วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 70 : ตอนพิเศษ รักแรกของเมอร์เคน(100%)แก้คำผิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

ลงให้อ่านเล่นๆก่อนค่ะ  อาจจะเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมเมอร์เคนถึงติดใจคามิวนัก  แต่ตอนนี้ง่วงแล้วขอตัวเข้าถ้ำจำศีลเพื่อทำงานต่อสักวันสองวันนะคะ 
**++**++**++**++**


ท้องฟ้าสีหม่นด้วยเมฆหมอกหนา เสียงหวีดหวิวของลมหนาวที่พัดกรูเกรียวดังก้องราวเสียงร้องของปีศาจร้าย พัดพาให้ความเย็นแทรกเสียดกระดูก หิมะสีขาวโปรยปรายปลิวไปตามสายลมแรงไม่ผิดกับปุยฝ้ายที่ไร้น้ำหนัก ดูอ่อนโยนละมุนละไมทว่าโหดร้ายยิ่งนัก ทั่วทุกหนแห่งถูกเคลือบย้อมเป็นสีเดียวกัน เป็นสีขาวสุดลูกหูลูกตาที่ดูราวกับว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งในวันที่หนาวเย็นและมีเมฆมากเช่นนี้ด้วยแล้ว อาจจะทำให้มนุษย์ตัวจ้อยสูญเสียสัมผัสแห่งตัวตน มึนงงจนไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองยืนอยู่บนพื้นดินแน่หรือไม่ อากาศรอบด้านทวีความเย็นจนแทบจะทำให้ทุกสิ่งกลายเป็นน้ำแข็ง ไม่เว้นแม้แต่ร่างเล็กๆของเด็กน้อยคนหนึ่ง ที่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางหิมะสีขาวละออของจักรวรรดิบัลเบิร์ค
ในวันที่อากาศเลวร้ายขนาดนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเรือนของตนที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน เพราะข้างล่างนั้นมีความอบอุ่นซึ่งได้มาจากความร้อนของสายธารแม็กม่าที่อยู่ลึกลงไปอีก ด้วยกลวิธีอันชาญฉลาดทำให้ผู้คนในอาณาจักรแห่งนี้ สามารถนำความร้อนและพลังงานใต้โลก ขึ้นมาใช้เพื่อสร้างแสงสว่างและไออุ่นแก่เมืองใต้ดินของตนเอง แม้อากาศจะไม่เอื้ออำนวยต่อการเกษตรกรรมเท่าใดนัก ทว่าด้วยวิทยาการที่ล้ำหน้าทำให้สามารถสร้างโดมปรับอุณหภูมิขนาดใหญ่ สำหรับปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตอาหารไว้เลี้ยงดูพลเมืองได้อย่างพอเพียง
บ้านเรือนที่อยู่ใต้พื้นผิวซึ่งเป็นหินแข็งและปกคลุมด้วยหิมะหนานั้น ยังแบ่งออกเป็นส่วนๆตามฐานะของพลเมือง พวกที่มีฐานะยากจนก็จำต้องทนอยู่ในสลัมใกล้ทางเข้าออกซึ่งจะมีอากาศที่หนาวเย็นกว่า ส่วนพวกที่พอมีอันจะกินก็จะอยู่ลึกเข้าไปตามลำดับ อากาศภายในถูกระบายถ่ายเทด้วยปล่องอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีใบพัดพลังลมทำหน้าที่ดูดระบายถ่ายเทอากาศให้สดชื่นอยู่เสมอ สิ่งที่ใช้ทดแสนแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ในฤดูหนาวนั้น ได้มาจากแร่เรืองแสงที่หาได้ทั่วไปรวมทั้งเตาปรับอุณหภูมิ ซึ่งใช้พลังความร้อนของแม็กม่าใต้ดินที่อยู่ลึกลงไปมาก น้ำใต้ดินที่นำมาใช้ในระบบประปาก็เป็นน้ำแร่ร้อนที่อุดมด้วยแร่ธาตุต่างๆ
มีน้ำแร่ธรรมชาติใช้แต่ไม่ค่อยได้โดนแดดมากนัก ชาวบัลเบิร์คจึงมีผิวขาวจัดและผมสีอ่อนจาง ด้วยความหนาวเย็นและโหดร้ายของสภาพภูมิประเทศ บีบบังคับทำให้การพัฒนาทางด้านวิทยาการของที่นี่ก้าวหน้ากว่าอาณาจักรอื่นๆ แต่ทว่ามันก็ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกสิ่ง ความทุรกันดารยังคงสร้างความลำบากให้กับการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ดี ยิ่งกับคนที่ร่างกายอ่อนแอด้วยแล้วนับเป็นภูมิประเทศที่โหดร้ายและไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย ทว่าเพราะเป็นอาณาจักรที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว เนื่องจากเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ ทำให้การเดินทางสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบาก การที่ตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศหนาวเกือบตลอดทั้งปี เส้นทางติดต่อค้าขายเพื่อลำเลียงสินค้าจำเป็นต่างๆที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะเปิดใช้ได้ก็ต่อเมื่อหิมะละลายในฤดูร้อนช่วงสั้นๆเท่านั้น
สินค้าจำเป็นส่วนใหญ่ก็คือเครื่องเทศ เส้นใยทอผ้าและยารักษาโรคบางชนิด ซึ่งผลิตได้เฉพาะในเขตร้อน ที่สำคัญมันเป็นของที่ใช้แล้วหมดไป หากปีไหนกักตุนไว้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปีนั้นก็อาจจะเกิดวิกฤติขึ้นมาได้เพราะการที่ต้องอยู่ในพื้นที่ปิดใต้ดิน หากมีโรคภัยไข้เจ็บการระบาดก็เป็นไปได้โดยง่ายและรวดเร็ว บางโรคนั้นแม้จะไม่ร้ายแรงในภูมิประเทศเขตร้อน ทว่าสำหรับดินแดนที่หนาวเย็นเช่นนี้ อาจจะเป็นภัยพิบัติที่สามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้ทีเดียว
