วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 99 : (แก้ชื่อและตำแหน่งค่ะ)พายุลูกใหม่(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,181
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

กลับมาแล้วค่ะ  ขออภัยที่มาช้าช่วงนี้อาจไม่ค่อยมีเวลาเขียนมากนักเพราะงานช่วงปลายปีมีเยอะจนไม่ไหวจะเคลียร์ แต่จะพยายามเขียนไปเรื่อยๆด้วยความเร็วแบบหอยทากยังแซงหน้า  ยังไงก็อย่าเพิ่งทอดทิ้งนักหัดเขียนคนนี้ไปนะคะ  ขอบคุณมากค่ะ
*****+++++*****+++++*****

นำภาพไปใส่ไว้ในแกลเลอรี่แล้ววางลิ้งค์ไว้ให้แล้วนะคะ  
จริงๆแล้วหายากเอาเรื่องทีเดียวสำหรับภาพรวมของเจ้าพวกนี้น่ะ มีอยู่ไม่กี่ภาพเองค่ะ ^^" 
http://my.dek-d.com/blackkitty/gallery/?folder=101936713



  

ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายลึกล้ำจับจ้องมองสองแม่ลูกกลางวงล้อมของเหล่าแม่บ้าน เขายืนนิ่งมองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเร้นกายเข้าไปในตรอกเล็กๆมุ่งหน้าสู่กระท่อมที่อยู่ห่างไกลออกไปทางชานเมือง พ่อค้าผิวเข้มคงคิดว่าไม่มีใครสนใจหรือว่าสังเกตเห็น สำหรับชาวบ้านทั่วไปละก็อาจจะใช่ แต่ยกเว้นทารกมหาภัยที่กำลังทำท่าออดอ้อนมารดาอยู่ รวมทั้งอาเบลซึ่งคอยสังเกตรอบด้านก็สามารถจับความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของพ่อค้าเร่ได้เช่นกัน
ไกเซอร์จับจิตมาดร้ายได้จึงสอดสายสายตามองหาจนพบพ่อค้าเร่ชาวอานาโตเลีย และลอบมองอยู่นานทว่าไม่สามารถบอกใครได้เลยจำใจต้องปล่อยคนที่อาจจะเป็นศัตรูไปก่อน แต่ภาพเด็กน้อยกำลังหรี่ตาใช้ความคิดดูเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมนั้นมันช่างยากจะบรรยายเป็นคำพูด แถมพอรู้ตัวว่าอาเบลมองอยู่ก็หันมาทำตาเจ้าเล่ห์พร้อมกับซุกตัวเข้าในอ้อมกอดของคามิลล่าและกระตุกยิ้มมุมปากส่งให้คล้ายเยาะเย้ย จนหนุ่มแว่นหนาที่ควบฉายาบุรุษเงาจางรู้สึกอยากประเคนมะเหงกให้สักโป๊ก
"อาหารที่สั่งได้แล้วจ้า มีซุปผักสูตรพิเศษของหลุ่มน้อยด้วยนะจ๊ะ” ป้าเจ้าของร้านเป็นผู้ยกจานชามอาหารมาเสริฟด้วยตนเอง หลังจากจัดวางบนโต๊ะของลูกค้ากิตติมศักด์เรียบรือยแล้วก็หัมาหาเจ้าตัวเล็ก “มามะคนเก่ง พวกป้าจะป้อนให้เอง ตอนนี้น่ะให้คุณแม่พักทานอาหารสบายๆหน่อยดีกว่าเนอะ”
เป็นอีกครั้งที่อาเบลต้องพยายามระงับความหมั่นไส้เอาไว้ยามที่ได้เห็นอาการแหลของเจ้าตัวแสบ เพราะท่าทางอ้อนๆรอยยิ้มน่ารักและดวงตาแป๋วแหววไร้เดียงสาที่มองคนนั้นคนนี้ รวมกับอาการใจง่ายเที่ยวได้โผเข้าหาทันทีถ้าหากคนๆนั้นเป็นผู้หญิง มันเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากเหล่าสาวน้อยสาวใหญ่จนดังกระหึ่มร้านทีเดียว หนุ่มแว่นได้แต่ถอนหายใจพลางคิดในแง่บวกว่า ดีแล้วที่การ์เดี้ยนจอมเจ้าเล่ห์ตนนี้ออกมาในร่างของทารก ขนาดเป็นเด็กน้อยยังฮอตฮิตไม่เลิก …ถ้าเกิดมาในร่างของรุ่นน้องผมดำวัยเอ๊าะละก็ คงเกิดจลาจลกลางเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย…
“อาเบล มานั่งทานด้วยกันสิ” เสียงหวานเอ่ยเรียกปลุกอาเบลจากภวังค์ พอหันไปก็พบเหล่าคนสำคัญกำลังนั่งล้อมโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารพื้นบ้าน “อย่ามัวทำหน้าเครียดอยู่เลย ฝ่าบาททรงบัญชาให้จับตาดูคนต่างถิ่นทุกคนที่เข้ามาในเมืองโรแลนเดีย เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงไม่มีใครทำอันตรายคามิวได้แน่”
รอยยิ้มของทุกคนสร้างความมั่นใจให้อาเบลได้อักโข หนุ่มแว่นจึงนั่งลงร่วมวงทานอาหารมื้อนั้นอย่างวางใจท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองของชาวเมืองโรแลนเดีย ส่วนเจ้าตัวแสบก็เพลิดเพลินกับการถูกใครต่อใครอุ้มไปโน่นมานี่ ได้พบเห็นสิ่งต่างๆซึ่งเป็นความรู้ใหม่ ได้สัมผัสกับความรักความเอ็นดูและการปกป้องที่มนุษย์มีให้กับเด็กๆของตน ไกเซอร์ซึมซับพร้อมกับเรียนรู้ที่จะเข้าใจความคิดและพฤติกรรมของเหล่ามนุษย์เดินดินซึ่งอ่อนแอและเปราะบาง แต่กลับแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ ...โดยเฉพาะมารดาซึ่งสามารถมอบความรักอันไม่มีที่สิ้นสุดให้แก่ลูกของตน...
จนกระทั่งดวงตะวันเคลื่อนคล้อยลงพลังงานที่สะสมไว้ก็หมดไป ไกเซอร์จึงหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้าเพราะลั้นลามาทั้งวัน บรรดาคณะชมเมืองจึงเคลื่อนขบวนเข้าสู่ที่พำนักซึ่งจะเป็นที่ใดไปไม่ได้นอกจากคฤหาสน์ทีเอเนีย อาเบลอาจจะเป็นคนที่ดีใจและมีความสุขที่สุดเพราะเขาได้พบกับครอบครัวซึ่งอยู่ในการอุปการะของตระกูลนี้ ทุกคนดื่มดำกับความสุขในค่ำคืนที่แสนอ่อนโยนปล่อยให้เวลาค่อยๆดำเนินไปโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า เงาแห่งมารร้ายได้แฝงกายอยู่ในม่านรัตติกาลอันมืดมิด
