คัดลอกลิงก์เเล้ว

ชนเผ่ามายา

ชนเผ่าที่ใครๆก็มองว่าดุร้าย โหดเหี้ยม น่ากลัว แต่กลับสามารถคำนวณปฏิทินได้ก่อนชาติตะวันตก นับพันปี เผ่านี้น่าสนใจเพียงใดเข้ามาติดตามกันได้

ยอดวิวรวม

4,188

ยอดวิวเดือนนี้

7

ยอดวิวรวม


4,188

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  18 มิ.ย. 53 / 09:47 น.
นิยาย ชนเผ่ามายา | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

มาดูข้อมูลทั่วไปของชนเผ่ามายากันก่อนนะครับ


ชนเผ่ามายา  เป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในแถบทวีปอเมริกากลาง เมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้ว เป็นชนเผ่าที่มีอารยะธรรมรุ่งเรืองที่สุดในบรรดาเผ่าต่างๆ ร่วมสมัย วิทยาการต่างๆ รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว และเป็นที่น่าแปลกที่อยู่ๆ ชนเผ่านี้ก็หายไปจากดินแดนของตนโดยปราศจากร่องรอย!  คงไว้แต่เพียงซากอารยะธรรมที่เป็นหลักฐานในการยืนยันว่ามีชนเผ่านี้อยู่บนโลก

ชาวมายา ผู้อาศัยอยู่ในดินแดนยูคาตันในเม็กซิโก และกัวเตมาลาในราวศตวรรษที่ 3-16 ก่อนคริสตกาล นับเป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีความก้าวหน้าล้ำยุคจนนักวิชาการต่างพากันส่ายหน้า ปวดหัวด้วยความแปลกใจเป็นอันมาก

คือ ชาวมายามีความเป็นเลิศทางด้านการคำนวณและดาราศาสตร์ สิ่งที่ชาวมายาคิดค้นได้ก็คือ ปฏิทินและการคำนวณบางประการที่ไม่น่าเชื่อว่า ชนเผ่าโบราณอันลึกลับนี้ จะสามารถทำได้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 18 มิ.ย. 53 / 09:47


ชนเผ่ามายา

          ชนเผ่ามายา  เป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในแถบทวีปอเมริกากลาง เมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้ว เป็นชนเผ่าที่มีอารยะธรรมรุ่งเรืองที่สุดในบรรดาเผ่าต่างๆ ร่วมสมัย วิทยาการต่างๆ รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว และเป็นที่น่าแปลกที่อยู่ๆ ชนเผ่านี้ก็หายไปจากดินแดนของตนโดยปราศจากร่องรอย!  คงไว้แต่เพียงซากอารยะธรรมที่เป็นหลักฐานในการยืนยันว่ามีชนเผ่านี้อยู่บนโลก

          ชาวมายา ผู้อาศัยอยู่ในดินแดนยูคาตันในเม็กซิโก และกัวเตมาลาในราวศตวรรษที่ 3-16 ก่อนคริสตกาล นับเป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีความก้าวหน้าล้ำยุคจนนักวิชาการต่างพากันส่ายหน้า ปวดหัวด้วยความแปลกใจเป็นอันมาก

           คือ ชาวมายามีความเป็นเลิศทางด้านการคำนวณและดาราศาสตร์ สิ่งที่ชาวมายาคิดค้นได้ก็คือ ปฏิทินและการคำนวณบางประการที่ไม่น่าเชื่อว่า ชนเผ่าโบราณอันลึกลับนี้ จะสามารถทำได้

ที่ตั้งของชนเผ่ามายา
           อารยธรรมของเผ่ามายาได้ขยายออกจากบริเวณที่ราบสูงกัวเตมาลาที่มีอากาศหนาวเย็น ผ่านลงมาทางที่ราบลุ่มเขตร้อนชื้นทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโก ฮอนดูรัส เบลิซ  จนกระทั่งถึงเขตคาบสมุทรยูคาตันทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโก 
           ดินแดนเดิมของชนเผ่ามายาประกอบด้วยดินแดนส่วนหนึ่งที่ชื่อเรียกทางโบราณคดีว่า  “ เมโซอเมริกา” เป็นอาณาเขตที่ยื่นออกมาจากเขตที่ลุ่มแหล่งน้ำเจอร์มา และแม่น้ำปานูโด ทางด้านตะวันตกเฉียงของเม็กซิโกเข้าไปยังเขตของแคว้นฮอนดูรัส และ เอลเซอร์วาดอร์ ล้อมรอบด้วยพื้นที่ที่มีอาณาเขตประมาณ 125,000 ตารางไมล์ เขตรอบนอกของชนเผ่ามายาเกือบทั้งหมดเป็นเขตป่าร้อนชื้นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นที่ราบต่ำและที่ราบสูง
            อาณาเขตของอาณาจักรชนเผ่ามายา ยังรวมดินแดนบริเวณภาคเหนือของแคว้นยูคาตัน ควินตานารู และดินแดนที่สูงกว่าอีกส่วนหนึ่งของเม็กซิโกนับจากบริเวณคาบสมุทรยูคาตัน ซึ่งมีรูปร่างคล้ายรูปหัวแม่มือยื่นเข้าไปในอ่าวเม็กซิโก  นอกจากนั้นเขตดังกล่าวนี้ยังเชื่อมติดต่อกับเขตป่าหนาทึบตอนกลางที่แผ่ขยายจากแค้วนแคมเปเชภาคใต้ แคว้นทาบัสโกและแคว้นเชียพัลด้านตะวันออกข้ามเขตพีเทนในกัวเตมาลา เขตเบลิซ และเขตตะวันตกของแคว้นฮอนดูรัสแนวพรมแดนทางภาคใต้ รวมเขตที่ราบภูเขาไฟบริเวณภาคใต้ล้อมรอบด้วยแคว้นเชียพัสตอนใต้ แคว้นกัวเตมาลาตอนใต้ และส่วนหนึ่งของแคว้นเอลเซอร์วาดอร์ด้านตะวันตก
 
