วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 82 : เส้นทางสู่เมืองใต้พิภพ2(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,982
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

ขอโทษที่หายไปนานนะคะ  จบตอนจนได้ค่ะ  เฮ้อ  เหนื่อยทั้งงานคุมซ่อมแซมบ้าน และการไปเดินงานสัปดาห์หนังสือได้มาหลายเล่มเลยค่ะ  ว่าแต่ขอหยุดอัพนิยายไปอ่านงานคนอื่นก่อนจะได้มั้ยนะ?
**+++**+++**+++**

ณ ลานเขียวขจีที่ปกคลุมด้วยกลุ่มมอสนุ่มเท้ากลางหมู่บ้านอันสงบสุขของเผ่าภูตดิน แม้จะอยู่ใต้ดินแต่แสงวับแวมที่สะท้อนจากแร่เรืองแสงและผลึกอัญมนีขนาดใหญ่โตที่มีอยู่มากมาย ทำให้ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยแสงสีรุ้งงดงามละลานตาและไม่เคยมืดมิด บ้านเรือนที่ปลูกสร้างด้วยดินและแท่งศิลาอันมีค่ามหาศาลดูกระทัดรัดอบอุ่นและน่าอยู่อาศัย เหมาะกับเจ้าของบ้านที่มีขนาดตัวเล็กจ้อยกว่ามนุษย์ปกติทั่วไป และด้วยความนิยมชมชอบสีสันฉูดฉาดจนเหมือนกับความชอบนี้จะฝังลึกอยู่ในสายเลือด ทำให้ที่แห่งนี้ดูสดใสไม่เคยจืดชืดไร้ชีวิตชีวาทั้งจากสภาพแวดล้อมและเครื่องแต่งกายของชาวบ้าน
แต่ทว่าวันนี้ แสงสีดูจะซีดจางซบเซาลงไปเพราะเจ้าของหมู่บ้านไม่อยู่ในอารมณ์สดใสไร้กังวลเช่นเดิม เนื่องจากรับรู้แล้วว่ามีผู้บุกรุกสู่ปากทางเข้าเมืองใต้พิภพของตน พวกเขาไม่สนหรอกว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู เพราะหมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยได้ต้อนรับผู้มาเยือนจนเวลาล่วงเลยมาเกือบพันปีเห็นจะได้ แถมเพิ่งเกิดเหตุการณ์คนสำคัญถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ทำให้หวาดผวากันไปหมด แม้คนที่ว่าจะถูกช่วยเหลือรอดกลับมาได้แล้วก็ตาม ...แต่ก็ยังไม่มีใครวางใจได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะปลอดภัยเต็มร้อย...
แก๊งงง…!! แก๊งงง…!! แก๊งงง…!!
“มีคนบุกรุก! มีคนบุกรุก!” เสียงตีเกราะเคาะศิลาดังลั่นเวิ้งถ้ำใหญ่ใต้ดิน เร่งเร้าให้คนที่กลัวอยู่แล้วยิ่งสติแตกกันไปใหญ่โต “ประกาศสภาวะฉุกเฉินระดับเพชร กองกำลังป้องกันหมู่บ้าน ประจำตำแหน่งพร้อมรบ”
ร่างเล็กๆของคนแคระหลายคนพากันวิ่งวุ่นเหมือนหนูติดจั่นที่หาทิศทางไม่เจอ บางคนวิ่งชนกันจนล้มกลิ้งกว่าจะลุกขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเล เพราะแขนขาสั้นๆกับสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการออกกำลัง จึงทำให้ไม่ค่อยคล่องตัวนัก ประกอบกับความร้อนรนยิ่งทำให้คนที่คอยมองดูรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“หยุด! หยุดก่อน!!” เสียงตะโกนดังก้องมาจากกลางลานหมู่บ้าน เจ้าของเสียงยืนจังก้าทำหน้าเชิดด้วยท่าทางที่พยายามทำให้ดูน่าเกรงขามที่สุด แต่ด้วยสรีระที่ทั้งสั้นทั้งกลมประกอบกับหมวกยอดแหลมและชุดสีจัดจ้าเลยดูน่าขำมากกว่าน่านับถือ “พวกเจ้าจะกลัวอะไรกันนักหนาเนี่ย เราวางกับดักเอาไว้เยอะขนาดนั้น ไม่มีใครเล็ดลอดเข้ามาได้นอกจากคนที่ข้าอยากให้มา”
“แต่เจ้าพวกคนร้ายมันก็ยังซุ่มคอยอยู่นี่นา ตอนออกไปวางกับดักเวทเพิ่มพวกเราก็ไปจ๊ะเอ๋กับมันมาแล้ว” คนแคระชายเสื้อแดงท่าทางคล้ายๆจอมเวทโวยวายด้วยเสียงสั่นๆ “ยังดีนะที่พวกข้าอาศัยความไวหนีรอดมาได้น่ะ”
“เออ...จริงด้วย ป่านนี้คนที่ท่านอยากให้มาอาจจะถูกเจ้าพวกนั้นเล่นงานไปแล้วก็ได้” จอมเวทประจำเผ่าออกอาการสติแตกให้เห็นเช่นกัน อย่างว่าแหละก็คนมันไม่ได้ลงสนามจริงมาหลายร้อยปีแล้วนี่นา “แล้วถ้าคนที่บุกรุกเข้ามาเป็นพวกมันล่ะ พวกเราต้องโดนมันฆ่าตายหมดแน่ๆเลย ทำไงดี?”
