วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 103 : ทาสจำเป็น(100%) (ยังไม่ได้แก้คำผิด) +การ์ตูน แฟนอาร์ต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,544
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    2 ส.ค. 54

เรื่องด่วน  ขอแจ้งแฟนๆนิยาย 
เนื่องจากมีเวปๆหนึ่งลอกนิยายเด็กดีที่อัพเดทไป และในเวปนั้นไม่มีการป้องกันใดๆเลย  จึงจำเป็นต้องลบเนื้อหาตอนแรกๆออกเพื่อป้องกันการก๊อปปี้นะคะ  เมื่อทางเวปเด็กดีแก้ไขเหตุการณ์นี้แล้วจะนำกลับมาลงให้อ่านกันตามเดิมค่ะ
หากใครเคยอัพนิยายในช่วงสองวันนี้ลองเข้าไปดูตามลิ้งค์ค่ะ
อาจจะเจอนิยายของท่านไปโผล่ในนั้นก็ได้
http://web.zhongtai.org/dek-d.php


เครดิตจากเฟซบุคของคุณ Thospol Thummaprasand อาจารย์สอนวาดการ์ตูนที่กำลังเรียนอยู่ค่ะ
ยังมีอีกหลายตอนลองแวะไปเยี่ยมชมกันได้นะคะ 
ส่วนนิยายกำลังกระดื๊บๆ อีกนิดจะครบตอนแล้ว  ขออภัยสำหรับความล่าช้าค่ะ แหะๆ
ttp://www.facebook.com/?ref=home#!/photo.php?fbid=10150169118837295&set=a.10150155840277295.296529.682902294&type=1&pid=6454064&id=682902294

โดนซะแล้ว คามิวเอ๊ย 555+
***+++***+++***+++***

ร่างกำยำถอยกลับไปยังมุมเดิมของตนอย่างเงียบเชียบเช่นเดียวกับตอนแรก   ผ้าชิ้นเดิมถูกดึงขึ้นปิดบังใบหน้าจนเหลือแค่ดวงตาสีน้ำตาลคมกริบที่คอยจับจ้องหนุ่มน้อยซึ่งตนปักใจเชื่อว่าเป็นปีศาจร้าย   แต่สิ่งที่ได้เห็นได้สัมผัสตลอดวันที่ผ่านมานี้เริ่มสั่นคลอนความมั่นใจของนาร์อิม   จนเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ว่าหากคามิวคนนี้ไม่ใช่คนร้ายจริงๆละก็ตนจะทำเช่นไร   ถึงฝีมือการต่อสู้ของตนจะดีเลิศแค่ไหนก็ตามแต่ทว่าน้ำหนักชีวิตคนสำคัญระดับนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะรองรับด้วยกำลังของคนเพียงคนเดียวได้

“อือม์… โอย”   ขณะที่องครักษ์พิเศษกำลังคิดหนักเสียงร้องครางเบาๆจากคนที่หลับสนิทมาพักใหญ่ๆดึงให้เขาหลุดจากภวังค์   ครู่ต่อมาก็ได้เห็นว่าหนุ่มผมดำดีดตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกับสะบัดมือข้างที่ใส่กำไลอยู่ไปมา

“คามิว… อ้าว  ตื่นแล้วเหรอ   พอดีเลยรีบเตรียมตัวไปงานเลี้ยงรับรองได้แล้ว”   ก่อนที่นาร์อิมจะขยับกายเข้าไปดูอาการ จอมเวทแว่นหนาดันเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน   และคงเห็นอาการผิดปกติของหนุ่มผมดำเข้าแล้วถึงได้ถลาพรวดเดียวถึงตัวแบบนั้น   “มือเจ้าเป็นอะไรไปรึ   ส่งมาให้ข้าดูหน่อยซิ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ   แค่ระบมนิดหน่อยเท่านั้น  เดี๋ยวก็คงหาย   อึ้ก…”   คามิวเกือบหลุดเสียงร้องยามโดนรุ่นพี่แว่นหนาคว้าข้อมือไปตรวจดู

“นี่มันเกินจากคำว่าระบมแล้วนะ   กำไลวงนี้มันงอกรากจิกเข้าไปในเนื้อแล้วเห็นมั้ย  แสดงว่าเจ้าต้องแอบใช้พลังเกินตัวอีกแล้วสิเนี่ย”   จอมเวทแว่นหนาตีหน้ายุ่งใส่เจ้าหนุ่มผมดำขณะจับข้อมือข้างนั้นพลิกไปมาเพื่อดูอาการ   “จะทำยังไงกับมันดีละ”

“มันเปลี่ยนแปลงไปขนาดนั้นก็เท่ากับว่าหมดฤทธิ์ในการกักพลังไปแล้ว”   เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแทรกพร้อมกับร่างกำยำที่เดินเข้ามาใกล้เรียกสายตาสองคู่ให้หันไปมอง   เพราะนาร์อิมเป็นคนอานาโตเลียดินแดนแห่งอัญมนีอาถรรพ์ซึ่งมีใช้กันทั่วไปในอาณาจักร   จึงไม่แปลกที่เขาจะดูออกว่ากำไลวงนั้นคือมาน่าจูเวล   “ขืนยังใส่ต่อไปมันจะกัดกินแขนข้างนั้นจนใช้การไม่ได้”

“แล้วจะถอดได้ยังไง   รากมันไชเข้าไปลึกขนาดนี้แล้ว”   อาเบลเริ่มร้อนใจเมื่อได้ยินผลข้างเคียงที่ร้ายแรงของกำไล  “งั้นข้าจะรีบเดินทางไปรายงานท่านอาจารย์  เจ้ารอที่เมืองนี้ก็แล้วกันนะคามิว”

"โอ๊ย!!"   อาเบลพูดไม่ทันจบก็พบว่ากำไลกักพลังถูกถอดออกจากข้อมือรุ่นน้องของตนเรียบร้อยแล้ว   แต่จะเรียกว่าถอดก็คงไม่ถูกต้องนักเพราะองครักษ์พิเศษกระชากมันออกมาอย่างแรง   เส้นรากยาวที่ชอนไชลงไปเกือบถึงกระดูกโดนถอนอย่างไม่ปราณีจึงทำให้เนื้อบริเวณข้อมือคามิวฉีกขาดเป็นแผลลึก   เลือดทะลักออกมามากพอที่จะทำให้รุ่นพี่จอมเวทโมโหจนแทบจะเสกเวทประเคนใส่คนใจร้าย

"ไม่มีวิธีอื่นที่จะถอดมาน่าจูเวลที่งอกรากออกนอกจากวิธีนี้   ถ้ารอช้าอาจจะต้องตัดแขนทิ้งก็ได้”   นาร์อิมโยนกำไลลงชามโลหะและจุดไฟเผา   มันส่งเสียงกรีดร้องดุจปีศาจใกล้ตายก่อนจะสลายเป็นผงธุลี “เจ็บแค่นั้นนับว่ายังโชคดี ส่งมือมาสิข้าจะรักษา…"  