ที่มา  
http://www.proel.org

ประวัติศาสตร์ของชนเผ่ามายา
           การศึกษาความเป็นมาของชนเผ่ามายา นักมานุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้แบ่งยุคเป็นยุคต่างๆ ตามบันทึกเหตุการณ์ลำดับก่อนและหลังหรือตามลำดับวัน เดือน ปี ต่อไปนี้ ( ประวัติโดยสังเขป )
1. ยุคแรก แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ 
ช่วงปาลีโอ – อินเดีย เป็นช่วงระหว่าง 15,000 – 7,000 ปีก่อนคริสตกาล
ช่วงอาร์เคอิด เป็นช่วงเวลาระหว่าง 7,000 – 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล
2. ยุคฟอร์เมตีฟ หรือ เรียกว่ายุคฟรีคลาสสิก แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ
ช่วงแรก คือ ช่วง 2,500 – 1,000 ปี ก่อนคริสตกาล
ช่วงกลาง คือ ช่วง 1,00 – 300 ปี ก่อนคริสตกาล
ช่วงปลาย คือ ช่วง 300 ปีก่อนคริสตกาล – ปีคริสต์ศักราช 300
3. ยุคคลาสสิก ( ยุคเจริญรุ่งเรือง ) แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ
ช่วงแรก ราวปี ค.ศ. 300 – 600
ช่วงปลาย ราวปี ค.ศ. 600 - 900
4. ยุคหลังคลาสสิก ( ยุคเสื่อม ) แบ่งออก เป็น 2 ช่วง
ช่วงแรก ราว ปี ค.ศ. 900 -1,200 
ช่วงปลาย ราวปี ค.ศ. 1,200 – ยุคทหารสเปนเข้าครอบครอง
              ในระหว่างปี พ.ศ. 800-1450 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยุโรปกำลังตกอยู่ในยุคมืดแห่งอวิชชา ในทวีปอเมริกากลาง ที่ปัจจุบันคือ Gualemala , Mexico, Honduras, Belize และ El Salvador กำลังเป็นแหล่งอาศัยของชนเผ่ามายา (Maya) ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่า ในระยะเวลาดังกล่าว อารยธรรมมายาได้เจริญรุ่งเรืองสุดขีด เช่น ได้สร้างพีระมิดและพระราชวังที่มโหฬารและวิจิตรอลังการมากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5 ศตวรรษเท่านั้นเอง อารยธรรมมายาก็ถึงแก่กาลอวสาน โดยได้สูญสลายหายไปจากโลก เมื่อผู้คนมายาพากันอพยพเผ่นหนีเมืองของตนอย่างไร้เหตุผลใดๆ หลังจากนั้นป่าก็ได้เข้าครอบคลุมและบดบังอารยสถานต่างๆ ทำให้ไม่มีมนุษย์คนใดได้เห็นอัครสถานเหล่านี้อีกเลย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2384 เมื่อ John Lloyd Stephens นักผจญภัยชาวอเมริกัน ได้พบเมือง Copan ในป่าทึบของประเทศ Honduras เราจึงได้รู้จักโลกของชาวมายาอีกครั้งหนึ่ง  ตลอดระยะเวลา 160 ปีที่ผ่านมานี้ นักโบราณคดีได้พบว่า ชนเผ่ามายามีความสามารถทางดาราศาสตร์ จนสามารถทำนายเวลาเกิดสุริยุปราคา และจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน รู้จักทำปฏิทินใช้ รู้จักประดิษฐ์เลขศูนย์ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ รู้จักค้าขายเกลือ หยก และเครื่องปั้นดินเผา 
           สำหรับการล่มสลายของชนเผ่ามายานั้น   เมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้ A. Demarest แห่งมหาวิทยาลัย Vanderbilt ในสหรัฐอเมริกาได้พบอักษรจารึกบนภาชนะที่ฝังในพีระมิด ซึ่งอ่านว่าความไม่อิ่มเอมในอำนาจรสของบรรดากษัตริย์ ที่ได้สู้รบกันเพื่อแย่งชิงอาณาจักรกัน คือสาเหตุหลักที่ได้ทำลายอาณาจักรมายาวายวอด เพราะเวลาเกิดสงคราม ชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่นอกเมืองต้องหนีข้าศึกอพยพเข้ามาอยู่ในเมือง ทำให้ผลิตผลการเกษตรลดปริมาณเมื่อภาวะทุพภิกขภัยบังเกิด ชาวบ้านก็ได้กรูเข้ายึดพระราชวัง เพื่อยื้อแย่งราชภักษาหารไปบริโภค และนั่นก็คือจุดจบของกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรมายา   