[Wannaone] VAMP's BITE #รอยเขี้ยวหลินฮุน #หลินฮุน

ตอนที่ 5 : Chapter 5 : ความช่วยเหลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    21 ส.ค. 61

 Chapter 5

#รอยเขี้ยวหลินฮุน


            เสียงบานเลื่อนประตูห้องคนไข้ดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงตะโกนอย่างร้อนรนของเด็กหนุ่มผู้มาเยือน

 

“แม่! แม่เป็นอะไรมั้ย!?                  

 

“ควานลินลูก” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ขานชื่อลูกชายตนเองกลับไปเสียงแผ่ว คล้ายเพื่อจะปรามไม่ให้ส่งเสียงดัง เพราะในห้องตอนนี้ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว แต่ยังมีคุณหมอและพยาบาลยืนตรวจอาการอยู่ข้างๆ

 

รวมถึงองซองอู พี่ชายข้างบ้านที่เป็นคนยกสายโทรศัพท์เรียกเขาให้มาถึงตรงนี้ได้

 

“ควานลิน มานี่” ซองอูพูดเสียงค่อย พลางกวักมือให้ควานลินเข้ามาในห้องสักที

 

เด็กหนุ่มตัวสูงรีบผงกหัวเคารพให้แก่บุคคลที่อยู่ในห้องทั้งหมด ก่อนจะพาร่างตนเองเข้ามายืนข้างๆ ซองอู โดยที่ไม่ได้ละสายตาจากผู้เป็นแม่เลยแม้แต่น้อย

 

ที่ศีรษะของเธอมีผ้าพันแผลพันไว้รอบๆ ..ยิ่งไปกว่านั้น  ใบหน้าและหน้าอกของเธอในตอนนี้ก็เต็มไปด้วยสายเล็กๆ แปะติดไว้เพื่อเชื่อมไปยังเครื่องมือแพทย์ที่กำลังส่งสัญญาณชีพจรอยู่ตามหน้าที่ของมัน

 

ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องมาเห็นภาพแบบนี้ แต่ทุกครั้ง หัวใจของเขามันก็เจ็บปวดอยู่ดี

 

“คุณหมอครับ แม่ผมจะเป็นอะไรมั้ยครับ” สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากถามอะไรนอกเสียจากคำถามสามัญแบบนี้

 

“คงต้องนอนพักฟื้นและรอตรวจอาการที่นี่สักสองวันนะครับ” นายแพทย์วัยกลางคนหันมาตอบเขา “หลังจากนั้น ถ้าไม่มีแนวโน้มว่าอาการจะกำเริบอีก ก็จะอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ครับ”

 

และหลังจากที่ชี้แจงครบแล้ว คุณหมอกับพยาบาลก็ขอตัวออกจากห้อง ..และในตอนที่ทั้งห้องเหลือเพียงแต่คนที่คุ้นเคยกัน ควานลินก็ทรุดตัวนั่งคุกเข่าที่ข้างเตียง พร้อมกับจับมือของผู้เป็นแม่ไว้แน่น

 

“แม่เจ็บมากมั้ย”

 

“ไม่เป็นไรแล้วไอ้ลูกชาย แม่ไม่เป็นไร” หญิงสาวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงพร้อมฉีกยิ้มกว้างจนเห็นทั้งฟันและเหงือกทั้งหมด ..ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งนิสัยและหน้าตาของควานลินนั้นได้มาจากใคร

 

ควานลินแทบไม่ต้องเดาสาเหตุที่แม่ของตนต้องกลับมานอนบนเตียงโรงพยาบาลเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้แบบนี้ ก็คงเป็นเพราะโรคประจำตัวของแม่ที่กำเริบอีกตามเคย

 

โรคประจำตัวของแม่ -ผู้เป็นมนุษย์แท้ๆ ธรรมดา- คือโรคทางหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่เกิด แม้จะเข้ารับการรักษามาตลอดชีวิต 40 ปี แต่มันก็แค่ประทังไม่ให้ต้องตายก่อนวัยอันควร ไม่ได้หายขาดจนใช้ชีวิตได้ปกติอย่างคนอื่นแต่อย่างใด

 

วันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่อาการของโรคบ้าๆ นี่กำเริบขึ้นแบบฉับพลัน ร่างของหญิงสาวล้มทรุดลงกะทันหัน ทำให้ศีรษะกระแทกกับขอบโต๊ะก่อนจะสิ้นสติไป โชคยังดีที่ซองอูนึกครึ้มอยากแวะมาหาควานลินจึงพบกับร่างที่กำลังนอนสลบอยู่ในบ้านพอดิบพอดี เขาก็รีบเข้าช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทัน รวมถึงเป็นคนต่อสายหาลูกชายอย่างควานลินให้รีบตามมาที่โรงพยาบาลอีกด้วย

 

ดังนั้น สิ่งแรกที่ควานลินได้ยินหลังจากกดรับสายของซองอูก็คือ แม่มึงล้ม ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลแล้ว

 

เมื่อนึกดังนั้นได้ ควานลินก็หันไปผงกหัวให้แก่ผู้มีพระคุณในครั้งนี้ และไม่ลืมที่จะพูดด้วยภาษาที่สุภาพขึ้นด้วย “พี่ซองอู ขอบคุณมากเลยนะที่พาแม่ผมมาอะ ไม่งั้นแม่คง

 

เอาน่าๆ ก็แค่ทำตามหน้าที่เพื่อนบ้านที่ดีน่ะ ผู้เป็นพี่ยักไหล่ให้พลางทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟาด้านข้าง

 

และในตอนนั้นเอง ที่ความรู้สึกผิดบาปจากการที่ไม่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดี ก็เริ่มผุดขึ้นมาในใจ

 

“เป็นเพราะผมเลย ถ้าผมกลับบ้านเร็วกว่านี้ แม่คงไม่..

