วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 96 : (แก้คำผิด)ครอบงำ(130%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,591
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 81 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

จบตอนแล้ว  ยาวจังเลยอ่ะ(เหมือนจะมีต่อไปตอนหน้าอีกนิดแฮะ) ให้เดากันเล่นๆค่ะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับไกเซอร์ บางคนคงพอจะรู้แล้วสินะ  หุหุ   คงหายหน้าไปอีกหลายวันเพราะเข้าโหมดปั่นงานต่อละค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามอ่าน  พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ (คาดว่าคงไม่ช้ากว่าเดิมหรอกค่ะ แหะๆ)

ยังไม่ได้ตรวจเช็คคำผิดและอื่นๆ  อาจจะมีการแก้ไขอีกหลายครั้งนะคะ ต้องขอโทษล่วงหน้าเลยค่ะ
**+++*+++**+++**+++

.

"ใจเย็นๆค่ะท่านเอเดรียน คามิวไม่เป็นอะไรหรอก แต่ที่ข้ากำลังเป็นห่วงก็คือ กลัวว่าหลานชายข้าจะเสียใจทีหลัง เพราะพลั้งมือฆ่าคนตาย หรือทำลายคฤหาสน์สวยๆของใครบางคนจนราบเป็นหน้ากลองมากกว่า"
คำพูดของมิคาเอลล่าทำให้ทุกคนต้องหันขวับมาจ้องมองด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย สามผู้อาวุโสนั้นบอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกเช่นไร เพราะแต่ละคนทำท่าเหมือนกับเพิ่งโดนผีหลอกมาสดๆร้อนๆ เมื่อได้เห็นความร้ายกาจที่คาดไม่ถึงของหนุ่มผมดำ ซึ่งพวกตนประเมินเอาไว้ว่าเป็นเพียงแค่เด็กกำพร้าด้อยค่าไม่ผิดกับชนชั้นต่ำ ทว่าพอมาเจอความจริงต่อหน้าเช่นนี้ ก็เหมือนกับโดนบังคับให้ต้องยอมรับความจริงไปโดยปริยาย
ส่วนมาร์ควิสลัสเตอร์ยังคงเชื่อมั่นว่าลูกชายตัวเองยังมีทางชนะ การ์เดี้ยนซึ่งถูกเรียกออกมาดูน่าสะพรึงกลัวในความคิดของคนที่เกิดในยุคแห่งหายนะครั้งก่อน แม้จะเทียบกับผู้พิทักษ์ที่เคยมอบความพินาศให้มวลมนุษย์ ทว่าชื่อของมันก็ยังคงมีความหมายไปในทางลบอยู่ดี และเมื่อมันเป็นข้ารับใช้ในอาณัติของลูกชายก็เท่ากับว่า ...บัดนี้ อำนาจอันยิ่งใหญ่ได้มาอยู่ในมือของฝ่ายตนแล้ว...
แม้ทุกคนจะรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงกับผู้พิทักษ์ในชุดเกราะของอลิสแตร์ แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกทึ่งหรือแปลกใจอะไรกับสิ่งที่กำลังไล่ล่าหนุ่มผมดำง่วนอยู่ในสนามประลอง เมอร์เคนผู้เคยพบเห็นอำนาจของการ์เดี้ยนระดับมาสเตอร์และแกรนมาสเตอร์มาแล้วทั้งสามตนได้แต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนคิดไม่ตก เพราะขณะนี้รุ่นพี่ผมขาวกำลังกลุ้มใจเรื่องอื่นอยู่นั่นเอง
“จะหยุดคามิวยังไงดี ลาร์คก็ไม่อยู่ซะด้วยสิ” จากประสบการณ์ที่เจอตอนไปพรีมิวเลีย หากเจ้าหนุ่มคนนี้เมาอาละวาดเมื่อใดผลที่ได้มักจะออกมาเละเกินความคาดหมาย หลักฐานที่ตอกย้ำให้แน่ใจมากยิ่งขึ้นก็เห็นๆกันอยู่ตรงหน้า ขนาดกำลังโดนการ์เดี้ยนตามติดออกขนาดนั้นแต่หนุ่มผมดำยังไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย “ถ้าเกิดสติแตกขนาดเอาดาบสั้นเล่มนั้นออกมาใช้ละก็ อย่าว่าแต่การ์เดี้ยนกระจอกตัวนั้นเลย งานนี้คงมีคนตายกันเป็นเบือแหงๆ”
“การ์เดี้ยนกระจอกงั้นรึ? หมายความว่ายังไงกัน” ดยุคเอเดรียนส่งเสียงร้องถามอย่างตกใจปนอึ้ง และมันก็ดังจนคนรอบข้างได้ยินกันถ้วนทั่ว จึงเป็นเหตุให้เมอร์เคนซึ่งพลั้งปากพูดออกมากลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนไปในทันที โดยเฉพาะมาร์ควิสลัสเตอร์ที่ได้ยินชัดถึงกับแสดงอาการไม่พอใจให้เห็นเป็นครั้งแรก
“นั่นเป็นการ์เดี้ยนผู้พิทักษ์วิหารโบราณเชียวนะ มันเป็นพวกเดียวกับที่เคยสร้างความพินาศให้กับอาณาจักรต่างๆเมื่อสามสิบปีก่อน เจ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่คงจะไม่เคยรู้เห็นความร้ายกาจของมันถึงได้กล้าพูดจาแสดงความโง่เขลาเช่นนี้”
เจ้ากรมการคลังตะคอกใส่พลางจิกกัดด้วยคำพูดแบบไม่ไว้หน้า สายตาตำหนิติเตียนและเหยียดหยามที่มองส่งมาร่ำๆจะทำให้ความอดทนของเมอร์เคนขาดผึงเสียให้ได้ ปากก็คันยิบๆอยากจะบอกออกไปเหลือเกินว่าเจ้าหนุ่มผมดำที่กำลังราวีกับสิ่งที่พวกผู้เฒ่าหวาดกลัวนั่นน่ะ กลายเป็นเจ้าของการ์เดี้ยนตัวร้ายเมื่อสามสิบปีก่อนไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องหักห้ามความอยากนั้นไว้เมื่อเห็นมิคาเอลล่ามองจ้องเป็นเชิงห้ามปราม
“ท่านลัสเตอร์อย่าเพิ่งโมโหไปเลยค่ะ” ท่านย่าคนสวยมีแววเครียดทว่ายังคงมีรอยยิ้ม เนื่องจากหลานชายสุดที่รักของเธอยังคงอยู่รอดปลอดภัยแม้จะโดนการ์เดี้ยนตามเล่นงานอยู่ไม่ห่าง “ที่เขาว่ากระจอกก็อาจจะจริงนะคะ เพราะข้าเห็นมันไล่ล่าคามิวอยู่นานแล้วแต่ก็ยังทำอะไรหลานชายของข้าไม่ได้เสียที”
เป็นความจริงที่เหล่าผู้เฒ่าต่างเถียงไม่ออก นอกจากจะทำอะไรไม่ได้แล้วเจ้าหนุ่มผมดำไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดาบขนาดใหญ่ที่ฟาดฟันลงมาไม่เคยตกต้องผิวกายของคามิวแม้แต่นิดเดียว ยามใดที่การ์เดี้ยนชำรุดฟาดดาบเข้าใส่เกราะเวทสีทองซึ่งครอบคลุมไว้ทั่วร่างจะปรากฏออกมาสะท้อนดาบนั้นกลับคืนไปเสียทุกครั้ง และยังมีสองอสูรตัวจ้อยที่คอยพัวพันดึงความสนใจของการ์เดี้ยนตัวใหม่เพื่อสร้างโอกาสตอบโต้ แต่ตัวเจ้านายกลับไม่สนใจจะจัดการกับศัตรูแม้แต่น้อย
คามิวในยามนี้ดูราวกับเป็นคนแปลกหน้าไม่เหลือเค้าของเด็กหนุ่มผู้อ่อนโยนและแสนสุภาพ ดวงตาสีทองวาวโรจน์ดุจแสงเพลิงจับจ้องผู้ซึ่งกำลังท้าทายอำนาจแห่งตน ใบหน้าคมคายหวานเกินชายที่เหล่าสาวๆพากันติดอกติดใจฉายแววโหดเหี้ยม ร่างเพรียวโซเซเล็กน้อยแต่ก็ยังสามารถหลบหลีกดาบของการ์เดี้ยนที่ฟาดฟันลงมาได้อย่างฉิวเฉียด ดูเหมือนเป้าหมายในการไล่ล่าของหนุ่มผมดำคืออลิสแตร์ผู้ซึ่งกำลังใช้มนคร์สั่งการข้ารับใช้ไปต่อสู้แทน ดาบสีดำสุดประหลาดที่เมอร์เคนหวาดกลัวถูกเรียกออกมาถือไว้ในมือจนได้ และเมื่อได้จังหวะที่ผู้พิทักษ์ถูกกันให้ห่างออกไปดาบสั้นในมือก็พุ่งวาบเข้าใส่ทันที