ทั้งที่นึกว่าจะมีแต่คามิลล่าจอมเวทอันดับหนึ่งแห่งยุคที่ใช้เวทชั้นสูงระดับนั้นได้แท้ๆแต่เป็นเรื่องผิดคาดอีกแล้ว   เพราะเจ้าหนุ่มผมดำที่เจ็บแทบตายเมื่อครู่ร่ายเวทรักษาตัวเองจนไม่เหลือแม้แต่รอยขีดข่วน   สิ่งที่ยิ่งทำให้นาร์อิมประหลาดใจมากขึ้นไปอีกก็คือภูตตัวจิ๋วที่กำลังดึงทึ้งเส้นผมสีดำสนิทเพื่อระบายอารมณ์ขุ่นมัว   และออร่าแห่งแสงสว่างอันอบอุ่นอ่อนโยนซึ่งแผ่กระจายออกจากร่างหนุ่มผมดำชัดเจนมากขึ้นไปอีก

“ถ้าเจอตาแก่ทิวลีนอีกทีข้าจะซัดให้หงายเลยคอยดูสิ”   ฟาร์ฟาร์หน้าหงิกอารมณ์เสียสุดๆกับกำไลอาถรรพ์   เพราะมันไม่เพียงแค่กักเธอไว้เท่านั้นมันยังบังอาจดูดพลังของเธออีกด้วย   “เจ้าก็เหมือนกัน ใครให้ฝืนใช้พลังเกินตัวกันหา!"  ภูตจิ๋วไม่เอ็ดเปล่ายังประเคนกำปั้นทุบลงไปบนหัวคามิวอีกหลายโป๊ก  "ข้าเลยพลอยซวยไปด้วยเลยเห็นมั้ย”

“ขอโทษครับท่านฟาร์ฟาร์   แต่มันจำเป็นจริงๆ”   คามิวยอมนั่งนิ่งให้ภูตพิทักษ์ตัวจิ๋วลงโทษแต่โดยดี เพราะรู้ดีว่าฟาร์ฟาร์เองก็ต้องทรมานเหมือนกับที่ตนเองได้รับ  ทั้งที่เป็นวิญญาณภูตชั้นสูงแต่กลับถูกเด็กอ่อนหัดอัญเชิญมาก็นับว่าเสียเกียรติเพียงพออยู่แล้ว   นี่ยังต้องมาคอยดูแลเป็นห่วงเป็นใยแม้จะไม่ใช่หน้าที่ก็ตาม   “ข้ากลัวว่าคนในเมืองคัลเวลอาจจะบาดเจ็บล้มตายถ้าไม่กำจัดพวกมันให้หมด   ก็เลยจำเป็นต้องใช้เวทบทนั้นออกไป   ไม่นึกว่ากำไลจะทนรับพลังไม่ไหวน่ะครับ”

“แล้วแบบนี้จะทำไงต่อไปล่ะ   เจ้าตัวยุ่งนี่ควบคุมพลังไม่เก่งเอาซะเลย   เขาอาจจะเผลอใช้มากเกินตัวจนเป็นเรื่องขึ้นมาอีกก็ได้   ข้าละปวดหัวกับเด็กคนนี้ซะจริงๆ”

สาวน้อยตัวจิ๋วที่ไม่ต่างจากเจ้านายกำลังถกประเด็นสำคัญกับหนุ่มแว่นจนลืมมองอีกคนที่ยืนหัวโด่อยู่ข้างๆ   จนกระทั่งหันมาเห็นนั่นแหละ  นาร์อิมเองก็เกือบผงะถอยหลังเมื่อพบกับดวงตาสีทองวาวโรจน์ตวัดขวับมาจ้อง   ฟาร์ฟาร์คงรับรู้ได้ถึงความเป็นปฏิปักษ์จึงแผ่ไอคุกคามออกมาอย่างโจ่งแจ้ง  ถึงแม้จะเป็นธาตุแสงเหมือนกันก็ตาม แต่มันต่างกันที่ความเข้มข้นของอารมณ์

"ถ้าอยากจะเก็บกักพลังละก็   ข้าพอจะมีวิธี"   นาร์อิมข่มความกลัวพูดออกไป  พลางนึกแปลกใจว่าทำไมถึงต้องหวาดผวากับภูตพิทักษ์ตัวเล็กๆแบบนั้น   อาจจะเพราะมีบางอย่างคอยเตือนว่าสาวน้อยตัวจิ๋วที่ปรากฏตัวออกมากระทันหันนี้ไม่ใช่ภูตธรรมดาทั่วไป    "ผนึกร้อยอสูร"   องครักษ์พิเศษล้วงลงไปในกระเป๋าเก็บของใบย่อมที่คาดเอวไว้   และเลือกหยิบเอาเส้นเชือกที่ร้อยอัญมนีหลากสีออกมา    "มันใช้การได้ดีกว่ากำไลวงนั้น   แต่ใช่ว่ามันจะไม่มีข้อเสีย"

“เครื่องรางที่เขาว่ากันว่าสามารถจองจำได้แม้กระทั่งจอมปีศาจน่ะเหรอ”   อาเบลถึงกับตาโตเพราะเคยได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น   “นั่นของจริงรึ”

“จริงหรือไม่ก็ลองพิสูจน์ดูเอง   มันสามารถกักพลังไว้ได้ทั้งหมดจริงๆแต่นั่นก็คือข้อเสียของมัน”   เชือกเส้นยาวส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งยามที่เจ้าของจับมันแกว่งไปมา   อัญมนีที่ร้อยไว้ส่องประกายวิบวับล้อแสงสว่างจากโคมเรืองแสงภายในห้อง   ลักษณะทั่วไปของมันดูไม่ต่างจากเครื่องประดับสวยหรูชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง   “วิธีการใช้งานยุ่งยากนิดหน่อย   ยื่นมือมาสิข้าจะจัดการให้”

หนุ่มผมดำเงยหน้ามองสบดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบที่แฝงแววหลากอารมณ์   ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือซ้ายออกไปโดยไม่มีใครทันห้ามปราม   ฝ่ายนาร์อิมคว้ามือข้างนั้นอย่างรวดเร็วและใช้เชือกซึ่งบอกว่าเป็นผนึกร้อยอสูรพันหลวมๆแล้วก็ร่ายเวทกำกับอีกที   เส้นเชือกที่ร้อยอัญมนีก็เริ่มสอดประสานถักทอเข้าด้วยกันใหม่อีกครั้ง  จนกลายเป็นกำไลประดับด้วยหินสารพัดสีที่งดงามอลังการวงหนึ่ง   ...ทุกขั้นตอนช่างรวดเร็วจนทุกคนไม่ทันได้ขยับตัวจนกระทั่ง...

