วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 81 : เส้นทางสู่เมืองใต้พิภพ(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,590
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

ครบแล้วค่ะ  มาทีละหน่อยแถมชักช้าด้วย แบบว่าบ้านยังไม่เสร็จและอาจจะยืดเยื้อ  ขอโทษที่ทำให้รอกันนานนะคะ
**+++**+++**+++**


คณะเดินทางอันประกอบด้วย คามิว หนุ่มน้อยผมดำผู้นำทีมอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก จริงๆแล้วเจ้าตัวอยากจะไปคนเดียวแต่ดันโดนบังคับให้พาคนอื่นไปด้วยเพื่อจะได้ช่วยเหลือกัน เมอร์เคน เลนัน มาร์โก สามหนุ่มผู้ร่าเริงหัวเราะกันได้ตลอดทางเพราะเมอร์เคนเอาเรื่องหลุดๆรั่วๆของรุ่นน้องคนเก่งมาแฉอย่างสนุกปาก ลีฟฟีนเองก็เกาะติดสถานการณ์ด้วยการคอยเงี่ยหูฟังหนุ่มผมขาวตัวแสบที่กำลังนินทาหนุ่มน้อยคนดังชนิดเผาขน ส่วนรินเซ่ซึ่งทำหน้าที่จอมเวทก็เอาแต่หน้าหงิกโมโหแทนพี่ชายที่นิ่งเฉยทำหูทวนลมเหมือนจะไม่สนใจเสียงนกเสียงกาหัวขาวๆ
“ตอนที่ฝ่าบาทคาร์ลอสบอกว่าท่านคามิวเป็นราชบุตรเขย ข้าตกใจแทบช็อคเลยครับ” เลนันพูดพลางออกท่าทางเอามือกุมอกประกอบเพื่อบอกอารมณ์ในตอนนั้น “เพราะข้ายังจำภาพท่านคามิวที่เป็นเด็กได้ติดตา ใครจะไปเชื่อล่ะว่าเด็กตัวเล็กๆจะมีตำแหน่งสำคัญขนาดนั้น”
“นั่นสิ ท่านคามิวก็ใจร้ายไม่เคยบอกกล่าวให้รู้กันบ้างเลย เล่นเอาพวกเราเกือบโดนประหารแน่ะ” มาร์โกยังบ่นพึมพำคล้ายตัดพ้อ แต่ใบหน้ายิ้มๆนั่นดูยังไงก็เหมือนแกล้งพูดซะมากกว่า
“แต่ใครๆเขาก็รู้ทั้งโรงเรียนแล้วละ ว่าอนาคตของหมอนั่นคงไม่ธรรมดาแน่ เพราะเจ้าหญิงรัชทายาทคอยตามแจเป็นเงาตามตัวเลยนี่นา” เมอร์เคนที่เกาะกลุ่มอยู่กับสองหนุ่มเผ่าแวมพ์รู้สึกสนุกที่ได้พูดคุยนินทารุ่นน้องคนสำคัญของตัวเองเป็นอันมาก แม้จะมีสาวน้อยหน้าใสคอยส่งสายตาไม่พอใจมาให้ก็ยังคงเม้าท์อย่างเมามันไปเรื่อย “แต่ยังน่าเป็นห่วงนะว่าจะมีปัญหาตามมาอีกรึเปล่า เพราะหมอนั่นเล่นโปรยเสน่ห์แบบไม่เลือกหน้านี่สิ ไหนจะเจ้าหญิงชาโรเรีย เจ้าหญิงเวโรเน่ แม้แต่รุ่นพี่ก็ยังไม่เว้นเลยนะ”
“โอ้โห! ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” เลนันมองตามหนุ่มผมดำที่ขี่ม้านำหน้าอย่างทึ่งจัด “นึกไม่ถึงจริงๆว่าคนสุภาพเรียบร้อยอย่างท่านคามิวจะเจ้าชู้ขนาดนั้น”
“ยังมีอีกหลายเรื่องที่รู้แล้วจะอึ้ง เอาไว้จะค่อยๆเล่าให้ฟังก็แล้วกัน” หลังจากนั้นทั้งสามหนุ่มก็คุยกันอย่างออกรสต่อไปโดยไม่สนใจว่า ผู้เคราะห์ร้ายที่กลายเป็นประเด็นของการสนทนาจะถอนหายใจปลงชีวิตไปแล้วกี่สิบเฮือก
นอกจากกลุ่มหลักๆแล้วก็มีกองทหารองครักษ์ตามมาอีกจำนวนหนึ่ง พวกเขาเหล่านี้เป็นทหารชั้นอัศวินที่มาเพื่อทำหน้าที่อารักขาซึ่งคามิวมอบหน้าที่ให้คอยดูแลน้องสาวของตน เพราะรินเซ่ยังไม่เคยลำบากกับการเดินป่าหรือผจญภัย ทุกคนขี่ม้าในช่วงแรกซึ่งเป็นการตัดเข้าสู่ป่าโปร่งเส้นทางเดียวกับที่คามิวเคยผ่านมาในครั้งก่อนที่โดนลักพาตัว ด้วยการนำทางของลีฟฟีนสาวเผ่าเอลฟ์ผู้สามารถติดต่อสอบถามเส้นทางไปสู่เมืองคนแคระกับเหล่าภูตแห่งพงไพร จึงมั่นใจได้ว่าต้องไปถึงจุดหมายได้อย่างแน่นอน แต่ปัญหาก็คือใครจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปบ้างเท่านั้นเอง
เดินทางด้วยม้ามาพักใหญ่ๆก็มาถึงจุดที่มันคงลุยต่อไปไม่ไหว ทั้งหมดจึงต้องลงเดินเท้าเข้าป่าทึบกันต่อไป ลีฟฟีนลอบสังเกตขวัญใจมายไอด้อลของสาวๆชาวพรีมิวเลียอยู่ตลอดเวลา วันนี้หนุ่มน้อยผมดำคนเก่งใส่ชุดเดินป่ารัดกุมทะมัดทะแมง เสื้อกางเกงเป็นผ้าที่ค่อนข้างหนาแต่ระบายอากาศได้ดีสีกลมกลืนไปกับแนวไพร แต่ก็ยังคงถูกบังคับให้ใส่เกราะอ่อนเอาไว้หลายชิ้นซึ่งดูจะใหญ่เกินไปสำหรับเด็กหนุ่มที่ยังโตไม่เต็มที่อย่างคามิว และยิ่งตอกย้ำทำให้ดูเด็กลงไปอีกเมื่ออยู่ท่ามกลางอัศวินตัวโตๆที่คอยรายล้อมสองพี่น้องอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะพ่ออัศวินหนุ่มรูปหล่อที่รับหน้าที่องครักษ์ของสาวน้อยรินเซ่ยิ่งทำตัววุ่นวายจนน่ารำคาญ สาวเอลฟ์ยังแอบเห็นอีกว่าคุณพี่ชายเริ่มจ้องมองด้วยสายตาไม่พอใจอย่างโจ่งแจ้ง
“ท่านรินเซ่! เดี๋ยวข้าจะถือของให้เองนะครับ” อัศวินผมทองรูปหล่อกุลีกุจอถือสัมภาระให้รินเซ่พลางส่งมือให้สาวน้อยจับไว้ป้องกันสะดุดหกล้ม “เดินระวังนะครับ ทางมันรก ถ้าไม่รังเกียจข้าจะอุ้มไปดีมั้ย”
“ไม่เป็นไรค่ะ ข้าเดินเองได้” พูดจบก็วิ่งตรงไปหาพี่ชายทันที “พี่จ๋า…รอหนูด้วย!”
รินเซ่ไม่สนใจองครักษ์ของเธอแม้แต่น้อย และคอยตามคามิวแจมาตั้งแต่พี่ชายคนดียอมเอาใจเหมือนเดิม ฝ่ายพี่ชายติดน้องก็ยอมหยุดยืนรอจนกระทั่งน้องสาววิ่งไปทัน ทั้งสองคนจึงออกเดินต่อไปพร้อมกัน โดยไม่สนใจคนรูปหล่อที่โดนทิ้งให้แบกสัมภาระว่าจะทำหน้าจ๋อยขนาดไหน จนเพื่อนอัศวินที่มาด้วยกันต้องเดินเข้ามาตบบ่าปลอบใจคนหล่อที่โดนเมิน
ความจริงอัศวินกลุ่มนี้ราชาคาร์ลอสเพิ่งจะทำการคัดเลือกมาเพื่อทำหน้าที่คอยดูแลว่าที่ราชบุตรเขยของพระองค์นั่นเอง แต่ละคนที่ถูกคัดเข้ามาทำหน้าที่นี้เป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถจากหน่วยงานต่างๆ ดังนั้นคามิวจึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับพวกเขาเหล่านี้เท่าไหร่ นอกจากบางคนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของคริสโตเฟอร์ แต่ก็โดนคามิวทำตัวห่างเหินเมินเฉยไม่มีเว้นเช่นกัน เนื่องจากหนุ่มน้อยผมดำไม่อยากได้ยินคำราชาศัพท์ และไม่อยากเห็นคนที่ตนนับถือเป็นรุ่นพี่มาทำที่ท่านอบน้อมให้แสลงหูแสลงตา
“หาที่พักกันก่อนเถอะค่ะ เพราะข้าคงต้องขอเวลาตรวจสอบเส้นทางให้แน่ใจเสียก่อน” เดินป่ากันมาพักใหญ่ๆให้พอได้เหงื่อลีฟฟีนก็เอ่ยชวนให้ทุกคนหยุดพัก เพราะตอนนี้มันก็เป็นเวลาบ่ายกว่าๆแล้ว “เดี๋ยวพวกเราจะไปหาที่สำหรับตั้งแค้มป์พักคืนนี้ ทุกคนรอข้าอยู่ที่นี่ก่อนนะคะ”
