วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 83 : กับดักของเคออส(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

แสงสุริยาเจิดจ้าร้อนแรงแผดเผาไร้ความปราณี เปลวแดดร้อนระอุสาดส่องไปทั่วผืนทรายสีทองซึ่งสะท้อนรังสียูวีเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกเป็นเท่าทวีคูณ ทำให้มองทัศนีย์ภาพโดยทั่วไปไม่ชัดเจนเพราะไอร้อนบิดเบือนภาพที่เห็น ทว่ากลุ่มควันไฟที่ลอยกรุ่นจากซากบ้านเรือนที่ถูกวางเพลิงจนมอดไหม้ยังคงเป็นจุดเด่นซึ่งเห็นได้แต่ไกล ...เนื่องจากเป็นสิ่งที่แปลกแยกจากสีทองของทะเลทรายนั่นเอง...
ควันไฟเหล่านั้นมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งตั้งรกรากอยู่ในโอเอซิสที่เคยเขียวชะอุ่ม ทว่าบัดนี้ต้นไม้ซึ่งเคยมอบความสดชื่นคลายร้อนกลับถูกตัดโค่น บ่อน้ำผุดขนาดใหญ่ที่เคยอาศัยดื่มกินให้ความชุ่มชื้นแก่ชีวิตกลับแห้งเหือด ที่เหลืออยู่ก็เน่าเหม็นเพราะถูกโรยด้วยยาพิษร้ายแรง อีกทั้งยังมีซากศพของสิ่งที่เคยเป็นมนุษย์นอนตายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
สิ่งที่พรากทำลายชีวิตของคนเหล่านี้ให้หลุดลอยไปคือบาดแผลฉกรรจ์ที่ปรากฏอยู่บริเวณหลังของทุกศพ ทั้งรอยฟันและจ้วงแทงบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าพวกเขาถูกฆ่าขณะกำลังหนีเพื่อเอาชีวิตรอด บางคนตายในสภาพคุกเข่าอาจจะเป็นเพราะอ้อนวอนขอชีวิตเนื่องจากหนีไม่ทันหากแต่ไม่ได้รับความปราณี นอกจากนี้ยังมีศพของทหารและผู้ชายบางคนที่สภาพดูเละเทะต่างจากศพอื่น ...คงเพราะพยายามต่อสู้ปกป้องคนสำคัญจึงโดนเล่นงานอย่างโหดเหี้ยม...
นกแร้งฝูงใหญ่ อีกทั้งสัตว์กินซากหน้าตาประหลาดคล้ายตะกวดตัวใหญ่ยักษ์จนน่าขยาดซึ่งอาศัยอยู่ในทะเลทรายแห่งนี้ พากันยกฝูงมารุมกินโต๊ะฉีกทึ้งซากศพซึ่งมีทั้งเด็ก ผู้หญิงและคนชรา แสดงถึงการสังหารหมู่อย่างอำมหิตผิดมนุษย์ กลิ่นเนื้อไหม้และกลิ่นเลือดดึงดูดพวกที่ตัวใหญ่กว่าอย่างหนอนทรายขนาดมหึมาให้มาร่วมวงกินเลี้ยง ทั้งๆที่เมื่อวานสัตว์พวกนี้ยังไม่สามารถย่างกรายเข้าใกล้เขตหมู่บ้านได้เลยแท้ๆ แต่เป็นเพราะอาณาเขตป้องกันที่สร้างไว้ได้ถูกทำลายลงไปพร้อมๆกับชีวิตของชาวบ้าน ...พวกมันจึงมีลาภปากอิ่มท้องโดยไม่ต้องแย่งกัน...
บนเนินทรายจากจุดที่ไม่ไกลนักมีเรือหุ้มเกราะลำใหญ่จอดสงบนิ่งอยู่ ลักษณะทั่วไปของมันเหมือนกับนำกล่องไม้หุ้มเหล็กขนาดใหญ่มาเรียงต่อกันเป็นแนวยาวคล้ายกับรถไฟ ใต้กล่องดูโค้งมนเพื่อลดแรงเสียดทานอีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้วยโลหะอันแข็งแกร่ง ด้านข้างมีช่องเปิดสำหรับยิงอาวุธเวทมนตร์ในยามสู้รบ และตรงช่องรอยต่อระหว่างกล่องยังมีสะพานเชื่อมไว้ให้ผู้คนที่อยู่บนนั้นเดินข้ามไปมาได้สะดวกอีกด้วย
ถึงแม้รูปร่างมันจะดูไม่เหมือนเรือที่เคยเห็นกันทั่วไป แต่ที่เรียกว่าเรือก็เพราะมันสามารถวิ่งไปบนผืนทรายได้ดุจเดียวกับเรือที่แล่นอยู่ในมหาสมุทร แต่ที่ต่างกันคือมันไม่มีเสากระโดงและแน่นอนว่ามันไม่มีใบเรือไว้ใช้ประโยชน์จากแรงลม อีกทั้งมันไม่ได้วิ่งบนรางจึงไม่ใช่รถไฟอย่างแน่นอน แรงขับเคลื่อนที่ทำให้มันเคลื่อนที่ไปไหนต่อไหนได้ก็คือสิ่งอยู่ด้านหน้าของเรือ อะไรบางอย่างถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กเส้นใหญ่ถึงสี่เส้นซึ่งจมหายลงไปใต้ผืนทราย ...ทำให้มองไม่เห็นว่ามันคืออะไรกันแน่...
“ว่าไงนะ!? ไม่ใช่ฝีมือพวกโจรสลัดงั้นรึ?” เป็นเสียงของหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่งซึ่งมีท่าทางองอาจดูน่าเกรงขามด้วยเสื้อผ้าที่ดูก็รู้ว่าเป็นเครื่องแบบของทหารยศสูง ดวงตาสีเทาเข้มดุดันมีอำนาจจับจ้องทหารชั้นผู้น้อยที่กำลังรายงานความคืบหน้า “ถ้าไม่ใช่โจรสลัดแล้วมันเป็นใครกันแน่? หมู่บ้านนี้เป็นแห่งที่ห้าแล้วนะที่โดนถล่มจนย่อยยับ”
