วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 62 : ตอนพิเศษ คู่ปรับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,465
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    22 ส.ค. 54


ดวงตะวันทอแสงสีเรื่อเรืองแตะขอบฟ้าทิศตะวันออกของเมืองโรแลนเดีย ปลุกเหล่าสรรพสัตว์ให้ตื่นขึ้นมาออกหากินและดำเนินชีวิตไปตามครรลองของธรรมชาติ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วเสริมสร้างความสดใสมีชีวิตชีวาให้กับยามเช้าอันแสนสดชื่น สายลมเย็นสบายพัดโชยเอื่อย หอบเอากลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นในสวนสวยกำจายไปทั่วบริเวณคฤหาสน์สีขาวหลังย่อม ไม่ใหญ่โตจนโอเวอร์ผิดกับเรือนขุนนางชั้นสูงที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งรายอื่นๆ
คฤหาสน์หลังนี้เป็นของคนในตระกูลทีเอเนีย เรียกได้ว่าเป็นชนชั้นสูงซึ่งทำงานรับใช้ใกล้ชิดกษัตริย์แห่งโรแลนเซีย อีกทั้งยังเป็นขุนพลคู่บัลลังก์เลยก็ว่าได้ ทว่าบ้านที่พวกเขาอยู่อาศัยกันนั้นกลับมีบรรยากาศอบอุ่นดูสบายๆไม่เป็นทางการผิดกับที่อื่น ก็เพราะตัวเจ้าของบ้านอย่างคริสโตเฟอร์และคามิลล่า เป็นคนไม่ถือยศศักดิ์และมีความเป็นกันเองกับทุกคนเสมอ จึงมักจะมีความเมตตาอารีย์เผื่อแผ่และช่วยเหลือผู้เดือดร้อนโดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ดังนั้นชาวเมืองทุกคนจึงเคารพและรักเจ้าบ้านทั้งสอง และเผื่อแผ่ไปยังบุตรของพวกเขาด้วยเช่นกัน
สามปีหลังจากคริสโตเฟอร์ ทีเอเนีย ทายาทตระกูลทีเอเนียซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอัศวินคู่บัลลังก์ สมรสกับ คามิลล่า อาร์มาร์เธียส บุตรสาวคนเดียวแห่งตระกูลอาร์มาร์เธียสซึ่งเป็นตระกูลเสนาธิการคู่บัลลังก์เช่นกัน พวกเขาทั้งสองได้ย้ายมาอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้พร้อมกับบุตรชายชื่อว่าคามิว ทีเอเนีย เด็กน้อยอายุประมาณสามขวบที่แสนน่ารักดุจตุ๊กตา เมื่อใครได้พบเห็นก็จะต้องเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันว่า …ช่างเหมือนกันราวกับถอดพิมพ์มาจากมารดาผู้งดงามไม่มีผิด…
ใบหน้าบ้องแบ๊วปากนิดจมูกหน่อยและแก้มยุ้ยแดงเรื่อ ส่งให้ดวงตาสีทองกลมโตใสแจ๋วกลายเป็นจุดเด่นที่ใครเห็นก็ต้องตะลึงงัน เมื่อรวมกับเรือนผมสีรัตติกาลดำสนิทดุจเดียวกับคริสโตเฟอร์ผู้เป็นบิดาแล้ว ทำให้เด็กน้อยคนนี้ยิ่งดูโดดเด่นน่ารักน่าอุ้มมากขึ้นไปอีก รอยยิ้มสดใสของคามิวน้อยที่มักถูกบิดาและมารดาอุ้มเข้าไปในวังด้วยเสมอนั้น สร้างความสุขและเบิกบานให้แก่ผู้พบเห็น ไม่เว้นแม้แต่ราชาคาร์ลอสผู้เป็นใหญ่เหนืออาณาจักรโรแลนเซียอันเรืองอำนาจ
ราชาคาร์ลอสผู้ยิ่งใหญ่มีราชธิดาเพียงคนเดียวคือเจ้าหญิงอาเรียริน่า ส่วนราชินีของพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ตอนที่เจ้าหญิงอาเรียอายุได้เพียงชันษาเดียว ดังนั้นเจ้าหญิงจึงกลายเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของราชาผู้ทรงอำนาจ และด้วยความรักที่มอบให้อย่างเหลือเฟือนี้เองที่ทำให้เจ้าหญิงน้อยองค์นี้กลายเป็นคนเอาแต่ใจ และดื้อรั้นอย่างร้ายกาจเพราะไม่มีใครกล้าขัดใจเธอ ...ยกเว้นเพียงจอมเวทสาวแห่งราชสำนัก คามิลล่า ทีเอเนียเพียงคนเดียวเท่านั้น...
“คริสโตเฟอร์ เจ้ามาก็ดีแล้ว ฉันอยากจะคุยเรื่องลูกชายเจ้าหน่อย” ราชาคาร์ลอสตรัสเรียกหัวหน้าอัศวินหนุ่มรูปหล่อที่ไม่โสดเสียแล้วเอาไว้ ก่อนที่เขาจะทันได้หลบฉาก “คงจะมีเวลาว่างใช่ไหม?”
“เอ้อ… พะย่ะค่ะ” อัศวินผมดำรูปหล่อจำใจรับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ในใจจะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องที่มหาบุรุษผู้เป็นนายเหนือหัวจะพูดคือเรื่องอะไร “แต่กระหม่อมมีเวลาไม่มาก เพราะต้องไปคุมการฝึกของอัศวินรุ่นใหม่”
“ไม่นานหรอก เข้ามาในห้องก่อนเถอะ” ราชาคาร์ลอสรับสั่งเป็นเชิงบังคับทำให้คริสโตเฟอร์ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ กับความยุ่งยากที่กำลังจะตามมา “ลูกชายเจ้าสบายดีใช่ไหม วันนี้ไม่เห็นหน้าเลยนี่นา พาเขามาหาฉันบ้างสิจะได้แนะนำให้รู้จักกับอาเรียลูกสาวฉันไงล่ะ”
“คือ… คามิว… ลูกชายกระหม่อมอยู่กับภรรยาที่หอจอมเวท คงไม่สะดวก…” อัศวินหนุ่มตอบเลี่ยงๆราวกับไม่อยากให้ราชาคาร์ลอสได้พบกับลูกชายของตน “ลูกชายกระหม่อมเองก็ยังเล็กอยู่ คงจะไม่ดีนักถ้าจะให้อยู่ห่างมารดาของเขา”
“หึหึ งั้นเหรอ ถึงไม่ได้เจอวันนี้ก็ยังมีวันหน้าอีกนี่นะ ฉันรอได้อยู่แล้ว เพราะยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ” ดวงตาสีฟ้าใสส่อแววเจ้าเล่ห์ชัดเจนจนคริสโตเฟอร์รู้สึกหวาดๆ “ไว้ว่างๆฉันกับลูกสาวจะไปเยี่ยมหอจอมเวทซะหน่อย อาจจะได้พบตัวลูกชายเจ้าที่นั่นก็ได้”