ณ วันนี้นักโบราณคดียังไม่กับคำตอบที่ว่า สงครามกลางเมืองทำให้อาณาจักรมายาสลายเท่าใดนัก เพราะเหตุผลอื่นๆ ก็มีน้ำหนักมากเช่นกันเช่น พื้นแผ่นดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรมายาเป็นดินแดนที่แสนจะไร้คุณภาพ ทั้งนี้เพราะมีป่าทึบปกคลุมทำให้ฝนตกในอาณาจักรหนักมาก ซึ่งมีผลทำให้ป่ามีสิ่งมีชีวิตหนาแน่นจนเกินไป จนสัตว์ป่าได้เข้ามาคุกคามวิถีชีวิตของชาวเมือง นอกจากนี้การมีฝนตกชุกยังได้ทำให้น้ำฝนไหลชะเนื้อดินที่จะใช้สำหรับทำเกษตรกรรมหลุดไปมาก ชาวบ้านจึงทำเกษตรกรรมได้น้อยลงๆ และนั่นก็หมายความว่าสภาพทางเศรษฐกิจก็ตกต่ำลงๆ และเมื่อเรารู้ว่าการที่มนุษย์จะมีอารยธรรมได้ สภาพทางเศรษฐกิจของมนุษย์จะต้องดีก่อน เพราะมนุษย์จะได้มีเวลาอุทิศตัวสร้างสรรค์ความเจริญด้านบริหาร ศาสนา วัฒนธรรม ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ แทนที่จะคิดทำมาหากินเลี้ยงกระเพาะแต่เรื่องเดียว ดังนั้น เมื่อสภาพแวดล้อมไม่ดี ผลที่ติดตามมาคือ ชาวบ้านประสบความยากลำบาก ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาอารยธรรมมายาเป็นไปได้อย่างยากลำบากมาก
          นอกจากเหตุผลนี้แล้ว ชาวมายานั้นตามปกติชอบทำเกษตรกรรมเลื่อนลอย ซึ่งหมายความว่าชาวบ้านนิยมตัดป่าแล้วเผาป่า การทำเกษตรกรรมลักษณะนี้จึงต้องการพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ เกษตรกรแต่ละคนจึงตั้งบ้านเรือนอยู่กันห่างไกล การรวมพลังสร้างสรรค์ใดๆ จึงเป็นไปได้ยาก และเมื่อชาวมายานิยมแบ่งพื้นที่ให้กษัตริย์ปกครอง การต่อสู้แย่งชิงพื้นที่เกษตรกรรมจึงเกิดขึ้นบ่อย ทำให้ประเทศขาดความสามัคคี และนี่อาจเป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งและข้อมูลที่น่าประหลาดใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ชาวมายาไม่รู้จักใช้ล้อ และไม่รู้จักการถลุงแร่ ซึ่งแสดงว่าชนมายาดำรงชีวิตเหมือนมนุษย์หินที่รู้จักใช้เพียงไม้ กระดูกสัตว์ หินปูนและหินทรายในการสร้างเมืองเท่านั้นเอง ถึงกระนั้นชาวมายาก็ประสบความสำเร็จในการสร้างพีระมิดที่เมือง Tikal ซึ่งสูงถึง 70 เมตร โดยใช้ความรู้คณิตศาสตร์ชั้นสูงที่ตนมี
            นักประวัติศาสตร์ด้านอารยธรรมมายา อีกหลายคนได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับสาเหตุการล่มสลายของอารยธรรมนี้ว่า อาจเกิดจากความล้มเหลวทางการพาณิชย์ที่มีการเรียกเก็บภาษีจากเกษตรกรรมมากไป หรืออาจจะเกิดจากที่อาณาจักรถูกพายุทอร์นาโดถล่มหรือเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง ในอาณาจักรซึ่งได้สังหารผู้คนจำนวนนับแสนคน หรืออาจจะเกิดจากโรคร้ายแรง เช่น ทรพิษ หรือกาฬโรคที่ได้ระบาดไปทั่วอาณาจักรมายา ฯล
            แต่เหตุผลเหล่านี้มีน้ำหนักน้อยเพราะถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เราก็จะต้องเห็นเถ้าถ่านและร่องรอยที่อาณาจักรถูกทำลาย รวมทั้งได้เห็นโครงกระดูกของชาวมายาเกลื่อนกลาดด้วย ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานในมือ แต่นักประวัติศาสตร์ก็รู้ว่าความกลัวได้ขับไล่ผู้คนให้หลบหนี และละทิ้งบ้านเมืองของตน แล้วอะไรที่ทำให้ชาวมายาผวากลัว นี่คือปริศนามายาที่ยังไม่มีคำตอบและข้อเสนอสุดท้ายเกี่ยวกับการล่มสลายของเผ่ามายา คือ การถูกชาวสเปนเข้ามารุกรานในราว ศตวรรษที่ 16 และข้อเสนอนี้ดูเหมือนจะเป็นทฤษฎีที่มีนักวิชาการให้น้ำหนักมากที่สุดเพราะจากหลักฐานที่ปรากฏจากบันทึกของชาวสเปนในสมัยนั้น

