พรหมลิขิตรักสองภพ

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 649
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    20 ส.ค. 58




 

 

          เสียงลมเอื่อยๆ ลัดเลาะไปตามกิ่งไม้ คล้ายเสียงคร่ำครวญของสายลม ชวนให้หดหู่ใจยิ่งนัก แม้รู้ว่าเป็นที่คาดไว้แล้ว แต่ก็อดเสียใจไม่ได้ พ่นลมหายใจอย่างเศร้าๆ พันอินลงมาเดินเล่นในสวน สองมือไพล่หลัง มีแต่ความมืดมิดปกคลุมไปทั่ว เฉกเช่นใจของเขาตอนนี้ แหงนหน้ามองฟ้าเป็นค่ำคืนที่แสนเศร้าใจ  ถึงจะโดนปฏิเสธมา แต่กลับไม่รู้สึกโกรธเกลียดเธอแต่อย่างใด เพียงแต่น้อยใจในโชคชะตาวาสนาของตนเท่านั้น ใจหนอใจ เหตุไฉนจึงปวดแปลบอยู่กลางอกเช่นนี้ ชายหนุ่มได้แต่ยืนถอนใจซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่อย่างนั้นแบบคนคิดไม่ตก

          แสงเรืองรองส่องสว่างจากเทียนไข ส่องต้องใบหน้าหญิงสาว ศรีนวลนั่งพับผ้าอย่างเอื่อยเฉื่อย โดยมีนางปริกคอยช่วยอย่างกระตือรื้นร้น นางแอบลอบชำเลืองมองนายสาว แม้มือจะง่านอยู่กับการพับผ้า แต่ดวงตาเหม่อลอยคล้ายคนมีเรื่องในใจ

          “แม่หญิงคิดอันใดอยู่หรือเจ้าค่ะ” เสียงบ่าวคนสนิทเอ่ยถาม เจ้าตัวหันมาคลี่ยิ้มบางๆ แต่ไม่ตอบ

          “แม่หญิงจะมิทำอะไรหน่อยหรือเจ้าค่ะ นางคนบ้านป่าคนนั้น บ่าวเห็นอดหมั่นไส้ไม่ได้เจ้าค่ะ ทำมารยาสาไถออดอ้อน ท่านพันอินทั้งรักทั้งหลงมันยิ่งกว่าอะไรดี ยุงไม่ไต่ไรไม่ให้ตอม เห็นมันขัดลูกตาเหลือเกินเจ้าค่ะ”

          “เอ็งจะให้ข้าทำกระไรเล่า แต่ไหนแต่ไรมาชายมีเมียหลายคนเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งหนุ่มรูปงามเยี่ยงพี่พันอินด้วยแล้ว”

          “แล้วแม่หญิงไม่กลัวท่านพันอินจะหมางเมินใส่หรือเจ้าค่ะ เพลานี้ท่านพันอินแทบจะไม่ชายแลแม่หญิงเลย”

          “ข้าจักต้องเกรงอันใด ในเมื่อแม่ท่าน ทั้งรักแลเอ็นดูข้า ถึงอย่างไรนางผู้นั้นก็เป็นได้แค่เมียรองเท่านั้นดอก หาจำเป็นไม่ ที่ข้าต้องกริ่งเกรง ยามนี้พี่พันอินกำลังรักกำลังหลงมันก็ปล่อยก่อน เอ็งเชื่อคำข้าเถิด อีกไม่นานพี่พันอินก็คงเบื่อมันเอง หญิงงามเมืองเยี่ยงนั้น ชูคออยู่ได้ไม่นานดอก ใจชายก็แบบนี้แหล่ะ อาจจะหลงผิดไปบ้าง ดอกไม้ริมทางเช่นนั้นส่งกลิ่นยั่วใจแค่ชั่วครู่ชั่วยามให้คนดอมดมเล่นเท่านั้น แต่คงไม่มีใครคิดจะนำมันมาปักบนแจกันในบ้านให้เป็นเสนียดดอก”

