วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 79 : ส่วนผสมที่ไม่ลงตัว(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

อัพช้าไปสักนิด  คนเขียนแพ้ความร้อนอย่างหนัก พอช่วงกลางวันก็น็อคสมองโอเวอร์ฮีทคิดอะไรไม่ออกค่ะ  แถมงานเข้าหัวปั่นมีเรื่องไม่สบายใจอย่างมาก(เขียนกระทู้ระบายความน้อยใจไว้ ถ้าใครสนใจอยากรู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ลองเข้าไปอ่านดูนะคะ บอกได้คำเดียวว่าทำเอานกฮูกคนนี้แทบตกจากคอนเลยละค่ะ)   
**+++**+++**+++**


การรักษาของทิวลีนเป็นไปอย่างเข้มงวด หนึ่งวันเต็มที่คามิวต้องดื่มยาสารพัดชนิดที่ทั้งขมทั้งขื่นแถมกลิ่นยังไม่เป็นมิตรกับธรรมชาติ(?) แต่ในเมื่อท่านอาจารย์ที่เคารพไม่อนุญาตให้คายทิ้ง หนุ่มน้อยของเราจึงต้องฝืนกล้ำกลืนเข้าไป อาจจะเรียกได้ว่าดีใจจนแทบร้องไห้ทุกครั้งที่กินยาได้หมดถ้วยโดยไม่ขย้อนมันออกมา ยาสูตรพิเศษของมหาปราชญ์ทิวลีนขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพในการรักษาพอๆกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขนาดคนที่กินยาได้เหมือนกินน้ำเปล่าอย่างคามิว ยังขยาดกับรสชาติยาขนานเอกของท่านอาจารย์จนอยากวิ่งหนีทุกครั้งที่ต้องเจอ
ระหว่างที่คามิวต้องพักเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บทางวิญญาณ คามิลล่าพยายามตื่นเพื่ออยู่กับลูกๆให้นานที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ ราวกับว่าอยากจะตักตวงช่วงเวลาแห่งความสุขเอาไว้ เผื่อเกิดโชคร้ายต้องจากกันไปจริงๆ จนกระทั่งถึงเวลาที่จอมเวทสาวต้องเข้าสู่นิทราอันยาวนานด้วยเวทหยุดเวลา ซึ่งจะช่วยรักษาสภาพร่างกายและหยุดการแพร่กระจายของพิษเอาไว้จนกว่าจะหายาแก้มารักษาได้ ทว่าผู้ลงเวทจะต้องคอยอยู่ข้างๆเพื่อลงเวทเป็นระยะๆ ถึงจะเป็นคาถาแสนสะดวกแต่ก็ไม่ถึงกับคงสภาพผู้ป่วยเอาไว้ได้ตลอดกาลเหมือนในเทพนิยาย
เมื่อทิวลีนลงเวทชุดใหญ่เสร็จจึงขอตัวไปพักผ่อน ปล่อยให้เหล่าแพทย์พยาบาลคอยดูแลคามิวตามหน้าที่เพราะยังไม่ถึงเวลาที่ต้องกินยา ดังนั้นช่วงนี้หนุ่มน้อยผมดำจึงใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งๆนอนๆอยู่ในห้องพักฟื้น โดยมีรินเซ่คอยอยู่คุยเป็นเพื่อนแก้เหงา เรื่องที่ยกมาคุยกันส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องราวที่แต่ละคนพบเจอในยามที่จากกันไปเรียนต่างเมือง แต่พอวกมาถึงการไปเมืองคนแคระเท่านั้นแหละ มันก็เกิดเรื่องขึ้นทันที