สังคมของชนเผ่ามายา
            สังคมมายามีการแบ่งชั้นวรรณะ โดยมีพระนักบวชอยู่ในวรรณะสูงสุด เพราะเป็นผู้เข้าใจดาราศาสตร์ รู้สถาปัตยกรรมศาสตร์ และรอบรู้ในสรรพวิทยาการ ดังนั้น ชีวิตของพระจึงเป็นชีวิตที่สบาย มีหยก ขนนกปักษาสวรรค์ และหนังสัตว์ในครอบครอง และเวลาเดินทางไปไหนมาไหน จะมีทาสหามเสลี่ยงไป ส่วนชาวบ้านธรรมดานั้นก็จะทำแต่งาน แล้วนำผลิตผลดีๆ ไปถวายแด่กษัตริย์ เมื่ออยู่ในวัยเด็กชาวมายาจะใช้ชื่อหนึ่ง เวลาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะใช้อีกชื่อหนึ่ง และจะเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเมื่อแต่งงาน ดังนั้น ชาวมายาแต่ละคนจะใช้ชื่อมากถึง 3 ชื่อในชีวิต ตามปกติชาวมายานับถือเทพเจ้ามาก และมีเทพเจ้ามากมายทั้งสุริยเทพ วสันตเทพ และมรณเทพและเทพเจ้าเหล่านี้ทรงโปรดปรานการเสวยเลือด ดังนั้น เหล่าเชลยศึกสงครามจะถูกชาวมายาฆ่าเพื่อเอาเลือดไปถวายเทพ     
            จากหลักฐานทางโบราณคดีและเอกสารสำคัญชี้ให้เห็นว่า การจัดระเบียบสังคมของชนเผ่ามายา แบ่งเป็นชนชั้นสูงที่เป็นมรดกตกทอด ( ขุนนางและนักบวช ) กับชนชั้นที่ต่ำกว่า ประกอบด้วยชาวไร่ ชาวนา ทาส กับชนชั้นที่สูงกว่า คือชนชั้นของกลุ่มศิลปิน พ่อค้าวาณิชและผู้บริหารระดับต่ำ ซึ่งจัดว่าเป็นชนชั้นกลาง  ข้อมูลการจัดชนชั้นตั้งแต่ระยะแรกจนถึงยุคคลาสสิกไม่ค่อยเด่นชัด แต่พอมายุคหลังที่ต่างชาติรุกรานการจัดระเบียบทางสังคมก็เริ่มเด่นชัดขึ้นมาใน ศตวรรษที่ 15 นี้เอง
           บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในการปกครองเรียกว่า “ บาลัคห์ อีนิค ” เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่มาก ดำรงตำแหน่งเป็นมรดกตกทอด มีอำนาจสูงสุดทางการเมือง รับผิดชอบกิจการต่างๆของประชาชนและความสัมพันธ์กับรัฐที่ใกล้เคียง บริหารงานยุติธรรม
           ผู้ดำรงตำแหน่งบาลัคห์ ต้องมีผ้าปิดหน้าตลอด เพื่อปกกันมิให้ใครพูดกับเขาโดยตรง นอกจากนี้ยังต้องทำหน้าที่ทางศาสนา พิธีกรรมต่างๆ อีกด้วย
           นอกจากนี้ขุนนางบางกลุ่มยังมีอาชีพเป็นพ่อค้า นายทหารชั้นสูง  ผู้มีทาสรับใช้ เจ้าของที่ดิน สถาปนิกที่มีชื่อเสียง บรรดาขุนนางจะใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย เครื่องแต่งกายราคาแพง ประดับด้วยเพชรนิลจินดา มีหลุมฝังศพที่ใหญ่โต เมื่อเทียบกับชาวนาชาวไร่ที่มีชีวิต ฐานะที่ต่างกันมาก
ชุมชนที่มีขนาดใหญ่นั้นเกิดจากการรวมชุมชนเล็กๆ เข้าด้วยกัน นอกจากนั้นยังรวมเอาศูนย์กลางการประกอบพิธีกรรมที่มีวิหารพีระมิด ลานกว้าง สนามหญ้า หลายแห่งที่อยู่ในเขตเดียวกัน  ศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่จะมีคนไปอาศัยอยู่มาก มักเป็นพ่อค้า ศิลปิน ช่างฝีมือด้านต่างๆ ตัวอย่างชุมชนเช่น เมืองติกัลป์
            เมืองใหญ่ที่มีความเจริญ มีประชากรมาก และมีความมั่นคงทางการเมืองสูง มีชุมชนหรือเมืองเล็กๆ ร่วมกันเป็นพันธมิตร เจ้าผู้ครองแคว้นมักมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด และอาจสมัครใจเป็นพันธมิตรเพราะผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ หรือการป้องกันข้าศึกร่วมกัน เมื่อมีการรวมตัวกันมากขึ้นก็จะกลายเป็นนครรัฐ และกลายเป็นอาณาจักรใหญ่โตในที่สุด 
            การทำสงครามนั้น มีหลักฐานปรากฏในยุคคลาสสิกมีการสู้รบระหว่างเมืองหรือชุมชนใหญ่หลายแห่ง ด้วยเหตุนี้ซากเมืองต่างๆ ที่หลงเหลือมีน้อย แต่ก็พอจะมีเมืองใหญ่ๆ ที่เหลืออยู่ เช่น เมืองเบแคนทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นแคมเปเช ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงเมือง กว้างและลึก 40 ฟุต
             ในช่วงของสงคราม บทบาทของกองทัพจะโดดเด่นมากและจะมีการต่อสู้ระหว่างทหารกลุ่มเล็กๆ เนื่องมาจากมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน หรือต้องการเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไปบูชายัญ หรือเอาไปเป็นทาสรับใช้ ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เมืองโบนัมปัก ภาพเขียนภาชนะดินเผา และอนุสาวรีย์ที่แสดงถึงคุณงามความดีความกล้า รวมทั้งภาพของนักโทษหรือทาสที่ถูกจับเป็นเชลย เผ่ามายา ถือว่าการทำสงครามนั้นเกี่ยวกับกับศาสนา เนื่องจากเป็นการเผยแผ่บารมีของเทพเจ้าประจำท้องถิ่น ดังนั้นเวลาไปตั้งทัพที่ใดก็มักจะมีกลุ่มนักบวชนำรูปปั้นเทพเจ้านำหน้าทัพเสมอ
               สำหรับอาวุธนั้น  จากจิตรกรรมฝาผนังและภาพจำหลักบนศอลาจารึกนั้นได้แสดงอาวุธของชนเผ่ามายาไว้มาก ที่ใช้ทั่วไปก็มี หอกสั้นปลายแหลมคมที่ทำด้วยหินฟลิ้นท์หรือหินแก้วภูเขาไฟคล้ายหินแกรนิตชนิดบาง แต่ใส นอกจากนี้ยังมีกระบองและโล่ห์
               พอหลังจากยุคคลาสสิก การทำสงครามมีบทบาทมากขึ้น ชนมายาก็ได้สร้างอาวุธมากขึ้นนิยมใช้ธนูเครื่องยิงฉมวก ห่วงเชือกสำหรับเหวี่ยงก้อนหิน ดาบปลายแหลมที่ทำด้วยหินภูเขาไฟ เสื้อเกาะที่ทำด้วยผ้าหนาหลายชั้น หรือทำด้วยหนังสมเสร็จที่หนาและทน ส่วนยุทธศาสตร์นั้น นิยมใช้วิธีพุ่งโจมตีด้านหน้า และมักต่อสู้แบบประชิดตัว โดยทั่วไปสงครามมักเกิดในช่วงเวลาที่สั้น การต่อสู้ ไม่เคยเกิดในเวลากลางคืน มักมีการประกาศพักรบในช่วงเย็น จนกระทั่งถึงวันรุ่งขึ้นจึงสู้กันใหม่ 
