วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 80 : ผู้นำจำเป็น(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,743
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

ขออภัยแฟนๆทุกท่านที่อัพช้า  เนื่องจากงานเข้าแถมอากาศร้อนจนทนนั่งหน้าคอมไม่ไหว(ห้องไม่มีแอร์นี่นา)  แต่ก็พยายามเขียนอยู่นะคะ  อาจจะช้าสักหน่อยแต่ไม่ทิ้งนานแน่นอนค่ะ  ขอบคุณแฟนๆทุกท่านเลยค่ะ
**++**++**++**


กองคาราวานเดินทางเป็นแถวยาว ประกอบด้วยรถม้าหรูหรา 3 คัน พร้อมกองทหารคุ้มกันอาวุธครบมือ ทั้งหมดวิ่งตะบึงด้วยความเร็วไปตามทางซึ่งได้รับการซ่อมบำรุงเป็นอย่างดี จึงไม่มีหลุมบ่อมาเป็นอุปสรรคให้ต้องคอยระวัง และเนื่องจากเป็นเส้นทางสัญจรหลักที่มีผู้คนใช้กันไม่ขาดสาย กองคาราวานจึงต้องมีม้านำคอยเคลียร์เส้นทางให้โล่งเพื่อเร่งความเร็วได้เต็มที่
ทหารทุกคนทำหน้าที่ของตนได้อย่างคล่องแคล่วเพราะซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นมืออาชีพจึงไม่มีอะไรมาทำให้กองคาราวานนี้สะดุดหยุดชะงักได้ ยกเว้นเวลาหยุดพักม้าเพื่อเติมพลังและทำธุระส่วนตัวซึ่งก็ใช้เวลาไม่มากมายนัก เนื่องจากทุกคนต้องการไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด ตลอดการเดินทางในช่วงแรกนี้พวกลีพฟีนไม่ได้พูดคุยกับหนุ่มน้อยผมดำเลยสักคำเดียว เพราะมีองครักษ์คอยประกบอยู่ตลอดเวลาราวกับกลัวว่าคามิวจะหายตัวไปหรือโดนใครลักพาไม่มีผิด
ส่วนอีกคนที่ลึกลับและมีคนคุ้มกันอย่างดีก็คือจอมเวทที่ไปด้วยนั่นเอง แม้จะมีทหารตัวโตคอยยืนกำบังแต่พวกลีฟฟีนก็แอบเห็นว่า จอมเวทผู้สวมใส่ชุดคลุมสีขาวมีลายสัญลักษณ์ของโรแลนเซียและสำนักปราชญ์ราเชล ซึ่งปกปิดทุกส่วนของร่างกายทั้งหน้าตาแขนขาและมือเอาไว้จนมิด แต่ที่น่าแปลกใจความขนาดของร่างกายที่ดูจะเล็กและเตี้ยเกินกว่าปกติจนทำให้คิดว่าน่าจะเป็นเด็ก แต่ก็ยังไม่อยากจะฟันธงเพราะคงไม่มีใครบ้าพอที่จะส่งเด็กๆมาผจญภัยกับอันตรายแบบนี้
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นจนไม่น่าเชื่อ แม้จะเร่งรีบเดินทางกันในยามค่ำคืนก็ไม่มีเภทภัยมากล้ำกรายให้ต้องหยุดชะงัก อีกทั้งไม่มีสัตว์ร้ายมาขวางทางให้รำคาญใจ ซึ่งเรื่องนี้คามิวก็แอบสังเกตอยู่เหมือนกัน และคิดว่าคงเป็นเพราะจอมเวทที่อยู่ในรถม้าคันรั้งท้ายสร้างข่ายอาคมครอบคลุมไว้เพื่อปกป้องทุกคนเป็นแน่ แต่หนุ่มน้อยผมดำออกจะประหลาดใจและทึ่งในพลังอันมากมายของจอมเวทคนนั้นเป็นอันมาก เพราะการสร้างเขตอาคมคลุมสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่แถมเป็นขบวนเดินทางขนาดใหญ่นั้น ต้องใช้สมาธิที่แน่วแน่มั่นคง ...และตั้งแต่ออกเดินทางมายังไม่ได้ปลดข่ายเวทออกเลยแม้แต่ครั้งเดียว...
“จอมเวทที่มาด้วยเป็นใครเหรอครับ?” คามิวเอ่ยถามทหารรับใช้ที่มานั่งอยู่ในรถม้าด้วยกันเพื่อคอยบริการน้ำท่าและอาหาร “ผมรู้สึกคุ้นๆกับพลังของเขายังไงไม่รู้สิ เป็นคนที่ผมรู้จักรึเปล่าครับ?
“เรื่องนี้กระหม่อมไม่ทราบพะย่ะค่ะ” ทหารรับใช้ตอบกลับไปตามสัตย์จริง ทหารที่ดีนั้นไม่ควรก่าวก่ายเมื่อไม่ใช่หน้าที่ก็ไม่ควรจะสอดรู้สอดเห็นให้มากนัก “แต่ถ้าฝ่าบาทอยากรู้ กระหม่อมจะไปสอบถามมาให้พะย่ะค่ะ”
เป็นอีกครั้งที่คามิวต้องขัดใจกับคำสุภาพแสลงหู เลยนิ่งไปไม่คิดจะพูดอะไรต่อได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้ในใจ และรอเวลาให้ถึงเมืองหน้าด่าน หนุ่มน้อยผมดำตั้งใจไว้ว่าเมื่อถึงที่หมายแรกจะต้องรู้ให้ได้ว่า จอมเวทปริศนาผู้มีพลังที่แสนจะคุ้นเคยคนนั้นคือใคร คามิวได้แต่หวั่นใจว่าอย่าให้เป็นคนที่เขาคิดไว้เลย ...เพราะถ้าใช่จริงๆละก็งานนี้คงจะต้องมีการเคลียร์กันยาวเป็นแน่...
ถึงแม้การหลับพักผ่อนบนรถม้าที่กำลังวิ่งตะบึงด้วยความเร็วจะไม่สบายนัก แต่เมื่อไม่มีเหตุร้ายมาขัดขวางความโคลงเคลงก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เพลินได้เช่นกัน ดังนั้นผู้โดยสารทั้งหมดจึงหลับไหลลงได้ไม่ยาก และพอตื่นขึ้นมาอีกทีก็เข้าสู่วันใหม่ซึ่งใกล้จะถึงจุดหมายคือเมืองหน้าด่าน แม้ยังเหลือระยะทางอีกไม่ไกลแต่กองคาราวานกลับเคลื่อนไปได้ไม่ค่อยรวดเร็ว เนื่องจากเส้นทางสัญจรเริ่มคับคั่งด้วยผู้คนและเกวียนสินค้า
เป็นที่แน่นอนอยู่ว่าม้าเร็วขบวนยาวแบบนี้ย่อมเป็นสิ่งที่สะดุดตาใครต่อใคร คนส่วนใหญ่ที่มายังเมืองหน้าด่านในช่วงนอกฤดูกาลสมัครเรียน ก็มักจะเป็นพวกพ่อค้าวานิชไม่จำกัดชาติพันธุ์ ซึ่งนำสินค้าต่างๆไปค้าขายยังเมืองต่างๆ แถมช่วงนี้มีการเปิดเส้นทางการค้าเข้าสู่พรีมิวเลียทำให้เมืองนี้ยิ่งคักคักเป็นอักโข แต่การเดินทางเข้าอาณาจักรที่มากไปด้วยอันตรายอย่างพรีมิวเลียนั้นมีความเสี่ยงสูง พอๆกับกำไรมหาศาลที่ได้จากการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหายาก ดังนั้นเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับกองคาราวานสินค้า อาชีพใหม่จึงผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ทั้งคนคุ้มกัน นักรบรับจ้าง ร้านตีอาวุธ คนนำทาง และอาชีพสารพัดจัดการ
ไม่เพียงแต่มีคนหลากหลายอาชีพหลากเชื้อชาติที่เพิ่มขึ้นมา ตัวเมืองเองก็เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อพ่อค้าไปถึงที่ไดก็ย่อมต้องนำพาความเจริญและความสะดวกสบายไปสู่ที่นั่นด้วย โรงแรมที่พักระดับห้าดาวรวมทั้งสถานบันเทิงต่างๆถูกสร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการ และผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางของเหล่าพ่อค้ามหาเศรษฐี เม็ดเงินที่สะพัดในเมืองนี้แต่ละวันมากมายมหาศาลกว่าแต่ก่อนจนเทียบกันไม่ติด
