พรหมลิขิตรักสองภพ

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 634
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    20 ส.ค. 58




หลายวันผ่านไป หลังจากพักอยู่สองวันเต็มๆ เพื่อให้อาการบาดเจ็บของพันอินทุเลาลง กว่าจะมาถึงอโยธยาได้ กินเวลานานครึ่งเดือน ในที่สุดก็เข้าเขตกรุงอโยธยาจนได้ เพียงออตื่นเต้นเอามากๆ พอผ่านประตูเมืองเข้าไป ทัศนียภาพในเมืองสวยงามสมบูรณ์แบบ บ้านเรือนไทยตั้งเรียงรายน่าดูชม พร้อมกับวัดวาอารามสีทองอร่ามมันยังคงงดงาม ก็แน่ล่ะเสียกรุงครั้งแรกมันยังไม่เสียหาย นับว่าโชคดีแล้วที่เธอได้มาเห็นวิธีชีวิตแบบดั้งเดิม ผ่านย่านชุมชนที่คับคั่ง กลิ่นอายกรุ่งเก่าคละคลุ้ง จะว่าไปตอนนี้ยังไม่นับว่าเป็นเมืองกรุ่งเก่า เพราะมันยังเป็นเมืองหลวงอยู่ ณ เวลานี้ อยู่ในยุคที่เจริญรุ่งเรือง เป็นยุคที่ไทยแผ่อนาเขตกว้างไกลกว่าครั้งไหนๆ เป็นที่เกรงขามของประเทศเพื่อนบ้าน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระเอกาทศรถ ที่ทรงอุทิศต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ไทยได้เป็นเอกราช มาตราบเท่าทุกวันนี้ เพียงออคิดด้วยความปลื้มปิติ มองภาพที่อยู่ตรงหน้า อดเศร้าใจไม่ได้ เมื่อนึกถึงวันข้างหน้าอีกไม่กี่ร้อยปีต่อจากนี้ มันจะเหลือแต่ซาก

เรือนของพันอินอยู่เกือบใจกลางกรุง เรือนไม้ยกสูงขนาดใหญ่ หลบอยู่ในเงาไม้ ดูร่มรื่นเย็นตา หน้าบ้านสวนขนาดย่อมเต็มด้วยพรรณไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลยวนใจ พันอินลงจากหลังม้า พร้อมกับเพียงออ ก่อนที่บุญลือกับพวกบ่าวไพร่จะนำมันไปที่ท้ายเรือน หน้าบ้านมีสาวน้อยนางหนึ่งมายืนรอรับ ร่างบางแน่งน้อย นุ่งผ้าถุงสีน้ำตาลไหม้ ห่มสไบสีชมพูหวานพอๆ กับใบหน้า หล่อนพนมมือไหว้อย่างงดงาม

“พี่ท่านกลับมาแล้ว หนนี้ไปนานนะเจ้าคะ” เสียงหวานเอ่ยทักด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม มันจางลงเล็กน้อยเมื่อเห็นเพียงออ แต่หล่อนก็ปรับมันให้เป็นปรกติเหมือนเดิม

“แม่ศรีนวล!” ชายหนุ่มทักตอบด้วยเสียงทุ้มใหญ่ คลี่ยิ้มบางๆ ให้สาวน้อย

“ขึ้นเรือนเถิดเจ้าค่ะ น้องเตรียมน้ำท่าไว้รอรับพี่ท่าน”

บนเรือน แลดูสะอาดสะอ้าน จัดแต่งอย่างสวยงาม กลางเรือนมีหอกลางยกสูงจากพื้นเล็กน้อย ไม่ตีฝา รับลมเย็นๆ สบาย เครื่องเรือนประดับประดาไว้ตามมุต่างๆ แจกันทรงสูงสลักลวดลายวิจิตรตระการตา หัวบันไดมีกระถางไม้ดัดเป็นทรงพุ่ม พันอินนั่งลงบนฟุกรองนั่งอย่างอารมณ์ดี