"ไม่ได้!! ยังไงพี่ก็ไม่ยอมให้น้องต้องไปเสี่ยงเด็ดขาด อยู่ที่นี่คอยดูแลท่านแม่ไปเถอะ"
เสียงดุเข้มของคามิวดังลอดออกมาจากห้องพักฟื้น เรียกให้คนที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดฟังด้วยความแปลกใจ เพราะสองศรีพี่น้องตระกูลทีเอเนียนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นคู่พี่น้องที่รักและสนิทสนมกันมาก ตัวพี่ชายเองก็รักน้องจนเลื่องลือไปทั้งเมือง ส่วนน้องสาวก็น่ารักและเชื่อฟังจนใครๆพากันยกให้เป็นน้องสาวในอุดมคติ ...และนี่อาจจะเป็นการทะเลาะกันครั้งแรกในชีวิตเลยก็ได้...
“ถ้าจะวางข่ายอาคมธาตุแสงละก็ หนูทำได้ดีกว่าพี่ชายเยอะเลยนะ” เสียงแจ๋วๆของสาวน้อยดังขึ้นมาบ้าง อาจจะเป็นครั้งแรกเหมือนกันที่รินเซ่เถียงพี่ชาย แต่เมื่อมาคิดถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับคามิวแล้ว เธอก็ขอเสี่ยงไปอยู่ข้างๆเพื่อคอยช่วยเหลือดีกว่า “พี่ยังควบคุมพลังไม่ได้นี่นา เกิดทำพลาดถล่มเมืองคนแคระราบเป็นหน้ากลองขึ้นมา ท่านแม่ก็คงไม่มีทางรอดกันพอดีสิ”
“อึ้ก…!?” เจ้าหนุ่มผมดำผู้พี่ถึงกับสะอึกเถียงไม่ออกในเหตุผลที่คุณน้องสาวยกมาอ้าง เพราะเท่าที่เคยทดลองใช้เวทมนตร์ซึ่งอาจารย์ทิวลีนอุตส่าห์สอนให้ บางครั้งก็ทำได้ดีแต่บางครั้งมันก็มีผิดมีพลาดถึงขนาดโดนดุบ่อยๆ แต่สถิติล้มเหลวมันมีเยอะกว่าก็เท่านั้นเอง “ต…แต่ว่า พี่มีพลังมากกว่า เรื่องนี้พี่จัดการเองได้ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า!”
พูดจบเจ้าหนุ่มก็หันหน้าหนีเหมือนจะมีพิรุธบางอย่าง หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงการถกเถียงเพราะรู้สึกว่าอาจจะไม่ชนะ แต่วันนี้น้องสาวสุดที่รักกลับไม่ยอมเลิกรา สาวน้อยทำหน้ายุ่งไม่สบอารมณ์ที่อยู่ๆพี่ชายก็ไม่ยอมฟังเหตุผลเอาดื้อๆ แถมยังทำท่าจะใช้อำนาจเผด็จการบังคับให้รออยู่ที่บ้าน ทั้งๆที่ในเรื่องเวทมนตร์แล้วตัวพี่ชายเทียบได้แค่เด็กหัดเดินแท้ๆ ถึงแม้จะมีพลังมากมายแต่ถ้าควบคุมไม่ได้มันก็ไม่มีประโยชน์ ...แล้วยังจะดื้อดึงไม่ยอมให้ช่วยอีก...
“ถ้าพี่ชายไม่ยอมให้หนูไปด้วยละก็… หนูจะฟ้องฝ่าบาทเรื่องพี่กับเจ้าหญิงอาเรีย” รินเซ่กอดอกเชิดหน้าพูดออกมาลอยๆ แต่คำพูดนั้นกลับทำให้คนเป็นพี่สะดุ้งเฮือกเหมือนพวกมีชนักติดหลังก่อคดีอุกฉกรรจ์เอาไว้ไม่มีผิด “แล้วยังมีเรื่องเจ้าหญิงเมืองอื่นที่ชื่อ… ชาโรเรียสินะ ที่ชอบมาเกาะแกะแทะเล็มพี่ชายบ่อยๆน่ะ”
ถึงคราวคนเป็นพี่ต้องเหงื่อตกกับความแสบของน้องสาวบ้างแล้ว เพราะเกิดเรื่องตอนที่เพิ่งเข้าเรียนจนพ่อแม่และรินเซ่ต้องยกโขยงกันไปช่วยเหลือ น้องอาจจะได้เห็นพฤติกรรมที่เกินงามและไม่เหมาะสมหลายๆอย่าง และคงจะได้ฟังได้ยินเรื่องต่างๆจากเหล่าเพื่อนๆและรุ่นพี่ของเขามาบ้าง ดีไม่ดีเจ้าหญิงอาเรียจะเป็นคนเล่าให้ฟังเสียเองก็ได้ คิดแล้วคามิวก็แอบเสียวสยองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าหากว่าที่พ่อตารู้เรื่องระหว่างตัวเองกับพระธิดาที่ก้าวหน้าไปมากแล้วนั้น มันจะเกิดอะไรขึ้น
ที่สำคัญก็คือพี่ชายติดน้องค่อนข้างตกใจไม่น้อย เพราะอยู่กันมาสิบกว่าปีคามิวไม่เคยนึกเลยว่าน้องสาวของตนจะกล้าหักหลังเอาเรื่องส่วนตัวมาข่มขู่กันแบบนี้ แต่จะให้ยอมง่ายๆคงไม่มีทาง เพราะการเดินทางครั้งนี้มันอันตรายเกินกว่าจะพาเด็กๆไปเสี่ยงด้วยได้ ก็ขนาดตัวเองยังจะเอาไม่รอดเลย กลัวแต่ว่ารินเซ่ซึ่งเป็นลูกแท้ๆของพ่อและแม่จะไม่ปลอดภัย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆละก็ คามิวคงไม่กล้าบากหน้ากลับมาหาทุกคนในครอบครัวแน่ๆ
“อย่าขู่กันให้ยากเลย ยังไงพี่ก็ไม่ยอมให้ไปด้วยเด็ดขาด!” คามิวยื่นคำขาด เพราะคิดเอาไว้แล้วว่าถึงจะโดนทำโทษหรืออะไรก็ช่าง แต่จะไม่มีวันให้รินเซ่ไปเสี่ยงแน่นอน “อยากฟ้องก็ฟ้องไปเถอะ พี่ไม่กลัวหรอก”
“แน่ใจเหรอ? งั้น… ถ้าเป็นท่านอาจารย์ทิวลีนล่ะ จะกลัวรึเปล่าเอ่ย” รินเซ่ไม่ยอมแพ้เช่นกัน ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมา จนคามิวแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าน้องสาวที่เคยว่าง่ายจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ริมฝีปากอิ่มได้รูปของสาวน้อยขยับยิ้มอย่างเป็นต่อ เพราะชัวร์ว่าคราวนี้ผู้เป็นพี่คงไม่มีทางปฏิเสธได้แน่ “ถ้าเอาเรื่องเจ้าสองตัวนั้นไปบอกละก็… พี่ชายคงโดนอีกหลายกระทงแน่ ทั้งจากราเชล โรแลนเซีย และพรีมิวเลีย ดีไม่ดีอาจจะเกิดสงครามเลยก็ได้ละมั้ง เอาเป็นว่าหนูจะให้เวลาคิดก็แล้วกันนะคะพี่ชาย”
พูดจบปุ๊บก็ยิ้มหวานเดินเข้ามาจุ๊บแก้มพี่ชายสุดที่รัก ซึ่งกำลังอึ้งจนหน้าซีดตาค้างกับความลับที่ไม่ลับอีกต่อไปของตัวเอง เนื่องจากสองการ์เดี้ยนในร่างสัตว์อสูรตัวน้อยน่าเอ็นดูหายหน้าหายตาไปจนเกือบลืม คามิวนึกว่ามันกลับไปอยู่ในที่ๆควรอยู่เรียบร้อยแล้วเสียอีก แต่ที่ไหนได้พวกมันดันไปเสนอหน้าคลอเคลียจิ๊จ๊ะกับรินเซ่ แถมพอเห็นหน้าเจ้านายที่กำลังตกตะลึงอ้าปากค้าง ยังมีการกระดิกหางทักทายให้เจ็บใจอีกต่างหาก
“อาเรส! ไรออท! พวกแกจะไปไหน?” หนุ่มน้อยผมดำผวาร้องเรียกสองการ์เดี้ยนเสียงหลง คงต้องหาทางส่งพวกมันกลับก่อนที่มันจะตามรินเซ่ออกไปนอกห้อง ถ้าเกิดมีคนเห็นเข้าละก็เรื่องคงไม่จบแค่โดนทำโทษเสียแล้ว “กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ!!” แม้จะเป็นการออกคำสั่งแต่ทว่าน้ำเสียงที่ดูร้อนรนไม่เด็ดขาดเท่าที่ควร เจ้าสองตัวป่วนเลยไม่สนใจจะเชื่อฟัง คามิวจึงต้องเปลี่ยนแผนเป็นการเรียกร้องความเห็นใจแทน “รินเซ่! น้องคงไม่คิดจะฟ้องจริงๆใช่ไหม? ทำแบบนั้นก็เท่ากับฆ่าพี่ทั้งเป็นเลยนะ!”