แต่เมื่อขบวนคาราวานเข้าสู่เขตใจกลางเมืองหน้าด่านในยามสาย คามิวที่กำลังเพลิดเพลินกับการดูความเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านร้านตลาด ก็พบกับสิ่งที่ทำให้หนุ่มผมดำแทบสะอึกจนรีบหลบหน้ากลับเข้ามาในรถม้าแถมรูดม่านปิดจนมิดชิดแทบไม่ทัน สิ่งนั้นตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ จตุรัสกลางเมืองซึ่งเป็นลานกว้าง ก่อสร้างเอาไว้เพื่อเป็นที่พักผ่อน รวมทั้งเป็นสถานที่เปิดตลาดนัดและงานออกร้านต่างๆ สิ่งที่ว่านั้นช่างเด่นสะดุดตาใครผ่านไปมาก็ต้องเหลียวมอง เพราะมันคือรูปสลักหินอ่อนสีขาวเป็นร่างของมังกรการ์เดี้ยนตัวใหญ่ ...ที่มีเด็กน้อยน่ารักราวกับเทวดาขี่อยู่บนคอของมันด้วย...
ที่ด้านหน้าของมังกรเป็นรูปสลักเด็กหนุ่มร่างเพรียวถือดาบสั้นชูขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับจะประกาศชัยชนะ คามิวอยากรู้เหลือเกินว่าใครเป็นคนสร้าง เพราะมันช่างเหมือนเสียจนตัวจริงตกใจแทบลมจับเลยทีเดียว ทว่าเหล่าทหารและผู้โดยสารในรถม้าคันอื่นกลับชื่นชมความงามสง่าอลังการของรูปสลักหินอ่อนนั้น พร้อมกับทึ่งและปราบปลื้มในความสามารถของหนุ่มน้อยผมดำผู้กลายเป็นตำนานมีชีวิต โดยเฉพาะชาวพรีมิวเลียทั้งสามคนซึ่งรู้ที่มาที่ไปและความหมายอันยิ่งใหญ่ของอนุสรสถานแห่งนี้เป็นอย่างดี
ตอนที่มายังเมืองหน้าด่านครั้งแรก พวกคามิวเพียงแค่ขอผ่านทางเข้าสู่กรุนเบลค์และเกิดเรื่องราวลักพาตัว ส่วนคราวที่แล้วซึ่งแวะมาก่อนเข้าสู่พรีมิวเลียก็เกิดเรื่องในร้านเหล้า จนต้องระเห็ดไปค้างแรมในห้องขังมาครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังโด่งดังไปทั้งเมืองในเรื่องเมาอาละวาด แม้คราวนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนุ่มน้อยผมดำโดยตรงแต่มันน่าอายในความรู้สึก เรียกได้ว่า กับเมืองหน้าด่านแห่งนี้นั้นคามิวมีแต่ความทรงจำที่ไม่ค่อยจะดีทั้งสิ้น
ขบวนรถม้าวิ่งผ่านจตุรัสแห่งนั้นไปไม่ไกลนักก็เข้ามาถึงจวนของเจ้าเมืองที่คล้ายปราสาทหรูหราขนาดใหญ่ แค่ดูก็รู้ว่าเพิ่งจะสร้างใหม่ได้ไม่นานนักเพราะบางส่วนยังคงทำการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ยังดีอยู่บ้างที่มีรั้วและประตูค่อนข้างหนาทึบจึงพอจะบดบังสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านได้บ้าง แต่ก็ไม่วายมีคนแอบดูตามร่องรูที่มีอยู่ประปราย ซึ่งมีคนจับจองกันจนไม่เหลือให้คนมาใหม่ได้ใช้สอดส่อง
“ขบวนรถม้าของใครกันนะ? เหมือนขบวนเสด็จไม่มีผิดเลยนะเนี่ย” หนึ่งในนักถ้ำมองพูดอวดภูมิกับเพื่อนที่จองอีกช่องหนึ่งใกล้ๆกัน
“มีตราของอาณาจักรโรแลนเซียด้วย! หรือว่าจะเป็นพวกเชื้อพระวงศ์ จะใช่คนที่เขาลือกันอยู่ตอนนี้หรือเปล่า?”
เสียงซุบซิบคาดเดาดังให้แซ่ดจนแทบจะได้ยินไปถึงหูคนในรถม้าที่กำลังทำหน้าบูดไม่สบอารมณ์สุดๆ จนทหารรับใช้ที่นั่งมาด้วยทนไม่ไหวต้องแอบปล่อยขำออกมาพรืดใหญ่ ยิ่งตอนที่คามิวต้องก้าวลงจากรถม้าไปเสวนากับเจ้าเมืองที่ออกมาต้อนรับยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเสียงฮือฮายิ่งดังเป็นเท่าตัวเมื่อพวกถ้ำมองเห็นร่างของผู้โดยสารปริศนาเต็มตา
บุรุษร่างสูงเพรียวสง่างามในชุดพิธีการสีขาวของอัศวินที่ถูกบังคับให้สวมใส่ ผ้าคลุมไหล่สีขาวขลิบทองและเกราะอ่อนสีเงิน ยิ่งขับเน้นให้เรือนผมสีดำสนิทยาวสลวยที่มัดรวบไว้เรียบร้อยดูโดดเด่นเป็นที่เตะตา ปอยผมด้านหน้าตกรุ่ยร่ายปิดบังดวงตาและใบหน้าไปเกือบครึ่ง แต่มันก็ยังไม่อาจบดบังรัศมีความงดงาม(?)ของหนุ่มน้อยได้มิดชิด แม้คามิวจะยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวินเพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม ทว่าถ้าเทียบกันด้วยฝีมือในเชิงการต่อสู้แล้วละก็ หนุ่มน้อยผมดำลูกชายแม่ทัพอัศวินคงคว้าตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ไปครอบครองนานแล้ว
“ผมสีดำแบบนั้น ใช่คนที่เขาลือกันจริงๆด้วย!!” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้นสุดขีด เมื่อได้เห็นคนที่เธอไฝ่ฝันอยากจะเห็นเป็นบุญตาสักครั้ง
“นี่น่ะเหรอ คนที่ช่วยกอบกู้อาณาจักรพรีมิวเลีย? ตัวเล็กกว่าที่คิดไว้เสียอีก” พ่อค้าชาวกรุนเบลค์ซึ่งแอบดูอยู่ข้างๆพึมพำเบาๆด้วยความไม่มั่นใจ “ใช่คนที่เขาลือกันจริงเหรอเนี่ย?”
“เจ้าหนุ่มผมดำที่เหมือนรูปสลักหินอ่อนขนาดนั้นคงมีแค่คนเดียวละมั้ง คงไม่ผิดตัวหรอกน่า โชคดีจริงๆที่ได้เห็นตัวจริงแบบนี้”
ชาวเมืองคนหนึ่งพูดกับเพื่อนของเขาด้วยความดีใจ เพราะข่าวลือที่ได้ยินได้ฟังจากพ่อค้าชาวพรีมิวเลียนั้นแพร่หลายไปทั่วเมืองหน้าด่านอย่างรวดเร็ว และเมื่อมันไปเข้าหูของชาวเมืองที่เคยมีเรื่องกับตัวจริงของหนุ่มผมดำ ก็ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของคามิว ทีเอเนียเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นไปอีก รูปสลักที่จตุรัสกลางเมืองนั้นก็เป็นของขวัญซึ่งถือเป็นเครื่องหมายแสดงถึงสัมพันธ์ไมตรีอันดี ของอาณาจักรพรีมิวเลียที่มีต่อต่อกรุนเบลค์และโรแลนเซียนั่นเอง
เป็นเรื่องน่าแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งว่า ในบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์ของโรแลนเซีย มีแต่คนของทีเอเนียเท่านั้นที่มีเส้นผมสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตระกูล ถ้าพูดถึงเด็กหนุ่มผมดำที่เป็นลูกขุนนางชั้นสูงก็มีเพียงคนเดียวคือคามิว ดังนั้นเรื่องทักผิดตัวคงไม่เกิดให้ใครหน้าแตกเป็นแน่ และการที่มีเพียงคนเดียวนี่แหละที่เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย
“ยินดีต้อนรับท่านคามิวและคณะ ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ต้อนรับท่าน” เจ้าเมืองร่างอ้วนใบหน้าอวบอูมผ่องใสดูอารีย์และมีอันจะกิน แถมยังแต่งกายด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับหรูหราราคาแพง “อาคันตุกะจากกรุนเบอร์เรียมารอตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วครับ เชิญเข้าไปพักผ่อนข้างในคฤหาสน์ก่อนเถอะ”
เจ้าเมืองพูดจบก็ผายมือเชื้อเชิญให้แขกที่ไม่แปลกหน้าเข้าสู่คฤหาสน์ของตน แต่ก่อนที่คามิวจะเดินตามเจ้าเมืองเข้าไปข้างใน สายตาก็พลันเหลือบมาเห็นจอมเวทชุดขาวก้าวลงจากรถม้า ร่างเล็กๆที่แม้จะคลุมด้วยผ้าจนมิดชิดนั้นหาได้รอดพ้นสายตาของหนุ่มน้อยผมดำไม่ ความโกรธแล่นขึ้นสู่สมองทันทีที่ได้รับรู้ว่าใครคือจอมเวทที่จะเดินทางฝ่าอันตรายไปเมืองคนแคระกับตน และพาลโมโหไปถึงคนที่ออกคำสั่งหรือเลือกจอมเวทผู้นี้ด้วย
ฝ่ายจอมเวทร่างเล็กก็รับรู้ได้ถึงสายตาคมกริบราวใบมีดซึ่งกำลังจับจ้องตนอยู่จนถึงกับชะงักไปชั่วครู่ เจ้าของสายตาแสดงออกชัดว่ากำลังโมโหสุดขีด ริมฝีปากของเขาขบเม้มเป็นเส้นตรง ดวงตาสีทองวาวโรจน์ดุจกองไฟที่ลุกโชนและพร้อมที่จะเผาทุกสิ่งที่ทำให้เขาขัดใจ ทุกคนในที่นั้นคงสัมผัสได้ถึงองศาอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นของหนุ่มน้อยที่เคยใจเย็นมาตลอด จนพากันหยุดมองด้วยความสงสัย แรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากหนุ่มผมดำที่กำลังทำหน้าตาบูดบึ้งเริ่มจะครอบคลุมบริเวณโดยรอบ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิตแลบแปรบปราบไล่ช็อตคนที่อยู่ใกล้จนสะดุ้งกันเป็นแถวๆ
“คามิว!… มาถึงแล้วเหรอ?” ก่อนที่จะเกิดอะไรรุนแรงมากกว่านั้นเสียงหวานๆของใครบางคนดังมาขัดจังหวะ ทำให้สายฟ้าที่เตรียมฟาดฟันไม่เลือกหน้าค่อยๆจางหายไป “เป็นอะไรไป? หรือว่าโกรธที่ฉันมารอพบที่นี่?”
เจ้าของเสียงทักทายคือหญิงสาวที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย และตอนนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นหมายที่ได้จับจองเอาไว้เป็นที่แน่นอนแล้ว เจ้าหญิงอาเรียแปลกใจที่เห็นพระสหายของเธอแสดงอาการโกรธแบบไม่ไว้หน้าใครแบบนั้น เพราะคามิว ทีเอเนียที่เธอรู้จักนั้นเป็นคนสุภาพอ่อนโยน สามารถอดทนและเก็บอารมณ์ได้ดีมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว สิ่งที่ทำให้คนๆนี้โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงถึงขนาดแจกความซวยไปทั่วหน้าเช่นนี้คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน
แม้แววตาของคามิวยังคงแข็งกร้าวและวาวโรจน์ดุจเปลวไฟ แต่เหมือนหนุ่มน้อยผมดำจะระงับอารมณ์ที่เตรียมระเบิดในตอนแรกให้สงบลงไปได้บ้างแล้ว ร่างเพรียวในชุดอัศวินสีขาวหมุนตัวกลับพร้อมทั้งก้าวเท้าออกเดินนำหน้าทุกคนเข้าสู่คฤหาสน์เจ้าเมืองทันที ทิ้งให้คนที่เกือบตกเป็นเป้าการโจมตีของสายฟ้าแห่งความโกรธายืนมองหน้ากันไปมา ...เหมือนจะหาว่าใครเป็นคนที่ทำให้คามิวอารมณ์เสีย...
แต่แล้วตัวต้นเหตุที่ทำให้คามิวแสดงอารมณ์กรุ่นโกรธราวเพลิงพิโรธ ก็สาวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์ตามไปอีกคน ร่างเล็กๆในชุดจอมเวทสีขาวเยื้องย่างไปช้าๆตามจังหวะก้าวเท้าที่ไม่ค่อยยาวนัก และเพราะชุดที่ใส่มันรุ่มร่ามจึงต้องระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดสะดุดล้มต่อหน้าคนอื่นให้ได้อับอาย นอกจากนั้นยังมีองครักษ์ประจำตัวคอยตามประคองอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญพ่อองครักษ์คนนั้นก็เป็นหนุ่มผมทองหล่อเหลาราวรูปสลัก จนสาวๆที่แอบดูอยู่นอกรั้วพากันกรี๊ดกร๊าดกับความเร้าใจแบบหนุ่มฉกรรจ์
ห้องโถงรับรองของจวนเจ้าเมืองนั้นกว้างขวางและหรูหราจนไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างด้วยเงินส่วนตัว ชุดเก้าอี้โซฟาบุผ้าไหมทอลายอย่างดีแถมยังเดินดิ้นทองอร่ามตาดูสูงค่าจนคนธรรมดาคงไม่กล้านั่ง แต่คงไม่ใช่กลุ่มคนที่เป็นอาคันตุกะเหล่านี้ เพราะแต่ละคนมีดีกรีระดับเชื้อพระวงศ์แทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสองหนุ่มสาวจากโรแลนเซียที่ดูจะเคยชินและกลมกลืนกับของหรูหราพวกนี้มากกว่าใคร เพราะมันลดความเด่นและดูด้อยค่าลงไปถนัดใจเมื่อต้องกลายเป็นเก้าอี้รับรองของว่าที่คิงและควีนในอนาคต
นอกจากเจ้าหญิงอาเรียแล้วคนจากกรุนเบอร์เรียที่มารออยู่ก็มี เมอร์เคน และลาร์คซึ่งมาในฐานะองครักษ์ของเจ้าหญิงรัชทายาท ตอนแรกเมอร์เคนจะมาเพียงคนเดียว แต่ทว่าเจ้าหญิงอาเรียที่เห็นว่าองครักษ์คนโปรดหายหน้าไปทั้งๆที่ยังไม่หายดี จึงขอร้องแกมขู่บังคับรุ่นพี่ผมขาวให้ใช้อำนาจของประธานสภาฯไปขออนุญาตให้เธอออกมาพร้อมกัน เมอร์เคนที่ต้องการจะรีบมารอรุ่นน้องของตนจึงยอมทำตามคำขอแต่โดยดีไม่มีอิดเอื้อน
“ท่านลาร์ค! จะไปด้วยรึเปล่าครับ?” เลนันเอ่ยถามเจ้านายหนุ่มที่ตอนนี้ผันตัวเองไปเป็นคนของโรแลนเซีย และมีหน้าที่เป็นองครักษ์ให้เจ้าหญิงอาเรียและเป็นคนสนิทของคามิว “ข้ามีเรื่องจะบอกให้ท่านลาร์คทราบ คือว่า…ท่านคามิวเป็นว่าที่…!!?”
เลนันชะงักปากตัวเองไว้ทันทีที่เห็นสายตาคมกริบของคามิวตวัดฉับมาจ้องมอง ราวกับจะเตือนว่าถ้าพูดออกไปละก็เจอดีแน่ ยิ่งบวกอารมณ์โกรธที่ยังไม่จางหาย ยิ่งทำให้ดวงตาสีทองของคามิวในวันนี้ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก และมันยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้เห็นอัศวินหนุ่มผมทองคอยประคับประคองจอมเวทชุดขาวต่อหน้าต่อตา