“แม่ท่านเล่าไปไหนเสีย” ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงเรียบ เมื่อไม่เห็นมารดาอยู่บนเรือน มองเพียงออกับสาวน้อยนั่งลงตาม

“แม่ท่านไปถือศีลอยู่ที่วัดเจ้าค่ะ เพราะไม่รู้ว่าพี่ท่านจะกลับมา เลยมิได้อยู่รอ” สาวน้อยตอบเสียงใส สายตาเอื่อยเฉื่อยอยู่ที่เพียงออ เธอส่งยิ้มคืนให้ พันอินเคยเล่าให้ฟังว่า มีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ท่าจะเป็นคนนี้ เพียงแต่ไม่ใช่น้องแท้ๆ พันอินเล่าว่า พ่อของศรีนวลเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของเขา ทั้งสองเสียชีวิตในสงคราม จากนั้นไม่นานแม่ของศรีนวลก็ตรอมใจตายตามไป แม่ของพันอินนึกสงสารเลยรับมาเลี้ยง

“แม่ศรีนวล นี่แม่เพียงออ...เมียพี่” พันอินแนะนำ ศรีนวลพนมมือไหว้อย่างอ่อนช้อย เพียงออรับไหว้แบบยิ้มๆ ใจอดชื่นชมสาวน้อยคนนี้ไม่ได้ กิริยามารยาทดูเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรีไทยดีจริง มันช่างต่างจากเธออย่างลิบลับ

ในยามค่ำ เพียงออนั่งอยู่หน้ากระจก มองล็อกเก็ตอย่างใจลอย มันยังทำหน้าที่ของมันหมุนวนอยู่ตลอดเวลา  คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานนักพันอินก็ตามเข้ามา หลังจากเรื่องวันนั้น เพียงออมีท่าทีห่างเหินกับเขาเล็กน้อย ชายหนุ่มคิดว่าเธอคงจะโกรธ เขาไม่ได้พยายามเข้าใกล้เธออีก รักษาระยะห่างเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอเกลียดเขาไปมากกว่านี้ ใจหนึ่งก็อดน้อยใจไม่ได้ เพราะหน้าเขาเธอยังแทบไม่มอง ระยะเวลาที่เดินทางด้วยกันมาครึ่งเดือน ทั้งคู่พูดคุยกันน้อยมาก

เช้าวันรุ่งขึ้น เพียงออว่าตัวเองตื่นเช้าแล้ว แต่แม่ศรีนวลตื่นไวกว่า เธอหยิบสไบสีขาวนวลมาห่ม นุ่งผ้าถุงสีครามเหลือบม่วง จับจีบหน้านางอย่างสวยงาม เธอออกมาจากห้องในตอนรุ่งสาง พันอินยังหลับสนิทอยู่ในห้อง เธอตั้งใจจะออกมาช่วยงาน แต่ทว่าเขาเตรียมกับเรียบร้อยเสียแล้ว ผู้หญิงสมัยนี้เขาตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ในขณะผู้หญิงยุคใหม่อย่างเธอ นี่ถ้าตะวันไม่แยงตาก็ไม่มีทางตื่น เห็นทีว่าเธอคงต้องปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ขนานใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานขนาดไหน

สำรับคาวหวานถูกเตรียมไว้เสร็จสรรพ โดยที่เพียงออแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย ศรีนวลถือเป็นแม่ศรีเรือนขนานแท้ เก่งการบ้านการเรือน เรือนทั้งเรือนเธอเป็นคนดูแล รวมถึงบ่าวไพร่ในเรือนที่มีอยู่มากมาย นับว่าเป็นกุลสตรีไทยที่หาไม่ได้ในยุคปัจจุบัน