 

ไม่ ควานลิน ต่อให้มึเอ้ย นายกลับบ้านเร็ว นายก็ห้ามไม่ให้อาการคุณน้ากำเริบไม่ได้อยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เจ้าเด็กตัวสูงตรงหน้าโทษตัวเองไปมากกว่านี้ ซองอูก็เลือกที่จะยกความจริงขึ้นมาพูด ซึ่งคนที่อยู่บนเตียงก็พยักหน้าเห็นด้วย

 

“จริงอย่างที่ซองอูพูดเลย” ว่าพลางยกมือข้างที่ว่างขึ้นมาขยี้หัวลูกชายสุดที่รักไปด้วย “เพราะงั้น อย่าโทษตัวเอง เข้าใจมั้ย?”

 

“โถ่ แม่อะ ก็ผมเป็นห่วงนี่นา” ควานลินแหวกลับไปอย่างที่เคยชิน

 

“เอาเวลาห่วงแม่ไปตั้งใจเรียนดีกว่ามั้ย” พอโดนพูดถึงเรื่องเรียน ผู้เป็นลูกก็กลับไปทำท่าสลดเหมือนเดิม “เนี่ย นอนแค่สองสามวันก็ได้ออกจากโรงพยาบาลละ ไม่เห็นมีอะไรต้องห่วงเลย”

 

ตั้งแต่เล็กจนถึงตอนนี้ที่ตัวสูงกว่าคนเป็นแม่ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว ก็มีหญิงสาวคนนี้แหละที่อยู่กับเขามาตลอด เธอเป็นคนมองโลกในแง่ดี คอยเป็นพลังบวกให้เขาเสมอ ..ทั้งๆ ที่อยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวลขนาดนี้แท้ๆ

 

“งั้นแม่ต้องนอนพักเยอะๆ นะ” ควานลินวกเข้าเรื่องสุขภาพใหม่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“ให้แม่ทำอย่างอื่นนอกจากนอนบ้างเถอะ ขอร้อง” แต่ดูเหมือนว่าคนไข้จะไม่ให้ความร่วมมือเท่าไหร่นัก “โอ๊ะ สี่ทุ่มแล้ว ละครดึกน่าจะมาแล้วอะ เปิดให้แม่ดูหน่อยได้มั้ย”

 

“แต่คุณหมอเขาบอกให้พักผ่อนเยอะๆ ไม่ใช่เหรอครับคุณน้า” ซองอูรีบเอ่ยขัดขึ้นมาก่อนที่ลูกชายอย่างควานลินจะเริ่มตามใจแม่ของตนเองได้

 

“น้านอนตอนหมดสติตั้งเยอะแล้วนะซองอู จะให้นอนต่อเลยนี่ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ” นี่ก็เหมือนกัน ไม่ต้องสงสัยอีกเช่นเคยว่านิสัยดื้อแพ่ง ใครพูดอะไรก็ไม่ฟังของควานลินนั้นถอดแบบมาจากใคร

 

และในตอนนั้นเองที่บานประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้ง ซึ่งผู้มาเยือนคนใหม่ก็ไม่ใช่ใครนอกจากหัวหน้าครอบครัวของบ้านไล ..พ่อของควานลินนั่นเอง

 

คุณ ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย

 

นอกจากจะรีบปรี่เข้ามาดูอาการของภรรยาแล้ว เมื่อได้ฟังว่าคนที่ช่วยพามาส่งโรงพยาบาลคือซองอู เขาก็รีบผงกหัวขอบคุณให้จนซองอูเกรงใจไปหมด

 

“แล้วแกล่ะ หืม ตัวแสบ มัวแต่ไปเถลไถลที่ไหน ทำไมไม่อยู่ดูแม่?”

 

“คุณก็ อย่าไปว่าลูกสิ”

 

“ผมขอโทษครับพ่อ ไม่มีข้อแก้ตัวจริงๆ” เป็นไม่กี่ครั้งที่จะได้เห็นควานลินที่ไม่เถียง และยอมก้มหน้ารับผิดด้วยท่าทีเหมือนหมาที่หูหางลู่ลงแบบนี้ ซึ่งเมื่อผู้เป็นพ่อได้เห็นท่าทีแบบนี้ของลูกชาย ก็นึกสงสารจนไม่อยากจะว่ากล่าวอะไรอีก

 

ก็เป็นครอบครัวที่น่ารักดี ในความคิดของซองอูล่ะนะ

 

“หืม?” ซองอูหยิบโทรศัพท์ที่นอนสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู และพบว่าเป็นสายเข้าจาก คังแดเนียล คนที่รู้ใจและทำให้เขาปวดหัวได้มากที่สุดในเวลาเดียวกัน

 

แต่โทรมาตอนนี้ก็ดี เขาจะได้หาเรื่องออกไปข้างนอกห้องสักพักได้ ..ไม่อยากอยู่ขัดเวลาครอบครัวของเจ้าเด็กควานลินน่ะ

 

“เดี๋ยวผมขอตัวไปรับสายก่อนนะครับ”

 

ครั้นออกมานอกห้องแล้ว ร่างโปร่งก็กดรับสายก่อนจะกรอกเสียงลงไป “ว่าไงเนียล?”

 

[ ..ซองอู มึงกูกู… ]

 

“เนียล?”

 

น้ำเสียงที่เขาได้ยินนั้นสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน  เพียงฟังแค่คำแรก ซองอูก็สัมผัสได้ว่าน่าจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลเข้าเสียแล้ว

 

 [ ไอ้เหี้ย กูพูดไม่ออก ] ปลายสายสบถรัวออกมาเป็นชุดด้วยน้ำเสียงที่กระวนกระวายหนักยิ่งกว่าเดิม [ กูทำอะไรไม่ถูกแล้ว ]

 

“มึงใจเย็นก่อน” ซองอูพยายามปลอบให้อีกฝ่ายสงบลง มึงไปเจออะไรมา ค่อยๆเล่า”

 

[ มึง..จะโกรธกู ] เสียงในโทรศัพท์ขาดหายเป็นช่วงๆ จนซองอูเผลอขมวดคิ้วตามเพื่อตั้งใจฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังต้องการจะสื่อออกมา [ มึงอาจจะ.. เกลียดกูเลยก็ได้ ]

 