คริสโตเฟอร์ถึงกับกลืนน้ำลายอย่างฝีดคอสุดๆ เพราะดูท่าทางเจ้านายเหนือหัวพระองค์นี้ คงไม่ยอมล้มเลิกความพยายามที่จะเข้ามาใกล้ชิดลูกชายของเขาเป็นแน่ ทั้งที่ยังมีลูกหลานของเหล่าขุนนางคนอื่นอีกมากมายที่เหมาะกับการเป็นพระสหายของเจ้าหญิงอาเรีย ถึงแม้อายุของลูกท่านหลานเธอพวกนั้นจะห่างกันมากเกินไปสักหน่อยก็ตาม แต่นี่ลูกชายของเขาเพิ่งจะสามขวบเองนะ ถึงจะส่อแววของความฉลาดเฉลียวจนคนรอบข้างสังเกตเห็นได้ก็ตามที ...แต่ยังไงก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยไร้เดียงสา แถมร่างกายก็ค่อนข้างจะอ่อนแอกว่าเด็กปกติคนอื่นด้วยซ้ำไป...
“ได้ข่าวว่าลูกชายของเจ้าร่างกายไม่แข็งแรงสินะ ฉันสั่งให้เซบาสเตียนเตรียมอาหารบำรุงร่างกายเอาไว้ให้แล้ว อย่าลืมเอากลับไปด้วยล่ะ ไม่งั้นฉันจะเอาไปส่งให้เองถึงบ้านเลย”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ กระหม่อมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหมดธุระแล้วกระหม่อมคงต้องขอตัวไปทำงานต่อละพะย่ะค่ะ”
อัศวินหนุ่มรูปงามรีบเดินออกจากห้องทรงงานทันทีที่ได้รับอนุญาต แต่ยังไม่วายรู้สึกหลังตัวเองร้อนวาบๆกับสายตาเจ้าเล่ห์เดาใจยากของพระราชาหนุ่มใหญ่พระองค์นี้ มันน่าแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงจำเพาะเจาะจงมาสนใจคามิว ทั้งๆที่มีคนอื่นเสนอตัวไม่เว้นแต่ละวัน เพราะการได้เป็นพระสหายของเจ้าหญิงรัชทายาทนั้นเท่ากับรับประกันอนาคตว่าต้องรุ่งโรจน์แน่นอนในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะถามว่าเหตุใดเขาจึงพยายามหลีกเลี่ยง ไม่อยากให้คามิวบุตรชายของตนมีตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ละก็ คำตอบก็คือ ...เพราะคามิวไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ และไม่ได้ถือกำเนิดมาอย่างเด็กปกติทั่วไป...
ถึงแม้คามิลล่าจะตรวจร่างกายคามิวอย่างละเอียด และยืนยันได้อย่างมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นว่าเด็กคนนี้เป็นมนุษย์ก็ตาม แต่ในความคิดของคนที่รู้เห็นกับเรื่องการเกิดของคามิวแล้ว ต่างคนก็ยังมีปมค้างคาอยู่ในใจว่าเด็กคนนี้อาจจะมีอายุไม่ยืนยาว และสิ่งที่ยิ่งทำให้ความกังวลในเรื่องดังกล่าวยังคงวนเวียนรบกวนจิตใจทุกคนในครอบครัวอยู่ก็คือ ...สภาพร่างกายที่อ่อนแอของคามิวนั่นเอง...
อย่างวันนี้ก็เช่นกัน อยู่ๆคามิวน้อยก็มีไข้สูงจนคามิลล่าต้องหอบหิ้วเข้ามาถึงในที่ทำงานเพื่อเฝ้าพยาบาลกันอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ไว้ใจให้พี่เลี้ยงที่บ้านดูแล ถ้าหากเป็นอะไรขึ้นมาอาจจะช่วยเหลือไม่ทันการก็ได้ เนื่องจากเจ้าตัวเล็กของบ้านทีเอเนียมักจะเจ็บป่วยบ่อยจนต้องคอยเฝ้าประคบประหงมกันมากกว่าเด็กปกติที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะชีวิตของเขาเปราะบางกว่ามนุษย์ที่เกิดมาอย่างเพียบพร้อมตามธรรมชาติก็เป็นได้
จะว่าไป ทุกคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์พากันตั้งข้อกังขาว่าเด็กคนนี้เกิดมาได้อย่างไร เพราะทั้งๆที่อัศวินหนุ่มและจอมเวทสาวเพิ่งแต่งงานกันหยกๆ ไม่ทันไรก็หอบหิ้วลูกชายที่เหมือนพ่อแม่ราวกับถอดพิมพ์กลับมาอวด ...เหมือนกับเสกขึ้นมาให้ทันใช้ไม่มีผิด... เรื่องชาติกำเนิดอันเป็นปริศนาในใจของทุกคนนี่แหละที่คริสโตเฟอร์และคามิลล่ากังวลและลงความเห็นว่า ควรให้คามิวอยู่ห่างๆราชาคาร์ลอสเอาไว้จะดีที่สุด ไม่ใช่ว่าการที่ลูกชายจะได้เป็นพระสหายของเจ้าหญิงจะไม่ดีหรอกนะ แต่พวกเขารู้สึกกังวลใจและกลัวว่าหากคามิวกลายเป็นคนโปรดขึ้นมาจริงๆ คงจะต้องมีการสอบประวัติตระกูลและชาติกำเนิดให้ชัดเจน ...ซึ่งมันอาจจะทำให้อนาคตของลูกคนนี้ไม่ราบรื่นอย่างที่อยากให้เป็นนั่นเอง...
สมองของคริสโตเฟอร์คิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องลูกชาย จนกระทั่งขาของเขาพาตัวเองมาถึงห้องทำงานของภรรยาจนได้ ตอนที่เดินเข้ามาก็มัวแต่เป็นห่วงจนลืมดูรอบด้าน เกือบชนตาข่ายเวทที่กางคลุมหอจอมเวทเอาไว้ ยังดีที่มีคนผ่านมาเจอจึงปลดอาณาเขตให้ไม่งั้นคงได้เจ็บตัวเป็นแน่ แต่พอมาถึงหน้าห้องเข้าจริงๆก็ได้แต่ยืนนิ่ง เพราะไม่แน่ใจว่าควรเข้าไปรบกวนคามิลล่าดีหรือเปล่า จนกระทั่งมีเสียงเรียกจากด้านในห้องดังลอดออกมา…
“ท่านพ่อมาหาท่านแม่เหรอฮับ?” เสียงเล็กๆที่ดังลอดมาฟังดูไม่สดใสเท่าที่ควร เพราะพิษไข้รุมเร้าทำให้เจ้าตัวเล็กอ่อนแรงลงไปมาก “เข้ามารอข้างในสิฮับ เดี๋ยวท่านแม่ก็มาแล้ว”
คามิวมักจะมีอะไรประหลาดๆผิดเด็กคนอื่นๆเสมอ การที่เด็กน้อยรู้ว่าใครมาหาโดยไม่จำเป็นต้องมองเห็นราวกับจะมีตาทิพย์ก็เช่นกัน ในตอนแรกๆมันสร้างความแปลกใจและตื่นตระหนกให้กับบรรดาพี่เลี้ยงและสาวใช้ที่บ้านเป็นอันมาก แต่สักพักก็เริ่มเคยชินจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แถมคามิลล่ายังสั่งห้ามลูกชายที่ตอนนั้นอายุเพียงแค่ขวบกว่าๆ ไม่ให้ใช้ความสามารถนี้ต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด และดูเหมือนหนูน้อยคามิวจะรู้เรื่องและเชื่อฟังเป็นอย่างดีเสียด้วย
“เป็นไงบ้างเจ้าตัวเล็ก ไข้ยังไม่ลดเลยนี่นา ทำไมไม่นอนพักล่ะ” อัศวินหนุ่มเปิดประตูเข้าไปก็เจอลูกชายที่กำลังป่วยของตนมายืนรออยู่หน้าประตู แต่ที่ไม่เปิดรับพ่อก็เพราะยังเอื้อมมือไม่ถึงลูกบิดนั่นเอง "ท่านแม่ไปไหนล่ะ ทำไมปล่อยให้อยู่คนเดียวแบบนี้เนี่ย?”
“ท่านแม่ไปทำยาฮับ คามิวต้องกินยา ไข้ถึงจะหาย” เจ้าตัวเล็กฝืนยิ้มเพลียๆให้ ใบหน้ากลมๆแดงจัดเพราะพิษไข้ทำให้ดวงตาสีทองดูโรยไปบ้างเนื่องจากอ่อนเพลีย “ท่านพ่อ อุ้มหน่อยฮับ?”
แม้จะไม่สบายก็ยังไม่วายออดอ้อนเรียกร้องหาความอบอุ่น ดูเหมือนว่า เจ้าตัวเล็กจะชอบให้ใครต่อใครในครอบครัวมาอุ้มมากอดอยู่เสมอ แต่พี่เลี้ยงที่รับผิดชอบดูแลคุณชายน้อยๆคนนี้กลับเล่าพฤติกรรมที่ตรงข้ามให้ฟังว่า เวลาที่คามิวต้องรออยู่ที่บ้านตามลำพังเขาจะนั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตาลานหมด จับวางตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นจนเหล่าพี่เลี้ยงพากันหวาดกลัวความผิดปกตินี้ ต่อเมื่อคุ้นเคยกันมากขึ้นคุณชายน้อยขวัญใจของบ้านทีเอเนีย จึงยอมแสดงอารมณ์หลากหลายออกมาให้เห็นบ้าง ...และต้องสนิทกันจริงๆนั่นแหละถึงจะเข้ามาอ้อนให้อุ้มหรือกอด...
คริสโตเฟอร์ช้อนตัวลูกชายของตนขึ้นมาไว้ในวงแขน และรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงจากร่างเล็กๆนุ่มนิ่มที่ซวนซบอยู่กับอกของเขา คามิวป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดจนทำให้ทั้งปู่ ย่า ตา ยาย พากันเป็นห่วงเป็นใย คอยผลัดเปลี่ยนแวะเวียนมารับไปดูแลให้อย่างใกล้ชิดเป็นประจำ เป็นเพราะคริสโตเฟอร์และภรรยาต่างก็มีงานยุ่งทั้งคู่ ถึงจะพาลูกเข้าวังมาด้วยแต่ก็แค่มาวางทิ้งเอาไว้ไม่ได้ดูแลอะไรมากมายนัก จะดีหน่อยก็ตรงที่ห้องของคามิลล่ามีหนังสือและมุมพักผ่อนเอาไว้ให้เจ้าตัวเล็กได้คลายเหงา
“คริส! มีอะไรเหรอคะ?” จอมเวทสาวเปิดประตูเข้ามาพร้อมถ้วยยาของลูกชายที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ เธอตกใจนิดหน่อยที่เห็นสามีมาอยู่ในห้องทำงานของเธอในเวลานี้ “คุณบอกว่าวันนี้งานยุ่งนี่นา เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
“ฝ่าบาทน่ะสิ ตามตอแยขอให้พาคามิวไปหาให้ได้” สีหน้าของอัศวินบ่งบอกถึงความลำบากใจอย่างหนัก “ที่ผ่านๆมาก็พยายามหาทางหลีกเลี่ยงมาตลอด ฉันกลัวว่าจะเลี่ยงได้อีกไม่นาน”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าฝ่าบาทเห็นว่าสุขภาพคามิวไม่ค่อยดีนัก ก็คงจะไม่ปล่อยให้เจ้าหญิงมาวุ่นวายด้วยแน่ๆ” คามิลล่ายิ้มปลอบใจสามีที่กลายเป็นพ่อบ้านที่ดีเต็มตัว “พาลูกมานอนทางนี้เถอะค่ะ”
ที่นอนนุ่มถูกจัดไว้ทางมุมหนึ่งในห้องซึ่งมีแสงแดดจางๆส่องลอดลงมา มันให้ทั้งความอบอุ่นและเติมเต็มพลังชีวิตที่บกพร่องของคามิว การที่เด็กน้อยคนนี้ต้องโดนแดดวันละหลายๆชั่วโมงนั้น ดูไปแล้วก็เหมือนกับการเลี้ยงต้นไม้ไม่มีผิด เพราะวันไหนที่มีเมฆมากจนไม่มีแดดละก็ วันนั้นแหละที่เจ้าตัวเล็กจะอ่อนแรงดุจต้นไม้เฉาเพราะขาดแสงจนล้มป่วยเสียทุกทีไป และทางช่วยเพียงทางเดียวที่พอทำได้ก็คือนำตัวเข้ามาในหอคอยจอมเวท ซึ่งเก็บรักษาสมบัติสำคัญรวมทั้งหินแร่หายากต่างๆ ...หนึ่งในนั้นก็คือหินเกร็ดตะวันคุณภาพดีที่มีพลังมากพอจะทดแทนกันได้...