โชคร้ายที่ในปีนี้ก็เกิดเหตุเช่นที่ว่ามา เพราะในเมืองใต้ดินเกิดโรคระบาดขึ้นจนได้ มันเป็นเพียงแค่โรคหวัดธรรมดาๆเท่านั้น แต่สำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินเสียส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้รับแสงแดดอันอุดมด้วยประโยชน์ ร่างกายจึงไม่ค่อยมีภูมิต้านทาน เมื่อได้รับเชื้อเข้าไปอาการก็จะรุนแรงกว่าปกติ หากไม่ได้รับยารักษาอย่างทันท่วงทีก็จำเป็นต้องพึ่งดวง ที่สำคัญคือยารักษาโรคมีราคาแพงจนบางครั้งชาวบ้านธรรมดาทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อหามาใช้ ดังนั้นในแต่ละปีจึงมีผู้เคราะห์ร้ายต้องเสียชีวิต และมักจะเป็นเด็กๆเสียส่วนใหญ่
ถึงแม้ยารักษาโรคจะต้องนำเข้า แต่ในภูมิประเทศเช่นนี้ก็ยังคงมีตัวยาที่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายเช่นนี้ได้ มันเป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ที่ขึ้นอยู่ท่ามกลางหิมะ ว่ากันว่าสามารถรักษาได้เกือบทุกโรค แต่จะเรียกว่าความปราณีของธรรมชาติก็คงพูดไม่ได้เต็มปากนัก เนื่องจากมันช่างหายากเหลือเกิน พื้นที่ซึ่งมันชอบขึ้นอยู่มักจะเป็นหุบเขาสูงที่มีหิมะตลอดทั้งปี การจะปีนป่ายขึ้นไปเสาะหาก็พอจะทำได้ แต่ต้องเป็นตอนที่อากาศดีๆไม่ใช่ยามที่มีพายุหนักเช่นนี้
“ท่านแม่ ไคเอีย รอหน่อยนะ ข้าจะหายากลับไปให้ท่านเอง” เด็กน้อยอายุประมาณห้าขวบสวมชุดกันหนาวปกปิดทุกส่วนของร่างกาย พยายามเดินฝ่าหิมะที่หนาถึงเอวของตนเอง ทั้งๆที่มีพายุและหิมะก็ยังคงโปรยปรายไม่ขาดสายราวกับอยากจะตกลงมาทับถมให้มิดร่างเล็กๆนั้นเสีย “อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ รอข้าก่อน”
ลมพายุกรรโชกมาอีกระลอกหอบเอาหิมะตกใหม่ๆ ปลิวว่อนเข้าใส่ร่างเด็กชายอย่างไม่ปราณี ความเย็นเสียดกระดูกเริ่มออกฤทธิ์ ถึงแม้จะใส่ชุดป้องกันหนาขนาดไหนมันก็ยังเล็ดลอดเข้าไปทำร้ายร่างกายได้อยู่ดี มือและเท้าเริ่มชาจนเกือบจะไร้ความรู้สึก จะก้าวเดินแต่ละก้าวก็ช่างลำบากยากเย็นดุจการเดินฝ่าปลักโคลน ที่คอยแต่จะดึงดูดให้จมลงไปเรื่อยๆ แต่มันยิ่งร้ายกาจกว่า เพราะมันคือน้ำแข็งที่พร้อมจะแช่ทุกสิ่งให้กลายเป็นไอติม แท่งได้ทุกเวลา
การที่เจ้าหนูคนนี้ออกมานอกเมืองอันอบอุ่นก็เพราะ ยารักษาโรคที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการนั่นเอง เดิมทีท่านแม่ของเขาก็ไม่แข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร แล้วยิ่งมาติดโรคระบาดตามฤดูกาลเข้าอีก อาการจึงทรุดหนักเข้าขั้นน่าวิตก แต่ก็ยังไม่เท่ากับไคเอีย เด็กน้อยผมสีเข้มเกือบดำต่างจากชาวบัลเบิร์คคนอื่นๆ ซึ่งเป็นเหมือนน้องชายตัวเล็กๆที่อาศัยอยู่บ้านติดกันและกำลังป่วยหนัก เพราะภูมิต้านทานของเด็กยังมีน้อยอาการจึงแย่ลงอย่างรวดเร็ว จนหมดปัญญาที่จะช่วยเหลือต้องพึ่งพาความปราณีของพระผู้เป็นเจ้า
“ข้า…จะเอายา…กลับ…ไป” ร่างของเด็กน้อยล้มลงบนกองหิมะหนา แม้จะรู้ดีว่าการหยุดพักในที่แบบนี้เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ทว่าตอนนี้ร่างกายที่โดนความเย็นเล่นงานมันด้านชาไปหมด ความรู้สึกหนาวเหน็บเริ่มห่างไกลออกไป ความเหนื่อยล้าและง่วงงุนเริ่มเข้ามาแทนที่ เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนยากที่จะฝืนทน “ขอโทษครับ… ท่านแม่… ไค…เอีย”
ในภวังค์แห่งการหลับไหล ความหนาวเย็นผ่อนคลายกลายเป็นความอบอุ่น ล่องลอย ภาพความสุขในอดีตค่อยๆปรากฏในห้วงแห่งความคำนึงภาพแล้วภาพเล่า โสตประสาทเริ่มไม่รับรู้ แม้เสียงหวีดหวิวของสายลมจะฟังดูน่ากลัวขนาดไหน มันก็เหมือนจะห่างไกลออกไปทุกทีแล้ว ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็จมดิ่งสู่ความเงียบที่มืดมนและความสงบอันเป็นนิรันดร์
เพี๊ยะ…!! เพี๊ยะ…!! เพี๊ยะ…!!
“ตื่นเดี๋ยวนี้นะ เมอร์เคน ไม่ใช่เวลามานอนหลับแบบนี้นะ เจ้าเด็กบ้า” ฝ่ามือหนาตบผัวะลงบนใบหน้าเด็กน้อยแบบไร้ความปราณี แถมไม่ใช่แค่ทีเดียวเสียด้วยสิ “อยากตายมากรึไงถึงได้ออกไปเดินเล่นกลางพายุหิมะแบบนั้นน่ะ รีบตื่นเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพ่อจะส่งแกไปอยู่ในวังซะเลย”
“เหวอ… ตื่นแล้วครับท่านพ่อ โอ๊ย…!?” ร่างเล็กของเด็กชายลุกพรวดขึ้นมาทันที ดวงตาสีฟ้าใสดูจะงงๆกับสถานการณ์ที่ตนเผชิญอยู่ เพราะจำได้ลางๆว่านอนสลบอยู่กลางหิมะและเกือบจะแข็งตายนี่นา “ท่านแม่… ท่านแม่ละครับ ท่านแม่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ใบหน้ากลมๆบวมเจ่อเพราะโดนฝ่ามือผู้เป็นบิดาตบ เพื่อปลุกให้ตื่นจากนิทรามรณะ มือเล็กๆลูบแก้มตนไปมาเพราะความเจ็บ ทว่าแทนที่จะห่วงตัวเองเขากลับคิดถึงคนที่ตนเป็นกังวลมากที่สุด อุตส่าห์ลงทุนเสี่ยงตายออกไปเพื่อหาสมุนไพรทั้งที แต่ก็ต้องกลับมามือเปล่าแถมเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ที่สำคัญหากไม่มียาท่านแม่สุดที่รักของเขาจะรอดชีวิตได้หรือนี่? ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้หัวใจของเจ้าหนูเมอร์เคนยิ่งร้อนรน ถึงจะอายุแค่ 5 ขวบแต่ก็แก่แดดและรู้มากเกินตัว จนได้เป็นพี่ใหญ่ของเหล่าเด็กๆในสลัมแห่งเมืองใต้ดินบัลเบิร์คแห่งนี้