"นี่มัน… กล้าดียังไงเอาเครื่องรางชั้นต่ำแบบนี้มาใช้กับเด็กของข้า  รีบถอดมันออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ"     ฟาร์ฟาร์ร้องโวยวายเสียงดังด้วยความตกใจเมื่อได้เห็นเครื่องรางชัดถนัดตา

"รู้ด้วยรึว่ามันคืออะไร   เสียใจด้วยนะข้าจะไม่ยอมถอดให้   และจะไม่ยอมให้ใครมาถอดมันออกไปเด็ดขาด"    นาร์อิมกระชากผ้าปิดหน้าออกเผยให้เห็นผิวเข้มกร้านแดด  สีหน้าและแววตาของเขาในยามนี้ดูเหี้ยมเกรียมราวกับกำลังมองศัตรูคู่อาฆาต    “ตรวนแห่งกาอูล  มีไว้สำหรับล่ามทาสเพื่อบังคับให้ทำตามคำสั่งของเจ้านายโดยเคร่งครัด   คนที่จะถอดออกได้มีแต่ข้าคนเดียวเท่านั้น   ตราบใดที่มันยังอยู่บนข้อมือของเด็กคนนี้ชีวิตของเขาอยู่ในกำมือของข้า   ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ถ้าข้าไม่ยินยอม”

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบของนาร์อิมซึ่งเป็นผู้ติดตามพิเศษเหลือบมองทุกคนในที่แห่งนั้นก็พบว่า  จอมเวทแว่นหนากำลังฮึดฮัดขัดใจหันรีหันขวางราวกับทำอะไรไม่ถูก  ส่วนภูตพิทักษ์ตัวจิ๋วที่ตนตัดสินว่าน่ากลัวที่สุดนั้นเอาแต่ถลึงตามองหน้าตนสลับกับเจ้าหนุ่มผมดำที่กำลังตกตะลึงเช่นกัน

“ตรวนแห่งกาอูล  เป็นเครื่องจองจำทาสที่นิยมใช้กันในหมู่ชนชั้นสูงของอานาโตเลีย  ด้วยอัญมนีสลักอักขระเวทหลากชนิดที่ร้อยไว้ด้วยเชือกลงอาคมส่งผลในการกักพลัง   ทั้งยังมีอำนาจในการบังคับควบคุมผู้ซึ่งตกเป็นทาสให้ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด”  นาร์อิมบอกเล่าถึงที่มาที่ไปเพื่อย้ำให้เห็นว่าขณะนี้ตนถือไพ่เหนือกว่า   “และมันจะได้ผลมากขึ้นเมื่อคนที่ตกเป็นทาสสวมใส่มันโดยไม่มีการบังคับ   สำหรับเจ้าที่ยอมรับเครื่องประดับชิ้นนี้ด้วยตัวเองจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของมันโดยตรง”

คิ้วเข้มได้รูปของคามิวขมวดมุ่น หนุ่มน้อยก้มมองพิจารณาดูกำไลสุดอลังการบนข้อมือตัวเองครู่หนึ่ง   หลังจากนั้นก็ลองพยายามถอดมันออกแต่ทั้งดึงทั้งแงะยังไงก็ไม่สำเร็จ   ตลอดเวลาที่หนุ่มผมดำหาทางถอดกำไลทาสออกไปนั้นนาร์อิมเอาแต่ยืนมองเฉยพร้อมกับยิ้มเหยียดคล้ายสะใจ   อาจจะเป็นเพราะคิดว่าสามารถจับตัวคนร้ายที่ต้องการได้อยู่หมัด  แต่ในพริบตาต่อมาก็แทบตาเหลือกเมื่อเห็นคามิวเรียกดาบสีดำออกมาและทำท่าจะฟันข้อมือของตัวเองทิ้ง

“หยุดนะ  เจ้าจะบ้ารึไงเนี่ย”  เสียงตะโกนก้องร้องห้ามของนาร์อิมดังขึ้นพร้อมกับพุ่งเข้าไปล็อคแขนคามิวเอาไว้แน่นก่อนที่เขาจะทันลงดาบ   “หยุด ข้าบอกให้หยุดไงล่ะ   ทิ้งดาบเดี๋ยวนี้นะ”

ดาบสั้นสีดำหลุดจากมือคามิวทันทีที่สิ้นคำสั่งของนาร์อิม  ร่างเพรียวที่โดนล็อคไว้แน่นในอ้อมเขนแกร่งของนักรบทะเลทรายชะงักไปครู่หนึ่ง   จากนั้นก็เริ่มออกอาการดิ้นรนหนักข้อขึ้นอีกแต่เพราะเสียเปรียบด้านรูปร่างจึงสู้แรงไม่ไหว   ส่วนอีกหนึ่งคนกับหนึ่งตนไม่กล้าขยับเข้าขวางเพราะรู้กิตติศัพท์ของกำไลทาสเป็นอย่างดี

“เลิกดิ้นรนเสียทีเถอะ   ถ้าเจ้าว่าง่ายๆข้าจะไม่ออกคำสั่งอะไรที่เป็นการบังคับหรือฝืนใจ”   นาร์อิมกระซิบบอกคามิวเสียงเบาพอให้ได้ยินกันสองคน  เพราะเห็นว่าคนในอ้อมแขนไม่ยอมจำนนง่ายๆ   “รอให้ข้าพิสูจน์อะไรบางอย่างจนแน่ใจก่อน   แล้วข้าจะถอดให้”

นาร์อิมปล่อยตัวทาสจำเป็นเมื่อเห็นว่าหนุ่มน้อยยอมฟังคำและหยุดดิ้นรนต่อสู้   ทว่าดวงตาสีทองคู่นั้นยังคงแผดแสงแห่งความไม่พอใจเป็นประกายจ้าน่าเกรงขามไม่แพ้เนตรสีฟ้าของราชาคาร์ลอส  คิ้วเข้มขมวดมุ่นริมฝีปากได้รูปที่เม้มเป็นเส้นตรงด้วยความเจ็บใจที่ตนเองเผลอไผลหลงเชื่อคนง่ายเกินไปตามนิสัยดั้งเดิม   มันคงจะดูสมชายชาตรีหากโครงหน้านั้นไม่ละม้ายคล้ายมารดาผู้งดงามมากขนาดนี้   แถมเส้นผมยาวสลวยดำขลับที่รุ่ยร่ายล้อมใบหน้าคมคายที่กำลังง้อง้ำขัดใจ   ...ทำให้ยิ่งหนุ่มน้อยคนนี้ดูคล้ายสาวน้อยที่กำลังแง่งอนจนผู้ติดตามพิเศษอดที่จะอมยิ้มขำไม่ได้...