“จากปากคำของพยานที่รอดชีวิตบอกว่า คนร้ายใส่ชุดดำสวมหน้ากาก เคลื่อนไหวรวดเร็วฝีมือร้ายกาจลงมือโหดเหี้ยมและฆ่าไม่เลือก” ทหารผู้น้อยรายงานตามข้อมูลที่ตนได้มาสดๆร้อนๆต่อผู้บังคับบัญชา “แต่พวกมันมากันเพียงแค่ห้าคนเท่านั้นครับ ท่านนายพลซาเลม”
“แค่ห้าคนทำลายล้างได้ขนาดนี้เลยรึนี่ มันเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันงั้นสิ แล้วเบาะแสอื่นล่ะ? อย่างเช่นพวกรูปพรรณสันฐานของคนร้ายน่ะ?”
“ครั้งนี้เราโชคดีที่พยานเห็นหน้าพวกมันคนหนึ่งอย่างชัดเจน” นายทหารคนเดิมแจ้งสิ่งที่คิดว่าเป็นข่าวดีให้ผู้บังคับบัญชาฟัง แต่ไม่ทันไรก็โดนจ้องกลับด้วยสายตาตำหนิติเตียนจนจ๋อยลงไปถนัดใจ “เอ้อ... พยานคนนั้นบอกว่าคนร้ายมีผิวขาวผิดกับชาวอานาโตเลียทั่วไป เส้นผมสีดำยาว ดวงตาสีเหลืองทอง อายุไม่น่าเกิน 20 ปี แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงครับ”
“เด็กงั้นรึ!? ไม่น่าเชื่อ!!” นายพลซาเลมหรี่ตาสีเทาเข้มอย่างใช้ความคิดหนัก “จงถ่ายทอดคำสั่งข้า! ให้จอมเวทของกองทัพไปจัดการเรียกความทรงจำจากพยานแล้ววาดเป็นภาพออกมาให้เร็วที่สุด ข้าต้องการภาพเหมือนของพวกมัน จากนั้นก็ให้ตั้งรางวัลและออกประกาศจับไปให้ทั่วอาณาจักร เราปล่อยให้พวกมันสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
“รับทราบครับท่านนายพล!!” เมื่อรับคำสั่งเรียบร้อยทหารชั้นผู้น้อยก็รีบไปดำเนินการทันที ปล่อยให้นายพลทอดสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น มองดูความเสียหายของหมู่บ้านที่ไม่อาจฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป
เรือหุ้มเหล็กเริ่มขยับขับเคลื่อนที่ สายโซ่เส้นโตทั้งสี่เส้นด้านหัวเรือถูกดึงรั้งจนตึงลากลำเรือซึ่งต่อกันเป็นทางยาวให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ต้องการ ผืนทรายด้านหัวเรือปรากฏร่องรอยของอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างใต้ บางส่วนของมันโผล่พ้นทรายขึ้นมาดูคล้ายครีบหลังของปลาขนาดยักษ์ ซึ่งกำลังพุ่งตัวแหวกทรายจนแตกกระจายราวกับกำลังว่ายเริงร่าอยู่ในท้องน้ำอันกว้างใหญ่
เมื่อเร่งความเร็วในการลากจูง เจ้าสิ่งนั้นกระโจนพ้นทรายขึ้นมาอวดโฉมอันน่าตกตะลึง ลำตัวเพรียวยาวส่วนหัวแหลมรับกับครีบและหางอันทรงพลัง ที่สำคัญคือมันใกล้เคียงกับปลาฉลามร้ายซึ่งได้ชื่อว่านักล่าแห่งท้องทะเลเป็นที่สุด รูปทรงยาวรีที่คล้ายกับจรวดช่วยลดแรงเสียดทานทำให้มันสามารถแหวกว่ายพื้นแข็งๆไปได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต่างกันระหว่างฉลามทรายกับฉลามจ้าวทะเลก็คือ มันสามารถหายใจได้ด้วยผิวหนังและไม่ต้องการความชื้น ชั้นผิวหนังแห้งแข็งแตกเป็นเกล็ดของเจ้าฉลามทะเลทราย สามารถป้องกันความร้อนและการเสียดสีระหว่างที่มันมุดตัวอยู่ใต้พื้นได้เป็นอย่างดี ...และที่สำคัญมันเป็นหนึ่งในสัตว์เฉพาะถิ่นที่จะพบเห็นได้แต่ในอานาโตเลียเท่านั้น...
“หมู่บ้านชายแดนถูกทำลายและชาวบ้านถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหด เพิ่งมีหมู่บ้านนี้แหละที่เหลือพยานมาให้ข้อมูลคนร้ายได้แบบนี้นะครับ ท่านนายพลซาเลม” นายทหารยศต่ำกว่าที่ยืนอยู่ด้วยกันกับนายพลตาสีเทาเข้มเอ่ยขึ้น “ผิวขาว ผมดำ ตาสีทอง ดูไม่ออกว่าเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงงั้นเหรอ? ลักษณะแบบนี้ไม่ใช่โจรสลัดแน่ๆ”
“ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม ข้าจะลากคอมันมารับโทษให้ได้” นายพลซาเลมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเครียดจัด ดวงตาสีเทาฉายแววมุ่งมั่น “สั่งการลงไป! ให้เรือของหน่วยลาดตระเวนคอยสอดส่องดูแลโอเอซิสและหมู่บ้านชายแดนให้มากขึ้น เมื่อทำรูปเหมือนของคนร้ายเสร็จแล้วให้แจกจ่ายไปให้ทั่ว ใครมีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือเข้าข่ายให้จับกุมทันทีโดยไม่ต้องสอบสวน ฝ่าบาททรงไว้วางใจมอบอำนาจในการจัดการเรื่องนี้ให้กับข้า ดังนั้นพวกเราจะทำพลาดไม่ได้เด็ดขาด เราจะต้องปกป้องอาณาจักรของเราและจัดการลงโทษเจ้าคนเลวนั่นให้สาสม”