“ท่านแม่น่ะไม่เป็นไรหรอก พ่อห่วงแกมากกว่า มือเท้าน่ะไม่เป็นไรแน่เหรอ ยังมีความรู้สึกอยู่รึเปล่า?” ผู้เป็นบิดาคว้ามือเท้าลูกชายมาตรวจดูว่านิ้วยังอยู่ครบถ้วนหรือไม่ การที่ต้องย่ำอยู่ในความเย็นเป็นเวลานานๆนั้นเสี่ยงต่อการถูกหิมะกัด และหากเกิดมีอวัยวะที่สูญเสียความรู้สึกไปก็จำต้องตัดทิ้งเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ แต่เท่าที่เห็นนี้สีของนิ้วมือและนิ้วเท้ายังคงปกติไม่ดำคล้ำแต่อย่างใดก็เป็นอันวางใจได้เปลาะหนึ่ง “ยังดีนะที่มีคนไปพบแกและช่วยมาได้ทันท่วงที ไม่งั้นพ่อคงต้องไปเก็บศพแกตอนฤดูใบไม้ผลิแทนแน่ๆ อย่าลืมไปขอบคุณเขาล่ะ”
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะท่านพ่อ ข้าเป็นห่วงท่านแม่ อาการท่านแม่เป็นไงบ้าง?” เจ้าหนูเมอร์เคนยังคงถามถึงท่านแม่ไม่ยอมหยุด จนคนเป็นพ่อถอนใจกับความเป็นลูกแหง่ ถึงจะแก่แดดแก่ลมยังไงก็ยังอ้อนแต่แม่จนน่ารำคาญ “ข้าหายามาไม่ได้ ท่านแม่จะตายไหมครับท่านพ่อ?”
“ไม่ตายหรอกน่า ก็บอกแล้วไงว่ามีคนมาช่วยไว้น่ะ ท่านแม่ของแกค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้ว ตอนนี้กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ อย่าเข้าไปกวนล่ะ” ผู้เป็นพ่อบอกเรื่องสำคัญขนาดคอขาดบาดตายให้ลูกชายฟัง เมื่อเห็นเจ้าเด็กแก่แดดทำท่าโล่งใจก็ส่ายหน้า “แต่ว่า ไคเอียน่ะ คงช่วยไม่ทันแล้วละนะ”
“ไคเอีย…!! ข้าจะไปหาไคเอีย” เมอร์เคนน้อยลุกพรวดวิ่งตื๋อออกไปรวดเร็วจนคนเป็นพ่อคว้าไว้ไม่ทัน ต้องรีบวิ่งตามเพื่อจับตัวลูกชายกลับมา เพราะการให้เด็กเล็กๆเห็นภาพโหดร้ายมันคงไม่สมควรเท่าไหร่ “ไคเอีย!!”
ประตูบ้านไม้โทรมๆที่อยู่ติดกันถูกเปิดออกด้วยแรงของเด็กชายที่กำลังใจเสีย เพราะเมอร์เคนเป็นลูกโทนแถมเป็นคนขี้เหงา เมื่อได้ไคเอียน้อยผมสีเข้มมาเป็นเพื่อนเล่นก็รักใคร่สนิทสนมราวกับเป็นพี่น้องกันจริงๆ แต่ตอนนี้น้องน้อยที่เคยเล่นด้วยกันบ่อยๆกำลังจะจากไปอย่างทรมาน ทั้งๆที่ตนเคยรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะหายามารักษา แต่เอาเข้าจริงก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้แม้แต่อย่างเดียว ทว่าก่อนที่จะทันได้ก้าวเข้าไปยังห้องนอนของไคเอีย ก็ต้องพบกับภาพอันน่าตกตะลึงเสียก่อน
ร่างสูงโปร่งอรชรงดงามของหญิงสาว ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้องที่ใช้เป็นทั้งห้องรับแขกและห้องครัวรวมทั้งห้องนั่งเล่น เส้นผมหยกศกยาวสลวยสีทองเป็นประกายสว่างไสวราวกับทองคำเนื้อดี ใบหน้ารูปใข่งดงาม ทั้งดวงตาสีทองกลมโตสดใส รับกับคิ้วโก่งได้รูป จมูกเชิดรั้นเล็กน้อยรวมทั้งริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบ ช่างเป็นหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพีแห่งดวงตะวันในภาพวาดไม่มีผิด แม้ชุดขนสัตว์ตัวหนาซึ่งใช้สวมใส่เพื่อป้องกันความหนาวเย็นจะดูเทอะทะ แต่เมื่อมันสวมอยู่บนร่างของเธอผู้นี้แล้ว กลับดูดีมีสง่าราศีน่าหลงไหลยิ่งนัก
“เมอร์เคน ไคเอียรอดแล้วละ” คุณป้าแม่ของไคเอียร้องไห้ด้วยความดีใจบอกลูกชายของเพื่อนบ้านที่สนิทกันให้หายห่วงใย “เพราะท่านจอมเวทแท้ๆ ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ พวกข้าเดินทางผ่านมาพอดี และพอจะมียาติดตัวมาบ้าง” เสียงหวานใสกังวาลราวกับระฆังแก้วทำให้เมอร์เคนเผลอเคลิบเคลิ้มไปครู่หนึ่งโดยไม่รู้ตัว “พ่อหนูน้อยคนนั้น หายดีแล้วใช่ไหมจ๊ะ? ตอนที่พวกข้าไปพบเจ้าเกือบจะแข็งตายอยู่แล้วนะรู้ไหม?”
“ขอบคุณครับ…ที่ช่วยข้าเอาไว้” เจ้าหนูเมอร์เคนยิ้มกว้างให้เทพธิดาที่ยืนตรงหน้า แม้จะอายุเพียงห้าขวบแต่ก็รู้สึกได้ถึงความงดงามราวกับภาพฝัน “ท่านเป็นคนช่วยท่านแม่กับไคเอียใช่ไหมครับ?”
เธอคนนั้นไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ส่งรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้ แค่นั้นก็ตรึงตาตรึงใจเด็กน้อยจนไม่อาจลืมเลือน เมอร์เคนจำฝังใจว่าผู้มีพระคุณซึ่งช่วยชีวิตท่านแม่สุดที่รักและไคเอีย ซึ่งเป็นเสมือนน้องชายของเขาไว้ ก็คือหญิงสาวผู้งดงามราวกับเทพธิดาจุติ เมอร์เคนน้อยยังไม่รู้หรอกว่าตนเองฝังใจกับภาพอันงดงามนี้มากแค่ไหน จนกระทั่งได้มีโอกาสพบกับเทพธิดาผู้งดงามคนนี้อีกครั้งในกาลต่อมา
.
.

