ตอนที่ 4 : ตอนที่สาม จากจางเจียเจี้ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 673
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    11 พ.ค. 58

 

อาฝูออกเดินทางไปในหมู่เขาซงเหลียว  คราวนี้มันใช้ท่าเท้าพายุยอดหญ้าค่อยๆ เดินทางอย่างไม่เร่งร้อน  ยามค่ำคืนหลบพักตามถ้ำสูงที่ไร้เจ้าถิ่น  ยามกลางวันใช้สายตาคมอย่างอินทรีมองหาสมุนไพรตามชะง่อนผาและโคนต้นไม้  สะกิดเท้าเหินเข้าไปใกล้เป็นการฝึกฝนท่าเท้าไปในตัว  สงบสุขรื่นเริงไม่น้อย

 

เมื่อยืนมองจากยอดเขาหนึ่ง  รอบด้านเห็นเพียงทะเลภูเขาเขียวและหินผา  ฝูงนกออกบินหากิน  สายลมแรงต้องร่างอาฝูจนเสื้อผ้าพลิ้วสะบัดเกิดเสียงดัง  บนที่สูงเช่นนี้เมื่อลองเอื้อมมือไปคล้ายแตะต้องท้องฟ้าได้อย่างไรอย่างนั้น  โลกนั้นยิ่งสูงยิ่งเห็นโค้งของหลังคาสีฟ้านี้ได้อย่างชัดเจน  ใบหน้าของมันปรากฏรอยยิ้มพึงใจ

 

มองไปด้านล่างมันเห็นหมีตัวหนึ่ง  ในสายตาคนผู้คนพบเจอสัตว์ดุร้ายย่อมหลบเลี่ยงหลีกหนี  แต่ในสายตาอาฝูกลับมองเห็นเป็นดีหมี  สมองหมี  อุ้งเท้าหมี  และหนังหมีอันอบอุ่นยามฤดูหนาวมาเยือน

 

ร่างกายอาฝูนี้นับว่ายังคงเป็นเด็กน้อย  อ่อนด้อยทั้งความแข็งแรงและทนทาน  หากปะทะคงไม่แคล้วกระดูกหักอย่างง่ายดาย  มันวางล่วมยา น้ำเต้า และหมวกสานพิงต้นไม้  ชักมีดออกมากระชับในมือ  ครุ่นคิดวางแผนว่าจะใช้กระบวนท่าใดเมื่อใด  ครู่หนึ่งจึงสะกิดเท้าเหินลงอย่างรวดเร็วด้วยท่าเท้าพายุลมฝน 

 

หนึ่งมีดปาดคอหมีด้วยพละกำลังผสานลมปราณ  เลือดสายหนึ่งพุ่งออกมาตามแรง  ท่าเท้าพายุลมฝนไปมารวดเร็ว  มันหลบเลี่ยงออกมาไกลจากร่างหมีพอสมควร  หมีตัวนั้นยังมิได้ล้มลง  ร้องโหยหวนคลั่งสะบัดร่างไปมา  อาฝูรออยู่เช่นนั้นจนถูกมันพบเห็น  วิ่งคำรามตรงมาคิดเอาคืน

 

การโจมตีผู้มุ่งโจมตียังง่ายดายกว่าเข้าโจมตียามอีกฝ่ายเคลื่อนไหวไม่อาจคาดเดา  อาฝูเอี่ยวหลบเมื่อหมีใกล้เข้าปะทะ  เฉือนมีดปาดเนื้อเถือหนังมัน  เมื่อหมีหันมาโจมตีมันอีกก็ใช้ท่วงท่าเท้าพายุใบไม้ผสานกระบี่หยาดฝน  นับว่าเป็นการฝึกฝนวิธีรังแกผู้อ่อนด้อยกว่าอย่างหนึ่ง

 