"ท่านแม่ ยาขมจัง” เจ้าตัวเล็กหน้าเบ้เมื่อลิ้นสัมผัสความฝืดเฝื่อนของยาลดไข้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังพยายามดื่มให้หมดถ้วยจนได้ “หมดแล้ว กอดหน่อยสิฮับ”
จอมเวทสาวอดยิ้มให้ลูกชายขี้อ้อนตัวน้อยๆของเธอไม่ได้ วงแขนอบอุ่นโอบกอดร่างเล็กเอาไว้อย่างอ่อนโยน คามิวน้อยที่แสนเปราะบางดุจแก้วร้าวหากไม่ระวังให้ดี ก็อาจจะแตกสลายลงได้ทุกเวลา แม้จะสามารถประคองให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้แต่หากยังคงเป็นแบบนี้ละก็คามิลล่าเกรงว่า คามิวอาจจะอยู่ได้อีกไม่นานเท่าที่เธอคิดไว้เสียแล้ว เมื่อคิดถึงจุดที่ต้องเกิดการสูญเสียขึ้นมาจริงๆ ใจมันก็หายวาบจนเผลอกระชับอ้อมกอดของตนให้แน่นขึ้น ...ราวกับว่ากำลังพยายามยื้อยุดชีวิตน้อยๆดวงนี้เอาไว้ให้อยู่กับตนให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้...
“ท่านแม่อย่าร้องไห้ คามิวไม่เป็นไรหรอกฮับ” มือเล็กๆเอื้อมมาแตะแก้มนวลของมารดาที่กำลังมีหยดน้ำตาไหลพราก รอยยิ้มที่พยายามแสร้งทำให้ดูสดใสเพื่อมอบให้แด่มารดาผู้เป็นที่รัก กลับยิ่งทำให้หัวใจของคนเป็นแม่ยิ่งร้าวรานมากขึ้น “ไม่เป็นไรจริงๆฮับ”
“ถ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนต้องรีบบอกแม่นะรู้มั้ย?” คามิลล่ากลั้นสะอื้นมองใบหน้ากลมๆที่กำลังฝืนยิ้มให้เธออย่างแสนห่วงหาอาทร “ถ้าลูกไม่อยู่สักคนแม่คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ๆ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกฮับ อีกไม่นานท่านแม่ก็จะมีน้อง คามิวจะไม่เหงา ท่านแม่จะไม่ต้องร้องไห้ ท่านพ่อก็จะมีความสุข” ดวงตากลมโตสีทองใสแจ๋วค่อยๆปรือลงเพราะฤทธิ์ยาแก้ไข การนอนหลับพักผ่อนให้มากจะช่วยสงวนพลังชีวิตที่แสนอ่อนแรงนี้เอาไว้ให้คงอยู่ต่อไปได้นานขึ้น “ง่วงจัง ขอนอนก่อนนะฮับ”
คามิลล่ายังคงกอดคามิวน้อยไว้ในท่าเห่กล่อม ใบหน้างามของจอมเวทสาวในยามนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยน เธอพยายามมอบความรักและความอบอุ่นให้ลูกชายตัวน้อยคนนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่เพียงพอ จอมเวทสาวกำลังพยายามค้นหาวิธีการช่วยยื้อชีวิตน้อยๆดวงนี้ จากตำราและคัมภีร์เล่นแร่แปรธาตุทั้งหลายแหล่อย่างร้อนใจ ...แต่มันก็ยังไม่มีวิธีไหนจะช่วยให้คามิวแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไปได้เสียที...
“ไม่เป็นไรนะคามิลล่า เขาอยู่มาได้ตามลำพังตั้งนานขนาดนั้น ตอนนี้เขามีพวกเราสองคนคอยช่วยอยู่ข้างๆ เขาต้องอยู่ต่อไปได้แน่นอน ทำใจให้สบายๆเถอะ”
คริสโตเฟอร์โอบไหล่ภรรยาคนสวยของเขาเอาไว้ มือใหญ่ที่แสนอบอุ่นมอบกำลังใจอันเข้มแข็งให้หัวใจที่เหนื่อยล้า คำปลอบโยนจากสามีทำให้คามิลล่าสบายใจขึ้นบ้างนิดหน่อย เธอจึงวางคามิวน้อยลงบนที่นอนซึ่งจัดไว้ในจุดที่อบอุ่นและสว่างที่สุดในห้องทำงาน ร่างเล็กๆที่กำลังหลับพริ้มอยู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆดูสงบงดงามราวเทพบุตรตัวน้อยในภาพวาด สองสามีภรรยาทอดสายตามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งรัก ทั้งห่วง และกังวลใจสารพัด เพราะตั้งแต่เกิดมาก็มีเรื่องให้ใจหายใจคว่ำเกี่ยวกับสุขภาพของเจ้าตัวเล็กมาให้กลุ้มใจอยู่เรื่อยๆ กว่าจะค้นพบวิธีช่วยบรรเทาและประคองอาการให้คงที่ก็เกือบจะสายไป
“คุณไปทำงานเถอะค่ะ” จอมเวทสาวในอ้อมกอดของคริสโตเฟอร์หันมามองสามีรูปหล่อของเธอ เพราะมีความเข้มแข็งของบุรุษผู้นี้เป็นหลักคอยค้ำจุนแท้ๆ เธอถึงไม่เคยย่อท้อที่จะหาวิธียื้อชีวิตลูกชายตัวน้อย “ไข้เริ่มลดลงแล้วละค่ะ เย็นนี้เรากลับบ้านพร้อมกันนะคะ”
“ตกลง งั้นฉันไปทำงานก่อนนะ” อัศวินหนุ่มมอบจูบให้ภรรยาสาวสุดที่รักอย่างอ่อนโยน เขาวางใจที่จะมอบให้คามิลล่าดูแลทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งชีวิตลูกชายคนนี้ “เย็นๆฉันจะมารับ ดูแลเจ้าตัวเล็กด้วยล่ะ”
หลังจากคริสโตเฟอร์ออกจากห้องเพื่อไปทำงานตามหน้าที่แล้ว คามิลล่าจึงหันมาดูแลลูกชายของเธอต่อเมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้นมาก จึงปล่อยให้ลูกน้อยนอนพักไปเรื่อยๆ ส่วนตัวเองก็จำต้องออกไปสะสางงานที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จ เพื่อจะได้กลับบ้านพร้อมหน้าสามคนพ่อแม่ลูก ...โดยไม่รู้เลยว่า พายุลูกย่อมๆกำลังจะพัดมาสร้างความปั่นป่วนถึงที่ห้องทำงานอันแสบเงียบสงบนี้...
แอ๊ดดด…!! ปังงง…!!

เสียงเปิดปิดประตูห้องทำงานบานใหญ่ที่ผู้มาเยือน พยายามทำให้เบาที่สุดแต่ดูเหมือนมันจะเป็นอย่างใจต้องการ เสียงโครมครามดังลั่นนั้นทำให้คามิวน้อยที่นอนหลับมาพอสมควรแล้วรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา อาการไข้ที่รุมเร้าเริ่มบรรเทาลงไปบ้างแล้วแต่เพราะยาลดไข้ยังออกฤทธิ์อยู่จึงยังงัวเงียตื่นไม่เต็มที่นัก เด็กอายุแค่สามขวบลงได้นอนหลับแล้วมักจะปลุกตื่นยาก ยกเว้นนอนจนอิ่มแล้วเท่านั้น คามิวน้อยเองก็ไม่มีการยกเว้นเช่นกัน