.
.
"หมายความว่า ไม่อยู่ทั้งที่กรุนเบอร์เรียและโรแลนเซียงั้นรึ?” เสียงทุ้มต่ำดังลอดออกมาจากกระท่อมหลังเล็กที่ทั้งเก่าทั้งโทรม เพราะมันปลูกอยู่ห่างไกลไปทางป่าชานเมืองจึงไม่มีผู้คนสัญจรไปมาบ่อยนัก จึงดูเงียบเหงาวังเวงเหมือนร้างเจ้าของมานาน แต่ทว่าน่าแปลกที่ยามนี้กลับมีแสงไฟสว่างพร้อมกับเงาไหววูบวาบ “หรือว่าจะไม่ใช่เขา”
“แต่คนที่มีลักษณะตรงกับคนร้ายที่ท่านบอกมา พวกเราก็ตามสืบหาจนทั่วแล้วนะครับท่านนายพลซาเลม บทสรุปมันมาลงเอยที่เด็กคนนี้ เพราะรายอื่นๆต่างก็มีหลักฐานชัดเจนว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น คนที่น่าสงสัยและไม่มีอะไรมายืนยันได้เลยก็คือเขาคนเดียวเท่านั้น”
“แต่เขาเป็นลูกชายของคนใหญ่คนโตระดับนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปก่อความวุ่นวายที่อาจจะบานปลายเป็นปัญหาระหว่างอาณาจักรนะ” ภายในกระท่อมหลังนี้เหมือนจะมีคนอยู่มากกว่าหนึ่งคน เพราะเสียงพูดคุยโต้ตอบกันนั้นมีโทนต่างกันชัดเจน “ข้าไม่อยากเชื่อว่าเด็กอายุแค่นั้นจะเก่งกล้าสามารถถึงขนาดฆ่าและทำลายล้างหมู่บ้าน มันเหี้ยมโหดเกินสามัญสำนึกของคนปกติ ถ้าไม่มีพยานที่เห็นหน้าคนร้ายชัดเจน ข้ายังนึกเลยว่าน่าจะเป็นฝีมือพวกปีศาจมากกว่า”
“เพราะอย่างนี้น่ะสิครับ เราถึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนที่จะทำการจับกุมตัว เพราะทุกคนในอาณาจักรพากันโกรธแค้นคนร้ายมาก” เสียงเครียดจัดเป็นของพ่อค้าผิวเข้มที่กำลังพูดอยู่กับอะไรบางอย่างที่ส่องประกายเรืองรอง ซึ่งมันก็คือที่มาของแสงสว่างในกระท่อมแต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของคู่สนทนา เขาเดินไปมาจนเกิดเงาที่ไหววูบวาบแสดงถึงความกลัดกลุ้มที่มีแต่จะทวีขึ้น “ข้ากลัวว่าจะเกิดการรุมประชาทัณฑ์ก่อนที่จะได้นำตัวผู้ต้องสงสัยไปไต่สวนหาความจริง เพราะไม่ว่าคนที่เราจับไปจะใช่คนที่ลงมือหรือไม่ เขาก็อาจจะต้องตายเพื่อให้ความโกรธของทุกคนบรรเทาลง”
“ถึงแม้เด็กคนนั้นจะเป็นคนร้ายตัวจริง แต่ถ้าเราจับตัวเด็กนั่นไปก็เท่ากับเปิดศึกกับโรแลนเซียอยู่ดี หรือว่าจะให้ทางราชสำนักส่งหนังสือมาสอบถามเรื่องนี้ก่อนจะดีกว่าไหม?”
“แล้วถ้าเกิดมันเป็นแผนของโรแลนเซียล่ะครับ? การส่งหนังสือมาถามเรื่องแบบนี้ก็อาจจะถูกใช้เป็นชนวนในการเปิดศึกได้เหมือนกันนั่นแหละ” ของพ่อค้าผิวเข้มมีสีหน้าเคร่งเครียดเห็นได้ชัดเมื่อฉาบด้วยแสงเรืองรองที่สาดส่องออกมาจากกระจกบานเล็กๆ ในกระจกนั้นสะท้อนภาพของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งไม่ใช่คนเดียวกัน “ข้าอยากได้ความแน่ใจอีกสักหน่อยก่อนจะลงมืออะไรลงไป ถ้าเรามีหลักฐานที่มากพอ ทางโรแลนเซียคงต้องยอมจำนน เราจะได้สำเร็จโทษคนร้ายให้สาสมกับความอำมหิตของมันโดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ข้าจะรายงานให้ท่านแม่ทัพทราบเท่าที่เจ้าบอกก่อน ถ้ามีความคืบหน้าก็ติดต่อผ่านกระจกมิตินี่แหละ แต่ระวังตัวหน่อยก็แล้วกันนะนาร์อิม หากเห็นท่าไม่ดีให้รีบถอนตัวกลับมา เพราะข้าไม่อยากสูญเสียลูกน้องฝีมือดีอย่างเจ้าไป”
“ขอบคุณมากครับท่านนายพลซาเลม งั้นข้าจะขอสืบข่าวอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสักระยะ” แสงสว่างในกระท่อมดับวูบลง เพราะพ่อค้าผิวเข้มที่ชื่อนาร์อิมเก็บกระจกมิติใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางของตน พร้อมกับพึมพำคำพูดที่เหมือนจะสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย “แต่ถ้าเกิดข้าพลาดท่าไปละก็ ฝากที่เหลือให้ลูกชายท่านที่กรุนเบอร์เรียนช่วยสานต่อด้วยก็แล้วกันนะครับ”
เมื่อแสงจากกระจกดับมืดลงไปทุกสิ่งก็เข้าสู่ความเงียบงัน ในวันที่ท้องฟ้าไร้ซึ่งแสงจันทร์เงาของสุมทุมพุ่มไม้ที่รายล้อมอยู่ด้านนอกกระท่อมหลังน้อย ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบด้านมืดทึมน่าสะพรึงมากขึ้น เพราะมีสิ่งแปลกปลอมบุกรุกเข้ามาในเขตของบรรดาแมลงกลางคืน พวกมันจึงพากันทำตัวสงบเสงี่ยมเงียบกริบเพิ่มความวังเวงจนน่าขนลุก กลิ่นไอประหลาดที่ลอยกรุ่นมากับสายหมอกบางเบามากก็จริง ...แต่ก็สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ว่านั้นไม่น่าจะใช่มนุษย์...