ดวงตาสีทองงดงามคงมนตร์ขลังของคามิวฉายแววอ้อนวอนเต็มที่ อีกทั้งสีหน้าของหนุ่มน้อยยังฟ้องถึงความน้อยอกน้อยใจ จนคนเป็นน้องที่หันมาสบตาถึงกับชะงักมองอย่างตกตะลึงไปชั่วครู่ ถึงจะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิดแต่ทว่ารินเซ่ก็เพิ่งเคยเห็นพี่ชายแสดงบทอ้อนเป็นครั้งแรกในชีวิต เล่นเอาหัวใจสาวน้อยกระตุกวูบอ่อนยวบลงจนเกือบจะยอมแพ้ต่อดวงตาคู่นั้น แต่คงเพราะเป็นน้องจึงมีภูมิต้านทานสูงกว่าสาวๆทั่วไป รินเซ่จึงตั้งสติเรียกความเข้มแข็งกลับคืนมาได้สำเร็จ เพราะอย่างน้อยๆการต่อรองครั้งนี้เธอจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
“ม… ไม่ต้องมาอ้อนให้ยาก หนูไม่หลงกลหรอกน่า” รินเซ่พูดพลางก้าวถอยหลังไปยังประตู เพราะตอนนี้คนเป็นพี่ไม่นั่งอยู่กับที่เฉยๆ แถมยังเดินใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว “แค่ยอมให้หนูไปเมืองคนแคระด้วยคน แค่ยอมให้หนูไปช่วยพี่ชาย เพียงแค่นี้หนูก็พอใจแล้วแท้ๆ แล้วทำไมถึงต้องห้ามกันด้วยล่ะ?”
น้ำตาแห่งความเสียใจเริ่มเอ่อคลอเบ้า น้องสาวที่แสนจะว่าง่ายมาตลอดอย่างรินเซ่ จะทำเป็นคนใจร้ายข่มขู่พี่ชายที่เธอรักที่สุดเพื่อเอาชนะได้อย่างไรกันล่ะ? แต่ที่ทนทำใจแข็งเอ่ยปากพูดคำที่เหมือนกลั่นแกล้งออกไป ก็เพราะว่าอยากจะเป็นกำลังให้ อยากจะช่วยเหลือและอยากอยู่ใกล้ๆเท่านั้นเอง เมื่อพี่ชายทำท่าเหมือนปฏิเสธหวังดีไม่ยอมฟังเหตุผลเช่นนี้ ...รินเซ่ก็คงทำได้แค่ร้องไห้ เพื่อระบายความผิดหวังและเสียใจเท่านั้นเอง...
“ขอโทษนะรินเซ่! แต่เข้าใจพี่หน่อยเถอะ รอบตัวพี่มีแต่อันตรายแล้วจะให้พาน้องไปเสี่ยงแบบนั้นได้ยังไง ถ้าน้องเป็นอะไรไป ท่านพ่อกับท่านแม่จะเสียใจแค่ไหน” คามิวพยายามอธิบายอีกครั้ง แม้จะสงสารน้องสาวที่กำลังร้องไห้งอแงอ้อนพี่ชาย ซึ่งถ้าเป็นตามปกติแล้วคามิวมักจะเป็นฝ่ายยอมตามใจเป็นส่วนใหญ่ แต่คราวนี้คงทำเช่นนั้นไม่ได้ “ถูกอย่างที่น้องว่า พี่ยังอ่อนหัดในด้านการใช้เวทมนตร์แถมไม่ได้เก่งกาจด้านการต่อสู้ ถ้าขืนพาน้องไปด้วยพี่คงมัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลังจนไม่เป็นอันทำอะไรแน่ๆ เพราะฉะนั้นอยู่ในที่ปลอดภัยเพื่อให้พี่วางใจทำงานได้เต็มที่เถอะนะ ...พี่ขอร้อง”
อ้อมกอดอันอ่อนโยนของพี่ชายยังคงอบอุ่น แต่ทว่าคราวนี้มันกลับไม่ทำให้รินเซ่รู้สึกสบายใจเหมือนกาลก่อน ยิ่งรู้ว่าคามิวกำลังจะไปเสี่ยงอันตรายที่อาจจะร้ายแรงจนไม่กล้าพาเธอไปด้วย ก็ยิ่งใจหายหวาดกลัวว่าพี่ของเธออาจจะไม่รอดชีวิตกลับมาก็ได้ ใจหนึ่งก็อยากจะดื้อให้ถึงที่สุด แต่อีกใจหนึ่งนั้นมันจนมุม ยอมแพ้ให้กับเหตุผลของคนเป็นพี่ไปเรียบร้อยแล้ว
เสียงร้องไห้ของรินเซ่ดังออกไปถึงนอกห้อง จนท่านยายดาเลียตกใจนึกว่าหลายชายเป็นอะไรไปอีก พอลนลานเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าพ่อหลานรักกำลังกอดปลอบน้องสาวที่กำลังฟูมฟาย พอเห็นท่านยายโผล่หน้ามาก็มองหาความช่วยเหลือทันที ยังไงเสียหนุ่มน้อยคนนี้ก็ไม่ชินกับการปลอบคนร้องไห้เอาซะเลย แม้ว่าจะก้าวหน้าจนพอจะรู้วิธีปลอบใจเจ้าหญิงอาเรีย(?) ...แต่กับน้องสาวนี่ต้องทำยังไงละเนี่ย?...
ท่านยายดาเลียเลิกคิ้วมองสองพี่น้องด้วยความสงสัย ระหว่างทางที่เดินมาห้องนี้ได้ยินพยาบาลเล่าให้ฟังว่าได้ยินเสียงสองพี่น้องทะเลาะกัน ซึ่งมันไม่น่าเป็นไปได้เพราะหลานๆของเธอรักใคร่กลมเกลียวกันอย่างกับอะไรดี ที่รินเซ่ร้องไห้น่าจะเป็นเพราะคามิวขัดใจไม่ยอมพาไปด้วยมากกว่า และเธอก็อยากจะรู้ว่าคามิวจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรจึงเพียงแค่ยืนมองดูอยู่เฉยๆ แต่ก่อนจะทันได้ดูวิชาการง้อน้องสาวของคามิว ทหารองครักษ์ก็มาตามตัวว่าที่ราชบุตรเขยไปพบพระราชาคาร์ลอสเสียก่อน คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องคำตอบของทางพรีมิวเลียที่ว่าจะร่วมการเดินทางครั้งนี้ด้วยหรือไม่
“พวกเราได้รับคำสั่งจากฝ่าบาท ให้มาทูลเชิญท่านคามิวที่ห้องรับรองพะย่ะค่ะ” หนึ่งในองครักษ์พูดเสียงดังฟังชัด แถมใช้ราชาศัพท์จนคนถูกทูลเชิญสะดุ้งโหยงหน้าเบ้ไปเลยทีเดียว จะไม่ให้สะดุ้งได้ยังไงล่ะ ก็ในเมื่อคามิวเข้าวังมาตั้งแต่เล็กๆและได้ซ้อมดาบกับลูกน้องของบิดาจนรู้จักมักคุ้นกันเกือบทุกคน พอโดนคนที่ตัวเองเคยเรียกพี่มานอบน้อมแบบนี้มันทำใจลำบากจริงๆ “ท่านคามิว เชิญเสด็จพะย่ะค่ะ”
“เอ้อ… ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ไม่ได้เหรอครับ ผมไม่ชิน” เมื่อโดนเรียกตัวหนุ่มน้อยผมดำจึงจำใจต้องผละจากน้องสาวที่ยังสะอื้นไม่หยุด ระหว่างเดินไปกับกลุ่มองครักษ์ก็พยายามขอร้องไม่ให้ใช้ราชาศัพท์กับตนเอง “ผมกับพวกพี่ๆก็สนิทกันมาตั้งนานแล้ว ให้มันเป็นเหมือนเดิมไม่ได้เหรอครับ?”
“คงไม่ได้หรอกพะย่ะค่ะ เดี๋ยวมันจะติดเป็นนิสัย เกิดเผลอพูดต่อหน้าฝ่าบาทละก็ พวกกระหม่อมคงโดนโทษอาญาเป็นแน่”
องครักษ์หนุ่มคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเข้าสังกัดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ และค่อนข้างสนิทกับคามิวเป็นคนชี้แจงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ตั้งแต่แรกที่รู้จักกันว่าเป็นลูกชายแม่ทัพอัศวินหัวหน้าของตน ก็นึกชอบใจในนิสัยเรียบร้อยไม่ถือตัวของเด็กหนุ่มคนนี้มาตลอด และเป็นที่รู้กันในกรมกองต่างๆมานานแล้วว่า อนาคตของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านคริสโตเฟอร์และจอมเวทคามิลล่าจะต้องไม่ธรรมดาแน่ เพราะเขาเป็นถึงพระสหายของเจ้าหญิงรัชทายาท แถมยังมีดีเข้าตาราชาคาร์ลอสจนพระองค์รับสั่งถึงอยู่บ่อยครั้ง จนมาสิ้นสุดที่การได้เป็นถึงว่าที่ราชบุตรเขย ...ซึ่งรู้กันไปทั้งวังตั้งแต่ยังไม่ประกาศแต่งตั้งเป็นทางการด้วยซ้ำไป...