ดวงตาสีฟ้าใสแจ๋วของสาวน้อยคนหนึ่ง กำลังจ้องมองภาพเด็กตัวเล็กกว่าตนเอง ซึ่งกำลังนอนซุกกายอยู่บนที่นอนนุ่มมุมห้องทำงานของจอมเวทสาวแห่งราชสำนัก เด็กที่อยู่บนที่นอนเล็กๆนั้นช่างเหมือนตุ๊กตาเสียจนต้องเดินเข้าไปจ้องใกล้ๆ
“หน้าตอนหลับก็งั้นๆไม่น่ารักเท่าของเล่นที่เสด็จพ่อหามาให้หรอกน่า แต่ผมดำๆแบบนี้เหมือนอีตาอัศวินสูงโย่งคนนั้นไม่มีผิดเลย เป็นใครกันนะ?”
สาวน้อยอายุประมาณห้าขวบทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ราวกับกำลังใช้ความคิดหนัก เส้นผมยาวสีทองอร่ามถูกพี่เลี้ยงมัดรวบไว้แต่มันก็หลุดลุ่ยเพราะความซนที่เกินพิกัดของเธอ ดวงตากลมโตสีฟ้าสดใสบนใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักแต่ค่อนข้างมอมแมมนั้น เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชุดที่เธอสวมใส่ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดีแบบที่คนธรรมดาสามัญไม่มีปัญญาซื้อหามาใส่ได้ บ่งบอกชัดเจนว่าต้องเป็นลูกผู้ดีระดับขุนนางชั้นสูงหรือไม่ก็ต้องพวกเชื้อพระวงศ์แน่นอน และวังแห่งนี้ก็มีเด็กผู้หญิงอายุประมาณนี้เพียงคนเดียว นั่นก็คือ ...เจ้าหญิงอาเรียริน่า พระธิดาของพระราชาคาร์ลอสนั่นเอง...
เจ้าหญิงอาเรียมักจะแอบมาเล่นซนในห้องของคามิลล่าเสมอ ในยามที่เธอโดนพี่เลี้ยงและแม่นมบังคับให้ทำโน่นทำนี่ที่ไม่อยากจะทำ เช่นการฝึกมารยาท เรียนดนตรี หรือไม่ก็เรียนหนังสือ เรียกว่าที่นี่คือที่ซ่อนลับอันแสนปลอดภัยของเธอเลยก็ว่าได้ เพราะคามิลล่ามักจะไม่ค่อยอยู่ในห้อง และไม่มีใครกล้าเข้ามาค้นในห้องของจอมเวทสาวผู้เก่งกาจโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย ถึงแม้เจ้าของห้องจะมาพบเข้าก็มักจะไม่ว่าอะไร แถมยังมีน้ำใจหาขนมนมเนยมาต้อนรับเป็นประจำ เจ้าหญิงอาเรียจึงค่อนข้างติดจอมเวทสาวคนนี้มากกว่าพี่เลี้ยงของตนเอง
แต่มาระยะหลังๆนี้ดูเหมือนคามิลล่าจะไม่มีเวลาให้เธอเลย จะมาหาที่นี่ก็ทำได้ยากเย็นเหลือเกินเพราะดูเหมือนคนในหอจอมเวทจะพลุกพล่านเมากขึ้น แถมยังมีการกางข่ายอาคมป้องกันเอาไว้ ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนั้นสักนิด ดูอย่างวันนี้สิ กว่าจะลอบเข้ามาได้ก็ลำบากแทบตาย ยังดีนะที่อีตาอัศวินตัวโย่งคนนั้นเพิ่งออกไปก็เลยได้โอกาสมุดเข้ามาในนี้ กะว่าจะมาหาที่พักเสียหน่อยก็ดันมาเจอของแปลกเข้าอีกจนได้
ขณะกำลังจ้องมองเพลินๆ ร่างเล็กๆบนฟูกก็ลืมตาขึ้นมามองพอดี ดวงตาสีทองที่เหมือนกับจอมเวทสาวสบเข้ากับดวงตาสีฟ้าของผู้บุกรุกเข้าอย่างจัง แต่กลับไม่มีอาการตกใจเพราะดูเหมือนจะยังงัวเงียอยู่ เลยทำเพียงแค่กระพริบตาปริบๆ ...ฝ่ายที่ตกใจเลยกลายเป็นเจ้าหญิงอาเรียเสียเอง...
“มาหาท่านแม่เหรอฮับ?” เจ้าตัวเล็กค่อยๆลุกขึ้นนั่งพลางมองผู้มาเยือนที่ตัวโตกว่า “ท่านแม่ไปทำงาน เดี๋ยวก็มาฮับ”
“เจ้าเป็นใครน่ะ? ใครเป็นท่านแม่ของเจ้า? มาอยู่ในห้องนี้ได้ยังไงกัน?” คำถามรัวเป็นชุดจากปากเด็กหญิงที่อายุมากกว่าทำให้คามิวน้อยงงไปครู่ใหญ่ๆ “ไม่ได้ยินที่ข้าถามรึไง?”
“นั่นลูกชายหม่อมฉันเองเพคะ” ก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้นเพราะความก้าวร้าวของเจ้าหญิงอาเรีย เจ้าของห้องก็เดินกลับเข้ามา “เพิ่งเจอกันครั้งแรก หม่อมฉันขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือคามิว ลูกชายของหม่อมฉันกับคริสโตเฟอร์เพคะ”
“ท่านแม่ ทำงานเสร็จแล้วเหรอฮับ?” คามิวน้อยยิ้มให้มารดาของตนพลางอ้าแขนออก เป็นการออดอ้อนให้กอดเหมือนที่เคยทำอยู่เป็นประจำ “ท่านแม่ เหนื่อยมั้ย?”
แต่วันนี้มันอาจจะผิดกาลเทศะไปสักหน่อย เพราะสำหรับเจ้าหญิงอาเรียที่ขาดพระมารดาแล้ว มันช่างเป็นอะไรที่ดูขัดหูขัดตาจนทนไม่ไหว ดวงตาสีฟ้าใสเริ่มมีแววขุ่นมัวด้วยความริษยาและขุ่นเคือง อารมณ์โมโหมันไวกว่าความคิดเพราะเด็กห้าขวบคงจะไม่มัวคิดเรื่องความถูกต้องให้รกสมอง ดังนั้นมือน้อยๆของเจ้าหญิงเอาเรียจึงเอื้อมไปผลักคามิวน้อยกลิ้งตกจากที่นอนทันที โดยที่คามิลล่าไม่ทันได้ระวัง
เจ้าตัวเล็กกลิ้งลงมานอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้น ทั้งๆที่หัวกระแทกพื้นดังโปีกจนปูดเห็นได้ชัดแต่ก็ไม่ได้ร้องไห้โยเย เพียงแต่ทำหน้าเบ้คลำหัวตัวเองป้อยๆด้วยความเจ็บ คามิวน้อยเงยหน้าขึ้นมองผู้ทำร้ายตนเองแวบหนึ่งก่อนจะหันไปมองมารดาราวกับจะหาที่พึ่ง คามิลล่าเพียงแค่ส่งยิ้มชื่นชมให้ลูกชายเป็นรางวัลของความเข้มแข็ง แต่ตอนนี้เธอคงต้องจัดการอะไรกับความก้าวร้าวที่ดูจะรุนแรงเกินไปของเจ้าหญิงอาเรียสักหน่อย