“แต่ข้าคิดว่าเขาต้องรอดมาถึงที่นี่ได้แน่นอน” อีกหนึ่งเสียงที่มาหยุดยั้งความโกลาหลคือเสียงจากผู้เฒ่าพยากรณ์ประจำเผ่า ซึ่งวันนี้มามาดขรึมด้วยสีเขียวเข้มทั้งชุด หนวดเคราสีขาวที่ยาวเกือบลากพื้นรวมทั้งไม้เท้าที่มียอดเป็นทับทิมสีแดงสดเม็ดเขื่อง เพิ่มดีกรีความน่าเชื่อถือขึ้นอีกอักโข “คำพยากรณ์ออกมาแล้วว่า เด็กแห่งชะตาจะมาทดแทนฟันเฟืองแห่งอดีตที่ขาดหายไป แต่คำทำนายมายุติที่ว่าข้ามองไม่เห็นอนาคต…”
“ไม่เห็นอนาคต!? หมายความว่าพวกเราต้องจบสิ้นกันแค่นี้งั้นเหรอเนี่ย? ไม่เอานะ ข้ายังไม่อยากตาย!”
ความวุ่นวายที่หนักกว่าเก่าเกิดขึ้นทันทีที่ทุกคนได้ยินคำกล่าวของผู้เฒ่าซึ่งเป็นเสมือนเข็มทิศของเผ่า เพราะคำพยากรณ์แต่ละอย่างที่เคยบอกไว้มันแม่นยำจนทุกคนยอมรับนับถือ ในเมื่อพยากรณ์ว่าไม่เห็นอนาคตก็พากันตีความว่าทุกสิ่งต้องจบสิ้นลง ...ซึ่งก็หมายถึงตายยกเผ่านั่นเอง...
“เฮ้อ… ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหม เวลาที่ท่านจะแจ้งคำทำนายให้เจ้าพวกนี้รู้ ช่วยพูดให้มันกระจ่างไม่ต้องตีความทีหลัง แล้วก็อย่าทำเป็นกั๊กคำเฉลยเพื่อความเท่ห์ส่วนตัว” ฯเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ถอนหายใจส่ายหน้ากับนิสัยท่ามากของผู้เฒ่าพยากรณ์ เพราะมันทำให้เกิดการเข้าใจผิดมาแล้วหลายครั้ง แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เข็ดซะที “พูดมาตรงๆเลยดีกว่าว่า มันจะดีหรือร้ายกันแน่”
“อะแฮ่ม… ก็ได้ๆ เอ้าทุกคน...ฟังกันให้ดีๆ” ผู้เฒ่าตั้งหลักใหม่อีกครั้ง สองมือสั้นๆยกชูไม้เท้าหัวทับทิมขึ้นเหนือหัวในท่าเตรียมประกาศคำพยากรณ์ แต่เหล่าคนแคระที่กำลังกลัวลนลานยังแตกตื่นวิ่งวนชนกันมั่วไม่สนใจที่จะฟัง “เฮ้ย…!! ไอ้พวกบ้า! ถ้าไม่ฟังข้าจะงอนแล้วนะ” ผู้เฒ่าเริ่มไม่สบอารมณ์ อย่างว่าแหละคนแก่ก็น้อยใจง่ายเป็นธรรมดา “ในเมื่อไม่มีใครฟังข้าจะกลับบ้านไปนอนละ เชิญบ้ากันให้พอใจเถอะ”
พอได้ยินผู้เฒ่าน้อยใจทุกคนก็เลยหยุดวิ่งแล้วหันมายืนทำตาแป๋วรอฟังความ ราวกับว่าไอ้ที่วิ่งๆอยู่เมื่อครู่คือการกลั่นแกล้งคนแก่ไม่มีผิด เล่นเอาผู้อาวุโสประจำเผ่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแอบบ่นพึมพำกับความขี้เล่นที่ไม่รู้จักเวล่ำเวลาของชาวบ้าน ด้านฯเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ก็เซ็งจิตพลางคิดว่าเพราะคนในหมู่บ้านเป็นเสียแบบนี้ ก็เลยต้องหนีออกไปหาความสงบที่โลกภายนอกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งที่จริงมันก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้างในการหนีเมียไปเที่ยวนั่นเอง
“คำพยากรณ์เดิมมีอยู่ว่า เด็กแห่งชะตาจะทำให้หายนะในอดีตย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ผลทำนายอนาคตมันไม่ชัดเจนเหมือนเก่า คำทำนายเมื่อร้อยปีก่อนบ่งบอกถึงความพินาศ แต่คราวนี้เหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีนะ” ผู้เฒ่าขยายความชัดเจนแบบไม่ต้องคิดตีความให้เหนื่อย ทุกคนที่ฟังอยู่จึงพยักหน้ากันหงึกหงักด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน “สรุปว่า เป็นไปในทางที่ดีนั่นแหละ จบข่าว”
“พูดชัดๆคือพวกเราอาจมีทางรอดสินะคะ” บาร์บี้ภรรยาสาวของฯเอ็ดเวิร์ดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมีความหวัง “งั้นพวกเรามาช่วยกันภาวนาให้เด็กคนนั้นผ่านเข้ามาที่นี่ได้อย่างปลอดภัยกันเถอะ”