ลีฟฟีนกับมาร์โก เดินหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็วสมกับเป็นพรานไพร คนที่เหลือก็หยุดพักนั่งนอนกันไปตามอัธยาศัยเนื่องจากไม่ชินกับการเดินป่าที่ค่อนข้างรกทึบจึงรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะคนที่มีพื้นเพดั้งเดิมเป็นคนของอาณาจักรน้ำแข็งอันหนาวเย็น พอมาเจออากาศอับชื้นแปลกๆของดงดิบก็เกิดอาการไม่สบายตัวขึ้นมากระทันหัน จากที่ระรื่นเริงร่ามาเป็นหอบแฮ่กเหงื่อแตกนอนแผ่หมดสภาพจนน่าเป็นห่วงแทน
“รุ่นพี่เมอร์เคน ดื่มน้ำหน่อยมั้ยครับ?” คามิวนั่งพักอยู่ใกล้ๆทนสงสารไม่ไหวเลยส่งกระบอกน้ำของตนมาให้ เพราะรู้ว่ารุ่นพี่ผมขาวดื่มน้ำของตัวเองหมดไปนานแล้ว “ป่านี้ไม่เหมือนป่าในพรีมิวเลีย เพราะมีเขตอาคมของคนแคระวางไว้ตลอดทางที่เราผ่านมา เห็นรินเซ่บอกว่าเป็นกับดักเวทที่จะบั่นทอนกำลังกายของผู้บุกรุกน่ะครับ”
“งั้นเหรอ… มิน่าล่ะฉันถึงหมดสภาพขนาดนี้ ทั้งๆที่มั่นใจว่าตัวเองอึดพอสมควรแล้วนะเนี่ย” เมอร์เคนรับน้ำมาดื่มอึกใหญ่แล้วส่งคืนให้คามิว สายตาก็เหลียวมองคนอื่นซึ่งมีสภาพไม่ได้ต่างกันนัก “งั้นก็แสดงว่าเรามาถูกทางแล้วสินะ?”
“ครับ... แต่ว่าทางไปเมืองคนแคระนั้นเหมือนเขาวงกต นอกจากเวทกับดักแล้วอาจจะมีอย่างอื่นอีกก็ได้” คามิวทอดสายตามองไปยังเหล่าอัศวินที่พากันหมดสภาพตามเมอร์เคนไปด้วย กับดักเวทของคนแคระตรวจจับได้ยากแต่มีประสิทธิภาพสูงในการบั่นทอนกำลังศัตรูที่เข้ามาในเขตของตน เนื่องจากสภาพร่างกายของพวกเขาไม่เอื้อให้ต่อสู้กับใครได้จึงได้ความสามารถในการใช้เวทมนตร์เป็นสิ่งทดแทน "ท่านลีฟฟีนพยายามเลี่ยงกับดักให้มากที่สุดแล้ว แต่สงสัยว่าพวกเขาจะวางกับดักเวทเพิ่มเพราะกลัวศัตรูจะบุกมาอีกน่ะครับ”
“พวกเดียวกับที่ทำร้ายนายกับท่านคามิลล่าเหรอ? พอจะรู้มั้ยว่าพวกมันเป็นใคร” รุ่นพี่ผมขาวซึ่งยังไม่ได้รับความกระจ่างเกี่ยวกับคนร้ายยังคงพยายามถามหาความจริง ที่ไม่มีใครยอมบอกก็คงเพราะเมอร์เคนเป็นคนนอก ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หนุ่มผมขาวขัดใจเป็นอย่างยิ่ง “บอกให้รู้บ้างได้มั้ย? อย่างน้อยๆจะได้คอยระวังตัวไงล่ะ”
“พวกมันเป็นสมุนของพ่อมดดำกรานิสที่เคยเจอในพระราชวังพรีมิวเลียไงครับ มันจะใส่ชุดดำและสวมหน้ากากฝีมือร้ายกาจแถมยังใช้อาวุธลับอาบยาพิษด้วย” คามิวยอมเปิดเผยแต่โดยดีเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง ยกเว้นเพียงเรื่องใบหน้าของคนร้ายพวกนั้นที่คามิวยังไม่แน่ใจนักว่าควรบอกยังไงดี “เอาเป็นว่าถ้าเจอคนน่าสงสัย รุ่นพี่จัดการได้เลยนะครับ”
เมอร์เคนขมวดคิ้วกับคำพูดและสีหน้าแปลกๆของรุ่นน้องคนโปรด แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความเพราะเริ่มรู้สึกหน้ามืดตาลายหนักข้อขึ้นทุกขณะ สติเริ่มเลือนรางเหมือนจะดับวูบทั้งๆที่คลายความเหนื่อยล้าไปมากแล้วแท้ๆ ร่างกายหนักอึ้งเหมือนถูกหินถ่วงแม้แต่นิ้วก็แทบจะขยับไม่ไหวอยากจะพูดก็พูดไม่ออก ซึ่งเป็นอาการที่ผิดปกติอย่างยิ่งแต่ดันมารู้ตัวก็สายเกินไป ...ไม่สามารถบอกให้คามิวที่นั่งใกล้ๆให้ระวังตัวได้เสียแล้ว...
ป่ารอบด้านดูเงียบสงบไม่มีแม้เสียงใบไม้ไหว อากาศค่อนข้างอับเพราะความทึบทึมของต้นไม้ซึ่งมีลำต้นสูงชะลูด เพื่อแข่งกันแตกยอดแผ่กิ่งก้านใบแย่งกันรับแสงทำให้แสงแดดส่องลงไม่เกือบไม่ถึงพื้นล่าง ตามโคนไม้มีทั้งเห็ดราสีฉูดฉาดบ่งบอกความไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม้พุ่มไม้เถาที่ขึ้นได้ดีในที่ร่มแข่งกันเติบโตจนรกเรื้อเนื่องจากได้ปุ๋ยดี เพราะใบไม้ที่ร่วงหล่นมาทับถมกันนี้จะเน่าเปื่อยย่อยสลายกลายเป็นสารอาหารบำรุง ประกอบกับความชื้นของพื้นดินที่ไม่เคยได้รับแสงสว่างทำให้กลิ่นใบไม้หมักอบอวล จนทำให้คนไม่เคยชินแทบทนไม่ไหว ...และไม่ทันได้สังเกตถึงกลิ่นผิดปกติบางอย่างที่เจือปนมาอย่างเบาบาง...
แม้บริเวณที่พวกเขามานั่งพักกันนี้จะค่อนข้างโล่งและมีแสงส่องถึงก็ตาม แต่มันกลับไม่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมันกลับสร้างความรู้สึกอึดอัดแปลกๆให้กับคามิวจนอยากจะลุกหนีไปที่อื่น แต่เพราะลีฟฟีนบอกให้รอแถมคนอื่นๆก็เหนื่อยหอบจนแทบขยับตัวกันไม่ไหว ทั้งๆที่แต่ละคนเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่มีดีกรีระดับอัศวินแท้ๆ ทว่าตอนนี้กลับร่วงผล็อยลงนอนแผ่ทำท่าจะหลับกันเป็นแถวๆจนคามิวนึกเอะใจ
“รุ่นพี่เมอร์เคน!? เป็นอะไรไปครับ? โอ๊ะ…!!?” พอจะขยับตัวลุกไปหาเมอร์เคนที่นอนอ้าปากพะงาบๆกลอกตาไปมาท่าทางผิดปกติ คามิวกลับมึนงงจนต้องทรุดฮวบลงไปนั่งที่เดิม “อะ…อะไรกันเนี่ย? เกิดอะไรขึ้นทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ? รินเซ่…!?”
แม้จะเริ่มเบลอหนักขึ้นแต่หนุ่มน้อยก็ยังนึกถึงน้องสาวสุดที่รักของตนเป็นอันดับแรก พอหันไปตรงจุดที่น้องสาวเคยนั่งพักอยู่ก็พบร่างของรินเซ่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ใต้ต้นไม้ประหลาด ที่ไม่ทันได้สังเกตในตอนแรกเพราะความมืดทึมของป่า ระยางที่คล้ายรากไทรแต่อวบอ้วนกว่าของมันยาวระพื้น และขยับเคลื่อนไหวไปมาคล้ายต้องลมทั้งๆที่อากาศสงบนิ่ง มันมีดอกสีแดงสดพร้อมกับหนามขนาดใหญ่แต่งแต้มอยู่ตามสายระยาง ทำให้ดูน่าสยดสยองมากกว่างงดงาม ...และตอนนี้ดอกของมันก็กำลังพ่นละอองเกสรสีเหลืองออกมาอย่างต่อเนื่อง...
คามิวแยกแยะกลิ่นอันตรายออกก็เมื่อสายเกินไปเสียแล้ว เพราะบัดนี้สิ่งที่ยืนนิ่งคล้ายต้นไม้มาตลอดเริ่มขยับก้าวขาที่มองยังไงก็เหมือนรากไม้ของมันเข้ามาใกล้เหยื่อไปทุกขณะ และเหยื่อรายแรกก็คือรินเซ่ซึ่งหมดสติอยู่แทบเท้าของมันนั่นเอง ทำให้คนเป็นพี่ยิ่งร้อนใจพยายามออกแรงตะเกียกตะกายลุกไปช่วยเหลือ โดยหารู้ไม่ว่า การกระทำเช่นนั้นจะเป็นการเร่งให้พิษที่ออกฤทธิ์กล่อมประสาทยิ่งแพร่ไปได้ไวขึ้น
เฟี้ยววว… วูบบบ…
ร่างเพรียวของหนุ่มผมดำที่กำลังคลานเข้าไปหาน้องสาว ถูกระยางของอีกต้นหนึ่งที่โผล่มาทางด้านหลังกระชากลอยวูบไปอีกทาง สายระยางอีกหลายเส้นเริ่มเข้ามารัดพันรอบตัวจนแทบขยับไม่ได้ หนามแหลมคมทิ่มแทงจนรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัว ยังโชคดีที่ยังมีเกราะอ่อนที่ถูกบังคับให้ใส่คอยปกป้องตำแหน่งหัวใจเอาไว้ ...จึงยังพอมีสติมองเห็นได้ว่ามีร่างของคนชุดดำสวมหน้ากากประมาณห้าคนยืนมองอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆกันนั้นเอง...