“ระวัง!!” เมอร์เคนใจหายวาบนึกเป็นห่วงจนผวาลุกพรวดขึ้นยืนเพื่อให้มองเห็นถนัดตา ใจก็หวาดกลัวว่าดาบสีดำเล่มนั้นจะเสียบร่างหนุ่มรุ่นพี่ขี้โอ่ไปแล้วแต่ทว่าผิดคาด เพราะมีดเล่มนั้นกลับเสียบติดอยู่กับแผ่นโลหะซึ่งเป็นสลักควบคุมการ์เดี้ยนที่อยู่ในมือของอลิสแตร์แทน “อ้าว ไม่ได้เล็งเสียบคนนี่นา ตกลงว่าเมาหรือไม่เมากันแน่เนี่ย?”
จะด้วยความบังเอิญหรือเป็นโชคดีก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะแผ่นโลหะที่อยู่ในมือของอลิสแตร์กลายเป็นเป้าของมีดสั้นสีดำแทนตัวหนุ่มรุ่นพี่ขี้โอ่ แต่ดูท่าลูกชายเจ้ากรมการคลังจะตกใจอยู่ไม่น้อยเพราะไม่คิดว่ามีดสั้นเล่มเล็กๆจะสามารถเสียบทะลุโลหะแกร่งแบบนั้นได้ และก็ไม่รู้ว่าหนุ่มผมดำทำไปโดยไม่รู้ตัวหรือเพราะจงใจ เนื่องจากการทำลายสลักควบคุมเป็นการหยุดยั้งผู้พิทักษ์ที่กำลังไล่ล่าตนเองได้ชะงัดที่สุด
“ข้า คามิว ทีเอเนีย ขอสั่งเจ้า อีลิทการ์เดี้ยน จงมาอยู่ใต้อาณัติของข้าเดี๋ยวนี้”
จบเสียงประกาศความเป็นเจ้าของแผ่นโลหะสีเงินที่ถูกดาบสั้นเสียบติดอยู่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง มันหลอมเหลวและเกิดความร้อนจนอลิสแตร์แทบจะปล่อยมือไม่ทัน ดาบสั้นสีดำยังดูดกลืนโลหะสีเงินในสภาพของเหลวเข้าไปอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะตกถึงพื้นด้วยซ้ำ ฝ่ายการ์เดี้ยนชุดเกราะซึ่งหยุดชะงักไปก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว มันเริ่มซ่อมแซมร่างกายส่วนที่ชำรุดขาดหายด้วยโลหะเงิน ซึ่งได้มาจากช้อนส้อมและเครื่องถ้วยชามสุดหรูที่มีอยู่เหลือเฟือของมาร์ควิสลัสเตอร์ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงพรึงเพริดของเจ้าของคนเก่าและเหล่าผู้เฒ่าที่คาดไม่ถึงว่า ของดีที่เปรียบเสมือนไพ่ตายของฝ่ายตนจะโดนฉกชิงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้
“นี่มันอะไรกัน? ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้” อลิสแตร์เหมือนจะยังไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นอยู่ต่อหน้า ร่างผู้พิทักษ์ชุดเกราะสีเงินดูแตกต่างออกไปจากยามที่ได้พบครั้งแรก มันดูงดงามเงาวับราวกับเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาหยกๆ ชิ้นส่วนที่ขาดหายได้รับการเติมเต็มครบสมบูรณ์ยิ่งเพิ่มความน่าสะพรึงให้มากขึ้นเป็นเท่าตัว “มันเป็นของข้า ข้าไม่มีวันยอมให้เด็กอย่างเจ้าแย่งของๆข้าไปได้เด็ดขาด”
หนุ่มรุ่นพี่ผู้มีดีกรีเป็นลูกเจ้ากรมการคลังลืมตัวไม่กลัวตาย พุ่งพรวดเข้าไปคว้าดาบสั้นสีดำซึ่งดูดกลืนแผ่นโลหะที่ใช้บังคับควบคุมผู้พิทักษ์วิหาร โดยหวังว่าจะยึดอำนาจและสิทธิกลับมาเป็นของตนเองได้อีกครั้ง แต่พริบตาที่มือสัมผัสโดนด้ามดาบก็เหมือนกับจับถ่านที่กำลังลุกไหม้จนปล่อยมือแทบไม่ทัน อลิสแตร์สบัดมือเร่าๆด้วยความแสบร้อนและเจ็บปวดเนื่องจากบัดนี้มือข้างที่สัมผัสดาบสั้นสีดำเกิดแผลพุพองไม่ต่างกับโดนไฟลวก ครั้นเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับร่างเพรียวของหนุ่มผมดำมายืนจังก้าขวางอยู่โดยมีการ์เดี้ยนชุดเกราะคุมเชิงอยู่ด้านหลัง
“เด็กกำพร้าชั้นต่ำอย่างแกบังอาจคิดแย่งชิงของๆข้าไปงั้นเหรอ? จงตายซะเถอะเจ้าเด็กโอหัง”
ความโกรธที่โดนแย่งสมบัติอันแสนภาคภูมิใจ รวมทั้งความอับอายที่กลายเป็นฝ่ายด้อยกว่าเด็กกำพร้าที่ตนและบิดาเคยดูถูกนั้น มันมากมายจนทำให้อลิสแตร์หมดสิ้นซึ่งความยั้งคิด ดาบคู่มือถูกเรียกออกมากระชับมั่นและแทงเข้าใส่ร่างของฝ่ายตรงข้ามทันทีโดยไม่ทันที่จะมีใครร้องห้าม แต่ทว่าผิดคาดเพราะปลายดาบกลับหยุดชะงักก่อนถึงเป้าหมาย เกราะเวทคุ้มกายสีทองยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ปกป้องอันตรายจากคมอาวุธที่จะมาทำร้ายร่างกายของหนุ่มผมดำ
แต่การกระทำเช่นนั้นกลับเป็นการยั่วยุโทสะของคนที่กำลังเมาจนจำใครไม่ได้ให้ลุกโพลง ดวงตาสีทองตวัดขวับมาจ้องมองหน้าคนที่บังอาจปองร้ายหมายชีวิตตนด้วยความอาฆาตแค้น โดยที่ไม่มีใครได้คาดคิดอลิสแตร์ก็ถูกเด็กหนุ่มร่างเพรียวที่ดูเล็กกว่าเตะเปรี้ยงจนกระเด็นไปนอนจุกแอ่ก ดูท่าคามิวจะโกรธจัดจนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเสียแล้ว เพราะบัดนี้ดาบสั้นสีดำกลับเข้าไปอยู่ในมือเจ้าของ และเตรียมพร้อมที่จะปลิดชีวิตผู้ประกาศตนเป็นศัตรูให้ดับดิ้นลงไป
“ข้า คามิว ทีเอเนียขอบัญชา เหล่าคอปเปอร์การ์เดี้ยนทั้งหลาย จงออกมามอบความพินาศให้แก่ศัตรูของข้าเดี๋ยวนี้”
ทันทีที่หนุ่มผมดำตะโกนสั่งบนพื้นดินรอบด้านพลันบังเกิดวงเวท ซึ่งเต็มไปด้วยอักขระโบราณสีแดงเข้มจำนวนหลายสิบวง อึดใจต่อมาก็มีอะไรบางอย่างคล้ายชิ้นส่วนโลหะโผล่ขึ้นมาจากใจกลางซึ่งคล้ายหลุมมิติสีดำมืด จากนั้นชิ้นส่วนต่างๆเริ่มประกอบเข้าด้วยกันเป็นการ์เดี้ยนรูปร่างประหลาดอีกมากมายหลายตัว ทั้งหมดติดอาวุธและตั้งแถวราวกับเป็นกองทัพขนาดย่อม ภาพเหล่านี้เมอร์เคนจำได้ไม่มีวันลืมเลือน เพราะมันคือเจ้าสมุนการ์เดี้ยนตัวเขื่องที่เคยร่วมถล่มพระราชวังพรีมิวเลียจนราบคาบ และกลับกลายไปเป็นกรรมกรเก็บกวาดซากปรักหักพังทั้งหลายในภายหลังนั่นเอง
สิ่งที่คามิวเรียกว่าคอปเปอร์การ์เดี้ยนก็คือเหล่าผู้พิทักษ์วิหารในลำดับท้ายสุด ซึ่งบังเอิญได้มาพร้อมกับอาเรสและไรออทตอนที่ไปบุกพระราชวังพรีมิวเลีย พวกมันเป็นสมบัติล้ำค่าของราชาไกอุสซึ่งถูกเก็บรักษาเอาไว้ในวิหารหลวงโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร แต่จะว่าไปการ์เดี้ยนระดับคอปเปอร์นี้มีความสามารถไม่มากมายนัก ถ้ามีแค่ตัวเดียวก็ไม่ยากที่มนุษย์จะเอาชนะ ทว่าหากอยู่รวมกันนับสิบละก็มันจะกลายเป็นตัวร้ายที่ยากจะต่อกรเช่นกัน