“จะถอดเสื้อคลุมออกได้รึยัง?” ในที่สุดความอดทนของคามิวก็หมดลงจนได้ “รินเซ่!!”
จอมเวทชุดขาวสะดุ้งจนเห็นได้ชัด แต่ยังไม่ยอมพูดหรือถอดฮู้ดที่คลุมศีรษะตัวเองออกเพื่อเผยโฉมที่แท้จริงว่าจะใช่คนที่คามิวเรียกหรืเปล่า ฝ่ายหนุ่มผมดำเมื่อเห็นคนที่คาดว่าน่าจะเป็นน้องสาวของตนยังคงดื้อแพ่งไม่ยอมรับ เมฆหมอกแห่งความโกรธาก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศมาคุเข้าครอบคลุมห้องรับรองที่กว้างขวางหรูหราจนดูมืดทะมึนได้อย่างเหลือเชื่อ ท่านเจ้าเมืองที่เคยแต่ข่มคนอื่น มาตอนนี้เจอของจริงเข้าก็ถึงกับหน้ามืดเข่าอ่อนจะเป็นลมจนบรรดาคนรับใช้ตกใจกันเป็นแถวๆ
“เอ้อ… ท่านจอมเวท! ก่อนที่จะมีใครต้องถูกหามส่งโรงหมอ รีบๆถอดเสื้อคลุมออกเถอะ” เจ้าหญิงอาเรียเองก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน นับเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่เห็นคามิวโกรธขนาดนี้ “ข้าขอร้องละนะ”
“ก็ได้ค่ะ!” จอมเวทชุดขาวตอบรับด้วยเสียงที่คุ้นหูคามิวอย่างยิ่ง ฮู้ดที่ปกคลุมศีรษะถูกถอดออกเผยให้เห็นเส้นผมสีทองงดงามเหมือนมารดา ดวงตากลมโตสีเขียวมรกตใสแจ๋วฉายแววหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย ที่ต้องเผชิญหน้ากับพี่ชายที่กำลังโกรธ แต่ก็ยังพยายามพูดจาให้ดูเป็นปกติ “พี่ชายรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? ที่จริงหนูกะว่าจะปิดเรื่องนี้ไว้จนกว่างานจะเสร็จด้วยซ้ำไป”
ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้เป็นพี่ชายนอกจากอาการนิ่งเงียบจนน่ากลัว ขนาดเจ้าหญิงอาเรียยังรับรู้ได้ถึงกระแสกดดันที่แผ่ออกมาจากหนุ่มผมดำร่างเพรียวที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น มือสองข้างของเขากำแน่นบ่งบอกว่ากำลังสะกดอารมณ์ด้านลบที่กำลังพุ่งขึ้นสูงจนยากจะควบคุม ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงประกอบกับดวงตาสีทองที่ดูวาวจัดจ้ากว่าปกติ ...ทำให้หนุ่มน้อยหน้าหวานที่เคยสุภาพอ่อนโยนดูน่ายำเกรงราวกับเป็นคนละคน...
ว่ากันว่าคนที่เกิดมาเพื่อยืนอยู่เหนือคนอื่นนั้น จะมีพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเลื่อมใสและเกรงกลัว บางคนให้นิยามกับสิ่งที่น่าเคารพยำเกรงนั้นว่า บุญบารมีของการเป็นเจ้าคนนายคน เหล่ากษัตริย์ในแต่ละยุคสมัยจะขาดสิ่งที่ว่านี้ไม่ได้ เพราะมันจะทำให้ผู้คนยอมรับนับถือ เมื่อประกอบกับทศพิศราชธรรม การจะดำรงคงตำแหน่งและครองบัลลังก์ให้มั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากใช้อำนาจและความโหดเหี้ยมเพื่อควบคุมจิตใจผู้อื่นในเชิงบังคับให้เชื่อฟังแล้วไซร้ พลังที่ได้มาย่อมไม่อยู่ยั้งยั่งยืนและคงจะถึงกาลล่มสลายในไม่ช้า
เหล่าผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยกับคามิวคนเก่า และเพิ่งได้ประจักษ์กับอีกด้านหนึ่งอันทรงอำนาจของหนุ่มผมดำแห่งโรแลนเซีย เช่นเมอร์เคน ลาร์ค เจ้าหญิงอาเรีย และรินเซ่ นั้นมีความรู้สึกต่างๆกันไป เมอร์เคนและลาร์คออกแนวทึ่งและชื่นชมที่ตนมองคนไม่ผิด เพราะคิดมาแต่แรกแล้วว่าหนุ่มน้อยคนนี้จะต้องมีอะไรดีที่เหนือคนอื่นแน่นอน ทั้งสองคนจึงไม่ค่อยตกใจกับท่าทีของคามิวเท่าไหร่ ผิดกับเจ้าหญิงอาเรียและรินเซ่ที่อยู่ด้วยกันกับคามิวมาตั้งแต่เล็กๆ
เจ้าหญิงอาเรียมีความรู้สึกว่าคามิวในยามนี้มีอำนาจไม่ต่างจากพระบิดาของเธอ มันไม่ใช่ความรู้สึกหวาดหวั่นแต่เป็นความรู้สึกยินดี เพราะเท่าที่รู้จักกันมาเธอมักเห็นคามิวเป็นน้องชายและเป็นเพียงลูกไล่ให้เธอกลั่นแกล้ง แต่เมื่อความรู้สึกที่มีมันเปลี่ยนไปกลายเป็นความรัก ก็ให้กังวลอยู่เสมอว่าหนุ่มน้อยคนนี้จะเป็นที่พึ่งให้เธอได้แน่หรือ ดังนั้นเมื่อมาเห็นความน่าเกรงขามที่คามิวแสดงออกมา ทำให้อาเรียรู้สึกมั่นใจว่าเธอเลือกรักไม่ผิดคน
ส่วนรินเซ่กลับตรงกันข้าม เพราะในยามนี้สาวน้อยรู้สึกหวาดกลัวพี่ชายจนตัวสั่น ตั้งแต่เธอจำความได้นี่เป็นครั้งแรกที่คามิวแสดงอาการให้รู้ว่าโกรธจัด ตามปกติคามิวเป็นพี่ชายที่รักและตามใจน้องสาวแทบทุกเรื่อง อีกทั้งยังอ่อนโยนใจดีจนเป็นที่เลื่องลือกันไปทั้งเมืองโรแลนเดียว่า จะหาพี่ชายที่แสนดีเท่าคามิว ทีเอเนียลูกชายแม่ทัพคริสโตเฟอร์ไม่ได้อีกแล้ว แต่ทว่ารินเซ่เริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าพี่ชายแสนใจดีของเธอยังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า
“จ…จะไล่ยังไงก็ไม่กลับหรอก!” สาวน้อยยังพยายามทำใจดีสู้เสือที่กำลังแยกเขี้ยวคำราม ร่ำๆจะงับหัวเธออยู่รอมร่อ “มันเป็นคำสั่งของท่านอาจารย์กับฝ่าบาท ท่านพ่อก็เลยยอมให้ตามพี่ชายมาในฐานะจอมเวท” เมื่อรินเซ่เห็นว่าคงแก้ตัวไม่ขึ้นจึงหาตัวช่วยมาเฉลี่ยความซวย และคนที่น่าจะทำให้คามิวพี่ชายของเธอยอมรับได้ก็มีอยู่ไม่กี่คน “หนูขอโทษที่ไม่ได้บอกให้พี่ชายรู้แต่แรก”
คามิวยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ราวกับภูเขาไฟที่ดูสงบแต่กลับมีการปะทุของแม็กม่าอยู่ภายใน ยิ่งทำให้รินเซ่ใจเสียกลัวว่าพี่ชายจะเกลียดเธอที่ดื้อไม่ยอมเชื่อฟัง ใบหน้าที่พยายามทำให้สดใจรอยยิ้มที่แย้มพรายหวังจะเอาใจพี่ชายสุดที่รัก เริ่มดูแหยและซีดลงทุกขณะพาให้คนอื่นๆรู้สึกสงสารและเห็นใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกหรือเข้าไปช่วยแก้ต่าง เพราะมันเป็นเรื่องของพี่น้องซึ่งคงอยากจะเคลียร์กันเองมากกว่า