ไม่ทันได้เหน็ดเหนื่อยหมีก็ล้มลงตาย  อาฝูลงมือเก็บเกี่ยววัตถุดิบทันที  ไม่ยินดียินร้ายในชัยชนะ 

 

อาฝูยังคงเดินทางไม่เร่งรีบ  เก็บกระสายยาทั้งเขี้ยวเขากระดูกและดีของสัตว์หลากหลายชนิด  โดยเฉพาะพิษงูที่มันเก็บรักษาอย่างดียิ่ง  ยังมีรกสัตว์ที่กำลังคลอดที่ได้พบเจอโดยบังเอิญ  เมื่อเห็นผึ้งและต่ออาฝูไม่เคยรอช้ารีบติดตามไป  น้ำผึ้งเป็นตัวประสานที่ดียิ่ง  ส่วนตัวต่อก็นำมาปรับปรุงเลี้ยงทำพิษร้าย

 

ไม่นานล่วมยาก็หนักอึ้งแน่นเต็มจนแทบล้น  

 

อาฝูนำวัตถุดิบออกมาทำยา  ช่วงเวลานี้กลับยืดยาวยุ่งยากที่สุด  ทั้งยาดีทั้งยาพิษ  บ้างเป็นเม็ดบ้างเป็นผง  น้ำเต้าก็ไว้สำหรับกักเก็บเหล้าสมุนไพรชั้นเลิศ  ยาวิเศษตามตำราลับแพทย์พิสดารเหล่านี้ล้วนปรุงอย่างซับซ้อนยุ่งยาก  มีลำดับขั้นตอนแปลกประหลาด  เช่นให้ใช้น้ำจากยอดหญ้าก่อนรุ่งอรุณเท่านั้นบ้าง  เคี่ยวยาตลอดเวลาด้วยไฟร้อนเท่าเดิมโดยไม่หยุดพักสามวันสามคืนบ้าง  อีกทั้งการกินยาก็ยังมีลำดับขั้นตอนและข้อห้ามอีก  หากไม่ทำตามก็ดูเหมือนจะให้ผลด้อยกว่าเดิมจริงตามที่ได้ทดลองเมื่อชาติที่แล้ว 

 

ทุกครึ่งปีอาฝูจะเดินทางกลับเมืองจางเจียเจี้ยอีกครั้ง  นำสมุนไพรชั้นดีไปขายมากขึ้น  ซื้อข้าวของและอุปกรณ์บรรจุตัวยาหลากหลายชนิด  ทำตัวคล้ายศิษย์แพทย์ลึกลับผู้หนึ่ง

 

อาฝูมีท่าทีสุภาพอ่อนน้อมทว่าจริงจัง  บางครั้งก็มีดวงตาเศร้าสร้อยลึกล้ำโดยไม่รู้ตัว  มันไม่ใคร่เปิดปากพูดนัก  ผู้คนแม้ใคร่รู้แต่ก็ไม่กล้าเสียมารยาทเอ่ยถามตรงๆ  จึงไม่มีใครรู้เรื่องราวของมันนัก  แต่ก็นับเป็นคนคุ้นหน้าบ้านเดียวกัน  เห็นเป็นเด็กน้อยหน้ามนขยันขันแข็งผู้หนึ่ง  สำหรับลูกผู้ชายแล้วนับว่าไม่เลว  เป็นที่ถูกใจเถ้าแก่ที่มีลูกสาวหลายบ้านทีเดียว

 

“อาฝู  ครั้งนี้เจ้าก็จะไปเก็บสมุนไพรบนเขาอีกแล้วหรือ” สาวน้อยหน้ามนกลมเครื่องหน้าจิ้มลิ้มนางหนึ่งเอ่ยเสียงทอดอาลัยกับมัน  ดวงตากลมคล้ายวิงวอนให้มันอย่าจากไปแต่ไม่อาจพูดได้  นางเป็นบุตรีผู้ดูแลสาขาของร้านยาโอสถทิพย์อันเลื่องชื่อของแผ่นดิน  และเป็นหนึ่งในบรรดาสาวน้อยทั้งหลายที่ตกหลุมรักอาฝู