“อะแฮ่ม  คงอยากจะรู้สาเหตุที่ข้าต้องทำแบบนี้สินะ”   นาร์อิมกระแอมกลบเกลื่อนพร้อมกับถามออกไปทั้งๆที่น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ  เพราะทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นกำลังจ้องเขาเป็นตาเดียว   แถมด้วยกลิ่นไอของความไม่เป็นมิตรที่พร้อมจะระเบิดทันทีหากยังพูดหรือทำอะไรไร้มารยาทกับคนสำคัญของพวกเขาอีก   “เอาไว้ให้ข้าแน่ใจก่อน แล้วข้าจะบอกเหตุผลให้ฟัง   สำหรับตอนนี้เจ้าจงไปทำหน้าที่ของเจ้าให้เสร็จก่อนเถอะ”

ผู้ติดตามแถมควบหน้าที่องครักษ์พิเศษถอยกลับสู่มุมประจำของตน ทิ้งให้คนที่เหลือได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแค้นใจที่ไม่มีทางแก้ไข  หนุ่มผมดำยังคงหน้างอไม่สบอารมณ์ขณะที่ลุกไปแต่งตัวเพื่อทำหน้าที่ของตน  ส่วนอาเบลและฟาร์ฟาร์ก็จำต้องเก็บความกังวลเอาไว้ทั้งที่ในใจก็นึกหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ  เพราะเครื่องรางใหม่ชิ้นนี้กักพลังได้ก็จริงแต่ทว่ามันกลับปิดบังไอเสน่ห์ของคนมีธาตุแท้เป็นแสงสว่างไว้ไม่มิด   คามิวในยามนี้จึงมีแรงดึงดูดอย่างประหลาดจนแม้แต่อาเบลยังรู้สึก   ...และแน่นอนคนที่ไม่เคยเจอของจริงมาก่อนอย่างนาร์อิมก็ย่อมสัมผัสได้เช่นกัน...

ความรู้สึกที่นาร์อิมรับรู้ยามอยู่ใกล้หนุ่มผมดำมันเป็นความผ่อนคลายสบายใจ  ทั้งยังชวนให้โหยหาอย่างประหลาดผิดกับคนร้ายที่เคยปะทะกันมาราวฟ้ากับดิน  เพราะเจ้าปีศาจตนนั้นแผ่รัศมีความมืดมนยิ่งกว่าสีของรัตติกาล  ทั้งยังมีกลิ่นไอน่าขยะแขยงราวกับปลักโคลนเน่าเหม็นที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกและเชื้อโรคร้ายน่ารังเกียจ   และสมุนที่ดูยังไงก็น่าจะเป็นปีศาจอีกฝูงใหญ่นั่นอีกล่ะ

ทว่าในเมืองที่เพิ่งผ่านมาเจ้าหนุ่มคนนี้เป็นผู้กางข่ายอาคมพร้อมทั้งยอมเจ็บตัวเพื่อกำจัดอสูรร้ายพวกนั้น  จะว่าเป็นการลงทุนกำจัดพวกเดียวกันเองเพื่อหลอกให้ตายใจก็คงไม่ใช่   เพราะมั่นใจว่าความใสซื่อที่แสดงออกมานั้นไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำอย่างแน่นอน   ยิ่งคิดเปรียบเทียบก็ยิ่งเห็นข้อแตกต่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ   และมันก็ทำให้นาร์อิมเริ่มตระหนักและตอกย้ำให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่เหนือหัวแห่งโรแลนเซียทรงยืนยัน ว่าคามิว ทีเอเนียของพระองค์  ไม่ใช่คนร้ายที่ฆ่าสังหารชาวอานาโตเลียอย่างโหดเหี้ยม

“ก็คงต้องดูกันต่อไป ว่าเจ้าใช่ในสิ่งที่ข้าคิด หรือจะเป็นอย่างที่ราชาคาร์ลอสยืนยัน”

 

แม้จะมีเวลาเพียงน้อยนิดแต่คนทั้งเมืองกำลังวุ่นวายจัดเตรียมงานฉลองซึ่งแตกยอดจากการพิธีวางข่ายอาคมป้องกัน  เนื่องจากเป็นเมืองหน้าด่านซึ่งต้องพบเจอคนเดินทางมากมายชาวเมืองนี้จึงชื่นชอบงานรื่นเริงเป็นชีวิตจิตใจ   เมื่อมีเหตุการณ์พิเศษเช่นนี้จึงไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอย   อีกทั้งพระเอกในงานยังเป็นถึงขวัญใจของชาวพรีมิวเลียและใครอีกหลายๆคนด้วยแล้ว   ดังนั้นในความคิดของทุกคน  ...งานครั้งนี้จะต้องยิ่งใหญ่สนุกสนานและประทับอยู่ในความทรงจำแบบไม่มีวันลืมเลือน...

สำหรับศิลาอาณาเขตก้อนหลักซึ่งเตรียมไว้สำหรับสร้างเขตอาคมนั้นไม่ได้จัดทำขึ้นใหม่  แต่ทุกฝ่ายตกลงใจจะใช้รูปสลักวีรบุรุษผู้ปราบการ์เดี้ยนซึ่งเป็นของขวัญจากพรีมิวเลีย  เพราะนอกจากงดงามมีความหมายแล้วยังมีคุณสมบัติเหมาะสมอีกหลายประการ รวมทั้งการที่มันตั้งวางอยู่ในจตุรัตกลางเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ   การจะโยกย้ายไปวางที่อื่นอาจจะนำมาซึ่งปัญหาและความยุ่งยากอีกมากมาย   อย่างน้อยๆก็คงมีชาวพรีมิวเลียที่จะไม่พอใจการกระทำที่ดูเหมือนลบหลู่ผู้มีพระคุณของพวกเขาเป็นแน่

เสียงหัวเราะและเสียงคุยจ้อกแจ้กจอแจด้วยความสนุกสนานของผู้คนที่กำลังช่วยกันคนละไม้คนละมือดังแว่วไปไกลถึงชายป่า   แต่ทว่าสำหรับกลุ่มคนที่กำลังไล่ล่าศัตรูแล้วมันเป็นเหมือนเสียงรบกวนที่น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง   เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังตามล่าอยู่นั้นแม้จะแผ่กลิ่นไอสังหารออกมาให้รู้สึกได้แต่มันกลับเร้นกายอยู่ในความมืดได้อย่างแนบเนียน   ต้องอาศัยเพียงเสียงเคลื่อนไหวของต้นไม้ใบหญ้าเป็นตัวบอกทิศทาง

“หนวกหูจริงๆ   แบบนี้ก็ไม่รู้กันพอดีสิว่ามันอยู่ตรงไหน”   เสียงบ่นลอดไรฟันดังมาจากร่างสูงโปร่งที่กำลังซุ่มอยู่ในพุ่มไม้หนา   ดวงตายาวรีคมกริบจดจ้องมองไปในความมืดตรงหน้าราวกับค้นหาอะไรบางอย่าง   “ว่าแต่มันน่าจะอยู่แถวๆนี้แหละ   ลองหาให้ทั่วๆก่อนเถอะ   เจ้าสองคนอ้อมไปทางด้านโน้น  ส่วนพวกเจ้าตามข้ามา”

“อ้ากกก…”   เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นพร้อมเสียงต่อสู้ เร่งให้คนที่เหลือรีบพุ่งไปในทิศทางนั้นทันที่   ภาพที่ได้เห็นเป็นอะไรที่กระชากขวัญให้วูบต่ำด้วยความน่าสะพรึงกลัว  ร่างของอะไรบางอย่างที่คล้ายมนุษย์กำลังฉีกกระชากศพของชายคนหนึ่งจนแหลกเป็นชิ้นๆ   กลิ่นสาบสางเหม็นเน่าจากร่างพิกลพิการของอสูรร้ายกลุ่มใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังของมันลอยตลบอบอวลในบรรยากาศ   เสียงครางแผ่วต่ำเจือกระแสคุกคามพร้อมกับกลิ่นไอชั่วร้ายของพวกมัน  เพียงพอที่จะทำให้คนขวัญอ่อนเป็นลมล้มพับลงได้ทันที   ...ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ายืนเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางอสูรฝูงนั้น...