“งั้นข้าออกไปรับเขาเข้ามาเลยดีไหม? ตอนนี้คงอยู่ที่ปากทางเข้าแล้วละนะ” ฯเอ็ดเวิร์ดที่ 4 กะดี๊กะด๊าเสนอตัว ท่าทางจะยังไม่เข็ดกับความซวยครั้งที่แล้ว “จะได้ให้มาจัดการวางเขตอาคมล้อมรอบหมู่บ้านเราซะ ทุกคนจะได้สบายใจหายห่วงไงล่ะ”
“อย่าดีกว่าค่ะ! ที่รัก!” มือเล็กๆทว่าแข็งแกร่งเหลือเชื่อคว้าหมับเข้าที่แขนก่อนที่เอ็ดเวิร์ดจะก้าวเท้าออกไป “ที่รักไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงอันตรายหรอกค่ะ” เสียงหวานๆที่ทรงอำนาจเอื้อนเอ่ย แม้ใบหน้าจิ้มลิ้มของบาร์บี้จะแย้มยิ้มน่ารัก แต่ดวงตากลับฉายแววดุเอาเรื่องจนสามีตัวแสบสะดุ้งโหยง “อยู่ที่นี่แหละ คนอื่นจะได้ไม่เดือดร้อน เข้าใจนะคะ ที่รัก”
“เอ้อ…ได้จ้ะ ยาหยี” ภรรยาธิปไตยเป็นประเพณีนิยมอย่างหนึ่งของเผ่าคนแคระ และมักจะถือว่าเมียนั้นคือแม่คนที่สอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนุ่มๆของเผ่านี้จะเกรงใจศรีภรรยาของตนเหมือนหนูกลัวแมว “ขอโทษทีนะเจ้าหนุ่ม ข้าจะคอยเอาใจช่วย ขอให้พบทางเข้าเร็วๆก็แล้วกันนะ”
.
.
เสียงพูดคุยเบาๆ เสียงเดินย่ำใบไม้แห้ง และกลิ่นควันไฟ ปลุกคนที่นอนหลับสนิทมาตั้งแต่เมื่อคืนให้เริ่มรู้สึกตัวตื่น แพขนตาสีเข้มกระพริบไหวเพื่อปรับให้นัยน์ตาเคยชินกับแสงสว่างในยามเช้าที่ดูจะจัดจ้าแปลกๆ พอขยับตัวลุกขึ้นมานั่งก็พบว่าตอนนี้ตนเองกำลังนอนอยู่ในวิหารร้างซึ่งเหลือแต่เสาหินและผนังเพียงบางส่วน แต่ที่แปลกไปก็เป็นแสงสีที่สะท้อนออกมาจากผลึกหินสีต่างๆที่ฝังตัวอยู่ตามพื้นและผนัง ทำให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยแสงสีรุ้งที่งดงามอย่างประหลาด ...จนคามิวถึงกับเผลอมองเหม่อจนลืมระวังตัว...
“ตื่นแล้วเหรอ บาดแผลเป็นไงบ้าง?” เมอร์เคนซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดเห็นรุ่นน้องลุกขึ้นนั่งปุ๊บก็รีบเข้ามาหา พลางตรวจดูบาดแผลที่ใส่ยาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน “อันที่จริงเมื่อเข้านี้น้องรินเซ่ก็มาร่ายเวทรักษาให้แล้วนะ ถ้ายังไม่หายจะได้ใส่ยาเปลี่ยนผ้าพันแผลอีกที”
“รุ่นพี่ครับ เมื่อวานนี้ผมรอดมาได้ยังไง?” ดูเหมือนคามิวจะยังงงกับสภาพของตัวเองอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อวานทั้งเจ็บทั้งเพลียจนคิดอะไรไม่ออกเลยหลับไปก่อนจะได้ไล่เรียงเรื่องราว พอแผลหายและได้นอนเต็มอิ่มจึงมาลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและพบว่า ...ก่อนที่ตนเองจะหมดสตินั้นมีความทรงจำบางส่วนขาดหายไป...
“ไม่แปลกหรอกที่นายจะจำไม่ได้ เพราะตอนนั้นพวกเราแต่ละคนโดนพิษจนหมดสภาพ” เมื่อเห็นว่าบาดแผลหายดีแล้ว เมอร์เคนก็ถือวิสาสะค้นเป้ของคามิวเพื่อหาเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ผัดเปลี่ยนกับตัวเก่าที่ขาดรุ่งริ่ง “เท่าที่ฉันพอจะจำได้ ฉันเห็นนายห้อยต่องแต่งอยู่ตรงหน้าไอ้คนร้ายสวมหน้ากากสีทอง ท่านลีฟฟีนกับพวกเลนันจะเข้าไปช่วยก็ไม่ทันเพราะต้องรับมือพวกที่เหลือ แต่พอเจ้าหน้ากากทองมันแทงนายปุ๊บ มันก็ร้องจ๊ากเลือดสาดแล้วร่วงลงมาตายกลายเป็นกองโคลนเหม็นๆเหมือนกับพวกมันที่เหลืออยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น”
คำบอกเล่าของเมอร์เคนทำให้คามิวนิ่งเงียบไป ดวงตาสีทองคู่งามหรี่ลงราวกับกำลังพยายามทบทวนสิ่งที่ตัวเองประสบมา ในความทรงจำที่แสนเลือนรางราวกับความฝันนั้น ยังพอหลงเหลือร่องรอยของสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปโดยไม่รู้ตัวอยู่บ้าง เช่นการเพ่งจิตเพื่อควบคุมร่างโฮมุนคูลัสให้ต่อสู้กันเอง ...แม้จะไม่ค่อยราบรื่นนักแต่ก็เปลืองพลังงานน้อยกว่าการถอดจิตในครั้งก่อน...