             ในการสู้รบนั้นผู้บัญชาการรบ เรียกว่า “นาคอมส์”  ดำรงตำแหน่งครั้งละสามปี  ห้ามมีความสัมพันธ์ทางเพศ ห้ามกินเนื้อสัตว์และดื่มของมึนเมา นักรบที่ได้รับชัยชนะในสงคราม ต้องตัดขากรรไกรล่างของทหารที่สิ้นชีวิต จากนั้นก็ถลกหนัง แล่เนื้อออก เอาแต่กระดูกมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องแขน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางความกล้าหาญ เป้าหมายเบื้องต้นก็คือ การพยายามจับเชลยมากกว่าการประหารชีวิตโดยเฉพาะศัตรูที่เป็นนายทหารระดับสูงหรือขุนนาง
                 ทางด้านสภาพการค้าขายนั้น นับตั้งแต่โบราณ การค้าของชนเผ่ามายามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอารยธรรม และช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางการเมืองมากทีเดียว อาชีพส่วนใหญ่มักได้รับการส่งเสริมให้มีผลผลิตทางการค้า เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนสินค้าจากเมืองต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกอาณาจักรมากขึ้นตามลำดับ  สินค้าจำพวกหินฟลิ้นท์ ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ยางพารา กำยาน โคปาล ผักแห้ง ยาสูบ วานิลลา เครื่องปั้นดินเผาหลายสี เปลือกกระดองเต่า ขนนก หนัง เสือจากัวร์ และหนังแมวป่าคล้ายเสือดาว สินค้าเหล่านี้ผลิตที่เมืองในที่ราบต่ำและนำไปขายที่ราบสูงในแคว้นเซียพัส แคว้นกัวเตมาลา และแคว้นเอลซาวาดอร์ ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชายทะเลก็จะผลิตสินค้า ประเภท เกลือ ปลาเค็ม ปลาแห้ง หอยทะเล กระดูกปลากระเบน และหอยมุก นอกจากนี้ยังมีพลอยสีเขียว หรือฟ้าใส ทองแดง และทองคำจากเม็กซิโก และโลหะชนิดต่างๆที่ผลิตจาก ปานามา คอสตาริกา และโคลัมเบีย
              สภาพตลาด ปรากฏหลักฐานในช่วงหลังยุคคลาสสิก เมืองต่างๆจะสร้างศูนย์กลางตลาดการค้า เช่น ตลาดการค้านครชิเชน อิทซา เป็นอาคารขนาดใหญ่ยกพื้นด้วยเสากลม ภายในจะมีห้องเล็กๆเป็นแผงลอยขายสินค้าซึ่งจะแตกต่างจากปัจจุบันไม่มาก คือ มีเสียงอึกทึก มีผู้คนส่งเสียงดังจำนวนมาก
              สรุปแล้วธุรกิจการค้าขายแลกเปลี่ยนมีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาวัฒนธรรมชนเผ่ามายา ส่งเสริมให้มีการติดต่อพ่อค้าต่างเมือง กระตุ้นให้พ่อค้า ศิลปิน นักปราชญ์ ผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องในขณะที่ประชากรก็เพิ่มอย่างไม่หยุดยั้ง                          
             ในความพยายามที่จะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ของชาวมายา นักโบราณคดีได้บุกป่า ฝ่าดงในเม็กซิโกเพื่อค้นหาหลักฐานจากพีระมิด จากวิหารที่ชาวมายาสร้างและ James E. Brady แห่งมหาวิทยาลัย California State ในสหรัฐอเมริกา ได้พบว่า ถ้ำ คือ ศาสนสถานที่สำคัญของชาวมายา เพราะเขาได้พบหลักฐานมากมายในถ้ำที่แสดงให้เห็นว่า ภายในถ้ำที่ไม่ค่อยมีแสงสว่างนัก กษัตริย์มายาและพระนักบวชชาวมายามักทำพิธีกรรมและสวดมนต์เพื่อให้ตนเองครองอำนาจอย่างยั่งยืนและเมื่อถ้ำในธรรมชาติมีน้อย ชาวมายาจึงได้หันไปขุดถ้ำ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมเป็นจำนวนมาก จนถ้ำอาจเปรียบเทียบได้กับพีระมิดมายาที่เลื่องชื่อ
              ชาวนามายาที่อยู่ห่างไกลจากเมืองและอยู่ในป่ามักขุดถ้ำตามภูเขา เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และในถ้ำบางถ้ำนั้นชาวมายาจะนำศพของบรรพบุรุษไปฝัง ทั้งนี้เพราะชาวมายาเชื่อว่าน้ำที่ไหลจากภูเขาและออกมาตามถ้ำ คือน้ำจากใจกลางโลกที่สามารถเลี้ยงดูมนุษย์ได้ ดังนั้น การฝังศพของบรรพบุรุษในสถานที่ลึกเช่นนี้ จึงเป็นการไหว้วานให้วิญญาณให้ปกป้องน้ำ เพื่อชาวมายาได้มีใช้ตลอดไปด้วย นอกจากนี้การฝังศพในถ้ำก็เป็นการช่วยให้วิญญาณของผู้ตายได้ติดต่อกับยมเทพในนรก เพื่อขอร้องมิให้ยมเทพบันดาลเหตุร้ายแก่ตน นอกจากนี้ ยังพบเปลือกหอยมากมายในถ้ำ ทั้งนี้เพราะชาวมายาเชื่อว่าเปลือกหอยคือสัญลักษณ์ของน้ำ การเกิด การตาย และการเจริญพันธุ์และยังพบเครื่องปั้นดินเผาและลูกปัดด้วย ในบางถ้ำมีภาพวาดตามผนังซึ่งแสดงให้เห็นการแต่งกายของชาวมายาสมัยนั้น
ศาสนาของชนเผ่ามายา
           ชนเผ่ามายาจัดว่าเป็นชนเผ่าที่ผูกพันกับศาสนาอย่างเคร่งครัด ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเกี่ยวพันกับพิธีกรรมทางศาสนาทั้งสิ้น เช่น ก่อนที่พวกเขาจะปรับพื้นที่เตรียมปลูกพืชจะต้องทำพิธีกรรมสวดมนต์ขอโทษเทพเจ้าต่างๆ เช่น “ โอ เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ บิดา และมารดาของข้าพเจ้า เทพแห่งขุนเขาและหุบเขา เทพารักษ์ในเขตป่าใหญ่ ได้โปรดอภัยให้ข้าพเจ้าในโอกาสที่ต้องเตรียมพื้นที่ปลูกพืช ซึ่งข้าต้องทำให้ความสวยงามของท่านทั้งหลายลดลงไป ที่ข้าต้องสวดมนต์อ้อนวอนท่านก็เพื่อจะได้ปลูกพืชเลี้ยงชีพข้าและญาติมิตรของข้าตลอดไป
 