“ได้ข่าวว่า… เจ้าตามหาตัวข้าอยู่ไม่ใช่รึ?” เสียงแหบต่ำแผ่วเบาทว่ากังวานสะท้อนไปมาจนแทบจับทิศทางไม่ได้ จนคนที่ซุ่มดูเชิงอยู่ในกระท่อมเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังจะเจอกับตัวอะไรกันแน่ จนกระทั่งอะไรบางอย่างนั้นเอ่ยเรียกอีกครั้งด้วยประโยคที่เหมือนจะประกาศตัวเอง “คามิว ทีเอเนีย อุตส่าห์มาปรากฏตัวเพื่อเจ้าคนเดียวโดยเฉพาะเชียวนะ อย่ามัวแต่ซ่อนตัวอยู่เลยน่า ออกมาทักทายกันสักหน่อยจะเป็นไรไป หึหึ”
ประตูกระท่อมเปิดออกพร้อมกับร่างสูงในเสื้อคลุมของพ่อค้าผิวเข้มที่ยืนจังก้า ราวกับตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับผู้อ้างชื่อบุคคลที่ต้องการพบซึ่งกำลังแผ่รังสีแห่งความเป็นอริชัดเจน เงาของร่างที่ยืนประจัญหน้ากับนาร์อิมทอดยาวและบิดเบี้ยวอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะหดหายกลับกลายเป็นเงาปกติที่ควรจะเป็น คนหรืออะไรสักอย่างซึ่งยืนอยู่ ณ จุดกำเนิด มีร่างกายไม่สูงใหญ่นักทว่ากระแสคุกคามกลับรุนแรงจนนาร์อิมแทบผงะ
ร่างเพียวเจ้าของกลิ่นไอน่าสะพรึงดูมืดทะมึนยิ่งกว่าสีดำของรัตติกาลที่ครอบคลุมผืนป่ารอบกระท่อม ทว่าดวงตากลับส่องประกายวาววามแดงฉานดุจแสงไฟ และมันไม่ได้มาเพียงคนเดียวเพราะมีตัวประหลาดยืนอยู่ด้านหลังอีกจำนวนหนึ่ง นาร์อิมมองไม่ถนัดว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่แต่เท่าที่กะจากเงาน่าจะเป็นมนุษย์ แต่ทว่าสัดส่วนดูผิดปกติไปมากทั้งแขนที่สั้นยาวไม่เท่ากันอีกทั้งหลังไหล่ที่ปูดโป่งงองุ้มพิกลพิการ
พ่อค้าผิวเข้มไม่มีเวลาพิจารณานานนักเพราะพวกมันพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วจนแทบตั้งรับไม่ทัน เจ้าตัวแรกตวัดแขนยาวๆของมันหมายจะให้เล็บแหลมคมของมันฉีกเนื้อเหยื่อ ทว่าหนุ่มอานาโตเลียหลบหลีกได้หวุดหวิดพลางร่ายเวทไฟเข้าตอบโต้ แสงสว่างที่เกิดขึ้นจากเวททำให้เห็นสภาพรอบด้านและผู้มาเยือนได้ชัดเจนขึ้น สร้างความตกตะลึงให้แก่นาร์อิมจนแทบทำอะไรไม่ถูก
ร่างพิกลพิการที่รายล้อมอยู่นั้นเป็นมนุษย์…ไม่สิ เรียกว่าเคยเป็นน่าจะถูกกว่า เพราะผิวหนังสีเทาซีดและกลิ่นน่ารังเกียจที่กระจายไปทั่วมันฟ้องชัดถึงอาการเน่าเปื่อยของซากศพ ใบหน้าพวกมันบิดเบี้ยวเหยเกเหมือนพบเจอเรื่องน่าสะพรึงกลัวสุดชีวิตก่อนที่ดวงวิญญาณจะหลุดลอยออกไปจากร่าง ท่าทางการยืนและเดินดูไร้ชีวิตชีวาก็จริงทว่ายามพุ่งเข้าจู่โจมกลับรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญ พวกมันไม่เกรงกลัวเวทไฟอันร้อนแรงแม้แต่น้อย ราวกับว่ากำลังโหยหาความตายครั้งที่สองเพื่อให้หลุดพ้น
เมื่อสะเก็ดไฟจากเวทลุกติดต้นไม้ใบหญ้าและทำท่าจะเผากระท่อมเก่าๆทั้งหลัง แสงสว่างจึงมากพอที่จะทำให้นาร์อิมมองเห็นคนที่อ้างตนเป็นคามิว ทีเอเนียนชัดถนัดตา ร่างเพรียวที่คอยสั่งการซากศพนั้นเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุไม่น่าเกินยี่สิบ พ่อค้าผิวเข้มไม่กล้าฟันธงว่าเขาจะใช่คนที่ตนตามหาหรือไม่ เพราะถึงแม้เส้นผมยาวรุ่ยร่ายปรกใบหน้าเป็นสีดำสนิทก็จริง ทว่าดวงตากลับเป็นสีแดงฉาน ไม่ใช่สีเหลืองทองดังที่ได้รับทราบจากปากคำผู้รอดชีวิต
หนุ่มอานาโตเลียซึ่งแฝงมาในสภาพของพ่อค้าเครื่องประดับร่ายเวทไฟจัดการซากศพไปได้สามตน กลิ่นเนื้อเน่าที่ถูกไฟเผานั้นเหม็นสุดบรรยายจนต้องพยายามกลั้นหายใจ นาร์อิมพยายามต่อสู้พลางหาทางหนีจากสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลนี้แต่มันช่างทำได้ยากเย็นนัก เพราะนอกจากซากศพแล้วยังมีเหล่าสัตว์ประหลาดที่ร้ายกาจดาหน้าเข้าใส่อย่างไม่ขาดสาย จนในที่สุดเขาก็พลาดท่าโดนกรงเล็บของพวกมันฉีกเนื้อที่ไหล่จนได้
สิ่งที่ตามมาหลังความเจ็บแปลบคืออาการชาที่เริ่มลามจากแขนไปยังอวัยวะอื่น เพียงแค่นี้ก็ทำให้นาร์อิมรู้ตัวว่าเล็บของพวกมันมีพิษร้ายแรงเคลือบอยู่ พิษที่ได้รับรวมกับการเสียเลือดส่งผลให้ร่างกายสูญเสียความคล่องตัว บาดแผลยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่สติสัมปชัญญะก็ยิ่งเลือนรางลงทุกที ความรู้สึกสุดท้ายที่พอจะหลงเหลืออยู่คือการรับรู้ว่าร่างกายของตัวเองเป็นเหมือนลูกบอลที่ถูกโยนไปมา และความเจ็บปวดสาหัสยามที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินแข็ง
“ฝีมือแค่นี้คิดจะมาท้าทายคนอย่างข้า คามิว ทีเอเนีย ชาวอานาโตเลียนี่โง่เง่าจริงๆ” หนุ่มผมดำย่อตัวลงข้างหน้าร่างกำยำที่หมอบแน่นิ่งอยู่แทบเท้า พลางใช้มือรวบเส้นผมกระชากขึ้นมาจนหน้าหงาย “จำหน้าข้าไว้ให้ดีๆ จะได้เอาไปบอกพวกของเจ้าในนรกไงล่ะ”