 

“ถูกต้องแล้วแม่นาง” เป็นโชคร้ายของนางที่แม้อาฝูจะทำการค้ากับร้านของนางบ่อยครั้งแต่ก็ยังจดจำนางมิได้  เชื่อว่าหากนางมิต้องการให้มันจดจำได้  เพียงหางตาเห็นแผ่นหลังไม่ถึงเสี้ยววินาทีมันกลับจดจำได้อย่างแน่นอน 

 

“เจ้าไม่เหน็ดเหนื่อยบ้างหรือ  ในหมู่เขาซงเหลียวยิ่งลึกยิ่งอันตราย  ข้ามองไม่เห็นว่ามันคุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย  เหตุใดจึงไม่หยุดพักทำงานอยู่ในเมืองเสีย” นางหยุดไปครู่หนึ่ง  คล้ายครุ่นคิดว่าควรพูดเช่นนี้หรือไม่ “ทำงานที่ร้านนี้ก็ได้  เจ้าเป็นคนมีฝีมือทั้งยังขยันขันแข็ง  ต้องก้าวหน้าอย่างแน่นอน” 

 

“ขอบคุณแม่นาง  แต่ข้ามีปณิธานเป็นแพทย์พเนจร  ยังมีสิ่งต้องฝึกฝนอีกมาก”

 

คำตอบของอาฝูทำให้นางถึงกับหลุดอุทานเสียวเบา  ดวงตาโตเบิกกว้าง “เจ้า...เหตุใดจึง?”

 

“ชีวิตข้ารอดมาได้เพราะแพทย์พเนจร  วิชาความรู้ได้มาไม่ควรเสียเปล่า” คำพูดนี้ของอาฝูนับว่าถูกครึ่งเดียว  เพราะแพทย์พเนจรผู้นั้นก็คือตัวมันเมื่อชาติที่แล้ว  แต่ก็ไม่นับว่าเป็นคำโกหกทั้งหมด  หากไม่มีความรู้เมื่อชาติก่อนที่ยังเป็นแพทย์พเนจร  ไหนเลยเด็กชายตัวน้อยจะมีชีวิตรอดในหุบเขาลึกได้  และวิชาความรู้ของมันที่เก็บเกี่ยวได้ในชาติภพก่อนก็ล้วนทรงคุณค่า  ไม่ควรให้เสียเปล่าอย่างยิ่ง

 

“ข้าเข้าใจแล้ว” สาวน้อยรับคำ  ยิ้มให้อาฝูดวงตาเศร้าสร้อย  เพราะบิดารักถนอมนางอย่างยิ่ง  แม้นางปรารถนาอยากออกพเนจรเป็นภรรยาแพทย์พเนจรมากเพียงไร  เขาคงไม่อนุญาตเป็นแน่ “ข้าขออวยพรเจ้า”

 

“ขอบคุณแม่นาง” อาฝูพยักหน้ารับเรียบๆ  ไม่รู้เลยว่าการพูดคุยครั้งนี้จะกระจายข่าวสารไปทั่วทั้งเมือง  เรื่องราวของอาฝูเป็นที่อยากรู้ยิ่งแต่กลับว่างเปล่า  การที่อาฝูกล่าวออกมาเองทำให้ผู้คนต้องชื่นชมว่าแม่นางน้อยผู้นี้จี้ได้ถูกจุดนัก

 