          ศรีนวลฉายยิ้มอย่างคนเหนือกว่า เพราะถึงอย่างไรนางจันดีย่อมเห็นหล่อนดีกว่านางรำคนนั้นเป็นแน่ แม้ใจลึกๆ จะอดเคืองพันอินเล็กๆ ไม่ได้ ตั้งแต่มีเพียงออเข้ามา เขาก็แทบจะไม่สนใจเธอเลย จะว่าไปแล้วแต่ไหนแต่ไรมาพันอินก็ไม่เคยเหลียวแลเธอ หล่อนรู้ว่าพันอินคิดเช่นไรกับหล่อน ในสายตาพันอิน ก็เป็นแค่น้องสาวคนหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นหล่อนก็จะรอวันที่พันอินกลับมาหา หล่อนเชื่อว่าเขาต้องกลับมาในไม่ช้า

          เช้าวันต่อมา เพียงออรอจนพันอินออกไปแล้ว เธอจึงเดินลัดเลาะออกไปทางท้ายเรือน ตั้งใจจะไปหาชายชาวต่างชาติคนเมื่อวาน เธอให้ก้านไปส่ง ก้านบอกว่าชายคนนั้นชื่อ วิลเลี่ยม เขาอาศัยอยู่กับบาทหลวงแถวๆ วัดหน้าพระเมรุ ใกล้ๆ นั้นมีโบสถ์อยู่ เธอเดินไปตามทางผ่านเรือนหลังแล้วหลังเล่าไม่นานก็เจอท่าน้ำ วัดหน้าพระเมรุอยู่ด้านหลังพระราชวัง อยู่นอกเกาะเมืองต้องพายเรือข้ามไป โชคดีทีก้านพายเรือแข็ง เพราะน้ำค่อนข้างเฉี่ยวนี่ขนาดพ้นฤดูน้ำหลากมาแล้ว หลังจากที่เรือเทียบท่า ก้านจัดแจงผูกเรือไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะเดินตามเพียงออที่เดินลอยชายอย่างสบายอารมณ์

          “แม่เพียงอออยากจะพบไอ้คนต่างถิ่นนั่นทำไมกันขอรับ”

          “ฉันก็แค่อยากคุยกับเขาเท่านั้นแหล่ะ”

          “เรื่องอันใดหรือขอรับ”

          “เธออย่ารู้เลย พูดไปเธอก็ไม่เชื่อหรอก” เพียงออบอกยิ้มๆ

          “แต่กระผมเกรงว่า การที่แม่นางมาเยี่ยงนี้ ท่านพันอินจะไม่พอใจเอาได้นะขอรับ”

          “ทำไมจะต้องไม่พอใจด้วยล่ะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหายนะ อย่ากลัวไปเลยนายก้าน”

          เธอว่าเสียงใส เดินฮัมเพลงไปอย่างคนอารมณ์ดี โดยมีก้านตามหลังมาห่างๆ โบสถ์ที่ก้านว่า อยู่หลังวัดไกลโข เป็นอาคารทรงโบราณขนาดกลางไม่ใหญ่มาก ตั้งอยู่กลางลานกว้างหลบอยู่ในเงาต้นราชพฤกษ์ กลีบดอกสีเหลืองแซมสลับเขียว ดอกใบปลิดขั้วยามเมื่อลมโชยผ่านจนพื้นเบื้องล่างกลายเป็นสีเหลืองตระการตา เธอเห็นบาทหลวงท่านหนึ่งกำลังยืนอ่านคัมภีร์อยู่หน้าโบสถ์ เธอจึงเดินเข้าไปทัก

          สวัสดีค่ะ” หญิงสาวทักทายด้วยสีหน้าแจ่มใส ขณะที่บาทหลวงท่านั้น มีสีหน้างุนงงเล็กน้อยกับการทักทายของเธอเพราะน้อยนักที่หญิงอโยธยาจะเจรจาด้วยภาษาต่างชาติแบบนี้ได้ แต่ก็โค้งศีรษะนิดๆ ให้ “ไม่ทราบว่า ที่นี่มีคนชื่อ วิลเลี่ยม รึเปล่าค่ะ