แม้จะโดนพิษเล่นงานจนเบลอแต่ทว่าดวงตาของพ่อค้ากำมะลอจับจ้องมองใบหน้าของหนุ่มผมดำ แววตาของนาร์อิมเต็มไปด้วยความเคียดแค้นเพราะบัดนี้เขาแน่ใจแล้วว่า คนที่ฆ่าทำลายล้างหมู่บ้านชายแดนของอานาโตเลียคือ คามิว ทีเอเนีย ถึงร่างกายจะป้อแป้แต่ก่อนตายก็ขอแก้แค้นให้กับพวกพ้องบ้างสักนิด มีดสั้นที่ซุกซ่อนเอาไว้ในสนับแขนถูกนำมาใช้และจ้วงเข้าใส่ร่างเพรียวที่กำลังแสยะยิ้มอยู่ตรงหน้าสุดแรงที่เหลืออยู่
“ทหารทุกคน กระจายกำลังกันออกไป ล้อมจับตัวคนร้ายไว้ให้ได้”
เสียงสั่งการเฉียบขาดพร้อมกับการปะทะกันของทหารกับสัตว์ประหลาด ดังเข้าสู่โสตประสาทด้านชาของหนุ่มอานาโตเลียที่ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นเช่นไรนั้นพ่อค้ากำมะลอไม่อาจรู้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างวูบดับจมดิ่งสู่ความเงียบงัน อนุสติที่เหลือเพียงน้อยนิด จดจำได้เพียงดวงตาสีแดงวาวโรจน์ดุจปีศาจน่าสะพรึงกลัวและเสียงย่ำเท้าของคนจำนวนมาก ดวงจิตของนาร์อิมยังคงไว้ซึ่งความอาฆาตแค้นที่ไม่สามารถจัดการคนร้ายที่มาปรากฏตัวต่อหน้า เจ็บใจที่ไม่อาจนำเรื่องนี้ไปบอกพวกพ้อง และเสียใจที่ต้องตายไปทั้งที่ภาระกิจสำคัญยังไม่บรรลุ
.
ยามเช้าอันสดใสเวียนมายังคฤหาสน์สีขาวหลังย่อมๆของตระกูลทีเอเนีย กลิ่นดอกไม้ที่ปลูกประดับในสวนสวยหอมกรุ่นล่องลอยไปตามสายลมเย็น พัดพาเอาความสดชื่นไปเยือนเจ้าของบ้านให้ตื่นขึ้นรับอรุณด้วยความสดชื่น โดยเฉพาะเวลาที่สมาชิกทั้งสองตระกูลมารวมตัวกันร่วมทานอาหารเช้าด้วยความเบิกบานใจ ซึ่งเรื่องแบบนี้ยากที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากแต่ละคนต่างก็มีภาระกิจมากมายจนหาเวลาว่างตรงกันได้ลำบาก ...ยกเว้นวันพิเศษที่หลานๆกลับมาอยู่บ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตาดังเช่นวันนี้...
รินเซ่ผู้เป็นหลานสาวยิ้มแย้มสดใสยามตกอยู่ในอ้อมกอดแสนอบอุ่นของบรรดาปู่ย่าตายาย บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะเอ็นดูยามที่ไกเซอร์ในร่างหลานชายตัวน้อยทำท่าออดอ้อน อาเบลที่ได้รับอนุญาตให้พักค้างคืนที่นี่รู้สึกทึ่งและนับถือบุคคลเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากพวกเขาจะไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวหรือรังเกียจการ์เดี้ยนตัวแสบที่ยึดร่างคามิวกลับทำตัวเหมือนปกติ คุณย่าคุณยายยังพากันสนุกกับการกอดรัดฟัดเหวี่ยงอุ้มชูดูแลใกล้ชิด คงเพราะคิดว่ายังไงตัวจริงก็เป็นหลานชายของตนอยู่ดี ส่วนไกเซอร์นั้นก็เหมือนจะพอใจกับการดูแลและซึมซับความรู้สึกต่างๆที่ได้จากการเรียนรู้จากช่วงเวลาอันอ่อนโยนนี้เช่นกัน
คริสโตเฟอร์ซึ่งออกเวรและรีบกลับมาเพื่อคอยดูแลครอบครัวเอาแต่นั่งมองภาพความสุขตรงหน้าอยู่เงียบๆ สมองครุ่นคิดถึงอนาคตของลูกชายที่น่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบแต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น อุปสรรคและบททดสอบต่างๆที่คามิวได้พบเจอมันหนักหนาสาหัสเกินกว่าเด็กอ่อนหัดจะทานทนได้ ขนาดชายชาติทหารอย่างเขายังรู้สึกหวั่นใจ แล้วลูกชายที่เลี้ยงมาดุจไข่ในหินจะฝ่าฟันไปได้สักแค่ไหนกันหนอ
“คริสคะ เป็นอะไรไปเหรอคะ? นั่งเงียบเชียว”
จอมเวทสาวหันไปเห็นเข้าจึงเอ่ยถาม เพราะปกติคริสโตเฟอร์เป็นคนสนุกสนานร่าเริงและมีเสียงหัวเราะอยู่เสมอ การที่เขานั่งนิ่งแบบนี้แสดงว่าจะต้องมีอะไรหนักใจอยู่แน่ และเมื่อคะเนจากสายตาที่ทอดมองไปก็พอจะเข้าใจคำตอบได้ในทันที สีหน้าของเธอจึงสลดลงเพราะยังคงโทษตัวเองว่ารักลูกมากเกินไปจนคามิวขาดทักษะหลายๆอย่างในการเอาตัวรอด แม่ทัพอัศวินหันมาเห็นจึงยิ้มให้ภรรยาคู่ชีวิตของตนพร้อมกับส่งผ่านความอบอุ่นและมั่นใจให้ ด้วยมือใหญ่อันแข็งแกร่งที่จับมือบอบบางของคามิลล่าเอาไว้ ...ราวกับจะยืนยันคำมั่นที่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทุกคนจะไม่ทอดทิ้งกัน...
“นายท่านขอรับ รถม้าและกองทหารจากวังหลวงมารออยู่ด้านหน้าตั้งแต่รุ่งสางแล้วขอรับ” พ่อบ้านประจำตระกูลทีเอเนียซึ่งคอยดูแลความเรียบร้อยต่างๆในคฤหาสน์ แจ้งเรื่องให้คริสโตเฟอร์รับทราบเมื่อเห็นว่าบรรดาเจ้านายของตนรับอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว “ขออภัยที่ข้าไม่ได้เรียนให้ทราบตั้งแต่แรก เพราะพวกเขาบอกว่า จะรอจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดขอรับ”
“ขอบใจมาก เฮ้อ ใจร้อนกันซะจริงๆ” คริสโตเฟอร์ถอนใจบอกไม่ถูกว่าการที่คามิวกลายเป็นของรักของหวงของราชาคาร์ลอสนั้นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่ ชายชาติทหารอย่างเขายังรู้สึกใจหายเมื่อลูกชายอยู่ห่างเกินเอื้อมออกไปทุกที แล้วคนเป็นแม่ที่ทุ่มเทความรักให้หมดใจอย่างคามิลล่าจะไม่ยิ่งกว่าหรือ “ถึงเวลาที่ต้องส่งคามิวคืนให้ฝ่าบาทแล้วละ”