“หึหึ คิดถูกจริงๆที่มารออยู่แถวนี้” คนร้ายชุดดำที่สวมหน้ากากสีเงินซึ่งต่างจากคนอื่นที่เป็นสีแดง เอ่ยปากพูดออกมาด้วยเสียงอันแหบแห้งแสนคุ้นเคย “คราวนี้แกไม่รอดมือพวกเราเด็ดขาด แต่คงต้องจัดการให้อยู่หมัดก่อน ถ้าพลาดอีกละก็ นายท่านคงไม่อภัยให้แน่”
เจ้าหน้ากากเงินซึ่งดูจะเป็นหัวหน้ากลุ่มหันไปสั่งงานลูกน้องอีกสี่คนที่ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ พวกนั้นแยกย้ายกันไปลากคนที่นอนหมดแรงมากองรวมกันเอาไว้ไม่เว้นแม้แต่รินเซ่ เมอร์เคนและเหล่าอัศวินที่ยังคงพอมีสติอยู่พยายามขัดขืนเต็มกำลัง แต่ฤทธิ์ของเกสรกล่อมประสาททำให้เรี่ยวแรงหดหายแค่พยายามครองสติเอาไว้ได้ก็สุดกำลังแล้ว พวกเขาจึงทำได้แค่มองดูชะตากรรมของหนุ่มน้อยคนสำคัญ ที่โดนต้นไม้ประหลาดจับตัวไปห้องหัวอยู่กลางอากาศด้วยความคับแค้นแทบคลั่งตาย
“อาเรส! ไรออท! จงออกมา” คามิวพยายามเค้นเสียงร้องสั่งสองการ์เดี้ยนน้อยที่คอยตามติดเจ้านายอยู่ตลอดให้ปรากฏตัว พวกมันคือความหวังเดียวที่พอจะช่วยให้ทุกคนรอดพ้นอันตรายครั้งนี้ได้ “จงปกป้องทุกคนเอาไว้ อย่าให้พวกมันทำอันตรายใครได้เป็นอันขาด”
สิ้นเสียงกระท่อนกระแท่นของเจ้านาย สองการ์เดี้ยนในร่างสัตว์อสูรตัวจ้อยกระโดดวูบออกไปยืนจังก้าประจัญหน้ากับคนชุดดำที่กำลังจะจัดการพวกเมอร์เคน ร่างที่ดูน่ารักน่าชังเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขยายขนาดใหญ่ขึ้นเขี้ยวเล็บแหลมคม พร้อมเกล็ดแข็งแกร่งงอกยาวพร้อมจะทำลายศัตรูตามคำสั่งของเจ้านายตน พวกมันพากันยืนล้อมคนที่หมดสภาพที่โดนลากมากองรวมกันเอาไว้ อาเรสซึ่งดัวใหญ่กว่าเริ่มแผ่ไอเย็นซึ่งแทบจะแช่แข็งศัตรูได้ทันทีที่เข้ามาในรัศมีโจมตีของมัน
คนชุดดำลนลานกระโดดหลบหลีกเมื่อเจอกับเปลวไฟที่ไรออทพ่นเข้าใส่ ต้นไม้ประหลาดที่เคลื่อนไหวเชื่องช้าจึงเคราะห์ร้ายกลายเป็นเป้าโจมตีแทน เปลวไฟเวทลุกพรึ่บลามไปตามกิ่งก้านที่น่าจะเป็นแขนของมันอย่างรวดเร็ว เสียงกรี๊ดร้องโหยหวนไม่ต่างอะไรจากเสียงของสัตว์ประหลาดดังก้องสะท้อนไปไกลทั่วป่า ซึ่งระดับเสียงขนาดนี้ถ้าไม่ใช่คนหูหนวกก็น่าจะได้ยินอย่างแน่นอน และก็เป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะสามคนจากพรีมิวเลียที่ออกไปสำรวจป่ารีบวิ่งกลับมายังจุดที่พรรคพวกรออยู่ทันที
“ฮึ่ม น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสเก็บเจ้าพวกนั้น แต่ไม่เป็นไรขอแค่ได้ตัวแกไปก็พอ” เจ้าหน้ากากเงินแสดงท่าทีฮึดฮัดขัดใจเมื่อได้ยินเสียงสวบสาบของคนที่กำลังวิ่งตรงมาทางต้นเสียง “แต่ก่อนอื่นต้องขอเลือดสดๆของแกก่อน เพราะของเก่ามันโดนทำลายไปแล้ว”
มันพูดพลางกดมีดสั้นลงที่ตำแหน่งเส้นเสือดที่ลำคอของคามิว ทว่าก่อนที่คมมีดจะทันได้กรีดเฉือนผิวเนื้อให้เกิดบาดแผล มือของเจ้าหน้ากากเงินก็ต้องชะงักค้างเมื่อเห็นปลายดาบสีเงินที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีดำคล้ำเสียบทะลุกลางอกของมัน ส่วนเจ้าของดาบก็หาใช่ใครอื่นเป็นคนชุดดำลูกสมุนของมันนั่นเอง และด้วยความเปราะบางของร่างกายที่สร้างมาอย่างไม่สมประกอบ ทำให้เจ้าหน้ากากเงินละลายกลายเป็นกองโคลนเหม็นๆแทบจะในทันที
เจ้าหน้ากากชุดดำที่เป็นคนลงมือสังหารหัวหน้าทีม เริ่มหันเข้าหาคนร้ายที่เหลือด้วยอาการคล้ายหุ่นกระบอกที่เคลื่อนไหวตะกุกตะกักไม่คล่องแคล่วเหมือนเมื่อครู่ ทำให้ไม่สามารถหลบพ้นคมดาบของหนึ่งในคนชุดดำที่จ้วงแทงเข้าใส่อย่างไร้ปราณี ร่างเพรียวของมันทรุดฮวบลงก่อนที่จะสลายซากเป็นกองของเหลวสีดำส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง หลังจากกำจัดคนทรยศไปแล้วพวกที่เหลืออีกสามคนก็เริ่มลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมาย ...นั่นก็คือการฆ่าทุกคนที่มีโชคร้ายมารู้เห็นการลักพาตัวหนุ่มผมดำในครั้งนี้...
แต่ทว่ามันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้เพราะนอกจากจะมีอาเรสและไรออท สองการ์เดี้ยนซึ่งทำตามคำสั่งของเจ้านายในการปกป้องคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้อย่างแข็งขันแล้ว ชาวพรีมิวเลียทั้งสามที่รีบกลับมาพบเหตุน่าตกใจยังตรงเข้าเล่นงานคนร้ายทั้งสามโดยไม่ต้องให้ใครบอก ลูกธนูของลีฟฟีนที่ยิงได้ทีละหลายๆดอกสอยคนร้ายไปได้หนึ่งคนในขณะที่มันกำลังรับมือกับดาบเล่มโตของเลนัน ส่วนอีกคนกำลังประมือกับมาร์โกอย่างดุเดือด และดูท่าว่าจะมีฝีมือขนาดทำให้หนุ่มเผ่าแวมพ์ต้องถอยร่นจนเกือบเสียทีให้คมดาบเฉี่ยวหน้าไปหนึ่งแผล
เพราะความรุนแรงของการปะทะกันระหว่างมาร์โกและคนชุดดำฝีมือร้ายกาจดึงความสนใจทั้งหมดไป คนอื่นๆจึงลืมว่ายังมีพวกมันอีกหนึ่งคนที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง หน้ากากสีแดงที่มันสวมใส่ค่อยๆซีดลงจนกลายเป็นสีเงินเหมือนกับหัวหน้าทีมที่ถูกเก็บไปแล้วไม่มีผิด มันกระชับดาบในมือให้มั่นพร้อมกับย่างสามขุมมาหาคามิว ที่หมดเรี่ยวแรงดิ้นให้หลุดจากพันธนาการของระยางต้นไม้ประหลาด
“ในเมื่อเอาตัวแกกลับไปไม่ได้ ก็ต้องกำจัดทิ้ง!!” รังสีอำมหิตแผ่ออกจากร่างคนชุดดำอย่างรุนแรง และมันก็ทำให้คนอื่นที่กำลังต่อสู้เริ่มรู้ตัวแล้วว่า เผลอไผลละความสนใจคนที่น่าจะช่วยเหลือที่สุดไปเสียแล้ว “จงตายซะเถอะแก!!”
ฉัวะ…!! อ้าาากกก…
"อะไรกันเนี่ย!? พลาดอีกแล้วงั้นเรอะ!!” จิตของเคออสซึ่งควบคุมเจ้าหน้ากากเงินถูกดีดกระเด็นกลับสู่ร่างท่ามกลางความตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าสมุนที่มันครอบครองร่างอยู่จะเกิดอาการทรยศกลางอากาศขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง “มันเป็นไปได้ยังไงกัน? ทำไมมันถึงเกิดบ้าขึ้นมา ยังมีตัวอื่นที่บกพร่องอยู่อีกงั้นรึนี่?”