"เมอร์เคน! เอาขนมปังนี่ไปให้หนูซิลเวียหน่อยนะ น้องชายของเขาไม่สบายน่ะ” ผู้เป็นบิดายื่นห่อขนมปังมาให้เจ้าลูกชายตัวแสบที่พอกลับจากโรงเรียนก็เอาแต่วิ่งเล่นกับเพื่อนๆทั้งวัน “ไปให้ไว มาให้ว่อง ไม่งั้นพ่อจะส่งแกกลับบัลเบิร์คจริงๆด้วย”
ดูเหมือนคำขู่จะได้ผล เจ้าหนูหัวขาวอายุราวแปดขวบหน้าตื่นรีบรับห่อขนมปัง แล้ววิ่งตื๋อออกไปทันทีโดยมีผู้เป็นพ่อยืนมองด้วยความขำขัน เพราะเจ้าลูกชายจอมแก่แดดของตนยังคงฝังใจกับเรื่องโหดร้ายที่เคยเจอในพระราชวังบัลเบิร์คอยู่นั่นเอง สามปีแล้วที่พวกเขาทั้งครอบครัวย้ายออกจากมาตุภูมิมาตั้งรกรากอยู่ที่ กรุนเบอร์เรีย เมืองหลวงของรัฐอิสระกรุนเบลค์ แม้จะมีเชื้อสายสืบลำดับมาจากวงศ์กษัตริย์แต่ก็ห่างชั้นจนแทบเหมือนคนนอก จะมีก็แต่นามสกุลเท่านั้นที่ยังคงบ่งบอกถึงความเกี่ยวข้อง
มีกฏที่ว่าเด็กๆของลูกหลานตระกูลเนฟีราเวียสจะต้องเข้าไปรับการอบรมในวังตั้งแต่เล็กๆเพื่อดูแวว ว่าจะสามารถทำงานรับใช้ราชวงศ์ได้หรือไม่ เมอร์เคนเองก็เช่นกันเจ้าหนูคนนี้ถูกส่งตัวเข้าวังตั้งแต่สี่ขวบ เนื่องจากเป็นเด็กเฉลียวฉลาดและใจกล้า พวกผู้ใหญ่จึงตั้งความหวังเอาไว้มากหากแต่พวกที่มาอยู่ก่อนไม่พอใจ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะกลั่นแกล้งรังแกเด็กรุ่นน้องจนเมอร์เคนน้อยคนเก่ง รู้สึกเกลียดและกลัวพระราชวังเป็นที่สุด
สายตระกูลในราชวงศ์เนฟีราเวียสนั้น แตกแขนงออกไปมากมาย เนื่องด้วยความกันดารและโหดร้ายของสภาพแวดล้อม คนในราชวงศ์ลำดับแรกๆจึงจำเป็นต้องมีลูกหลานให้เยอะ เนื่องจากอัตราการรอดชีวิตของเด็กๆมีน้อย จวบจนเทคโนโลยีทางด้านวิชาการแพทย์เริ่มก้าวหน้า การรับสนมจำนวนมากจึงยุติลง แต่พอมาถึงตอนนี้ ลูกหลานที่เกิดขึ้นก็มีจนแทบล้น ทำให้พวกที่อยู่สุดปลายของรากฝอยอย่างพ่อของเมอร์เคนไม่ได้รับความสนใจ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสลัมอันแสนอัตคัด แต่เพราะร่างกายภรรยาอ่อนแอหากอยู่ที่บัลเบิร์คต่อไปอาจจะอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นพวกเขาทั้งครอบครัวจึงยื่นความจำนงขอย้ายมาอยู่ที่กรุนเบอร์เรียซึ่งอบอุ่นกว่าแทน
หลังจากย้ายมาอยู่กรุนเบลค์ สุขภาพของภรรยาเริ่มดีวันดีคืนเจ้าหนูเมอร์เคนก็ร่าเริงขึ้น จากที่ซึมเศร้าเพราะต้องสูญเสียไคเอียเด็กน้อยผมดำที่เป็นเสมือนน้องชายไป แม้ครั้งนั้นเขาจะหายจากการป่วยไข้เพราะความกรุณาของพี่นางฟ้าที่เจ้าหนูเมอร์เคนชื่นชม แต่ไม่นานหลังจากนั้นไคเอียน้อยซึ่งไม่มีภูมิคุ้มกันก็ล้มป่วยลงอีกและจากไปในเวลาอันรวดเร็ว จำได้ว่าก่อนที่ไคเอียจะตายเมอร์เคนเอาแต่สวดอ้อนวอนต่อหน้ารูปภาพของเทพแห่งดวงตะวัน ขอร้องให้เทพธิดามาช่วยเหลือน้องชายทว่าปาฎิหาริย์ก็ไม่บังเกิด
โชคดีที่สภาพแวดล้อมใหม่ช่วยเยียวยาจิตใจของเด็กชายให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมาอยู่กรุนเบอร์เรีย พ่อของเมอร์เคนได้พื้นที่สำหรับเปิดกิจการค้าขาย และด้วยความที่ท่านแม่ของเมอร์เคนมีอัธยาศัยและฝีมือด้านการทำขนมปัง ร้านเล็กๆของพวกเขาจึงมีลูกค้ามาอุดหนุนไม่เคยขาด อีกทั้งได้เพื่อนบ้านดีๆอย่างครอบครัวของแม่หนูซิลเวียซึ่งเปิดกิจการสถานพยาบาลอยู่ไม่ไกลกันนัก ความน่ารักของพี่น้องบ้านนั้นช่วยให้เมอร์เคนสบายใจคลายเศร้าและสดใสร่าเริงตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว
“ซิลเวีย ท่านพ่อให้เอามาให้” เด็กชายยื่นห่อขนมปังให้สาวน้อยหน้าใสที่กำลังอุ้มน้องชายตัวเล็กๆเอาไว้ ที่ใกล้ๆกันก็มีน้องสาวและน้องชายอีกคนกำลังเล่นกันอยู่ “เจ้าตัวเล็กเป็นไงบ้าง ไข้ลดแล้วรึยัง?”
“ไม่เป็นไรมากหรอก ขอบใจนะ มานั่งกินด้วยกันสิ” สาวน้อยยิ้มส่งให้เพื่อนที่อายุเท่ากัน เมอร์เคนมักจะมาเล่นกับบรรดาน้องๆของเธอบ่อยๆจนสนิทสนมกันดี “เดี๋ยวจะไปเอาน้ำชามาให้ ฝากน้องฉันหน่อยนะ”
เมอร์เคนนั่งเล่นกับน้องๆของเพื่อนอย่างสนุกสนานจนลืมเวลา แต่ก็ยังสังเกตเห็นว่าวันนี้ผู้คนในเมืองดูจะคึกคักหนาแน่นกว่าปกติ ราวกับจะมีงานเทศกาลอะไรกันสักอย่าง ทั้งๆที่ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่จะมีงานฉลองแท้ๆ ถึงแม้จะสงสัยทว่าด้วยความเป็นเด็กจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะขนมปังอร่อยๆและน้ำชาหอมๆมีอิทธิพลมากกว่า เด็กๆจึงเพลิดเพลินจนลืมเวลากันทีเดียว
“เหวอ… ลืมไปเลย ท่านพ่อบอกให้รีบกลับบ้านซะด้วยสิ” เจ้าหนูเมอร์เคนเพิ่งนึกขึ้นได้ก็ตอนที่ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว “ฉันกลับก่อนนะซิลเวีย เจอกันที่โรงเรียนพรุ่งนี้ ไปละ”