          “อยู่ท้ายโบสถ์น่ะครับ แม่หญิงมาหาเขามีธุระอะไรหรือ ประเดี๋ยวข้าจะให้คนไปตาม” บาทหลวงท่านนั้นบอกอย่างเป็นมิตร

          “ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันไปหาเขาเอง ขอบคุณค่ะ” เพียงออบอกเสียงใสก่อนจะเดินไปทางหลังโบสถ์โดยมีก้านตามมาติดๆ

          บริเวณหลังโบสถ์เป็นลานกว้าง มันเต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือ ที่วางระกะระจนแทบดูไม่ออกไปเลยว่ามันคืออะไร ชายหนุ่มผมสีฟางข้าวรวบเป็นหางม้าก้มหน้างุดๆ อยู่กับมัน เศษเหล็กอันแล้วอันเล่าปลิวออกมา ดูท่าว่ามันไม่ถูกใจเขา จนต้องรื้อใหม่ และคิดว่าคงไม่ใช่ครั้งแรก เพียงออขำเล็กน้อย กระแอมขึ้นมาเบาๆ

          “อะแฮ่ม!

          วิวเลี่ยมโงหัวขึ้นมา ตกใจนิดๆ ใบหน้ามันแผลบ มีคราบดินเลอะเกรอะอยู่บนใบหน้าเต็มไปหมด เพียงออต้องพยายามอย่างหนักที่จะไม่หัวเราะ

          “คุณจำฉันได้ไหม เราเจอกันที่ตลาดเมื่อวานไง”

วิเลี่ยมพยักหน้าอย่างงงๆ ในมือยังกำเศษเหล็กไว้อยู่ ก้านมองเขาอย่างหวาดๆ ราวกับกลัวว่าเขาจะใช้มันตีหัวตน ร่างสูงใหญ่ของวิลเลี่ยมมันน่าเกรงขามเสียด้วย

          “ใช่! ข้าจำเจ้าได้ แล้วนี่เจ้ามาทำอะไรแถวหรือ” เสียงทุ้มใหญ่ถามกลับอย่างมึนงง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหรี่ลงนิดหน่อยอย่างสงสัย

          “พอดีผ่านมาแถวนี้ รู้ว่าคุณอยู่ที่นี่เลยแวะมาหา” เธอตอบแบบขอไปที สายตายังจับจ้องอยู่เครื่องไม้เครื่องมือที่กองระเกะระกะอยู่พื้นด้วยความสนใจใคร่รู้ “แล้วนี่เอ่อ...คุณกำลังทำอะไรอยู่เหรอ”

          “ก็...ประดิษฐ์เครื่องมืออะไรนิดๆ หน่อยๆ” เขาบอกอย่างไม่เต็มเสียงเพราะเกรงว่าเธอจะหัวเราะเยาะเหมือนกันคนอื่นๆ ทันใดนั้น ก็มีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถางดังแทรกขึ้นมา ทั้งสามหันขวับกลับไปมอง ชายร่างใหญ่สวมหมวกเหล็กใบโต พร้อมชุดเกราะที่ดูท่าแล้วน่าจะหนักเอาการ เพียงออเดาเอาน่าน่าจะเป็นพวกทหารรับจ้าง ยืนจังก้า ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังสนั่น

