วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 102 : พายุทะเลทราย(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,783
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    22 ส.ค. 54


 
รูปวาดเองแต่ยังไม่ได้ลงสีค่ะ
น่าจะเป็นไกเซอร์กับคามิวแหละนะ

 
ส่วนนี่เป็นรูปคามิวที่ลองวาดเล่นๆค่ะ

ทนดูลายเส้นเน่าๆไปก่อนนะคะ เอาไว้ลงสีแล้วจะโพสให้สยองกันอีกรอบ แหะๆ
 
ภาพที่ลงสีแล้วค่ะ สีหม่นลงเยอะทั้งที่ตอนทำก็สีอ่อนกว่านี้แท้ๆ
********


วันนี้อากาศดีเพราะมีท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆหมอกเหล่าแมกไม้เขียวขจีผลิดอกออกผลตามรายทาง กองคาราวานจากโรแลนเซียซึ่งกำลังเร่งเดินทางสู่จุดหมายจึงไม่เคร่งเครียดกันมากนัก แต่ที่ดูจะต่างจากบรรยากาศสดชื่นรอบด้านก็เห็นจะมีแต่เหล่าทหารองครักษ์บนหลังม้าตัวพ่วงพีที่ควบวิ่งเหยาะย่างติดตามรถม้าสีดำซึ่งมีตราราชวงศ์ ทุกคนขมวดคิ้วนิ่งหน้าหนักใจเหมือนกับแบกโลกไว้ไม่มีผิด เพราะผู้โดยสารสามคนบนรถม้าคันนี้ปลดปล่อยความอึมครึมที่มืดมนไม่แพ้สีดำของตัวรถออกมาจนแทบจะสัมผัสได้ทางผิวหนังทีเดียว
แต่จะว่าทั้งสามคนช่วยกันปล่อยไอทะมึนก็คงจะไม่ได้ เนื่องจากหนุ่มผมดำไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งนิ่งมองสายฟ้าแลบซึ่งเกิดจากคนที่เหลือเปิดศึกทางสายตาโดยปราศจากคำพูด รุ่นพี่แว่นหนาไม่พอใจอย่างมากที่ผู้ติดตามพิเศษจดจ้องพิจารณาคามิวอย่างไม่เกรงอกเกรงใจราวกับจะประเมินราคาสินค้า ส่วนหนุ่มผิวเข้มที่นั่งฝั่งตรงข้ามไม่ได้สนใจจอมเวทหนุ่มที่นั่งตาขวางมากนัก เขากวาดตาคมกริบมองหนุ่มผมดำที่นั่งด้านตรงข้ามตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า และถ้าทำได้คงจะอยากให้ทะลุไปถึงเซลทุกเซลไปแล้วกระมัง
“ท่านคามิว ตอนนี้เรามาถึงเมืองคัลเวลซึ่งเป็นจุดแรกของการหยุดพักแล้ว” หัวหน้าองครักษ์ซึ่งเคยเป็นลูกน้องของคริสโตเฟอร์โผล่หน้ามามารายงาน ว่ากันตามจริงแล้วเขาก็ไม่ค่อยพอใจผู้ติดตามพิเศษที่ราชาคาร์ลอสส่งมาคนนี้เช่นกัน เพราะกิริยามารยาทที่แสดงออกมามันช่างไร้ซึ่งการเคารพนบนอบอย่างคนที่เป็นผู้น้อยควรจะปฏิบัติต่อเจ้านาย “จอมเวทของเมืองนี้ได้เตรียมศิลาที่จะใช้สร้างอาณาเขตไว้ให้เรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ”
หนุ่มน้อยผมดำพยักหน้ารับทราบพร้อมกับก้าวลงจากรถม้าซึ่งมาหยุดอยู่บริเวณจตุรัสกลางเมืองพอดี ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยชาวบ้านต่างพากันมายืนรอเพื่อขอชื่นชมบุคคลที่ได้รู้มาว่าเป็นบุตรชายของจอมเวทที่เก่งที่สุดแห่งยุค แถมข่าวลือเกี่ยวกับความเก่งกาจที่แพร่สะพัดออกมาจากปากชาวพรีมิวเลียซึ่งกลายเป็นคู่ค้าสำคัญ มันเรียกความสนใจของใครต่อใครได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“โอ… เขตอาคมขนาดใหญ่แบบนี้ กลับทำได้ด้วยตัวคนเดียวงั้นเหรอ” เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นเมื่อคามิวร่ายเวทสร้างเขตอาคมแห่งแสงขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน “พลังมากมายอะไรอย่างนี้ สมแล้วที่เป็นลูกชายของจอมเวทอันดับหนึ่งแห่งโรแลนเซีย”
“ที่สำคัญ เขามีธาตุประจำตัวที่หายากยิ่งซะด้วย นับว่าอาณาจักรโรแลนเซียโชคดีมหาศาลเลยนะที่มีจอมเวทอันดับหนึ่ง และลูกๆที่มีธาตุประจำตัวเป็นแสงสว่างน่ะ ร้อยปีจะมีสักคนยังหายากเลยนะเนี่ย”
จอมเวทประจำเมืองชื่นชมความสามารถของหนุ่มน้อยให้เพื่อนของตนฟังอยู่ไม่ได้ขาดปาก ส่วนตาก็มองความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นแบบไม่ยอมกระพริบ แม้จะไม่ค่อยชัดเจนนักเพราะโดนแสงอาทิตย์ยามกลางวันบดบังไปบ้าง แต่เขาก็ยังได้เห็นว่าวงเวทที่เกิดขึ้นโดยรอบศิลาอาณาเขตเริ่มปลดปล่อยเส้นแสงนับร้อยนับพัน ยืดขยายออกไปทุกทิศทางมุ่งตรงสู่ศิลาอาณาเขตก้อนอื่นๆที่จัดวางไว้ทุกมุมเมืองจนครบ เขตอาคมแห่งแสงสว่างก็เริ่มถักทอเข้าด้วยกันกลายเป็นโดมแสงขนาดใหญ่ส่งละอองบางเบาแสนอบอุ่นและสว่างไสวแผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนรวมทั้งมันยังส่งผลในการเยียวยาบาดแผลให้หายดี ...แต่ทว่าสิ่งนี้เป็นดั่งพิษร้ายสำหรับเหล่าอสูร...