เด็กชายรีบเดินกลับไปบ้านของตนเอง แม้ถนนหนทางจะมีโคมไฟเรืองแสงให้ความสว่างแต่วันนี้มันดูจะมืดผิดจากทุกวัน แถมผู้คนที่เห็นว่าเยอะแยะเมื่อตอนเย็นกลับหายไปไหนกันหมดก็ไม่รู้ ซอยที่เคยเดินอยู่เป็นประจำมันก็เลยดูเปลี่ยวขึ้นมาจนน่ากลัว ขาเล็กๆของเจ้าหนูซอยยิกเพื่อให้ถึงบ้านโดยเร็ว ทั้งที่บ้านก็อยู่ใกล้ๆแค่นี้เองแต่ทำไมวันนี้มันถึงเหมือนกับจะไกลกว่าเก่านะ?
แฮ่… กรรรรร…
เสียงแปลกๆที่ไม่คุ้นหูดังเข้ามาในโสตประสาทของเด็กชาย มันคล้ายๆเสียงสุนัขคำรามแต่มันดังและแหบต่ำกว่าจนน่าขนลุก ที่สำคัญมันดังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง เคยได้ยินเหมือนกันนะว่ากรุนเบอร์เรียเคยโดนพวกสัตว์อสูรบุกมาก่อความวุ่นวาย แต่มันก็แค่นานๆครั้งไม่ใช่ว่ามันจะเกิดกันได้บ่อยๆ และไม่แน่ว่าจะโชคร้ายมาเจอแจ็คพ็อตกับเด็กตัวเล็กๆแบบนี้ด้วย เมื่อคิดดังนั้นเด็กชายก็ยิ่งเร่งฝีเท้าของตนให้เร็วขึ้น ...แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เร็วพอเสียแล้ว...
ร่างสีดำๆของตัวอะไรสักอย่างกระโดดมาขวางหน้าเด็กชายตัวใหญ่กว่าสุนัขอยู่มากโข แสงจากโคมเรืองแสงส่องให้เห็นขนหนาสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิง ปากยาวใหญ่มีเขี้ยวขาวสะท้อนแสงเห็นได้ชัดกว่าอย่างอื่น ดวงตาสีแดงขุ่นของมันกำลังจ้องเหยื่อตัวน้อยที่กำลังตกตะลึงตัวแข็ง อุ้งเท้าที่มีกรงเล็บยาวแหลมคมค่อยๆย่างสามขุมเข้ามาหา ขาหน้าของมันย่อต่ำเครียมจะกระโจนเข้าขย้ำเหยื่อให้ขาดใจในการงับครั้งเดียว
แฮ่… ฟ้าววว…
เด็กชายพลิกตัวหลบออกด้านช้างในวินาทีที่สัตว์ร้ายกระโจนเข้าใส่ นับเป็นปฏิกิริยาที่ว่องไวเกินเด็กทั่วไปที่คงจะทำอะไรไม่ถูกและโดนขย้ำจนตายอย่างง่ายดาย แต่สำหรับเมอร์เคนซึ่งเป็นคนจากบัลเบิร์คแล้ว ทักษะในการเอาตัวรอดนั้นมีมากกว่าคนที่เคยอยู่แต่ในเมืองที่สุขสบาย ดังนั้นเรื่องร้องให้คนช่วยจึงเป็นสิ่งที่เจ้าเด็กแก่แดดคนนี้ไม่เคยทำ เจ้าหนูผมขาวกลับคว้าท่อนไม้ขนาดเหมาะมือ ซึ่งหาได้จากข้างทางมาถือไว้เตรียมรับการจู่โจมของสัตว์ร้ายแทนที่จะหันหลังวิ่งหนี
โฮกกก… คว่ากกก…
กรงเล็บของสัตว์ร้ายที่กระโดดเข้าใส่ฉีกเสื้อช่วงไหล่ของเมอร์เคนจนชาดวิ่น รอยเล็บยาวกรีดเนื้อเรียกเลือดไหลโชกออกมาแต่ทว่าเด็กชายกลับไม่ร้องสักแอะ เจ้าหนูจอมซ่าส์ขยับท่อนไม้หมายจะฟาดสัตว์ตรงหน้าให้โดนสักเปรี้ยงโทษฐานทำเสื้อตัวเก่งขาด พอตั้งหลักได้ก็ตั้งท่าดาบเหมือนกับที่พี่ชายข้างบ้านสอนให้ ส่วนเจ้าสัตว์ร้ายก็แยกเขี้ยวขู่คำรามเมื่อเห็นว่าเหยื่อไม่ยอมเป็นอาหารแต่โดยดี
โฮกกก… ฮูมมม…
สัตว์ร้ายตัวนั้นส่งเสียงร้องก้องกังวาน ไม่ใช่เพื่อการข่มขู่เหยื่อ แต่นี่คือการเรียกพรรคพวกให้มาช่วยกันล่า แม้ว่าพวกมันจะมีเขี้ยวเล็บมากกว่าสัตว์ทั่วไปก็ตาม การออกล่าเป็นฝูงก็ยังคงอยู่ในสันดารดิบของมัน แถมยังเป็นการผ่อนแรงและแน่ใจได้เลยว่าเหยื่อไม่มีทางหลุดรอดกรงเล็บของมันไปได้ ไม่นานนักเงาดำของตัวประหลาดแบบเดียวกันก็ปรากฏขึ้นอีกหลายตัว มันพากันย่างสามขุมรุมล้อมรอบตัวของเจ้าหนูเมอร์เคนที่กำลังขบกรามแน่น เพื่อระงับความกลัวที่กำลังแล่นขึ้นมาจับหัวใจดวงน้อยๆ
“พาพวกมารุมกันแบบนี้ ขี้โกงนี่นา” เด็กชายเริ่มลนลานเหลียวหน้าเหลียวหลัง เดาไม่ถูกว่าตัวไหนจะบุกเข้ามาเล่นงานก่อน ท่อนไม้ในมือเริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ยังปากแข็งไม่เลิก “แน่จริงมาสู้กันตัวต่อตัวสิ ไอ้หมาบ้า”
น่าเสียดายที่สัตว์เดียรัจฉานพวกนี้ไม่ใช่หมาและมันก็ฟังภาษาคนไม่ออก แถมมันไม่ชอบเล่นตามเกมแบบบริสุทธิ์ยุติธรรม หากทำแล้วได้เปรียบละก็มันย่อมลงมือโดยไม่มีการลังเล ดุจเดียวกับมนุษย์บางคนที่มีความคิดต่ำช้าไม่ต่างจากสัตว์พวกนี้ และการเอาเปรียบเด็กน้อยก็เหมือนกับการจัดเป็นออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารจานหลัก เพราะตัวเล็กๆแค่นั้นคงไม่พอให้อิ่มท้องพวกมันหรอก แต่ไหนๆก็มาเจอเข้าอย่างฟลุ้คๆทั้งทีจะปล่อยให้รอดไปก็เสียศักดิ์ศรีสัตว์อสูรหมด พวกมันก็เลยพากันย่างย่องเข้ารายล้อมและเตรียมจู่โจมแบบต่อเนื่องไม่ให้เหยื่อทันตั้งตัว
โฮกกก… แฮ่… ผัวะ…
ตัวแรกถูกท่อนไม้ฟาดเข้าเต็มๆก็จริง แต่ดูมันจะไม่เจ็บไม่คันเลยแม้แต่น้อย เขี้ยวยาวกัดขย้ำท่อนไม้ในมือเจ้าหนูเมอร์เคนจนแหลกคาปาก ทำเอาคนเก่งถอยกรูดไม่เป็นท่าแต่พวกมันไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองหลุดอุ้งเท้า เพราะตัวที่สองกระโดดตะปบจนเจ้าหนูล้มลง โดยมีเจ้าตัวใหญ่ที่น่าจะเป็นจ่าฝูงยืนเหยียบร่างเล็กๆของเด็กชายเมอร์เคนเอาไว้เบื้องล่าง น้ำลายเหนียวหนืดหยดใส่ใบหน้าตื่นกลัวจนแทบร้องไม่ออกของเด็กชาย คมเขี้ยวยาวขาววับอ้ากว้างพร้อมที่จะฉีกทึ้งคอหอยของเหยื่อให้ตายสนิท