นายพลซาเลมคงไม่มีวันรู้หรอกว่าคนร้ายที่ฆ่าและทำลายอย่างเหี้ยมโหดนั้นเฝ้ามองพวกตนอยู่ทุกขณะ พวกมันปรากฏร่างออกมาเมื่อเรือทหารอานาโตเลียแล่นไปไกลลับตาแล้ว ร่างเพรียวที่เหมือนเด็กหนุ่มยังคงมาในชุดสีดำพร้อมกับหน้ากากสีเงิน แต่ครั้งนี้มีเสื้อคลุมสีอ่อนจางคล้ายสีทรายใส่ทับเพื่อพรางตา ทว่ามีอยู่ร่างหนึ่งที่ไร้ซึ่งหน้ากากหากแต่ปิดบังใบหน้าไว้ด้วยผ้าคลุมเผยให้เห็นดวงตาสีทองซีดจางไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เส้นผมสีดำปลิวสยายไปตามสายลมร้อนดูยุ่งเหยิง มองเผินๆก็คล้ายกับคนเดินทางทั่วๆไป แต่สิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่ามันไม่ใช่ก็คือ ...กลิ่นและร่องรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนเสื้อผ้าจนชุ่มโชก...
โฮมุนคูลัสพวกนี้ได้รับการดัดแปลงเพิ่มความแข็งแกร่งให้มากขึ้น เพื่อให้ทนทานต่อสภาพทุรกันดารของทะเลทรายไม่ตายเร็วอย่างที่เคยเป็น แม้ไม่ดื่มไม่กินก็สามารถทนอยู่ได้อย่างสบายๆในระยะหนึ่ง เพราะเคออสต้องการเพียงแค่ให้พวกมันสร้างกระแสเกลียดชังต่อเป้าหมายเพื่อวางกับดักเท่านั้น ...ซึ่งบัดนี้ถือว่าได้บรรลุตามแผนที่มันต้องการแล้ว...
การทำลายล้างที่จะเกิดต่อไปก็เป็นผลพลอยได้ในการบ่อนทำลายอาณาจักรอานาโตเลีย ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งไม่เป็นรองใคร เนื่องจากสภาพภูมิประเทศอันแสนโหดร้ายต่อทั้งคนและสัตว์ จึงเป็นการยากที่จะมีใครบุกมาก่อเหตุในอาณาจักรแห่งนี้ ยกเว้นเหล่าโจรสลัดที่มักจะออกอาละวาดอยู่แถวชายแดน ดุจเดียวกับหมาป่าที่คอยออกล่าสัตว์เลี้ยงในฟาร์มของชาวบ้าน
พวกโฮมุนคูลัสชุดดำปรากฏตัวอยู่เพียงชั่วครู่ก็หายวับไปพร้อมๆกับสายลมที่พัดพาให้ฝุ่นทรายลอยคลุ้งขึ้นในอากาศ เพชรฆาตอำมหิตกำลังจะออกล่าชีวิตคนบริสุทธิ์อีกครั้งตามคำสั่งของพ่อมดดำเคออส ในขณะที่คามิวซึ่งตกเป็นเป้าหมายไม่ได้รู้เลยว่า …หายนะซึ่งอาจจะรุนแรงมากพอที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของใครหลายๆคนกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว…
.
.
ลึกลงไปใต้พื้นพิภพก็กำลังเกิดปัญหาขึ้นเช่นกัน คณะเดินทางที่ทะลุผ่านประตูเข้าสู่ดินแดนของคนแคระซึ่งกระจายหายกันไปคนละทิศคนละทาง ต่างก็ลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัยเพราะเวทป้องกันที่รินเซ่ร่ายเอาไว้ แต่จุดที่ลงพื้นของแต่ละคนนี่สิ ...มันไม่ค่อยจะโสภาน่าสบายสักเท่าไหร่เลย...
“โอ๊ย…! ช่วยหน่อยสิมาร์โก!” เลนันร้องลั่นเพราะดันตกลงมาอยู่ในพุ่มไม้หนามสีแสบตา ซึ่งตอนนี้มันเกี่ยวเสื้อผ้าจนแทบจะลุกออกไปไม่ได้แล้ว แต่ว่ามาร์โกเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่นักหรอก เพราะพ่อหนุ่มเผ่าแวมพ์ที่ถูกเรียกให้ช่วยเหลือ ยังง่วนอยู่กับการปลดตัวเองออกจากเถาวัลย์ที่เกี่ยวพันรัดเสียแน่นตึ้บจนแทบกระดิกไม่ได้เช่นกัน
“พวกเจ้าสองคนอยู่เฉยๆสิ เดี๋ยวข้าจะช่วยออกมาให้เอง” ลีฟฟีนซึ่งดูท่าทางจะลงสู่พื้นได้ปลอดภัยกว่าเพื่อน เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา พร้อมกับอัศวินองครักษ์อีกสองคนที่หล่นลงมาไม่ห่างกันนัก “ยังดีนะที่ท่านรินเซ่ร่ายเวทป้องกันไว้ให้ ไม่งั้นคงมีใครเจ็บหนักกันบ้างแน่ๆ”
สาวเผ่าเอลฟ์ร่ายเวทด้วยภาษาของตนเพียงครู่เดียวต้นไม้ก็คลายตัวออก ปลดปล่อยคนที่เข้าไปติดแหง่กออกมาอย่างปลอดภัย พอเดินค้นหาดูก็พบกับองครักษ์ที่เหลืออีกสามคนแต่กลับไม่พบคามิว รินเซ่ และเมอร์เคนแม้แต่เงา ทั้งหมดจึงกระจายกำลังกันออกเดินหากันจนทั่วก็ยังไม่เจอ ลีฟฟีนจึงเสนอความเห็นว่าควรจะไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าถิ่นให้ออกตามหาให้จะดีกว่า ...และเจ้าถิ่นที่ว่าก็คือคนแคระซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่นั่นเอง...