ความเงียบงันเข้ามาแทนที่เสียงหัวเราะร่าเริงที่ดังอยู่จนถึงเมื่อครู่นี้ เหล่าสมาชิกครอบครัวรู้สึกตรงกันคือเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นช่างสั้นนัก โดยเฉพาะนายหญิงของบ้านที่ดูจะเศร้าซึมลงไปทันที มันเหมือนมีช่องว่างเกิดขึ้นในหัวใจ เพราะลูกชายที่เธออุตส่าห์ฟูมฟักและทุ่มเทให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกแยกไปจากอก ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือลูกสาวที่พอจะช่วยปลอบใจได้นั้น ยังต้องไปร่ำเรียนไกลถึงราเชลและอีกหลายปีกว่าจะได้กลับมาให้ชื่นใจ
ตลอดทางกลับเข้าสู่วังหลวงทุกคนที่โดยสารรถม้าไปด้วยกันต่างนั่งนิ่งเงียบ สะเทือนใจกับภาพของจอมเวทสาวที่กอดทารกน้อยเอาไว้แนบอก ราวกับจะขอเก็บตุนความสุขอันน้อยนิดเอาไว้ก่อนที่จะต้องจากกัน ไกเซอร์เองก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงความเศร้าเสียใจของคามิลล่า สองแขนบอบบางจึงพยายามโอบกอดผู้ได้ชื่อว่าเป็นมารดาของนายตนเอาไว้ มือเล็กจ้อยคอยเช็ดน้ำตาจากสองแก้มนวลพลางส่งยิ้มให้กำลังใจก่อนจะผล็อยหลับไป ...และมันก็คือสัญญาณว่าถึงเวลาที่เจ้าของร่างตัวจริงกำลังจะตื่นขึ้นมาแล้ว...
ตลอดทางสู่วังหลวงมีกองกำลังเฝ้าระวังอยู่มากมายจนแม่ทัพอัศวินเริ่มผิดสังเกต ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจแต่ทว่าสีหน้ายังคงนิ่งเฉยเพราะไม่อยากให้ภรรยาของตนต้องทุกข์ใจมากไปกว่านี้ ยิ่งเข้าใกล้วังเท่าไหร่ยิ่งเพิ่มความเข้มงวดถึงกับกันประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเรือน ตามทางที่รถม้าผ่านไปจึงเงียบเชียบและเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนหลายๆคนสัมผัสได้
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่พะย่ะค่ะ?” แม่ทัพอัศวินได้โอกาสเข้าเฝ้าเหนือหัวแห่งโรแลนเซีย หลังจากส่งลูกชายของตนเข้าสู่ห้องพักที่เตรียมไว้ โดยมีคามิลล่าและบรรดาคุณย่าคุณยายคอยดูแลอย่างใกล้ชิด “จำนวนทหารรักษาความปลอดภัยมีมากจนผิดสังเกตแบบนั้น กระหม่อมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่นอน ถ้าจะทรงพระกรุณาโปรดเล่าประทานให้กระหม่อมรู้เรื่องด้วยเถอะพะย่ะค่ะ”
“เรื่องเหตุร้ายที่เกิดในอาณาเขตชายแดนของอานาโตเลียนั่นแหละ มันเป็นข่าวที่น่าตกใจไม่น้อยทีเดียว” ราชาคาร์ลอสตรัสด้วยเสียงเครียดจัด “สายสืบที่ไปสอดแนมในอานาโตเลียแจ้งความคืบหน้ามาว่า เมืองชายแดนของอานาโตเลียถูกฆ่าทำลายล้างไปกว่าห้าแห่งแล้ว พยานที่รอดชีวิตให้การตรงกันว่าเป็นฝีมือของเด็กหนุ่มผิวขาว ผมดำและมีดวงตาสีทอง”
“เอ๊ะ? แต่ว่า” ข้อมูลที่ได้ยินทำให้แม่ทัพอัศวินถึงกับผงะด้วยความตกใจสุดขีด ลักษณะคนร้ายที่สายลืบรายงานนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้ต้องสงสัยจะเป็นใคร “ไม่ใช่ ไม่มีทางหรอก มันเป็นไปไม่ได้”
“พวกเรารู้กันทุกคนนั่นแหละว่าไม่ใช่คามิว” ฟาร์ริส อาร์มาร์เธียส เสนาบดีฝ่ายกลาโหมเป็นคนพูดขึ้นบ้าง สีหน้าของเขาเครียดไม่แพ้เหนือหัวเช่นกันและดูจะวิตกกังวลมากกว่าด้วยซ้ำไป “แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าคนร้ายคือใคร และมันทำไปเพื่ออะไรกันแน่?”
“หรือจะเป็นคนร้ายสวมหน้ากากที่เคยบุกมา?” รีมัส คุณปู่ผู้สุขุมของคามิวมีริ้วรอยของความยุ่งยากใจฉายชัดบนใบหน้าและแววตา เพราะว่ายังไม่สามารถหาหลักฐานใดๆเพื่อใช้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของศัตรูลึกลับพวกนั้น “พวกมันต้องการจับตัวคามิวแต่ไม่สำเร็จ เลยอยากจะกำจัดทิ้งสินะ แต่ทำไมจะต้องไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเพื่อใส่ร้ายป้ายสีกันแบบนี้ด้วยล่ะ ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ?”
“ถ้าเป็นฝีมือพวกมันจริงละก็ รังของมันอาจจะอยู่ในอานาโตเลียก็ได้ งั้นเราก็น่าจะบอกความจริงให้ทางนั้นรู้ไว้ก่อน เขาจะได้เข้าใจเสียใหม่ว่าคนร้ายไม่ใช่คา…เอ้อ… ท่านคามิว”
เหนือหัวแห่งโรแลนเซียเหลือบมองแม่ทัพอัศวินของพระองค์ คนที่เคยสดใสอารมณ์ดีเปลี่ยนไปกลายเป็นคนเคร่งขรึมคิดมากหลังจากที่ลูกชายของเขาต้องกลายมาเป็นสมบัติของราชวงศ์ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เคยเป็นที่ติดอกติดใจของบรรดานางกำนัลในวังหลวงเลือนหายไปจากใบหน้าหล่อเหลา จอมเวทสาวผู้เป็นภรรยาก็หม่นหมองเศร้าลดความงดงามลงไปอย่างน่าใจหาย ส่วนตัวลูกชายยิ่งน่าใจหายเพราะมีเหตุให้ต้องเหยียบย่างเข้าสู่เขตอันตรายหลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าทั้งหมดนั้นจะเป็นชะตากรรมที่ว่าที่ราชบุตรเขจของพระองค์ต้องเผชิญหน้า แต่ทว่ายังไงก็อดโทษตัวเองไม่ได้อยู่ดี