ลูกขุนนางส่วนใหญ่มักจะเย่อหยิ่งจองหองไม่เห็นหัวคนอื่น ยังดีหน่อยที่องค์ราชาของพวกเขายกย่องคนดีมีความสามารถ ไม่สนใจพวกที่ดีแต่ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งขุนนางของตระกูล ถ้าอยากได้ดีมียศศักดิ์ก็ต้องแข่งขันและชิงมาด้วยฝีมือตัวเอง ถึงแม้จะเป็นลูกคนใหญ่คนโตมาจากไหนแต่ถ้าไร้สมอง ก็อย่าได้หวังจะมาเดินลอยหน้าวางก้ามในวังแห่งนี้ แล้วดูเด็กคนนี้สิ นี่ขนาดมีตำแหน่งว่าที่ราชบุตรเขยแล้วแท้ๆ แต่ก็ไม่มีท่าทีถือตัวเจ้ายศเจ้าอย่างกับทหารชั้นผู้น้อยอย่างพวกเขาสักนิด
คามิวคงไม่เคยรู้หรอกว่าตัวเองถูกพวกลูกขุนนางคนอื่นๆอิจฉาริษยามากแค่ไหน เพราะมีทั้งยศศักดิ์รากฐานตระกูลก็เหนือคนอื่น ทั้งปู่และตาเป็นถึงมหาเสนาธิการซ้ายขวา บิดาเป็นขุนพลคู่บัลลังก์ทั้งมารดายังเป็นหัวหน้าจอมเวทคนสำคัญต่ออาณาจักร แถมตัวคามิวเองก็ยังมีฝีมือและความฉลาดที่โดดเด่นเกินหน้าคนรุ่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครแปลกใจที่ราชาคาร์ลอสจะจับจองหนุ่มน้อยคนนี้ให้เป็นว่าที่ราชาคนต่อไป และทหารทุกคนก็เต็มใจที่จะทำงานรับใช้โดยไม่มีข้อแม้
“ท่านคามิวมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ” เสียงทหารหน้าประตูห้องรับรองประกาศก้องเพื่อบอกให้คนในห้องได้รับรู้
“รีบเข้ามาสิ พวกเรากำลังรอเจ้าอยู่พอดีเลย” องค์ราชานั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ ที่ประทับด้านหัวโต๊ะทรงงานตัวใหญ่ รายรอบด้วยผู้คนที่คุ้นหน้าคามิว เช่นรีมัส ฟาร์ริส และกลุ่มคนจากพรีมิวเลียอันประกอบด้วย ลีฟฟีนบุตรสาวหัวหน้าเผ่าเอลฟ์ มาร์โกและเลนัน สองหนุ่มจากเผ่าแวมพ์ “อาคันตุกะจากพรีมิวเลียเหล่านี้ เจ้าคงรู้จักดีอยู่แล้วสินะ”
เด็กหนุ่มทำความเคารพราชาคาร์ลอสแล้วหันไปยิ้มให้ชาวพรีมิวเลียทั้งสาม เลนันกับมาร์โกดีใจที่ได้พบกับผู้มีพระคุณของเผ่าตนอีกครั้ง จึงเดินเข้ามาหาทำท่าจะตบไหล่ทักทายตามประสาคนรู้จัก แต่ก็ต้องชะงักค้างเมื่อโดนทหารองครักษ์ชักดาบออกมาขวางไว้บ่งบอกว่าห้ามเข้าใกล้เกินกว่านั้น และเมื่อได้เห็นสีหน้าตกใจปนงุนงงของสองสหายจากต่างแดนแล้ว ราชาคาร์ลอสก็อดหัวเราะไม่ได้ จึงต้องเฉลยความจริงให้ฝ่ายนั้นรู้เอาไว้ ...เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ล่วงเกินแบบนี้อีก...
“พวกเจ้าลดดาบลงเถอะ ขอโทษพวกท่านด้วยนะ ที่เราไม่ได้บอกให้ทราบว่าคามิวไม่ได้เป็นแค่ลูกชายแม่ทัพอัศวินเท่านั้น แต่เขามีตำแหน่งเป็นว่าที่ราชบุตรเขย ก็เท่ากับเป็นลูกชายของเราด้วยนั่นแหละ”
ชาวพรีมิวเลียทั้งสามต่างตกตะลึงกับความรู้ใหม่นี้ พวกเขานึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มผมดำผู้เก่งกาจจะเป็นคนสำคัญถึงขนาดว่าที่ราชาองค์ต่อไป แต่คนที่ตกใจยิ่งกว่าน่าจะเป็นตัวคามิวเองนั่นแหละ เพราะเขานึกไม่ถึงว่าองค์เหนือหัวจะประกาศเรื่องนี้ต่อหน้าคนอื่น ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ และมันก็เป็นความจริงที่เขาไม่อยากให้ใครรู้เพราะมันทำให้วางตัวลำบาก อีกทั้งยังไม่ชินกับการเป็นเจ้าคนนายคน
“เอ้อ กระหม่อมขออภัยที่เสียมารยาท” เลนันและมาร์โกรีบลนลานคุกเข่าเอ่ยขอโทษพร้อมทำความเคารพตามระเบียบทหารหาญ รู้อยู่หรอกว่าคงไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดา แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นว่าที่ผู้ครองอานาจักรในอนาคต
“ช่างเถอะๆ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า” ราชาคาร์ลอสตัดบทเมื่อเห็นว่าที่ราชบุตรเขยของพระองค์ เริ่มหน้ามุ่ยลงเรื่อยๆกับการกลั่นแกล้งที่ค่อนข้างรุนแรงเกิดลิมิตที่จะทำใจรับได้ครั้งนี้ “ตกลงว่า พวกท่านจะขอติดตามคามิวไปด้วยทั้งสามคนเลยงั้นรึ?”
“เพคะ เผ่าเอลฟ์ของหม่อมฉันค่อนข้างสนิทกับภูตเผ่าอื่น แม้จะไม่ได้ไปมาหาสู่กันมานาน แต่ก็พอจะรู้ลู่ทางไปสู่เมืองคนแคระ คงทำประโยชน์ให้ท่านคามิวได้บ้างไม่มากก็น้อยเพคะ” ลีฟฟีนเองก็เปลี่ยนมาใช้ราชาศัพท์และแสดงความนอบน้อมให้เห็นชัดเจน แต่ราชาคาร์ลอสก็ยังตาไวแอบสังเกตเห็นแววกังวลใจในสีหน้าของเธอได้แวบหนึ่ง “หม่อมฉันจึงเสนอตัวมาเป็นผู้นำทางให้ท่านคามิวเพคะ”
“ส่วนพวกกระหม่อม เสนอตัวมาเป็นคนคุ้มกันท่านคามิวพะย่ะค่ะ” สองหนุ่มเผ่าแวมพ์ยังคงคุกเข่าก้มหน้าไม่กล้าสบตา เพราะเริ่มกลัวว่าครั้งก่อนเคยเสียมารยาทอะไรไว้รึเปล่า “พวกกระหม่อมมีความชำนาญเรื่องแกะรอยและเดินป่าด้วยพะย่ะค่ะ”
“แต่เท่าที่ท่านทิวลีนบอกข้า คนแคระต้องการข้อแลกเปลี่ยนเป็นเขตอาคมแห่งแสง ในกลุ่มพวกท่านมีใครใช้เวทบทนี้ได้บ้างรึเปล่า?” องค์คาร์ลอสตรัสถามแต่ก็ได้รับคำตอบเป็นความเงียบ “เฮ้อ งั้นทางโรแลนเซียจะจัดหาจอมเวทไปพร้อมกับคณะเดินทางเองก็แล้วกัน เชิญพวกท่านไปพักผ่อนกันตามสบายนะ คิดว่าพรุ่งนี้คงพร้อมออกเดินทางเพื่อไปกรุนเบอร์เรียก่อน ทางนั้นก็ตอบกลับมาแล้วว่าขอมีส่วนร่วมด้วย”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กระหม่อมขออนุญาตไปหาท่านอาจารย์ทิวลีนนะพะย่ะค่ะ”
คามิวกราบทูลขออนุญาตทันทีที่เห็นว่าเจรจากันเรียบร้อยแล้ว หนุ่มน้อยผมดำอยากจะปลีกตัวไปเพื่อสอบถามเอาคำตอบจากท่านอาจารย์ในเรื่องที่ตนได้ขอร้องไว้ เพราะหากต้องเดินทางในวันพรุ่งนี้ก็ควรจะรีบจัดการเรื่องนั้นให้เรียบร้อยเสียก่อน ถ้าเกิดโชคร้ายตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูจริงๆจะได้ไม่เป็นต้นเหตุที่นำความหายนะมาสู่ทุกคน
“ฉันว่าเจ้ากลับไปพักผ่อนที่ห้องจะไม่ดีกว่าหรือ? พรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับกรุนเบอร์เรียแล้วนะ” ราชาคาร์ลอสหรี่ตามองความรีบร้อนของหนุ่มน้อยผมดำอย่างใช้ความคิด “มีธุระอะไรกับท่านทิวลีนงั้นรึ?”