“อ้ากกก” เสียงกรีดร้องของชายร่างใหญ่คนหนึ่งดังขึ้น เรียกให้สายตาทุกคู่หันไปจ้องมองคนที่เคยเป็นเพื่อนพี่น้องของตนซึ่งกำลังเปลี่ยนไป ร่างมนุษย์ที่พวกเขาเคยรู้จักพูดคุยเกิดอาการหงิกงอราวกับกระดาษโดนไฟเผา ผิวหนังปะทุแตกร่อนเผยให้เห็นเนื้อในพร้อมกลิ่นสาปสางเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ แขนขาที่เคยเหมือนคนกลับยืดยาวออกผิดรูปใบ อสุรกายอันน่าพรั่งพรึงเผยโฉมหน้าอัปลักษณ์พร้อมเสียงกรีดร้องอย่างทรมานแสนสาหัส
มิได้มีเพียงหนึ่งแต่พวกมันอีกหลายตนซึ่งแฝงกายอยู่ในร่างมนุษย์ยืนปะปนอยู่ ชาวเมืองซึ่งยืนอยู่ในที่นั้นและได้เห็นเพื่อนข้างๆตัวกลายร่างพากันแตกตื่นด้วยความหวาดกลัว ทว่าก่อนที่จะเกิดจลาจลเพราะฝูงชนตื่นหนีจนอาจจะมีการเหยียบกันตายหรือบาดเจ็บ พวกอสุรกายก็เกิดอาการทุรนทุรายล้มลงดิ้นพราดเมื่อต้องละอองสีทองก่อนจะสลายกลายเป็นฝุ่นควัน
“น่าตกใจจริงๆ ที่ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกปีศาจแห่งความมืดแทรกซึมอยู่ในเมืองนี้แล้ว” โรวิคเจ้าเมืองคัลเวลร่างอ้วนซึ่งเคยต้อนรับพวกคามิวมาแล้วครั้งหนึ่งพูดเสียงสั่น หน้าซีดๆและดวงตาเบิกโพลงแถมเหงื่อเม็ดเป้งซึ่งผุดขึ้นมาบนศีรษะที่ล้านเลี่ยนนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าตกใจถึงขีดสุด เมื่อตระหนักได้ว่าภัยร้ายมันอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิดไว้ “ท่านคามิวโปรดช่วยกำจัดพวกมันให้สิ้นซากด้วยเถิดพะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับท่านเจ้าเมือง ภายในเขตอาคมนี้ ข้าคิดว่าคงจะไม่มีพวกมันตนใดต้านทานไหวอย่างแน่นอน” รุ่นพี่จอมเวทรีบออกมากันท่าพร้อมชี้แจงทันที เมื่อเห็นว่าเจ้าเมืองร่างอ้วนวิตกจริตหวาดกลัวพวกปีศาจจนถึงกับลืมตัวทำท่าจะเข้าไปยื้อยุดฉุดแขนหนุ่มน้อยผมดำ “ตราบใดที่ศิลาอาณาเขตไม่ถูกทำลาย ก็จะไม่มีภัยร้ายใดๆกล้าย่างกรายเข้ามาในเมืองของท่านอย่างเด็ดขาดครับ”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็วางใจ แต่ไม่ว่ายังไงก็อยากจะขอให้ท่านคามิวพักอยู่ที่เมืองคัลเวลสักคืน” โรวิคยังคงตามตื๊อไม่เลิกจนอาเบลเริ่มไม่พอใจ “อย่างน้อยก็เพื่อให้พวกเราอุ่นใจว่าปลอดภัยแน่นอนไงล่ะพะย่ะค่ะ”
แต่ก่อนที่โรวิคได้จะได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นองครักษ์ผิวเข้มที่ยืนดูอยู่ข้างๆก็ก้าวมาขวางไว้ เจ้าเมืองร่างอ้วนผงะถอยกรูดเมื่อเจอกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบราวใบมีด แม้ไม่ได้เอ่ยปากแต่ก็เข้าใจได้ทันทีว่าหากยังไม่เลิกวอแว อาจจะได้ไปนอนพักค้างคืนให้อุ่นใจในโรงหมอเป็นคนแรก
“คามิว รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อนที่จะถึงเมืองหน้าด่าน”
อาเบลเห็นโอกาสที่จะออกจากเมืองจึงรีบรุนหลังคามิวให้ขึ้นรถม้าก่อนที่โรวิคจะทันตั้งสติกลับมาตอแยอีกรอบ เมื่อประตูรถม้ากำลังจะปิดลงหนุ่มผมดำเห็นเจ้าเมืองที่เคยมั่นใจดูเซื่องซึมไปถนัดใจจึงส่งยิ้มมาให้ ประกอบกับออร่าแห่งแสงสว่างที่กระจายออกมารอบๆตัวมีผลทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้บังเกิดความสบายใจ ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิซึ่งพัดพาเอาความหนาวเย็นให้จางหายไป
ขบวนคาราวานออกจากเมืองคัลเวลมุ่งสู่เมืองหน้าด่านตามเส้นทางที่คามิวเคยผ่านเมื่อครั้งก่อน แม้เวลาจะเพิ่งผ่านไปเพียงไม่นานแต่มันก็เกิดเรื่องราวต่างๆขึ้นมากมาย ทั้งตอนที่เดินตลาดจนถูกลักพาตัว ตอนที่มากับรุ่นพี่แล้วเกิดเรื่องจนต้องระเห็ดไปนอนหนาวในคุก และตอนที่อับอายเพราะอนุสาวรีย์กลางเมืองเมื่อครั้งล่าสุดที่แวะมาเมืองนี้ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นความหลังที่ไม่ค่อยจะโสภานักก็ตามแต่ก็เป็นความทรงจำอันมีค่า จนอดไม่ได้ที่จะแย้มรอยยิ้มยามนึกถึง
ภาพของหนุ่มผมดำซึ่งกำลังคิดเรื่อยเปื่อยพลางนั่งเหม่อมองวิวทิวทัศน์ข้างทาง ที่เปลี่ยนสลับกันระหว่างป่าและทุ่งหญ้าอย่างเพลิดเพลิน อยู่ในสายตาขององครักษ์เฉพาะกิจทุกอากัปกิริยา บรรยากาศที่น่าจะเครียดขมึงเพราะไม่มีใครเอ่ยปากพูดคุยกันเลยนั้นกลับดูผ่อนคลายมากกว่าตอนแรก เพราะสองคนที่เขม่นกันตั้งแต่แรกออกเดินทางหยุดกิจกรรมนั้นชั่วคราวเพราะมีเรื่องให้ต้องขบคิด
“ถึงเมืองหน้าด่านคงต้องเข้าที่พักให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยแอบออกมาจัดการเรื่องเขตอาคม ถึงตอนกลางคืนอาจจะไม่ค่อยปลอดภัย แต่ก็น่าจะดีกว่าให้ใครต่อใครพบเห็นชัดๆ”