พันอินตื่นหลังเธอไม่นาน มื้อแรกของวันนี้ผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ศรีนวลที่เอานั่งมองเธอกินข้าว ทำราวกับว่าวิธีการกินของเธอมันแปลกประหลาดเหลือแสน แต่จริงๆ แล้วมันก็อาจแปลกสำหรับพวกเธอ เพียงออไม่ชินกับการใช้มือ เธอใช้ช้อนที่เขาไว้ใช้ตักน้ำแกงแทนมือ นี่ถ้ามีช้อนส้อมคงดีไม่น้อย เธอคิดอย่างขำๆ มันจะไปมีได้ยังไงกัน นี่มันยุคไหน

“พี่จะออกไปที่โรงเหล็กเสียหน่อย เจ้าอยู่บ้านกับแม่ศรีนวลได้ใช่ไหม” พันอินเอ่ยขึ้น มือยังแช่อยู่อ่างน้ำที่ศรีนวลเอามาไว้ให้ล้างมือ ได้กลิ่นมะนาวจางๆ หญิงสาวพยักหน้ารับ พันอินเปลี่ยนสรรพนามมาแทนตัวเองว่าพี่ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้านับอายุกัน เขาก็มีอายุมากกว่าเธอไปรอบหนึ่งเลยทีเดียว ถือว่าเป็นพี่ได้ แต่จะให้ถูกก็คือจริงๆ เขาไม่ได้อายุมากกว่าเธอแค่รอบหนึ่งเท่านั้น แต่มากกว่าหลายร้อยปีเลยที่เดียว เธอเกิดหลังเขาเกือบสี่ศตวรรษ ไม่น่าเชื่อเลยว่า คนที่มีความแตกต่างกันถึงเพียงนี้ จะโคจรมาพบได้ เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่สุดชีวิตของเธอ แต่ก็เป็นเรื่องที่เธอไม่อยากให้เกิดเลย เพราะเธอไม่ได้อยากมาที่นี่เลยซักนิด

ยามสาย หลังจากที่พันอินออกไปแล้ว เพียงออลงมาเดินเล่นในสวน ไม่ไกลจากเรือนมีศาลาริมน้ำ มีสระบัวอยู่ใกล้ๆ เธอมานั่งรับลมเล่นอย่างสบายใจ อากาศกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป สายลมอ่อนๆ โชยมา ยินเสียงดังซู่ซ่าเมื่อใบไม้ลู่ลม เรือนหลังนี้กินอนาเขตกว้างขวาง บ่งบอกถึงฐานะของเจ้าบ้าน แน่ล่ะมันเป็นเรือนขุนนางเก่าสมัยที่พ่อของพันอินยังมีชีวิต แต่หลังท่านสิ้นแล้ว เรือนหลังนี้ก็ตกเป็นของพันอิน เธอแปลกใจเล็กน้อยที่พันอินไม่รับราชการตามบิดา เพราะรู้มาว่าชายหนุ่มสมัยนี้นิยมมียศมีตำแหน่ง เพื่อสั่งสมบารมี แต่พันอินกลับชอบที่จะทำมาค้าขายมากกว่า เขาไม่ชอบที่จะเข้าไปยุ่งวุ่นกับการเมือง เธอรู้มาจากสินว่าพันอินชอบออกเดินทาง ขึ้นเหนือ ล่องใต้เป็นชีวิตจิตใจ แสวงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เขายังมีเพื่อนสนิทอยู่ที่เมืองจีนอีกด้วย ถ้าจะพูดว่าใช้ชีวิตแบบคนพเนจรก็คงไม่ผิดนัก พันอินพูดได้หลายภาษา ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาของผู้ที่ทำมาค้าขาย ที่จะได้พบปะกับชาวต่างชาติเป็นประจำ ถือว่าเป็นคนหนุ่มที่หาตัวจับยาก ถ้าเทียบกับยุคปัจจุบัน ถือว่าเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่มีอนาคตไกล