“อ๊าาา… ท่านพ่อ ช่วยด้วย” ในที่สุดความกลัวก็เป็นฝ่ายชนะ เสียงร้องขอความช่วยเหลือหลุดออกมาจากปากเด็กชายผมขาว ทว่ามันช่างแผ่วเบาและสั่นพร่า 'เมื่ออยู่ต่อหน้า ความตาย มันช่างน่าหวาดหวั่นอย่างนี้นี่เองสินะ ไคเอีย เวลาที่เจ้าต้องเผชิญหน้ากับยมทูตที่จะมาคร่าชีวิต เจ้าจะกลัวเหมือนกับที่ข้ากำลังกลัวอยู่นี้หรือเปล่าน้องชาย แม้จะคิดถึงเจ้าแต่ข้าก็ยังไม่อยากจากท่านแม่และท่านพ่อไปตอนนี้ ใครก็ได้ ได้โปรดมาช่วยข้าทีเถอะ'
“อ๊าาา… โอ๊ยยย…”
ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นเข้าสู่มโนสำนึก เพราะแขนข้างที่ยกขึ้นกันไม่ให้เจ้าสัตว์ร้ายมันขย้ำคอหอยของตน โดนคมเขี้ยวงับเข้าเต็มเปา เลือดสีแดงสาดกระจายเร่งเร้าให้ฝูงสัตว์ร้ายยิ่งบ้าคลั่ง ตัวอื่นๆที่เหลือตั้งท่าจะกระโจนเข้ามาร่วมวงฉีกทึ้งร่างเด็กชายผมขาว ร่างเล็กๆที่ถูกเหยียบพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดแต่ก็ไม่รอดพ้นคมเขี้ยว ตอนนี้ร่างกายของเด็กน้อยเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ และค่อยๆอ่อนแรงลงเรื่อยๆเพราะความเจ็บปวดและอาการเสียเลือดมาก ทว่าก่อนที่สติสุดท้ายจะวูบดับไปนั้นเอง
“คริสคะ จัดการพวกนั้นให้ที” เสียงหวานๆของหญิงสาวคนหนึ่งดังเข้ามาในโสตประสาทอันอึ้ออึงของเด็กชาย เสียงนี้เหมือนจะเคยได้ยินมาก่อน ทำให้เมอร์เคนน้อยพยายามลืมตามองเจ้าของเสียงนั้น “ทำใจดีๆไว้นะ เดี๋ยวข้าจะช่วยรักษาแผลให้เอง”
ดวงหน้าที่เคยฝันถึงเมื่อยามเด็กยังคงความงดงามไม่เสื่อมคลาย ดวงตาสีทองกลมโตคู่นั้นยังคงใสกระจ่าง รอยยิ้มอบอุ่นช่วยเยียวยาจิตใจที่หวาดกลัวให้สงบลง ความเจ็บปวดค่อยๆลดน้อยลงเพราะเวทรักษาสีทองอันแปลกประหลาด ความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความหนาวเย็นและความหวาดกลัว เมอร์เคนไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังยิ้มให้กับเทพีแห่งดวงตะวันที่มาช่วยตน จนกระทั่งหมดสติไป
“เมอร์เคน เมอร์เคน ไม่เป็นไรแล้วนะ” เสียงสาวน้อยซิลเวียร้องเรียกเพื่อนชายอยู่ข้างๆเตียงคนไข้ของสถานพยาบาลที่เจ้าหนูถูกพามารักษา “เมอร์เคน ตื่นเถอะ ไม่งั้นพี่นางฟ้าของนายเขาจะไปแล้วนะ”
“อือม์… ซิลเวีย? ที่นี่บ้านเธอเหรอ? ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” เจ้าหนูเมอร์เคนลืมตาขึ้นมาจนได้ แม้จะเพลียจากการเสียเลือดอยู่บ้างแต่ก็พยายามฝืนลุกขึ้น “พี่นางฟ้าล่ะ เขาอยู่ที่ไหน บอกฉันหน่อยสิ”
“อยู่ในห้องรับแขกแน่ะ กำลังคุยกับท่านพ่อของนายอยู่พอดีเลย ถ้าจะไปหาละก็ฉันจะช่วยพยุงไปนะ” สาวน้อยช่วยเพื่อนชายที่ยังกระปลกกระเปลี้ยลงจากเตียง แล้วประคองเดินไปยังห้องรับแขกทันที “เขาสวยมากเลยเนอะ เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าต้องเป็นคนเดียวกับพี่นางฟ้าที่เคยเล่าให้ฉันฟัง”
เด็กสองคนค่อยๆเดินมาถึงห้องรับแขกก็พบกับร่างสูงโปร่งของหญิงสาว ผมสีทองยาวสลวยถูกรวบเอาไว้แต่ก็ยังคงมีบางส่วนรุ่ยร่ายลงมาเคลียไหล่มน ดวงตาสีทองสดใสหันมามองผู้มาใหม่ตัวน้อยทั้งสอง ริมฝีปากอิ่มงดงามคลี่ยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้เมื่อเห็นว่า หนุ่มน้อยที่เธอช่วยเอาไว้ทำตาโตยิ้มค้างอยู่ตรงประตู ในอ้อมแขนของเธอคนนั้นมีเด็กทารกตัวเล็กๆนอนหลับพริ้มอยู่ ในสายตาของเมอร์เคนแล้ว เส้นผมสีเข้มและใบหน้ากลมๆจิ้มลิ้มน่ารักของเด็กทารกคนนั้น ...ช่างคล้ายคลึงกับไคเอียที่จากไปเหลือเกิน...
“ลุกไหวแล้วเหรอเมอร์เคน มาขอบคุณท่านคามิลล่าเสียสิ ท่านช่วยเจ้าไว้สองครั้งแล้วนะรู้ไหม?” พ่อของเมอร์เคนบอกลูกชายที่ยังยืนนิ่งอยู่หน้าประตู “เป็นอะไรไปน่ะ รีบมาขอบคุณสิ ท่านคามิลล่าจะกลับแล้วนะ”
“น้อง… ผู้หญิงหรือผู้ชายครับ?” เมอร์เคนน้อยถามเสียงแจ๋ว ทารกน้อยในอ้อมแขนคามิลล่าดึงความสนใจของเจ้าหนูไปจนหมด “น้องคนนี้น่ารักจัง เหมือนพี่นางฟ้ามากเลยนะครับ” เจ้าหนูผมขาวจ้องมองทารกไม่วางตา ราวกับว่ากำลังมองเห็นภาพของไคเอียที่จากไปซ้อนทับกันอยู่ น้ำตาแห่งความคิดถึงไหลอาบแก้มที่ค่อนข้างซีดเพราะยังไม่ฟื้นตัวดี “ขอบคุณที่ช่วยพวกเราไว้ ขอบคุณมากครับ”