เสียงตะโกนอย่างคลั่งแค้นดังก้องวิหารใต้ดิน ใบหน้างามของอิกนีสที่โดนเคออสยึดร่างไปเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโมโห ปากสีแดงสดแสยะกว้างอวดเขี้ยวยาวแผดเสียงกรีดร้องด้วยความขัดใจ ดวงตาสีแดงจัดวาววามดุจมีกองไฟลุกโพลงพร้อมจะแผดเผาอะไรก็ได้ที่หลงเข้ามาให้เห็น เหตุที่เคออสโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงเช่นนี้ก็เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ผลิตโฮมุนคูลัสเริ่มขาดแคลน เพราะโดนทำลายไปในครั้งที่แล้วนั่นเอง

"ทำไม? อีกก้าวเดียวก็จะสำเร็จตามแผนแล้วแท้ๆ ทำไมสวรรค์ไม่เป็นใจเข้าข้างข้าบ้างเลย” เคออสคร่ำครวญโทษสวรรค์ชั้นฟ้าว่าลำเอียงเข้าข้างศัตรูของตนมากกว่า “ฮึ่ม... ฝากไว้ก่อนเถอะ! ข้าไม่มีวันตัดใจยอมแพ้เด็ดขาด คราวหน้าข้าจะต้องเอาตัวเป็นๆ หรือไม่ก็ศพของมันติดมือกลับมาให้นายท่านให้ได้”
พ่อมดดำเคออสเดินวนเวียนไปมาราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนักในการวางแผนเล่นงานเป้าหมาย ร่างบางของพ่อมดดำหยุดยืนนิ่งหลังจากเดินไปมาจนพื้นวิหารแทบจะสึกกร่อนเป็นร่องรอย ริมฝีปากอิ่มได้รูปสีแดงสดที่บิดเบี้ยวด้วยความขัดใจอยู่เมื่อครู่ค่อยๆคลี่รอยยิ้มที่ดูโหดเหี้ยมออกมา ดวงตาสีแดงจัดจ้าหรี่ลงฉายแววบางอย่างที่อาจแช่แข็งทุกสิ่งที่มันจ้องมองได้