จะว่าไปแล้วชีวิตของอาฝูชาติภพนี้สงบราบเรียบอย่างยิ่ง  แต่มันไม่อาจผ่อนคลายได้โดยง่าย  ดูเช่นเมื่อชาติก่อนเป็นตัวอย่าง  หลังเฒ่าแพทย์พิสดารตาย  มันใช้ชีวิตเช่นหมอผู้มีใจอย่างเทวดา  รับรักษาผู้อื่นโดยง่าย  หากไม่นับว่าการกระทำผิดต่อจิตใจอันชั่วร้ายของตนเองไปบ้าง  ชีวิตก็นับว่าสงบสุขไม่ต่างจากตอนนี้เลย  มีวุ่นวายบ้างที่ผู้คนแย่งชิงเชิญให้มันไปรักษา  แต่ทั้งหมดล้วนกระทำต่อมันด้วยความเคารพเกรงใจ  อยู่มาวันหนึ่งท่านอ๋องผู้หนึ่งก็เชิญมันไปที่จวนให้รักษาบุตรชาย  แม้มีปราณพิษยังไม่แคล้วถูกกำลังทหารกลุ้มรุมทำร้ายจนเสียชีวิต  คับแค้นใจจนไม่อาจด่าทอเป็นคำพูดได้

 

อาฝูฝึกฝนลมปราณลมหายใจหมอกไม่มีหย่อนยาน  ฝึกร่างกายให้ยืดหยุ่นแข็งแรง  ซึมซับวิชาของเฒ่าเลือดม่วงจนสถิตแน่นในจิตใต้สำนึก  ฝึกวิชาแพทย์ก็คอยท่องบ่นตำรา  หาสมุนไพรทำยา  ล้วนไม่ว่างเว้น  ในใจอาฝูคิดเพียงไม่ยอมอดตายและไม่ยอมถูกรังแกจนตายเช่นทุกๆ ชาติที่ผ่านมาของมันในโลกแปลกประหลาดนี้อีกแล้ว 

 

อาฝูในวัยสิบห้า  บัดนี้มันพร้อมแล้วสำหรับออกเดินทางไกล  ล่วมยาใหม่ของมันใหญ่กว่าแผ่นหลังเสียอีก  แน่นขนัดด้วยยาดีและยาพิษวิเศษล้ำ  มาที่ร้านโอสถทิพย์นี้ก็เพื่อมารับของที่ฝากซื้อ  ได้แก่มีดผ่าตัดขนาดไม่น้อยหลากรูปแบบและเข็มฝังเข็มชั้นเลิศ

 

แต่มันในขณะนี้แม้อยากไปเก็บสมุนไพรเติมล่วมไม้สานด้านหลังอย่างไรก็นับว่าเชื่องช้าเกินไป  ก่อนได้ย่างเท้าออกนอกเมืองจางเจียเจี้ย  กลุ่มคนบนหลังม้ากลุ่มใหญ่ก็ตลบฝุ่นห้อตะบึงมาปิดประตูเมืองเสียมิด  ข่าวสารของผู้คนน่าสนใจเช่นอาฝูมักแพร่สะพัดได้รวดเร็วจนน่าทึ่งเช่นนี้เอง

 

“ได้ยินว่าเจ้าเป็นศิษย์แพทย์พเนจร  ขอทราบชื่อแซ่อาจารย์เจ้า!” เสียงทุ้มห้าวหาญเอ่ยถามดังก้อง

 

อาฝูยกแขนเสื้อปิดจมูก  เขม็งมองกลุ่มชายในชุดกึ่งเกราะกึ่งผ้าอย่างไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเครื่องแบบทหาร  ไม่ทราบเป็นขุมกำลังใดของใคร  แต่ดูไปคลับคล้ายจะเคยเห็นผ่านตาในงานชุมนุมชาวยุทธสมัยชาติภพนายน้อยง่อยเปลี้ย  น่าเสียดายที่หากนับเวลาคงผ่านมาสามสิบกว่าปี  ต่อให้เป็นมันก็ต้องหลงลืม

 

“ท่านให้ข้าเรียกหาว่าติงเหยเหย่(ท่านปู่แซ่ติง)” อาฝูพูดปดสีหน้าไม่เปลี่ยน 

 