อาเบลขมวดคิ้วพึมพำกับตัวเอง เนื่องจากไม่อยากจะให้เกิดเหตุการชุลมุนอย่างเมื่อตอนอยู่คัลเวลขึ้นมาอีก เพราะเมืองหน้าด่านที่กำลังจะไปถึงในอีกไม่นานนี้กลายเป็นเส้นทางค้าขาย จึงมีคนจากหลายอาณาจักรมารวมกันอยู่หนาแน่นกว่าเมื่อก่อน ที่สำคัญมีชาวพรีมิวเลียที่นิยมชมชอบในตัวรุ่นน้องของเขาอยู่มากเสียด้วย ถ้าปล่อยให้เข้าถึงเนื้อถึงตัวละก็อาจจะมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นก็เป็นได้
ทว่าพอไปถึงเมืองหน้าด่านเข้าจริงๆคนที่นั่งคิดแผนการณ์มาตลอดทางก็เป็นต้องอึ้งไปทันที เมื่อเห็นจำนวนผู้คนมากมายราวกับจะมีงานเทศกาลยอดนิยมอะไรสักอย่างถึงได้แห่แหนกันมาชุมนุมกันในที่แห่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวพรีมิวเลียที่ได้ข่าวว่าขวัญใจของพวกเขาจะมาประกอบพิธีสร้างเขตอาคมจึงดั้นด้นมาเพื่อชื่นชมบารมี
“เฮ้ นั่นขบวนม้าของโรแลนเซียนี่นา เขาต้องอยู่บนรถม้าคันนั้นแน่ๆเลยละ”
เสียงหนึ่งตะโกนก้องขึ้นเรียกให้สายตาของคนจำนวนมากหันขวับไปมองทางเดียวกัน ก็ได้เห็นว่าขบวนคาราวานซึ่งมีกองทหารองครักษ์บนหลังม้าพร้อมรถม้าสีดำหรูหรามีตราอาณาจักรโรแลนเซีย กำลังวิ่งช้าๆฝ่าฝูงชนอย่างยากลำบากท่ามกลางการคุ้มกันของทหารรักษาการณ์เพื่อตรงไปยังบ้านพักรับรองของเจ้าเมือง และแน่นอนว่าคนที่พวกเขารอคอยที่จะได้พบเจอต้องอยู่บนรถม้าคันนั้นแน่นอน มีหรือที่พวกชาวบ้านที่รอคอยมานานจะปล่อยให้โอกาสงามผ่านไป คนที่อยู่ใกล้จึงพยายามเบียดเสียดเพื่อเข้าไปให้ถึงขบวน เป็นชนวนให้คนที่เหลือพากันเฮโลเข้าใส่ หวังเพียงจะได้เห็นหน้าหนุ่มน้อยผมดำผู้กลายเป็นตำนานมีชีวิต
“จงถอยไป เปิดทางให้กองคาราวานเข้าที่พักก่อน” ทหารรักษาการณ์ทำงานอย่างเต็มที่ปากก็พร่ำร้องบอกฝูงชนที่ตั้งท่าจะดึงดันเข้าให้ถึงตัวคนสำคัญจนพวกตนเองชักจะห้ามไม่อยู่แล้ว “พวกเจ้าอย่าใจร้อน คืนนี้จะมีการทำพิธีสร้างเขตอาคม รวมทั้งงานฉลองต้อนรับที่จตุรัตกลางเมือง ตอนนี้ให้ท่านคามิวไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยจากการเดินทางก่อนเถอะ”
“ออกมาให้พวกเราได้เห็นกันสักนิดจะเป็นไรไปล่ะ” ชาวพรีมิวเลียคนหนึ่งซึ่งแบกกล่องไม้เอาไว้อย่างถนุถนอมที่กำลังยื้อยุดกับทหารเป็นฝ่ายพูดขึ้น “เรานำของกำนัลมามอบให้เป็นการตอบแทนที่ท่านคามิวช่วยพวกเราไว้ กรุณารับไปด้วยเถอะครับ”
“ใช่ๆ พวกเราอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลเพื่อเวลานี้โดยเฉพาะเลยนะ”
ยังคงเป็นชาวพรีมิวเลียที่ดูจะใจร้อนและมีความพยายามในการขอพบขวัญใจของพวกตน เพราะหลังจากล้มล้างระบอบกษัตริย์เผด็จการไปแล้วพวกเขาต่างก็มีชีวิตที่ดีขึ้น ความสัมพันธ์อันดีทั้งในและนอกอาณาจักรนำพาความเจริญก้าวหน้าพร้อมทั้งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์มาสู่พลเมืองซึ่งเคยมีชีวิตอยู่บนความยากลำบากแร้นแค้น พวกเขาเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะการมาเยือนของหนุ่มผมดำแห่งโรแลนเซียเพียงคนเดียว
แม้ทุกฝ่ายจะพยายามควบคุมสถานการณ์แต่ดูเหมือนความพยายามจะไม่เป็นผล เนื่องจากความโกลาหลยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงแต่ประการใด ถึงจะเคลื่อนที่ไปได้ช้าแต่รถม้าก็ขยับไปจนถึงหน้าประตูบ้านพักเจ้าเมืองจนได้แม้จะทุลักทุเลเต็มทีก็ตาม แต่มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ไปร่วมวงแต่กลับยืนหลบมุมดูความวุ่นวายทั้งหลายแหล่แบบงงปนอึ้ง
“คนในรถม้าจากโรแลนเซียนั่นเป็นใครกันน่ะ” ชายสวมผ้าคลุมสีเทาเข้มเอ่ยถามพรรคพวกก่อนจะเปิดฮู้ดออกเผยให้เห็นใบหน้าหยาบกร้านเต็มไปด้วยหนวดเครา และผิวสีเข้มกร้านแดด “คนถึงได้มายืนออรอต้อนรับกันขนาดนี้”
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้าส่งคนไปสืบถามแล้วเดี๋ยวก็คงจะกลับมาบอก” ชายร่างเล็กในชุดคลุมไม่ต่างกันพูดขึ้นบ้าง “ว่าแต่เราหาที่พักก่อนดีมั้ย มายืนรวมกลุ่มกันอยู่แบบนี้คนจะสงสัยเอาได้นะ”
“ก็ดี อุตส่าห์ลงทุนเสี่ยงเข้ามาสืบข่าวถึงที่นี่ ข้ายังไม่อยากถูกไล่จนกว่าจะได้เข้ากรุนเบอร์เรีย” เสียงห้าวๆของคนที่ท่าทางจะเป็นหัวหน้ามาพร้อมกับการก้าวเดินนำออกไปจากเงามืด แสงสว่างยามโพล้เพล้ยังเพียงพอที่จะส่องให้เห็นใบหน้าคมคายและผิวสีน้ำผึ้งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนในดินแดนทะเลทราย “คืนนี้ค่อยออกมาสำรวจลู่ทาง สายของเราบอกมาว่าเจ้าฆาตกรอำมหิตมันหลบหนีเข้ามาที่เมืองนี้ ถ้าโชคเข้าข้างเราก็อาจจะจับมันได้ที่เมืองนี้แหละ”