“รายงานล่าสุดที่ฉันเพิ่งได้ฟังมาเมื่อคืนยิ่งน่าตกใจ เพราะกองทหารที่ตามไปเฝ้าจับตาดูพ่อค้าชาวอานาโตเลีย ได้พบเห็นผู้ต้องสงสัยที่มีลักษณะตรงกับคนร้าย น่าเสียดายที่ไม่สามารถจับตัวมันมาได้ไม่งั้นทุกอย่างจะง่ายกว่านี้”
แม่ทัพอัศวินคู่บัลลังก์และสองเสนาบดีคู่ใจมีทีท่าตกใจไม่น้อย เพียงแค่ลากิจไปพักผ่อนกับหลานๆที่บ้านคืนเดียวกลับเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงได้ถึงขนาดนี้ และที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดคือมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของทายาทหนุ่มของสองตระกูล และว่าที่ผู้สืบราชบัลลังก์แห่งโรแลนเซีย ความตึงเครียดและอึดอัดยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะต่างก็ยังมองไม่เห็นหนทางที่จะชี้แจ้งและแก้ไขความเข้าใจผิดที่ดูจะหนักขึ้นทุกทีให้คลี่คลายลงไป
.
ในขณะที่ปัญหาเริ่มส่งผลให้อุณหภูมิในห้องทรงอักษรเพิ่มสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งความร้อนระอุเจิดจ้าถูกแทนที่ด้วยลมหนาวและความหม่นมัว มันครอบคลุมโอเอซิสเล็กๆกลางผืนทรายรกร้างซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ชายแดนอานาโตเลียแต่บัดนี้มันเหลือเพียงซากปรักหักพัง สายลมแรงพัดพาเม็ดทรายสีทองปลิวฟุ้งเป็นระลอกราวกับจะโถมทับร่องรอยแห่งความโหดร้ายเอาไว้ จากสถานที่ซึ่งเคยอบอุ่นมีชีวิตชีวายามนี้เหลือเพียงความวังเวงและเงียบงัน
ร่างสูงใต้ผ้าคลุมมิดชิดยืนเหม่อมองป้ายหินสถิตวิญญาณซึ่งเปรียบเสมือนอนุสรณ์สุดท้ายของชาวบ้านที่ถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด กลีบสีขาวจากดอกไม้ช่อเล็กๆที่วางไว้หลุดลอยไปตามแรงลม ดุจดังดวงวิญญาณของผู้บริสุทธิ์ที่จำต้องเร่ร่อนพเนจรไปอย่างไร้จุดหมาย ก้อนหินสองสามก้อนถูกนำไปเรียงไว้แทนการเคารพผู้ตาย เม็ดทรายในกำมือถูกปล่อยให้ไหลร่วงลงแทนน้ำทิพย์เพื่อชำระล้างมนทิน
“กัปตัน ข้าคิดว่าเราอย่าอยู่ในที่แบบนี้ให้นานนักเลย” ชายร่างผอมใส่ชุดคลุมสีกลมกลืนกับผืนทรายเดินมาใกล้พลางกระซิบบอก พร้อมกับส่งแผ่นกระดาษซึ่งมีรูปและตัวอักษรเขียนเอาไว้มาให้ “รีบไปก่อนพวกทหารจะมาเจอดีกว่า ช่วงนี้พวกมันเข้มงวดเป็นพิเศษเพราะยังจับตัวคนร้ายไม่ได้”
“คนในใบประกาศจับนี่น่ะรึ คนร้ายที่พวกทหารตามหากันอยู่? ดูยังไงมันก็เป็นแค่เด็กเท่านั้นเองนี่นา”
ร่างสูงปลดฮู้ดคลุมศีรษะออกเผยให้เห็นเส้นผมสีน้ำตาลเข้มยาวประบ่า บางส่วนบางปอยถักเปียเส้นเล็กๆประดับอัญมณีหลากสี ดวงตายาวรีสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายคมปลาบรับกับคิ้วเข้มที่ส่วนปลายเฉียงชี้ขึ้นทอดมองภาพในแผ่นกระดาษ จมูกโด่งเป็นสันประกอบกับริมฝีปากได้รูปอิ่มเอิบ และผิวสีน้ำผึ้งตามแบบฉบับคนที่ต้องเผชิญกับแสงอาทิตย์เป็นประจำ ยิ่งเพิ่มดีกรีความคมเฉี่ยวให้กลายเป็นหญิงงามที่ร้อนแรงน่าหลงใหล แต่ทว่าร่างกายที่สูงใหญ่และมัดกล้ามเนื้อได้สัดส่วนสมบูรณ์ทำให้ยากที่จะฟันธงว่าเป็นเพศใด
“ได้ข่าวมาว่าภาพนี้เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต มันคงดูไม่น่าเชื่อเท่าไหร่แต่เพราะมีพยานยืนยันตรงกัน ใบประกาศจับพวกนี้ก็เลยถูกแจกจ่ายไปทั่วอาณาจักร” ร่างผอมปลดฮู้ดคลุมหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้ากร้านแดดเครียดขมึงของหนุ่มฉกรรจ์ แต่รอยยิ้มบางๆที่มุมปากทำให้ลดความดุลงไปได้มากโข “ข้าเองก็ไม่อยากเชื่อหรอกนะ ว่าเด็กแบบนี้จะฆ่าและทำลายหมู่บ้านได้ตั้งหลายแห่ง แต่ใครจะไปสนล่ะ เพียงแค่ค่าหัวที่มากมายขนาดนั้นคงทำให้มีคนตามล่าตัวกันให้วุ่นละ”
“น่าสนุกดีนี่ ข้าตัดสินใจแล้วพวกเราจะเข้าร่วมการล่าตัวคนร้ายด้วย” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดพรายบนใบหน้างามของคนที่ถูกเรียกขานว่ากัปตัน ร่างสูงหมุนตัวกลับทิ้งภาพแห่งความเศร้าสลดไว้เบื้องหลัง ผ้าคลุมปลิวสะบัดไปตามแรงลมและการก้าวเดินทำให้มองเห็นเสื้อผ้ารัดกุมและอาวุธหลายชิ้นที่แอบซ่อนไว้ “ส่งคนออกไปสืบข่าว แล้วก็คอยติดตามความเคลื่อนไหวของพวกทหารด้วย เราจะต้องได้ตัวมันมาก่อนคนอื่น”
“ไม่นึกว่านอกจากการค้าทาสกับของผิดกฎหมาย กัปตันจะสนใจเรื่องอื่นด้วย” หนุ่มร่างผอมที่เดินตามมาส่งเสียงหัวเราะเบาๆ “คราวนี้เล็งค่าหัวสินะ มากมายขนาดนั้นน่ะพวกเราคงอยู่กันได้อย่างสบายไปอีกนานเลย”
ครืนนน ... ครืนนน ...