คามิวค่อยๆเรียบเรียงภาพในความทรงจำให้ปะติดปะต่อกันจนมาถึงภาพสุดท้ายที่จำได้ ...มันเป็นภาพปลายดาบสีเงินซึ่งจ้วงแทงเข้าสู่ร่างอย่างรวดเร็ว ซึ่งมาพร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสจนทำให้สติดับวูบไปนั่นเอง...
“พี่จ๋า! ตื่นแล้วเหรอ?” สาวน้อยส่งเสียงแจ๋วทักทายมาก่อนที่จะโถมตัวเข้ากอดพี่ชายของตนไว้แน่น “แผลหายแล้วใช่มั้ยคะ ยังเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า? บอกมาได้เลยค่ะหนูจะได้ใช้เวทรักษาให้ไงล่ะ”
“ขอโทษนะรินเซ่” คามิวพูดเสียงเบาราวกระซิบเพราะรู้สึกผิดที่ตนเองไม่มีปัญญาปกป้องน้องสาวให้รอดพ้นอันตราย เพราะขนาดตัวเองยังเกือบไม่รอดจึงไม่อยากจะให้น้องมาเสี่ยงชีวิตด้วย แต่กลับไม่มีใครยอมฟังคำคัดค้านของเขาเลยสักคนเดียว “เห็นแล้วใช่ไหมว่ารอบตัวพี่มีแต่อันตราย ถ้าน้องเป็นอะไรไปทุกคนคงเสียใจ พี่คงยกโทษให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน น้องรีบกลับไปหาท่านแม่เถอะนะ พี่ขอร้อง”
สาวน้อยรินเซ่กระชับอ้อมกอดของเธอให้แน่นขึ้นอีกพลางส่ายหน้า จนเส้นผมสีทองกระจายตัวออกสะท้อนแสงตะวันเป็นประกายเงางาม ดวงตาสีเขียวมรกตที่เคยสดใสดูหม่นหมองลง น้ำตาที่เหือดแห้งไปเริ่มเอ่อคลออีกครั้งด้วยความสงสารพี่ชายสุดที่รัก เพราะขณะที่เธออยู่ดีมีสุขและปลอดภัยอยู่ในราเชล แต่พี่ชายของเธอกลับต้องพบเจอกับอันตรายร้ายแรงหลายครั้งหลายหน แม้ที่แล้วๆมาจะเอาตัวรอดมาได้ ทว่าไม่มีใครรับประกันว่าครั้งต่อไปจะโชคดี รินเซ่ไม่อยากสูญเสียพี่ชายผู้แสนดีของเธอ จึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะขออยู่ด้วยเพื่อช่วยเหลือกันให้ถึงที่สุด
“รู้ว่าพี่ชายมีอันตรายแบบนี้จะให้หนูทิ้งไปได้ยังไงกันคะ” อ้อมแขนของรินเซ่สั่นน้อยๆเพราะอาการสะอื้นไห้ หยาดน้ำตาใสเริ่มไหลหลั่งพรั่งพรูอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ “หนูจะไม่ยอมไปห่างจากพี่ชายเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”
“ท่านคามิว! พวกเรารู้ซึ้งถึงความอ่อนแอของตัวเองแล้ว เราจะระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้อีก ได้โปรดให้โอกาสพวกเราได้แก้ตัวด้วยเถอะ”
ทหารองครักษ์ทั้งหลายพากันคุกเข่าก้มหน้าสำนึกผิดที่ตนทำหน้าที่ได้ไม่ดี ปล่อยให้หนุ่มน้อยผู้เป็นนายได้รับบาดเจ็บปางตาย หากราชาคาร์ลอสทรงทราบเรื่องนี้เข้าละก็พวกเขาคงไม่พ้นโทษหนักเป็นแน่ หากต้องรับโทษแล้วไซร้ก็ขอตายในหน้าที่เพื่อให้เกียรติแห่งอัศวินยังคงอยู่แทนตัว ...และพวกเขาก็พร้อมแล้วที่จะทำงานเพื่อหนุ่มน้อยผมดำผู้แสนอารีย์คนนี้อย่างถวายชีวิต...
“ท่านคามิวคะ ข้าเจอจุดที่เป็นปริศนาแล้วค่ะ” ลีฟฟีนแปลกใจเล็กน้อยกับภาพพี่น้องสองคนกอดกันแน่น แถมยังมีกลุ่มอัศวินตัวโตๆคุกเข่าอยู่ต่อหน้า แต่เมื่อเห็นเมอร์เคนส่งยิ้มมาให้เป็นเชิงบอกว่าไม่มีเรื่องอะไรร้ายแรง จึงวางใจและบอกเล่าถึงสิ่งที่ตนเองได้ค้นพบ “มันเป็นจุดที่มีวงเวทสลักเอาไว้บนพื้นหิน แต่อักขระเหล่านั้นเป็นภาษาดึกดำบรรพ์ที่ข้าอ่านไม่ออกค่ะ”
“ขนาดเอลฟ์อย่างท่านลีฟฟีนยังอ่านไม่ออก แล้วท่านคามิวจะอ่านได้เหรอครับเนี่ย” เลนันตั้งข้อสงสัยเพราะขนาดลีฟฟีนเอลฟ์สาวอายุร้อยสามสิบที่เก่งกล้าเรื่องภาษาโบราณยังจนปัญญา แล้วเด็กหนุ่มวัยละอ่อนอย่างคามิวจะทำอะไรได้
“แต่ข้าคิดว่าคงไม่เกิดความสามารถของท่านคามิวหรอก อย่างน้อยๆก็ยังมีท่านฟาร์ฟาร์คอยช่วยอยู่ทั้งคนนี่นา” ลีฟฟีนยังคงมั่นใจว่าหนุ่มน้อยคนเก่งที่มักจะทำตัวเหมือนพวกคมในฝักจะต้องมีดีอย่างอื่นซ่อนไว้อีกแน่ “ว่าแต่พักนี้ไม่เห็นท่านฟาร์ฟาร์เลยนะคะ เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ? แล้วสัตว์อสูรสองตัวที่ออกมาช่วยพวกเราไว้มันไปไหนแล้วคะเนี่ย?”
“อาเรสกับไรออทน่ะเหรอ อยู่นี่ไงล่ะคะ” รินเซ่ยังไม่ทันพูดจบ เจ้าสองตัวที่โดนพูดถึงก็โผล่หน้าออกมาจากอกเสื้อของรินเซ่ ตอนนี้พวกมันอยู่ในร่างสัตว์อสูรขนปุยตัวเล็กจ้อยมองดูคล้ายๆกระรอกไม่มีผิด “ที่จริงมันอยากอยู่กับพี่ชายนะคะ แต่เพราะโดนดุก็เลยไม่กล้าอยู่ใกล้ เลยหลบภัยมาอยู่กับหนูแทนน่ะค่ะ”
จิตของการ์เดี้ยนที่กลายร่างเป็นสัตว์อสูรแสนน่ารักมองเจ้านายตาละห้อย ใบหูยาวของมันลู่ไปด้านหลังอีกทั้งยังก้มหน้าก้มตาทำท่าทางชวนให้สงสารเป็นอย่างยิ่ง จนคามิวรู้สึกหมั่นใส้ในความเสแสร้งของสองการ์เดี้ยน ที่ตัวจริงนั้นร้ายกาจจนอาจารย์ทิวลีนต้องปิดผนึกร่างจริงเอาไว้ในส่วนลึกของราเชล