"เจ้าหญิงอาเรีย ทำแบบนั้นไม่ดีนะเพคะ” จอมเวทสาวส่งเสียงเข้มเป็นเชิงตำหนิ เห็นได้ชัดว่าสาวน้อยสูงศักดิ์ตรงหน้าเริ่มหน้างอง้ำด้วยความไม่พอใจ “คามิวอายุน้อยกว่าฝ่าบาท เขายังเด็กร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง สู้ฝ่าบาทไม่ได้หรอกเพคะ เพราะฉะนั้นการรังแกน้องที่เล็กกว่าตัวเอง หม่อมฉันคิดว่าคนที่มีศักดิ์เป็นพี่สาวเขาไม่ทำกันนะเพคะ”
แม้จะเป็นการตำหนิแต่ทว่ารอยยิ้มของคามิลล่าและการพูดเน้นคำว่าพี่สาว ทำให้เจ้าหญิงอาเรียรู้สึกดีใจอย่างประหลาด สำหรับเด็กหญิงตัวเล็กๆที่ถูกแวดล้อมด้วยผู้ใหญ่ที่มาคอยเอาใจแบบทูลหัวทูลเกล้าไปเสียทุกอย่างนั้น ใช่ว่าจะมีความอบอุ่นเสมอไป เพราะบางครั้งมันหาความจริงใจไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ผิดกับจอมเวทสาวคนนี้ที่มีอะไรบางอย่างต่างจากคนอื่นๆ พอเจ้าหญิงอาเรียซนเธอก็จะดุว่าราวกับมารดาสอนลูก เวลาเศร้าก็จะปลอบโยน เวลาดื้อก็มักจะสอนสั่งด้วยเหตุผล สิ่งเหล่านี้คือความรู้สึกที่บรรดาพี่เลี้ยงและแม่นมซึ่งเห็นเจ้าหญิงอาเรียเป็นประหนึ่งเจ้าชีวิตไม่เคยที่จะกล้ามอบให้
“งั้นถ้าเราช่วยดูแลน้อง เจ้าจะให้เราเข้ามาเล่นที่นี่ด้วยคนได้ไหม?” สาวน้อยเริ่มหน้าเสียเพราะสำนึกผิดที่พลั้งมือทำร้ายเด็กที่เล็กกว่า แถมเจ้าเปี๊ยกนั่นก็ดูท่าทางจะอ่อนแอจริงๆซะด้วย
“หม่อมฉันรู้ว่าฝ่าบาทเหงา แต่การหนีเรียนมาเล่นซนแบบนี้ก็ไม่เหมาะไม่ควรนะเพคะ แต่ถ้าฝ่าบาทเรียนหนังสือกับพระอาจารย์เสร็จเรียบร้อยแล้วละก็ หม่อมฉันก็ยินดีให้มาเล่นที่นี่ได้ทุกเมื่อ”
“ตกลง เราจะเรียนกับพระอาจารย์ แต่ว่าขอเรียนที่ห้องนี้นะ ให้ลูกชายเจ้าเรียนด้วยก็ได้” เจ้าหญิงอาเรียดีใจจนออกนอกหน้าทันที ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆคามิลล่าเธอก็พอใจแล้ว “เราไม่ชอบห้องโน้น มันกว้างเกินไปน่ะ”
จอมเวทสาวพยักหน้าเป็นเชิงตกลง อย่างน้อยเธอก็ยังได้มีโอกาสคอยดูแลคามิวและควบคุมพฤติกรรมของเจ้าหญิงจอมแก่นคนนี้ไปด้วย แต่เมื่อคิดถึงเรื่องหนักใจที่จะตามมาภายหลังแล้วคามิลล่าต้องแอบถอนหายใจ เพราะแม้จะหลีกเลี่ยงการข้องเกี่ยวกับราชาคาร์ลอสได้ก็จริง ทว่าเหมือนโชคชะตาจะเจาะจงกำหนดตำแหน่งพระสหายของเจ้าหญิงรัชทายาทเอาไว้ให้คามิวไม่มีผิด ...อุตส่าห์เก็บตัวลูกชายเอาไว้ในข่ายอาคมป้องกันอย่างดีแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังหาทางมาเจอกันจนได้สิน่า...
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ห้องทำงานของคามิลล่าจึงกลายเป็นโรงเรียนอนุบาล สำหรับการศึกษาของเจ้าหญิงอาเรียและคามิว โต๊ะเก้าอี้พร้อมทั้งอุปกรณ์การเรียนพร้อมทั้งพี่เลี้ยงอีกสองคนถูกส่งมาช่วยดูแล ด้วยพระกรุณาของราชาคาร์ลอสซึ่งเหมือนจะคอยโอกาสนี้อยู่แล้ว ภาพเจ้าหญิงอาเรียนั่งเรียนหนังสืออยู่ข้างๆเจ้าตัวเล็กที่อายุแค่สามขวบเป็นสิ่งที่ใครเห็นก็ต้องพากันอมยิ้ม ที่สำคัญคือสาวน้อยที่วางตัวเป็นพี่เต็มที่นั้นเริ่มมีแก่ใจจะเรียนมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าตัวเองจะต้องสอนน้องชายตัวเล็กๆให้เขียนหนังสือให้เป็นให้ได้
ที่จริงคามิวอ่านเขียนได้ดีกว่าเจ้าหญิงอาเรียเสียอีก แต่คามิลล่าแอบสั่งห้ามไม่ให้ลูกชายของตนบอกเรื่องนี้กับคนอื่น ...โดยเฉพาะกับเจ้าหญิงอาเรีย... ขณะรับคำสั่งคามิวน้อยเอียงคอมองตาแป๋วเพราะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมท่านแม่ถึงได้สั่งแบบนั้น เพราะความฉลาดเกิดเด็กแม้ไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี ต่อหน้าเจ้าหญิงอาเรียแล้วคามิวจะคอยทำตามพี่สาวตลอด ซึ่งมันก็ทำให้สาวน้อยอายุห้าขวบภาคภูมิใจว่าเธอเก่งกว่า และเมื่อมีคู่แข่งก็ยิ่งทำให้เธอขยันที่จะเรียนรู้มากขึ้น เล่นเอาพระอาจารย์ยิ้มแก้มแทบปริ ที่ลูกศิษย์จอมแก่นซึ่งเคยต้องวิ่งไล่จับบังคับให้นั่งเรียนกลายเป็นคนละคน ที่สำคัญยังค้นพบเพชรเม็ดงามซึ่งฉายแววแห่งความเป็นอัจฉริยะตั้งแต่เล็ก อย่างคามิว ทีเอเนีย อีกคนหนึ่ง
และเรื่องนี้ก็หาได้รอดพ้นพระเนตรพระกรรณ์ของราชาคาร์ลอสไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องเรียนแต่ละวันจะถูกรายงานจากปากของพี่เลี้ยงและพระอาจารย์อย่างละเอียด …รวมทั้งเรื่องของเด็กชายตัวเล็กๆที่ฉลาดเกินเด็กคนนั้น… และมันก็ยิ่งทำให้ราชาคาร์ลอสยิ่งพึงพอใจในตัวลูกชายของอัศวินคู่บัลลังก์ของพระองค์มากขึ้นเป็นทวีคูณ ถึงแม้จะไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดแต่ก็มองดูอยู่ไกลๆยามที่เด็กทั้งสองคนมาวิ่งเล่นกันในอุทยาน ภาพพระธิดาตัวน้อยพยายามทำตัวเป็นพี่สาวลากเจ้าตัวเล็กที่ยังเดินเตาะแตะ ไปทางโน้นทีทางนี้ทีสร้างความเบิกบานใจให้พระองค์สุดบรรยาย
เวลาที่เจ้าหญิงอาเรียเดินจูงมือคามิวน้อยไปเที่ยวเล่นในที่ต่างๆ คนที่พบเห็นมักจะมองด้วยความเอ็นดูเสมอ เพราะไม่เคยมีเพื่อนเล่นในวัยใกล้เคียงกันมาก่อนเจ้าหญิงน้อยจึงพึงพอใจในพระสหายคนนี้มาก ไม่ว่าเธอจะชวนให้ทำอะไรเจ้าตัวเล็กก็มักจะตามใจและยอมให้เสมอ ถึงแม้บางวันจะไม่ได้เล่นด้วยกันเพราะคามิวเป็นไข้นอนซมก็ตาม แค่ได้อยู่ใกล้ๆสองแม่ลูกนี้ก็พอใจแล้ว จนกระทั่งมาแอบได้ยินความจริงจากปากของพระอาจารย์และพี่เลี้ยง ที่กำลังรายงานความเก่งกาจของคามิวให้เสด็จพ่อของเธอฟังนั่นแหละ
“เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดที่สุดเท่าที่กระหม่อมเคยพบเห็นมาพะย่ะค่ะ เรียนรู้ได้ไวทั้งอ่านเขียนจนตอนนี้ก้าวหน้าเกินเจ้าหญิงอาเรียไปไกลโข แต่ก็ไม่เคยแสดงอะไรที่เป็นการข้ามหน้าข้ามตาพระธิดาของฝ่าบาท” พระอาจารย์ประจำราชสำนักรายงานด้วยความชื่นชมแบบไม่ปิดบัง เพราะลูกศิษย์ตัวน้อยคนนั้นเข้าขั้นอัจฉริยะจริงๆ “กระหม่อมคิดว่า อนาคตของเขาต้องรุ่งโรจน์แน่นอน จะเสียก็เพียงแค่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนักพะย่ะค่ะ”
“ท่านคามิวเลี้ยงง่ายไม่โยเยเลยเพคะ ถึงจะเป็นเด็กอายุแค่สามขวบแต่ก็พูดจารู้เรื่อง” พี่เลี้ยงสาวชื่นชมเจ้าตัวเล็กจนออกนอกหน้าเช่นกัน เพราะได้เห็นความน่ารักของหนูน้อยมากขึ้นเรื่อยๆจนแทบกลายเป็นขวัญใจของทุกคนในวังไปแล้ว “น่ารักน่าเอ็นดู เวลาอยู่กับเจ้าหญิงอาเรียก็ยอมเอาใจเธอไปเสียทุกอย่าง จนตอนนี้กลายเป็นพระสหายคนสนิทไปแล้วละเพคะ”
“คงเพราะท่านคามิลล่าสั่งเอาไว้ให้คอยตามใจเจ้าหญิง กระหม่อมยังต้องกลั้นหัวเราะแทบตายตอนที่เห็นเจ้าหญิงพยายามสอนให้เจ้าตัวเล็กเขียนหนังสือ เพราะที่จริงคามิวเขียนได้ดีกว่าเสียอีกพะย่ะค่ะ” พระอาจารย์ยังชมไม่ขาดปากเมื่อนึกถึงภาพหน้าซื่อๆตาใสๆของคามิวน้อย ที่พยายามแสร้งทำเป็นไม่เก่งตามที่มารดาสั่งไว้ “ฝ่าบาทน่าจะได้เห็นเองว่ามันดูน่ารักน่าชังขนาดไหน”
ทนฟังได้เพียงแค่นั้นความโกรธที่ถูกหลอกก็ปะทุจนทะลุจุดอดกลั้น เจ้าหญิงจอมแก่นวิ่งตื๋อตรงไปที่หอคอยจอมเวทซึ่งคามิวน้อยนอนพักอยู่ทันที อุตส่าห์เห็นว่าเป็นน้อง พยายามเรียนรู้และคอยสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้ ทั้งๆที่เป็นเพื่อนกันแล้วแท้ๆแต่มาหลอกกันแบบนี้ ทำให้เจ้าหญิงจอมแก่นอายุห้าขวบรู้สึกเสียหน้า แถมยังน้อยใจที่บรรดาพระอาจารย์และพี่เลี้ยงยังหันไปชมเชยเจ้าเปี๊ยกคนนั้นกันหมดไม่เว้นแม้แต่พระบิดาของตนเอง ...เจ้าตัวเล็กนั่นมีทั้งพ่อทั้งแม่คอยให้ความรักอยู่แล้วแท้ๆทำไมถึงต้องมาแย่งเอาความสนใจของทุกคนไปอีก แบบนี้มันยอมไม่ได้แล้ว...
เจ้าหญิงน้อยเดินเข้าหอจอมเวทอย่างสะดวกเพราะมาเป็นประจำ ทุกคนจึงไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ ทั้งๆที่ตอนนี้สีหน้าของเจ้าหญิงอาเรียบูดบึ้งถึงที่สุด หากเป็นคนใกล้ชิดจะรู้ได้ทันทีว่าพายุกำลังจะกระหน่ำแล้ว และเป้าหมายของพายุลูกนี้ก็คือคามิวน้อยที่กำลังนอนซมเพราะพิษไข้อยู่นั่นเอง
“คามิว ไปเล่นกันเถอะ” เจ้าหญิงอาเรียร้องสั่งทั้งๆที่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังไม่สบายด้วยไข้สูง แต่อารมณ์อยากแก้แค้นมันอยู่เหนือกว่าความสงสารเสียแล้ว “ไปเล่นกับเราเดี๋ยวนี้ นี่เป็นคำสั่ง”
คามิวจำใจต้องผยุงกายลุกขึ้นและเดินตามการลากจูงของเจ้าหญิงอาเรียไปอย่างเพลียๆ เพราะท่านแม่สั่งไว้ว่ากับพี่สาวคนนี้แล้วพยายามอย่าไปขัดใจเธอจะดีที่สุด โดนลากถูลู่ถูกังมาพักใหญ่จนทะลุออกมาในอุทยานด้านหลังที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย พร้อมทั้งมีเนินเขาลูกย่อมๆที่ดูสูงมากสำหรับเด็กตัวเล็กๆอย่างคามิว อุทยานแห่งนี้กว้างขวางและมีไม้พุ่มสูงๆปลูกไว้มากมายชวนให้หลงทางได้ง่ายๆหากไม่ระวัง
“เห็นดอกไม้ตรงนั้นไหม? ไปเก็บให้เราทีสิ” มือน้อยๆชี้ตรงไปยังพุ่มไม้ดอกสีแดงที่งอกงามอยู่บนยอดเนินสูงเกินกว่าที่เด็กสามขวบจะปีนขึ้นไปได้ “ถ้าเจ้าไม่เก็บมาให้เราละก็ เราจะไม่ยกโทษที่เจ้าโกหกหลอกลวง และเราก็จะสั่งลงโทษทั้งเจ้าและท่านแม่ของเจ้าด้วย”
“ถ้าคามิวไปเก็บให้ จะไม่ทำอะไรท่านแม่ใช่ไหมฮับ?” เจ้าตัวเล็กหน้าตื่นเพราะตกใจที่โดนจับผิด แต่ที่ดูจะกังวลมากที่สุดก็คำพูดที่ว่าจะสั่งลงโทษท่านแม่สุดที่รักนั่นแหละ “งั้นคามิวจะปีนไปเก็บให้ฮับ”
พูดจบปุ๊บเจ้าตัวเล็กที่กำลังป่วยก็ตั้งหน้าตั้งตาปีนขึ้นเนินที่สูงกว่าหัวของตนไปหลายช่วงตัว แม้จะลื่นไถลตกลงมาจนถลอกปอกเปิกหลายครั้งก็ยังคงพยายามปีนต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ท่ามกลางสายตาสะใจของเจ้าหญิงอาเรีย แต่เมื่อคามิวเริ่มปีนสูงขึ้นไปเรื่อยๆและทำท่าจะพลัดตกลงมาอย่างน่าหวาดเสียว ความสะใจก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นความหวาดกลัว จากที่เคยร้องเชียร์ให้รีบๆปีนขึ้นไปกลับเป็นตรงข้ามแทน
“เราไม่เอาดอกไม้แล้ว รีบลงมาเร็วๆเข้า!" เสียงเล็กๆร้องสั่งอย่างร้อนรน ตอนนี้หัวใจดวงน้อยๆของเจ้าหญิงอาเรียเริ่มมีความหวาดกลัวเกาะกุม ...ทั้งกลัวความผิดที่ไปแกล้งคนป่วยและกลัวเจ้าตัวเล็กจะบาดเจ็บหนักเพราะการกลั่นแกล้งของเธอ...
แต่ทั้งที่พยายามร้องห้ามคอแทบแตกแต่ดูเหมือนคามิวที่อยู่สูงขึ้นไปจะไม่ได้ยิน เพราะหนูผมดำยังคงตั้งหน้าตั้งตาปีนป่ายขึ้นไปไม่หยุด ถึงจะเมื่อยจะเจ็บจนอยากร้องไห้ก็ตามที แต่เรื่องนี้จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้เพื่อท่านแม่ของเขาจะได้ไม่โดนลงโทษ และที่สำคัญช่อดอกไม้ที่เป็นเป้าหมายก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วด้วย ...ขอเพียงแค่เหยียดแขนออกไปคว้าไว้ความผิดทั้งหมดก็จะได้รับการอภัยแล้ว...
ควับบบ…!! พรืดดด…!! กรี๊ดดด…!!
พริบตาที่คามิวน้อยคว้าช่อดอกไม้เอาไว้ในกำมือ ขาเล็กๆที่เหยียบยันร่างให้ทรงตัวอยู่ก็เกิดลื่นไถล ผนวกกับพิษไข้ที่ทำให้อ่อนแรงอยู่แล้วจึงฝืนเกาะแง่หินต่อไปไม่ไหว ร่างเล็กๆจึงร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดินตรงหน้าเจ้าหญิงอาเรียอย่างแรง ดวงตาสีทองของคามิวน้อยเบิกโพลงด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วร่าง ปากเล็กๆอ้าค้างหากแต่ไร้เสียงร้องครวญคราง ทว่ามือของเขายังคงกำช่อดอกไม้เอาไว้แน่นราวกับเป็นของสำคัญกว่าชีวิต
ภาพสุดท้ายที่คามิวยังจำได้ติดตาก็คือ ท้องฟ้าสีครามเจิดจ้าดุจเดียวกับดวงตาที่กำลังจ้องมองลงมาอย่างตื่นตระหนก เธอคนนั้นกำลังร่ำร้องอะไรบางอย่าง แต่เหมือนกับว่าประสาทสัมผัสของคามิวถูกตัดขาดไปเสียแล้ว ไม่ได้ยินเสียง ไม่รับรู้สิ่งอื่นใด นอกจากความเจ็บร้าวที่กำลังจู่โจมจนแทบหายใจไม่ออก ลมหายใจเริ่มติดขัดมากขึ้นจนไม่สามารถประคองสติเอาไว้ได้ ...จนกระทั่งทุกสิ่งดับวูบไป ปลดปล่อยคามิวน้อยจากความเจ็บปวดทรมาน...

