อาฝูไม่รังเกียจการเดินทางเร่งรีบใช้ชีวิตบนหลังม้า  มันกินอยู่ง่ายดายอย่างยิ่ง  หากง่วงยังคงเอาผ้าผูกเอวไว้กับเถิงซาน  นี่เรียกสบายเกินไปเสียด้วยซ้ำ  ที่มันรังเกียจเห็นจะเป็นเสียงกระดิ่งห้อยข้างเอวมัน  ทารกยังไม่ถูกปฏิบัติเช่นนี้เลย  อาฝูรู้สึกดังถูกผู้คนรังแก

 

ออกจากเมืองเย้ว์หยางตั้งแต่ฟ้าสางพร้อมเสบียง  กลุ่มกองกำลังหมู่ตึกกระบี่หยกขาวก็ควบม้ามุ่งขึ้นเหนือจนออกจากหูหนานสู่หูเป่ย  จบสิ้นที่เมืองเซียงหยาง(หรือที่เรารู้จักดีในชื่อ เมืองซงหยง  หรือเมืองเซียงเอี๋ยง)ตอนเย็น  รวดเร็วยิ่งกว่าลมพายุ 

 

คราวนี้เมื่อถึงตัวเมืองเซียงหยาง  อาฝูไม่ทำตัวว่าง่ายดังเช่นเคย

 

“นี่ยังไม่พลบค่ำ  ได้ยินชื่อเสียงเมืองเซียงหยางมานาน  ข้าอยากเดินชมตัวเมืองเปิดหูเปิดตายิ่งนัก” ม้ายังไม่ทันส่งให้คนดูแลม้าของโรงเตี้ยมรับไป  อาฝูที่ถึงพื้นแล้วก็บอกความต้องการด้วยน้ำเสียงสุภาพ


 ครุ่นคิดครู่หนึ่งเถิงซานก็พยักหน้า “ย่อมได้  แต่ข้าไปด้วย  เพียงแต่ต้องหลังจากแบ่งงานกับพี่น้องสักครู่หนึ่ง” 

 

ไม่เพียงมีความสามารถในการต่อสู้อันรวดเร็วมั่นคงหมดจด  กระทั่งความสามารถในการแบ่งงานออกคำสั่งลูกน้องใต้บัญชาเถิงซานก็ทำได้ยอดเยี่ยม  รวดเร็วและหมดจดไม่ต่างจากเพลงกระบี่ที่อาฝูเห็นเมื่อวาน  ให้ต้องทอดถอนใจที่มันเป็นเพียงปลาตัวเล็กตัวน้อยในมหาสมุทรยุทธจักรอันไพศาล  ที่เห็นว่าพออวดอ้างว่าเหนือกว่าผู้อื่นได้คงเหลือแค่วิชาแพทย์เท่านั้น

 

อาฝูย่อมไม่ทราบว่าเถิงซานผู้นี้มีประวัติอันยากจะกล่าวจบภายในวันเดียว  ด้วยความเป็นบุตรชายหัวหน้าหมู่ตึกกระบี่หยกขาวคนก่อนมันจึงถูกอบรมมาอย่างดี  ผนวกกับความเป็นอัจฉริยะที่ฉายแววเด่นชัดตั้งแต่ยังเด็ก  เถิงซานจึงถูกกล่าวถึงว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ขนาดใหญ่ยักษ์แห่งยุคเลยทีเดียว  เพราะแม้จนกระทั่งบัดนี้มันก็ยังไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใด!  ความจริงมันสมควรเป็นหัวหน้าหมู่ตึกกระบี่หยกเขียวอันถือเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักเสียด้วยซ้ำ  เพียงแต่เจ้าสำนักมีบุตรีเพียงคนเดียวจึงคิดยกให้ผู้สืบทอดสำนัก  นางยังไม่ทันโตเป็นสาวเถิงซานก็พบรักหญิงชาวบ้านที่อ่อนโยนเรียบร้อยนางหนึ่ง  จึงได้แต่ให้ดำรงตำแหน่งที่รองลงมาอย่างหัวหน้าหมู่ตึกกระบี่หยกขาวแทน 

 