แสงจันทร์ข้างแรมสลัวรางแต่ยังเพียงพอที่จะสาดส่องให้เห็นร่างเพรียวของเด็กหนุ่มผมสีดำสนิทคนหนึ่งยืนจังก้าอยู่   ริมฝีปากได้รูปคลี่รอยยิ้มซึ่งน่าจะส่งให้ดวงหน้าคมเข้มนั้นดูงดงาม  ทว่าดวงตาเรืองแสงสีแดงดุจโลหิตซึ่งฉายแววโหดเหี้ยมยามจ้องผู้ไล่ล่าที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อกลับทำให้คนถูกมองต้องรู้สึกเสียวสันหลัง   อีกทั้งรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนตามร่างกายพร้อมกับกลิ่นไอชั่วร้ายน่ารังเกียจซึ่งโชยกรุ่นออกมาจากร่างเด็กหนุ่มลึกลับคนนั้น   ยิ่งทำให้เส้นขนทุกเส้นของมนุษย์ผู้คิดจะไล่ล่าศัตรูลุกชันด้วยความหวาดหวั่น

“สวัสดีอาคันตุกะจากอานาโตเลีย  พวกเจ้ามีธุระกับข้างั้นรึ?”   เป็นเสียงแหบต่ำจนไม่น่าเชื่อว่าจะดังออกมาจากปากที่กำลังแสยะยิ้ม   “ข้าก็เลยออกพาพรรคพวกออกมาคอยต้อนรับ  อ้อ ลืมแนะนำตัวไปสินะ ข้าชื่อคามิว...   คามิว ทีเอเนีย ยินดีที่ได้รู้จัก”
.
.

แม้จะงุนงงอยู่บ้างที่ศัตรูประกาศชื่อของตนออกมาให้รู้ซึ่งมันออกจะผิดวิสัยของคนร้ายไปสักนิด   แต่คงจะไม่มีใครทันได้เอะใจถึงการกระทำที่ส่อเจตนามากเกินปกตินั้น   เพราะบัดนี้ศัตรูซึ่งเป็นที่ต้องการออกมาปรากฏตัวต่อหน้าในระยะใกล้จนแทบจะเอื้อมมือถึง   ความเคียดแค้นจึงทวีขึ้นจนกลบทับสติยั้งคิด   ...ทว่าการจับกุมตัวไปลงโทษนั้นคงจะเป็นไปได้ยากสักหน่อย...

“แกคือคนที่ทำลายหมู่บ้านตามชายแดนของพวกเราใช่มั้ย?”    หนึ่งในกลุ่มผู้ล่าที่เริ่มรู้ตัวว่าอาจจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทำใจกล้า ร้องตะโกนถามออกไปด้วยเสียงสั่นๆ   “อานาโตเลียกับโรแลนเซียไม่ได้บาดหมางกันสักหน่อย   แล้วแกทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่”

“หึหึ   ถ้าจะบอกว่าทำไปเพื่อความสนุกล่ะ”   ลิ้นสีแดงจัดแลบตวัดหยาดโลหิตที่กระเด็นเปื้อนริมฝีปาก   พลางยกมือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดขึ้นมาเลียกินราวกับเป็นอาหารอันโอชะ   “อือม์   ถึงจะชั้นต่ำไปนิดแต่ก็พอแก้ขัดได้แฮะ”

“แก… “   ความแค้นที่มากมายเมื่อเห็นพรรคพวกของตนต้องตายอย่างน่าอนาถ ปะทุทันทีที่เห็นการกระทำอันแสนวิปริตเกินมนุษย์   “ฆ่ามันซะที่นี่  แล้วเอาศพกลับไปประจานที่อานาโตเลียเถอะ”

หัวหน้ากลุ่มผู้ล่าจากอานาโตเลียกระโจนออกหน้าพลางตะโกนก้องอย่างไม่กลัวตาย   เหล่านักรบทะเลทรายที่เหลืออีกห้าชีวิตต่างก็ขยับอาวุธเตรียมพร้อมเข้าจัดการกับเป้าหมายที่พวกตนเฝ้าค้นหามานาน   แม้จะหวั่นๆว่าอาจจะสู้ไม่ได้เพราะศัตรูที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้น่าจะไม่ใช่คน   สิ่งที่ตอกย้ำให้แน่ใจก็คือตัวประหลาดที่ยืนรายล้อมอยู่เบื้องหลังที่ออกจะผิดรูปทรงของมนุษย์ไปไกลลิบ   ในอดีตมันอาจจะเคยเป็นคนมาก่อน  ...แต่ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่อาจนิยามด้วยคำธรรมดาทั่วไป...

พวกมันมีรูปร่างบิดเบี้ยวผิดส่วน ทั้งแขนที่ยาวลากดินบ้างก็มีมัดกล้ามปูดโปนทะลักออกมาตามผิวหนังที่ปริแยก   บางตัวยังมีกระดูกขาวโพลนโผล่พ้นเนื้อให้ดูสยอง   แต่อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่าใบหน้าของมัน เพราะปากที่อ้ากว้างราวกับจะกรีดร้องและดวงตาที่เบิกโพลงแทบถลนเหมือนเพิ่งเผชิญหน้ากับความตายมาสดๆร้อนๆนั้น   ฟ้องชัดเจนว่าคงทรมานสาหัสก่อนที่มันจะกลายสภาพเป็นเช่นนี้   และไม่แน่ว่าผู้ที่ลงมือปั้นแต่งอาจจะเป็นเจ้าหนุ่มผมดำที่กำลังยืนแสยะยิ้มคนนั้นก็ได้

“แกฆ่าเพื่อนพ้องของพวกเราไปมากมาย   วันนี้แหละที่แกจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต   พวกเราฆ่ามันให้หมด”

ผู้ล่าคนแรกใช้การโจมตีระยะไกล   ลูกธนูถูกปล่อยออกไปเป็นอย่างแรกเพื่อหยั่งเชิง และมันก็ปักร่างเป้าหมายอย่างแม่นยำแต่ทว่าไร้ซึ่งปฏิกิริยาราวกับยิงโดนเพียงแค่ตอไม้เท่านั้น   แต่นั่นก็เหมือนกับเป็นสัญญาณเริ่มการโจมตีเพราะอสุรกายทุกตนพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนจากอานาโตเลียทันที   กรงเล็บยาวคมกริบซึ่งเป็นอาวุธของพวกมันตวัดเข้าใส่ทำให้บางคนที่หลบไม่ทันได้แผลสาหัส   ซี่ฟันยื่นยาวในปากเหยเกนั้นดูเผินๆเหมือนพร้อมจะหลุดกระเด็น  กลับกลายเป็นเสมือนมีดที่คอยตัดเฉือนชิ้นเนื้อยามกัดขย้ำ