"หึหึหึ... ฮ่าฮ่าฮ่า... ในที่สุดข้าก็คิดออกแล้ว” เคออสในร่างอิกนีสหัวเราะราวคนเสียสติ "ในเมื่อเข้าไม่ถึงตัวมัน ก็ยังมีทางที่จะหลอกล่อให้มันทำตามแผนการณ์ที่เราวางไว้ คราวนี้นายท่านจะต้องพึงพอใจอย่างแน่นอน ฮ่าฮ่าฮ่า”
ร่างบางในชุดคลุมสีดำมืดก้าวเท้าลงสู่ห้องใต้ดินในวิหารร้างที่ร้อนระอุประหนึ่งอยู่ในเตาไฟ มือบอบบางเอื้อมเปิดประตูเหล็กกล้าเก่าคร่ำคร่าบานใหญ่ที่อยู่สุดทางเดินออก เผยให้เห็นสภาพของห้องใต้ดินที่กว้างขวางทว่ามืดสลัว จากแสงสว่างที่มีอยู่น้อยนิดทำให้มองเห็นทุกสิ่งในนั้นเป็นเพียงเงาตะคุ่มที่ดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อเคออสโบกมือวูบเดียวคบไฟในห้องนั้นก็ลุกพรึ่บขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน ...สาดส่องแสงสีส้มแดงปะทะกับร่างเพรียวของเด็กหนุ่มจำนวนหลายคนซึ่งยืนนิ่งอยู่ในห้องนั้น...
เด็กหนุ่มเหล่านั้นมีใบหน้าหล่อเหลา เส้นผมสีดำสนิท และรูปร่างสูงเพรียวเหมือนกับต้นแบบทุกกระเบียดนิ้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครที่เหมือนกันได้ขนาดนี้และที่ยิ่งน่าตกใจก็คือมีมันมีจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน ทั้งหมดนี้คือโฮมุนคูลัสที่เคออสสร้างขึ้นมาจากเลือดของคามิวและเถ้าธุลีของจอมมาร เพื่อใช้ต่างมือเท้าในการทำงานให้กับตนด้วยการควบคุมทางจิต พ่อมดดำไม่ได้แปลกใจมากมายอะไรนักในการที่จะมีโฮมุนคูลัสบางตัวบกพร่องไปบ้าง