เกือบเที่ยงแล้ว เพียงออเดินไปที่ท้ายเรือน บริเวณที่ใช้ทำครัว ตั้งใจว่าจะช่วยหยิบจับอะไรได้บ้าง มาอยู่บ้านเขา ก็ไม่อยากงอมืองอเท้าอยู่อย่างสุขสบาย ทันทีที่เธอเหยียบเท้าเข้ามาในครัว ทุกคนต่างมองเธอเป็นตาเดียวกัน แน่ล่ะสำหรับคนที่นี่เธอยังเป็นคนแปลกหน้า ตรงกลางลานมีแคร่ไม้ตั้งอยู่ มีหลายคนที่โค้งศีรษะต่ำๆ ให้อย่างนอบน้อม ก่อนที่เธอจะนึกได้ว่าเธออยู่ที่นี่ในฐานะเมียเจ้าบ้านนี่นา เธอเดินไปหาศรีนวลที่กำลังคุมบ่าวไพร่เพื่อเตรียมอาหารไว้รอพันอิน

“พี่เพียงออ มีกระไรหรือเจ้าค่ะ” ศรีนวลสาวน้อยหวานเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา

“คือพี่อยู่เฉยๆ มันเบื่อ ศรีนวลมีอะไรให้พี่ช่วยไหมจ๊ะ”

“ถ้าเช่นนั้น พี่ช่วยแม่ปริกแกะสลักผักดีไหมจ๊ะ” ศรีนวลยื่นตะกร้าหวายที่เต็มไปด้วยผักนานาชนิด เพียงออยิ้มรับแบบเจื่อนๆ ไอ้เรื่องแกะสลักผักผลไม้นี่เธอไม่ถนัดเลยจริงๆ แม้จะเคยเรียนมาบ้างก็ตามที แต่งานละเอียดลออแบบนี้มันไม่ใช่เธอ แต่เมื่อออกตัวจะช่วย ปฏิเสธก็กระไรอยู่

“พี่ท่านทำไปก่อนนะจ๊ะ ประเดี๋ยวข้าจะไปดูพวกบ่าวไพร่บนเรือนเสียหน่อย” พอจบคำ ศรีนวลก็เดินนวยนาดจากไป ทิ้งให้เธออยู่กับบรรดาแม่ครัวที่นั่งวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมสำรับคาวหวาน สายตาทุกคู่จับจ้องเธออย่างไม่วางตา มันทำเธออึดอัด เพียงออตั้งหน้าตั้งตาแกะสลักแตงกว่า ไอ้เรื่องทำครัวนี้เธอไม่ถนัดเอาซะเลย ให้ไปจับพู่กัน ดินสอ ยังง่ายกว่า เธอเรียนมาทางด้านศิลปะ เย็บปัก ถักร้อยน่ะพอได้อยู่ กิจกรรมยามว่างของเธอจะเป็นลุยๆ ซะมากกว่า แม้จะเป็นนางรำ แต่อุปนิสัยไม่ใช่คนเรียบร้อยเท่าไหร่นัก เธอชอบวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ ให้จับดินสอพอไหว แต่มาจับมีดแล้ววาดลวดลายลงบนอาหารแบบนี้ มันค่อนข้างยากอยู่ แต่ก็พยายามทำมันอย่างเต็มที่ นึกสงสัยว่าคนสมัยก่อน อะไรๆ ก็ต้องสวยงามดูดีไว้ก่อน จะกินน้ำพริกแต่ล่ะที จะต้องบรรจงแกะสลักผักอย่างประณีต ขนาดถั่วฝักยาว ต้องนำมาม้วนให้ได้รูปสวยงามแลดูน่ากิน เพียงออคิดว่าต่อให้สวยงามแค่ไหน พอมันเข้าปากก็คือๆ กันล่ะว้า

“เจ้าเป็นคนเมืองใดรือ” นางปริก หญิงร่างท้วมที่เพียงออเข้าใจว่าน่าจะเป็นคนสนิทของศรีนวลถามขึ้น เป็นคำถามที่เจอบ่อยจนเอือม เธอเงยหน้าขึ้นมายิ้มๆ