และเมื่อมันได้รับคำสั่งทำลายล้างจากเจ้านายแถมไม่เจาะจงว่าใครคือศัตรู การ์เดี้ยนทั้งฝูงจึงหันอาวุธเข้าหาเหล่าผู้ชมที่กำลังตกตะลึงตาค้างเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ บางคนเริ่มสำเหนียกถึงอันตรายเกินระดับของการดวลเพื่อเชื่อมไมตรีและตั้งท่าจะหนีแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะความหวาดกลัวเข้าครอบงำจนแข้งขาสั่นไร้เรี่ยวแรงจะวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด เสียงกรีดร้องโวยวายเริ่มดังขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อสมุนการ์เดี้ยนเหล่านั้นเริ่มเดินเข้าใส่
“ท ท่านมิคาเอลล่า เจ้าพวกนั้นมันมาได้ยังไงกัน?” ผู้เฒ่าบาเร็ตผู้เคยมีประสบการณ์การรบในสงครามการ์เดี้ยนมาก่อนยังคงจำได้ดีถึงความเหี้ยมโหดและร้ายกาจของสมุนการ์เดี้ยน พวกมันเปรียบได้กับกองกำลังสนับสนุนที่คอยหนุนเนื่องเข้าใส่ แม้จะทำลายจนแหลกสลายก็ยังสามารถประกอบร่างของตนขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น “หลานของท่านไปเอาเจ้าพวกนั้นมาจากไหน? ไม่ใช่สิ… รีบสั่งให้เขาหยุดก่อนทุกอย่างจะสายเกินไปเถอะ”
บรรดาผู้สมรู้ร่วมคิดก่อการหักหน้าและหาทางกำจัดตัวเก็งว่าที่ราชบุตรเขยแต่ละคนอยู่ในอาการไม่ต่างกันนัก ใบหน้าและแววตาที่เคยหยิ่งผยองหม่นหมองลงกลายเป็นซีดเซียว ตาเบิกโพลงแทบถลนด้วยความหวาดหวั่นเหงื่อกาฬไหลหลั่งโทรมกาย ลมหายใจติดขัดคล้ายคนเป็นโรคหัวใจมือไม้สั่นราวกับคนเป็นโรคสันนิบาตไม่มีผิด ...ยกเว้นมาร์ควิสลัสเตอร์เพียงคนเดียวที่แม้จะตกใจจนพูดไม่ออก แต่ก็ยังคงรักษาท่าทีของตนไว้ได้อย่างน่าชื่นชม...
แววตาของเจ้ากรมการคลังยังคงมีประกายของความโลภไม่เปลี่ยนแปลง และดูจะพอใจยิ่งขึ้นเมื่อได้เห็นความสามารถอันมากมายเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ สมองที่คอยคิดแต่เรื่องผลประโยชน์เริ่มทำการวาดแผนการใหม่เพื่อสนองต่อกิเลสส่วนตน แม้ตอนแรกจะหวังเพียงแค่ให้ลูกชายได้ขึ้นครองบัลลังก์ทองของโรแลนเซีย และยึดเจ้าหนุ่มผมดำซึ่งเป็นทายาทสองตระกูลใหญ่เอาไว้เสียเองเพื่อรวบอำนาจ ...แต่มาบัดนี้คงต้องเปลี่ยนแผนใหม่เป็นการขึ้นครองปฐพีแทนเสียแล้ว...
.
"ท… ท่านพ่อ! ช่วยข้าด้วย ท่านพ่อ!!"
เสียงร่ำร้องน่าสมเพชของอลิสแตร์เริ่มดังขึ้นเมื่อลนลานหนีไปจนมุมอยู่ในวงล้อมของสมุนการ์เดี้ยน ยังโชคดีอยู่บ้างที่พวกมันเชื่องช้าเพราะพวกมันคล้ายตุ๊กตากล ผิดกับพวกที่ระดับสูงกว่าที่ใกล้เคียงความเป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นกว่าที่พวกมันจะออกดาบหรือฟาดอาวุธสักครั้งจะหยุดชะงักไปหลายวินาที จึงพอมีเวลาให้หนุ่มขี้โอ่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดไปได้แบบหวุดหวิด
“แย่ละสิ ถ้าอลิสแตร์ใช้เวทโจมตีพวกมันละก็ มันจะโต้กลับด้วยเวทที่ร้ายแรงกว่า” ตาเฒ่าแกรนท์เริ่มผวา ความน่าพรั่นพรึงเมื่อครั้งอดีตยังคงติดตรึงในความทรงจำ ทำให้รู้ว่าเวทของการ์เดี้ยนไม่ใช่ของที่มนุษย์จะล้อเล่นด้วยได้ “รีบหาทางช่วยอลิสแตร์ และหยุดเด็กคนนั้นเอาไว้เร็วๆเข้าเถอะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
“งั้นข้าจะรับผิดชอบรีบหาทางหยุดคามิวเองครับ” เมอร์เคนเสนอตัวเสี่ยงชีวิตไปหยุดยั้งคนที่ตนคิดว่ากำลังเมาจนขาดสติ แม้จะรู้ว่าอาจมีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็คงจะดีกว่าปล่อยให้รุ่นน้องคนโปรดต้องมาจิตตกซึมเศร้าหลังรู้ตัวว่าพลั้งมือทำร้ายคนอื่น “ข้าคงต้องขอร้องพวกท่านให้ช่วยกันดึงความสนใจของสมุนการ์เดี้ยนพวกนั้นเอาไว้ แต่ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปทำอะไรพวกมันนะครับ จากนั้นข้าจะหาทางเข้าไปให้ถึงตัวคามิวแล้วจัดการหยุดเขาเอง”
หนุ่มผมขาวพยายามหาตัวช่วยลดความเสี่ยง ด้วยการขอความร่วมมือจากเหล่าอัศวินที่ตนประลองด้วย ซึ่งก็ได้รับการตอบตกลงจากหลายๆคนเป็นการเพิ่มกำลังใจได้อีกระดับหนึ่ง เมื่อตกลงกันได้แล้วทั้งหมดก็ก้าวออกจากข่ายอาคมคุ้มกัน และกระจายกำลังกันเพื่อต้านทานเหล่าคอปเปอร์การ์เดี้ยน ปล่อยให้เมอร์เคนวิ่งเข้าไปหารุ่นน้องผมดำคนโปรด ที่กำลังยืนเฉยมองเหล่าการ์เดี้ยนสร้างความหายนะให้สภาพรอบด้าน
“คามิว! หยุดได้แล้ว! พอแค่นี้เถอะ” หนุ่มผมขาวพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบเป็นอันดับแรก ในใจก็ภาวนาว่าอย่าให้ถึงกับต้องลงไม้ลงมือทำร้ายเพื่อหยุดยั้งการกระทำที่ขาดสติของรุ่นน้อง “ไปพักผ่อนกันดีกว่า สั่งให้พวกการ์เดี้ยนหยุดอาละวาดซะ ที่นี่ไม่มีใครเป็นศัตรูของนายเลยนะ”
หนุ่มผมดำผินหน้ากลับมามองคนที่ร้องเรียกตน ดวงตาสีทองของคามิวปรือลงร่างเพรียวยืนโงนเงนคล้ายคนกำลังง่วงหนักใกล้จะหลับมิหลับแหล่ ท่าทางที่สงบลงทำให้เมอร์เคนเริ่มใจชื้นขึ้นบ้างเพราะกิริยาอาการแบบนี้บ่งบอกว่า คนเมาได้อาละวาดจนพอใจเพลิงพิโรธและสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่จึงใกล้จะมอดดับแล้ว เมื่อดาบสั้นสีดำที่กำลังเปล่งแสงเรืองรองร่วงหลุดหล่นลงสู่พื้นดินแห้งผากเพราะเพลิงเผาผลาญ การ์เดี้ยนที่กำลังอาละวาดก็พลันหยุดชะงักนิ่งงันราวกับรูปปั้นไร้ชีวิต ในพริบตาต่อมาร่างเพรียวก็ทรุดล้มลงสู่วงแขนของเมอร์เคนที่เตรียมพร้อมรอรับอยู่นานแล้ว
“เฮ้อ หลับไปแล้วใช่ไหม? ค่อยยังชั่วหน่อยที่เจ้าบ้านั่นมันไม่ออกมาร่วมด้วยช่วยอาละวาดน่ะ” สาวน้อยตัวจิ๋วถอนหายใจโล่งอก สภาพของฟาร์ฟาร์ดูเหนื่อยล้าเพราะโดนคามิวที่กำลังโมโหดึงพลังไปใช้แบบไม่มียั้งเลยบินแทบไม่ไหว ต้องอาศัยนั่งมาบนหลังของอาเรสโดยมีไรออทที่พ่นไฟจนหมดแรงหลบมาพักอยู่ด้วย “เมอร์เคน!! โทษฐานที่ทำให้เด็กของข้าเมาอาละวาดจนข้าตั้งตัวแทบไม่ทันเนี่ยเอาไว้ชำระความกันทีหลัง เตรียมใจไว้ก็แล้วกัน”