"ท่านเจ้าเมือง! พวกเราคงต้องขอรบกวนท่านเรื่องที่พักกับอาหาร ส่วนเรื่องเสบียงในการเดินทางพวกเราจะเตรียมการกันเอง” เมอร์เคนที่ไม่ค่อยทนต่อบรรยากาศเครียดๆเริ่มหาทางเบี่ยงประเด็นเพื่อดึงความสนใจของคนอื่น “เอาละ! พวกเราไปเตรียมตัวกันตามหน้าที่เถอะ ปล่อยให้สองพี่น้องเขาคุยกันตามลำพังดีกว่านะ”
หนุ่มผมขาวต้อนคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างพี่น้องออกไปนอกห้อง ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหญิงอาเรีย เพราะตัวเองก็เป็นพี่ใหญ่ที่ต้องคอยคุมรุ่นน้องมาหลายปีเลยพอจะรู้ดีว่า พี่ชายที่รักน้องสาวอย่างคามิวคงโกรธได้ไม่นาน แต่ถ้ายังมีคนอื่นคอยยืนดูอยู่แบบนี้ละก็ ...เรื่องที่ควรจะลงเอยด้วยดีอาจจะมีการพลิกโผถึงขนาดตวาดไล่น้องสาวกลับโรแลนเซียเลยก็ได้...
“ทิ้งไว้แบบนั้นจะไม่เป็นอะไรเหรอครับรุ่นพี่? ผมเพิ่งเคยเห็นคามิวโกรธขนาดนี้เป็นครั้งแรกนะเนี่ย” ลาร์คทำท่าปาดเหงื่อเมื่อออกมาจากห้องที่เต็มไปด้วยความกดดัน ซึ่งแผ่มาจากตัวหนุ่มน้อยผมดำจนแทบหายใจไม่ออก “ไม่นึกเลยนะ ว่าคนเงียบๆสุภาพอ่อนโยนอย่างเขา จะโกรธใครเป็นด้วย”
“ไม่ต้องห่วงหรอกมั้ง คงโกรธเพราะกลัวน้องสาวจะเป็นอันตรายนั่นแหละ” เจ้าหญิงอาเรียพูดยิ้มไปแบบคนที่นึกสนุกเพราะได้เห็นอีกด้านหนึ่งขององครักษ์คนโปรด “พนันกันก็ได้ว่า คามิวต้องแพ้รินเซ่แหงๆ”
“ก็คงจะใช่ แต่ก่อนที่คามิวจะยอมแพ้ คงจะมีคนต้องเสียน้ำตาไปหลายปี๊บแน่” เมอร์เคนเองก็เดาตอนจบได้เช่นกัน แต่กับเรื่องแบบนี้ขอดูอยู่วงนอกดีกว่า “เอาละ! พวกเราไปเตรียมข้าวของสำหรับเดินทางกันเถอะ” พูดจบก็ทำท่าจะเดินนำออกไปแต่ก็ชะงักหันมามองคนที่กำลังยิ้มแฉ่งทำตาปิ๊งๆเพราะคิดว่าตนจะได้ไปด้วย “ส่วนเจ้าหญิงอาเรียกับลาร์ค ต้องกลับไปกรุนเบอร์เรียเพราะพี่ขออนุญาตให้มาได้แค่วันนี้เท่านั้น อ๊ะๆ… อย่าเถียงเด็ดขาด! ไม่อย่างนั้นจะไม่มีคราวหน้าอีกแล้ว”
โดนดักคอแบบนี้สองคนที่ต้องกลับโรงเรียนก็ได้แต่ทำหน้างอไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร เพราะเกรงใจรุ่นพี่ประธานที่อุตส่าห์ช่วยให้ออกมาพบคามิว และยิ่งโดนขู่ว่าจะไม่มีคราวหน้าแบบนี้ก็จำเป็นต้องเชื่อฟัง เพราะถึงไปด้วยคงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นพยายามอยู่เฉยๆและระวังตัวเอาไว้เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องมาห่วงจะดีกว่า ตอนนี้พอจะทำอะไรได้ก็ขอทำให้เต็มที่เพื่อแบ่งเบาภาระให้เหลือน้อยที่สุด
ส่วนลีพฟีนและสองหนุ่มเผ่านแวมพ์ต่างก็อึ้ง จนไม่รู้ว่าจะวางตัวยังไงดีกับทีท่าอันทรงอำนาจของคามิวเช่นกัน เพราะเท่าที่รู้จักกันมาหนุ่มผมดำยังไม่เคยแสดงท่าว่าอยู่เหนือผู้อื่นเช่นนี้มาก่อน ตลอดเวลาที่เจอกันมีแต่ความสุภาพนอบน้อม ยิ่งตอนกลายเป็นเด็กน้อยยิ่งน่ารัก และภาพเหล่านั้นยังคงติดตาและประทับใจไม่รู้ลืม โดยเฉพาะวินาทีที่คามิวได้สำแดงพลังอันยิ่งใหญ่เพื่อปลดแอกพรีมิวเลียจากอำนาจเผด็จการของราชาไกอุส ...แต่ยังไงก็ไม่เหมือนกับในตอนนี้อยู่ดี...
“ถ้าท่านคามิวนั่งอยู่บนบัลลังก์ละก็ คงพอๆกับกษัตริย์คาร์ลอสละนะ” มาร์โกแอบกระซิบกับเพื่อนถึงความรู้สึกที่เพิ่งสัมผัสมาหยกๆ “น่าเกรงขามจริงๆ ข้าขนลุกไปหมดเลยละ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นคนๆเดียวกับตอนนั้น”
“น่ากลัวกว่าราชาไกอุสเสียอีก! แค่โดนเขาจ้องเมื่อกี้เล่นเอาหัวใจข้าเกือบหยุดเต้น!” เลนันถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ มือยังกุมอกซ้ายของตนไว้ราวกับกลัวว่าหัวใจจะหล่นหายไปอย่างนั้นแหละ “นึกว่าจะโดนฆ่าซะแล้วสิ!”
“ท่านคามิวเหมาะสมกับบัลลังก์ทองของพรีมิวเลียจริงๆ!!” ลีฟฟีนพึมพำเบาๆราวกับจะพูดกับตัวเอง สำหรับเอลฟ์สาวที่มีชีวิตอยู่มาไม่ต่ำกว่า 130 ปีอย่างเธอ ยังไม่เคยเจอใครที่น่าสนุกและน่าค้นหาเท่ากับคามิว หนุ่มน้อยคนนี้เหมือนกับหนังสือที่ยิ่งเปิดก็จะยิ่งค้นพบเรื่องราวลึกลับที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ “แบบนี้จะให้ตัดใจง่ายๆได้ยังไงกันล่ะ”