มึงอย่าด่วนคิดไปเองก่อนดิวะซองอูสวนกลับไป ก่อนจะเริ่มใช้น้ำเสียงที่จริงจังเพื่อเรียกสติอีกฝ่าย “เอาแบบซีเรียสเลยนะ กูกับมึงอยู่ด้วยกันมานานตั้งเท่าไหร่ กูไม่เคยเกลียดมึงลงหรอกเนียล”

 

[ ถ้ากูบอกอะไรมึง มึงอย่าเกลียดกูเลยนะ… ] เสียงของอีกฝ่ายที่เหมือนจะสงบลงบ้าง ทำให้ซองอูเริ่มใจชื้นขึ้น [ ขอร้อง กูไม่มีใครแล้วนอกจากมึง ]

 

“เออ บอกกูมาเหอะ ไม่ว่ายังไงกูก็อยู่ข้างมึงอยู่แล้---

 

[ กูเผลอฆ่าไปแล้วว่ะ ]

 

ประโยคของแดเนียลที่แทรกขึ้นทำเอาตัวของซองอูชาวาบจนเผลอยืนนิ่งค้างไปชั่วขณะ เขากระพริบตาสองสามครั้งเพื่อเรียกสติตัวเองกลับมา ก่อนจะพาตัวเองเดินออกไปหลบตรงบันไดหนีไฟที่ไม่น่าจะมีใครเพ่นพ่านผ่านมาได้ยินบทสนทนาของเขา

 

“ฆ่า..?” ซองอูพยายามทวนคำที่ตนเองเพิ่งได้ยินเมื่อกี้ มึงหมายถึงอะไร?

 

ได้แต่หวัง ว่ามันคงจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิด

 

[ ไอ้เหี้ย กูจะสติแตกอยู่แล้ว กูยังต้องมาอธิบายอีกเหรอ ]

 

คงไม่ใช่หรอก

 

“ตอบกูมา”

 

มันต้องไม่ใช่สิ

 

“แดเนียล มึง” 


ซองอูเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อจะต้องเป็นฝ่ายเดาในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว 


“ฆ่าคน..งั้นเหรอ?”

 

[ อืม ]

 

“คังแดเนียล!!

 

คนที่เพิ่งได้รู้ความจริงถึงกับตะโกนออกไปอย่างหมดหนทาง ใจหวังเพียงว่ามันจะทำให้เขาสงบลงได้หลังจากที่ได้ยินในสิ่งที่เขากลัวที่สุดในชีวิตว่าจะสักวันมันจะเกิดขึ้นดันได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วในวันนี้

 

และที่แน่ๆ มันคงไม่ใช่การอำเพื่อเซอร์ไพรส์อะไรด้วย เพราะคังแดเนียลไม่ใช่คนที่จะโกหกใครเป็นอยู่แล้ว

 

[ กูไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเกิดขึ้นไปแล้ว ] น้ำเสียงของปลายสายยิ่งลนมากขึ้นจนแทบจะฟังบางคำไม่ออกเสียด้วยซ้ำ [ กูพยายามช่วยเขาแล้ว แต่กูทำอะไรไม่ได้เลย ]

 

มึงใจเย็น ตั้งสติ แล้วบอกกูมา ว่ามันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง..

 

[ กูพาคนมาที่ห้อง แล้วกูก็ทำเหมือนปกติ ]

 

ใช่ การที่แดเนียลหลอกพามนุษย์สักคนมาที่ห้องของตัวเองแล้วลงมือดูดเลือดในระดับที่ร่างกายมนุษย์ยังรับได้ ก่อนจะลบความทรงจำนั้นเป็นเรื่องที่เจ้าตัวมักจะทำอยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว และถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์สำหรับแวมไพร์ในรีตจนไม่อาจให้ใครรู้ได้นอกจากซองอู แต่ความอยากเลือดสดๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวแดเนียล ก็กระตุ้นให้เขาเลือกที่จะแหกกฎ ไม่สนแม้กระทั่งคำทัดทานของซองอู และก็ทำมันอยู่ทุกครั้งไป

 

[ แต่วันนี้กูเป็นเหี้ยอะไรไม่รู้ ] แดเนียลสารภาพ [ กูหยุดตัวเองไม่ได้เขาเลยตาย ]

 

“กูเคยเตือนมึงแล้วใช่มั้ยว่าให้เลิกกินเลือดมนุษย์ เพราะกูกลัวว่ามึงจะยั้งตัวเองไม่ได้” ซองอูกดเสียงต่ำกลับไป พยายามที่จะไม่ให้เผลอขึ้นเสียง ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่าต่อให้ต่อว่าด่าทออะไรไป ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้ และมีแต่จะทำให้อีกฝ่ายยิ่งเตลิดมากกว่าเดิม

 

“สิ่งที่กูกลัวมาตลอดแม่งเป็นจริงแล้วไง ไอ่เหี้ย”

 

แต่ถึงอย่างนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมาแบบนี้

 

[ อย่าเพิ่งด่ากันได้มั้ย แค่นี้มันก็แย่ชิบหายอยู่แล้ว ] น้ำเสียงหงุดหงิดของแดเนียลทำให้ซองอูเผลอรู้สึกผิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น

 

“…กูขอโทษ

 

ความเงียบได้โรยตัวลงมาปกคลุมทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครตัดสายไปก่อน

 

[ กูควรทำไงกับศพเขาดีวะ ] เป็นแดเนียลเสียเองที่ทนกับความเงียบไม่ไหว และเริ่มโอดครวญออกมาอีกครั้ง [ มึงก็รู้ ว่าถ้าเดนตาต้ามาเจอ ชีวิตกูจบแน่ แม่งเอ๊ย ]

 

อย่าเพิ่งสติแตกเป็นประโยคที่ซองอูใช้บอกอีกฝ่ายและตัวเองในเวลาเดียวกัน

 

“มึงต้องไม่เป็นอะไร”

 

ถึงปากจะบอกอย่างนั้นไป แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างนั้นได้จริงหรือเปล่า

 

“มึงยังมีกูอยู่ไงเนียล”

 

แต่ข้อนี้ ซองอูมั่นใจ เพราะเขาจะไม่ยอมทิ้งคังแดเนียลไปไหนแน่

 