 
Religion Shapes Mayan Life
ที่มา : www. global2h.wordpress.com/maya
            
             ชาวนามายาที่อยู่ห่างไกลจากเมืองและอยู่ในป่ามักขุดถ้ำตามภูเขา เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และในถ้ำบางถ้ำนั้นชาวมายาจะนำศพของบรรพบุรุษไปฝัง ทั้งนี้เพราะชาวมายาเชื่อว่าน้ำที่ไหลจากภูเขาและออกมาตามถ้ำ คือน้ำจากใจกลางโลกที่สามารถเลี้ยงดูมนุษย์ได้ ดังนั้น การฝังศพของบรรพบุรุษในสถานที่ลึกเช่นนี้ จึงเป็นการไหว้วานให้วิญญาณให้ปกป้องน้ำ เพื่อชาวมายาได้มีใช้ตลอดไปด้วย นอกจากนี้การฝังศพในถ้ำก็เป็นการช่วยให้วิญญาณของผู้ตายได้ติดต่อกับยมเทพในนรก เพื่อขอร้องมิให้ยมเทพบันดาลเหตุร้ายแก่ตน
             จากเอกสารพื้นเมืองหลายเล่มได้กล่าวถึงกษัตริย์หลายพระองค์ ทรงมีพระนามเทพเจ้าเควทซัลโคตร์ลต่อท้าย เช่นกษัตริย์โคปิลต์ซิน – เควทซัลโคตรล์ ซึ่งปกครองเมืองตอลลัน ช่วงศตวรรษที่10
             นักประวัติศาสตร์หลายคนให้เหตุผลว่า เนื่องจากเทพเจ้าเควทซัลโคต์ล ทรงได้รับยกย่องว่า เป็นผู้มีบุญบารมีสูงส่ง มีชื่อเสียงและเป็นรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ประชาชนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ได้พร้อมใจเรียกว่า กษัตริย์ เทพเจ้าของชนเผ่าหลายแผ่นดินด้วยเหตุนี้ในยุคต่อมา เป็นต้น เนื่องมาจากเทพเจ้าของชาวมายามีหลายพระองค์ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท้องที่ที่จะเคารพบูชาและความนิยมที่กว้างขวาง 
              จากเอกสารทางประวัติชนชาติและวัฒนธรรมจากภาษาอักษรภาพโบราณบางส่วนและการสำรวจขุดค้น ปรากฏข้อมูลที่สลับซับซ้อนและคลุมเครือเข้าใจยาก เนื่องจากชนเผ่ามายาเคารพบูชาเทพเจ้าหลายองค์ จนลำดับค่อนข้างสับสน แม้ว่าการลำดับความสำคัญของเทพเจ้ายังไม่เด่นชัด จากหลักฐานส่วนหนึ่งแนะนำว่า เทพเจ้าที่ทรงพระนามว่า ฮูแน็บ คู อาจเป็นบิดาแห่งเทพเจ้าทั้งหลายของชนเผ่ามายา แต่ขาดข้อมูลหรือรายละเอียดสนับสนุน
              ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งได้เสนอแนะว่า พระเจ้าสูงสุดของชนเผ่ามายาชื่อว่า เทพเจ้าอิทซัมนา และก็อาจเป็นไปได้ที่ว่าเทพเจ้าทั้งสององค์อาจจะเป็นองค์เดียวกัน
              รองจากเทพเจ้าอิทซับนาลงมาก็คือ เทพเจ้าอาห์ คินชิง หรือ คินิช อะฮัว สุริยเทพที่ทรงมีพลังมหาศาล
-         เทพเจ้าอาห์ พุช เทพแห่งมรณะ
-         เทพเจ้าเอ็กซ์ ชัว เทพผู้พิทักษ์พ่อค้าและนักเดินทาง
-         เทพเจ้าแยม แค็กซ์ หรือ อาห์มัน เทพเจ้าแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร
-         เทพเจ้าแช็ค เทพผู้บันดาลฝน ผู้ควบคุมลมพายุและฟ้าผ่า
-         เทพเจ้าบาแค็บ หมายถึงเทพที่มีหน้าที่อุปถัมภ์ในด้านต่างๆ เช่น เทพแห่งการเลี้ยงผึ้ง เทพที่มี