"คามิว!! คามิว!! อย่าเป็นอะไรไปนะ เราจะรีบไปตามคนมาช่วย” เจ้าหญิงอาเรียตกใจสุดขีดเมื่อเห็นพระสหายของเธอแน่นิ่งไปแล้ว เจ้าหญิงน้อยรีบวิ่งอย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุดและพอจะช่วยเธอได้ “เสด็จพ่อ ช่วยด้วย เสด็จพ่อ”
ห้องทรงงานที่เจ้าหญิงอาเรียไม่เคยอยากจะเหยียบย่างเข้าไป แต่บัดนี้ดูเหมือนมันจะเป็นเพียงที่เดียวซึ่งจะเป็นพี่พึ่งของเธอได้ ราชาคาร์ลอสเงยหน้าจากกองเอกสารทั้งหลายแหล่มามองพระธิดาของพระองค์ เพียงแค่แวบแรกที่เห็นราชาคาร์ลอสก็รีบถลันพรวดเข้าไปหาทันที เพราะแม้เด็กหญิงตัวเล็กๆจะดูมอมแมมไม่ต่างจากทุกวัน แต่ทว่าวันนี้ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ร่างเล็กๆนั้นโผเข้าหาพระบิดาเหมือนจะหาที่ยึดเหนี่ยวและตอนนี้เธอกำลังร้องไห้อย่างหนัก ไม่ว่าจะถามอะไรก็เอาแต่สะอึกสะอื้นเหมือนจะเสียขวัญด้วยเรื่องร้ายแรงอะไรสักอย่าง
“อาเรีย! เป็นอะไรไป? ใครทำอะไรลูกงั้นหรือ?” ราชาหนุ่มใหญ่กอดพระธิดาสุดที่รักเอาไว้พลางสอบถามอย่างร้อนรน “บอกพ่อมาสิ ใครบังอาจทำอะไรให้ลูกเสียใจงั้นหรือ?”
“คามิว… ฮือออ…” ตั้งแต่เกิดมาเจ้าหญิงอาเรียไม่เคยร้องไห้มากมายขนาดนี้มาก่อน “คามิวจะตายแล้ว เสด็จพ่อไปช่วยที ฮือออ…”
“อะไรนะ? คามิวลูกชายคริสโตเฟอร์น่ะเหรอ? เกิดอะไรขึ้น?” พระองค์ยิ่งตกใจเป็นสองเท่าเมื่อได้ยินคำว่าตายจากปากพระธิดาน้อย “บอกพ่อมาสิอาเรีย คามิวเป็นอะไรไป?”
“คามิว… ตกลงมา… ไม่ขยับแล้วเพคะ ฮือออ” คำพูดกระท่อนกระแท่นจากการสะอึกสะอื้นจนตัวโยน ฟังดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ “เสด็จพ่อ รีบไปช่วยคามิวเร็วๆ ฮือออ”
“เซบาสเตียน รีบไปบอกคริสโตเฟอร์กับท่านจอมเวทว่าเกิดเรื่องกับลูกชายพวกเขา แล้วก็ให้รีบตามมาเร็วที่สุดนะ ทหารไปตามแพทย์หลวงมา ไปสั่งให้เตรียมห้องพยาบาลเอาไว้ให้พร้อมด้วย”
สั่งการเสร็จ ราชาคาร์ลอสก็รีบตรงไปตามทิศทางที่พระธิดาในอ้อมแขนของพระองค์บอกทันที ครู่ใหญ่ๆก็มาถึงเนินเขาลูกย่อมๆในอุทยานและได้พบกับร่างเด็กน้อยที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าหญิงอาเรียยิ่งร้องไห้หนักกว่าเก่า ...ก็เพราะตอนนี้เจ้าตัวเล็กมีเลือดไหลออกมา เพิ่มดีกรีความสาหัสน่าใจหายให้มากยิ่งขึ้นไปอีก...
เพียงแค่มองดูที่เกิดเหตุ ราชาคาร์ลอสก็สามารถเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ต้นเหตุของเรื่องนี้คงมาจากพระธิดาจอมแก่นของพระองค์นี่เอง และที่เกเรเช่นนี้คงเพราะมาแอบได้ยินการรายงานของเหล่าอาจารย์และพี่เลี้ยง เลยเกิดอาการอิจฉาขั้นรุนแรงจึงกลั่นแกล้งเพราะความโมโห แต่มันคงจะเลยเถิดเกินไปจนเกิดอันตรายที่น่ากลัวเช่นนี้
ไม่นานนักทั้งคามิลล่าและคริสโตเฟอร์ก็มาถึง จอมเวทสาวตกตะลึงถึงขั้นหน้าถอดสีกับสภาพลูกชายของเธอไปครู่หนึ่ง พอตั้งสติได้เพราะเสียงร้องเรียกให้รีบมาดูอาการลูกของคริสโตเฟอร์ คามิลล่าจึงรีบเข้าไปดูอาการของคามิวน้อยที่สลบหมดสติทันที และค่อยใจชื้นขึ้นบ้างเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเล็กยังคงมีลมหายใจอยู่ มือสั่นๆลูบไล้จับต้องไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อดูว่ามีกระดูกส่วนไหนหักหรือไม่
อาจจะเป็นโชคดีในโชคร้ายที่เนินเขาสูงในความคิดของเด็กๆนั้นไม่ได้สูงมากมายอะไร และพื้นดินตรงนั้นก็อ่อนนุ่มพอสมควร คามิวน้อยจึงแค่กระทบกระเทือนแต่ไม่มีส่วนใดบุบสลายมากนัก ที่มีเลือดออกก็เพราะครูดกับแง่หินตอนตกลงมานั่นเอง คามิลล่าพยายามรักษาบาดแผลถลอกต่างๆให้ลูกชาย ...แต่กลับพบว่าเวทมนตร์ของเธอนั้นใช้ไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิง... สร้างความแปลกใจและตกใจให้กับทั้งตัวเธอ คริสโตเฟอร์และราชาคาร์ลอสเป็นอย่างยิ่ง
“ร่างกายลูกชายพวกเจ้าต่อต้านเวทมนตร์ด้วยรึนี่?” ประกายตาของราชาคาร์ลอสวาววับราวกับได้ค้นพบสิ่งสำคัญยิ่งยวดเข้าแล้ว “พาเขาไปรักษาเร็วเข้าเถอะ ฉันสั่งแพทย์หลวงให้เตรียมห้องพยาบาลเอาไว้แล้ว พวกเจ้าไม่ต้องห่วง เรื่องนี้จะถูกปิดเป็นความลับสุดยอด”
ร่างอ่อนปวกเปียกของคามิวน้อยถูกอุ้มเข้าไปในห้องพยาบาล ซึ่งมีเพียงแพทย์หลวงและคามิลล่าเท่านั้นที่ตามเข้าไปด้วย การรักษาบาดแผลภายนอกด้วยยาสมุนไพรถูกกระทำอย่างรีบด่วน ส่วนรอยฟกช้ำทั้งหลายโดยเฉพาะด้านหลังที่ตกกระแทกพื้นนั้นคงต้องคอยประคบให้ทุเลาลงไปเอง จอมเวทสาวค่อยคลายใจลงไปนิดหน่อยเพราะถึงจะตกลงมาสูงแต่กระดูกไม่หัก และอวัยวะภายในและสมองเพียงแค่กระทบกระเทือนแต่ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ทว่า...
“แค่ก… แค่ก… แค่ก…” เจ้าตัวเล็กไอหนักเพราะปอดช้ำ ประกอบกับร่างกายอ่อนแออยู่แล้วอาการที่ว่าไม่หนัก จึงทำท่าจะทรุดลงไปอีก “ท่าน…แม่ คามิว… หายใจ…ไม่…ออก”
ปอดที่ช้ำเพราะแรงกระแทกคงมีของเหลวคั่งอยู่ค่อนข้างมากทำให้คามิวน้อยหายใจลำบาก คามิลล่าจำต้องตัดสินใจอย่างรีบด่วนเพื่อรักษาชีวิตของลูกน้อย เธอขออนุญาตราชาคาร์ลอสเป็นกรณีพิเศษเพื่อนำตัวคามิวไปรักษายังราเชลเมืองแห่งปราชญ์ ที่แห่งนั้นมีบ่อน้ำแร่สารพัดประโยชน์ของสถานพยาบาลอันเลื่องชื่อ อีกทั้งยังมีอาจารย์จอมเวทผู้เป็นคนสั่งสอนศาสตร์เล่นแร่แปรธาตุชั้นสูง หากไปปรึกษาก็อาจจะหาทางรักษาชีวิตเด็กคนนี้ไว้ได้
“ฉันอนุญาต รีบพาเขาไปที่ราเชลเถอะ” ราชาคาร์ลอสไม่ขัดข้องใดๆแถมยังเร่งให้คามิลล่ารีบพาคามิวน้อยไปรักษาโดยด่วน “อย่าปล่อยให้เด็กคนนี้เป็นอะไรไปเด็ดขาด รักษาเขาให้หายแล้วรีบกลับมาก็แล้วกัน”
หลังจากคามิลล่าพาคามิวและคริสโตเฟอร์ไปยังราเชลด้วยเวทเดินทางแล้ว ราชาหนุ่มใหญ่ก็หันมาหาพระธิดาของพระองค์ เจ้าหญิงอาเรียยังคงร้องไห้ไม่หยุดจนดวงตาสีฟ้าสดใสเริ่มแดงก่ำช้ำชอก ที่จริงอยากจะจับมาทำโทษฐานซนไม่เข้าเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเห็นสภาพเสียขวัญของลูกสาวแล้วก็ทำไม่ลง จึงได้แต่อุ้มมากอดไว้พลางพูดปลอบใจให้คลายความเศร้า
“ลูกไปทำอะไรน้องเข้าล่ะ บอกพ่อได้ไหม?” แม้จะพอเดาได้ว่าสาเหตุคืออะไร แต่ก็ยังอยากจะได้ยินจากปากคนทำผิด “ลูกเป็นเจ้าหญิงรัชทายาท กล้าทำก็ต้องกล้ารับสิ บอกพ่อมาเถอะ”
“ฮือออ… ลูกได้ยินทุกคนพูดถึงคามิว ก็เลยโกรธที่เขาหลอกลวง แต่ลูกไม่ได้คิดจะทำให้คามิวเจ็บขนาดนั้น” สาวน้อยยังคงสะอื้นไม่หยุด สำนึกเสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำกับเด็กที่เล็กกว่าตัวเองอย่างหนัก “คามิวจะไม่ตายใช่ไหมเพคะ ถ้าเขากลับมาลูกจะไปขอโทษเขา”
“สำนึกผิดแบบนี้ก็ดีแล้ว แต่ยังไงพ่อก็ต้องลงโทษในสิ่งที่ลูกทำลงไป” ผิดก็คือผิด แม้หัวใจคนเป็นพ่อจะไม่อยากทำโทษลูกสาวสุดที่รัก แต่เพราะความเป็นราชนิกุลที่จะต้องดูแลประชาราษฎร์อีกมากมาย จึงจำเป็นต้องยึดถือความเที่ยงธรรมเป็นหลัก “พ่อจะกักบริเวณลูกให้อยู่แต่ในห้องจนกว่าคามิวจะกลับมา พอเขากลับมาลูกต้องไปคอยดูแลน้องจนกว่าเขาจะหายดี ตกลงไหม?”
“เพคะ เสด็จพ่อ” สาวน้อยพยักหน้ายอมรับโดยดี ยังไงเสียช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเล่นด้วยกันมันก็สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นมาแล้ว “ลูกคิดถึงคามิว อยากให้เขากลับมาเร็วๆเพคะ”
ราชาคาร์ลอสยิ้มให้พระธิดาสุดที่รัก เพราะภายหลังจากที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาเจ้าหญิงอาเรียดูจะว่าง่ายขึ้น หากเธอดื้อขึ้นมาครั้งใดละก็เพียงแค่เอาเรื่องปลดคามิวจากการเป็นพระสหายมาขู่ เจ้าหญิงจอมแก่นเป็นต้องยอมลงให้เสียทุกครั้งไป และที่สำคัญ การที่คามิวน้อยบาดเจ็บหนักในครั้งนี้กลับกลายเป็นผลดีต่อชีวิตของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะการไปราเชลในครั้งนั้นช่วยเพิ่มพลังชีวิตอันอ่อนแรงของเขาให้เข้มแข็งขึ้น เนื่องจากที่บ่อน้ำแร่ของราเชลเป็นจุดที่มีธาตุแสงเข้มข้นที่สุดนั่นเอง
…เรื่องราวหลังจากเด็กทั้งสองได้พบกันยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย ทั้งสุขทั้งทุกข์ เจ็บปวดและรื่นรมย์ แม้คามิลล่าและคริสโตเฟอร์พยายามหาทางให้คามิว หลีกหนีให้ห่างจากอนาคตที่ราชาคาร์ลอสเป็นผู้วางไว้ให้ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ายิ่งหนีก็ยิ่งต้องเจอ ยิ่งห่างก็ยิ่งเข้าหา ทว่าอนาคตข้างหน้าเป็นสิ่งที่ไร้ความแน่นอนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากมีความพยายาม นอกจากพระเจ้าแล้วใครเล่าจะรู้ว่ามันจะลงเอยเช่นไร…
**++**++**
เจ้าหญิงอาเรียร้ายเนอะ เขียนเองยังอยากจับตีก้นเลยอ่ะ แต่เด็กสปอยมักจะเป็นแบบนี้ใช่มั้ยคะ?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #6066 แมว (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 1 กันยายน 2556 / 19:04
    เราไม่ชอบอาเรียเลยอ่ะ เหมือนเจ๊แกจะกินเด็กยังไงไม่รู้
    #6,066
    0
  2. #6029 พิม (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 / 22:03
    ยิ่งอ่านยิ่งไม่ชอบอาเรีย
    พอมาตอนพิเศษ จากไม่ชอบกลายเป็นเกลียดไปเลย
    ผู้หญิงอะไร เอาแต่ใจ น่ารำคาญ เห็นแก่ตัว
    มาอ่านตอนนี้เรากลับคิดว่า ที่แท้ก็นิสัยแย่แต่เด็ก
    พอโตมาแทนที่จะสำนึก ปรับปรุงตัวดีขึ้นบ้าง
    นี่อะไร เลวร้ายซะยิ่งกว่าตอนเด็กอีก
    เด็กยังพอให้อภัย แต่พฤติกรรมตอนโตนี่ไม่ไหวจะเคลียร์
    ทั้งเป็นตัวถ่วง เห็นแก่ตัว น่ารำคาญเป็นที่สุด