“เอาเถอะ ตอนนี้จะยอมให้อยู่ช่วยงานก่อนก็ได้ แต่พอเสร็จงานเมื่อไหร่พวกแกต้องรีบกลับไปทันที เข้าใจมั้ย?”
เมื่อเจ้านายเอ่ยปากอนุญาตอาเรสสุดแสนจะดีใจรีบกระโดดผลุงไปหาคามิวทันที ในขณะที่ไรออทยังคงคลอเคลียอยู่กับรินเซ่ไม่ห่าง ท่าทางจะถูกใจที่ได้อยู่กับคนใจดีอย่างรินเซ่มากกว่าเจ้านายที่คอยแต่จะดุใส่อย่างคามิว เพราะตอนนี้เจ้าของที่แท้จริงอย่างคามิว กำลังจ้องเขม็งด้วยสายตาเอือมระอาและตำหนิติเตียน
“งั้นพวกเรามาจัดการเติมพลังด้วยอาหารเช้ากันก่อนดีกว่า เสร็จแล้วจะได้ช่วยกันวิเคราะห์เพื่อไขปริศนาเข้าเมืองคนแคระไงล่ะ”
ดูเหมือนทุกคนจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เมอร์เคนพูด อาหารเช้าจึงถูกจัดการอย่างรวดเร็วเนื่องจากไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว พอกินเสร็จปุ๊บคามิวก็รีบลุกโดยกะว่าจะเดินไปดูสิ่งที่ลีฟฟีนบอก แต่ก็ทำได้ไม่ถนัดนัก เพราะเหล่าองครักษ์เหมือนจะอ่านความคิดของหนุ่มน้อยออก เลยตามประกบทุกฝีก้าวเรียกว่าแทบจะตามอุ้มเลยก็ว่าได้ ฝ่ายคามิวก็รู้สึกอึดอัดขัดใจที่ไม่สามารถแอบไปหาทางเข้าตามลำพัง ...ทั้งๆที่กะว่าจะเข้าไปจัดการเรื่องราวต่างๆให้เสร็จสิ้นด้วยตัวเองแท้ๆ...
จุดที่ลีฟฟีนบอกนั้นเป็นพื้นหินทรายซึ่งแปลกแยกจากสภาพรอบด้าน เพราะในป่าดงดิบนอกจากหินภูเขาไฟและหินปูนแล้วก็ไม่น่าจะมีหินชนิดนี้ แถมยังมีร่องรอยของการสลักวงเวทเอาไว้แต่ทว่าสึกกร่อนไปตามเวลา อักขระที่จารึกเป็นภาษาโบราณที่เก่าแก่มากกระทั่งเผ่าเอลฟ์ยังไม่มีบันทึก บางส่วนยังพอหลงเหลือรูปร่างที่ชัดเจนให้ใช้วิเคราะห์ได้ แต่หลายๆส่วนแตกหักเสียหายคล้ายกับถูกทำลายด้วยน้ำมือของใครบางคน
“เป็นไงคะท่านคามิว พอจะอ่านออกรึเปล่า?” สาวเอลฟ์ที่อายุมากกว่าเป็นร้อยปีถามเด็กหนุ่มที่กำลังเดินวนเวียนดูวงเวทอย่างใช้ความคิด โดยมีกลุ่มอัศวินตัวโตๆเดินตามเป็นพรวนดูน่าเวียนหัวยังไงพิกล และดูท่าเจ้าตัวเองก็เริ่มจะทนความน่ารำคาญไม่ไหวเหมือนกัน จึงหยุดเดินและย่อตัวลงนั่งมันกลางวงเวทนั่นแหละ สาวน้อยรินเซ่เองก็นั่งอยู่กับพี่ชายของเธอเช่นกัน ทำให้คนอื่นๆจำใจต้องกระจายวงออกไปคอยยืนคุ้มกันห่างๆ
“ท่านฟาร์ฟาร์ผู้น่ารัก! โปรดออกมาช่วยข้าหน่อยเถอะครับ” ในที่สุดคามิวก็ต้องเรียกหาตัวช่วยจนได้ เนื่องจากอักขระพวกนี้ไม่คุ้นตาเลยแม้แต่น้อย “ท่านฟาร์ฟาร์ ไม่ต้องเอาเจ้านั่นมาด้วยนะครับ ข้ารำคาญเสียงบ่นของมัน”
“เอาแต่ใจเหลือเกินนะเจ้าหนู” เสียงแจ๋วๆของภูตสาวตัวจิ๋วที่ไม่ได้โผล่หน้ามาเสียนานดังมาก่อนตัว ร่างเล็กๆซึ่งปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าคามิวผู้เป็นนายของเธอในวันนี้นั้น ยังคงคอนเซปเดิมอย่างเหนียวแน่นด้วยชุดโกธิคปริ๊นเซส สีดำขาว แม้จะมีระบายลูกไม้และโบว์ประดับก็ตาม แต่ทว่าดูยังไงก็ยังน่ากลัวมากกว่าอ่อนหวานอยู่ดี “แล้วไม่นึกบ้างเหรอว่าข้าจะเบื่อมันยิ่งกว่าเจ้าน่ะ เมื่อไหร่จะพร้อมเสียที เจ้านั่นจะได้ทำงานทำการของมันให้เสร็จๆไป”
“ขอโทษครับ... เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะนะ ว่าแต่ท่านฟาร์ฟาร์ เคยเห็นอักขระพวกนี้มั้ยครับ?”
ภูตจิ๋วชายตามองดูอักขระเลอะเลือนที่พื้นหินพลางขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด จากนั้นก็บินวนเวียนดูตรงโน้นตรงนี้ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าอัศวินที่รายล้อมอยู่ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นภูตตัวจริงเสียงจริงมาก่อน ฟาร์ฟาร์วนเวียนอยู่หลายรอบก่อนที่จะร่อนลงจอดบนศีรษะเจ้านายอย่างเซ็งๆ
“อักขระพวกนี้มันอะไรกันน่ะ? ข้าไม่รู้จักหรอก มันไม่ใช่อักขระโบราณที่คิดค้นขึ้นมาโดยมนุษย์ ภูตหรือปีศาจ เพราะภูตชั้นสูงอย่างข้า กำเนิดและอยู่คู่กับโลกมานานจึงรู้และเข้าใจภาษาที่เกิดขึ้นในโลกนี้ทั้งหมด แต่กับอักขระพวกนี้ข้าไม่คุ้นเลยสักนิดเดียว”
ฟาร์ฟาร์กอดอกพลางสาธยายความเก๋าของตัวเองให้เจ้านายฟัง แต่มันเหมือนกับการต่อว่าจิกกัดอยู่กลายๆ เพราะภูตที่ยิ่งใหญ่อย่างเธอกลับถูกเด็กอมมืออัญเชิญลงมา แถมกว่าจะกลายเป็นภูตพิทักษ์ได้ก็ให้ทุลักทุเลจนเกือบม่องไปทั้งคู่ ยิ่งตอนนี้ยังต้องรับภาระเก็บรักษาคัมภีร์อาถรรพ์เอาไว้ เพื่อรอเวลาให้คามิวพร้อมที่จะเรียนรู้สรรพวิชาทั้งหลายที่บรรจุอยู่ภายในคัมภีร์นั้น แค่เก็บไว้ก็คงไม่ยากลำบากเท่าไหร่ แต่เพราะเจ้าคัมภีร์เล่มนี้มันถูกหมกไว้เสียนาน พอได้เป็นอิสระจึงพูดพล่ามน้ำไหลไฟดับ ราวกับจะชดเชยที่ต้องเงียบเหงามาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ
“โทษทีนะที่งานนี้ข้าคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้ ลองคิดหาทางไขปริศนากันเองก็แล้วกัน!” พูดจบฟาร์ฟาร์ก็หายแวบไปทิ้งให้เจ้านายนั่งอึ้งตาค้าง เพราะไม่นึกว่าจะโดนตัดบททอดทิ้งกันอย่างไม่ใยดีเช่นนี้
“หรือว่ามันจะไม่ใช่อักขระอย่างที่พวกเราคิดกันอยู่?” รุ่นพี่หนุ่มผมขาวเสนอความคิดเห็นของตนบ้าง หลังจากเห็นรุ่นน้องของตนจนมุมอย่างหนัก แถมที่พึ่งสุดท้ายอย่างฟาร์ฟาร์ยังไม่ยอมให้ความช่วยเหลือ “ความคิดคนแคระคงไม่ใช่อะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนหรอก พวกเราอาจจะคิดมากเกินไปก็ได้” เมอร์เคนเดินวนไปมาเพื่อพิจารณาร่องรอยเสียหายของวงเวท และสำรวจสภาพโดยรอบเรียบร้อยแล้วก็พูดติดตลกออกไปแบบไม่จริงจังว่า “ไม่แน่นะ แค่หาของที่หลุดหายไปมาปะติดปะต่อให้ครบก็น่าจะใช้ได้แล้วละมั้ง”
เป็นแนวคิดตามแบบฉบับของเมอร์เคนซึ่งเป็นคนขี้เล่นอารมณ์ดี ผิดกับเครตัสรุ่นพี่สมองใสที่มักจะคิดอะไรลึกซึ้งเป็นวิชาการมากกว่า แต่ทว่าความคิดเห็นที่ดูเหมือนจะเรื่อยเปื่อยไร้แก่นสารและหาสาระไม่ได้เลยนั้น กลับสะดุดใจหนุ่มน้อยผมดำเข้าอย่างจัง เพราะเมื่อประมวลเข้ากับความขี้หลงขี้ลืมของคนแคระซึ่งตัวเองได้พบเจอมา มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ...วงเวทที่สลักไว้ตรงนี้เป็นเพียงแค่สิ่งไม่สมบูรณ์ที่ต้องต่อเติมให้ครบถ้วน...
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราลองช่วยกันค้นหาแถวๆนี้ดูก่อน ถ้าเจอหินชนิดเดียวกันกับวงเวทก็ให้เอามากองรวมกันไว้”
คามิวออกคำสั่งกับเหล่าองครักษ์ของตน ส่วนสาวเอลฟ์นั้นขมวดคิ้วตีหน้ายุ่งเพราะนึกไม่ถึงว่าหนุ่มผมดำจะบ้าจี้เห็นดีเห็นงามกับความคิดติงต๊องของเมอร์เคน แต่เธอก็ไม่ได้คัดค้านอะไรเนื่องจากตอนนี้ยังคิดวิธีอื่นไม่ออกเช่นกัน ทางด้านหนุ่มผมขาวเจ้าความคิดเองก็ดูจะแปลกใจไม่น้อยที่รุ่นน้องคนโปรดเล่นง่ายผิดปกติ เนื่องจากจริงๆแล้วตัวเองก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งเกินกว่าการนึกสนุก อยากจะลองแซวคนคิดมากเล่นๆเท่านั้นเอง
ทุกคนช่วยกันค้นหาอยู่พักหนึ่งก็ได้ก้อนหินที่มีลักษณะเดียวกับแผ่นศิลาสลักวงเวทมากองใหญ่ หินแต่ละก้อนที่ค้นพบจะมีร่องรอยการแกะสลักที่คล้ายคลึงกันอยู่ด้วย เป็นการตอกย้ำว่าความคิดที่ลีฟฟีนคิดว่ามันช่างติงต๊องไร้สาระของเมอร์เคนอาจจะเป็นความจริงขึ้นมาก็ได้ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือการนำก้อนหินเหล่านั้นมาเรียงกันให้วงเวทกลายเป็นรูปเป็นร่างเดิมของมันนั่นแหละ คามิวและลีฟฟีนช่วยกันเรียงอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นเสียที
“เหมือนมันจะขาดอะไรไปนะเนี่ย” รินเซ่เอ่ยขึ้นขณะมองดูวงเวทที่ขาดๆเกินๆด้วยฝีมือการเรียงชิ้นส่วนของพี่ชายตัวเอง “หนูว่ามันไม่ค่อยสวย ไม่เข้ากับสถานที่ยังไงก็ไม่รู้นะคะ”
“ไม่สวย ไม่เข้ากับสถานที่งั้นเหรอ? หมายความว่าไงคะท่านรินเซ่” ลีฟฟีนงงกับคำพูดของสาวน้อยหน้าใส ที่วิ่งไปวิ่งมาคอยหยิบก้อนหินส่งให้พี่ชายราวกับนกตัวน้อยน่าเอ็นดู
“ก็ดูรอบๆสิคะ ที่นี่มีดอกไม้และผลึกอัญมนีสวยๆอยู่เยอะแยะเลยนะ แต่ตรงจุดนี้มันดูหดหู่ยังไงไม่รู้ ไม่เข้ากับบรรยากาศเลยสักนิด”
เป็นอีกครั้งที่คำพูดของรินเซ่ไปสะดุดใจของใครหลายๆคนเข้า ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่รู้สึกเอ็นดูสาวน้อยผู้มีความคิดน่ารักสมวัย และกลุ่มที่รู้สึกระอากับการไขปริศนาที่ดูจะเหลวไหลไปใหญ่โต จริงอยู่ว่าสภาพรอบๆเต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ป่า และแท่งผลึกอัญมนีสีสวย ซึ่งสะท้อนแสงวูบวาบทำให้ที่นั้นดูงดงามเจิดจ้า แต่เพราะอยู่กลางป่าทึบที่เต็มไปด้วยกับดักจึงไม่มีใครเคยค้นพบสถานที่แห่งนี้ ...นอกจากคณะของคามิวและลูกสมุนของเคออส...
เพื่อความไม่ประมาทรินเซ่จึงกางเขตอาคมแห่งแสงครอบคลุมที่แห่งนี้ไว้ ป้องกันไม่ให้พวกหน้ากากชุดดำเล็ดรอดเข้ามาทำอันตรายพี่ชายของตนได้ อีกทั้งยังแถมด้วยมนต์อำพรางจากเผ่าเอลฟ์ ทุกคนจึงทำงานกันได้อย่างวางใจภายในพื้นที่ซึ่งกำหนดเอาไว้แล้ว