"มีเวทบางบทที่กระหม่อมต้องขอให้อาจารย์สอนให้ก่อนเดินทางพะย่ะค่ะ” คามิวทูลไปตามตรงเพียงแต่ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด ดังนั้นจังไม่ปรากฏร่องรอยของพิรุธใดๆให้ราชาตาเหยี่ยวจับผิด “อย่างที่ฝ่าบาททรงทราบดี กระหม่อมยังไม่เก่งกาจด้านเวทมนตร์ ดังนั้นจึงอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ ฝึกฝนและทบทวนให้แม่นยำเสียก่อน”
แม้จะสงสัยแต่เมื่อหาความผิดปกติไม่พบ ราชาคาร์ลอสจึงจำเป็นต้องปล่อยให้คามิวไปหาอาจารย์จอมเวท พักหลังมานี้พระองค์ชักเป็นห่วงว่าที่ราชบุตรเขยของพระองค์อย่างบอกไม่ถูก แม้จะรู้ดีว่าหนุ่มน้อยผมดำไม่มีทางเอาใจออกห่างหรือทรยศหักหลังบ้านเมืองตัวเองแน่นอนก็ตาม แต่สิ่งที่น่าเป็นกังวลก็คือคามิวยังเป็นแค่เด็กอ่อนหัดความคิดความอ่านยังไม่ลึกซึ้งพอ และที่สำคัญก็คือเจ้าหนุ่มคนนี้ไม่ค่อยจะรักตัวเองเอาเสียเลย
“คงไม่เป็นไรละมั้ง ท่านทิวลีนคงไม่ปล่อยให้ทำอะไรบ้าๆหรอกน่า” ราชาคาร์ลอสพูดเบาๆเหมือนจะรำพึง “เซบาสเตียน! รู้สึกสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้สิ เจ้าจัดคนคอยสอดส่องดูแลให้ดีๆด้วยนะ”
“รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ!” เซบาสเตียนมหาดเล็กคนสนิทรับคำจากนั้นก็ปลีกตัวไปจัดการตามรับสั่งทันที ส่วนอาคันตุกะที่มาเยือนก็ได้แต่มองหน้ากันอย่างงงปนอึ้ง กับฐานะที่แท้จริงของคามิวที่พวกเขาเพิ่งได้รับรู้ เด็กหนุ่มที่แสนสุภาพอ่อนโยนทว่าเก่งกาจเหลือเชื่อคนนี้เหมือนกล่องปริศนาที่ซุกซ่อนความลับเอาไว้มากมาย ยิ่งได้รู้จักก็ยิ่งพบกับความจริงที่น่าตกใจมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญความจริงข้อนี้คงทำให้พรีมิวเลียแตกตื่นกันไปทั้งอาณาจักรเป็นแน่
ขณะเดียวกันต้นเหตุแห่งความสับสนงงงวยก็กำลังเดินหาผู้เป็นอาจารย์ด้วยความร้อนใจ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอตัวเสียทีราวกับท่านอาจารย์จอมเวทตั้งใจหลบลี้หนีหน้า คงเพราะไม่อยากจะพูดจาเรื่องที่ลูกศิษย์ของตนได้ขอร้องเอาไว้ มหาปราชญ์ทิวลีนตำหนิลูกศิษย์ตัวปัญหาของตนทันทีที่ได้ยินเด็กหนุ่มเอ่ยปากเรื่องอักขระเวทมรณะ ถึงแม้คามิวจะพยายามยกเหตุผลใดๆมาอ้างก็ไม่ยอมฟังท่าเดียว
ด้วยว่าเวทชนิดนี้มักจะลงกำกับบนร่างกายนักโทษประหารเพื่อคุมความประพฤติ ยามเมื่อได้รับโอกาสให้กลับเนื้อกลับตัวอีกครั้ง หากนักโทษคนใดมีพฤติกรรมและการกระทำที่เป็นไปในทางร้ายซึ่งเป็นอันตรายต่อใครก็ตาม ผู้สลักอักขระสามารถสั่งให้เวทมรณะเริ่มทำงานได้ทันที ร่างกายของคนที่มีสัญลักษณ์นี้จะเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าจะต้องเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ ...และไม่มีใครหรือวิธีการใดที่จะหยุดยั้งความตายอันแสนโหดเหี้ยมนี้ได้...
“อาจารย์หายไปไหนกันเนี่ย? หาทั่วแล้วแท้ๆ ทำไมถึงไม่เจอก็ไม่รู้สิ” คามิวเดินค้นหาอาจารย์จอมเวทของตนจนอ่อนใจจึงกลับเข้าไปยังที่พัก แม้พิษจะถูกกำจัดหมดไปแล้วแต่อาการบาดเจ็บทางวิญญาณยังไม่หายดีนัก ร่างกายจึงประท้วงให้รู้ว่ากำลังรู้สึกเหนื่อยเพลียอยากจะพักผ่อนแล้ว “กลับไปนอนสักตื่นแล้วค่อยมาเดินหาอีกทีก็แล้วกัน”
ทางเดินไปยังหอแพทย์หลวงต้องผ่านลานฝึกซ้อมอาวุธของเหล่าอัศวิน ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายคนกำลังฝึกซ้อมกันอยู่ พอพวกเขาเห็นหนุ่มน้อยผมดำเดินหน้ามุ่ยผ่านมา ก็พากันหยุดยืนมองคนคุ้นเคยที่ตอนนี้ได้ดิบได้ดีอย่างที่พวกตนเคยคาดเดาและพนันกันเล่นๆว่า อนาคตของลูกชายแม่ทัพอัศวินจะก้าวหน้าไปถึงขั้นไหนกันแน่ ส่วนคามิวนั้นในตอนแรกก็เดินเพลินๆไม่ได้สนใจมองรอบด้าน แต่พอรู้สึกว่าเสียงต่างๆมันเงียบผิดปกติจึงเงยหน้าหันมามอง ก็พบกับสายตาและรอยยิ้มของเหล่าอัศวินที่รู้จักมักคุ้นกันดี
“สวัสดีครับ พวกพี่ๆกำลังซ้อมดาบกันอยู่เหรอครับ?” คามิวส่งยิ้มนำหน้ามาก่อนพร้อมกับก้าวเท้าเดินมาหาคนที่ตนเองเคยเรียกว่าพี่ “ว่าแต่ เห็นท่านอาจารย์ทิวลีนบ้างรึเปล่าครับ? ผมกำลังตามหาอยู่แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ”
“พวกกระหม่อมไม่พบท่านทิวลีนเลยพะย่ะค่ะ” หนึ่งในอัศวินเป็นผู้ตอบคำถาม ส่วนคนอื่นๆก็ยืนตรงทำความเคารพกันพึ่บพับจนหนุ่มผมดำสะดุ้งโหยง “ถ้าฝ่าบาทมีพระประสงค์ พวกกระหม่อมจะช่วยตามหาอีกแรงก็ได้นะพะย่ะค่ะ”
“พวกพี่ๆ ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์หรอกครับ ยังไม่ได้แต่งตั้งเป็นทางการซะหน่อย แล้วตอนนี้ไม่มีคนอื่นนอกจากพวกเรา”
ใบหน้าหวานคมคายมุ่ยลงทันทีที่ได้ยินคำทักทายที่ดูเหินห่าง คามิวไม่เคยชอบชีวิตในวังหลวงแห่งนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตอนเด็กๆมักโดนเจ้าหญิงกลั่นแกล้งแถมพ่วงด้วยเหล่าลูกขุนนางที่คอยหาเรื่อง แต่ยังดีอยู่นิดหน่อยที่เจ้าหญิงอาเรียเธอหวงของเล่นจึงคอยกีดกันคนอื่นไม่ให้เข้าถึงตัวคามิวได้ พอโตขึ้นมาหนุ่มน้อยก็โดดเด่นเรื่องฝีมือจนพวกที่เคยอิจฉาไม่กล้าจะมาวุ่นวาย ทว่าเข้าวังแต่ละทีก็ไม่พ้นโดนกลั่นแกล้ง เลยต้องลี้ภัยมาฝึกดาบกับเหล่าอัศวินลูกน้องของบิดาจนเป็นกิจวัตร
“ไม่ได้หรอกพะย่ะค่ะ! ขืนทำตัวแบบเดิมพวกกระหม่อมอาจจะพลั้งปากพูดอะไรที่ไม่สมควรออกไป”
“ใช่แล้วละ ยังไงท่านคามิวก็จะมาเป็นเจ้านายของพวกเราอยู่แล้ว ฝึกพูดให้ชินปากไว้จะดีกว่า”
“เฮ้อ…” เป็นอีกครั้งที่คามิวต้องถอนใจเหนื่อยหน่ายกับความรู้สึกไม่คุ้นชินนี้ ทว่าก่อนจะยิ่งเซ็งไปกว่านี้ก็มีคนมาขัดการสนทนาเสียก่อน
“คามิว!! นี่มันได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว ท่านยายกำลังตามหาอยู่นะ รีบกลับไปพักผ่อนที่ห้องได้แล้ว” คริสโตเฟอร์ซึ่งเพิ่งกลับจากเยี่ยมภรรยาและกำลังจะเดินกลับไปทำหน้าที่ของตน ผ่านมาเห็นกลุ่มอัศวินกำลังยืนคุยกับลูกชายซึ่งทำหน้าเครียดขรึม ก็พอจะเดาได้ว่าคงเป็นเรื่องเดิมๆที่คามิวขัดอกขัดใจอยู่ “พรุ่งนี้จะต้องออกเดินทาง ออมกำลังไว้หน่อยเถอะ พวกเจ้าน่ะ อย่ามัวแต่ยืนคุยเริ่มซ้อมกันได้แล้ว!” พูดจบก็คว้าไหล่ลูกชายพาเดินกลับไปยังหอแพทย์หลวงทันที
คริสโตเฟอร์ค่อนข้างเป็นห่วงลูกชายของตนอยู่ไม่น้อย อีกทั้งไม่อยากจะปล่อยให้คามิวเดินไปไหนต่อไหนในวังตามลำพัง เพราะเมื่อราชาคาร์ลอสปล่อยข่าวเรื่องว่าที่ราชบุตรเขยออกไป ทำให้เห็นพฤติกรรมของใครต่อใครในวังชัดเจนขึ้น ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและยอมรับด้วยความยินดี และฝ่ายที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าคัดค้านหัวชนฝาซึ่งกลุ่มนี้แหละที่น่าวิตก แม้จะไม่มีอิทธิพลมากนักแต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดการลงมือลอบสังหารเพื่อกำจัดคู่แข่ง
“พ่อเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปไหนมาไหนคนเดียว ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรา เพราะฉะนั้นอย่าไว้ใจคนให้มากนัก” ผู้เป็นพ่อเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง เพราะตนเองก็ไม่สามารถจะคอยปกป้องลูกชายได้ตลอดเวลา “ตอนเดินทางต้องระวังตัวให้มากๆ ถ้าเห็นว่ามันอันตรายเกินไปก็กลับมาเถอะนะ”
คามิวรับรู้ความห่วงใยของบิดาได้จากน้ำเสียงที่สั่นเครือของคริสโตเฟอร์ ความอบอุ่นจากครอบครัวยังคงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงและค้ำจุนให้จิตใจเข้มแข็งอดทนต่ออุปสรรคได้เสมอ หนุ่มน้อยผมดำเริ่มรู้สึกว่าตนอาจจะคิดผิดที่ขอร้องให้อาจารย์ช่วยลงอักขระมรณะ ถ้าหากคนที่รักและหวังดีเหล่านี้รู้ถึงการกระทำที่น่าตกใจนี้ละก็ คงพากันคัดค้านอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าคิดถึงยามที่ตัวเองอาจจะพลาดท่าและกลายเป็นมหันตภัยต่อชีวิตของเหล่ามนุษย์แล้ว คามิวก็สามารถตัดใจและย้ำกับตัวเองว่า ...มันเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว...
สองพ่อลูกพากันเดินไปตามทางโดยไม่ได้คุยอะไรกันอีก ระเบียงยาวที่เคยวิ่งเล่นเมื่อครั้งเยาว์วัยมาบัดนี้มันไม่ยาวเท่าที่เคยรู้สึก อุทยานอันเขียวขจีร่มรื่นยังคงมอบความเย็นสบายและสดชื่นผ่อนคลายความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนที่บ้านแต่ก็ไม่เย็นชาจนน่ากลัว แต่เพราะรู้จักวังหลวงแห่งนี้เป็นอย่างดีและรู้ซึ้งถึงความหนักหน่วงของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของเหล่าขุนนาง ดังนั้นถ้าทำได้คริสโตเฟอร์ก็อยากจะให้ลูกๆของตนอยู่ห่างวังหลวงให้มากที่สุด แต่มันก็ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง
“มาแล้วรึ? ข้ารอเจ้าอยู่นานแล้วคามิว!” บุคคลผู้ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ในห้องพักผ่อนคือทิวลีนที่คามิวเที่ยวเดินหาเกือบทั่ววังนั่นเอง “รีบทานอาหารกลางวันให้เรียบร้อย เดี๋ยวข้าจะจัดการให้ตามที่เจ้าร้องขอ”
.
.
วันรุ่งขึ้นมาถึงอย่างรวดเร็ว กองทหารและรถม้าที่จะนำผู้เข้าร่วมกลุ่มผจญภัยไปสู่เมืองคนแคระ ถูกตระเตรียมเอาไว้อย่างพร้อมสรรพสำหรับการเดินทางสู่เมืองหน้าด่านกรุนเบลค์ ผู้คุมขบวนครั้งนี้ก็เป็นคนหน้าเดิมที่คุ้นเคยกันนั่นก็คือนายกองฮาบัสซึ่งเคยร่วมทางกันในครั้งแรก ทว่าขบวนคาราวานครั้งนี้จะมุ่งหน้าสู่จุดหมายโดยไม่หยุดพักระหว่างทาง ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนเท่านั้น
คณะเดินทางประกอบด้วยคามิว ลีฟฟีน มาร์โกและเลนัน พร้อมกับทหารองครักษ์อีกสิบนาย เมื่อไปถึงเมืองหน้าด่านแล้วจะมีผู้ร่วมทางจากกรุนเบอร์เรียมาสมทบซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นใคร และอีกหนึ่งคนที่เก็บตัวอยู่ในรถม้าค้นหลังสุดก็คือ จอมเวทที่จะเป็นผู้วางข่ายอาคมแห่งแสงซึ่งเป็นคนที่ราชาคาร์ลอสจัดหามาให้