“ท่านฟาร์ฟาร์มาโทษข้าก็ไม่ถูกนะครับ เพราะถ้าไม่ให้คามิวจิบไวน์ เขาจะทรมานกับอาการเจ็บคอจนอาจจะทำให้พูดไม่ได้อีกนานเลยนะ” เจ้าหนุ่มผมขาวพยายามหาข้ออ้างมาลดหย่อนโทษให้ตัวเอง “ใครจะไปรู้ล่ะว่าน้ำชาที่ชงดื่มกันเป็นชาสมุนไพรแก้เมา แถมมันก็แรงมากจนสามารถทำอันตรายให้คนที่ไม่ดื่มของมึนเมาอย่างคามิวได้ ที่สำคัญข้าไม่ใช่เจ้าของชาชั้นเลิศนั่นซะด้วยสิ”
ทุกคนในที่แห่งนั้นต่างได้ยินคำแก้ตัวของเมอร์เคนโดยทั่วกัน ดังนั้นเป้าสายตาคนต่อไปจะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากมาร์ควิสลัสเตอร์ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ คนที่กำลังตะลึงมองเหล่าการ์เดี้ยนในอาณัติของหนุ่มผมดำที่มีมากมายหลายตัว ในความคิดอันคับแคบของเจ้ากรมการคลัง สิ่งเหล่านี้แสดงถึงพลังอำนาจที่เหนือกว่าอลิสแตร์ลูกชายคนเก่งของตนหลายสิบหลายร้อยเท่า และยังวาดฝันไปไกลถึงขนาดต้องการเป็นเจ้าของอำนาจเหล่านี้เสียเองจนลืมที่จะเก็บอาการ
“ฮึ่ม… มันบังอาจชิงสมบัติของข้าไป! คนอย่างข้าไม่วันยอมแพ้ คราวนี้ข้าจะยึดของๆเจ้ามาบ้างละ!”
คนหัวสูงรักสบายและชอบโอ้อวดตัวเองอย่างอลิสแตร์รู้สึกเสียหน้าอย่างแรง แถมตัวเองคุยไว้เสียเยอะแต่เอาเข้าจริงก็พ่ายแพ้หมดท่า แววตาของผู้ชมแสดงออกชัดเจนถึงความสมเพธเวทนาและสมน้ำหน้า เพิ่มดีกรีความเคียดแค้นจนแทบคลั่งตายเสียให้ได้ เพราะคนที่เกิดมาในตระกูลผู้ดีชั้นสูงที่เอาแต่ดูถูกคนอื่นมาตั้งแต่เกิดอย่างเขา ไม่เคยพบกับความอับอายขายหน้าเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ... บัดนี้ความโกรธเกลียดแปรเปลี่ยนเป็นความอาฆาตแค้นที่รุนแรงยิ่งขึ้นจนถึงขนาดทำใจอยู่ร่วมโลกเดียวกันต่อไปไม่ได้...
ลูกเจ้ากรมการคลังผู้ยึดติดกับศักดิ์ศรียิ่งชีพรีบพุ่งตัวเข้าใส่ดาบสั้นสีดำอีกครั้ง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นรวดเร็วและไม่มีใครทันได้ร้องห้ามปราม และคงไม่มีใครนึกว่านั่นจะเป็นการจุดชนวนความยุ่งยากให้เกิดขึ้นอีกเป็นคำรบสอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนจะสงบและจบสิ้นลงแล้วทุกคนจึงอยู่ในสภาวะผ่อนคลายเลยไม่ทันได้ระวัง โดยเฉพาะท่านเจ้ากรมการคลังที่มัวแต่ชื่นชมเหล่าการ์เดี้ยนจนลืมลูกชายของตนไปเสียสนิท
เพราะยังเข็ดกับความร้อนที่สร้างบาดแผลให้กับตน อลิสแตร์จึงเลือกที่จะเรียกคทาและร่ายมนตร์รัวเร็วเสกเถาวัลย์ให้งอกยาวเข้ารวบดาบสั้นสีดำเอาไว้แทน แต่ผิดคาดที่ดาบเล่มนั้นไม่ได้แสดงปาฎิหาริย์แผดเผากิ่งไม้ให้มอดไหม้ หนุ่มรุ่นพี่ขี้โอ่แสยะยิ้มย่ามใจพลางกวัดแกว่งคทาของตนเพื่อบงการเหล่าเถาไม้ ให้พุ่งเข้าใส่ร่างเพรียวของคนที่อาฆาตแค้น
เถาวัลย์ที่เติบโตด้วยเวทขยับเคลื่อนไหวราวกับเส้นหนวดของปลาหมึก มันว่องไวมากจนเมอร์เคนไม่ทันได้ระวังหนุ่มผมดำที่หลับสนิทในอ้อมแขนจึงโดนฉกตัวไปจนได้ ร่างของคนที่กำลังหลับถูกลากครูดไปกับพื้นแข็งๆกระแทกกับกิ่งไม้หรือก้อนหินอย่างไร้ความปราณี แม้จะได้แผลถลอกจนเลือดออกแต่ดูเหมือนหนุ่มผมดำจะไม่รู้สึกตัวยิ่งทำให้อลิสแตร์สะใจมากขึ้น ทว่าเหล่าผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันบังเกิดความรู้สึกไม่พอใจ ไม่เว้นแม้แต่มาร์ควิสลัสเตอร์ผู้เป็นบิดา
“ท่านลัสเตอร์ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน!? นี่เป็นการประลองเพื่อกระชับมิตรไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมลูกชายท่านถึงทำร้ายหลานชายของข้าเช่นนี้?” มิคาเอลล่าใจหายวาบเป็นห่วงคามิวจนแทบเป็นลม เอเดรียนจึงต้องรีบเข้าไปประคองร่างท่านหญิงผมดำที่ดูอ่อนแอลงอย่างน่าแปลกใจ “อย่าทำอะไรหลานชายของข้าเลย คืนเขามาให้ข้าเถอะค่ะ”
“อลิสแตร์!! หบุดการกระทำของเจ้าเดี๋ยวนี้นะ!” ในที่สุดผู้เป็นพ่อก็ทำนิ่งเฉยทนดูลูกชายสร้างความอับอายให้กับวงศ์ตระกูลต่อไปไม่ไหว ต้องออกหน้ามาร้องห้ามด้วยตัวเอง “ไหนๆก็รู้ผลแพ้ชนะกันแล้ว เลิกแล้วต่อกันเพียงแค่นี้เถอะ”
“รู้ผลแพ้ชนะงั้นเหรอท่านพ่อ!? ข้ายังไม่ได้แพ้มันสักหน่อย” ดูท่าทางอลิสแตร์คงจะไม่สนใจจะฟังเสียงห้ามปรามด้วยควมหวังดีของบิดาเสียแล้ว เพราะความแค้นในใจมันคับอกจนแทบจะระเบิด หากไม่ได้ปลดปล่อยคงจะทนไม่ได้เป็นแน่ “เดี๋ยวข้าจะเอาของๆข้าคืน แล้วก็ยึดการ์เดี้ยนของมันมาให้หมดเลย ท่านพ่อเคยถามสินะว่าข้าได้การ์เดี้ยนมายังไง ข้าจะยอมบอกให้ท่านรู้ไว้ก็ได้ว่า แค่ฆ่าคนที่เป็นเจ้าของคนเก่าแล้วยึดสลักควบคุมมาเป็นของตัวเองซะ เท่านั้นก็เรียบร้อยแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”
“เจ้าพูดอะไรออกมาน่ะ? พ่อบอกให้หยุด ก็จงหยุดเดี๋ยวนี้!!” ลัสเตอร์ตกใจจนหน้าซีดเมื่อได้รู้ความลับของลูกชาย ที่จริงก็เคยนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมจึงมีแต่อลิสแตร์รอดชีวิตมาเพียงคนเดียวในการสำรวจครั้งที่เจอสมบัติประจำวิหาร “การ์เดี้ยนอะไรนั่นน่ะไม่ต้องไปสนใจมันก็ได้ การประลองจบแล้ว พอแค่นี้เถอะ”
“ท่านพ่อ! ถ้าข้าได้การ์เดี้ยนพวกนี้มาทั้งหมดละก็ ฝันที่จะได้ครองบัลลังก์ทองของท่านพ่อจะเป็นจริง ไม่จำเป็นจะต้องเกรงใจใครอีกต่อไปแล้ว ข้าจะสั่งให้พวกมันฆ่าคนที่ต่อต้านและยึดโรแลนเซียมาให้ท่านเอง ส่วนเจ้าหญิงอาเรียกับอาณาจักรที่เหลือนั้น ข้าขอก็แล้วกันนะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
อาจจะเป็นเพราะความย่ามใจที่เห็นว่าอำนาจอันยิ่งใหญ่กำลังจะมาอยู่ในกำมือของตน อลิสแตร์จึงพูดโพล่งแผนการที่ตนและบิดาคิดไว้ออกไปอย่างไม่มีความกลัวเกรงอาญาแผ่นดิน เหล่าผู้เฒ่าที่เคยสาบานเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์พากันตกใจและเริ่มเข้าใจแล้วว่าพวกตนกำลังถูกหลอกใช้ เพื่อเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จของเจ้ากรมการคลังตัวต้นคิด ...ซึ่งเกือบต้องสังเวยด้วยชีวิตของลูกหลานคนสำคัญของตนเองด้วยซ้ำไป...