“อือม์...ที่น้องรินเซ่พูดมาก็มีเหตุผลนะ” คนขี้เล่นอย่างเมอร์เคนนึกสนุกไปกับสาวน้อยที่เคยเขม่นกันมาก่อน แต่ตอนนี้กลับเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เพราะรินเซ่เล็งเห็นแล้วว่าหนุ่มผมขาวคนนี้หวังดีกับพี่ชายตนจริงๆจึงยอมที่จะญาติดีด้วยในที่สุด “ลองเอาพวกก้อนอัญมนีที่หล่นๆอยู่แถวนี้มาประดับดูดีมั้ย เผื่อมันจะสวยขึ้นไงล่ะ”
“เข้าท่าดีเหมือนกันนะคะ งั้นเรามาช่วยกันหาของมาประดับกันเถอะค่ะ พี่เมอร์เคน!”
รินเซ่ยิ้มแย้มถูกใจที่ได้เพื่อนเล่นใหม่ซึ่งเห็นดีเห็นงามด้วยกับความคิดหวานแหวว เนื่องจากระยะหลังมานี้คามิวไม่ค่อยจะยอมตามใจน้องจนต้องมีงอนกันบ่อยๆ ส่วนเมอร์เคนก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่และอาจจะดูระรื่นมากกว่าเป็นเท่าตัว เพราะยังคงเชื่อฝังหัวว่า ...หากรินเซ่ไม่ขัดขวางละก็ตนคงจะมีสิทธิในตัวคามิว(?)กับเขาบ้างนั่นเอง...
หลังจากทดลองเรียงหินจนเหนื่อยใจเพราะเรียงยังไงก็ไม่สำเร็จเสียที คามิวกับลีฟฟีนจึงถอยออกมานั่งพักทานอาหารไปพลางมองเด็กกับผู้ใหญ่ไอคิวหด วิ่งวุ่นค้นหาก้อนอัญมนีสีสวยมาวางประดับตรงนั้นตรงนี้กันอย่างสนุกสนาน พอวางของประดับจนพอใจก็พากันมายืนชื่นชมผลงานอยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งตรงข้ามกับจุดที่คามิวนั่งพัก แดดยามบ่ายที่ค่อนข้างร้อนแรงส่องทะแยง ทำองศาลงมาตกกระทบแผ่นศิลาสลักวงเวทซึ่งถูกประดับประดาจนคล้ายถาดใส่อัญมนี ทำให้เกิดการหักเหบังเกิดเป็นลำแสงสีต่างๆดูละลานตา
แต่ทว่าลำแสงที่เกิดขึ้นนั้นมันดูกระจัดกระจายอย่างไรพิกล จนคนที่นั่งมองอยู่นึกสนุกอยากลงไปเล่นด้วย คามิวจึงลุกขึ้นยืนพลางร้องสั่งเหล่าองครักษ์ให้หมุนก้อนหิน เพื่อหามุมหักเหของแสงให้ตกกระทบจนเกิดลำแสงพุ่งตรงเข้าสู่จุดศูนย์กลางของวงเวท แต่ดูเหมือนตำแหน่งที่วางยังไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่หนุ่มผมดำจึงลงมือยกย้ายก้อนหินด้วยตัวเอง ...จนกระทั่งพอจะมองเห็นแล้วว่า สิ่งที่ขาดหายไปนั้นคืออะไรกันแน่...
“ก้อนหินที่เหลือถูกใส่ลงไปเพื่อเติมเต็มช่องว่างจนครบแล้วแท้ๆ แต่ทำไมประตูถึงไม่ยอมเปิดละคะเนี่ย?”
“เพราะมันขาดกุญแจไงละครับท่านลีฟฟีน” หนุ่มน้อยผมดำเริ่มยิ้มออกเพราะรู้แล้วว่ากุญแจไขปริศนาในครั้งนี้คืออะไร “ถ้าผมคิดไม่ผิดละก็ พวกเราคงได้เข้าเมืองคนแคระกันภายในวันนี้แหละครับ เอาละ ทุกคนมายืนรวมกันทางนี้นะครับ ”คามิวรอให้ทุกคนยืนรวมกันอยู่บนที่ว่างๆบนแผ่นศิลาสลักวงเวท หลังจากนั้นก็เรียกดาบสั้นสีดำเล่มโปรดของตนออกมาถือไว้ “จับมือกันไว้ดีๆนะครับ อย่าให้ใครหลุดหายไปเด็ดขาด พร้อมแล้วใช่ไหม? ผมจะเริ่มละนะ”
เมื่อเห็นว่าทุกคนจับมือกันเรียบร้อยแล้วโดยมีรินเซ่กอดเอวคามิวเอาไว้ จากนั้นก็เป็นเมอร์เคนที่นึกสนุกใช้แขนข้างหนึ่งกอดคอหนุ่มน้อยจากด้านหลังเสียแน่น ส่วนแขนอีกข้างก็เกี่ยวแขนเลนันซึ่งจับมือกับมาร์โกและคนอื่นๆต่อไปเป็นทอดๆ
“ท่านลีฟฟีน ผมไม่แน่ใจว่าเราจะไปโผล่ที่ไหน เพราะงั้นช่วยร่ายเวทป้องกันให้หน่อยได้ไหมครับ?”
เกราะป้องกันทรงกลมของลีฟฟีนปรากฏขึ้นครอบคลุมคณะเดินทางเอาไว้ เพื่อปกป้องภยันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน เนื่องจากวงเวทของคนแคระนั้นเป็นของแปลกประหลาดที่คาดเดาไม่ออก พอทุกอย่างพร้อมคามิวก็กระชับมีดในมือแล้วเงื้อขึ้นสูง ก่อนที่จะปักฉึกลงตรงจุดกึ่งกลางของแผ่นศิลาจนกระทั่งมันจมหายลงไปเกือบมิดด้าม
ครืนนน… ครืนนน… ครืนนน…
ต่อจากเสียงลั่นครืนครามก็ตามมาด้วยแสงสว่าง ซึ่งสาดส่องออกมาจากรอยแยกที่เกิดขึ้นบนแผ่นศิลาซึ่งทุกคนยืนอยู่ หลังจากนั้นทุกคนก็รู้สึกเหมือนกับร่วงหล่นจากที่สูงจมดิ่งลงสู่แสงจัดจ้าจนลืมตาไม่ขึ้น หลายคนเผลอร้องออกมาเมื่อสัมผัสของสายลมที่พัดจากด้านล่าง ...ทำให้รู้ว่ากำลังตกลงไปจริงๆไม่ใช่คิดไปเอง...
ที่ร้ายกว่าคือความเสียวใส้สุดทนทานจากการตกจากที่สูง มันแทรกซึมวูบขึ้นมาจากท้องน้อยและแล่นเข้าเกาะกุมหัวใจ กรีดกระชากสติสัมปชัญญะให้ไหวหวั่นจนไม่อาจยื้อให้มั่นคงอยู่ได้ แม้สติสุดท้ายเริ่มจะขาดหายแต่มือที่จับกันไว้ยังคงเหนียวแน่น ทว่าลมปะทะเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนกระทั่งทำลายเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งของลีฟฟีนจนแตกสลาย ทำให้เหล่ามนุษย์ผู้อาจหาญกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
…บัดนี้คณะเดินทางของคามิว ได้เหยียบย่างเข้าสู่ดินแดนใต้พิภพอันแสนลี้ลับของเผ่าภูตดินได้เป็นผลสำเร็จแล้ว…