การตามหาหมู่บ้านของคนแคระไม่ใช่เรื่องยากสำหรับลีฟฟีน เพราะเมื่อเข้ามายังเมืองใต้ดินนี้แล้วดูเหมือนพลังของเธอจะมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถานที่แห่งนี้มีพลังบริสุทธิ์ของธาตุต่างๆสะสมอยู่อย่างเข้มข้น เมื่อมาถึงก็พบกับการต้อนรับของเหล่าภูตดินตัวจ้อยที่ออกจะตื่นเต้นกับแขกแปลกหน้าอยู่ไม่น้อย จึงออกไปในทางแตกตื่นวุ่นวายเหมือนกับตกใจจนไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงมากกว่าจะเป็นเจ้าบ้านที่ดี
“พะ…พวกเจ้าเป็นใคร!? มาที่นี่ได้ยังไงกัน?” หนึ่งในคนแคระซึ่งมาท่าทางสติแตกกว่าเพื่อนร้องถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “กลุ่มพวกเจ้าไม่มีใครผมดำสักคน พวกเจ้าไม่ใช่คนที่เราต้องการให้มาที่นี่ รีบกลับออกไปเดี๋ยวนี้เลยไป”
“ใช่ๆ ที่เราต้องการมีแต่เด็กผู้ชายผมดำเท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยว” พวกที่เหลือพากันร่วมด้วยช่วยกันขับไล่แขกที่ไม่ได้รับเชิญให้แซ่ดไปหมด
ถึงแม้จะเป็นเจ้าบ้านตัวจิ๋วที่ดูแล้วไม่น่าจะไม่มีพิษมีภัยใดๆ แต่พอมาอยู่รวมกันมากๆเข้าก็ดูน่ากลัวได้เหมือนกัน โดยเฉพาะยามที่กำลังสติแตกหวาดกลัวและก้าวร้าวเช่นนี้ ทว่าก่อนที่จะเกิดการนองเลือดด้วยความเข้าใจผิด เอ็ดเวิร์ดที่4 ก็ออกมาเคลียร์ปัญหากระทบกระทั่งให้เบาบางลง
“หยุดก่อนทุกท่าน! ก่อนจะมีเรื่องกัน เราน่าจะสอบถามให้รู้เรื่องรู้ราวก่อนดีกว่านะ” เอ็ดเวิร์ดส่งเสียงดังเพื่อระงับความวุ่นวายก่อนจะปรากฏตัวพร้อมกับบาร์บี้ ยอดยาหยีที่ตามมาคุม “มีแขกมาเยือนทั้งทีก็น่าจะต้อนรับให้สมกับเป็นเจ้าบ้านสิ แล้วไปขับไล่พวกเขาทำไม” พูดจบเอ็ดเวิร์ดก็มองผู้มาเยือนอย่างพิจารณาเพราะตัวเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าจะใช่กลุ่มคนที่อยากให้มารึเปล่า “ไม่เห็นรึไงว่าตรงนั้นมีเอลฟ์อยู่คนนึงน่ะ นี่ต้องเป็นคณะของเจ้าหนูคามิวแน่นอน”
“แล้วเจ้าเด็กผมดำที่ว่าอยู่ไหนล่ะ? ไม่เห็นมีเลยนี่นา” เสียงโต้แย้งยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เห็นคนที่พวกตนกำลังรอคอย
“พวกข้าตามหาแล้วไม่พบถึงได้เดินทางมาที่นี่ก่อน เพื่อจะขอให้พวกท่านไปช่วยกันค้นหาไงคะ” สาวเอลฟ์ได้โอกาสชี้แจงบ้าง “บางทีท่านอาจจะรู้ว่าท่านคามิวตกไปอยู่ตรงจุดไหนกันแน่ เพราะที่นี่คือบ้านของพวกท่านนี่คะ”
“เจ้าหนูผมดำหายไปงั้นเหรอ? ตอนลงมาพลัดหลงกันสินะ แต่เขามาแล้วใช่ไหม?” เหล่าคนแคระแย่งกันถามจนฟังไม่ทัน สีหน้าของแต่ละคนดูจะมีความหวังขึ้นมากรวมทั้งเผยรอยยิ้มที่เป็นมิตรพอให้ใจชื้น “งั้นเรารีบออกไปตามหากันเถอะ รีบๆเอาตัวมาที่หมู่บ้านจะได้เริ่มงานซะทีไง”
“งั้นกระจายกำลังกันออกไปค้นหาให้ทั่ว พอเจอตัวก็รีบพามาที่หมู่บ้านให้เร็วที่สุดนะ” เอ็ดเวิร์ดร้องสั่งการอย่างรวดเร็วท่าทางเอาการเอางานดูสมกับเป็นหัวหน้าเผ่า “ส่วนพวกจอมเวทให้รีบไปจัดการปิดประตูทางเข้าให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันเล็ดรอดเข้ามาในเมืองของเราได้”
เผ่าภูตดินร่างแคระทว่ารวดเร็วเหลือเชื่อ เพียงพริบตาที่หัวหน้าออกคำสั่งจบพวกที่เคยรุมล้อมอยู่ก็กระจายหายวับไปทันที จนพวกลีฟฟีนพากันอึ้งเพราะนึกไม่ถึงว่าขาสั้นๆแบบนั้นจะเคลื่อนไหวได้คล่องขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ยืนเอ๋ออยู่ได้ไม่นานนักเพราะเอ็ดเวิร์ดเชื้อเชิญให้เข้าสู่หมู่บ้านเพื่อรอฟังข่าว อีกทั้งผู้เฒ่าพยากรณ์มีเรื่องอยากจะพูดคุยกับอาคันตุกะต่างเผ่าทุกคนด้วยเช่นกัน
ทว่าสามคนที่พลัดหลงกับคนอื่นนั้นกำลังมีปัญหาหนัก ชนิดที่เรียกว่าวิ่งมาชนตอเข้าอย่างจังเลยทีเดียว เพราะจุดที่ตกลงมาดันกลายเป็นบึงน้ำที่อยู่ต่ำลงไปอีกชั้นหนึ่ง แล้วในบึงน้ำนั้นก็มีตัวต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องระหกระเหินเดินทางมาจนถึงที่แห่งนี้ ...กำลังแหวกว่ายกันให้ยุ่บยับชวนขนลุกเป็นที่สุด...