คามิวไม่ได้สนใจว่าจะใครเป็นใครเพราะกำลังกลุ้มใจเรื่องน้องสาวสุดที่รักของตน เนื่องจากรินเซ่เอาแต่แง่งอนไม่ยอมมาส่งก่อนออกเดินทาง แต่เมื่อเวลาไม่รอท่าจึงจำใจต้องไปทั้งๆที่ไม่ได้ร่ำลาน้อง กองคาราวานรีบเร่งเดินทางตามรับสั่งเหนือหัวที่ว่า ...ให้ส่งว่าที่ราชบุตรเขยถึงที่หมายโดยปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด...
“ท่านทิวลีน ทำแบบนี้จะดีแน่หรือท่าน” ราชาคาร์ลอสเอ่ยถามจอมเวทแห่งราเชลที่ยืนส่งลูกศิษย์ของตนด้วยสายตาซึ่งยากจะคาดเดาความหมาย “จอมเวทที่ท่านเจาะจงส่งตัวไปช่วยเหลือคามิวน่ะ เขาจะทำหน้าที่นั้นไหวรึ?”
“ฝ่าบาทไม่ต้องกังวล ในราเชลไม่มีใครเก่งเท่าเขาอีกแล้วพะย่ะค่ะ” ทิวลีนเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาให้เห็นแวบหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้นิ่งตามปกติ “จะเสียก็แต่ไม่ถนัดด้านการต่อสู้ด้วยดาบ แต่ถ้าเป็นด้านเวทมนตร์คาถาละก็วางใจได้แน่นอน” อาจารย์จอมเวทสบตากับราชาคาร์ลอสเหมือนจะรู้กันว่าปัญหาที่จะเกิดคืออะไร