    ความเห็นส่วนตัวค่ะ ใครชอบอาเรียก็ไม่ว่ากัน
    ส่วนตัวเรา ถ้าอาเรียเป็นนางเอกจริง จะเสียดายคามิวมากๆ
    ไม่ได้คู่ควรกันเลยสักนิด อิกนีสยังจะรับได้มากกว่า
    แต่ก็คงต้องขึ้นอยู่กับไรท์เตอร์
    ส่วนเราตอนไหนมีอาเรียก็อาศัยอ่านข้ามๆ ไป ไม่งั้นปรี๊ดทุกที เฮ้อ





    #6,029
    0
  3. #6022 ~น้ำค้าง~ (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 10 เมษายน 2556 / 15:05
    ยิ่งอ่านยิ่งอวยอิกนีส... ไม่ค่อยอยากให้อาเรียเป็นนางเอกเลย..(หรือว่าไม่ได้เป็น!!)
    #6,022
    0
  4. #6015 white-angel (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 เมษายน 2556 / 15:54
    ไม่เอาเจ้าหญิงอาเรียเป็นนางเอกได้มั้ยอ่ะ = =;;



    พออ่านไปๆมาๆไม่ค่อยชอบคุณเธอเลยอ่ะ  =3=
    #6,015
    0
  5. #5999 นักอ่าน...lnwcool (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 12 มีนาคม 2556 / 02:21
    แก่นๆมีสีสันนะเราก็ชอบ..แต่อาเรียมากเกินไปจนเราเกลียด!