“กรี๊ดดด… ไม่เอานะ! อย่าเข้ามา!! พี่จ๋าช่วยหนูขึ้นไปที แง”
สาวน้อยรินเซ่กรี๊ดร้องพลางตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนคอของเมอร์เคนจนแทบจะเหยียบหัว โดยไม่สนใจว่า หนุ่มผมขาวที่กลายเป็นแพช่วยชีวิตจะสำลักน้ำไปกี่อึกแล้ว เนื่องจากรินเซ่เกลียดสัตว์พวกแมลงและหนอนเป็นทุนเดิมแถมยังว่ายน้ำไม่ค่อยเก่งเลยกลัวมากกว่าปกติ แล้วยิ่งมาตกอยู่ในวงล้อมของหนอนฮิลโดร่าตัวเขียวอื๋อและใหญ่ขนาดท่อนขาผู้ชายตัวโตๆแบบนี้ ...ถ้าเป็นลมหนีความจริงได้ก็คงทำไปนานแล้ว...
ส่วนคามิวโชคดีกว่าเพื่อนเพราะยึดที่มั่นอยู่บนกิ่งของต้นไม้ใหญ่ซึ่งยืนต้นตายอยู่กลางบึง หนุ่มน้อยพยายามยื่นมือมาฉุดดึงน้องสาวของตนขึ้นไปแต่มันสุดเอื้อมจริงๆ ในที่สุดคามิวก็ตัดสินใจใช้ขายึดกิ่งไม้ไว้แล้วห้อยหัวลงมาเอื้อมมือฉุดร่างน้องสาวขึ้นไปก่อน เพราะขืนชักช้าคงมีคนจมน้ำตายเป็นแน่
“รุ่นพี่เมอร์เคน ยื่นมือมาสิครับ” เมอร์เคนคือรายต่อไปที่คามิวคิดจะช่วย แต่ดูเหมือนรุ่นพี่ผมขาวจะพยายามหาทางปีนขึ้นไปด้วยตัวเองโดยการว่ายเข้าหาลำต้นที่โผล่พ้นน้ำ แต่เพราะลำต้นมีขนาดใหญ่แถมยังเรียบลื่นไร้ที่ยึดเพื่อเหนี่ยวดึงตัวขึ้นไปบนต้น จึงได้แต่เกาะไว้ไม่ให้จมน้ำ “ไม่ต้องห่วง ผมยังพอมีแรงอยู่นะ เร็วเข้าเถอะครับก่อนที่เจ้าหนอนพวกนั้นมันจะหิว”
“พูดอะไรบ้าๆน่า หนอนมันกินคนซะที่ไหน...กัน…ล่ะ!? เฮ้ยยย…!!” หนุ่มผมขาวร้องเสียงหลงเมื่อเหลือบไปเห็นหนอนตัวเขื่องกำลังจะเขมือบขาของตนเข้าไป ไม่ต้องรอให้คามิวบอกซ้ำ เพราะเมอร์เคนแทบจะกระโจนขึ้นจากน้ำได้เองดุจเดียวกับปลาโลมาดีดตัวขึ้นมาเหนือคลื่นไม่มีผิด “ไอ้หนอนบ้าพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย หวังว่าพวกมันคงปีนต้นไม่ไม่เป็นนะ”
“เจ้าพวกนี้คงเป็นหนอนฮิลดราโกร่ามั้งคะ อี๋… เนี่ยนะสัตว์เลี้ยงของคนแคระอ่ะ ไม่น่ารักเลยสักนิดเดียว”
รินเซ่พูดพลางทำท่าขนลุกด้วยความขยะแขยง เพราะตอนนี้เจ้าหนอนสีเขียวตัวเป้งกำลังรุมล้อมอยู่โคนต้นไม้ที่พวกเธอยึดเป็นฐานที่มั่น ยังดีอยู่บ้างก็ตรงที่พวกมันไม่มีทีท่าจะไต่ขึ้นมาเหนือน้ำ พอให้มีเวลาพักหายใจหายคอดูสภาพแวดล้อมได้บ้าง
ตำแหน่งที่พวกคามิวตกลงมานั้นเป็นบึงน้ำกว้างใหญ่ใสสะอาด ในบึงมีต้นไม้หยั่งรากลึกลงไปคล้ายกับเคยเป็นป่ามาก่อน ส่วนยอดของต้นไม้เหล่านี้อยู่สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่า ต้นไม้ที่ยืนต้นตายสามารถเรืองแสงได้อีกทั้งยังมีเหล่าแมลงเล็กๆคล้ายหิ่งห้อยบินล่องลอยไปมา ทำให้ที่นี่ไม่มืดจนเกินไปนักและยังเป็นทัศนีย์ภาพที่งดงามทว่าดูวังเวงอย่างไรพิกล และเมื่อมองขึ้นไปก็จะเห็นรูโหว่ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาพลัดตกลงมาอยู่ลิบๆ แต่จะให้ปีนขึ้นไปคงจะยากเพราะไม่มีกิ่งอื่นนอกจากกิ่งก้านที่พวกคามิวใช้เป็นที่พัก ...เป็นอันว่าคงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้มีคนมาพบและช่วยเหลือขึ้นไปอย่างเดียวเท่านั้นเอง...
ทั้งสามคนนั่งรอโดยการเกาะต้นไม้เหมือนลิงได้พักใหญ่ๆ คนไฮเปอร์อย่างเมอร์เคนก็เกิดอาการเบื่อขึ้นมา จึงพยายามหาทางที่จะปีนขึ้นไปด้านบนให้พ้นๆจากบึงฮิลดราโกร่าอันน่าสยดสยองเสียที แต่พอเริ่มขยับเคลื่อนไหวปุ๊บผืนน้ำเบื้องล่างก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง เจ้าหนอนสีเขียวตัวใหญ่เหมือนจะรับรู้เสียงและความสั่นสะเทือนได้จึงพากันแหวกว่ายมาวนเวียนอยู่เบื้องล่างราวกับกำลังรอคอยให้อาหารหล่นลงมาเข้าปาก บางตัวอาจจะหิวมากเพราะมันทำท่าจะปีนป่ายขึ้นไปหาเหยื่อ ...แต่เพราะขาของมันไม่มีเล็บให้ยึดเกาะจึงปีนขึ้นมาไม่สำเร็จ...