ในขณะที่คนนอกห้องมีความคิดไปคนละทางและต่างก็กำลังสาละวนเตรียมข้าวของสำหรับเดินทางเข้าป่า คนในห้องก็กำลังเล่นสงครามจ้องตากันท่ามกลางบรรยากาศมืดมน ที่กำลังพัฒนาเป็นสายฟ้าและไอเย็นโดยที่ไม่มีใครยอมแพ้ คนเป็นน้องที่เคยเป็นต่อเพราะพี่ชายทุ่มเทความรักให้จนสุดหัวใจ ก็ยังคงหวังว่าจะโดนตามใจเหมือนกาลก่อน แต่สำหรับคนเป็นพี่แล้วเมื่อคิดถึงความเสี่ยงและอันตราย คราวนี้เห็นทีจะยอมใจอ่อนไม่ได้เช่นกัน
“ทำไมพี่ชายไม่ยอมเข้าใจ!? หนูอยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับพี่ชายและอยากจะช่วยท่านแม่” รินเซ่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อความกดดันจนต้องเปิดปากพูดก่อนจนได้ สาวน้อยพยายามยกเหตุผลมาแก้ต่างและหาทางให้คามิวเห็นใจ แต่เมื่อพี่ชายยังนิ่งเงียบอยู่ก็เกิดอาการน้อยใจจนต่อมน้ำตาก็เริ่มทำงานอีกครั้ง “หนูไม่อยากเห็นพี่ชายบาดเจ็บเกือบตายแบบนั้นโดยที่หนูไม่ทันได้ช่วยเหลือ ไม่อยากเห็นท่านแม่ต้องร้องไห้ ไม่อยากเห็นท่านพ่อเสียใจ” รินเซ่เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักขึ้นเรื่อยๆ ความอึดอัดคับข้องใจที่สะสมอยู่พรั่งพรูออกมาเป็นคำพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลหลังราวทำนบแตก “ถ้าจะต้องตายจากกันจริงๆละก็ หนูขออยู่ข้างๆและมีโอกาสได้ช่วยเหลือให้สุดกำลัง ไม่อยากรู้สึกเสียใจทีหลังแบบนั้นอีกแล้ว”
แม้ตั้งใจว่าจะต้องทำใจแข็ง ดุกันอย่างจริงจังและจะส่งน้องกลับไปอยู่ในที่ปลอดภัยให้ได้ก็ตาม แต่เมื่อเห็นน้องสาวร้องไห้ฟูมฟาย ฝ่ายคนเป็นพี่ก็ยากที่จะทำใจแข็งต่อไปได้ ความรู้สึกทั้งหมดของรินเซ่ถ่ายทอดออกมาทางคำพูดตัดพ้อและน้ำตาใสๆที่ไหลพราก ความรักที่รินเซ่มีให้พี่ชายมันมากมายจนสาวน้อยไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้ เสียงคร่ำครวญสะอึกสะอื้นปิ่มจะขาดใจนั้นช่างเสียดแทงหัวใจคนเป็นพี่ชายจนสุดบรรยาย
“ทุกคนทำเหมือนจะทอดทิ้งหนูไว้คนเดียว …ฮือออ… ตอนที่พี่ชายเจ็บหนักทั้งสองครั้ง ไม่มีใครรู้หรอกว่าหนูเป็นห่วงแค่ไหนเสียใจแค่ไหน …ฮึก… ทั้งๆที่พลังของหนูเท่านั้นที่ช่วยพี่ชายได้แต่หนูกลับไม่ได้อยู่ด้วย พี่จ๋า…อย่าไล่หนูไปไหนอีกเลยนะ ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆก็พอแล้ว”
ดวงตาสีมรกตที่เคยสดใสดูหมองหม่นและชอกช้ำ ช้อนมองพี่ชายที่เล่นบทโหดอย่างอ้อนวอนสุดชีวิต ดวงหน้าเนียนใสของน้องสาวตัวน้อยที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มน่ารัก แต่มาตอนนี้มันกลับดูเศร้าโศกและเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา ตั้งแต่เกิดมาคามิวไม่เคยเห็นรินเซ่ร้องไห้หนักอย่างนี้มาก่อน ...และคงไม่รู้หรอกว่าน้องสาวสุดที่รักคนนี้ต้องเสียน้ำตาทุกครั้งที่เขาบาดเจ็บสาหัส...
“หยุดร้องไห้เถอะ รินเซ่ พี่ขอโทษ!” อ้อมแขนอบอุ่นของคนเป็นพี่โอบกอดเพื่อปลอบขวัญ ทั้งที่คามิวคิดไว้ว่าจะพยายามทำใจให้เข้มแข็งแต่มันกลับอ่อนยวบแทบจะสลายไปเพราะน้ำตา ในที่สุดคามิวก็ต้องเป็นฝ่ายยอมให้น้องสาวอีกจนได้ “พี่ยอมแพ้แล้ว อย่าร้องไห้อีกเลยนะ”
วงแขนเล็กๆของรินเซ่กอดคามิวไว้แน่นและยังคงร้องไห้ไม่ยอมหยุด อารมณ์และความรู้สึกทั้งหลายที่เก็บกดไว้ในหัวใจดวงน้อยๆของสาวน้อยรินเซ่ได้ล้นทะลักออกมาจนไม่สามารถจะควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว ความเสียใจ ความเหงาและว้าเหว่ยามที่ต้องอยู่ไกลจากครอบครัว ความรู้สึกเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยวมันสร้างความไม่สบายใจให้กับรินเซ่จนเกินขีดจำกัดที่เด็กอายุ 12 จะทนไหว ทั้งเรื่องมารดาที่เจ็บหนักและเรื่องพี่ชายสุดที่รักเริ่มถูกกีดกันออกไปจนเกือบไม่ได้มาใกล้ชิดกันเช่นเดิม อีกไม่นานพี่ชายสุดที่รักคนนี้จะต้องไปอยู่ในที่สูงเกินเอื้อมซึ่งเธอคงทำได้แต่เพียงแค่มองอยู่ห่างๆ ...ดังนั้นตอนนี้จึงอยากจะขอตักตวงความรักและความอบอุ่นนี้เอาไว้ให้มันประทับแน่นในความทรงจำไปนานเท่านาน...
“เคลียร์กันเรียบร้อยแล้วเหรอ?” หัวขาวๆของรุ่นพี่เมอร์เคนโผล่แวบเข้ามาทางประตูห้องโถงรับรองเพื่อดูลาดเลาของคนในห้อง เผื่อพี่น้องทะเลาะกันหนักเกินไปจะได้เข้ามาช่วยเหลือได้ทัน “น้องรินเซ่เป็นอะไรไปล่ะ? หรือว่าร้องไห้จนเหนื่อยถึงได้หลับไปสินะเนี่ย”