“ท่านลัสเตอร์! สิ่งที่อลิสแตร์พูดมาเป็นความจริงงั้นรึ? นี่ท่านคิดจะก่อกบฎยึดบัลลังก์จริงๆรึ?” บาเร็ตร้องถามเสียงดังใบหน้าและแววตาบ่งบอกถึงความเครียดจัด ทั้งผิดหวังรวมทั้งเจ็บใจที่ถูกคนซึ่งตนไว้ใจหักหลังอย่างเจ็บแสบ แม้แต่หลานรักของตนก็ยังต้องสังเวยค่าโง่จนถึงกับหมดอนาคต “ท่านวางแผนหลอกใช้พวกเราตั้งแต่แรกสินะ ท่านทำแบบนี้ได้ยังไงกัน?”
“พวกเจ้าโง่เองนะจะมาโทษข้าได้ยังไงกันล่ะ” เมื่อแผนแตกมาร์ควิสลัสเตอร์จึงส่งสัญญาณให้กองกำลังลับของตนถืออาวุธและกระจายกำลังกันออกคุมเชิงเพื่อไม่ให้ใครกล้าขัดขืน พร้อมทั้งเดินออกไปสมทบกับลูกชายคนเก่ง “แต่จะว่าไปคนที่เป็นต้นคิดเรื่องนี้คือเจ้าไม่ใช่เหรอ บาเร็ต!? ข้ายังจำได้นะว่าเจ้าเป็นคนเสนอให้กำจัดเจ้าเด็กคนนั้น พวกเจ้าน่าจะดีใจมากกว่าจริงไหม?” เพราะมั่นใจว่าลูกชายตนจะได้ครอบครองอำนาจอันยิ่งใหญ่ ความสุภาพและความเกรงใจจึงหมดไป รวมทั้งไม่จำเป็นต้องปิดบังความทะเยอทะยานของตนอีกต่อไปแล้ว
“ข้าหลงนึกว่าท่านวางแผนนี้ขึ้นมา เพราะความจงรักภักดีและเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง” บาเร็ตกัดฟันจนกรามแทบแหลกเจ็บใจตนเองที่หลงเชื่อคำคนโกง “ไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็นคนเลวถึงขนาดนี้”
“ท่านพ่อ อย่าไปสนใจพวกตาแก่งี่เง่าหัวเก่าพวกนั้นเลยครับ รอให้ข้าได้พลังอำนาจมาก่อนเถอะ ขี้คร้านไอ้พวกที่บอกว่าจงรักภักดีแต่ปากพวกนี้จะรีบวิ่งรี่มาสวามิภักดิ์กับท่านจนรับแทบไม่ทัน” อลิสแตร์พ่นคำพูดดูถูกเหยียดหยามออกมาแบบไม่ได้เจาะจง ทว่าแจกจ่ายให้กับเหล่าขุนนางและคุณหญิงคุณนายโดยทั่วกัน “พวกเจ้าคอยดูให้ดีๆนะ นี่คือวินาทีที่แผ่นดินนี้จะเปลี่ยนผู้ครอบครองไงล่ะ”
“อย่าหวังว่าจะทำอะไรคามิวได้ ข้าไม่มีวันยอมเด็ดขาด!” เมอร์เคนพยายามหาจังหวะเข้าช่วยเหลือแต่ก็โดนเถาวัลย์ขัดขวาง พวกมันทั้งแข็งทั้งเหนียวจนดาบธรรมดาแทบจะฟันไม่เข้า แต่ดาบพิเศษจากพรีมิวเลียของหนุ่มผมขาวช่างมีความคมสมกับเป็นของหายาก เพราะฟาดฟันลงไปครั้งใดเถาไม้ก็จะขาดกระจุยไม่เหลือซาก ทว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เมอร์เคนคืบหน้าไปได้ช้าก็คือจำนวนที่มากมายไม่มีหมดต่างหาก “อยากได้อำนาจหรือการ์เดี้ยนตัวไหนก็เอาไปเถอะ แต่อย่าทำอะไรเด็กคนนั้นนะ”
“เสียใจด้วยที่คงทำอย่างที่ขอไม่ได้ เพราะสิ่งที่ข้าต้องการที่สุดคือ การฆ่าเจ้าเด็กโอหังคนนี้ให้ตายคามือ” อลิสแตร์เผยความเหี้ยมโหดออกมาทางแววตาที่จ้องมองหนุ่มน้อยผู้ถูกเถาวัลย์มัดตรึงร่างไว้กลางอากาศ รอยยิ้มดุจฆาตกรทำให้ใบหน้าที่เคยดูดีเปลี่ยนไปคล้ายคนวิกลจริต เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งดังเสียดโสตประสาทของทุกคนในที่แห่งนั้น รวมทั้งเสียงร่ายเวทครั้งสุดท้ายยังเร่งเร้าให้หัวใจคนที่กำลังห่วงยิ่งร้อนรนเป็นทวีคูณ
วูบบบ…!! ฉึกกก…!! กรี๊ดดด….!!
เสียงกรีดร้องดังลั่นด้วยความหวาดเสียวสยดสยองกับการฆ่าอันแสนโหดร้ายซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา สาวๆหลายคนถึงกับทนความบีบคั้นจิตใจไม่ไหวจนถึงกับเป็นลมล้มพับไป เพราะบัดนี้มีดสั้นสีดำได้กลับคืนไปหาเจ้าของเดิมของมันแล้ว ทว่าไม่ได้กลับเข้าฝักแต่มันเสียบติดอยู่ตรงตำแหน่งหัวใจของหนุ่มน้อย ท่านย่าผมดำที่ว่าแกร่งยังต้องเสียน้ำตาไม่กล้ามองภาพวาระสุดท้ายของหลานชายสุดที่รัก ดยุคเอเดรียนเองก็แค้นจนแทบคลั่ง หากแต่ทำอะไรมากเกินกว่าการกอดปลอบใจมิคาเอลล่าที่กำลังร้องไห้ไม่ได้ เนื่องจากมีดาบจ่อคอหอยของตนอยู่
เมื่ออลิสแตร์แน่ใจว่าเหยื่อตายสนิทก็ร่ายเวทสลายเถาไม้ ปล่อยให้ร่างของคามิวหล่นโครมลงบนพื้นดินแข็งกระด้าง เมอร์เคนที่ลุยเข้าไปช่วยเหลือไม่ทันถึงกับหมดแรงทรุดตัวลงนั่งแปะ หยาดน้ำตาแห่งความเสียใจเริ่มเอ่อล้นเมื่อต้องเผชิญกับภาพรุ่นน้องคนโปรดถูกทำร้ายเจียนตาย ความเสียใจที่มากมายแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น หนุ่มผมขาวตะโกนก้องพร้อมกับวิ่งเข้าใส่หมายจะแก้แค้นให้คามิว ...แต่กลับถูกกองกำลังส่วนตัวของลัสเตอร์ขัดขวางและรุมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส...
“เท่านี้การ์เดี้ยนทั้งหมดก็กลายเป็นสมบัติของข้าแล้วละท่านพ่อ” อลิสแตร์เอาเท้าเหยียบใบหน้าของเด็กหนุ่มที่โดนมีดเสียบอกจนมิดด้าม พร้อมทั้งแสยะยิ้มด้วยความสะใจ “เชอะ ไอ้เด็กชั้นต่ำ บังอาจมาหาเรื่องกับคนอย่างข้าดีนัก ตายไปซะได้ก็ดีจะได้ไม่มีหอกข้างแคร่ให้รำคาญ”
“อลิสแตร์! เจ้ารีบสั่งให้การ์เดี้ยนจัดการกับคนที่คิดต่อต้านพวกเราให้หมดเถอะ” ลัสเตอร์เห็นว่าลูกสาวและภรรยาของตนถูกกันออกไปเรียบร้อยแล้ว จึงร้องบอกให้ลูกชายรีบหาทางปิดปากคนที่ได้รู้เห็นความชั่วของพวกตนเสีย “ฆ่าพวกมันให้หมดเลยยิ่งดี”
“ได้สิท่านพ่อ” หนุ่มบ้าอำนาจก้าวมายืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าด้วยความมั่นใจ เพราะเคยใช้วิธีชั่วช้านี้ยึดเอาสมบัติประจำวิหารมาได้หลายครั้งแล้ว “ข้า อลิสแตร์ ขอออกคำสั่ง เหล่าการ์เดี้ยนทั้งหลาย จงกำจัดศัตรูของข้าให้หมดเดี๋ยวนี้”
ครืนนน…!! ครืนนน…!! ครืนนน…!!
เสียงปฐพีเลื่อนลั่นดังกึกก้องพร้อมสั่นสะเทือนรุนแรงจนมนุษย์ตัวจ้อยแทบยืนทรงตัวไม่อยู่ อึดใจต่อมาก็บังเกิดรอยแยกเป็นแนวยาวดุนดันพื้นดินตรงหน้าคามิวราวกับมีอะไรบางอย่างต้องการผุดโผล่ขึ้นมา เหตุการณ์นี้สร้างความงุนงงให้กับสองพ่อลูกที่คิดก่อกบฎเป็นอันมาก เพราะว่าการ์เดี้ยนทุกตัวก็อยู่กันครบไม่น่าจะมีอะไรให้แปลกใจได้อีกแท้ๆ ทว่าอลิสแตร์ที่เคยสัมผัสอาวุธเวททรงพลังแห่งวิหารโบราณกลับระเบิดเสียงหัวเราะที่ดังยิ่งกว่าเดิมเมื่อเริ่มนึกออกว่า ...เด็กหนุ่มผมดำที่ตนชิงชังน่าจะยังมีสมบัติมหัศจรรย์เก็บซ่อนอยู่อีกเป็นแน่...
“ถูกต้องอย่างที่เจ้ากำลังคิดนั่นแหละ” เสียงทุ้มต่ำเจือกระแสคุกคามดังแว่วมา พร้อมๆกับร่างสีน้ำเงินครามของมังกรสวมเกราะ ซึ่งผุดโผล่พ้นดินโชว์ความน่าสะพรึงกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้นให้กับทุกคนในที่แห่งนั้น “ข้าคงต้องขอบใจเจ้าสินะ ที่ทำให้ข้าได้โอกาสออกมาสู่โลกภายนอก เห็นจะต้องตอบแทนกันให้สาสมเสียหน่อยละ”