“พี่เมอร์เคน! อย่าซนสิคะ! เดี๋ยวพวกมันก็แห่กันมากินพวกเราหรอก โอ๊ย!! ขนลุกไปหมดแล้ว พี่จ๋ารีบหาทางออกจากที่นี่กันเถอะ หนูทนไม่ไหวแล้ว โฮ...”
รินเซ่ซึ่งเกาะต้นไม้ไว้แน่นหันไปตวาดหนุ่มผมขาวทั้งๆที่กำลังร้องไห้น้ำตานองหน้า ตอนนี้สาวน้อยทั้งเกลียดทั้งกลัวจนสุดจะทนไหว ยิ่งเมอร์เคนเคลื่อนไหวกระตุ้นให้บรรดาหนอนมารุมล้อมยิ่งทำให้เธอหน้ามืดจะเป็นลม ถ้ากลัวมากกว่านี้อาจจะมีเผลอพลั้งมือส่งเวทลงไปโจมตีพวกมันเข้าก็ได้
“รินเซ่... น้องใช้เวทลอยตัวได้รึเปล่า?” คามิวร้องถามพลางขยับเข้ามากอดน้องสาวเอาไว้เพื่อให้คลายความหวาดกลัว “ถ้าใช้เวทนั้นได้ละก็ น้องขึ้นไปข้างบนก่อนเลยนะ จากนั้นก็หาจุดที่จะผูกเชือกเวทแล้วหย่อนปลายลงมาที พวกพี่จะได้ไต่ขึ้นไปได้ไงล่ะ”
“เวทลอยตัวเหรอคะ? หนูเรียนมาแต่ไม่กล้าใช้หรอก” สาวน้อยกอดพี่ชายไว้แน่นพลางหลับตาปี๋ไม่อยากเห็นภาพชวนคลื่นไส้เบื้องล่าง “พี่ชายก็รู้ว่าหนูกลัวความสูง หนูคงทำไม่ได้แน่เลย ขอโทษนะคะที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย ฮือๆ”
“ไม่เป็นไรไม่ต้องร้องไห้ งั้นสอนเวทนั้นให้พี่หน่อยได้ไหม? เดี๋ยวพี่จะพาพวกเราขึ้นไปข้างบนให้เอง ขืนรอนานกว่านี้อาจจะไม่ปลอดภัยก็ได้”
หนุ่มผมดำพูดพลางเหลือบตามองไปทางรุ่นพี่ที่ยังซุกซนอยู่ไม่สุข เหมือนจะสนุกที่ได้เห็นเหล่าหนอนเขียวเคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่ตนขยับ แต่ดูสภาพกิ่งไม้ที่พวกเขาพักพิงกันอยู่คงไม่ทนทานพอจะรับน้ำหนักและการเคลื่อนไหววุ่นวายของเมอร์เคนได้นานแน่ ...ดังนั้นถึงแม้จะเสี่ยงอยู่สักหน่อยกับการที่ต้องใช้เวทโดยไม่มีการฝึกฝน ก็คงจำเป็นต้องทำอย่างรีบด่วนเสียแล้ว...
สองคนพี่น้องเร่งสอนมนตร์ให้กันอย่างเครียดๆ ส่วนเมอร์เคนก็หาเรื่องสนุกเพิ่มด้วยการหยิบโน่นปานี่ลงไปเบื้องล่างเพื่อล่อให้หนอนทั้งหลายว่ายไปทางโน้นทางนี้จนน้ำแตกกระจาย โดยหารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นมันรบกวนสมาธิของคนที่กลัวแมลงเป็นทุนเดิมแค่ไหน รินเซ่ร่ำๆจะประเคนเวทไปแช่แข็งรุ่นพี่ผมขาวตัวป่วนหลายครั้ง แต่ยังดีที่ตัวพี่ชายคอยกอดปลอบให้สงบใจลงได้ การสอนมนตร์จึงดำเนินไปได้ด้วยดี ...จนกระทั่งถึงเวลาที่หนุ่มน้อยผมดำจะได้ทดลองใช้จริง...
“เอาละพี่จะลองดูนะ รินเซ่ไปหาที่ยึดไว้ดีๆก็แล้วกัน” คามิวดันตัวน้องสาวไปเกาะไว้กับลำต้นแกร่งก่อนที่ตัวเองจะลุกขึ้นยืนทรงตัวอยู่บนกิ่งไม้ “ท่านฟาร์ฟาร์ผู้น่ารัก ช่วยข้าหน่อยเถอะครับ” งานนี้จะทำพลาดไม่ได้เพราะมันค่อนข้างอันตรายคามิวจึงไม่ลังเลที่จะเรียกหาความช่วยเหลือจากภูตพิทักษ์ของตน ซึ่งฟาร์ฟาร์เองก็ยอมให้ความช่วยเหลือโดยไม่ได้บ่นว่าอะไรสักคำ
คามิวหลับตาตั้งสมาธิทบทวนคาถา เมื่อคิดว่าตัวเองพร้อมก็ร่ายเวทด้วยความเร็วอันเป็นเอกลักษณ์โดยมีฟาร์ฟาร์คอยควบคุมพลังให้ วูบแรกที่ตัวลอยขึ้นไปหนุ่มน้อยเสียหลักหงายหลังหล่นลงจากกิ่งไม้จนเกือบตกลงไปในน้ำ แต่พอตั้งสติได้ก็ควบคุมการลอยตัวได้ดีขึ้น แถมยังหลบพ้นคมเขี้ยวของหนอนเขียวได้อย่างหวุดหวิดอีกด้วย แต่ทว่าพวกฮิลดราโกร่ากลับมีฤทธิ์มากกว่าที่คิด เพราะพวกมันพากันพ่นเส้นใยออกมา คงกะว่าจะใช้มัดเหยื่อแล้วลากลงไปกินในน้ำ
“กรี๊ดดด…!! พี่จ๋าช่วยด้วย! เอามันออกไปที กรี๊ดดด…!!”
เสียงร้องอย่างตระหนกสุดขีดของรินเซ่ดังขึ้น พลางสะบัดขาเร่าๆ เพราะเจ้าหนอนฮิลดราโกร่ามันพ่นเส้นใยมาพันไว้ เนื่องจากตอนนี้พวกมันระดมพ่นเส้นใยเข้าใส่เหยื่อทั้งสามแบบกะจะไม่ให้ตั้งตัวเตรียมหนีกันเลยทีเดียว ทางด้านเมอร์เคนก็อาศัยความว่องไวปานวอกโยกตัวหลบหลีกไปมา ยิ่งทำให้กิ่งไม้แกว่งไกวมากขึ้นจนน่าหวาดเสียว สำหรับคนที่กลัวทั้งแมลงและความสูงเป็นทุนอย่างสาวน้อยรินเซ่ถึงกับหน้ามืดมือไม้อ่อนร่วงตกลงจากจุดปลอดภัยบนกิ่งไม้จนได้
วูบบบ…!! หมับบบ…!!