แม้พวกมันจะเคลื่อนไหวไม่รวดเร็วนักหากแต่พิษสงที่มีอยู่เกือบจะรอบตัว  ทำให้นักล่าอานาโตเลียรับมือได้ลำบากยิ่ง   แต่เพราะเหล่านักล่าต่างก็เจนจัดและคุ้นเคยกับการสู้รบเป็นอย่างดี  ด้วยความสามัคคีกันจึงสามารถล้มอสุรกายบางตนลงได้   ทำให้จำนวนศัตรูเริ่มลดน้อยลงไปบ้างแต่ก็ยังตึงมือ   ตลอดเวลาที่ทั้งสองฝ่ายเข้าโรมรันพันตูกันนั้น หนุ่มผมดำที่ประกาศตนเป็นปฏิปักษ์กลับทำเพียงแค่ยืนเฉย

“พวกเจ้าเล่นกันไปก่อนก็แล้วกันนะ  ข้าชักจะเบื่อแล้ว ขอไปหาอะไรสนุกๆทำที่อื่นดีกว่า”   หลังจากอ้าปากหาวอย่างเบื่อหน่าย  ชายหนุ่มร่างเพรียวที่ประกาศชื่อของตัวเองอย่างโจ่งแจ้งก็หันหลังกลับเตรียมก้าวขาจากไปจากที่แห่งนั้น   “จัดการพวกมันให้เรียบร้อยอย่าให้เหลือซากล่ะ   เดี๋ยวจะมีใครมาเห็นเข้าแล้วจะเป็นเรื่องใหญ่”

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก   เพราะเราก็ไม่คิดจะเหลือซากแกไว้ที่นี่อยู่แล้ว”   ร่างสูงผิวเข้มของหัวหน้ากลุ่มกระโดดออกมาขวางหน้า   พร้อมกระชับดาบยาวโค้งมีคมด้านเดียวในมือขวา ใบหน้าคมเฉี่ยวที่กระเดียดไปทางสวยดุจอิสตรีฉายแววโกรธเกรี้ยว   "ตายซะเถอะ ไอ้ปีศาจ”

จบคำดาบเล่มยาวก็ฟาดฟันเข้าใส่ร่างเพรียวของเด็กหนุ่มผู้ที่ตนหมายหัวไว้ว่าเป็นศัตรูร้าย   พร้อมกับรุกไล่ด้วยท่าร่างที่รวดเร็ว   ดาบและมีดในมือจ้วงแทงฟาดฟันต่อเนื่องจนดูเหมือนจะเป็นฝ่ายไล่ต้อนหนุ่มผมดำที่ทำได้เพียงแค่หลบหลีกไปมา   ทว่าเมื่อดูกันจริงๆแล้วจะพบว่าแม้จะพยายามประชิดตัวเพื่อสร้างบาดแผลให้ศัตรูแค่ไหนก็เหมือนจะพลาดไปเสียทุกดาบ   

ผู้ล่าชาวอานาโตเลียกัดฟันกรอดเพิ่มความเร็วให้มากพอจะตามทันการเคลื่อนไหวที่ว่องไวผิดมนุษย์นั้น   ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มแสยะแววตาดูถูกปนสมเพธที่หนุ่มผมดำส่งให้ก็ยิ่งเดือดจัดถึงกับคำรามเสียงดังอย่างลืมตัว   จนพรรคพวกที่เหลืออีกสี่คนที่กำลังร่วมมือกันจัดการอสุรกายต้องหันไปมองหัวหน้าของตน

“อย่าทำอะไรเสี่ยงมากนักนะครับ”   มือธนูร้องตะโกนบอกหัวหน้าของตนเองที่กำลังโรมรันพันตูกับหนุ่มผมดำจอมโหด  หลังจากที่ส่งลูกธนูสกัดอสุรกายไว้เปิดโอกาสให้พรรคพวกของเขากำจัดไปได้สองตนแล้ว   “ท่านเป็นคนสำคัญของอานาโตเลีย เราจะสูญเสียท่านไปไม่ได้”

“หือ?”   เหมือนคำพูดนั้นจะไปสะกิดต่อมสงสัยของคนที่กำลังหลบหลีกเข้า   เพราะร่างเพียวของศัตรูหยุดชะงักหันมามองด้วยดวงตาที่เรืองแสงเป็นสีแดงวาววามราวมีกองไฟลุกโชนอยู่ภายใน   และถึงจะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีมันก็เพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้คนที่รุกไล่มาตลอดสบช่องที่จะสร้างบาดแผล   “…!!? อ้ากกก”

ดาบโค้งเล่มใหญ่ฟันฉับเข้าใส่อย่างรวดเร็วยากที่ศัตรูจะหลบทัน  ทำให้ท่อนแขนข้างหนึ่งของคนที่ประกาศตนว่าเป็นคามิวขาดกระเด็น   เสียงร้องโหยหวนของหนุ่มผมดำสร้างความฮึกเหิมให้กับบรรดาผู้ล่าเป็นทวีคูณ   แต่ก่อนที่นักล่าผิวเข้มจะทันลงมือปลิดชีวิตก็มีอสุรกายสองตนมาขว้างทางเอาไว้   จำใจต้องปล่อยให้ศัตรูที่กำลังบาดเจ็บหนักรีบหนีออกจากจุดนั้นอย่างแสนเสียดาย

“อสุรกายพวกนี้เราจะจัดการกันเอง  ท่านตามมันไปเถอะ”   ผู้ล่าซึ่งเป็นมือธนูร่ำร้องบอกหัวหน้าของตนพลางยิงลูกศรเข้าสกัดอสุรกายที่ลดความน่ากลัวลงไปมากอย่างน่าแปลกใจ   พวกมันเคลื่อนไหวช้าลงจนเหล่ามนุษย์เริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบ    “อย่าปล่อยให้มันหนีรอดไปได้  จับตัวมันกลับไปสำเร็จโทษที่อานาโตเลีย   และมันจะเป็นการพิสูจน์ตัวตนของท่านให้ทุกคนยอมรับ”

“ขอบใจพวกเจ้ามาก   ข้าจะไม่ทำให้พวกเจ้าต้องผิดหวัง   รอฟังข่าวดีได้เลย”

ผู้ที่ถูกให้ความสำคัญหันมาบอกพรรคพวกก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าตามศัตรูที่กำลังบาดเจ็บสาหัสไป   ซึ่งการแกะรอยก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักเพราะมีรอยเลือดหยดเป็นทางให้พอมองเห็นได้อย่างสบาย  แต่ความย่ามใจและรีบร้อนทำให้ลืมสังเกตความแตกต่างบางอย่างไปเสียสนิท   เพราะของเหลวเหล่านั้นมีสีดำคล้ำไม่ใช่สีแดงเหมือนโลหิตมนุษย์  อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นดุจซากเน่าไม่ใช่กลิ่นคาวที่ควรจะเป็น