...เพราะการใช้วัตถุดิบจำนวนน้อยนิดมาผลิตร่างจำนวนมากมายขนาดนี้ย่อมไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่หวังไว้ ดังนั้นมันจึงต้องการโลหิตสดใหม่ของเด็กหนุ่มผู้เป็นต้นแบบเพื่อนำมาสร้างตัวสำรองที่สมบูรณ์ไว้ทดแทนในยามจำเป็น...
“พวกเจ้าสิบคน ก้าวออกมารับภารกิจเดี๋ยวนี้!!” เคออสชูคฑาซึ่งทำด้วยไม้สีดำหงิกงอจนไม่น่าจะไม้ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ยอดคฑามีพลอยสีแดงเม็ดเขื่องประดับอยู่และตอนนี้มันกำลังเรืองแสงอย่างน่าประหลาด “ส่วนห้าคนที่เหลือจงไปยังอานาโตเลีย ค้นหาร่องรอยของเมืองที่หายสาบสูญให้เจอ ส่วนอีกห้าคนที่เหลือนั้นให้บุกทำลายสร้างความเสียหายในเมืองต่างๆของอาณาจักรนั้นให้มากที่สุด” ริมฝีปากอิ่มแดงจัดคลี่ยิ้มเหี้ยมโหดก่อนจะเอ่ยถอยคำแสดงถึงความเป็นตัวโกงออกมา

“ที่สำคัญ ต้องให้พวกมันได้เห็นใบหน้าของคนที่สร้างความเสียหายให้ชัดถนัดตาด้วยล่ะ หึหึหึ... ฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะแหบโหยน่าขนลุกของพ่อมดดำเคออสดังกึกก้องเวิ้งถ้ำใต้ดิน เสียงสะท้อนจากผนักถ้ำสลับกับเสียงครืนครันของการปะทุของแม็กม่ายิ่งเพิ่มความน่าสยดสยองให้กับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความลึกลับ เงาดำไหววูบขยับไหวราวปีศาจร้ายจากรัตติกาลกำลังคืบคลานเข้าหาเหยื่อ มันเป็นความฝันอันน่ากลัวซึ่งยังคงวนเวียนก่อกวนจนทำให้นิทรารมย์ไม่น่าพิศมัยเท่าที่ควรเป็น
แพขนตายาวสีเข้มเริ่มขยับ กระพริบไหว เผยให้เห็นดวงตาสีทองงดงามที่ดูงุนงงเหมือนจะจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะเท่าที่คามิวจำได้คือเห็นปลายดาบเสียบแทงเข้าสู่ร่างของตน หลังจากวูบหมดสติไปก็เหมือนจะเห็นภาพในฝันร้ายเดิมๆแต่มันสับสนปนเปจนแทบจำอะไรไม่ได้ ขนาดลืมตาก็ยังเหมือนอยู่ในความมืดจนไม่แน่ใจตัวเองว่ายังฝันอยู่หรือว่าตื่นแล้วกันแน่ หนุ่มน้อยผมดำพยายามผงกศีรษะของตนขึ้นเพื่อมองสภาพรอบด้านให้แน่ใจ แต่พอขยับร่างกายก็ประท้วงด้วยอาการเจ็บปวด ...เพียงเท่านี้ก็ยืนยันได้ว่าตนเองตื่นจากความฝันที่น่ารังเกียจนั้นเรียบร้อยแล้ว...
“อ… โอยยย…” คามิวส่งเสียงครางเบาๆ ด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ยังไม่ทุเลาดีนัก ทั้งรอยหนามและรอยแผลจากดาบของคนร้ายชุดดำ “รินเซ่… รินเซ่อยู่ไหน!? น้องเป็นอะไรรึเปล่า?”
“คามิวฟื้นแล้วเหรอ โล่งอกไปที” ใบหน้าของรุ่นพี่ผมขาวชะโงกมาดูคนเจ็บ ริ้วรอยของความอิดโรยและห่วงใยยังคงฉายชัดในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น “น้องรินเซ่ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แต่ยังหลับอยู่เพราะฤทธิ์เกสรต้นไม้ปีศาจพวกนั้น นายน่ะไม่ต้องทำเป็นห่วงคนอื่นเลย เพราะงานนี้คนที่เจ็บหนักที่สุดก็มีแต่นายคนเดียว”
เมอร์เคนนั่งลงข้างๆรุ่นน้องคนโปรดที่นอนนิ่งเพราะยังขยับตัวไม่ค่อยไหว แม้รอยหนามตามร่างกายจะเริ่มสมานตัวจนหลงเหลือเพียงร่องรอยตื้นๆ แต่เพราะเสียเลือดไปมากประกอบกับแผลที่โดนดาบแทงค่อนข้างลึก เมื่อไม่มีรินเซ่มาช่วยร่ายมนตร์รักษากว่าจะหายจึงต้องใช้เวลาพอสมควร เมื่อคิดให้ดีแล้วสมควรขอบคุณมนตร์พิทักษ์กายาที่มารดาบังคับทำเอาไว้ให้จริงๆ ...หากไม่มีสิ่งนี้แล้วละก็คามิวคงไม่รอดตายมาจนถึงตอนนี้แน่...

"ขอโทษ… ผมทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตราย ต้องลำบากเพราะผมอีกจนได้”