“กูไม่ปล่อยให้ใครมาจับมึงไปแน่”

 

แม้ว่าคนที่จะงัดข้อด้วยต่อจากนี้ จะเป็นถึงขั้นองค์กรที่ควบคุมชีวิตแวมไพร์ในรีตอย่าง เดนตาต้า ก็ตามที

 

[ ซองอู มึง… ] ปลายสายเว้นจังหวะไปชั่วครู่เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะตัดสินใจพูดออกมา [ ไม่เป็นไร กูจัดการเองได้ มึงอย่ามายุ่งเรื่องนี้เลย ]

 

ซองอูรู้ดีว่าคนอย่างแดเนียลกำลังหัดโกหกคำโต เพราะถ้ามันไม่เป็นไร และจัดการเองได้จริงๆ เจ้านี่คงไม่โทรมาสติแตกใส่เขาแบบนี้หรอก

 

แล้วจะให้เขาอยู่เฉยได้อย่างไร

 

เรื่องนี้กูต้องยุ่ง

 

[ แต่มึงจะซวยไปอีกคน--- ]

 

กูเอาตัวรอดได้ซองอูพูดสวนกลับไป

 

[ กูก็เอาตัวรอดได้ ] แดเนียลเถียงกลับ [ เดี๋ยวกูก็คิดวิธีออก ]

 

“แม่งเรื่องใหญ่นะสัส” และนั่นก็ทำให้เลือดเริ่มขึ้นหน้าซองอูอีกรอบเข้าให้จนสบถคำหยาบพ่วงกลับไปแบบนี้ตัวคนเดียวแม่งหาทางออกไม่ไหวหรอก”

 

จะหาว่าดูถูกก็ได้ แต่ถ้าว่ากันตามตรง คนอย่างคังแดเนียลไม่มีทางฉลาดพอที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยตัวคนเดียวได้อย่างราบรื่นแน่นอนอยู่แล้ว

 

แต่ถ้าพูดออกไปตรงๆ แบบนี้ ก็รังแต่จะเป็นการชวนทะเลาะเสียมากกว่า ซองอูจึงได้แต่เก็บสิ่งนี้ไว้ในใจ และทำได้เพียงยืนกรานที่จะอาสาตัวเองเข้าไปช่วยเหลือ

 

“กูจะไปที่ห้องมึงเดี๋ยวนี้แหละ”

 

จะไปยากอะไร ก็เหมือนที่เขาคอยทำให้มันมาตลอดชีวิตนี่แหละ

 

[ ไม่เอาแบบนี้มึง ] เสียงปลายสายเต็มไปด้วยความตระหนก [ ไม่ต้องมา ]

 

มึงอย่าดื้อดิวะ ซองอูกระชากเสียงอีกครั้ง “ถ้ามึงเป็นอะไรไป ทั้งๆที่ความจริงกูช่วยมึงได้ คิดว่ากูจะรู้สึกแย่ขนาดไหนวะไอ่เหี้ย”

 

พอพูดแบบนี้ออกไป อีกฝ่ายก็เงียบลงจนได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจที่อาจจะกำลังพรั่งพรูออกมาด้วยความกังวลและหวาดระแวง ซองอูสัมผัสมันได้ และเริ่มนึกออกแล้วว่าเขาควรจะเกลี้ยกล่อมต่อไปอย่างไรดี

 

“เชื่อใจกูเนียล กูช่วยมึงได้” พูดด้วยประโยคที่ซองอูใช้ทุกครั้งเมื่อเกิดเรื่องอะไรก็ตาม

 

และมันก็น่าจะได้ผล เหมือนทุกครั้ง

 

เราสองคนจะไม่ซวยเพราะเรื่องเหี้ยๆ นี่แน่นอน”

 

[ อืม.. ]

 

ได้ผล แดเนียลสงบลงแล้ว

 

ตอนนี้ยังอยู่ที่ห้องใช่มั้ย ซองอูเอ่ยถาม ทั้งมึง ทั้งศพ

 

[ ใช่ ]

 

“อย่าเพิ่งไปไหน อย่าเพิ่งทำอะไรกับศพ ระหว่างกำชับอีกฝ่าย ซองอูก็เริ่มสาวเท้าลงบันไดไปด้วย “เดี๋ยวกูไปหา”

 

[ ซองอู มึงมีแผนแล้วเหรอ? ]

 

ความจริงแล้วเขาก็ยังคิดไม่ออกหรอกว่าเขาจะแก้ไขปัญหาใหญ่ครั้งนี้ได้อย่างไร แต่ยังไงก็ต้องลองดูก่อน เริ่มจากเข้าไปพิจารณาศพ และสถานที่ในคอนโดโดยรอบ แล้วค่อยเริ่มวางแผนหน้างานเลยก็น่าจะยังทันการ

 

            แต่สิ่งที่ต้องทำและทำได้ในตอนนี้ ก็มีแต่การทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจในตัวเขาไว้ก่อนนั่นแหละ

 

“เอาน่า กูจะจัดการทุกอย่างให้มึงเอง แดเนียล”

 

องซองอูย้ำคำไปอย่างหนักแน่น

 

พร้อมกับดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังแปรเปลี่ยนจากสีดำกาฬ ..กลายเป็นสีแดงโลหิตของแวมไพร์

 

 


“จะเป็นยังไงนะถ้าหากมีคนตายเพราะโดนแวมไพร์ดูดเลือดขึ้นมาจริงๆ”

 

“เลิกถามฉันสักทีเถอะ ขอร้องล่ะ” 


ฮยองซอบบ่นกลับไปอย่างหมดความอดทนเมื่อเพื่อนข้างตัวเอาแต่จ้อเรื่องนี้ไม่หยุดมาตั้งแต่สิบห้านาทีที่แล้วโดยประมาณ

 

“จะมีตำรวจหรือหน่วยงานไหนออกมาทำคดีพวกนี้มั้ยน้า..” แต่ดูเหมือนว่าอีแดฮวีจะไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยังคงตั้งคำถามประเด็นเดิมขึ้นมาลอยๆ ต่อไป “นายไม่อยากรู้เหรอ ซอบ?”