ขณะที่ทั้งกลุ่มกำลังจะเดินเลี่ยงออกไปเพื่อเสาะหาที่พักแรม ก็มีคนๆหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นพรรคพวกที่ออกไปสืบข่าวโซเซกลับมาในสภาพเลือดท่วม แม้ความมืดจะโรยตัวลงครอบคลุมรอบด้านจนมองอะไรแทบไม่ชัดเจน แต่ทั้งกลุ่มยังต้องรีบเดินไปล้อมเพื่อบังสายตาและพาไปปฐมพยาบาลสอบถามกันในที่ลับตา เพื่อป้องกันคนผิดสังเกต

"ทำใจดีๆไว้นะ บอกข้ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น ใครทำร้ายเจ้างั้นรึ?” คนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้ารีบร้อนสอบถามคนของตนที่อาการไม่ค่อยดีนัก หากไม่รีบรักษาน่ากลัวว่าจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้เสียแล้ว

“จ…เจ้าเด็กตัวร้ายนั่น มันอยู่ในเมืองนี้แล้ว” คนเจ็บเอ่ยปากบอกอย่างยากเย็น เสียงของเขาแผ่วเบาไม่เกินการกระซิบทำให้ผู้เป็นหัวหน้าต้องก้มลงมาเงี่ยหูฟังใกล้ๆ “คนที่ไปด้วยกันกับข้า ถูกมันฆ่าตายที่ชายป่า”
“เจ้าเห็นหน้ามันรึเปล่า มันเป็นคนหรือปีศาจกันแน่” ชายร่างเล็กเป็นคนถามขึ้นบ้าง เพราะพวกที่ส่งไปสืบข่าวนั้นมีฝีมือเป็นเลิศทุกคน หากจะมีคนทำร้ายจนพวกเขาบาดเจ็บล้มตายก็ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน “หน้าตาของมันเป็นยังไง เหมือนในประกาศจับรึเปล่า?”
“มันเป็นเด็กหนุ่ม ผมสีดำกับดวงตาสีเหลืองซีด ที่สำคัญมันเหี้ยมโหดยังกับไม่ใช่มนุษย์” คนเจ็บกัดฟันพูดจนจบประโยคก็ไอโขลกพร้อมกับสำลักเลือดฟูมปาก “แก้แค้นให้ข้าด้วย ท่านหัวหน้า.”
“อย่าทำสำออยให้มากนัก ข้าไม่ได้สั่งให้ตายเจ้าก็ห้ามตายเด็ดขาด” พูดจบคนที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าก็ยัดอะไรบางอย่างเข้าปากคนเจ็บ สักพักร่างที่นอนแน่นิ่งก็เริ่มขยับมีลมหายใจกลับคืนมา ทว่ายังคงไม่ได้สติ “พาตัวเขากลับไปที่มั่นของพวกเราก่อน ส่วนเรื่องเจ้าคนร้ายนั่นพวกเราจะจัดการเอง”
.
.
กองคาราวานของโรแลนเซียซึ่งผ่านจตุรัสกลางมาด้วยความทุลักทุเลได้เข้ามาหยุดพัก ณ จวนของเจ้าเมือง ท่ามกลางเสียงถอนหายใจโล่งอกของหลายๆฝ่าย คามิวจำเป็นต้องหยุดค้างคืนที่นี่ก่อนที่จะผ่านเข้าไปสู่เขตแดนของกรุนเบอร์เรียเนื่องจากติดภารกิจสร้างเขตอาคมให้แล้วเสร็จ แต่เพราะเสียเวลากับความชุลมุนวุ่นวายไปมากกว่าที่คิด อีกทั้งยังต้องร่วมงานฉลองที่เจ้าเมืองร่วมกับเหล่าพ่อค้าจากพรีมิวเลียจัดต้อนรับการมาเยือน เวลาพักผ่อนที่น่าจะมีเพียงพอเพราะเดินทางมาถึงก่อนพลบค่ำจึงหดหายไปมากกว่าที่คิด