อาฝูที่ไม่เคยมีรู้ความด้านวิชายุทธ์มาก่อน  ทั้งยังไร้อาจารย์สั่งสอนชี้แนะ  ปราศจากคู่มือฝึกซ้อมพัฒนาที่ดีงาม  อย่างไรก็ไม่อาจเอาไปเปรียบเทียบกับเถิงซานได้  แม้ครั้งหนึ่งมันเคยเกิด(สิง?)ในตระกูลชาวยุทธ์แต่ก็ง่อยเปลี้ยจนได้แต่นอนนั่งอยู่ภายในห้องตนเอง  อาจารย์ที่เจ้าสำนักเชิญมาสอนมันล้วนเป็นด้านความรู้ทั่วไป  อักษร  หมาก  พิณ  ให้มันได้มีอะไรทำแก้เบื่อตาย  ไม่ถามไถ่ซอกแซกกิจการในพรรค  นับว่าความรู้ด้านวิชายุทธ์เป็นศูนย์  ชาติต่อมาได้เป็นเสี่ยวเอ้อหลบมือเท้าชาวยุทธ์  พอรู้ความสัมพันธ์แต่ละค่ายพรรค  จดจำใบหน้าได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ใด  ใครมาเจอกันให้ต้องรีบหลบเลี่ยงบ้าง  แต่ไม่มีความรู้ด้านวิชายุทธ์อยู่ดี  ครั้นขาติต่อมาได้เฒ่าแพทย์พิสดารทรมานมันในฐานะศิษย์  อาจารย์มันก็ไม่ได้มีความรู้เชิงยุทธ์เท่าไรอยู่ดี  อาศัยว่ามีความรู้เรื่องร่างกายมนุษย์อย่างลึกล้ำคิดค้นวิชาขึ้นมาเท่านั้น  พอถูกทหารรุมล้อมอาฝูก็ต่อยตีเอาชีวิตรอดไม่เป็นทั้งที่มีปราณพิษอันร้ายกาจ  น่าอเนจอนาถโดยแท้

 

“พวกเราไปกัน” เถิงซานหันมาพยักหน้าให้อาฝูเมื่อเสร็จสิ้นหน้าที่

 

เซียงหยางสมเป็นเมืองยุทธศาสตร์ฝ่ายใต้  ครั้งหนึ่งสมัยสามก๊กผู้คนล้วนทุ่มเทกำลังแย่งชิงเมืองนี้  การค้าอาจไม่คึกคักผู้คนไม่วุ่นวายเท่าเมืองใหญ่อื่นก็ยังมีผู้คนมากกว่าจางเจียเจี้ย  แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นกองกำลังทหารก็ตาม  เมืองนี้มีถนนกว้างขวางพอให้เดินขบวนทัพม้าไม่อึดอัด  บ้านเรือนก่อสร้างเรียบง่าย  กำแพงเมืองสูงใหญ่แข็งแรง  ส่วนใหญ่พ่อค้าเพียงพักสินค้าที่เมืองนี้หลังข้ามฟากจากฝานเฉิงลงมาเท่านั้น  แต่ร้านค้าที่ควรมีก็ล้วนมีทั้งสิ้น

 

อาฝูไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว  แม้พบเจออาหารและขนมขายข้างทางก็เพียงมองผ่านทำเป็นไม่สนใจ  ทั้งที่ใจอยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง  แต่การเดินไปกินไปมิใช่วิสัยของมัน  ร้านค้าอื่นทั้งหลายมันเพียงมองให้รู้ว่ามีสิ่งใดบ้าง  ไม่มีการหยุดชะงักย่างก้าวแม้สักครู่เดียว  ความจริงมันตั้งใจเดินเล่นอย่างเรียบง่ายสูดกลิ่นไอแม่น้ำใหญ่และสังเกตชีวิตผู้คน  แต่ไม่ทราบเหตุใดผู้คนจึงหยุดชะงักการงานเพื่อมองดูมัน  เพราะเสียงกระดิ่งห้อยข้างเอวมันหรือ?  หรือที่แท้เพราะรัศมียอดยุทธ์ของเถิงซานที่เดินเคียงข้างมันมา?

 

เถิงซานไม่มีสิ่งใดที่สนใจในเมืองเซียงหยาง  กลับใช้เวลานี้พิจารณาท่าเดินไหล่หลังตั้งตรงเหยียบย่างมั่นคงของอาฝูอย่างสนใจ  แม้มีล่วมไม้สานขนาดใหญ่อยู่บนหลังยังคงตั้งตรงได้ถึงเพียงนี้  แต่ละย่างก้าวล้วนเท่ากันหมด  การแกว่งไกวแขนเบาๆ ยังคงเป็นจังหวะและเหลี่ยมมุมเดียวกันจนน่าพิศวง  กระทั่งเสียงกระดิ่งดังยังเป็นจังหวะเสียงเดียวกันตลอดทางหลายร้อยเมตร  ชีวิตมันเคยพบเจอผู้คนมากหลายขณะติดตามเจ้าสำนักอยู่บ่อยครั้ง  ท่วงท่าเช่นนี้ดูไปคล้ายเหล่าราชนิกูลชั้นสูงเจ็ดส่วน  บัณฑิตผู้เคร่งครัดจารีตอีกสามส่วน  ยากยิ่งจะเชื่อว่าเป็นชนชั้นสามัญ