เสียงลั่นครืนครามสั่นสะเทือนดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของอสุรกายลักษณะคล้ายปลาฉลาม ผิวหนังส่วนลำตัวแตกเป็นเกล็ดแข็งและหนาโดยเฉพาะส่วนหัวที่ดูคล้ายหุ้มเกราะเอาไว้ บางส่วนของลำตัวมีช่องมีรูคล้ายหน้าต่างดูประหลาดพิลึกกว่าฉลามทรายที่เหล่าทหารอานาโตเลียใช้ลากจูงเรือรบ มันคือฉลามทรายที่ได้รับการดัดแปลงจนมีสภาพเป็นเรือที่สามารถดั้นด้นไปได้ทุกที่ในผืนทรายแห่งนี้โดยไม่มีใครจับได้
“ไม่ใช่เพื่อเงินรางวัล แต่เป็นเพราะมันทำลายหมู่บ้านที่ข้าเกิด ผู้คนที่ข้ารัก ข้าต้องการพิพากษาความผิดนั้นด้วยมือของข้าเอง” ร่างสูงของกัปตันปีนขึ้นบันไดเข้าไปสู่ห้องบัญชาการ “ในนามของโจรสลัดแห่งอาราร็อต มันจะต้องได้เจอความทรมานที่ยิ่งกว่าตาย”