“หาอะไรรองท้องไว้ก่อนดีกว่านะ เพราะในงานฉลองอาจจะมีแต่ของต้องห้ามของเจ้าก็ได้” จอมเวทแว่นหนาสาละวนตระเตรียมของว่างและน้ำชาซึ่งลงทุนขนมาเองให้กับคามิว เพราะตอนนี้รุ่นน้องผมดำดูเหนื่อยอ่อนอย่างเห็นได้ชัด “ธรรมดาเขตอาคมป้องกันต้องใช้จอมเวทช่วยกันสร้าง แต่เจ้าต้องทำคนเดียวคงจะเสียพลังไปไม่น้อย ข้าอุตส่าห์กะเวลาให้มาถึงก่อนค่ำเพื่อให้เจ้าได้พักผ่อนแท้ๆ เพราะมัวเสียเวลากับฝูงชนเวลาก็เลยหดหายไปเยอะ”
“ขอบคุณครับ กำลังหิวอยู่พอดีเลย”
คามิวรับน้ำใจของอาเบลแต่โดยดีเพราะรู้สึกว่าตอนนี้ท้องตัวเองเริ่มร้องหาอาหารเช่นกัน ความจริงการสร้างเขตอาคมที่เมืองคัลเวลนั้นไม่ได้ใช้เหน็ดเหนื่อยอะไรมากมายนัก ทว่าตอนที่พวกอสุรกายปรากฏตัวออกมานั้นไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องแอบใช้เวทบทใหญ่ที่สิ้นเปลืองพลังงานออกไปเพื่อกำจัดความมืดให้สิ้นซาก ยังดีที่คามิวสามารถใช้เวทได้โดยไม่ต้องร่ายรุ่นพี่แว่นหนาของตนจึงไม่รู้ แต่ว่ากำไลกักพลังยังร้ายกาจสมชื่อเพราะมันบีบรัดข้อมืออย่างรุนแรงจนเจ็บปวดสุดทนยามใช้เวทเกินกำลัง นอกจากจะกักพลังเอาไว้ยังปิดกั้นไม่ให้ฟาร์ฟาร์ออกมาช่วยเหลือ แถมการ์เดี้ยนที่เคยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ตัวก็โดนท่านอาจารย์พรากกลับไปราเชลเสียแล้ว ตอนนี้คามิวจึงต้องพึ่งพากำลังของตนเองเพียงอย่างเดียว
“เดี๋ยวก็นอนพักสักหน่อยก็แล้วกัน ต้องให้เวลาเจ้าเมืองเขาวางแผนเตรียมการรักษาความปลอดภัยกันใหม่อีกที เพราะคนมาเยอะกว่าที่กะเอาไว้ทีแรก” พอจัดแจงให้เติมพลังเสร็จก็รุนหลังคามิวไปที่เตียงนอน “นอนหลับสักชั่วโมงก็ยังดี ถึงเวลาแล้วข้าจะปลุกเจ้าเอง”
หนุ่มผมดำทำตามอย่างว่าง่ายเพราะการนอนหลับคือวิธีฟื้นพลังที่ง่ายและได้ผลที่สุด ที่สำคัญคามิวไม่แน่ใจว่าคืนนี้จะมีอสุรกายสายธาตุมืดโผล่ออกมาอีกหรือเปล่า ถ้าโชคร้ายต้องเจอกับพวกมันอีกก็คงต้องฝืนสังขารร่ายมหาเวทที่สุดแสนจะเปลืองพลังเพื่อกำจัดพวกมันทิ้ง ทั้งที่พอจะเดาได้ว่าเจ้ากำไลกักพลังมันคงจะแผลงฤทธิ์บีบรัดจนข้อมือเจ็บระบมก็ตาม
ตลอดเวลาที่อาเบลวิ่งวุ่นดูแลรุ่นน้องผมดำของตน องครักษ์พิเศษเอาแต่ยืนนิ่งอยู่มุมห้องเฝ้ามองคามิวด้วยสายตาจับผิด หัวคิ้วเข้มขมวดยุ่งด้วยความสับสนกับภาพที่ได้เห็นตรงหน้า ภาพหนุ่มผมดำที่เป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มท่าทางอ่อนแอ ทว่าสิ่งที่เขาทำกลับต่างกับภาพลักษณ์แบบสุดโต่ง พลังอำนาจที่มากมายเกินคนธรรมดาสามัญ ความสุขุมเงียบขรึมที่ดูน่าจะมีลับลมคมในแต่หาใช่แบบนั้นไม่ ดวงตาสีทองของหนุ่มน้อยคนนั้นใสกระจ่างไร้แววของความเจ้าเล่ห์เพทุบาย อีกทั้งเมื่อได้อยู่ใกล้ยิ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นสบายใจและรู้สึกว่าคามิวคนนี้มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด

คิ้วเข้มขององครักษ์พิเศษขมวดมุ่นพร้อมส่งแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยออกมาทันทีที่เห็นหนุ่มผมดำกระทำการบางอย่าง เพราะคามิวต้องการให้รู้สึกสบายตัวที่สุดเพื่อจะได้เข้าสู่ภวังค์ได้อย่างรวดเร็วจึงปลดกระดุมเสื้อออกนิดหน่อยให้คลายความอึดอัด ซึ่งมันก็เผยให้เห็นเครื่องประดับที่พันอยู่รอบคอซึ่งเจ้าตัวมักจะปกปิดไว้จนเคยชิน หินเกร็ดตะวันเม็ดเขื่องส่องประกายงดงามสะดุดตาคนที่เอาแต่ยืนมองอยู่ที่มุมห้องมาตลอด มันดูคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน พอนึกย้อนกลับไปก็ยิ่งฉงนสนเท่ห์เป็นสองเท่าเพราะเจ้าเครื่องประดับชิ้นนี้ มันน่าจะเป็นชิ้นเดียวกับที่อยู่กับบุตรคนเล็กของจอมเวทสาวที่เคยเห็นในตลาด
คามิวรีบขึ้นเตียงและซุกตัวบนฟูกนุ่มพลิกไปมาหาท่าที่สบายที่สุดแล้วก็นิ่งเงียบไป เสียงหายใจเบาๆสม่ำเสมอ และท่านอนที่ผ่อนคลายแสดงให้รู้ว่าหนุ่มน้อยหลับสนิทไปเรียบร้อยแล้ว อาเบลยังคงรีรออยู่ในห้องอีกครู่ใหญ่เมื่อเห็นว่าส่วนเกินที่มุมห้องเอาแต่จ้องมองเพียงอย่างเดียว หนุ่มแว่นหนาจึงตัดสินใจออกจากห้องไปทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อนจะถึงเวลางาน ทว่าเมื่อประตูห้องปิดลง ร่างกำยำที่เคยยืนนิ่งก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวราวกับรอโอกาสมานานแล้ว
คนที่ได้ชื่อว่าองครักษ์พิเศษเดินเข้าใกล้เตียงนอนหลังโตอย่างรวดเร็วแต่ทว่าเงียบกริบ สมองเริ่มทบทวนข้อมูลที่ตนได้รับรู้มา ว่าเด็กหนุ่มที่กำลังนอนหลับไร้การระวังป้องกันตัวอยู่ต่อหน้าตนนี้คือคนสำคัญของโรแลนเซีย แม้ลักษณะต่างๆจะเหมือนคนร้ายที่บุกฆ่าทำลายล้างเมืองตามชายแดนอานาโตเลียไปแล้วหลายแห่ง แต่ความรู้สึกขณะอยู่ใกล้มันช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว ที่สำคัญเครื่องประดับที่เขาใส่อยู่น่าจะเป็นวงแหวนแห่งราชวงศ์ซึ่งควรมีแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ...แล้วทำไมถึงไปอยู่กับเด็กทารกนั่นได้ล่ะ?...
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบกวาดมองร่างเพรียวที่หลับพริ้ม ถึงเค้าหน้าจะเหมือนกันมากก็ตามแต่นี่เป็นเด็กวัยรุ่นที่ร่างกายกำลังพัฒนาไปสู่วัยหนุ่ม เด็กทารกก็ไม่มีทางเติบโตขนาดนี้ได้ในเวลาเพียงแค่วันเดียว หลังจากพยายามคิดและประเมินด้วยในสายตาของชายชาตินักรบซึ่งมีร่างกำยำจากการกรำศึกก็พบว่า ดูยังไงคามิวก็ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มธรรมดาที่ออกจะผอมบางเกินไปสักหน่อย และคงทำใจให้เชื่อได้ยากว่านี่คือคนๆเดียวกับฆาตกรอำมหิตที่ร้ายกาจดุจปีศาจซึ่งทำลายหมู่บ้านชายแดนอานาโตเลียจนย่อยยับ แต่เมื่อคิดถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นไฟแห่งความแค้นก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง มือหนาทั้งสองขององครักษ์พิเศษกางออกพร้อมกับฉกวูบไปที่ลำคอหนุ่มน้อยที่กำลังหลับสนิท ...ทว่ามันชะงักค้างก่อนที่จะสัมผัสโดน...
ร่างกำยำกัดฟันกรอดต่อสู้กับจิตด้านลบของตนเองเต็มที่ เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นก่อนที่เขาจะรั้งมือกลับไปดึงผ้าที่ปิดบังส่วนใบหน้าออกอย่างขัดใจ เผยให้เห็นโฉมหน้าชัดตา บุรุษผู้นี้ก็คือพ่อค้าผิวเข้มที่วางแผงค้าเครื่องประดับในตลาดเมื่อตอนนั้น หรืออีกนัยหนึ่ง นาร์อิม นายทหารหน่วนสอดแนมของอานาโตเลียที่เกือบทิ้งชีวิตไว้ที่ชายป่าของเมืองหลวงโรแลนเดีย ตอนปะทะกับคนร้ายที่อ้างชื่อคามิว ทีเอเนียนั่นเอง
ย้อนหลังกลับไปเมื่อสองวันก่อน นาร์อิมถูกกองทหารโรแลนเซียช่วยชีวิตเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด อีกทั้งยังได้จอมเวทอันดับหนึ่งยังเป็นผู้รักษาบาดแผลให้จนหายเป็นปลิดทิ้ง ทีแรกก็นึกปลงว่าคงจะต้องแก่ตายในคุกของโรแลนเซียเป็นแน่ แต่ผิดคาด เมื่อราชาคาร์ลอสซึ่งรู้ข่าวเรื่องการบุกทำลายเมืองชายแดนได้ยื่นข้อเสนอที่ดูอันตรายและบ้าระห่ำ
“เราจะมอบหมายหน้าที่สำคัญให้แก่เจ้า” เหนือหัวแห่งโรแลนเซียเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังดังก้องห้องทรงอักษร เนตรสีฟ้าจ้องมองผู้บุกรุกที่ถูกนำตัวมาเข้าเฝ้าราวกับจะมองให้ทะลุถึงจิตใจ “เราจะให้เจ้าติดตามดูแลคามิว ทีเอเนียว่าที่ราชบุตรเขยของเรา จงดูด้วยตาและสัมผัสด้วยหัวใจของเจ้าเองเถอะว่า เด็กคนนั้นคือคนร้ายที่กำลังตามหาอยู่หรือไม่”
“ฝ่าบาท!!" จอมเวทสาวใจหายวาบกรีดร้องเสียงหลง ร่างอรชรถลาลงคุกเข่าฟูมฟายอ้อนวอนด้วยน้ำตานองหน้า “อย่าทำเช่นนั้นเลยเพคะ ทุกคนก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าลูกชายของหม่อมฉันไม่ใช่คนร้าย ทำไมจะต้องส่งเขาไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้นด้วย ทรงโปรดเห็นใจมารดาอย่างหม่อมฉันด้วยเถอะ”