“เด็กคนนี้เป็นลูกชายของข้าเอง เขาชื่อคามิวนะจ๊ะ เมอร์เคน” คามิลล่ายิ้มให้พลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เจ้าหนูคนเก่งที่หาญกล้าสู้กับสัตว์อสูรทั้งฝูง แต่กลับร้องไห้เมื่อเห็นเด็กทารกที่เธออุ้มอยู่ “ถ้าได้เจอกันอีกละก็ ฝากดูแลน้องด้วยนะ”
“ได้ครับ ถ้าได้พบกันอีกข้าจะคอยดูแลเขาให้ดีที่สุดครับ” เจ้าตัวเล็กยิ้มทั้งน้ำตาสัญญาเป็นมั่นเหมาะ พลางคิดว่าเด็กคนนี้คือตัวแทนของไคเอียซึ่งบุญน้อยต้องตายก่อนจะได้เติบโต แถมยังเป็นลูกของพี่นางฟ้านางในดวงใจของตนอีกด้วย เพื่อปกป้องดูแลน้องน้อยให้ปลอดภัยตนจะต้องเก่งให้มากกว่านี้ให้ได้
เวลาผันผ่านไปจนกระทั่ง 16 ปีต่อมา บัดนี้เมอร์เคน เนฟีราเวียสเป็นนักเรียนชั้นปีที่ 6 ของโรงเรียนการปกครองกรุนเบอร์เรีย ด้วยความสามารถและคะแนนที่โดดเด่นทำให้เขาถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานนักเรียน และในวันนี้ก็เป็นวันรับสมัครนักเรียนเพื่อสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในโรงเรียนแห่งนี้ เมอร์เคนรับหน้าที่ตรวจตราเอกสารเบื้องต้นเพื่อคัดกรองขั้นแรก หนุ่มผมขาวยิ้มตื่นเต้นดีใจอยู่คนเดียวเมื่อได้เห็นเอกสารชุดหนึ่งระบุชื่อที่เขาจำได้ไม่เคยลืม
“ในที่สุดเราก็จะได้พบกันแล้วสินะ ไอ้น้องชาย นายคงไม่รู้หรอกว่าพี่ชายคนนี้รอคอยที่จะได้ดูแลนายมานานแค่ไหน ฉันภาวนาให้หน้าตาของนายเหมือนท่านคามิลล่าท่านแม่ของนาย ถ้าเห็นเพียงแวบเดียวฉันก็จะจำได้ทันทีเลย เพราะว่าคงไม่มีใครงดงามเท่าท่านคามิลล่าอีกแล้วละ”
“เมอร์เคน นายยิ้มอะไรของนายน่ะ? เจอคนน่าสนใจเข้าเหรอ?” สาวผมสีน้ำตาลแดงเดินเข้ามาเห็นจึงร้องถามด้วยความสงสัย เธอผู้นี้ก็คือซิลเวียเพื่อนตั้งแต่เด็กของเมอร์เคนนั้นเอง “คนที่ถูกนายสนใจนี่คงโชคร้ายน่าดูเลยเนอะ”
“ช่างฉันเถอะน่า ว่าแต่เธอเถอะจัดสถานที่เสร็จแล้วเหรอ?” หนุ่มผมขาวออกอาการเคืองเพื่อนสาวที่ชอบขัดคอ ด้วยความที่สนิทกันมาแต่เล็กแต่น้อยจึงรู้ใจกันไปเสียทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ความคิด “ถ้าว่างแล้วช่วยมาทำแทนหน่อย ฉันจะไปห้องน้ำ”
“บอกมาตรงๆก็ได้ ว่าอยากออกไปแอบดูน้องๆที่มาสมัครใหม่ ให้เวลาแป๊บเดียวนะ รีบไปรีบมาล่ะ”
หนุ่มผมขาวกระตุกยิ้มให้เพื่อนที่รู้ใจนิดหนึ่ง ก่อนจะหลบแวบออกไปด้อมๆมองๆทางหอประชุมที่ใช้เป็นจุดคัดเลือกขั้นแรก บรรดาผู้คนมากหน้าหลายตาเดินกันให้ขวักไขว่ เมอร์เคนสอดส่ายสายตากวาดมองไปจนทั่ว จนกระทั่งไปสะดุดกึกกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เด็กคนนั้นโดดเด่นสะดุดตาด้วยเส้นผมและเครื่องแต่งกายสีดำสนิท ดวงตาสีทองคู่สวยชวนให้นึกถึงใครบางคน ยิ่งใบหน้าหวานเกินชายของเด็กคนนั้นยิ่งละม้ายคล้ายนางในอุดมคติเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่นั้นก็ทำให้เมอร์เคนดีใจจนปิดไม่มิดแล้ว
“ท่านคามิลล่า ข้าจะดูแลคามิวลูกชายของท่านอย่างดีที่สุดครับ”
และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมอร์เคนคอยวนเวียนอยู่ใกล้คามิวเกือบตลอดเวลา ความห่วงใยที่มีให้นั้นเพื่อทดแทนบุญคุณของคามิลล่าที่เคยช่วยชีวิตตน ความอาทรที่เหลือล้นเพื่อทดแทนในส่วนของไคเอียน้อยที่ไม่มีโอกาสได้เติบโตมาด้วยกัน เพียงแค่แรกเห็น เมอร์เคนก็พร้อมที่จะมอบตำแหน่งน้องชายสุดที่รักให้แก่ คามิว ทีเอเนีย ด้วยความเต็มใจและยินดีจากใจจริง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #6090 silver_มังกร (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 24 เมษายน 2557 / 03:35
    เรื่องนี้ไม่วายแต่จิ้นได้ =..=
    #6,090
    0
  2. #6086 l3akal3aka (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 17 เมษายน 2557 / 02:55
    แหม๊ะ ที่มาก็เป็นแบบนีนี้เองง แต่ยังไงซะ เรื่องวีรกรรมของเจ้ามันมีสร้างภาระให้คามิวแทนมิใช่รึ
    คามิวเจอเรื่องร้าย ๆ ไม่เห็นจะช่วยได้เยย นอกจากนั้นคามิวยังช่วยเสียมากกว่า = 3 =
    (ความคิดเห็นส่วนตัว)
    #6,086
    0
  3. #6023 ~น้ำค้าง~ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 10 เมษายน 2556 / 15:43
    นี่คือที่มาที่แท้จริงๆนั่นเอง...
    #6,023
    0
  4. #5289 Petty Bad Girl (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 10:30
    #คห.3268 นั่นสินะคะ ฮ่ะๆ
    #5,289
    0
  5. #3899 bleachgade (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2553 / 01:07
     ป๋าเมอร์โหมดซึ้ง^^
    #3,899
    0
  6. #3775 ~`NamFar`~ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2553 / 09:08