“ผมทำผิดเหรอครับรุ่นพี่? ที่ไม่ยอมให้น้องไปด้วย” คามิวถามรุ่นพี่ผมขาวเบาๆ ทั้งที่ยังมองน้องสาวซึ่งร้องไห้จนเหนื่อยหนักจึงผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของตน “ผมแค่ไม่อยากให้รินเซ่ต้องพบกับอันตราย ผมกลัวจะปกป้องน้องไม่ได้ ถ้ารินเซ่เป็นอะไรไปเพราะผมละก็ ท่านพ่อท่านแม่และทุกคนคงจะเสียใจและคงไม่มีวันอภัยให้ผมแน่ๆ”
“คิดมากไปได้! ท่านทิวลีนอนุญาตให้มาด้วยแบบนี้ก็แสดงว่ายอมรับในความสามารถของน้องสาวนายแล้ว” รุ่นพี่ผมขาวเดินเข้ามาหาพลางตบบ่าเป็นเชิงให้กำลังใจ เพราะหนุ่มรุ่นน้องคนนี้ยังเด็กจึงขาดประสบการณ์และความเด็ดขาดในการตัดสินใจ “ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเราจะช่วยกันดูแลให้เอง สบายใจเถอะ”
“...ครับ...” หนุ่มน้อยผมดำพยักหน้าพลางถอนหายใจที่อะไรๆมันดูจะผิดจากที่ตั้งใจไว้เสียหมด แต่ในเมื่อตัวเองเป็นฝ่ายยอมแพ้ก็คงต้องพยายามปกป้องน้องสาวคนนี้ให้ดีที่สุด เพราะยังไงซะรินเซ่ก็คือทายาทที่แท้จริงเพียงคนเดียวของทีเอเนียและอาร์มาเธียส “ขอความกรุณาพวกรุ่นพี่ด้วยนะครับ”
เมอร์เคนส่งยิ้มให้รุ่นน้องคนโปรดอีกครั้ง รุ่นพี่ผมขาวนึกขำอยู่ในใจเมื่อเห็นว่าคามิวคนที่นั่งแผ่ออร่าราวกับราชาทรงบัลลังก์เมื่อกี้ กลับพ่ายแพ้น้ำตาของสาวน้อยตัวเล็กๆจนกลับมาเป็นหนุ่มแสนสุภาพคนเดิม แต่ไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็ยังเป็นน้องชายที่น่ารักน่าแกล้งสำหรับเมอร์เคนอยู่ดีนั่นแหละ หลังจากเห็นว่าเมอร์เคนหายเงียบเข้าไปในห้องรับรอง คนอื่นจึงค่อยๆทยอยเยี่ยมหน้าเข้ามาดู ไม่เว้นแม้แต่เจ้าเมืองที่โผล่มาแบบกล้าๆกลัวๆ
“เอาละ! เป็นอันว่าน้องรินเซ่จะไปด้วยในฐานะจอมเวท ขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลด้วย” พี่ใหญ่ของกลุ่มสรุปให้ทุกคนได้รับทราบเอาไว้ “วันนี้พักกันให้เต็มที่! พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปเสาะหาทางเข้าเมืองคนแคระกัน ส่วนใครที่ต้องกลับกรุนเบอร์เรียก็อย่าได้คิดจะออกนอกทางเด็ดขาด!! ไม่งั้นเจอดีแน่นอน” พูดพลางก็เหลือบตามองสองคนที่ต้องถูกส่งตัวกลับราวกับจะคาดโทษ เพราะตอนนี้รถม้าและทหารคุ้มกันของสถานทูตมารอรับที่หน้าคฤหาสน์เจ้าเมืองแล้ว
“งั้นพวกเราคงต้องกลับไปก่อน ส่วนเรื่องเจ้าหญิงอาเรียนายไม่ต้องห่วง ฉันจะดูแลเป็นอย่างดี” ลาร์คยิ้มกับเพื่อนรักของตนที่จริงหนุ่มสำอางก็อยากจะไปด้วยแต่งานนี้คงไม่มีบทสำหรับเขา “ท่านลีฟฟีน เลนัน มาร์โก ฝากด้วยนะ”
ขณะที่ชาวพรีมิวเลียกำลังสั่งความและร่ำลากันอยู่อีกทาง แต่ด้านเจ้าหญิงอาเรียก็ทำเพียงแค่นั่งอยู่ข้างๆองครักษ์คนโปรดของเธอ สองมือนุ่มนิ่มของเธอกุมมือข้างที่เหลือของคามิวเอาไว้ ราวกับอยากจะถ่ายทอดความอบอุ่นและมั่นใจให้คนอันเป็นที่รัก เมื่อช่วยอะไรไม่ได้ก็ขอวางตัวเองไว้ในที่ปลอดภัยเขาจะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
เรื่องทุกอย่างคลี่คลายลงไปในทางที่ดี โดยเฉพาะพี่น้องสองคนที่กลับมามีสัมพันธ์แน่นแฟ้นดังเดิม อารมณ์ที่เครียดขมึงของคามิวจึงผ่อนคลายลง จนกลายเป็นคนเดิมที่แสนสุภาพอ่อนโยนจนทุกคนสบายใจ แต่ทว่าคงไม่มีใครรู้ถึงความกังวลของคนที่ต้องเป็นผู้นำคณะผจญภัยสู่เมืองลึกลับของคนแคระ ...เพราะไม่แน่ว่าอันตรายที่แท้จริงนั้นอาจจะรอคอยอยู่ ณ จุดหมายปลายทางก็เป็นได้...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #6087 l3akal3aka (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 17 เมษายน 2557 / 04:45
    เจ้าหญิงอาเรีย มาเป็นภาระอีกแบ้ว ตัังอ่านมาไม่ได้ช่วยไรเลยนอกจากให้กำลังใจ
    ชอบตอนคามิวโหดๆอย่างงีและ แม๊ได้ใจผมเลย <3 อย่ายอม มีพลังโหด ๆแบบนี้อย่าถูกใคร
    ข่มได้ เราใหญ่อย่ายอมในกฏระเบียบ สู้ ๆ คามิว
    #6,087
    0
  2. #5581 Royal Crown (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2554 / 01:14
    พี่จ๋า ซึ้งครับ
    #5,581
    0
  3. #5071 ล่าม (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2553 / 10:55
    สุดท้ายคามิวก็แพ้น้ำตาของรินเซ่ นายชั่งใจอ่อนจริงๆคามิว