********

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #5601 SieL (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 19 กันยายน 2554 / 21:46
     คามิวนี้ นิสัยน่ารักดีนะ ไกเซอร์ก็เจ้าเลห์จังเเหะ
    #5,601
    0
  2. #5115 MaZunG (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2553 / 21:47
    น่าสงสานคามิวแฮะ
    #5,115
    0
  3. #5102 inasba (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2553 / 18:22
    เผยโฉมศัตรูคนใหม่หรอนิ
    #5,102
    0
  4. #5100 แมวน้อยสีเทา (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2553 / 11:20
    เปลี่ยนฟรอนให้หน่อยตัวมันเล็ก

    #5,100
    0
  5. #5090 loli (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2553 / 21:32
    เมื่อไหร่จะมีเรื่องดีๆกับเค้ามั่งเนี่ยคามิว!!

    ปล.หนุกมากเลยยยย
    #5,090
    0
  6. #5088 AncientFairy (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2553 / 04:23
    ต้งแต่เจอสั่งประหารให้เป็นราชบุตรเขยนี่ความซวยโผล่เข้ามาไม่จบไม่สิ้น....
    #5,088
    0
  7. #5087 _Ryuuko_ (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2553 / 18:50
    อ้าคคค!!!!! โธ่~ คามิว.. รับเคราะห์แทนทานิส น่าสงสาร...... แต่ก็ดีแล้ว!? แบบนี้สิถึงสนุก
    #5,087
    0
  8. #5086 ~*>> IN (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2553 / 17:42
    ถึงคราวซวยของคามิวอีกแล้วเหรอเนี่ย  TTOTT

    พระเอกคนนี้มีเรื่องซวยตลอดเลย

    ฮือออออออ  ~    เศร้าง่ะ

    แต่ไม่เป็นไร   คามิวเป็นพวกทนทึกอยู่แล้ว   55555+
    ( เปลี่ยนอารมณ์ไวมาก  - -* )

    ยังไงก็พยายามเข้าครับ   ทั้งพี่แหม่ม   ทั้งคามิวเลย  (^O^)//  ~

    ปล.รูปภาพด้านล่างน่ารักมากครับ   ไม่ค่อยได้เห็นภาพหมู่แบบนี้จริงๆ     
    #5,086
    0
  9. #5084 laiza (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2553 / 07:55
    โฮก
    ไรท์เตอร์ แม่ยกหนูคามิวอย่างอิชั้นน้ำตาจะร่วงแล้วนะ
    หนูคามิวที่สุดแสนจะน่ารักทำไมโดนใส่ร้ายตลอดเยี่ยงนี้ แต่เขาก็ชอบนะ(อ้าวเมื่อกี้ยังสงสารอยู่เลย)
    อุ๊ย แอบเปิดเผยธาตุแท้ >//<
    #5,084
    0
  10. #5083 เอกเองครับ (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2553 / 21:33
    มีกลุ่มโจรสลัดเพิ่มมาอีกหนึ่ง ตกลงนาร์อิมตายไหมเนี่ย
    #5,083
    0
  11. #5082 kataiyai (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2553 / 08:05

    สบายไกเซอร์เค้าละซิ

    #5,082
    0
  12. #5081 axis (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2553 / 07:12
     คามิว ยังไม่ฟื้น เพราะฉะนั้นยังไม่ทราบอะไร

    ถ้ารู้งานเข้าแน่ จะกลับกรุนเบอร์เรียยังไงล่ะคราวนี้
    #5,081
    0
  13. #5080 นิยายไร้ที่สิ้นสุด (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2553 / 23:35
    มะมะมาแว้วววววววววววววว คามิว งานเข้าอีกแว้วววววววววววววว
    #5,080
    0
  14. #5079 jungraibank (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2553 / 22:26
    โอ้ อีก50% มาแล้ว *0* อยากอ่านต่ออีกจัง=w=
    #5,079
    0
  15. #5072 venusia (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2553 / 10:52
    (อ้าาาาาาาา โปเกมอนนนนนนน
    ชอบรุปที่ 2~
    ^^ เพิ่งแงะตัวเองจากกองการบ้านได้ค่ะ เพราะใกล้สอบแล้ว)

    โดนใส่ร้ายอ่ะ....จะทำไงต่อไป~
    #5,072
    0
  16. #5064 notg (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2553 / 16:16
    รออีก 50 เปอร์ =..=
    #5,064
    0
  17. #5063 loli (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2553 / 23:42
    งานเข้าเเล้วงัย!!

    #5,063
    0
  18. #5061 วาจาสิทธิ์ (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2553 / 14:56
    อัพครับๆ +50 = 100 %
    #5,061
    0
  19. #5058 inasba (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 / 17:45
    โดนใส่ร้ายเต็มๆเลย
    #5,058
    0
  20. #5057 มาร์คเมฆา (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 / 14:10

    มาแล้ว 50%
    รีบ100เร็วๆน่ะครับ
    ชอบมากเลยครับเรื่องนี้

    #5,057
    0
  21. #5056 axis (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 / 06:58
    อ้ายพวกก๊อปปี้  !!!

    มันน่าจะถูกทำลายให้หายๆไป

    ว่าแต่ลูกท่านแม่ทัพนีั้ใครหว่า..
    #5,056
    0
  22. #5055 _Ryuuko_ (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 / 18:45

    เฮ้อ!!....  งานเข้าอีกแล้วคามิว
    ร่างโคลนก่อเรื่องแล้ว!

    #5,055
    0
  23. #5054 เอกเองครับ (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 / 18:32
    นาร์อิมตายจริงหรือเปล่า รอลุ้นครับ แต่เข้าใจผิดไปเต็มๆแล้วสินั่น คามิวน่าจะบอกเรื่องร่างโคลนกับคนอื่นได้แล้วน้อ
    #5,054
    0
  24. #5053 shadowdark (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 / 15:43
    อิวุยนี่ดีจริงอยากได้ธาตุไรรีเควสได้เลยแฮะว่าแต่จะสร้างน้ำกับน้ำแข็งมาให้ซ้ากันทำไมเนี่ย
    #5,053
    0
  25. #5052 darkrik (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 / 15:22
    บ่จ๊ายคามิวน้าาาาาาาาาาาาา
    อย่าเอาที่รักของเค้าไปเทียบกับคนพรรณนั้นน้า
    #5,052
    0