 

แต่แล้วก็มีร้านหนึ่งที่ทำให้อาฝูหยุดชะงักเท้าจนได้  มันครุ่นคิดว่าจะเข้าไปดีหรือไม่  แต่เข้าไปแล้วจะอย่างไร  มันไม่มีเงินเพียงพอซื้อของที่ต้องการได้

 

“มีสิ่งใดที่ท่านต้องการหรือไม่  ข้าจะได้ซื้อให้” เถิงซานเห็นอาฝูจดจ้องป้ายร้านค้าโอสถทิพย์อยู่นานแต่ไม่เข้าไปก็เอ่ยปาก  คาดเดาว่ามีบางสิ่งที่อยากได้แต่ไร้วาสนาเรื่องเงินทอง 

 

วูบหนึ่งดวงตาอาฝูแผดเผาด้วยไฟอิจฉา  ชีวิตมันชาติที่ผ่านมาข้อนิ้วสั้นเหลือหลาย  เงินวางบนมือยังคงกลิ้งตกโดยง่าย  แม้หิวยังไม่อาจกินดื่มได้อย่างใจนึก  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเอ่ยปากจะเลี้ยงผู้คน  เถิงซานแห่งสำนักเซียนกระบี่หยกผู้นี้มั่นใจในน้ำหนักถุงเงินตนเองยิ่งนัก 

 

แต่ถุงเงินผู้อื่นก็คือถุงเงินผู้อื่น  ถุงเงินนี้เดิมทีก็มิได้มีไว้เพื่อมัน  ใช้ไปไม่คิดคงต้องยิ่งชดใช้หนัก

 

“ผู้ป่วยที่ท่านต้องการให้ข้ารักษามีอาการอย่างไรบ้าง  ท่านพอบอกให้ข้ารับทราบได้หรือไม่” อาฝูหันมาถามเถิงซานน้ำเสียงจริงจังดวงตามุ่งมั่น  ให้ผู้คนค่อยคิดได้ว่าเหตุใดท่านหมอน้อยจึงหยุดอยู่หน้าร้านขายยาและสมุนไพร 

 

“ท่านผู้นั้นถูกทำร้ายร่างกายสาหัส  อวัยวะภายในบอบช้ำ  ท่านหมอบอกว่ากระดูกซี่โครงหักหลายซี่จึงไม่อาจรักษาแบบธรรมดาได้  ทั้งแพทย์ที่สามารถผ่าตัดได้ก็หายากยิ่งนัก  ไม่รู้ทำไมจึงกลายเป็นเซียนเมามายกันไปเสียหมด” คิ้วของเถิงซานขมวดชิด  สีหน้าหดหู่เจ็บปวดถึงที่สุด “ที่ใช้ยื้อชีวิตท่านผู้นั้นจนถึงตอนนี้คือเม็ดยายมบาลละอายของแพทย์พิสดาร  แต่ไม่ทราบจะยื้อได้ถึงเมื่อใด”

 

เม็ดยายมบาลละอายนี้อาฝูรู้จักดีทีเดียว  ในตะกร้าสานใส่ยาของมันก็มีอยู่หนึ่งขวด  ภายในบรรจุอยู่สองเม็ด  ปีหนึ่งมันทำได้แค่สองเม็ดเท่านั้น  เป็นสูตรยาอันยุ่งยากแต่ให้ผลดีเยี่ยมในการยื้อแย่งชีวิตผู้คนจากความตาย  ไม่ทราบสำนักเซียนกระบี่หยกค้าขายความวุ่นวายใดกับเฒ่าแพทย์พิสดารจึงมีไว้ในครอบครองด้วย?