 

“รู้ไปแล้วจะได้เกรด A มั้ยถามจริง” คนที่ถูกถามแขวะกลับ พลางมือก็หยิบอุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็นลงตะกร้าด้วยท่าทีรำคาญสุดขีดไปด้วย “เฮ้อ นายไม่คิดบ้างรึไง ว่าแวมไพร์เขาก็คงมีอารยธรรมมากพอที่จะไม่กินเลือดมนุษย์แล้วก็ได้”

 

“จริงเหรอ แวมไพร์เนี่ยนะจะไม่กินเลือดมนุษย์?” พอฮยองซอบเผลอหลวมตัวร่วมจ้อเรื่องแวมไพร์ แดฮวีก็ได้ทีรีบซักกลับไปใหญ่ “แล้วถ้าไม่กินเลือดมนุษย์ เขาจะกินอะไรเป็นอาหารอะ”

 

“หา? เอ่อก็อาจจะ เอ่อ” ฮยองซอบทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะให้คำตอบ “น้ำมะเขือเทศ ล่ะมั้ง?”

 

“เออ มิน่าล่ะช่วงนี้น้ำมะเขือเทศถึงขายดี ระบบเชื่อมโยงในหัวแดฮวีเริ่มทำงานอีกครั้ง

 

“เพราะกระแสเฮลตี้ผิวสวยเหอะ” ว่าแล้วก็แขวะใส่ไปอีกสักดอกเพื่อเรียกสติเพื่อน “เลิกคุยเรื่องนี้ แล้วรีบซื้อของให้เสร็จๆ เหอะ พี่ๆ เขารอพวกเรารากงอกแล้วมั้งเนี่ย”

 

ที่ฮยองซอบต้องมายืนสนทนาธรรม(แวมไพร์)กับแดฮวีอยู่ตรงนี้ ก็เพราะทั้งคู่โดนรุ่นพี่อย่างมินกิใช้งานให้มาซื้ออุปกรณ์สำนักงานที่สหกรณ์มหาวิทยาลัยมาเติมที่ห้องทำงาน และถ้ามัวแต่โอ้เอ้ ไม่กลับไปภายในอีกสิบนาที มีหวังคงได้โดนบ่นหูชาทั้งคู่เป็นแน่แท้

 

“ขาดแค่ลูกแม็กซ์เองตอนนี้” แล้วแดฮวีก็เอื้อมมือไปหยิบของที่เพิ่งเอ่ยปากพูดมาใส่ตะกร้าอย่างรู้งาน “โอเค ครบละ ไปจ่ายตังค์ได้เลย”

 

“ก็แค่นี้” ว่าแล้ว ฮยองซอบก็เดินดุ่มๆ เอาตะกร้าใบใหญ่ขึ้นตั้งบนแคชเชียร์ตามระเบียบ

 

ระหว่างที่ต้องรอเพื่อน แดฮวีก็กดโทรศัพท์ไปพลาง เงยหน้ามองนั่นมองนี่ไปพลาง และในตอนนั้นเองที่สายตาของเขาไปสะดุดกับคนคนหนึ่งที่เขาคุ้นเคยเข้าให้

 

แพจินยอง

 

“ซอบๆ”

 

“ขอบคุณนะครับ ..อะไร!?” ทำเอาฮยองซอบที่เพิ่งจะโค้งหัวขอบคุณอย่างนอบน้อมให้กับคุณป้าแคชเชียร์หันขวับมาเปลี่ยนโหมดแทบไม่ทัน

 

“พอดีฉันเจอเพื่อนอะ นายกลับไปก่อนได้เลย” แดฮวีว่าไปตามตรง พลางพยักเพยิดไปทางจินยองที่ยังไม่เห็นเขาและกำลังก้มหน้าก้มตาเลือกของอยู่ตรงโซนเครื่องเขียน

 

“คือจะไม่ช่วยถือกลับ ว่างั้น?”

 

“นะๆๆๆ ซอบแข็งแรงจะตาย แค่สองถุงแค่นี้ หิ้วกลับได้อยู่แล้วววว”

 

ในใจฮยองซอบมีคำด่าร้อยแปดประการผุดผาดขึ้นมา แต่ถ้าพูดออกมา ภาพลักษณ์ฝ่ายประชาสัมพันธ์อย่างเขาอาจจะป่นปี้ต่อหน้าธารกำนัล(เช่น ป้าแคชเชียร์คนนี้ที่รู้กิตติศัพท์มาว่าขี้เม้าท์ยิ่งกว่าอะไรดี) จึงได้แต่กัดฟันยิ้มแล้วพูดกับกลับไปเสียงเรียบว่า

 

“ไม่”

 

“ฮยองซอบ แดฮวี ทำไมยังอยู่ที่นี่อีกเนี่ย” ในตอนนั้นเองที่เสียงที่คุ้นเคยอีกเสียงดังขึ้นจากอีกฟาก และคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพัคอูจิน

 

และแดฮวีก็รีบเข้าไปเกลี้ยกล่อม(มัดมือชก)อูจินที่อุตส่าห์เดินกลับมาตามให้เป็นคนช่วยฮยองซอบถือของกลับไปแทนตัวเองด้วยความไวว่อง โดยไม่ได้หันกลับไปมองฮยองซอบที่กำลังแยกเขี้ยวไล่หลังให้ด้วยความอาฆาตเลยแต่อย่างใด

 

เพียงเท่านี้ เขาก็ว่างพอที่จะเดินเข้าไปทักเพื่อนร่วมคณะได้อย่างสบายใจแล้ว

 

ว่าแล้ว ก็เริ่มด้วยการเอามือไปสะกิดไหล่ และเมื่อแพจินยองหันมา แดฮวีก็โบกมือน้อยๆ ทักทายตามประสา “ไง ทำไรอยู่อะ”

 

 “ไม่ใช่เรื่องของคุณนี่ครับ” จินยองที่เริ่มคุ้นชินกับอีกฝ่ายแล้วก็ตอบกลับไปแบบไร้หัวจิตหัวใจเช่นเคย