“กระหม่อมหวังว่า คงไม่โดนไล่กลับมาก่อนจะเสร็จงานเท่านั้นแหละพะย่ะค่ะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #5594 _fiona_ (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2554 / 07:23
    อยากเชียร รินเซ่เป็นนางเอกอะ
    #5,594
    0
  2. #5069 นักวิเคราะห์ (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2553 / 12:11
    ผมคิดว่าต้องเป็นรินเซ่แน่ๆ เพราะหลังจากที่ผมได้อ่านบทสนทนาของอาจารย์ทิวลีนกับราชาคาลอสแล้วก็รู้เลยว่าจอมเวทคนๆนั้นคือรินเซ่อย่างแน่นอน เพราะประโยคที่ว่า "กระหม่อมหวังว่าคงไม่โดนไล่กลับมาก่อนจะเสร็จงานท่านั้นแหละพะย่ะค่ะ" มันฟ้องทันทีว่าจอมเวทคนนั้นคือรินเซ่ เป็นไงล่ะครับ นี่เป็นการวิเคราะห์อย่างง่ายๆของผม เอาล่ะืื ทีนี้ถึงตาของไรเตอร์บ้างล่ะ รีบอัพเข้านะครับ ผมจะได้รู้ซะที่ว่าสิ่งที่ผมบอกน่ะมันถูกต้องหรือเปล่า ถ้าผิดผมก็อยากรู้จริงว่าเป็นใคร แต่ผมว่าคงไม่ผิดนะ
    #5,069
    0
  3. #4541 เงารัตติกาล (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2553 / 15:32
    รินเซ่ชัวร์
    แล้วอักขระเวทมรณะคุณน้องลงไปแล้วเหรอเนี่ย ไม่ได้รักตัวเองเอาซะเล้ยยยย
    #4,541
    0
  4. #4276 Lux51Forever (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 / 01:13
    ในที่สุดก็ลงจนได้ซินะ