 

“ยานี้ข้ารู้จัก  วิธีใช้ให้ถูกต้องคือหากเป็นผู้คนปกติยาหนึ่งเม็ดยื้อได้หนึ่งวัน  ผู้ฝึกยุทธ์ยื้อได้สามวัน  ผู้มีกำลังยุทธ์ยอดเยี่ยมพลังวัตรเกินเจ็บสิบปียื้อชีวิตได้หนึ่งอาทิตย์  มีผู้เดินลมปราณอย่างเดียวกันช่วยตลอดเวลายื้อได้สองเท่า  แต่หากชราภาพอายุเกินหกสิบปีก็ต้องลดช่วงเวลาลงครึ่งหนึ่ง  ไม่ทราบท่านมีอยู่กี่เม็ด”

 

เถิงซานแสดงสีหน้าแปลกใจเลื่อมใส  ขณะเดียวกันก็ยิ่งเผยความกังวลใจจนแทบร้อนรุ่มออกมา “สำนักเรามีอยู่สามเม็ด  เพียงแต่ไม่ทราบว่ามีวิธีช่วยยืดเวลาด้วยลมปราณอยู่ด้วย  ทั้งไม่กล้าขยับเขยื้อนร่างกายท่านผู้นั้นให้ยิ่งบาดเจ็บหนัก  เมื่อสามวันก่อนลมปราณท่านผู้นั้นแผ่วเบาใกล้สิ้นลมจึงให้กินยาอีกเม็ด  ตอนนี้เหลืออยู่เม็ดเดียวแล้ว”

 

“เวลาผ่านมาเท่าใดแล้ว” อาฝูเริ่มเคร่งเครียดบ้าง  เม็ดยายมบาลละอายใช้มากยิ่งยากรักษา  การฝ่าตัดนั้นหากร่างกายอ่อนแอไม่ทราบจะรอดชีวิตหรือไม่


“สิบสองวันแล้ว  ท่านหมอฝู” คำตอบนี้เถิงซานดูไม่องอาจผึ่งผายเช่นเคย  

 

เห็นอาฝูเคร่งเครียดยิ่งขึ้นเถิงซานก็ยิ่งเครียดหนักตาม  การเดินทางยังอีกยาวไกลใช้เวลาหลายวัน  ไม่ทราบเมื่อไปถึงยังคงทันเวลาหรือไม่

 

“มีสูตรยาบางอย่างที่ยากจะทำสำเร็จเพราะใช้ตัวยาจากหลากหลายถิ่นเกินไป  แต่ที่นี่คือเซียงหยางสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าอันสำคัญ  ได้ยินมาว่าที่ร้านค้าขนาดใหญ่ของสำนักโอสถทิพย์จะมีห้องปรุงยาและหม้อต้มยาหลากหลายอันดียิ่ง  หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าสามารถทำยาชนิดนั้นได้อย่างแน่นอน  เรื่องนี้ต้องพึ่งพาสำนักโอสถทิพย์ช่วยเหลือแล้ว” อาฝูหันไปมองร้านค้าโอสถทิพย์ขณะพูด  ดวงตาเถิงซานเป็นประกายด้วยความหวัง  


"เช่นนั้นเราเข้าไปกัน" เถิงซานชวนมันด้วยน้ำเสียงคึกคัก  มือล้วงหยิบเข้าไปในพกเสื้อ  ที่ติดมือมาคือแผ่นป้ายทองเหลืองกลมแผ่นหนึ่ง  ช่วงก้าวเท้าเร่งรีบอย่างยิ่งจนอาฝูต้องเสียจังหวะเดินปกติของตนเพื่อเร่งตาม


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

82 ความคิดเห็น

  1. #53 คนตัดฟืน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2558 / 08:17
    โอ้ อิริยาบถเล็กๆ น้อยๆ ท่วงท่าของเหล่าราชนิกูลชั้นสูงเจ็ดส่วน บัณฑิตผู้เคร่งจารีตอีกสามส่วน ทั่นผู้อาวุโสบรรยายได้ยอดเยี่ยมยิ่ง ได้อรรถรสมั่กๆ อิอิ
    #53
    0
  2. #52 Pair p. (@Deat_p) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2558 / 08:05
    อาฟูสู้ๆ อาฟูน่ารัก~ เคะเจ้าเล่ห์นี่ดีจังน้อ//โดนหิ้วไปเก็นในโถดอง 'สาววาย'
    #52
    0
  3. #51 ข้าน้อย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 11:07
    เปิดมารอดูว่าอัพยัง คอยๆ รอไรต์ตื่นนอนก่อนนะ
    #51
    0
  4. #50 ข้าน้อย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 15:14
    ซาบซึ่้งใจนัก
    #50
    0
  5. #49 withun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 20:28
    ให้คิดว่า สตรีนั้นมีสติปัญญา ไตร่ตรอง รู้จักเลือกสิ่งที่ดี ให้กับตน ดื่มด้วย
    #49
    0
  6. วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 16:01
    ขอคารวะสุราหนึ่งจอก แม้ไม่เมามาย แต่ดีกว่าสตรีหลายใจหนึ่งคน ดื่มๆ
    #46
    1