“ท่านจอมเวท เพราะเชื่อมั่นในตัวคามิวฉันถึงได้ใช้วิธีนี้ พวกเรารู้ดีว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์แต่กับคนที่ปักใจเชื่อไปแล้วนั้นไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็คงไม่ยอมฟังเป็นแน่”
ราชาคาร์ลอสยังคงยืนยันการตัดสินใจที่ออกจะบ้าบิ่นเกินไปในความคิดของทุกคน รวมทั้งผู้บุกรุกที่กำลังมึนงงกับข้อเสนอที่เหมือนจะเปิดโอกาสให้ลงมือกับผู้ต้องสงสัยตามใจชอบ แต่ดูเหมือนพระราชาของโรแลนเซียจะเดาความคิดของเชลยจากอานาโตเลียได้ คำพูดต่อมาจึงเหมือนกับเป็นการดักคอด้วยการตีกรอบบังคับพร้อมกับนำสิ่งที่ชายชาติทหารจะต้องรักษายิ่งชีพมาเป็นเงื่อนไข
“เรายอมให้เจ้าคอยอยู่ข้างกายคามิว เพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง หากเขาเป็นคนร้ายที่เจ้ากำลังตามหาจริงๆละก็ อยากจะต้มยำทำแกงยังไงก็เชิญตามสบาย” ดวงเนตรสีฟ้าหรี่ลงเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเชลยชาวอานาโตเลียที่กล้าเงยหน้ามองประสานสายตาเหมือนจะหยั่งเชิงว่าพระองค์เอาจริงแน่หรือ “แต่… เจ้าต้องสาบานด้วยเกียรติของทหารหาญว่า ก่อนที่ความจริงจะปรากฏ เจ้าจะไม่แตะต้องหรือลงมือทำร้ายเขา เจ้าจะต้องคอยดูแลคุ้มครองอยู่ข้างๆเด็กคนนั้นตลอดเวลา อย่าได้ปล่อยให้ใครทำอันตรายเขาได้เด็ดขาด”
“คิดว่ามันคุ้มแล้วหรือที่จะเดิมพันด้วยชีวิตราชบุตรเขยคนสำคัญของฝ่าบาท ถ้าหากข้าเลือกที่จะฆ่าศัตรูมากกว่าศักดิ์ศรี มันอาจจะสายเกินไปที่จะมาเสียใจทีหลังก็ได้นะ”
คำพูดจริงจังของนาร์อิมทำให้ใจของผู้เป็นแม่แทบจะหยุดเต้นไปเสียเดี๋ยวนั้น ดวงตาสีทองชอกช้ำด้วยหยาดน้ำที่ไหลพรั่งพรูเต็มไปด้วยแวววิงวอน จ้องมองคนที่กำลังจะกลายเป็นผู้กุมชีวิตลูกชายของเธอ เสียงสะอื้นไห้ดุจหัวใจกำลังจะแหลกสลายกระจายความเศร้าโศกให้ทุกคนในห้องสัมผัสได้ คริสโตเฟอร์เอาแต่ยืนเงียบอยู่ทางหนึ่ง ดูเผินๆเหมือนจะเก็บอารมณ์ได้ดีทว่าในความเป็นจริงนั้น แม่ทัพอัศวินขบกรามของตนจนฟันแทบแหลกหมดปากเพื่อสะกัดกั้นไม่ให้พูดคัดค้านออกไป มือหนากำแน่นสั่นระริกเจ็บใจตนเองยิ่งนักเมื่อคิดว่าต้องส่งลูกชายเข้าสู่อันตรายอีกครั้งโดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้แม้แต่น้อยนิด
“ถ้าเจ้าทำเช่นนั้น เราสัญญาว่าจะถล่มอานาโตเลียของเจ้าให้พินาศย่อยยับด้วยมือของเราเอง” เหนือหัวแห่งโรแลนเซียประกาศก้อง “จงชั่งน้ำหนักเอาเองก็แล้วกันว่า ระหว่างชีวิตของคามิว ทีเอเนียคนนี้ซึ่งเรากล้ายืนยันว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ กับอานาโตเลียทั้งอาณาจักร อะไรคือสิ่งที่เจ้าควรเลือก”
“จะบอกว่าคามิว ทีเอเนียของฝ่าบาท กับเจ้าปีศาจนั่นเป็นคนละคนกันงั้นรึ?” นาร์อิมสับสนหนักขึ้น เมื่อได้ยินคำยืนยันอย่างมั่นใจของราชาคาร์ลอส เพราะคนที่ลงมือเหี้ยมโหดร้ายกาจดุจมารร้ายนั้นประกาศชื่อของมันออกมาเองนี่นา “ข้าไม่เชื่อหรอก ข้าจะหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่ามันคือคนเดียวกัน”
“งั้นเจ้าก็คงยอมรับคำท้าของเราสินะ” ราชาแห่งโรแลนเซียสรุปตัดบท เพราะรู้อยู่แก่ใจดีว่าพูดอะไรไปนาร์อิมก็คงจะไม่ยอมฟัง ดังนั้นจึงเปลี่ยนแผนเป็นการท้าทายแทน “งั้นเรามาเดิมพันกันดีกว่า ถ้าเจ้าชนะและหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้ละก็ เ รายินดีสละราชบัลลังก์นี้ให้เจ้า แต่ถ้าหากคามิวไม่ใช่ผู้ผิดเจ้าจะต้องรับรองชีวิตและเป็นพยานยืนยันแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมดให้เขา ระหว่างที่ยังพิสูจน์อะไรไม่ได้จะขอมอบชีวิตของเด็กคนนี้ไว้ในกำมือเจ้าเพื่อแสดงถึงความจริงใจของพวกเรา แต่ถ้าเขาเป็นอะไรไปก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะกระจ่าง ทางเราจะถือว่าอานาโตเลียคือศัตรู หวังว่าเจ้าคงจะตกลงนะ”
“ได้ ข้ายอมรับเงื่อนไขของฝ่าบาท ข้าจะดูแลเขาให้ดีที่สุดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า ใครคือฆาตกรตัวจริงกันแน่”
**++**++**++**
สวัสดีค่ะแฟนคลับและนักอ่านที่รักทุกท่าน
ต้องขอโทษกันเป็นประจำกับความล่าช้าที่เกิดขึ้น เหตุผลก็เดิมๆนั่นแหละค่ะ แม่ป่วย งานเยอะ อุ้ ตันฯลฯ
อ่านจบตอนนี้แล้วอาจจะมีบางท่านกำลังคิดว่า ทำไมราชาคาร์ลอสถึงทำแบบนั้น ไม่สงสารคามิวรึไง?
รออ่านเฉลยเหตุผลในตอนต่อไปก็แล้วกันนะคะ(จะมีเฉลยแน่เรอะ)
ขอบคุณกำลังใจและขอบคุณที่อุตส่าห์รอคอยกันอย่างอดทน
จะพยายามมาให้ไวขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณมากค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #5890 amnesiac (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2555 / 08:39
    ไม่ได้เข้ามานาน แอบต่อไม่ติดไปบ้าง แต่ยังสนุกเหมือนเดิมค่ะ ^^
    #5,890
    0
  2. #5825 นักอ่าน...lnwcool (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 28 เมษายน 2555 / 19:56