    ซึ้งค่ะ TT^TT

    น้ำตาไหลพรกๆเลยแอ๊ะ

    #3,775
    0
  7. #3602 loli (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 6 เมษายน 2553 / 00:29
    โอ้ว!

    อ่านเเล้วซึ้งT.T



    รักเมอร์เคนขึ้นอีกเป็นกองงง

    555
    #3,602
    0
  8. #3447 Alisiana (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 20 มีนาคม 2553 / 16:10
    อ้อออ~~~!
    ที่แท้มันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
    หึๆ^^
    #3,447
    0
  9. #3257 เนตรแห่งใจ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 / 15:41

    โอ้ นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องชวน y นี่เอง (_ _) (- -) (_ _) อืมๆ..

    #3,257
    0
  10. #3000 ~*>> IN (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 30 มกราคม 2553 / 15:11

    เมอร์เคน  เมอร์เคน  เมอร์เคน  สู้ๆ  TOT

    เป็นตัวละครที่ชอบ   และก็เกือบลืมชอบเสียแล้ว  555+   

    พูดเล่นน่อ   ชอบที่เมอร์เคนแกล้งคามิว   ช่วงหลังๆแกล้งน้อยเลยหันไปมองอิกนีสครู่หนึ่ง   ^^  +    แต่ยังไม่ลืมความป่วนของท่านหรอก 

    #3,000
    0
  11. #2953 ViViD ^^ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 28 มกราคม 2553 / 18:56
    โถๆ เมอร์เคน !
    พี่ชายที่แสนดี (หรอออ)
    #2,953
    0
  12. #2921 ~•[JaN]•~ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 26 มกราคม 2553 / 23:32
    โอ้วสนุกมากเลยค่ะ !!!

    นี้นั่งอ่านรวดเดียบจบ

    มิน่าทำไมอ่านข้ามวันข้ามคืนเยี่ยงนี้ =w=!!

    เพราะคามิวนั้นแหละไม่ให้เรานอน >,.(ไม่ใช่ความหมายน้านนนน  เค้าหมายถึงความน่ารักของคามิวน้อยต่างหาก)

    เป็นกำลังใจให้นะค่ะ >w #2,921
    0
  13. #2909 Arella (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 25 มกราคม 2553 / 21:55
    ตอนนี้ เรียกคะแนนให้เมอร์เคนมากมายเลยเจ้าค่ะ แบบว่า(เกือบ)ประทับใจได้เลย แทบเกือบน่ะ เพราะในใจมีคนอื่นอยู่แล้ว 55555
    #2,909
    0
  14. #2907 ~พระจันทร์สีเลือด~ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 25 มกราคม 2553 / 19:06
    เรียกว่ารักแรกในวัยเยาว์จะดีหรือเปล่าวน่อ
    #2,907
    0
  15. #2901 ผงฝุ่น (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 25 มกราคม 2553 / 08:42
    มาเม้นให้ อ่านเมื่อวาน ว่าจะเม้นสักหน่อย เน็ตเน่า อ่ะ



    ซึ้งจังเลยอ่ะ น้ำตาไหลเลยอ่ะ
    #2,901
    0
  16. #2889 ~o~ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 25 มกราคม 2553 / 00:31

    *0* เหออๆๆ ไหงมันแม่งๆฟร่ะ 'ขอภาวนาให้"นาย"หน้าตาเหมือนท่านคามิลล่า?' = ='' อาหุๆๆๆ อาเมน >o< หึหึ

    #2,889
    0
  17. #2887 ปักษาเตโช (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 24 มกราคม 2553 / 23:18
    สรุปคือรักแรกของเมอร์เคนก็เป็นท่านคามิลล่าอ่ะดิเนี่ย......หรือเป็นคามิวตอนเด็ก? อิอิ
    #2,887
    0
  18. #2885 เอกเองครับ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 24 มกราคม 2553 / 19:49
    หุหุ ได้เป็นน้องชายสุดรักของเมอร์เคนนี่จะดีใจหรือสยองแทนคามิวดีนะ
    #2,885
    0
  19. #2883 conankun (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 24 มกราคม 2553 / 11:59
    ซึ้งจังเลย ฮือๆๆๆ
    อย่างงี้นี้เอง ว่าแล้วทำไมเมอร์เคนถึงมองแปลกๆเวลาเจอคามิว
    ตอนแรกคิดว่าจะชอบเพศเดียวกันซะแล้ว แต่ไม่ใช่
     ซิลเวียรู้ใจเมอร์เคนขนาดนี้ คงไม่พันกันหรอกมั้ง
    #2,883
    0
  20. #2882 เงามายาแห่งรัตติกาล (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 24 มกราคม 2553 / 11:52
    แหม~ น่ารักเสียจริง พี่น้องเอ๋ย~
    #2,882
    0
  21. #2878 เอกเองครับ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 23 มกราคม 2553 / 15:48
    คราวนี้จะมีใครมาช่วยไหมหนอ น่าสงสารไคเอียจัง ตายตั้งแต่ยังเล็กเลย
    #2,878
    0
  22. #2877 มังกรอหังการ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 23 มกราคม 2553 / 09:46

    อืม แม่ของคามิว น่ารักอะ

    #2,877
    0
  23. #2870 Fe -[ [ RiN ! (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 22 มกราคม 2553 / 17:24
    คามิลล่าชัวร์ !

     55
    #2,870
    0
  24. #2869 White_Smile (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 22 มกราคม 2553 / 17:11
    แม่ของคามิวแหงๆ
    #2,869
    0
  25. #2866 lichee (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 22 มกราคม 2553 / 15:23

    ต้องเป็นแม่ของคามิว

    คามิลล่าแน่ๆเลยอ่ะ

    #2,866
    0