    เบื่อมากกกรำคาญและดูเอาแต่ใจมากเกินไป..
    #5,999
    0
  6. #5916 kimki_love (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2555 / 22:57
    ตอนแรกก็รำคาญอาเรียอยู่แล้วยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่านางน่ารำคาญมาก.......
    เกลียดขีัหน้าแบบไม่ค่อยเบาๆ.____.
    แอบรู้สึกว่าพระราชาเจ้ากี้เจ้าการไปแบบไม่หน่อย
    ไม่ชอบพ่อลูกคู่นี้เอาซะเลยแย่จริง......

    จริงๆแอบอยากให้อิกนีสเป็นนางเอกอยู่555555555
    คามิวน่ารักกกกกกกกกก<3
    #5,916
    0
  7. #5789 KamiNoDeshi (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 23 เมษายน 2555 / 18:21

    ก็เข้าใจอยู่อ่า ยังไงเด็กก็เหงาเป็น  ขนาดโตๆแล้วอย่างพวกเรายังเหงาใจเลยT^T

    #5,789
    0
  8. #5765 คนรักนิยายมหัศจรรย์ (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 21 มกราคม 2555 / 17:35
    ตอนนี้อ่านแล้วนํ้าตาจะไหลอีกละ
    #5,765
    0
  9. #5588 Chiara Bonaducci (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2554 / 00:56
     เราเชียร์อาเรีย

    อยากให้อาเรียเป็นนางเอก

    ชอบนางเอกแก่นๆแบบนี้ล่ะดูมีสีสันดี
    #5,588
    0
  10. #4939 ~Smile Ann! :D (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2553 / 03:32
    - -*

    เจ้าหญิงซนตั้งแต่เด็กเลยนะ

    แต่ทำไมกันนะ อยากให้เจ้าหญิงอาเรียเป็นนางเอกต่อไป

    แม้คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบเจ้าหญิงก็เหอะ

    แต่ดูๆไปดูๆมา คู่กัด เพื่อน ก็กลายมาเป็นคนรู้ใจได้นะ และก็เหมือนว่า ถ้าองหญิงมีนิสัยที่ดีขึ้น มันก็ดีนะ ดูเหมาะกันออก ^^

    คามิวก็น่ารักน่าชังตั้งแต่เด็กเลย(เลิฟ ยูนะ ฮ่าๆๆ)

    ปล.ความเห็นส่วนตัวนะคะ ^^

    สู้ต่อไปค่ะไรเตอร์ มาเม้นให้หลังจากที่เป็นนักอ่านเงาอยู่ตั้งนาน(แลดูชั่วร้ายเนอะ ฮ่าๆๆๆ)
    #4,939
    0
  11. #4649 นักฆ่าพเนจร (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 กันยายน 2553 / 19:20
    ให้อิกนิส เป็นนางเอก เลยดีไหม 555+
    #4,649
    0
  12. #4535 เงารัตติกาล (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2553 / 23:16
    ถึงไรเตอร์จะไม่ใช่พระเจ้าแต่ถ้ารู้ว่าใครเป็นนางเอกก็บอกกันนิดนึง
    #4,535
    0
  13. #3805 fin :) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2553 / 14:25
    555

    มีแต่คนไม่อยากให้อาเรียเป็นนางเอกแฮะ
    เราก็ด้วย อยากให้เป็นแค่เพื่อนสนิทมากกว่าง่ะ
    แต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นนางเอกดี
    เชียร์ไรเตอร์ให้คนอื่นเป็นนางเอก อิอิ

    คามิวตอนเด็กน่ารักจัง
    #3,805
    0
  14. #3747 toey1405 (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2553 / 16:33
    อ่านตอนนี้ยิ่งไม่ชอบเจ้าหญิงอาเรียเพิ่มขึ้นอีกจิ้ดนึง อ่านทีไรก็คิดว่าเจ้าหญิงอาเรียไม่เหมาะกับคามิวทู๊กที
    อ่านแล้ว ปึ้ด! โมโหมากๆทำอย่างงี้ได้ยังไง เอาแต่ใจเกินไปแล้ว กร๊อดดด(เสียงกัดฟัน) ความเป็นนางเอกกระเด็นไปแล้วแหละ สำหรับเราอ่ะนะ

    ป.ล.โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบเจ้าหญิงอาเรียเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าจะเอาแต่ใจเกินไปหน่อย
    ป.ล.2 ไม่ค่อยชอบนางเอกที่อายุมากกว่าเลยมีอคตินิดหน่อยอ่ะนะอย่างไปใส่ใจเลย เดี๋ยวค่อยเม้นต่อน้า
    #3,747
    0
  15. #3139 -YuToOo- (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 / 13:25
    คามิวน่ารัก.............

    มีเวลาว่างก็ช่วยอัพอีกหน่อยนะค่ะ

    ท่าทางตอนเด็ก คามิวจะช่างอ้อนน่าดู ...อิอิ
    #3,139
    0
  16. #2977 ~*>> IN (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 29 มกราคม 2553 / 19:44

    คามิวตอนเด็กๆน่ารักจัง  ~(- - ~)   

    อ่านแล้วอยากขออุ้มจัง  

    ปล. เจ้าหญิงอาเรียอ่านแล้วดุเหมือนกันนะเนี่ย

    #2,977
    0
  17. #2861 conankun (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 22 มกราคม 2553 / 12:53

    เอาใจช่วยนะไรเตอร์
    คามิวอ้อนเก่งเหมือนกันนะเนี่ย

    #2,861
    0
  18. #2395 karmdodcom (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2552 / 22:05
    กรี๊ดครับกรี๊ด คคามิวน่ารัก >< ปล. สงสารคามิวเล็กๆแฮะ
    #2,395
    0
  19. #2373 juno (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2552 / 02:47
    ไม่ชอบเจ้าหญิงอ่า เอ่ว่าแต่ใครจะเป็นนางเอกน๊า อย่าเป็นเจ้าหญิงเลย ไม่ช๊อบไม่ชอบ
    #2,373
    0
  20. #2313 yukiyuki (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2552 / 02:45
    ขอกรี๊ดด้วยคน อืมม์ขนาดว่าทำคามิวที่เป็นเด็กแค่สามขวบเจ็บ แต่ถ้าจำไม่ผิดอาเรียเคยทำคามิวแขนหักด้วยใช่ไหม ร้ายจริง ขนาดแค่ห้าขวบยังเอาเรื่องแม่คามิวมาขู่หนูคามิวเลย เรียกว่าโหดแต่เด็กเลยนิ
    แต่ยังค้างอ่ะ อยากรู้ตอนที่คามิวไปราเชลตอนเด็กอ่ะ เป็นตอนพิเศษต่อเมื่อมีโอกาสละกันน้า
    จิ้ม โหวตกันสุดๆไปเลย เชียร์ให้ได้ระดับที่ต้องการจ้า ลุ้นเป็นกำลังใจให้น้า สู้ สู้ ขอไปกอดผ้าห่มนอนก่อนนะ หนาวมากกก
    #2,313
    0
  21. #2300 pandacha (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2552 / 18:47
    หมั้นไส้อาเรียจัง มาทำร้ายคามิวน้อยได้ไงเนี่ย
    #2,300
    0
  22. #2286 Fe -[ [ RiN ! (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2552 / 17:37
    ตอนนี้ซึ้งมากค่ะ

    : ]]]]
    #2,286
    0
  23. #2278 RayGuard (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2552 / 22:17
    ปกติก็ไม่ค่อยชอบเจ้าหญิงอาเรียอยู่แล้ว

    มาอ่านภาคพิเศษ ดีกรี ความ ปรี๊ดดดดดดด ยิ่งทะลุเพดานเข้าไปใหญ่

    เหอๆ
    #2,278
    0
  24. #2275 Pop-on (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2552 / 20:55

    คามิวเปงธาตุแสงนี่เอง

    แปะปลาสเตอร์จะได้หายไว ๆ น้า
    (หน้าเจ้าหญิงอาเรีย ในความคิดเราค้า...)



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 ธันวาคม 2552 / 20:56
    #2,275
    0
  25. #2139 เนตรแห่งใจ (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2552 / 09:16

    โห  ร้ายนะเนี่ยเจ้าหญิงตัวน้อย    คามิวขี้อ้อนดีจังเลยอ่า  ชักอยากอุ้มแล้วสิ  อิอิ

    #2,139
    0