“แย่แล้ว เจ้าตัวยุ่งมันโผล่ออกมาจนได้สิ” ฟาร์ฟาร์มีสีหน้ายุ่งยากใจกับการที่การ์เดี้ยนระดับแกรนมาสเตอร์ตัวร้ายโผล่มา มากกว่าที่จะเป็นห่วงนายน้อยที่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีเช่นไร สาวน้อยตัวจิ๋วหันไปร้องสั่งกลุ่มของมิคาเอลล่าอย่างร้อนรนก่อนจะโผบินไปหาหนุ่มผมขาวที่บาดเจ็บจนหนีไปไหนไม่ได้ “พวกเจ้าทั้งสามคนเตรียมตัวให้พร้อมนะ พอได้จังหวะก็ให้รีบหนีไปให้ไกลที่สุดล่ะ เดี๋ยวข้าจะไปคอยดูแลเจ้าหัวขาวให้เอง”
“น... นี่มันการ์เดี้ยนรูปแบบเดียวกับเมื่อสามสิบปีก่อน” ลัสเตอร์พึมพำแผ่วเบาราวกับคนละเมอทั้งๆที่ตาเบิกโพลงแทบถลน ไม่ได้สนใจว่าใครจะหนีหรือใครจะสู้ เพราะภาพของหายนะครั้งสงครามผุดวาบขึ้นมาในความทรงจำ ใจหนึ่งก็รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงอีกใจหนึ่งก็ลิงโลดด้วยความละโมภเมื่อนึกเข้าข้างตัวเองว่า การ์เดี้ยนตนนี้ตกเป็นทาสของลูกชายตนแล้ว “อลิสแตร์ ลูกรักของพ่อ ความฝันที่เราจะได้ครองปฐพีมันอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”
“อ้อ พวกเจ้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดไปไกลถึงขนาดนั้นจะดีกว่า เพราะนายของข้ายังคงเป็นเจ้าหนูคามิวคนเดิม” หนุ่มผมดำที่นอนฟุบอยู่กับพื้นค่อยๆลุกขึ้นยืนหยัด พร้อมเอื้อนเอ่ยคำพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจผิดไปจากเดิม “คนที่จะครองปฐพีได้นั้นคงไม่ใช่พวกเจ้าสองพ่อลูก แต่น่าเสียดายที่เจ้านายของข้าไม่เคยปรารถนาสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง”
ดวงตาสีทองของหนุ่มผมดำเปลี่ยนไปกลายเป็นเส้นขีดคล้ายนัยน์ตาของปีศาจร้าย ทั้งยังวาววับน่ากลัวมากกว่างดงาม ใบหน้าหวานคมคายที่กำลังยิ้มละไมนั้นจะว่าไปก็มีเสน่ห์น่ามอง ทว่าแววของความโหดเหี้ยมที่เจืออยู่กลับทำให้ดูน่าขนลุกอย่างประหลาด โดยเฉพาะสองพ่อลูกที่กลายเป็นเป้าสายตานั้นถึงกับตัวสั่นเทา ความหวาดกลัวผุดวาบขึ้นมาในก้นบึ้งของหัวใจเมื่อเห็นว่าดาบสีดำที่ปักตรึงอยู่ที่อกนั้นถูกดึงออกมาอย่างง่ายดาย และไม่มีอาการเจ็บปวดหรือบาดแผลให้เห็นแม้แต่น้อย ...เพราะดาบสั้นสุดอาถรรพ์เล่มนี้จะไม่มีวันทำร้ายเจ้าของที่มันได้ทำสัญญาด้วยนั่นเอง...
“ข้าไกเซอร์ ผู้สวมร่างคามิว ทีเอเนีย ขอออกคำสั่ง อาเรส ไรออท อีลีทและคอปเปอร์ทั้งหลาย จงกำจัดศัตรูร้ายของนายเราให้หมด” หนุ่มผมดำผู้ประกาศนามไกเซอร์ด้วยเสียงอันดังก้อง “ส่วนเจ้าคนโอหังสองคนนี้ ข้าจะจัดชุดพิเศษให้สาสมกับความเลวของมันเอง”
ทันทีที่สิ้นเสียงสั่งการ ร่างของอาเรสและไรออทที่เคยเป็นเพียงสัตว์อสูรตัวเล็กน่ารักก็พลันเปลี่ยนแปลงไป กลายร่างเป็นมังกรตัวเขื่องที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บและเกล็ดแข็งแหลมคม แม้ร่างจริงจะยังคงโดนผนึกเอาไว้ที่ราเชล แต่ทว่าเมื่อได้รับคำสั่งจึงสามารถปลดปล่อยพลังของพวกมันออกมาได้ ...และบัดนี้มันก็พร้อมที่จะตอบแทนคนที่บังอาจทำร้ายเจ้านายด้วยความทรมานที่เท่าเทียมกัน...
บรรดากองกำลังลับของลัสเตอร์ตกเป็นเป้าหมายอันดับแรกของเหล่าผู้พิทักษ์ ชีวิตของกบฎพากันร่วงหล่นราวกับใบไม้ถูกปลิดทิ้ง หากใครคิดหนีหรือต่อสู้ก็จะถูกสังหารอย่างไร้ความปราณี แต่ถ้าเป็นศัตรูซึ่งยอมแพ้และยอมทิ้งอาวุธอ้อนวอนขอชีวิตก็จะได้รับการยกเว้นทุกรายไป ซึ่งจุดนี้แหละที่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับไกเซอร์เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเป้าหมายของการระบายอารมณ์จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากสองพ่อลูกที่พยายามใช้เวทเข้าต่อต้านโดยไม่รู้ตัวว่าชะตาของตนใกล้ขาดอยู่รอมร่อแล้ว
“อลิสแตร์! ไหนว่าเจ้าสามารถยึดพวกมันมาได้ไงล่ะ? แล้วนี่มันอะไรกัน?” ลัสเตอร์เริ่มสติแตกเมื่อเห็นความตายใกล้เข้ามา ร่างมังกรสีน้ำเงินครามที่กำลังแผ่ไอเวทคุกคามจนหายใจแทบไม่ออกอยู่ในเวลานี้ มันน่าหวาดหวั่นจนแทบอยากเผ่นหนีไปให้ไกลถ้าทำได้ “รีบๆจัดการพวกมันสิ! มัวช้าอยู่ทำไมกันล่ะ!”
“ข้าก็ทำอยู่นี่ไง ท่านพ่อนั่นแหละเอาแต่สั่งอยู่ได้! หัดทำตัวให้เป็นประโยชน์ซะมั่งสิ” ลูกชายหันมาตะคอกใส่บุพการีที่เอาแต่บงการ นิสัยเอาแต่ได้ที่บ่มเพาะมาแต่อ้อนแต่ออกเริ่มสนองคุณจนผู้เป็นพ่อถึงกับสะอึก “ท่านพ่อก็แก่มากแล้ว ถ้ารักข้าจริงก็ไปล่อมันเอาไว้ ข้าจะได้หนีไงล่ะ”
อดีตเจ้ากรมการคลังรู้สึกโกรธแค้นจนอกแทบแตก เมื่อลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ตนฝากความหวังกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและอกตัญญู ความรักความเอาใจใส่ที่ทุ่มเทให้มาตลอดกลับถูกตอบแทนด้วยความเย็นชาจนหัวใจผู้เป็นบิดาแหลกสลาย ทั้งที่วาดฝันไว้ว่าจะให้ลูกชายสุดที่รักได้ขึ้นครองบัลลังก์ทองครองคู่กับเจ้าหญิงรัชทายาท ตนเองก็จะได้หน้าและมีอำนาจเหนือคู่แข่ง แต่มาบัดนี้ทุกอย่างที่วางแผนเอาไว้มันพังทลายลงจนไม่เหลือแม้เถ้าธุลี คฤหาสน์ที่เคยได้ชื่อว่างดงามกว่าพระราชวังกำลังโดนฝูงคอปเปอร์การ์เดี้ยนทำลายจนกลายเป็นแค่เศษอิฐไร้ค่า ทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลที่สะสมมาตลอดชีวิตกลับถูกเผาผลาญสลายหายวับไปไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ด้วยไฟกรดของไรออทที่เหมือนจะเก็บกดมานาน
“ไม่ต้องแย่งกัน ยังไงพวกเจ้าก็ไม่มีวันรอดไปจากที่แห่งนี้ได้” มังกรสีน้ำเงินครามเรียกดาบมาถือไว้ พร้อมทั้งแสยะแยกเขี้ยวคำราม แม้ไกเซอร์จะแฝงร่างอยู่ในตัวคามิวทว่ายังคงเชื่อมต่อกับร่างจริงของตน ผิดกับอาเรสและไรออทที่ปรากฏตัวเพียงดวงจิตที่มีพลังแค่เศษเสี้ยวเดียว “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของพวกเจ้า ที่นายน้อยของข้าไม่ปรารถนาการฆ่าสังหาร เพราะฉะนั้นข้าก็เลยจำใจต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด”