อิทธิพลต่อปีที่โชคดีและโชคร้าย
            นอกจากนี้ยังมีเทพเจ้าอื่นๆอีกหลายองค์ ที่มีอิทธิพลต่อการล่าสัตว์ การประมง สงคราม การประพันธ์ ดนตรี รวมทั้งเทพเจ้าที่มีความสัมพันธ์กับโลก ท้องฟ้า การบูชายัญด้วยชีวิตมนุษย์ การประดิษฐ์ปฏิทิน คณิตศาสตร์ เกษตรกรรม การพาณิชย์อีกจำนวนมาก
             เทพเจ้าของชาวมายาถือเป็นสมมุติเทพ เป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์และธรรมชาติ ดังนั้นภาพที่วาดออกมาทั้งเป็นลายเส้น ภาพสี ภาพแกะสลัก จึงออกมาในลักษณะที่แปลกประหลาด มีทั้งสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน นก มีทั้งด้านบกและลบ บางครั้งขัดแย้งกันเองในทัศนคติของมนุษย์
สำหรับนักบวชชาวมายา คนธรรมดาไม่สามารถแปลหรือเข้าใจคำบัญชาของเทพเจ้าได้ จึงเป็นหน้าที่ของนักบวชหรือพระที่ผ่านการฝึกฝนจนชำนาญแล้ว นอกจากนี้นักบวชยังมีพลังวิเศษโดยเฉพาะ เข้าใจด้านเวทมนต์ พิธีกรรม ศาสตร์เร้นลับ และคำทำนายในสิ่งที่ขอร้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้
             ผู้ที่เป็นนักบวชจะถือตามบรรพบุรุษสืบทอดกันมา และนักบวชจะต้องโสดไม่ได้ผ่านการแต่งงาน จากหลักฐานที่ปรากฏ พระที่มีตำแหน่งสูงสุดในยูคาตัน เรียกว่า อะเบา แคน ไม หรือ แอ็บ คิน ไม แต่เอกสารที่ปรากฎในยุคหลัง เรียกว่า แอ็บ คิน หมายถึง ผู้เป็นทูตของสุริยเทพ  เป็นผู้นำในพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธ์ต่างๆ การทำนาย การแพทย์  เป็นผู้สอนนักบวชที่เรียนวิชาดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ การเขียนอักษรภาพ การเขียนปฏิทิน โดยมีคู่มือ คือ คัมภีร์ชิลันส์ สอนเกี่ยวกับปฏิทินคำพยากรณ์  สอนวิธีแปลความหมาย ลางบอกเหตุลึกลับ
 
นักรบชนเผ่ามายา
ที่มา :
http://www.felixmallok.de/Pic/Mexico/mex1509.jpg
           
            นักบวชอีกระดับเรียกว่า นาคอมส์ มีหน้าที่ผ่าตัดหัวใจของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่กลายเป็นเครื่องเซ่นบูชายัญ ส่วนนักบวชที่เป็นพระและพ่อมดหมอผี เรียกว่า บี-เมน มีหน้าที่สำคัญคือ ร่ายเวทมนต์ และรักษาโรคต่างๆ
            ประชาชนชาวมายาส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในพิธีกรรมที่กำหนดไว้ในปฏิทิน นับตั้งแต่พิธีกรรมพื้นบ้านปลูกพืชธัญญาหาร ล่าสัตว์ เด็กที่เกิดใหม่ ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวชาวนา ชาวไร่ก็จะไปรวมชุมนุมกันในเมืองและแสดงความจงรักภักดี เต้นรำ สวดมนต์ และเซ่นวิญญาณบรรพบุรุษด้วยตุ๊กตา และเผากำยานที่มีกลิ่นหอม
           พิธีบูชายัญนั้น ถือว่าเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญของชาวมายา สัตว์ที่นำมาบูชายัญมักเป็นตะกวด อีกัวนา จระเข้ เต่า สุนัข หมูป่า เสือดำ และไก้งวงซึ่งอาจถูกฆ่าสดๆ แล้วนำไปปรุงอาหาร ในบางกรณีสัตว์บางตัวถูกฆ่าและเอาเพียงหัวใจเท่านั้น แต่สำหรับพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ มักสังเวยมนุษย์โดยมากจะถูกฆ่าในพิธี เชื่อว่าเลือดมนุษย์เป็นเครื่องเซ่นสำคัญที่จะรักษาเทพเจ้าเอาไว้ เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอาจเป็นทาส ทหารที่เป็นศัตรูซึ่งถูกจับขังเอาไว้ อาชญากร เด็กจรจัด เด็กกำพร้า ได้ทั้งเพศชายและหญิง
            ผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกเลือกเป็นเครื่องเซ่นสังเวยจะถูกทาสีน้ำเงินตามร่างกาย จากนั้นก็จะถูกนำไปยังยอดพีระมิด นอนลงบนแท่นหินสี่เหลี่ยม กางแขนและขาออกโดยมีพระสี่รูปช่วยกันจับเอาไว้ ต่อมานักบวชนาคอมส์ก็ใช้มีดปลายแหลมที่ทำจากหินแก้วภูเขาไฟ ผ่าตรงกลางหน้าอกฉีกเอาหัวใจออกมา แล้วส่งยื่นให้พระชั้นสูงทาหน้าตุ๊กตาจำลองเทพเจ้า ถือเป็นเสร็จสิ้นพิธี จากนั้นก็นำศพโยนลงไปตามขั้นบันได พระอีกกลุ่มที่อยู่ข้างล่างก็จะคอยถลกหนังและหั่นเนื้อและกระดูกแจกจ่ายขุนนาง ส่วนที่เหลือแบ่งให้ประชาชนรับประทานกันสดๆ เหลือไว้เฉพาะที่เป็นมือและเท้าสำหรับพระที่ประกอบพิธีกรรม