อ้อมแขนแข็งแกร่งของคนเป็นพี่รับร่างน้องสาวที่ร่วงลงมาไว้ได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นก็ลอยตัววูบหลบเส้นใยของเจ้าฮิลดราโกร่าแล้วบินเข้าไปหาเมอร์เคนพร้อมทั้งยื่นแขนให้ รุ่นพี่หนุ่มไม่รอช้ารีบกระโดดคว้าแขนคามิวเอาไว้แน่นเพราะเล็งเห็นแล้วว่า ...ขืนอยู่ต่อไปคงไม่แคล้วกลายเป็นขนมขบเคี้ยวของเหล่าหนอนเขียวพวกนี้เป็นแน่...
ถึงน้ำหนักที่แบกไว้จะค่อนข้างมากเกินตัวไปสักหน่อย แต่หนุ่มน้อยก็ยังพยายามลอยตัวขึ้นไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่มันก็ค่อนข้างลำบากเอาการ เพราะการที่ต้องหอบหิ้วทั้งน้องสาวและรุ่นพี่ตัวใหญ่ๆอย่างเมอร์เคนเอาไว้ แถมยังต้องคอยหลบหลีกเส้นใยของหนอนฮิลดราโกร่าไปด้วยนั้น มันค่อนข้างเปลืองแรงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ยิ่งคามิวเพิ่งจะฟื้นจากอาการบาดเจ็บมาหยกๆ ...การจะหนีด้วยวิธีลอยตัวขึ้นไปนั้นมันกลับไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดไว้เสียแล้ว...
ถึงแม้จะลำบากแค่ไหนหนุ่มน้อยผมดำก็ไม่ย่อท้อ พยายามฝืนเค้นพลังเฮือกสุดท้ายพุ่งตัวทะลุผ่านช่องที่พลัดร่วงลงมาจนสำเร็จ ทว่าการลงสู่พื้นกลับไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ เนื่องจากหนุ่มน้อยคนเก่งมาหมดแรงเอาดื้อๆเลยร่วงตุ้บลงไปนอนแอ้งแม้งโดยมีอีกสองคนนอนทับอยู่บนร่าง อาการจุกเพราะโดนของหนักทับเริ่มถามหาจนแทบหายใจไม่ออก ยังดีที่คนด้านบนรีบลุกออกไปก่อนที่จะวูบหมดสติ
“ที่นี่มันยังไงกันเนี่ย?” รุ่นพี่ผมขาวพูดพึมพำราวเสียงกระซิบ พลางมองไปรอบตัว “มันคุ้นๆตายังไงพิกลแฮะ! หรือนายว่าไง? คามิว”
เป็นคำถามที่ทำให้หนุ่มน้อยที่เพิ่งจะลุกขึ้นมานั่งหอบแทบจะหยุดหายใจทันที เพราะสถานที่ซึ่งพวกเขาอยู่ในตอนนี้มันคล้ายคลึงกับห้องโถงของวิหาร ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างสมัยดึกดำบรรพ์ในพรีมิวเลียที่คามิวและเมอร์เคนเคยไปผจญภัยกันมาแล้วไม่มีผิด ทั้งร่องรอยอักขระโบราณอันแปลกประหลาด ทั้งเสาหิน ลวดลายแกะสลักตามผนัง รวมทั้งแท่นบูชา ...เพียงแต่ว่าที่แห่งนี้ยังคงความสมบูรณ์อยู่มากราวกับเพิ่งผ่านวันเวลามาเพียงไม่นานนัก...
และสิ่งที่ทำให้คามิวอยากจะเผ่นหนีออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้องโถงแห่งนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงอันตรายร้ายแรงที่ยังสามารถลุกขึ้นมาอาละวาดเอากับผู้บุกรุกได้ทุกเวลา ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดทรมานเมื่อครั้งได้พบเจอกับแกรนมาสเตอร์อาเรสเริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง ทำให้หนุ่มน้อยผมดำรู้สึกหนาวสั่นเส้นขนลุกชันขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ ...ราวกับร่างกายเริ่มรับรู้ถึงบางสิ่งที่มีสถานะเดียวกันกับอาเรส และไรออท...
“มาเจอของดีเข้าอีกจนได้สิ ยินดีด้วยนะเจ้าหนูคามิว” ฟาร์ฟาร์ออกอาการยิ้มแหยๆเพราะพอจะมองเห็นอนาคตของเจ้านายของเธอว่าต้องพบเจอกับวิบากกรรมอีกรอบเป็นแน่ “สงสัยดวงของเจ้าจะสมพงษ์กับของพวกนี้ ยังกับมีใครกำหนดชะตาเอาไว้ไม่มีผิดเลยเนอะ”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #5584 Mr.BlackList (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2554 / 11:23
    คามิวจะอาวุธระดับเทวตำนานอีกแล้วหรือนี่กระไร
    #5,584
    0
  2. #4913 conankun (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2553 / 19:32
    ฟาร์ฟาร์แสนน่ารักกวนได้ใจมาก ฮ่าๆๆๆ
    กลับมาแล้วค่าาาาา
    ขอโทษนะค่ะที่หายไปนาน ไม่มีเวลาเลยเจ้าค่ะ
    แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาอ่านอีกรอบแล้วจ้า (สงสารคามิวจิงๆๆๆ)
    #4,913
    0
  3. #4314 Lux51Forever (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2553 / 01:52
    รอดจากเจ้าหนอนหน้าเกลียด