    ไรเตอร์รีบๆอัพนะ ติดตามอยู่
    #5,071
    0
  4. #4544 เงารัตติกาล (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2553 / 20:38
    ก็นะเป็นพี่ชายที่รักน้องสาวขนาดนั้น ต่อให้โหดแค่ไหนก็ตกม้าตายเพราะน้ำตานี่แหละ
    #4,544
    0
  5. #4277 Lux51Forever (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 / 01:31
    กว่าจะได้ไปรินเซ่เสียน้ำตาไปกี่ปี๊บเนี่ย

    คามิวก็มีโหมดน่ากลัวๆกับเขาเหมือนกันแฮะ

    แต่สุดท้ายก็แพ้ทางน้ำตารินเซ่จนได้

    #4,277
    0
  6. #3499 ห้องนิยาย (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 25 มีนาคม 2553 / 14:04
    คามิล............

    คามิลในโหมดโกธรนี่น่ากลัวแฮะ

    แต่ก็น้า........ คามิลเป็นประเภทแพ้น้ำตาน่ะนะ

    รินเซ่ร้องไห้ขนาดนั้น... ถ้าคามิลยังใจแข็งไม่ยอมให้...

    ก็คงไม่ใช่  คามิล  ทีเอเนีย...........

    เหอๆๆๆๆ  (วิเคราะห์แบบมั่วๆ  5 5 5+)
    #3,499
    0
  7. #3415 laiza (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 15 มีนาคม 2553 / 22:56
    ชักสงกะสัย อาเรียจะทำได้แค่เป็นแนวหลังให้กำลังใจใช่มั้ยเนี่ย
    น่าสงสารแฮะ
    แต่รินเซ่อ่ะ น้ำตาหนูสุดยอดเลย เล่นเอาคามิวยอมจนได้
    #3,415
    0
  8. #3403 rainy0_0 (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 15 มีนาคม 2553 / 11:49
    สนุกคร้าๆ ถึงไรเตอร์จะอัพช้าบ้างแต่ก็พยายามอัพได้สม่ำเสมอไม่ค่อยค้างนาน ยังไงก้สู้ๆนะค่ะ ^^
    #3,403
    0
  9. #3401 เอกเองครับ (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 15 มีนาคม 2553 / 11:29
    อุตส่าห์แผ่ออร่าตั้งนาน ที่สุดก็ต้องยอมจนได้ ฮิฮิ
    #3,401
    0
  10. #3399 inasba (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 15 มีนาคม 2553 / 09:05
    และแล้วคามิวก็แพ้น้ำตาน้องสาวจนได้
    #3,399
    0
  11. #3391 RayGuard (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 19:34
    ถ้าถามว่าเรื่องนี้ใครเก่งสุดล่ะก็ คงต้องยกหนูน้อยรินเซ่ไปขึ้นแท่นซะแล้วล่ะ หึหึ
    #3,391
    0
  12. #3390 kwangtung (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 19:20
    หุหุ

    และเเล้ว คามิวว ก็ " แพ้ "
    #3,390
    0
  13. #3389 *ReAr* (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 19:06

    คามี่แพ้อีกจนได้.... เฮ้อ... ยังไงคามี่ก้อแพ้น้องสาววันยันค่ำ....

    มาอัพอีกไวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ

    สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    รออ่านเสมอนะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #3,389
    0
  14. #3388 kingEvill (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 17:16

    น่าสงสารอาเรีย
    น่าสงสารรินเซ่

    #3,388
    0
  15. #3387 Wild roses (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 15:26
    น่าสงสาน 55
    #3,387
    0
  16. #3386 Fe -[ [ RiN ! (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 12:59

    และแล้วก็เจอคนแพ้ !

     5 55 + 

      ,,

    #3,386
    0
  17. #3385 conankun (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 12:21
    อิอิ นึกว่าจะมีบทหวานๆของเจ้าหญิงอาเรียกับคามิว
    อยากอ่านๆๆๆ รอๆๆๆ
    #3,385
    0
  18. #3384 axis (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 10:07
     เง้อ...สงสารรินเซ่  ปล่อยออกมา *-*

    คามิวต้องหาทางฝึกสกิลป้องกันแล้วนะ ไม่งั้นเดี๋ยวโดนลูกอ้อนมากจะแย่เอา
    #3,384
    0
  19. #3383 ~*>> IN (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 04:19

    ค...   คามิวแพ้น้อง  =[]=llll

    แพ้ราบคาบเสียด้วย   555+    

    คามิว เอ๊ย คามิว   เจ้ายังคงเป็นคนใจอ่อนเช่นเคย   ^^

    #3,383
    0
  20. #3382 yukiyuki (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 03:55
    ในที่สุดรินเซ่ก็ได้บทปรากฎตัวหลังจากเป็นดอกไม้ประดับฉากมานาน แต่ตามกันมาเยอะแยะแบบนี้นี่ไม่รู้ว่าจะมาช้่วยหรือทำให้เรื่องยากยิ่งขึ้นนะ แวบมาอ่านหลังจากหยุดไปนานพอควร แต่คงหยุดไปอีกช่วงรอส่งงานและสอบเสร็จก่อนจะแวบมาใหม่ คงได้อ่านหลายตอนนะ อ้อ เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์ด้วยจ้า คงหายจากอาการที่โดนแดดแล้วนะ
    #3,382
    0
  21. #3381 toyo_jeab (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 14 มีนาคม 2553 / 02:02
    ท่าน คห. 33  36 เราเห้นด้วยกับท่าน เเต่เราก็ชอบเวอร์ชั่นเก่ามากกว่าเพราะได้เห็นคามิวเเบบน่ารักๆๆ
    ก๊ากกกกกกกกกกก
    #3,381
    0
  22. #3380 Wild roses (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 13 มีนาคม 2553 / 19:26
    55555  เห็นด้วยกับคห.33  เท่มั๊กๆๆๆๆๆ
    #3,380
    0
  23. #3379 rainy0_0 (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 13 มีนาคม 2553 / 18:48
    อ๊ายยย ตื่นเต้นๆๆจะเป็นยังไงต่อไปเนี่ย จะอยู่หรือจะกลับโรแลนเซียหว่า อิอิ สู้ๆนะค่ะไรเตอร์
    #3,379
    0
  24. #3378 เวนีล่า (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 13 มีนาคม 2553 / 15:43
    รีบอัพน่ะค่ะ   สู้ๆ
    #3,378
    0
  25. #3377 p_ice (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 13 มีนาคม 2553 / 13:24

    อะ ฮ้าาาาาา

    คามิวเวอร์ชันใหม่ไฉไลกว่าเดิม

    #3,377
    0