             พิธีบูชายัญที่ประหลาดอีกพิธีหนึ่ง เรียกว่า พิธีบูชายัญด้วยธนู โดยนำเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทาสีน้ำเงินทั้งตัว ผูกไว้กับเสา ท่ามกลางนักเต้นที่ร่ายรำไปมาตามจังหวะกลองวนเป็นรอบวงกลมโดยแต่ละคนจะถือคันธนูและลูกศร ครั้งได้รับสัญญาณจากพระที่เป็นเจ้าพิธี แต่ละคนจะร่ายรำเข้าไปด้านหน้าและยิงธนูตรงหน้าอกของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย จนกระทั่งเต็มหน้าอกแล้วจึงควักหัวใจออกมา นอกจากนี้ยังมีพิธีบูชายัญด้วยวิธีอื่น เช่น การแขวนคอ ถ่วงจมน้ำ การเฆี่ยนตี การตัดแขน ตัดขา ตัดศีรษะ เป็นต้น

ประเพณีการเล่นกีฬา
 
           กีฬาพื้นเมืองของชาวมายาแทบทุกชนิด เกี่ยวกับความเชื่อทางด้านศาสนาทั้งสิ้น ศูนย์กลางการเล่นกีฬาพื้นเมืองหลายแห่งของชนเผ่ามายามีสนามเล่นกีฬา โยนลูกบอลศักดิ์สิทธ์ ซึ่งถือประหนึ่งว่าเป็นกีฬาที่จัดขึ้นใต้ร่มมหาพีระมิด จากภาพที่แกะสลักไว้บนผนังแผ่นหินตามสนามกีฬาดังกล่าว ลักษณะการเล่นอาจเล่นสองคนหรือเล่นเป็นสองทีม ลูกบอลที่ใช้ทำจากยางดิบแข็งทรงกลม วิธีเล่นให้ผู้เล่นใช่สะโพกกระแทกลูกบอลที่เด้งลงแตะพื้นข้ามแนวเส้นที่กำหนดไว้ ห้ามใช้มือหรือเท้าเด็ดขาด จุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือการโยนลูกกลับไปมาจากทางทิศเหนือใต้ของสนาม ลูกบอลถือว่าเป็นสัญลักษณ์ หมายถึง ดวงอาทิตย์โคจรผ่านแนวในรอบปี การโคจรตามวัฏจักรก็หมายถึงการนำเอาฝนมาตกในฤดูกาลใหม่ให้ชาวนาชาวไร่ได้ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารอีกครั้งหนึ่งไว้เลี้ยงชีพต่อไป
            สนามเล่มเกมนี้บางแห่งผูกห่วงหรือตาข่ายไว้บนกำแพงแต่ละด้าน ทีมใดสามารถกระแทกลูกบอลลงห่วงหรือตาข่ายได้มากกว่าเป็นฝ่ายชนะ ( คล้ายกับการเล่นตะกร้อลอดบ่วงของบ้านเรา ) 

            อารยธรรมมายามาถึงจุดจบ นั่นเป็นผลมาจากการรุกรานของทหารสเปน ชาวมายา ต้องเผชิญกับการคุกคามจากภายนอกและเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองในอาณาจักรที่เลวร้ายที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว วัฒนธรรมที่สูงค่าทางศิลปะ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม รวมทั้งศาสตร์และศิลปะด้านต่างๆ ที่ไม่มีชนเผ่าใดเทียบได้ในยุคก่อนโคลัมเบียนอเมริกัน และฉายาที่ถูกเรียกว่าเป็นชาวกรกของโลกใหม่ ตามที่ซิลเวนัส มอร์ลีย์ได้กล่าวยกย่องไว้ได้เสื่อมสลายไปจนหมดสิ้น
             แม้ว่าอารยธรรมของชนเผ่ามายาจะเสื่อมสลายเหลือไว้แต่ความทรงจำและร่องรอยทางวัตถุทางโบราณสถาน ให้อนุชนรุ่นหลังได้ค้นคว้าต่อมา สิ่งที่น่าประหลาดก็คือ ปริศนาเร้นลับเกี่ยวกับอาณาจักรและชนเผ่ามายาที่มีอยู่อีกจำนวนมาก เป็นเสน่ห์จูงใจให้นักค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดีและนักวิจัยยุคใหม่พยายามที่จะสำรวจขุดค้นหาข้อมูลในทุกๆด้าน ด้วยเทคนิคและวิธีการใหม่ๆ เพื่อนำมาเปิดเผยแก่ชาวโลกต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ที่มา:  http://mayan.siam2web.com/?cid=346590
                http://www.mwit.ac.th
          บรรยงค์ บุญฤทธิ์.อาณาจักรลึกลับดินแดนอาถรรพ์ชนเผ่ามายา,กรุงเทพ:2537.   

ผลงานทั้งหมด ของ blackmagic_ken

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  6. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(