เมอร์เคนหันควับมามองรุ่นน้องคนโปรดที่เอ่ยคำที่เหมือนจะโทษตัวเองออกมา และมันก็สร้างความหงุดหงิดให้คนที่ไม่มีปัญญาช่วยใครได้อย่างรุ่นพี่ผมขาวซึ่งขอมาด้วยเพราะคิดว่าตัวเองคงพอจะมีประโยชน์ แต่เอาเข้าจริงก็กลายเป็นเพียงแค่ของแถมคอยถ่วงให้คอยกังวลเสียมากกว่า นึกแล้วก็ยิ่งรู้สึกเจ็บใจตัวเองจนทนไม่ไหว ต้องขอระบายความไม่สบอารมณ์เสียหน่อย
“โอ๊ย… ทำอะไรเนี่ย เจ็บนะ!” เสียงคนเจ็บร้องโอดครวญเพราะโดนดีดหน้าผาก ทำให้คนอื่นๆที่กำลังสาละวนจัดเตรียมที่พักและอาหาร หยุดชะงักกิจกรรมทั้งหมด แล้วรีบเข้ามารุมล้อมดูอาการทันที
“อย่าพูดแบบนี้จะได้มั้ย? แค่นี้ฉันก็ทุเรศตัวเองจะแย่อยู่แล้วนะ คนที่ต้องขอโทษมันควรจะเป็นฉันมากกว่า ช่วยอะไรใครก็ไม่ได้แถมยังต้องให้นายมาเป็นห่วงแบบนี้ มันเสียศักดิ์ศรีเฟ้ย” พูดจบเมอร์เคนก็สะบัดหน้าหนี “ขอโทษนะ ที่ฉันมันไม่ได้เรื่อง ไม่น่ามาด้วยเลยจริงๆ”
“ท่านคามิว! เป็นไงบ้างพะย่ะค่ะ” องครักษ์คนหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับคามิวมาตั้งแต่เด็กๆ เข้ามาดูอาการในขณะที่คนอื่นยังคงทำงานของตนต่อไปตามหน้าที่ “พวกกระหม่อมสมควรตายจริงๆ เป็นองครักษ์แท้ๆแต่กลับปล่อยให้ท่านคามิวและท่านรินเซ่ได้รับอันตราย โปรดลงโทษพวกเราเถอะพะย่ะค่ะ”
“พอเถอะครับ อย่าพูดกับผมแบบนี้จะได้ไหม?” หนุ่มน้อยนิ่วหน้าไม่พอใจกับคำพูดที่ดูเหินห่าง ธรรมดาก็ไม่ชอบที่จะเป็นจุดเด่นหรือคิดว่าตัวเองมีดีเหนือคนอื่น จึงทำใจรับเกียรติที่คนอื่นๆพากันยกย่องเหล่านี้ไม่ได้เสียที “พวกพี่ๆไม่ได้ทำผิดอะไร มันเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะพวกมันเล่นลอบกัดทำให้ไม่มีใครทันระวัง อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ”
คำพูดแสดงน้ำใจและรอยยิ้มอ่อนโยนของคามิว ยิ่งทำให้เหล่าองครักษ์เต็มใจและยินดีมอบความจงรักภักดี ให้คนที่กำลังจะมาเป็นนายเหนือหัวของตนมากยิ่งขึ้นไปอีก ไม่เว้นแม้แต่ชาวพรีมิวเลียทั้งสามที่ได้ร่วมรับรู้เหตุการณ์ ก็ยังรู้สึกชื่นชมจนออกนอกหน้า
“ขอบคุณนะ ที่กลับมาช่วยพวกเราไว้ได้ทันเวลา” ถึงคนเจ็บจะดูอ่อนเพลียแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยปากให้สามคนที่รีบกลับมาช่วยเหลือได้ปลื้มใจ
“ท่านคามิวพักให้สบายเถอะค่ะ เรามาถึงปากทางเข้าดินแดนใต้พิภพแล้ว พอท่านแข็งแรงดีเมื่อไหร่เราจะเดินทางกันทันที” ลีฟฟีนบอกข่าวดีให้หนุ่มน้อยคนสำคัญได้รับรู้ “ที่นี่เป็นวิหารร้างซึ่งเป็นด่านแรก มีปริศนาที่เราต้องแก้ให้ได้ก่อนที่จะเข้าสู่ดินแดนใต้พิภพ รีบรักษาบาดแผลให้หายเร็วๆดีกว่า”
เพื่อให้คามิวได้พักผ่อนเต็มที่ทุกคนจึงเลี่ยงออกไปทำงานกันต่อ ปล่อยหน้าที่คอยดูแลคนเจ็บให้กับเมอร์เคนซึ่งกำลังนั่งหันหลังให้เพราะเกิดอาการงอนคนข้างตัวขึ้นมากระทันหัน อุตส่าห์ทุ่มเทความรักความห่วงใยให้ความสำคัญเพราะเห็นเป็นน้องชาย แต่ดูเหมือนหนุ่มน้อยผมดำจะไม่ยอมเข้าใจ เอาแต่คอยทำตัวห่างเหินมาตลอดเวลา แล้วจะไม่ให้น้อยอกน้อยใจได้ยังไงกันล่ะ
“รุ่นพี่เมอร์เคน?” คามิวส่งเสียงเรียกคนขี้งอนเบาๆ แต่เมอร์เคนก็ไม่ยอมหันหน้ามามองเสียที “ผู้ชายตัวโตๆเนี่ย งอนให้ตายก็ไม่มีใครง้อหรอกนะ”
“ฮึ่มมม… ไม่ได้งอนเฟ้ย! ไม่ต้องให้ใครมาง้อด้วย นายน่ะนอนพักไปเงียบๆเถอะ ถ้ารำคาญนักละก็ฉันไปที่อื่นก็ได้”
“ขอบคุณนะครับ พี่ชาย ที่ไม่ทอดทิ้งผม”
เมอร์เคนเป็นอึ้ง ตกตะลึงลืมความขุ่นเคืองใจไปจนหมดสิ้นแทบจะในทันที เมื่อได้เห็นรอยยิ้มและดวงตาสีทองซึ่งฉายแววจริงใจที่คามิวสงวนไว้ให้เฉพาะคนสำคัญ แต่ในครั้งนี้หนุ่มผมดำยินดีที่จะมอบให้แก่คนที่เขายอมยกให้เป็นพี่ชายด้วยความเต็มใจ และพร้อมที่จะเชื่อฟังโดยไม่มีเงื่อนไข ...แต่เรื่องให้ทำตามคำสั่งทุกอย่างนั้นคงต้องขอคิดดูก่อน...
“ไม่ต้องมาอ้อน ฉันไม่ใจอ่อนกับนายหรอกน่า” เมอร์เคนแยกเขี้ยวพลางใช้มือขยี้ศีรษะรุ่นน้องแก้เขิน “พักผ่อนซะเถอะ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนตรงนี้แหละ”
ดวงตาสีทองคู่งามปิดลงอีกครั้งพร้อมกับสีหน้าที่ดูผ่อนคลาย ไม่นานนักคามิวก็หลับสนิท ขอเพียงแค่มีคนที่ไว้ใจอยู่ใกล้ๆก็ทำให้สบายใจและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ถึงภัยอันตรายซึ่งร้ายแรงกว่าที่จะเกิดขึ้นในดินแดงอันแสนไกลจากน้ำมือของพ่อมดดำและสมุน ...ซึ่งมันจะเป็นภัยต่อสวัสดิภาพของหนุ่มน้อยผมดำโดยตรงในภายหลัง...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #6121 yukai (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2557 / 14:57
    เครียดอ่ะ  ตัวร้ายเก่งเกิ๊น
    #6,121
    0
  2. #5998 นักอ่าน...lnwcool (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 11 มีนาคม 2556 / 17:02
    ขอวันสบายๆให้คามิวพักบ้างเถอะค่ะ...เราชักเริ่มเอียนกับความยุ่งยากที่ไม่มีวันพักจนเหนื่อยแทนแล้ว..อย่างน้อยขอวันธรรมดาให้คามิวได้พักบ้างสินะ
    #5,998
    0
  3. #5925 dlky (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 19 มกราคม 2556 / 17:11
    คามิลช่างน่าสงสาร TT~TT
    #5,925
    0
  4. #5361 mail (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2554 / 21:41
    แค่นี้ก็สงสารคามิวพอแล้วนะ ยังมีปัญหามาอีกเหรอเนี่ย