“บ้านฉันอยู่กรุงเทพฯจ๊ะ เป็นเมืองเล็กๆ คุณไม่รู้จักหรอก” เธอออกตัวไว้ก่อนเพราะขี้เกียจอธิบายยืดยาว หล่อนชำเลืองมองเธออย่างใคร่ครวญ สีหน้าและแววตามันแหม่งๆ พิกล

“บ้านป่าเมืองดอย” จู่ๆ หล่อนก็พูดขึ้นมาลอยๆ ย่นจมูกนิดอย่างดูถูก ทำเอาคนฟังยิ้มค้าง แม้มันไม่ใช่คำหยาบคาย แต่จับหางเสียงได้ว่ามันมีความดูถูกปนอยู่ รู้สึกได้ว่าหล่อนคงไม่ชอบหน้าเธอซักเท่าไหร่ “ได้ยินอ้ายบุญบอกว่า เจ้าเป็นนางรำหรือ”

“ค่ะ”

“หึ! พวกเต้นกินรำกิน”

ใบหน้านวลมึนตึงขึ้นมาทันที เธอรู้ว่าคนสมัยก่อน ไม่นิยมยกย่องคนทำอาชีพนี้ซักเท่าไหร่ น่าแปลกที่ว่าทุกผู้ทุกคนล้วนแล้วแต่ชอบเสียงดนตรี แต่กลับคิดว่ามันเป็นอาชีพของคนชั้นต่ำ ถึงกระนั้นไอ้น้ำเสียงเยาะเย้ยถากถางเช่นนี้มันทำให้ความขุ่นเคืองใจจุดเล็กๆ ผุดขึ้นมา

“ค่ะ พวกเต้นกินรำกิน แต่เราก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มา ก็ล้วนมาจากนำพักน้ำแรงทั้งสิ้น เราใช้ความสามารถแลกเงิน ไม่ได้ขอใครกิน”

“คงมิใช่เพียงความสามรถดอกที่ใช้แลก คงจะอย่างอื่นด้วยกระมัง ข้าเห็นมานักต่อนักพวกนางรำก็มิต่างจากหญิงงามเมืองเท่าใดดอก”

“แม่ปริก! จะกล่าวอ้างอันใดระวังปากเสียบ้าง อย่างไรเสียแม่นางผู้นี้ก็เป็นเมียท่าน” นางอาบ แม่ครัวอีกคนที่นั่งฟังอยู่นานปรามขึ้น

“ก็แค่เมียบ้านป่า สู้แม่หญิงศรีนวลของข้ามิได้ดอก เจ้าคงมิรู้ ว่านายหญิงจันดีหมายมั่นใคร่ได้แม่หญิงศรีนวลเป็นลูกสะใภ้ใจจะขาด เจ้า...อย่างดีก็เป็นแค่เมียรองเท่านั้นแหล่ะว้า!” นางปริกพูดอย่างมันปาก คำพูดคำจาเสียดสีให้เจ็บแสบ เพียงออติดใจแค่คำว่าหญิงงามเมืองเท่านั้นแหล่ะ เธอรู้ว่าไอ้คำๆ นี้ใช่เรียกหญิงนครโสเภณี หรือหญิงมากผัว มันทำเธอชาวาบไปทั้งหน้า ทั้งแสบทั้งคันกับคำดูหมิ่น เพิ่งเคยโดนคนว่ากระทบขนาดนี้ คนบ้านนี้เขาพูดกับคนแปลกหน้าแบบนี้หรือ จริงอยู่อาชีพนางรำอาจทำให้คนมองไม่ดี เพราะยุคนี้สมัยนี้ยังล้าหลังอยู่มากโข แต่ไอ้ที่ว่ามานั่งว่าเขาฉอดๆ แบบนี้ เธอรับไม่ได้อย่างแรง เพียงออกำลังอ้าปากจะเถียงกลับ พอดีกับเหลือบไปเห็นพันอินที่ยืนฟังอยู่หลังนางปริก