 

และเมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมาแบบนี้ แดฮวีก็เป็นถือวิสาสะฝ่ายชะโงกหน้ามาดูของในมือของอีกฝ่ายเพื่อเก็บข้อมูลเอง “อ่อ ซื้อปากกานี่เอง”

 

แต่มันคงไม่มีอะไร ถ้าปากกาหลายด้ามในมือของจินยองไม่ใช่เซ็ตสีพาสเทลแบบนี้

 

“หูย สีฟรุ้งฟริ้งจัง” อดไม่ได้ที่จะคอมเมนต์ออกไปตามที่ตาเห็น “เห็นนิ่งๆ แบบนี้ ไม่อยากเชื่อเลยแฮะ ว่าจะมีโหมดสายน้อยหัวใจกุ๊กกิ๊กกับเขาด้วยอะ”

 

“มันก็เรื่องของผมมั้ยล่ะ” หากแดฮวีเงยหน้ามาสังเกตนิดหน่อย จะเห็นว่าสีหน้าของจินยองเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ เพราะชักจะอายที่ถูกทักเรื่องรสนิยมแบบนี่แหละ

 

“อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เราไม่ได้จะวิจารณ์อะไร” ด้วยความที่กลัวอีกฝ่ายจะเสียความรู้สึกขึ้นมาจริงๆ แดฮวีก็เริ่มโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน “ก็แค่แปลกใจ แล้วความจริงก็..น่ารักออก”

 

“เฮ้อ..” จินยองได้แต่ปลอบตัวเองในใจว่าไม่ควรถือสาอะไรกับคนที่ล้นๆ เกินๆ อย่างอีแดฮวี และถ้าหากอยากจะให้อีกฝ่ายเลิกวอแวในเรื่องที่ไม่ต้องการ ก็มีวิธีเดียวคือเปลี่ยนเรื่องคุยเท่านั้นแหละ

 

คิดได้ดังนั้น ก็เริ่มเปลี่ยนเรื่องทันที “เออคุณ พรุ่งนี้อาจารย์แทยอนเขายกคลาสใช่มั้ยครับ?”

 

แกล้งถามไปในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วนี่แหละ ง่ายดี

 

“ใช่ๆๆ” แดฮวีพยักหน้าตอบรัว “ลืมอะไรก็ลืมได้ แต่ห้ามลืมวันที่อาจารย์ยกคลาสเด็ดขาดเลยนะรู้มั้ย”

 

“โอเค ขอบคุณครับ” จินยองพูดไปตามมารยาท “เดี๋ยวผมไปคิดเงินละ ขอตั---

 

“เออจินยอง ไอวิชาเนี้ย ความจริงมันยากมากเลยว่าป้ะ” แต่ก็ช้าไปหนึ่งจังหวะเสมอ  งานก็ยากสอบก็น่าจะยาก เพราะรุ่นพี่รับประทาน C D จากตัวนี้กันรัวๆ เลยหนิ

 

            แล้ว…?”

 

ก็เลยกังวลว่า ..เราจะรอดมั้ย  ฮือ” ไม่แค่พูด แต่เบ้หน้าเบะปากนิดหนึ่งเป็นการประกอบอารมณ์ไปด้วย

 

จริงๆ.. มันไม่ยากนะครับ” แวมไพร์หนุ่มหันกลับมาออกความเห็น ที่เหมือนมีปลายแหลมคมและพร้อมพุ่งไปแทงใจดำคนฟังอย่างแดฮวีได้ในไม่ช้า

 

“ถ้าคุณไม่เข้าสาย”

 

ฉึก

 

ไม่โดดเรียน”

 

ฉึกสอง

 

ไม่หลับในคาบ”

 

ฉึกสาม

 

“แล้วก็ตั้งใจเรียนตั้งใจจด”

 

ฉึกสี่ ครบคอมโบ

 

” คนที่มีคุณสมบัติตรงข้ามกับทุกสิ่งที่จินยองเพิ่งพูดถึงกับหน้าชาเลยทีเดียว “อย่าเอาความจริงมาตีแผ่สิตัวเอง”

 

“ผมยังไม่ได้ว่าอะไรคุณเลยนี่ครับ” คนที่ตัวสูงกว่ายักไหล่ให้ ซึ่งแดฮวีรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้หมายความอย่างที่พูดแน่ๆ

 

“แต่ความจริงเรามีเหตุผลที่ทำตัวแบบนั้นนะ” เพราะงั้นก็ต้องขอแก้ต่างนิดหน่อย เขาจะได้ไม่รู้สึกผิดไปมากกว่านี้

 

“เหตุผล?”

 

“คือเราต้องปั่นงานยันดึกตลอดอะ” ปากเล็กๆ ของแดฮวีเริ่มขยับรัวอีกระลอก พร้อมกับใช้นิ้วเล็กๆตัวเองชี้ที่ใต้ตาที่เริ่มจะคล้ำหน่อยๆ เป็นหลักฐานประกอบคำพูด “ก็เลยตื่นสาย หรือไม่ก็มาแบตหมด น็อคกลางคาบอย่างที่เห็นไง”

 

งาน?” จินยองทวนคำเสียงสูงพร้อมเลิกคิ้วไปด้วย “คนอย่างคุณเนี่ยนะมีทำงานอื่นด้วย”

 

อย่าดูถูกกันไปเชียว นี่กรรมการนักศึกษาไงจ๊ะ” ไม่ว่าเปล่า ยืดอกที่ติดเข็มกลัดระบุตำแหน่งให้อีกฝ่ายเห็นเป็นบุญตาด้วยอี แดฮวี ฝ่ายเลขานุการไง”

 

“อ้อ..