    ลาไปบวชเถอะ คามิวเอ๋ย
    #5,361
    0
  5. #4278 Lux51Forever (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 / 01:47
    อย่างนี้พวกที่ออกไปอาละวาด

    ก็เป็นภัยต่อคามิวนะสิ

    แล้วทีนี้ทุกคนก็จะคิดว่าคามิวเป็นคนทำ

    ทำไมมีแต่เรื่องปวดหัวมาหาคามิวอยู่เรื่อยเลย
    #4,278
    0
  6. #3572 ~*>> IN (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 3 เมษายน 2553 / 02:47

    เดินทางได้ไม่นานก็เจอเรื่องเสียแล้ว

    กว่าจะจบเส้นทาง คามิวมีหวังกรอบพอดี  ^^"

    #3,572
    0
  7. #3541 นักฆ่าอัคคี (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 29 มีนาคม 2553 / 09:21
    คามิวจะโดนเหมือนที่เห็นในฝันหรือเปล่าที่โดนล่ามโซ่แล้วก็ถูกผลักตกเหวไปอ่ะ อัพต่อเร็วๆนะ
    #3,541
    0
  8. #3536 นักฆ่าอัคคี (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 28 มีนาคม 2553 / 21:17
    ไม่เอาน๊า~ไม่อยากเห็นคามิลโดนชาวเมืองเกลียดง่า ไรเตอร์อย่าใจร้ายทำกับคามิลแบบนั้นน๊า มันรับไม่ได้
    #3,536
    0
  9. #3509 inasba (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 26 มีนาคม 2553 / 17:37
    เจ้าพ่อมดดำนี่ร้ายกาจจริงๆ
    #3,509
    0
  10. #3506 conankun (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 26 มีนาคม 2553 / 12:16

    คามิวเจอเรื่องซวยอีกแล้วสิ
    คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้น ความวุ่นวายเกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมืองแน่



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 26 มีนาคม 2553 / 11:33
    #3,506
    0
  11. #3498 kingEvill (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 25 มีนาคม 2553 / 12:52

    คามิวนาสงสารเจ็บคนเดียวเลย

    คาออส...ไม่ยั้งเลย

    เมอร์เคนดีใจใช่ม๊าที่ได้เป้นพี่ชายอิอิ

    #3,498
    0
  12. #3491 ~พระจันทร์สีเลือด~ (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 18:39
    คุๆๆๆชั่วได้ใจจริงๆเลยว่าแต่บ้านยังทำไม่เสร็จอีกหรอ
    #3,491
    0
  13. #3490 ผงฝุ่น (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 18:16
    ไรเตอร์อ่ะ ทำไม่ยิ่งอ่านย่ิงน่าสงสารคามิวขนาดนี้เนี้ย ไรเตอร์ก็ใจร้าย หาเรื่องมาให้คามิวอยู่เรื่อย ๆ เลยอ่ะ ฮือๆๆๆ
    #3,490
    0
  14. #3487 เอกเองครับ (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 15:03
    จริงๆ น่าจะบอกคนอื่นนะว่ามีโฮมุนคูลัสที่เหมือนตัวเอง จะได้ระวังกัน นี่ท่าทางจะได้กลายเป็นเป้าให้อีกหลายอาณาจักรแน่เลย
    #3,487
    0
  15. #3485 notg (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 13:21
    พี่ชาย?
    #3,485
    0
  16. #3479 axis (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 09:47
    อ้าก..!!!

    หวังว่า ชางเมือง ชางอาณาจักรคงไม่ง้าวหรอกนะัพี่แหม่ม  คามิวไม่ใช่คนยังง้านนแน่

    ถ้ามันพลาดก็พลาดตรงที่มันถล่มเมืองพร้อมกันหลายคน หรือหลายที่นี่ละหลายเมือง

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 24 มีนาคม 2553 / 18:40
    #3,479
    0
  17. #3478 ดับเครื่องชนไฮเปอร์ (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 03:27
    ชิส์   เล ว จิงๆ
    #3,478
    0
  18. #3474 เวนีล่า (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 23 มีนาคม 2553 / 23:53
    เคออสจะให้คามิวเป็นแพะรับบาปแทนใช่มั้ยเนี่ย       ถึงสั่งให้พวกตัวก็อบปี้ไปป่วนอาณาจักรอื่นแถมยังสั่งให้เห็นหน้าว่าใครทำอีก
    #3,474
    0
  19. #3471 DeK_LeaW (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 23 มีนาคม 2553 / 22:37
    สวรรค์ไม่เข้าข้าง !?

    คิดว่าตัวเองเป็นใครเนี่ย
    #3,471
    0
  20. #3470 RasberryAngel (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 23 มีนาคม 2553 / 21:34
    โถ.......เคออสจ๋า~สวรรค์ไม่เข้าข้าง?...... คิดได้ไงอ่ะ- -

    โฮ~คามิวจะโดนแผนชั่วอีกแล้ว><
    #3,470
    0
  21. #3469 *ReAr* (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 23 มีนาคม 2553 / 18:12

    คามิวเอ๋ย  แอบซวยซ้ำซวยซากนะเนี่ย

    มาอัพอีกไวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ

    อยากอ่านต่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกเลย

     

    #3,469
    0
  22. #3468 lichee (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 23 มีนาคม 2553 / 17:28
     ว้าว!!

    เมอร์เคนปลื้มแย่แล้ว

    คามิวเรียกเมอร์เคนว่า "พี่ชาย"

    จะรอตอนต่อไปค่ะ ^^
    #3,468
    0
  23. #3467 เจ้าเหมียวจอมซน (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 23 มีนาคม 2553 / 17:24
    หลับไปนี่สงสัยจาถอดจิตอีกแหงแซะ
    #3,467
    0
  24. #3462 kingEvill (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 23 มีนาคม 2553 / 09:14

    มาอ่านแล้วค่ะ

    #3,462
    0
  25. #3461 shadowdark (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 22 มีนาคม 2553 / 22:25
    คามิวตายโอ ในที่สุดเรื่องนี้ก็จบ
    happy endซินะ(จอมมารคืนชีพไม่ได้นิเหอๆ)
    #3,461
    0