ติงเหยเหย่ความจริงนั้นเคยมีตัวตนอยู่จริง  ตัวมันเมื่อชาติภพก่อนก็เคยได้พบปะอาจารย์อานิสัยประหลาดล้ำพอๆ กับเฒ่าแพทย์พิสดารอาจารย์มันอยู่สองครั้งสองครา  เมื่อพบเจอครั้งแรกโดยบังเอิญก็ประมือกับอาจารย์มันประหนึ่งไม่อาจอยู่ร่วมโลก  แต่ยามตายกลับมีสภาพไม่ต่างกันนัก  อาจารย์มันตายอย่างทุกข์ทรมานเพราะยาพิษที่ตนเองทดลองแต่กลับพบว่ายาแก้นั้นผิดพลาด  ติงเหยเหย่นี้ก็ติดสุรามากไปจนต้องทุกข์ทรมานจากพิษสุราในวัยชรา  ล้วนเดือดร้อนให้มันทำหน้าที่ดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิตทั้งสิ้น

 

ความตายของเฒ่าแซ่ติงนี้มีเพียงมันที่รู้  ยามต้องฝังศพมันยังอุตสาหะเอาไปฝังข้างๆ อาจารย์มัน  เพราะเฒ่าสองคนนี้เคยเอ่ยปากว่าถึงตายก็ไม่ขอร่วมงานศพกราบไหว้อีกฝ่าย  ชิงชังกันถึงเพียงนั้น  อาฝูเป็นคนเช่นไร  ย่อมไม่หลงลืมกระทำการขัดใจกระทั่งคนตาย

 

ชายที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าเพราะเครื่องแต่งกายและฝักกระบี่ดูดีกว่าใครกระโดดลงจากหลังม้า  ดวงตาสว่างวาบ  คาดว่าชื่อเสียงอาจารย์อาคงมีไม่น้อย  เดินตรงมาหาอาฝู  ยกมือคำนับอย่างรวดเร็ว “ข้ามีนามว่าเถิงซาน  หัวหน้าหมู่ตึกกระบี่หยกขาว  ได้รับหน้าที่ตามหาโอสถวิเศษและท่านหมอผู้มีฝีมือไปรักษาคน  ขอเชิญท่านมากับเรา”

 

ปากกล่าวเชิญ  การกระทำกลับบังคับ  เมื่อเสียงรองเท้ากระทบพื้นดังสนั่นหวั่นไหว  มือพร้อมใจกันแตะด้ามดาบข่มขู่ให้หนุ่มน้อยหน้าขาวไม่อาจปฏิเสธได้

 

“หากข้ารักษาไม่ได้เล่า” อาฝูแทบเห็นภาพซ้อนทับกับการตายเมื่อครั้งก่อนของตน  ย่อมไม่ยินดีจะช่วยชีวิตใครทั้งสิ้น

 

“ขอเพียงท่านพยายามดูก่อน  หากรักษาไม่ได้สำนักเซียนกระบี่หยกจะไม่ติดใจใดๆ ทั้งสิ้น  ข้าขอเอาเกียรติและหัวนี้เป็นประกัน” คำตอบนี้ของเถิงซานนับว่ากระจ่างชัดถึงความร้ายแรงของอาการป่วย  คาดว่าคงหมดสิ้นหนทางรักษาแล้ว  ที่ดั้นด้นมาไขว่คว้าไกลถึงหูหนานคงเป็นเพียงความหวังพบเจอปาฏิหาริย์เท่านั้น

 

สำนักเซียนกระบี่หยก  หากอาฝูจำไม่ผิด  อยู่ไกลถึงซานซี

 