    อักขระเวทมรณะ

    เป็นอะไรที่ไม่น่ามีเลยอ่า

    ต้องเป็นรินเซ่แน่ๆ

    จอมเวทคนนั้น ใช่แน่ๆ
    #4,276
    0
  5. #3348 น้องมาย (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 10 มีนาคม 2553 / 13:44

    ใช้แนนๆๆเลลย

    ต้องเป็น รินซ่ ใช้อะเปล่า

    #3,348
    0
  6. #3340 DeK_LeaW (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 9 มีนาคม 2553 / 21:26

    เป็นรินเซ่ชัวร์ๆ

    เหอๆๆ

    #3,340
    0
  7. #3339 axis (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 9 มีนาคม 2553 / 17:37
     น่าจะเป็นรินเซ่หายตัว ราวกับรอวันจริงจะเล่นงานพี่ให้จังหนับ

     
    #3,339
    0
  8. #3338 conankun (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 9 มีนาคม 2553 / 14:07

    รินเซ่แน่ๆ โฮะๆๆ
    สลักเวทน่ากลัวจิงๆ
    การผจญภัยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เย้

    #3,338
    0
  9. #3337 ~*>> IN (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 9 มีนาคม 2553 / 02:34
    ช่างเป็นสลักเวทที่ไม่น่าสลักจริงๆ  - -*

    หวังว่าคงไม่ต้องใช้สักวันนะครับ

    ไม่งั้นน่าสงสารคามิวแย่  (TOT)o  ~
    #3,337
    0
  10. #3335 WaterSteAm (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 22:57

    รินเซ่ มีบทสักทีดีใจด้วย

    #3,335
    0
  11. #3334 ดับเครื่องชนไฮเปอร์ (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 21:25
    รินเซ่  แน่ๆ
    #3,334
    0
  12. #3333 Wild roses (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 19:12
    อ่า รินจังแน่นอน -. .-  คามิวโดนแกล้งอีกแล้วแน่ๆ เฮ้อ น่าสงสาน -0-
    #3,333
    0
  13. #3332 *ReAr* (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 17:41

    รินเซ่ชัวร์! 

    อัพๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    มาอัพอีกไวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ....

    สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #3,332
    0
  14. #3331 Fe -[ [ RiN ! (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 15:24

    รินเซ่ชัวร์  ๆๆ !!  55+

    แต่แอบเป็นห่วง 

    = = !! ไม่ใช่จะยิ่งเป็นตัวถ่วงเค้าหล่ะ

    #3,331
    0
  15. #3330 *~ท่าuนาewa-T|_|MmiEe~* (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 15:20

    หือ รินเซ่อยู่แล้วใช่มิล่ะ น่าสงสารคามืวนะเนี่ย
    อุตส่าห์หาทางไล่กลับไปแทบตาย แต่ดั๊นตามมาด้วยซะงั้น
    แต่รินเซ่ก็แอบเจ้าเล่ห์นะ มีการข่มขู่(?)พี่ชายสุดที่รักซะด้วย หุๆ

    แอบโกรธราชาคาร์ลอสเหมือนกันนะเนี่ย 
    รู้หรอกว่าทำเพราะห่วงและหวงคามิว แต่มันจะจำกัดอิสรภาพพระเอกเกินไปละ
    ชิชะๆ

    ไรเตอร์สู้ๆนะคะ รออ่านอยู่ค่า 

    #3,330
    0
  16. #3329 l3yebie (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 14:29

    รินเซ่แน่ๆเลย
    คามิวไล่กลับไม่ได้ด้วย

    #3,329
    0
  17. #3328 rainy0_0 (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 13:39
    หนุกดีๆ อัพต่อๆ นะค่ะ ^___^ มาโหวตให้ด้วยเผื่อไรเตอร์จะมีกำลังใจที่อัพต่อ อิอิ
    #3,328
    0
  18. #3327 toyo_jeab (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 13:32

    นเซ๋ชัวเลย คมมิวได้ปวดหัวเเน่

    #3,327
    0
  19. #3326 เอกเองครับ (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 12:24
    หุหุ รินเซ่ได้ไปจนได้สินะ แต่ต้องไม่ให้คามิวรู้
    #3,326
    0
  20. #3325 inasba (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 10:12

    แหมท่านทิวลีนแอบส่งรินเซ่ไปหรอนิ

    #3,325
    0
  21. #3324 ผงฝุ่น (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 09:06
    รินเซ่ แน่ๆ เลยอ่ะ 555+ คามิวเอ๋ย ในเมื่อไม่ให้ตามมาแต่ก็มาจนได้ในฐานะของจอมเวท ร้ายจริง ๆ เลยอ่ะ รินเซ่
    #3,324
    0
  22. #3323 แม่ม๑น้oe (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 08:44
    ต้องเป็นรินเซ่แน่เลยที่เป็นจอมเวท
    #3,323
    0
  23. #3321 black-kitty (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 03:11
    สวัสดีค่ะ นักอ่านทุกท่าน  ขอโทษสำหรับความล่าช้านะคะ พอดีงานเข้าอย่างหนักรวมทั้งมีเรื่องไม่สบายใจเลยแต่งไม่ออกค่ะ  แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วค่ะ  จะเขียนตอนต่อไปและรีบอัพให้อ่านกันโดยเร็วที่สุด(ความเร็วหอยทากอีกแล้วมั้ง)

    หลายๆท่านคงเดาออกว่าใครคือจอมเวทที่ไปด้วยสินะ  หุหุ มาคอยดูกันค่ะว่างานนี้จะป่วนแค่ไหน  จะพยายามแต่งให้กระชับและรวดเร็วไม่ยืดเหมือนตอนที่ผ่านมาค่ะ

    ขอบคุณสำหรับแฟนๆที่ติดตามอ่านกันแบบเกาะติดจอคอมฯ  อัพปุ๊บมาอ่านปั๊บจนคนเขียนตกใจเลยค่ะ แหะๆ
    ขอบคุณมากๆนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 8 มีนาคม 2553 / 03:49
    #3,321
    0
  24. #3320 shadowdark (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 03:05
    สุดท้ายก็แอบส่งน้องสาวไปซินะ
    เหอๆgoodjobนี่ซิถงจะเรียกว่าบทของรินเซ่ยังไงก็ช่วยโผล่มาเยอะๆหน่อยนะครับ
    #3,320
    0
  25. #3319 *ReAr* (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 8 มีนาคม 2553 / 00:00
    OoO !!!

    เอาจริงเร้อ!!! (แอบโหดอ่ะ...)

    อัพๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆอีกไวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ...

    สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #3,319
    0