 

งานราษฎร์งานหลวงมีทำให้ทำเยอะแยะ ตัวอย่างเช่น ต้องลงมาซื้ออุปกรณ์สำนักงานอย่างนี้นี่แหละแต่เรายอมได้ เพื่อมหาลัยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา

 

คุณเนี่ยนะ?” สายตาที่เหมือนมีไว้เพื่อมองต่ำตลอดเวลาของจินยองจดจ้องมาที่คุณเลขานุการที่กำลังยืนเอามือทาบที่อกด้วยท่าทีภาคภูมิเต็มที่.. และมองต่ำตามหน้าที่ของมันอีกครั้ง

 

มีแต่จะทำมหาลัยล่มน่ะสิ”

 

“ย่าห์! นั่นปากเหรอ” ทำเอาคนที่ถูกแขวะถึงกับกรีดร้องได้ในบัดดล

 

เหอะๆ” หัวเราะนิดหนึ่งให้กับท่าทีน่าขันของคนตรงหน้า “คุยกับคุณก็ยังไม่ได้อะไรเหมือนเดิม ผมไปดีกว่า”

 

เดี๋ยวสิจินยอง ยังมีอีกเรื่องๆๆ”

 

ถ้าให้นับว่านี่เป็นรอบที่เท่าไหร่ที่จินยองพยายามจะปลีกตัวจากแดฮวี แต่ก็จบด้วยการถูกคว้าแขนรั้งไว้ คงสะสมได้มากพอไปส่งสลากชิงโชคได้เลยทีเดียว

 

อะไรอีกครับ” แต่ก็น่าแปลกตรงที่เขาเผลอยอมหันกลับมาคุยกับอีกฝ่ายต่อทุกครั้งนี่แหละ

 

บางทีจินยองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

 

วันอาทิตย์นี้ว่างป่าว อยากจะรบกวน…” คนที่กำลังจะไหว้วานก้มหน้างุดพร้อมเอานิ้วชี้สองข้างขึ้นมาจิ้มกันเอง ..ทำตัวเหมือนกับอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่นยังไงยังงั้น ให้มาช่วยติววิชานี้ให้เราที”

 

ไม่ว่าง” ตอบกลับแบบแทบไม่ต้องคิด

 

“โห่ ไม่ว่างหรือไม่อยากเจอหน้าเรากันแน่ เอาดีๆ”

 

ไม่ - ว่าง - ครับ” ชัดถ้อยชัดคำเป็นที่สุด

 

“เสียดายอะ”

 

            หากจินยองก็หาแคร์ไม่ รีบสาวเท้าเอาเครื่องเขียนในมือไปให้แคชเชียร์คิดเงิน แต่นั่นก็ไม่สามารถสะบัดวิญญาณตามติดอย่างแดฮวีออกจากตัวได้แต่อย่างใด

 

เอ๊ะ หรือว่า…” เจ้าตัวป่วนที่น่ารำคาญที่สุดในสามโลก(ของจินยอง)ยังคงเดินตามมาเจื้อยแจ้วไปเรื่อยๆ  นัดเดทสาวไว้ใช่มะ แหมๆๆๆ”

 

ผมไปโบสถ์กับที่บ้าน” จินยองแก้โดยไม่แม้แต่จะหันมามอง เพราะกำลังง่วนอยู่กับการควักเงินขึ้นมาจ่ายค่าบรรดาปากกาสีพาสเทลตรงหน้า รวมถึงจัดการเอาเก็บลงกระเป๋าสะพายข้างของตัวเองให้เรียบร้อยด้วยจบนะครับ”

 

“จบก็จบ”

 

“คุณนี่..คิดแต่เรื่องแบบนี้ถูกมะและแม้ว่าจะเดินออกมาจากร้านสหกรณ์แล้ว แดฮวีก็ยังเดินตามเขามาดุ่มๆ และถ้าให้จินยองเทียบ แดฮวีคงเหมือนหมาตัวเล็กๆ ที่ขาดความอบอุ่น ไม่สิ ไม่เหมือนหมา น่าจะเหมือน

 

ตัวนากเสียมากกว่า

 

เอาจริงก็ใช่” ตัวนากจอมเซ้าซี้พยักหน้ายอมรับแบบง่ายๆ เสียอย่างนั้นคือนายหน้าตาดี หล่อคูลขนาดนี้ ดูยังไงก็น่าจะมีแฟนแล้วอะ”

 

ไม่มี แล้วก็ไม่คิดจะมีด้วย” ถึงแม้ว่าประโยคเมื่อกี้จะเป็นคำชม แต่แวมไพร์หนุ่มก็รู้สึกว่ามันเป็นรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวอยู่ดี จึงไม่ได้เผลออารมณ์ดีตามไปกับคำชมนั่นเลยแม้แต่น้อย

 

ให้มันจริงเถอะจ้าาา” แดฮวีลากเสียงยาวหวังจะล้อเลียนเต็มที่ แล้วรีบเร่งฝีเท้าเพื่อย้ายตัวเองมาหยุดยืนด้านหน้าจินยองจนอีกฝ่ายต้องรีบเบรกเท้าตัวเองก่อนที่หน้าจะชนกันเข้าให้

 

“อะไรของคุณเนี่ย”

 

คอยดูเถอะ” เน้นเสียงหนักพร้อมกับยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าคมตรงหน้าไปด้วย สักวันนายต้องกลืนคำพูดในวันนี้แน่นอน!”

 

ความจริงประโยคแดฮวีไม่ได้จะจบแค่ตรงนี้ มันยังมีต่ออีก

 

แต่มันน่าอายเกินไปที่จะพูดออกมา เขาจึงได้แอบต่อประโยคนี้ไปแค่ในใจเท่านั้น

 

“ไร้สาระจริงๆ เลยคุณเนี่ย” ร่างสูงถอนลมหายใจยาวจนบางทีก็คิดว่าถ้าตัวเองไม่ใช่แวมไพร์ ก็คงจะต้องมานั่งกังวลแล้วว่าอายุสั้นลงไปเพราะคนตรงหน้าขนาดไหน ก่อนจะเริ่มสาวเท้าเดินต่อไป

 

แต่ถ้านายไม่ว่างติวให้เราแบบนี้ เกรดเทอมนี้ได้หล่นแน่ๆ อะ ฮืออออออ” ตื๊อ ตื๊อ แล้วก็ตื๊อ คือคำเดียวที่บัญญัติในพจนานุกรมประเทศแดฮวีทำไงดีๆๆ”

 