“เอ๊ะ   ทางนี้มันตรงไปที่จวนเจ้าเมืองนี่นา?”   เส้นทางที่นักล่าจากอานาโตเลียสะกดรอยตามอย่างเร่งร้อนตัดเข้าสู่ตัวเมืองสายนี้นั้น    เขาจำได้ว่ามันเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์หลังใหญ่ราวกับวังซึ่งมันเป็นของเจ้าเมืองหน้าด่านซึ่งรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย    “หรือว่าเจ้าเมืองให้ความร่วมมือกับเจ้าปีศาจนั่น”

ร่างสูงหลบวูบเข้าพุ่มไม้หนาภายในเขตคฤหาสน์อันแสนโอ่อ่า   รอยเลือดที่ตามมาเริ่มทิ้งระยะห่างจนแทบมองหาไม่เจอ   ครั้นจะบุกสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปก็อาจจะทำให้ศัตรูหรือผู้สมรู้ร่วมคิดไหวตัวทัน   ยิ่งบุกเดี่ยวมาแบบนี้จะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสียเปล่าๆ   ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบลอบมองสำรวจรอบๆตัวเพื่อค้นหาร่องรอยที่จะนำทางไปยังเป้าหมายที่ตนต้องการ   ใบหน้างามเหยียดยิ้มดีใจเมื่อพบรอยเลือดหยดอยู่บนใบไม้ใกล้ๆ   แต่นั้นก็หายไปในฉับพลันเมื่อสัมผัสกับกลิ่นแปลกประหลาดที่โชยมาจากของเหลวสีคล้ำนั้น

“เจ้าจะไปไหนน่ะ   ทำไมไม่อยู่ในห้อง”   เสียงร้องทักดังขึ้นจนคนที่แอบซ่อนอยู่สะดุ้งตกใจ พอหันไปตามเสียงก็พบเงาของคนสองคนกำลังยืนอยู่ตรงหลังพุ่มไม้   คนหนึ่งหันหลังให้แสงสว่างจึงไม่แน่ใจว่าเป็นใคร   ทว่าคนที่โดนแสงสาดส่องถึงคือเป้าหมายที่กำลังตามหานั่นเอง   “ข้านึกว่าเจ้าอยู่กับอาเบลซะอีก   แล้วแขนเจ้าเป็นอะไรไปน่ะ?”

ต้นเสียงคือนาร์อิมที่ออกมาเตร่นอกห้องรับรองเพราะไม่อยากเป็นเป้าสายตาเคืองๆของภูตจิ๋วที่แสนน่ากลัว   แต่พอเดินออกมาทางระเบียงก็ได้เห็นเงาร่างที่คุ้นตาจึงรีบเดินตามมาด้วยความสงสัย  และยิ่งตกใจเป็นสองเท่าเมื่อได้เห็นถนัดเพราะใบหน้าและดวงตาสีเหลืองซีดที่โดนเส้นผมสีดำบดบังนั้นหาใช่ใคร   แต่เป็นคามิวที่น่าจะยังอยู่ในห้องรับรองกับคนอื่นที่เหลือเพื่อแต่งตัวไปทำพิธีกางเขตอาคม   ...ทว่ามีบางสิ่งที่ผิดแปลกแตกต่างออกไป...

“อ้าว  ยังไม่ตายอีกเหรอเนี่ย?”   เสียงแหบต่ำที่ค่อนข้างอ่อนระโหยเปล่งจากริมฝีปากซีด  กลิ่นไอน่ารังเกียจที่เคยสัมผัสแผ่กระจายคุกคามจนนาร์อิมแทบผงะ   “งั้นคงต้องฆ่าแกอีกครั้งนึงซะแล้ว   เจ้าทหารอานาโตเลียจอมอึด”

กรงเล็บดำสนิทยาวเฟื้อยตวัดวาบเข้าใส่นาร์อิม   มันรวดเร็วจนแทบไม่ทันได้ตั้งตัวเพราะยังงุนงงกับตัวตนที่แตกต่างของหนุ่มผมดำ   แต่ผู้ติดตามพิเศษก็ยังจำได้ดีถึงพิษสงของรอยแผลจากเล็บของศัตรู   หากไม่ได้จอมเวทแห่งราชสำนักช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีป่านนี้เขาคงจะลงนรกไปเรียบร้อยแล้ว   ดังนั้นหนุ่มอานาโตเลียจึงพยายามหลบหลีกพร้อมกับที่ความโกรธเริ่มเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะจิต

“นี่เจ้าหลอกข้างั้นรึ   เป็นเจ้าจริงๆสินะที่ฆ่าฟันพวกพ้องของข้าไปมากมาย”   นาร์อิมกัดฟันตะโกนถามด้วยความเจ็บใจที่หลงเชื่อว่าเด็กหนุ่มคนนี้อาจจะไม่ใช่คนร้าย

“ใช่แล้ว   ข้านี่แหละที่ฆ่ามนุษย์พวกนั้น   และข้าก็จะส่งเจ้าไปอยู่กับพวกมันในไม่ช้านี้แล้ว”

ร่างเพรียวของหนุ่มผมดำส่งเสียงคำรามดุร้าย   ดวงตาสีเหลืองซีดเปลี่ยนเป็นสีแดงวาววับราวกับถ่านติดไฟ   แม้มือข้างหนึ่งจะถูกตัดขาดไปแต่ก็ยังคงเคลื่อนไหวได้อย่างว่องไวร้ายกาจ   มันวาดกรงเล็บเข้าใส่คมดาบที่นาร์อิมชักออกมาป้องกันตัว   การเคลื่อนไหวที่ไม่ธรรมดาของคนที่อ้างตัวว่าเป็นคามิวเริ่มสำแดงฤทธิ์เดช   มันไล่ต้อนจนทหารกล้าชาวอานาโตเลียจวนเจียนจะเสียท่า

“เจ้าเองสินะที่ใส่ร้ายเด็กน้อยของข้า”   ร่างเล็กจิ๋วของฟาร์ฟาร์ปรากฏขึ้นด้านรวมทั้งคามิว และอาเบล สมาชิคอีกสองคนที่อยู่ด้วยกันไม่เคยห่าง

จอมเวทแว่นหนาสาดเวทเพลิงเข้าใส่คนที่กล้าปลอมแปลงเป็นรุ่นน้องคนสำคัญของตนแบบไม่มียั้ง แต่ดูเหมือนจะทำอะไรมันไม่ได้มากนัก   ร้อนถึงหนุ่มผมดำตัวจริงที่ตอนนี้ทรงเครื่องจอมเวทสีขาวละออ ต้องออกโรงร่ายมหาเวทเพื่อกำจัดความมืดอันชั่วร้าย