    ก็งานเข้าเลยนะ

    คามิวสู้ๆ
    #4,314
    0
  4. #3987 inasba (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2553 / 01:16
    โหรอดจากหนอนมาได้แต่จะรอดจากการทดสอบได้ไหมนะ
    #3,987
    0
  5. #3877 [þ-เมฆาล่องลอย§-] (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 / 12:37
    เหอๆ เห็นด้วยคามิวดวงสมพงกับเรื่องพวกนี้จิงๆ
    #3,877
    0
  6. #3694 ผงฝุ่น (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 23 เมษายน 2553 / 08:50
    ทำไมเค้าอ่านตอนที่ 84 ไม่ได้อ่ะ ฮือ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
    #3,694
    0
  7. #3650 เอกเองครับ (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 16 เมษายน 2553 / 12:36
    คราวนี้จะได้อะไรอีกล่ะเนี่ย ว่าแต่เมอร์เคนนี่ซนจริงๆเลยแฮะ ทำเอาคามิวต้องรับภาระหนักแทนที่จะบินขึ้นมาคนเดียวแล้วผูกเชือกลงไป กลายเป็นต้องกระเตงตั้งสองคน
    #3,650
    0
  8. #3648 SomSalovaGy (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 15 เมษายน 2553 / 22:12

    เย้ ในที่สุดก้อปั่นอ่านจนจบแล้ว ^O^

    สนุกมากๆเลยค่ะ  แต่สงสารคามิวจัง โดนแกล้งตลอด!!

    มาอัพไวๆนะค่ะ

    #3,648
    0
  9. #3647 loli (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 15 เมษายน 2553 / 22:01
    ถ้าเป็นคามิวนะจะขอลาออก!!!

    ไม่เป็นเเระพระเอกเรื่องนี้

    เหนื่อยจริงๆ



    ....



    55555555
    #3,647
    0
  10. #3646 เงามายาแห่งรัตติกาล (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 15 เมษายน 2553 / 09:51
    ไรเตอร์คือพระเจ้าไง ผู้กำหนดชะตากรรมหนูน้อยผมดำๆ ฮ่า
    #3,646
    0
  11. #3636 MuJung (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 13 เมษายน 2553 / 23:17
    "ยังกับมีใครกำหนดชะตาเอาไว้ไม่มีผิดเลยเน๊อะ"

    คนกำหนดชะตาก็ไรเตอร์ไงคร้าบบบ แง่งงงง แกล้งตัวละครเก่งจริงจรี๊งงงง
    #3,636
    0
  12. #3635 เวนีล่า (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 13 เมษายน 2553 / 21:12
    คามิวสู้ๆ      ต้องรอดไปให้ได้
    #3,635
    0
  13. #3634 DeK_LeaW (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 13 เมษายน 2553 / 20:36

    ไรเตอร์ไม่ชอบคามิวจริงๆด้วย  แง๊~

    #3,634
    0
  14. #3633 DIGIT@L-SENTINEL (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 13 เมษายน 2553 / 12:15
    สมบัติชิ้นใหม่? งานนี้ท่าทางโหดอีกแล้วแฮะอาเรสกับไรออทก็ไม่อยู่ด้วยสิ
    #3,633
    0
  15. #3631 axis (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 13 เมษายน 2553 / 10:37
     ป่วนได้ 24 ชม. เป็น 7-11 จริงเลยพี่เมอร์เคน 

    ระวังจะเจอน้องเอาคืนเหมือนตอน นิว คามิวนะ
    #3,631
    0
  16. #3630 G-2010 (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 13 เมษายน 2553 / 10:22
    ถ้าอะไรเกิดขึ้นกับคามิวนะ

    จะโทษคุณไรเตอร์คนเดียวเลย

    จะรังแกกันมากไปแย้ว...

    ให้คามิวพักบ้างซีค้า.... (-_-)*

    แฟนคลับเดือดร้อนค่า...คริ คริ
    #3,630
    0
  17. #3629 ~*>> IN (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 13 เมษายน 2553 / 01:33
    55555+   เป็นเรื่องดีของคนอื่น

    แต่คงนับเป็นฝันร้ายของคามิวอีกครั้งทีเดียว  ^^

    ผ่านพ้นไปให้ได้   แล้วเจ้าจะได้ของวิเศษอีกชิ้น   555+
    #3,629
    0
  18. #3627 phoedom (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 13 เมษายน 2553 / 00:29
    คามิวเอ๋ย จะเรียกว่าดวงดี หรือว่า ดวงซวยดีนะ
    #3,627
    0
  19. #3625 ผงฝุ่น (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 12 เมษายน 2553 / 08:40
    เฮ้อคามิว จะมีสักครั้งมั้ย ที่ราบรื่นปลอดภัยน่ะ ห่ะ........................
    #3,625
    0
  20. #3624 loli (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 11 เมษายน 2553 / 23:08
    เลือกที่ตกได้ดีจริงจริ๊งงง

    555
    #3,624
    0
  21. #3622 เอกเองครับ (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 11 เมษายน 2553 / 12:03
    แหม ส่งดีเกินไปแล้ว เล่นมาที่ตัวต้นเหตุเลย หุหุ
    #3,622
    0
  22. #3621 phoedom (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 11 เมษายน 2553 / 02:08
    น่าสงสาร 3 คนนั้นจังเลยน้า
    #3,621
    0
  23. #3620 ห้องนิยาย (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 10 เมษายน 2553 / 18:12
    ห๊ะ ... 


    คามิล   คามิลสู้ๆ  


    พี่แหม่แพมไม่ได้ไปอ่ะค่ะ  ไกลเกินไป   T^T 

    #3,620
    0
  24. #3616 loli (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 9 เมษายน 2553 / 23:00
    อา..~~

    คามิวเเย่เเล้ว!!!
    #3,616
    0
  25. #3612 axis (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 8 เมษายน 2553 / 19:35
     อ้าก  เปิดหน้าให้หมดทุกคนสิ โฮมุนครูส  

    พี่แหม่ม แกล้งแบบนี้มัน...(>< #@6&7฿*=-๑+๒๓๔๓!)  อธิบายไม่ิิออก (แห๊ก)
    #3,612
    0