“แกโกหก!! เจ้าเด็กชั้นต่ำนั่นมันตายไปแล้วละสิแกถึงได้ยึดร่างมันมาใช้แบบนี้ ถ้าข้าเอาชนะแกได้ละก็ทุกอย่างจะตกเป็นของข้าใช่ไหม?” ความโลภในจิตใจยังคงทำให้ดวงตามืดบอด สามัญสำนึกส่วนดีที่มีน้อยอยู่แล้วจึงหมดไปเหลือเพียงกิเลสเข้าครอบงำจิตใจ ความหวาดกลัวปลิวหายจนกลายเป็นความโง่เขลาและพาตนเองไปสู่ความตาย “จงมาเป็นสมบัติของข้าซะเถอะเจ้าการ์เดี้ยนเอ๋ย”
ฉัวะ…!! ฉัวะ…!! ฉัวะ…!!
ดาบในมือไกเซอร์ตวัดวาบจนเห็นเพียงเงาสีเงินไหววูบพร้อมกับบางอย่างกระเด็นหวืด เมื่อมองดูให้ดีก็พบว่ามันเป็นชิ้นส่วนท่อนแขนของมนุษย์ และเจ้าของชิ้นส่วนนั้นก็กำลังยืนตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง เพราะตอนที่แขนขาดออกจากตัวมันไม่มีความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย ขณะผงะถอยหลังร่างก็ทรุดฮวบลงพร้อมกับท่อนขาที่หลุดกระเด็นไป สุดท้ายเมื่อจะอ้าปากกรีดร้องทัศน์วิสัยที่มองเห็นก็หมุนไป 360 องศา ...ภาพสุดท้ายในสายตาคือร่างกายของตนเองที่ขาดเป็นท่อนๆกองอยู่บนพื้นดุจเศษซากศพ...
“อลิสแตร์!!” หัวใจของบิดาแทบแหลกสลายเป็นครั้งที่สองเมื่อเห็นสภาพของบุตรสุดที่รัก ถึงแม้อลิสแตร์จะอกตัญญูเช่นไรความรักที่มีให้ก็ไม่เคยลดน้อยลง “ไม่นะ! ลูกชายของข้าจะตายไม่ได้ ใครก็ได้ช่วยลูกชายของข้าที”
“ไม่มีใครช่วยได้หรอก ดาบของข้าเป็นดาบผ่ามิติ มันตัดร่างกายเป็นชิ้นๆได้แต่ไม่พรากชีวิต เพื่อไม่ให้พวกเจ้าพ่อลูกบังอาจวางแผนชั่วร้าย ก็จงกลายเป็นศพถูกแยกส่วนทั้งที่ยังมีชีวิตนี่แหละ เพราะคงไม่มีวิธีใดทำให้คนเลวอย่างพวกเจ้าเจ็บแค้นและทุกข์ทรมาน เท่ากับการมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อดูความเจริญรุ่งเรืองของคนอื่นอีกแล้ว จริงไหม?”
มังกรชุดเกราะน้ำเงินครามแสยะแยกเขี้ยวส่งเสียงคำรามในลำคอดุจเสียงหัวเราะเย้ยหยัน นัยน์ตาสีแดงจัดจ้าของมันหรี่ลงด้วยความสะใจก่อนจะเงื้อง่าดาบผ่ามิติเล่มงาม มันบรรจงตัดหัวของลัสเตอร์ไปตั้งวางเคียงคู่กับหัวลูกชาย จากนั้นก็ฟาดฟันสองพ่อลูกที่ไร้ศีรษะด้วยความเมามันต่อหน้าเจ้าของร่าง เศษเนื้อจากร่างกายซึ่งยังมีชีวิตกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ แม้จะไม่มีหยดเลือดสาดกระจาย ...ทว่าเนื้อแดงๆและอวัยวะภายในที่ยังขยับเต้นเร่าแสดงถึงการมีชีวิตนั้น กลับดูน่าสยดสยองยิ่งกว่าความตายหลายเท่านัก...
ลัสเตอร์และอลิสแตร์ได้แต่กระพริบดวงตาซึ่งพร่ามัวด้วยหยาดน้ำแห่งความคลั่งแค้นและเสียใจ มองร่างกายของตนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนแทบจำไม่ได้ว่าส่วนไหนคืออะไร และส่วนไหนคืออวัยวะของใคร คฤหาสน์สุดหรูและทรัพย์สมบัติมหาศาลหมดค่าไปทันทีที่ได้สัมผัสกับความจริงที่ว่า ...การมีชีวิตอย่างปกติคือสิ่งสำคัญที่สุด... แม้อยากจะต่อต้านขัดขืนก็ไม่อาจทำได้เนื่องจากไม่สามารถเปล่งวาจา สำหรับจอมเวททั่วไปนั้นถึงแม้จะมีเวทมนตร์คาถาร้ายกาจขนาดไหน แต่หากออกเสียงไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์ แถมเจ้าไกเซอร์ตัวร้ายยังบรรจงตัดแต่หัวไม่เหลือคอให้พอเปล่งเสียงใดๆได้เลย
หลังจากจัดการกับทุกอย่างจนราบเรียบไม่มีเหลือซาก รวมทั้งจับพวกกบฎไปมัดรวมกันไว้แล้วเหล่าการ์เดี้ยนทั้งหลายก็สลายร่างหายวับไป ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่ยังสามารถครองสติให้มั่นคง เพียงพอที่จะดูภาพแสนมหัศจรรย์จนจบสิ้นกระบวนการ ทว่าไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้สักแอะ โดยเฉพาะเหล่าผู้เฒ่ารวมทั้งบรรดาทายาทที่เคยคิดว่า เด็กหนุ่มผมดำที่กำลังยืนอยู่กลางกองเศษชิ้นส่วนมนุษย์บนลานดินที่แห้งผากคนนั้น เป็นเพียงเด็กธรรมดาไม่มีค่าคู่ควรกับราชบัลลังก์อันสูงส่ง แต่เมื่อได้ประจักษ์กับพลังอำนาจที่เหนือกว่าราวกับอยู่คนละมิติก็คงต้องทำใจก้มหน้ายอมรับความจริงว่า ...บนปฐพีนี้คงไม่มีใครเก่งกล้าสามารถพอที่ทาบรัศมีเด็กหนุ่มที่ชื่อคามิว ทีเอเนียได้...
“หยุดเดี๋ยวนี้นะไกเซอร์” เสียงทุ้มมีอำนาจตะโกนก้องนำมาก่อนร่างสูงสง่าของมหาปราชญ์แห่งราเชล ซึ่งเร่งรุดมายังคฤหาสน์มาร์ควิสลัสเตอร์พร้อมกับกองทหารจำนวนหนึ่ง ท่านอาจารย์ทิวลีนนึกเป็นห่วงศิษย์เจ้าปัญหาขึ้นมาจับใจเมื่อได้สัมผัสถึงพลังอันรุนแรงของการ์เดี้ยน แต่ดูเหมือนพวกตนจะมาช้าเกินไป “เจ้าไม่มีสิทธิ์ใช้ร่างของคามิวมาออกคำสั่งตัดสินโทษให้ใครทั้งสิ้น จงกลับไปอยู่ในที่ของเจ้าซะ”
“เสียใจด้วยนะอาจารย์เฒ่า ท่านไล่ข้าไปไม่ได้หรอก เพราะนายน้อยของข้าเข้าสู่นิทราเพื่อปรับสภาพแล้ว ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของข้าที่จะคอยดูแลร่างกายให้ปลอดภัย ต่อไปนี้เป็นเวลาของข้าที่จะได้ออกมาหาความสำราญในโลกภายนอกบ้างแล้ว”
“ฝันไปเถอะไกเซอร์เอ๋ย ข้านึกแล้วว่าต้องมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น” ฟาร์ฟาร์สื่อเวทตัวจิ๋วร่อนลงบนหลังของอาเรสที่กลับสู่ร่างสัตว์อสูรเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะราวกับจะประกาศชัยชนะของผู้มาทีหลัง “โชคดีที่ข้าตัดสินใจสั่งให้เจ้าหนูคามิวเตรียมการต้อนรับเจ้าเอาไว้ล่วงหน้า อีกเดี๋ยวก็คงจะรู้ละว่าเจ้าจะยังอยากออกไปหาความสำราญอย่างที่ว่าหรือเปล่า หึหึ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 81 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #6049 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2556 / 11:52
    สุดยอด เมพขิงขิงเลยยยยยยยยยยยยยย ข้าน้อยขอคารวะ
    #6,049
    0
  2. #5821 นักอ่าน...lnwcool (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 28 เมษายน 2555 / 19:56