ต่อมความชั่วร้ายนั้นแทบสั่นระริก  ใจจริงอาฝูนั้นอยากทดลองออกแรงปฏิเสธเหลือเกิน  หากมิใช่ว่ามีชาวบ้านมุงและทหารกลุ่มหนึ่งมุ่งตรงมาเพื่อปกป้องหนุ่มหน้าขาวเช่นมัน  หลังฟังการพูดคุยและอยู่ด้านหลังท่านนายทหารรักษาเมืองที่แทบกางแขนปกป้องประหนึ่งมันเด็กน้อยให้ขัดใจเล่น  อาฝูก็ทอดถอนใจ  เบี่ยงกายก้าวเดินออกมาเผชิญหน้ากลุ่มชาวยุทธสำนักเซียนกระบี่หยก

 

“ข้าจะไป  แต่หากรักษาไม่ได้ก็อย่าทำร้ายข้า  โปรดปล่อยข้าไปตามทางของข้าเสีย” เมื่อกล่าวกับเถิงซานที่รับคำเสียงดังอย่างยินดียิ่ง  อาฝูก็หันกลับมาหานายกองที่ออกมาปกป้อง  เขาเป็นคนเดียวกับที่อาฝูพบเมื่อแรกเข้าเมือง  นับว่าเป็นโชควาสนาอย่างหนึ่ง  อาฝูยกมือโค้งคำนับให้อย่างนอบน้อมเหมือนเมื่อครั้งแรก “ขอบคุณท่านนายกองเซี่ยงมาก  ยามมาข้าพบท่าน  ยามจากข้าพบท่าน  หากมีวาสนาเราคงได้พบกันอีกครั้ง”

 

เมื่อลูกผู้ชายตัดสินใจแล้วต้องยอมรับ  แม้เป็นห่วงนายกองก็ไม่เอ่ยห้าม “ขอให้เจ้าโชคดี  อาฝู”

 

ร่างของอาฝูถูกเถิงซานหิ้วขึ้นหลังม้าประหนึ่งหุ่นฟางอันเบาหวิว  กระตุกม้าควบนำกองกำลังจากไปอย่างรวดเร็วราวกลัวว่านายกองเซี่ยงที่ทะเลาะกันมาจนแทบน้ำลายเหนียวจะเปลี่ยนใจ  หนุ่มหน้าขาวขวัญใจสาวน้อยในเมืองจางเจียเจี้ยจึงจากไปด้วยสภาพเช่นนี้เอง
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

82 ความคิดเห็น

  1. #33 ญ่าหรัญ (@YaRun) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 22:23
    ยิ่งมายิ่งน่าติดตาม เป็นกำลังใจจ้า แต่งได้สนุกมากกก
    #33
    0
  2. #32 ญ่าหรัญ (@YaRun) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 22:23
    ยิ่งมายิ่งน่าติดตาม เป็นกำลังใจจ้า แต่งได้สนุกมากกก
    #32
    0
  3. #25 uาeต้uไม้ (@maddogmike) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 / 23:13
    ฮ่าๆ ท่านเทพปลาผัด..อ่านคอมเม้นละฮาเลย
    #25
    0
  4. #9 แฟนขลับ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2558 / 19:19
    สนุกครับ ชีวิตช่างน่าสนใจนัก
    #9
    0
  5. #8 "สนชรา" (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2558 / 10:59
    เริ่มมันแล้ว..! เพียงได้แต่หวังและภาวนาขออย่า"ไรด์เตอร์"ด่วนสำเร็จยอดวิชา แปรงร่างเป็น"มังกร"เหินฟ้าสู่สวรรค์ เห็นหัวไม่

    เห็นหาง ดังท่านยอดยุทธที่ด่วนสำเร็จยอดวิชาไปก่อนนี้เลย..โอม.. เพรี้ยง..!

    "สนชรา"

    #8
    1
    • #8-1 แบล็กควีน (@blackqueen) (จากตอนที่ 4)
      11 พฤษภาคม 2558 / 19:40
      แบบท่านเทพอสูรปลาผัดน่ะหรือ... เราเข้าใจท่าน ต่างหัวอกเดียวกันทั้งสิ้น
      #8-1