          “ไม่ใช่เครื่องประดิษฐ์นิดๆ หน่อยๆ หรอก ใครๆ ก็รู้เจ้ามันบ้าขออภัยแม่นาง” ชายคนดังกล่าวโค้งศีรษะต่ำๆ ให้ จากนั้นกล่าวต่อไปว่า “ นี่ยังไม่เลิกประดิษฐ์มันอีกหรือ เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกเชื่อเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้เสียทีหะ วิลเลี่ยม เจ้าคิดว่าไอ้เครื่องมือเส็งเคร็งพวกนี้มันจะพาเจ้าข้ามเวลาได้อย่างนั้นหรือ เรื่องแบบนี้มีจริงที่ไหน แม่นางอย่าไปยุ่งกับมันเลย มันสติฟั่นเฟือน” ชายคนนั้นหันมาบอกเพียง พลางกลั้วหัวเราะ “ข้าว่าเจ้าเลิกพยายามเสียเถอะว่ะ เสียเวลาเปล่า” จบคำชายคนนั้นก็หัวเราะออกมาเสียยกใหญ่ ราวกับมันเป็นเรื่องน่าขันเสียเต็มประดา ก่อนเดินจากไปทิ้งให้วิลเลี่ยมมองตามหลังอย่างขุ่นเคือง ก่อจะหันมาหาเพียงออที่ยืนทำตาแป๋วอยู่

          “เจ้าจะหัวเราะข้าก็ได้นะ ข้าชินเสียแล้ว” เขาว่า ก้มลงเก็บของที่กระจัดกระจายอย่างไม่แยแส

          “ทำไมฉันต้องหัวเราะด้วย...คุณ..เชื่อเรื่องเดินทางข้ามเวลาได้จริงๆ นะหรือ” หญิงสาวย้อนถามด้วยสงสัย

          “ใช่! ข้าเชื่อ ว่ามันทำได้ หากแต่...ช่างมันเถอะ เจ้ากลับไปเสียดีกว่า พูดไปเจ้าก็คงไม่เชื่อ”

          “ใครว่าฉันไม่เชื่อล่ะ” เพียงออรีบพูด ก้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ่งมองก็ยิ่งคิดว่าชายคนนี้สติไม่เต็ม เขาจะพยายามชวนเธอ แต่เพียงออไม่สนใจ

          “นี่..ฟังนะ หากหมายจะมาหัวเราะเยาะข้าเฉกเช่นผู้อื่นก็อย่าเลย ปล่อยให้ข้าอยู่ของข้าแบบนี้นะดีแล้ว จงกลับไปเสียเถิด” วิลเลี่ยมบอกอย่างไม่ใส่ใจ เพราะคิดว่าเธอก็คงเหมือนคนอื่นๆ เรื่องแบบนี้พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ และเขาก็ขี้เกียจอธิบายยืดยาว เรื่องของเรื่องก็คือ ถึงแม้ใจเขาจะเชื่อแบบนั้น แต่ไอ้เครื่องมือที่เขาประดิษฐ์คิดค้นอยู่นี่ กลับไม่เคยใช้ได้เลยซักครั้งเดียว ไม่ว่าจะรื้อแล้วทำใหม่ซักกี่รอบ ผลมันก็ออกมาเช่นเดิม คือมันห่วย

          “ฉันไม่ได้จะมาหัวเราะเยาะคุณจริงๆ นะ” เพียงออบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เธอหยุดชั่งใจอยู่ชั่วครู่ จะบอกเขาดีไหมนะ บอกไปเขาจะเชื่อเธอหรือเปล่า แต่กระนั้นเธอก็อยากได้คนรับฟัง ในสายตาคนอื่นเขาเป็นคนสติไม่เต็ม แต่เวลานี้ในสายตาเธอเขาคือพ่อพระมาโปรดขนานแท้ เพียงออขยับปากจะพูด แต่ทว่าดันมีเสียงดังขึ้นมาเสียก่อน

          “แม่เพียงออ!

เป็นเสียงของพันอินที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง หรืออาจถึงขั้นโกรธ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าโกรธเรื่องอะไร ดวงตาคู่คมมันฉายโชนแบบคนหัวเสีย ก้าวฉับๆ เข้ามา เพียงออประหลาดใจเล็กน้อยว่าเขามาอยู่แถวนี้ได้ยังไงกัน

“อ้ายก้าน ใครใช้ให้มึงพาเมียกูมานี่” พันอินตวาดทาสหนุ่มเสียงดังสั่นจนน้ำลายกระเซ็นด้วยความโมโห ก้านตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าด้วยความหวาดกลัว


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

350 ความคิดเห็น