    สะใจมากมาย><

    #5,821
    0
  3. #5605 Vagabond (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 22 กันยายน 2554 / 23:55

    ไกเซอร์! อาเฮียไกไก เท่มาก โหดมาก สมกับที่เราทุ่มใจให้นายมาตั้งกะแรกเริ่ม!! ร้ายยิ่งๆขึ้นไปนะเฮีย!!

    #5,605
    0
  4. #5320 ตะวันแห่งราตรี (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 11 เมษายน 2554 / 01:12
    บทนี้เชียร์ไกเซอร์สุดตัวขอรับ
    #5,320
    0
  5. #5311 Weira (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 6 เมษายน 2554 / 16:09

    วะ55
    ไกเซอร์เอ๋ย~.. เหนือฟ้ายังมีฟ้าจ้า

    #5,311
    0
  6. #4935 loli (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2553 / 18:47
    มันส์คร่า!!
    #4,935
    0
  7. #4908 As a Wind (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2553 / 15:06
    กลับมาแล้ว ขอบคุณที่ดูแลหงอคงให้
    แต่ไหง คามิวไม่อัพเท่าไหร่เลย ยังอ่านไม่หายอยาก ^^
    #4,908
    0
  8. #4892 ใบไม้ไร้ฝน (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2553 / 19:35
    กรี๊ดดดดด ไล่ตามอ่านได้ครบแล้ว>_<
    สนุกมากค่ะ ชอบมากเลย ตามอ่านมาสองสามวันแล้ว555 กว่าจะตามทัน

    แล้วจะมีอะไรรอไกเซอร์อยู่ล่ะเนี้ย
    รอตอนต่อไปค่ะ
    #4,892
    0
  9. #4890 ~๑Bird๑~ (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2553 / 02:35

    น่ากลัว จริงๆ = =

    #4,890
    0
  10. #4886 DIGIT@L-SENTINEL (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2553 / 21:45
    เดาว่าจะรีดไกเซอร์ออกมาแปลงเป็นสัตว์ตัวเล็กๆเหมือนอาเรสกับไรออท

    สงสัยว่าทำไมไกเซอร์พูดมากขนาดนี้ไรออทไม่เห็นพูดอะไรมั่งเลย?
    ลืมไปแล้วด้วยว่าสมบัติที่ไกเซอร์เฝ้าอยู่มันคืออะไร(ฮา)
    แล้วก็หนังสือที่ไรออทเฝ้าจะได้ออกเมื่อไหร่เหรอครับ?
    #4,886
    0
  11. #4883 venusia (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2553 / 11:30

    พี่แหม่มคะ><
    ทำไมต้องหยุดให้มันค้างๆ คาๆ คะเนี่ย>O<

    #4,883
    0
  12. #4880 นักฆ่าพเนจร (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 14:41
    เง้อ นึกว่าลงตอนใหม่ -*-
    #4,880
    0
  13. #4879 เงารัตติกาล (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 12:56

    ค้างคามากมาย คามิว กะ ฟาร์ฟาร์ เตรียมไรไว้ต้อนรับไกเซอร์

    แต่เรียกคามิวว่านายน้อย นี่คงไม่คิดฆ่าคามิวแล้วม้าง

    #4,879
    0
  14. #4878 siverG (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 09:33
     ค้างเลยครับพี่น้อง ลงตอนต่อไวๆนะครับ
    #4,878
    0
  15. #4877 ~*>> IN (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 02:00
    เง้อ...  =[ ]=lll

    ค้างสุดๆ !

    รีบมาอัพตอนต่อไปเร็วๆนะครับพี่แหม่ม   ได้โปรด  พลีส  TOT  ~
    #4,877
    0
  16. #4876 notg (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 30 กันยายน 2553 / 10:58
    130!! =[       ]=

    อัพกันให้ตายไปข้างเลยใช่ใมั้ยครับเนี่ย =W=

    ก็ดีน่ะครับผมชอบ~! >W<
    #4,876
    0
  17. #4875 AzErOSth (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 23:12
    จับไกเซอร์แปลงเป็น ญ เลย


    อิอิอิ
    #4,875
    0
  18. #4874 Luckymusic (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 20:10
    ว้าว
    แล้วไซเกอร์จะเป็นยังไงต่อล่ะเนี่ย
    ลุ้นๆๆๆ
    #4,874
    0
  19. #4873 KKJJ (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 18:04
    น่ากลัวอ่ะ  []=[]!!!!
    #4,873
    0
  20. #4872 venusia (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 17:52

    >O<
    ช่างคิดจริงๆเลยค่า>O<
    ถ้ามีความเจ็บคงจะทรมานกว่านี้<<<    >O< ยึ๋ย น่ากัว>[]<

    #4,872
    0
  21. #4871 axis (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 17:50
     ดีใจที่พวกมันโดนสับเละั

    แต่สงสารพวกผู้หญิงที่ำำไม่มีบ้านมากกว่าช่างมัน 

    แต่ไงคงไม่มีใครกล้ายุ่งไปอีกยาวนานตลอดการ
    #4,871
    0
  22. #4870 focus (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 16:09
    อือ หือ เหลือแต่หัวน่าจะลำบากนะนั่น...
    #4,870
    0
  23. #4869 php7022 (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 15:59

    แล้ว จะให้อาหารยังไงเนี่ย เป็นชิ้นๆ

    ที่สำคัญ ใครจะเอาไปเลี้ยงวะเนี่ย หยะแหยง

    #4,869
    0
  24. #4868 อุณากรรณหิรัญญิการ์ (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 15:48
    อัพต่อไวไวด้วยนะ
    #4,868
    0
  25. #4867 RayGuard (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 14:54
    ตอนนี้สยองได้อีกอ่ะ!!
    #4,867
    0