    มันคือความจริงเน้อ

    #5,825
    0
  3. #5460 TxGazella_SLxT (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 / 14:35
     หน้าหวานจังแหะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 กันยายน 2554 / 21:48
    #5,460
    0
  4. #5417 ~*>> IN (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2554 / 02:55

    ผมชอบการเดิมพันของราชาคาร์ลอสนะ  ^^

    เพราะคนบางคนพูดไม่ฟังจริงๆ  

    ให้เห็นกับตาพิสูจน์กับตัวคงเป็นทางเลือกทีดีกว่า  

    5555555+

    #5,417
    0
  5. #5395 mail (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 / 20:41
    เพื่อนแนะนํามา ก็เลยอ่าน ตอนแรก โหยมีโคตรเยอะเลย กี่เดือนจะจบเนี่ย

    พออ่านไปอ่านมา จบภายใน 5 วัน แล้วก็ โหย ทําไมไรเตอร์อัพช้า+น้อยจังเลย

    55 แต่ยังไงก็เป็นกําลังใจให้นะ จะคอยติดตามนะคะ สู้ๆ
    #5,395
    0
  6. #5379 loli (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2554 / 21:31
    โอ้ว ฝ่าบาทเด็ดมาก!
    #5,379
    0
  7. #5372 axis (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2554 / 10:49
     เหอะๆ  ตามิว เอ้ย คามิว เอ้ย   ดวงของเจ้ามันช่าง... เหอะๆ  

    Ps. พี่แหม่ม   ให้ตาแว่นตามไปคนเดียวจะไหวเหรอครับ   พี่แกไม่น่าจะช่วยเหลืออะไรได้มากอยู่ด้วย
    #5,372
    0
  8. #5370 ตะวันแห่งราตรี (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 21:29
    รออ่านเสมอขอรับ
    #5,370
    0
  9. #5366 AlLeN (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 18:02
     จะรออ่านตอนต่อไปน้า

    สู้ๆ
    #5,366
    0
  10. #5365 เอกเองครับ (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 15:54
    ราชาคาร์ลอสเล่นแบบนี้เลยเรอะ ยังดีที่นาร์อิมเป็นคนมีเหตุผลนะเนี่ย รอดูครับว่าจะรู้ว่าเป็นคนละคนกันเมื่อไหร่
    #5,365
    0
  11. #5364 SomSalovaGy (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 13:35
     มาอัพต่อไวๆๆนะคะ ^^ เป็นกำลังใจให้ค่าา...
    #5,364
    0
  12. #5363 Don Past (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 02:12
     รอครบร้อยแล้วค่อยมาอ่านอิอิอิอิ

    แล้วรีบมาอัพต่อนะครับ
    #5,363
    0
  13. #5362 Harrynaki (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2554 / 18:09
    สู้ตาย! แล้วอย่าลืมมาอัพต่อด้วยล่ะ
    #5,362
    0
  14. #5357 loli (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 / 22:00
    ว้าววว อัพแล้ว ปลื้มมม>< จะรอต่อไปนะจร๊ะ =D
    #5,357
    0
  15. #5355 กขค (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 / 16:15
    ทำไมลงสีแล้วเน่าขึ้น???

    #5,355
    0
  16. #5352 สมุดหน้าเหลืง (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2554 / 11:41

    จะติดตามนิยายเรื่องนี้ต่อไปจนชีวิตจะมะลาย............................................................................................................................................................................................................................................................
    ..............................................................................................................................................ย.ยยย

    #5,352
    0
  17. #5350 ตะวันแห่งราตรี (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 / 18:52
    ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าท่านอำมหิตจังขอรับ ตัดได้แบบว่า
    #5,350
    0
  18. #5349 venusia (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 / 12:32
    ลงสีแล้ว สวยคนละแบบกับตอนยังไม่ลงสีเลยนะคะ
    #5,349
    0
  19. #5348 Harrynaki (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 / 11:00
    เยส!สนุกมากๆยังไงก็ไม่ทิ้งนิยายเรื่องนี้หรอก สู้เขา!!
    #5,348
    0
  20. #5347 แมวน้อยสีเทา (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 / 08:50
    ถึงนานขะอัพทีแต่อัฟเมื่อไหร่เป้นต้องเข้ามาอ่าน
    #5,347
    0
  21. #5346 DEATH NOTE (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2554 / 22:37
     สนุกมากๆเลย

    ยังรออยู่นะ

    รีบมาอัพต่อนะ สู้ๆ
    #5,346
    0
  22. #5345 เอกเองครับ (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2554 / 20:41
    หวังว่าจะขจัดความเข้าใจผิดได้นะ ไม่งั้นคืนนี้ปั่นป่วนแหง
    #5,345
    0
  23. #5330 loli (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 20 เมษายน 2554 / 23:31
    พึ่งกลับมาอ่านค่ะ 555

    สนุกมากๆเลย

    แล้วก็ขอให้คุณแม่หายไวๆค่าาา
    #5,330
    0
  24. #5324 ฮิฮิ้ว (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 14 เมษายน 2554 / 00:46
    โอยยย



    อยากอ่านต่อออออ


    #5,324
    0
  25. #5323 ตะวันแห่งราตรี (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 12 เมษายน 2554 / 22:20
    ค้างอย่างร้ายกาจเลยขอรับ แต่ท่าคามิวไม่ใช่ฆาตกรอำมหิตนี่ขอรับ
    #5,323
    0