“หึหึ   ถึงจะรู้ตัวก็สายไปซะแล้ว   ถึงข้าจะตายเจ้าก็ไม่มีทางหนีพ้นชะตากรรมที่นายข้ากำหนดไว้   ข้าจะรอวันที่เจ้าจะตกลงสู่ก้นบึ้งแห่งความมืดมิด”   ปีศาจจำแลงเอ่ยทิ้งท้ายไว้ก่อนที่ร่างของมันจะสลายกลายเป็นของเหลวสีดำน่าขยะแขยงต่อหน้าต่อตาทุกคนในที่แห่งนั้น  

นาร์อิม และผู้ไล่ล่าจากอานาโตเลียที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้พอจะได้ยินทุกถ้อยคำสนทนาตกอยู่ในความงุนงงกับความจริงที่ได้ประจักษ์กับตาตัวเองว่า  คามิว ทีเอเนีย หนุ่มผมดำแห่งอาณาจักรโรแลนเซีย   แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่คนที่ตนเชื่อมั่นว่าเป็นปีศาจอำมหิตที่ฆ่าและทำลายล้างหมู่บ้านชายแดนไปแล้วถึงห้าแห่ง

**++**++**++**
มาต่อจนจบซะที  หวังว่าผู้อ่านและแฟนคลับที่รักจะให้อภัยในความล่าช้า
ช่วงนี้หาเวลาว่างยากเย็นเหลือเกินค่ะ  แต่ก็ยังยืนยันว่าจะเขียนให้จบเรื่องแน่
แต่มันอาจจะช้าถึงช้ามาก  (เศร้าใจตัวเองจริงๆ อยากเขียนแต่เหนื่อยจนคิดอะไรไม่ออกซะงั้น)
ขอบคุณแฟนคลับและนักอ่านที่ยังคงอดทนรอคอย และติดตามอ่านนิยายรั่วๆของนกฮูกตัวนี้ค่ะ
Black-kitty

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #5829 The rabbit (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2555 / 20:22
    เย้..ในที่สุดก็มาอัพแล้ว ดีใจสุดๆเลยค่ะ ^[++++++]^
    #5,829
    0
  2. #5826 นักอ่าน...lnwcool (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 28 เมษายน 2555 / 19:56

    ความจริงเปิดเผย!!!!

    #5,826
    0
  3. #5711 เอกเองครับ (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 1 มกราคม 2555 / 20:43
    มีคนรู้ความจริงเพิ่มขึ้น แต่จะกำจัดความเข้าใจผิดคงยากหน่อยมั้ง
    #5,711
    0
  4. #5634 อัศวินสีเลือด (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2554 / 23:19
    อ่านทันแล้วว 555

    ถ้าจำไม่ผิดตอนที่ทำให้หยุดอ่านในคราแรกเป็นตอนที่มีคนปลอมตัวเป็นคามิวนี่แหละ เลยไม่กล้าอ่านกลัวดราม่า
    รอบนี่ลองอ่านต่อเนื้อเรืองไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แฮะ

    โทษทีๆหายไปเสียนานเลยนะ อิอิ
    #5,634
    0
  5. #5627 ciatum (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2554 / 08:08
    thankkkkkkkkkkk
    #5,627
    0
  6. #5597 OCEAN PLANET (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 4 กันยายน 2554 / 08:40
     ขอบคุณจ๊า
    #5,597
    0
  7. #5551 Fallow Deer (Follow Dear) (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2554 / 16:26
    ในที่สุดก็อัพ ดีใจ >
    #5,551
    0
  8. วันที่ 3 สิงหาคม 2554 / 20:00
     ถ้าแก้ได้แล้วเอามาลงด้วยนะค่ะ

    รออ่านซ้ำอ่ะ สนุก

    สู้ๆน้าไรเตอร์
    #5,477
    0
  9. #5466 FinaloP (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 / 19:38
    เข้าใจแล้วทำไมตอนเก่าหาย แก้ได้เมื่อไหร่กลับมาลงใหม่ด้วยนะครับ รออ่านย้อนหลังอยู่ อิอิ
    #5,466
    0
  10. #5465 เด็กบ้านไกล (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 / 19:30
    เย้มาอัพต่อแล้ว
    #5,465
    0
  11. #5462 TxGazella_SLxT (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 / 14:43
     ดีจัง ในที่สุดก็รู้กันซะทีเนอะ
    #5,462
    0
  12. #5461 piwut (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 / 14:38
    พวกชั่วๆ ที่มาละเมิดลิขสิทธิ์นี้
    ควรจะประจานและดำเนินคดีไปด้วยกันเลยครับ

    #5,461
    0
  13. #5459 awernatae mistkwit (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 / 09:21
    เหอะ ๆ พ้นข้อกล่าวหาซะที
    #5,459
    0
  14. #5456 kangwal (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 / 07:46
    มาต่ออีกตอนไวไวนะ
    #5,456
    0
  15. #5448 นะจ๊ะ (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2554 / 21:00
    เป็นกำลังใจให้ สู้ ๆๆ
    #5,448
    0
  16. #5441 เอกเองครับ (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2554 / 14:50
    เมื่อไหร่จำกำจัดพวกโคลนไปได้หมดซักทีเนี่ย
    #5,441
    0
  17. #5424 อนันตนภา (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2554 / 21:23
    นานมากมาย

    #5,424
    0
  18. #5423 แมวน้อยสีเทา (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2554 / 20:07
    หลังจากหมกดองเค็มอยู่นานก็มาต่อจนได้
    #5,423
    0
  19. #5422 venusia (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2554 / 18:06
    อ้ากกกก ไรเตอร์~ อยากอ่านอีกจังอ้าาาาาาา
    #5,422
    0
  20. #5421 awernatae mistkwit (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2554 / 17:53
    เหอะ ๆ นาน มากกก
    #5,421
    0
  21. #5419 pat (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2554 / 16:56
    เมื่อไรจาอัพอ่ะ



    #5,419
    0
  22. #5411 venusia (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2554 / 22:23
    อ้าาาา ค้างจังเลยจ้าาาาา
    #5,411
    0
  23. #5409 KnighT_cried (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2554 / 23:06
    ไรเตอร์คร้า

    มันค้างมาเลยอ่ะ งื้อ

    รีบมาต่อเถอะนะพลีสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส
    #5,409
    0
  24. #5408 orz of SGR (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2554 / 20:13
    ไรเตอร์ดองนานจริงๆๆ รีดเดอร์งอนแล้วนะ เชอะ!

    ปล. รอตอนต่อไปอยุนะ
    #5,408
    0
  25. #5405 Harrynaki (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2554 / 16:44
    มาอัพสิ มาอัพต่อเถอะ สนุกมากจริงๆ อ่อนต่อโลกได้ยอดเยี่ยมจริงๆนะเลยคามิวน่ะ แต่ช่วยไม่ได้นี่นะก็ความอ่อนต่อโลกนั้นคือความน่ารักของคามิวนี่นา(บางทีเกือบตายก็มีอยู่ แต่ใครจะสนล่ะในเมื่อ) ใครๆก็เห็นด้วยอยู่แล้ว
    #5,405
    0