“นังปริก! ปากเอ็งนี่ท่าจะว่างมาก ใคร่โดนหวายกระมัง ถึงได้กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาเช่นนี้” สุ่มเสียงดังกังวาน ทำเอาทั้งวงสะดุ้ง ลงไปนั่งหมอบพื้นอย่างร้อนรน พันอินตวัดสายตามองบ่าวปากเสียด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

“หามิได้เจ้าค่ะ” นางปริกพูดเสียงสั่นด้วยความกลัวว่าจะโดนลงหวายจนหลังลาย ซึ่งมันไม่บ่อยนักที่พันอินจะโกรธมากขนาดนี้

“เอ็งจงจำใส่กะลาหัวไว้ให้ดี แม่เพียงออผู้นี้คือเมียข้า หากข้าเห็นเอ็งหรือมันผู้ใดบังอาจกล่าวอ้างวาจาที่ไม่ให้เกียรติแม่เพียงออแม้เพียงนิด ข้าจะลงหวายให้หนักเชียว พวกเอ็งทุกตัวคนด้วย” เขาชี้กราด น้ำเสียงเฉียบขาดน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง จนแทบไม่มีใครจะหายใจเลยด้วยซ้ำ สายตาคมเข้มดุดันกวาดไปรอบๆ ก่อนที่มันจะอ่อนลงเมื่อหันมาหาเธอ

“แล้วนี่ใครใช้ให้แม่มาอยู่ในครัวเยี่ยงนี้”

“ไม่มีใครใช้ฉันหรอกค่ะ ฉันแค่ไม่อยากอยู่เฉยๆ ก็เท่านั้น”

“แม่มิต้องทำเองดอก บ่าวไพร่มีออกเต็มเรือน มาเถิด” ชายหนุ่มเดินมาประคองไหล่พาเธอกลับเรือนใหญ่ นางปริกมองตามหลังอย่างกลัวๆ แกมหมั่นไส้นิดๆ





..................................................................................

ขออภัยที่หายไปนาน ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

350 ความคิดเห็น

  1. #342 ไก่โต้ง รังสิต (@gaithong) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2558 / 22:09
    เรื่องนี้ผมอ่านจบไปรอบนึงแล้ว เอามาลงใหม่อย่าลืมเฉลยปริศนา จี้ห้อยคอที่พา เพียงออ ย้อนเวลามาด้วยนะครับ จบคราวก่อน ปริศนายังไม่ถูกเปิดเผย(=^_^=)
    #342
    0
  2. #341 ยอนอู (@0848458950) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2558 / 22:30
    ชอบจัง อย่าหายไปนานนะคะไรต์ รออยุ่ค่ะ^___^
    #341
    0
  3. #340 fahrugnam (@fahrugnam) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2558 / 16:04
    มาไวๆ นะแม่ ข้ารออยู่อิอิ
    #340
    0
  4. #339 frida (@seeu1234) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2558 / 14:04
    ไม่ชอบขี้หน้าแม่ศรีนวลแฮะ =w= รู้สึกว่านั่นแหละนางร้าย!
    #339
    0
  5. #39 suu (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 12:50
    ช๊อบจัง...ค่อยอ่านง่ายหน่อย ตังอักษรหนาๆ
    #39
    0
  6. #34 suu (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 20:50
    สำทับซะให้เข็ด
    #34
    0
  7. #32 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 20:17
    ศรีนวลจะเป็นพวกร้ายลึกรึเปล่านะ หมั่นไส้ยัยปริกมาก! คราวหน้านางเอกจัดการกลับเลยนะ อย่าให้เสียชื่อสาวยุคปัจจุบัน555
    #32
    0
  8. #31 naan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 13:37
    นางร้ายในคราบนางเอกมาแล้ว



    ชิชะ บังอาจกล่าวน้ำคำที่ทำให้เมียข้าเจ็บช้ำน้ำใจ มาเถิดเมียพี่เลิกงอลกันเสียที เเล้วมามุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง กันเถิด
    #31
    0