แล้วคุณไม่มีเพื่อนในเซคเลยรึไง” บางทีจินยองก็สงสัยเหลือเกินว่าทำเขาต้องตกเป็นเหยื่อของคนตัวเล็กที่ยังคงเดินตามเขาดุ่มๆ แบบนี้ด้วย เพราะถ้าเจ้าตัวมีเพื่อนฝูงมากมาย ก็คงไม่จำเป็นจะต้องมาไล่ตามวอแวเขาแบบนี้หรอกไปขอเลคเชอร์เค้าอ่านสิครับ”

 

“ประเภทเดียวกันหมดแหละ เรียนไม่ยุ่ง มุ่งแต่กิจกรรม” ร่างเล็กตอบไปตามจริง “สมการก็คือ เลคเชอร์ เท่ากับ ความว่างเปล่า เท่ากับ มีแต่จะกอดคอกันตาย”

 

แดฮวีรู้ตัวว่าโดนสายตา มองต่ำ จากอีกฝ่ายเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่ก็หาได้แคร์ไม่ ยังคงดำเนินการตื๊อต่อไป

 

เพราะงี้ไง เราเลยต้องมาหวังพึ่งนาย” ตามคติที่ว่า ด้านได้อายอดเว้ย แท้ๆ ไม่มีมีเทียม “ไม่สะดวกวันอาทิตย์ก็วันอื่นก็ได้”

 

“ไม่สะดวกครับ” และก็ได้รับคำตอบเป็นน้ำเสียงเย็นยะเยือกตามเคย

 

help me เถอะนะ pleaseeeeeee” แดฮวีเริ่มลากมาทั้งภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษมาปนกันมั่วไปหมดก็เพื่อการต่อรองกับร่างสูงข้างตัว “หรือจะแค่ให้ดูเลคเชอร์อย่างเดียวก็ได้”

 

โอเคๆ พอแล้วๆ” เป็นจินยองเองที่ยอมจำนนต่อลูกอ้อน(ความน่ารำคาญ)ของคนตัวเล็ก เขาหยุดเท้าแล้วขยับมือไปควานหาของบางอย่างในกระเป๋าข้างของตนเอง “เอานี่ไป”

 

โอ้ว มาย ก้อช” พอเห็นว่าของที่จินยองกำลังยื่นมาให้คืออะไร แดฮวีก็ถึงกับหลุดปากอุทานเลยทีเดียว “นี่เลคเชอร์นายจริงๆ เหรอ?”

 

“คงเป็นของคนอื่นหรอกครับ” เรียกได้ว่า ตั้งแต่มีแดฮวีมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ระดับความปากคอเราะร้ายของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยเถอะ

 

มือสั่นใจสั่น” ไม่ใช่แค่พูด มือของเจ้าตัวก็สั่นตามที่ปากว่าจริงๆ “แพจินยองให้เราลืมเลคเชอร์อะ แง้”

 

“แล้วจะเอามั้ยครับ?” จินยองเหนื่อยหน่ายกับความมากท่ามากเรื่องของคนตรงหน้าเหลือเกิน “ถ้าไม่เอา ผมจะได้เก็บ”

 

“เอาๆๆๆๆๆ” แล้วมือเล็กก็รีบตะปบสมุดเลคเชอร์ปกสีฟ้าอ่อนของร่างสูงมาไว้ในมือด้วยความไวแสง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานให้ “ขอบคุณมากเลยนะ”

 

ให้ยืมแค่สองวันนะครับ” ผู้ปล่อยเช่า(?)สมุดเลคเชอร์กำชับเงื่อนไข “เอามาคืนผมก่อนวันหยุดด้วย”

 

จริงด้วย เดี๋ยวก็จะถึงวันหยุดยาวของมหาลัยละนี่นา” แดฮวีถึงบางอ้อในที่สุด และรีบหันมาให้คำสัญญาด้วยการเอามือขึ้นตะเบ๊ะเลียนแบบพวกทหาร “โอเคๆ รับทราบคับ!”

 

สวนทางกับความพยายามที่จะพูดไม่ชัดให้ดูแอ๊บแบ๊วเหลือเกิน

 

“ผมต้องเข้าเรียนแล้ว” พอสังเกตอีกที แดฮวีก็พบว่าเขาทั้งสองมาอยู่ใกล้บริเวณคณะสถาปัตยกรรมแล้ว

 

“วิชาเสรีเหรอ?”

 

“อืม”

 

“งั้นโชคดีนะ” แดฮวีอวยพรพร้อมมอบรอยยิ้มให้จากใจ “ตั้งใจเรียนล่ะ”

 

“บอกตัวเองเถอะครับ”

           

            ทิ้งท้ายไว้แค่นี้ ก่อนจะปลีกตัวเดินเข้าอาคารไปโดยไม่หันกลับมามองเขาอีก

 

            ส่วนแดฮวีก็ยืนหัวเราะร่วนให้กับตัวเองและสมุดเลคเชอร์ในมือที่เพิ่งได้รับมาอย่างมีความสุข

 

            แพจินยองน่ะ เห็นนิ่งๆ หยิ่งๆ ชอบตีหน้าดุแบบนี้

 

แต่ความจริงใจดีกว่าที่คิดมากเลยล่ะ ขอบอก

 



#รอยเขี้ยวหลินฮุน


=== TALK ===

เนียลอง(หรือองเนียลหว่า เอาเถอะ ไม่ฟิกโพมาก)มาแล้วนะคะ มาพร้อมกับคอนฟลิกต์อันใหญ่หลวงเลยด้วย อมก

และสำหรับจินฮวีนั้น ลองสังเกตนะคะว่าจินยองเป็นประเภทแพ้ลูกตื๊อสุดๆ เลยค่ะ ความจริงถ้าเย็นชามากพอ จะอิกนอร์น้องหวีไปเลยก็ได้ แต่สุดท้ายก็คอยอยู่คุยด้วย และเออออตามระเบียบทุกรอบเลยเนอะ 5555555555555

ยังไงก็เจอกันตอนหน้านะคะ

อ้อ อย่าลืมไปหวีดในแท็กทวิตเตอร์กันด้วยล่ะ!




B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น