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #4313 Lux51Forever (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2553 / 01:28
    เข้าเมืองคนแคระได้

    แต่จะเจออะไรอีกบ้างก็ไม่รู้

    อะไรจะคอยคามิวอยู่น้า

    จิ้มๆ
    #4,313
    0
  2. #3601 DeK_LeaW (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 5 เมษายน 2553 / 16:09
    จะมีอะไรมาคอยต้อนรับนะ

    อยากรู้ๆ  ค้างด้วยอ่ะ
    #3,601
    0
  3. #3595 เวนีล่า (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 4 เมษายน 2553 / 19:19
    อัพเร็วๆนะคะ   พยายามเข้านะคะ
    #3,595
    0
  4. #3594 rainy0_0 (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 4 เมษายน 2553 / 14:39
    ค้างอีกแล้วอะค่ะไรเตอร์ รีบๆมาอัพต่อนะค่ะ สู้ๆคร้า
    #3,594
    0
  5. #3593 ~พระจันทร์สีเลือด~ (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 4 เมษายน 2553 / 13:29
    คือนะภรรยาธิปไตยไม่เฉพาะคนแคระหรอกผู้ชายไทยก็เป็น คิกๆๆ
    #3,593
    0
  6. #3592 Fe -[ [ RiN ! (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 4 เมษายน 2553 / 11:48
    หวังว่ารินเซ่กับคามิวจะไม่แยกจากกันนะ !

    เหอ ๆ  ,, ไม่งั้นคามิวคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ

     5 5 +
    #3,592
    0
  7. #3580 RasberryAngel (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 3 เมษายน 2553 / 20:00
    ถ้าพี่แหม่มรู้สึกอยากพักก็พักเถอะนะคะ^^ พักผ่อนหย่อนใจอ่านหนังสือเล่นจะได้ไม่เครียด 
    ปล. ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ^-^
    #3,580
    0
  8. #3579 RasberryAngel (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 3 เมษายน 2553 / 19:57
    อยากได้พี่ชายแบบคามิวจังเลย ^-^
    #3,579
    0
  9. #3578 ดับเครื่องชนไฮเปอร์ (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 3 เมษายน 2553 / 19:45
    แบะๆ(วันนี้เปนแพะ>//<) หล่นตุ๊บ!เจ็นมากมั้ยอ่า   อัพไวๆนะคระ
    #3,578
    0
  10. #3576 เอกเองครับ (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 3 เมษายน 2553 / 12:02
    คงไม่ใช่ต้องมาตามหากันอีกหรอกนะเนี่ย เสียเวลาไปเยอะแล้ว
    #3,576
    0
  11. #3575 axis (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 3 เมษายน 2553 / 09:27
     การลงช่างอาร์ตจริงๆ  

    คนแคะช่างไบร์ทศิลปะนะนี่
    #3,575
    0
  12. #3573 ~*>> IN (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 3 เมษายน 2553 / 03:13

    อ...   อย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกว่าร่วง(หล่น)  =[]=;;;

    ตกลงกลุ่มคณะปลิวหายไปคนละทิศละทางสินะครับ

    แล้วชีวิตคามิวจะเป็นยังไงต่อไปเนี่ย ?

    #3,573
    0
  13. #3571 ดับเครื่องชนไฮเปอร์ (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 2 เมษายน 2553 / 12:21
    แบบๆๆ   สงสารคามิวมากมาย~
    #3,571
    0
  14. #3567 axis (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 1 เมษายน 2553 / 10:02
     อาเรส ไรออท >< น่ารัก  แบ๊วได้ที่

    คามิวคงอ่านออกโดยไม่ต้องพึ่งใครชัวร์
    #3,567
    0
  15. #3565 เอกเองครับ (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 1 เมษายน 2553 / 09:56
    คามิวจะอ่านได้ไหมหนอ ว่าแต่จำไม่ได้แล้วแฮะว่าอาเรสกับไรออท ตัวไหนสีดำตัวไหนสีขาว หุหุ
    #3,565
    0
  16. #3543 WaterSteAm (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 29 มีนาคม 2553 / 21:47

    ตัวน้อยๆน่าหยิกแก้ม จินตนาการคนแคะซะเหมือนเด็กไปแล้วเรา

    #3,543
    0
  17. #3539 Naze (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 28 มีนาคม 2553 / 23:52

    ตั้งเป็นเผ่า เกียมัว ดีกว่ามั๊ง

    #3,539
    0
  18. #3526 rainy0_0 (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 27 มีนาคม 2553 / 21:45

    รีบๆมาอัพนะค่ะไรเตอร์ สนุกดีค่ะ ^^

    #3,526
    0
  19. #3522 ดับเครื่องชนไฮเปอร์ (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 27 มีนาคม 2553 / 09:59
    น่ารักจัง   อัพๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #3,522
    0
  20. #3514 RasberryAngel (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 26 มีนาคม 2553 / 23:05
    น่ารัก!!!!^w^
    #3,514
    0
  21. #3513 DeK_LeaW (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 26 มีนาคม 2553 / 22:03
    555+

    พูดอีกก็ถูกอีกนะคะบาร์บี้

    แล้วจะรออ่านอีก70%ที่เหลือนะคะ
    #3,513
    0
  22. #3512 notg (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 26 มีนาคม 2553 / 19:05
    ขำกับคำว่า ภรรยาธิปไตย ของไรเตอร์จัง~ >[   ]<

    รออีก 70% ที่เหลือต่อปาย~ >W<
    #3,512
    0
  23. #3510 inasba (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 26 มีนาคม 2553 / 17:43
    แหมน่าเห็นใจเอ็ดเวิร์ดจริงๆนะนิ
    #3,510
    0
  24. #3507 *ReAr* (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 26 มีนาคม 2553 / 13:05

    5555555555

    พวกเกลียมัวนี่เอง  อิอิ

    มาอัพอีกไวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ

    สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #3,507
    0
  25. #3505 axis (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 26 มีนาคม 2553 / 10:34
     เออ...เป็นกลุ่มกลัวเxีย นี่เอง

    คลายกับดักให้เขาหน่อยก็ดีนะ จะได้เดินมาสบายๆ 
    #3,505
    0