[Wannaone] VAMP's BITE #รอยเขี้ยวหลินฮุน #หลินฮุน

ตอนที่ 4 : Chapter 4 : วันฝนพรำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    14 ส.ค. 61


 Chapter 4

#รอยเขี้ยวหลินฮุน


            สำหรับนักศึกษาแล้ว เมื่อได้ยินประโยคจบคลาสประจำวัน ต่างก็รีบเก็บของแล้วรีบออกไปให้ไวที่สุดกันหมดเป็นธรรมดา ยิ่งเป็นคลาสของอาจารย์ที่ขึ้นชื่อว่าโหดเนี้ยบแล้ว ต่อให้มีคำถามอะไรใดๆ ก็คงเลือกที่จะไปถามเพื่อหรือหาคำตอบเองเสียคงจะดีกว่า

 

คงจะมีแต่นักศึกษาปีที่ 4 นามว่า ฮวังมินฮยอน เพียงคนเดียวที่ประหลาดกว่าคนอื่น เพราะเขากล้าเดินเข้ามาหาอาจารย์หนุ่มคนนี้ทุกครั้งหลังเลิกคลาสมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งแล้ว

                       

อาจารย์จงฮยอนครับ

 

ครับ?” คิมจงฮยอน เงยหน้าขึ้นมาตามเสียงเรียกของลูกศิษย์

 

“หนังสืออ้างอิงสำหรับรายงานของผมที่อาจารย์สัญญาไว้ว่าจะเอามาให้อาจารย์จะสะดวกเอามาให้เมื่อไหร่เหรอครับหากก่อนที่อาจารย์หนุ่มจะได้ตอบอะไร มินฮยอนก็เอ่ยประโยคต่อไปขึ้นมาขัดเสียก่อน ไม่สิ ต้องถามว่า อาจารย์จะพาไปเอาถึง แหล่งเมื่อไหร่เหรอครับ”

 

            “คุณมินฮยอน ผมว่าคุณกำลังกวนผม” จงฮยอนเอ่ยกลับเสียงเรียบเป็นการปราม เพราะเขารู้ตัวแล้วว่าระยะทางระหว่างใบหน้าของเขากับลูกศิษย์ร่างสูงมันเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ

 

            “ขอโทษครับ” มินฮยอนก็ยอมถอยออกอย่างว่าง่าย แต่ก็ไม่วายจ้องมองร่างตรงหน้าที่ง่วนอยู่กับการเก็บหนังสือและเอกสารประกอบการสอนอื่นๆ ชนิดไม่วางตาเลยทีเดียว

 

“ช่วงนี้ผมมีงานที่ต้องสะสาง คงไม่สะดวกพาคุณไป” อาจารย์หนุ่มกล่าว “คุณแวะเข้าไปเอาที่ห้องเองเลยก็ได้นะ”

 

“งั้นไม่เป็นไรดีกว่าครับ” ร่างสูงรีบปฏิเสธ เผลอห่อไหล่ลงโดยไม่รู้ตัว “ผมรอเจ้าของห้องพาไปดีกว่า”

 

“แล้วแต่คุณก็แล้วกัน” อีกฝ่ายยักไหล่ ก่อนจะตั้งท่าเดินออกจากห้อง แต่ก็ต้องหยุดกึ้กเมื่อสัมผัสได้ว่าตนเองกำลังถูกสวมกอดจากด้านหลัง

 

“นี่ห้องเรียนนะ คุณมินฮยอน” จงฮยอนปรายตามองพร้อมกดเสียงต่ำ ถึงห้องเรียนในตอนนี้จะเหลือแค่เขาสองคน และไม่มีกล้องวงจรปิดใดๆ ติดตั้งไว้ แต่มันก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่ดีที่จะมาแสดงท่าทีคู่รักในสถานที่แบบนี้ “ปกตินักศึกษากับอาจารย์เขาทำกันแบบนี้หรือไง”

 

“ก็แค่คิดถึงน่ะครับ” มินฮยอนเอ่ยพร้อมกับโน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่หลังคอของผู้เป็นอาจารย์อย่างที่ชอบทำ “ตัวหอมเหมือนเคยเลยนะคุณ”

 

“กรุณาเรียกผมว่า อาจารย์”

 

“ตอนนี้มีแค่มินฮยอนกับจงฮยอนนะครับ” นักศึกษาหนุ่มกระซิบข้างหูคนในอ้อมกอดเบาๆ “ไม่มีหรอกใครศิษย์ ใครอาจารย์”

 

คุณลามปามแล้ว คุณมินฮยอน” เพียงจงฮยอนออกแรงขืนตัวนิดหนึ่ง ก็หลุดออกจากพันธนาการของร่างสูงได้ ก่อนจะหันกลับมาจ้องตานักศึกษาหนุ่ม ..ความจริงไม่ใช่เพราะพละกำลังเยอะหรืออะไร แต่มินฮยอนไม่อยากจะขัดใจร่างเล็กตรงหน้าต่างหาก เลยยอมปล่อยให้เป็นอิสระแบบนั้น

 

“ความจริงคุณก็คิดถึงผมใช่มั้ยล่ะครับ?” มินฮยอนยังคงเอ่ยหยอกต่อไป “เพราะตอนสอน ผมเห็นคุณมองหน้าผมบ่อย

 

เพราะเธอจ้องฉัน ฉันก็ต้องมองกลับ เป็นเรื่องปกติ” ในเมื่ออยู่กันตามลำพัง และมินฮยอนเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกแล้ว จงฮยอนก็เริ่มเปลี่ยนวิธีเรียกอีกฝ่ายเช่นกัน

 

“แก้ตัวแบบนี้ เขินผมอยู่หรอครับ”

 

ไม่ได้เขินจงฮยอนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนี่สรุปเธอจะเข้าไปเอาหนังสือห้องฉันวันไหนกันแน่”

 

พรุ่งนี้ก็ได้ครับ

 

“จะว่าไป เย็นนี้ก็น่าจะได้อยู่นะ..

 

งั้นผมไปเย็นนี้ !” มินฮยอนเปลี่ยนใจในทันที แล้วก็ค้างห้องคุณด้วยเลย”

 

ได้”

 

และการตกลงก็เสร็จสิ้น หากดูเหมือนฝ่ายอาจารย์หนุ่มจะยังมีเรื่องที่ต้องคุยต่ออีกนิดหนึ่ง จึงค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเลื่อนใบหน้ามาจ่อที่ต้นคอขาวของร่างสูง จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดต้นคอ

 

รวมถึงสัมผัสคมจากเขี้ยวแหลมที่กำลังเกลี่ยที่ต้นคอของตน ทำให้มินฮยอนสามารถรับรู้และตีความสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะสื่อได้เป็นอย่างดี

 

“เธอรู้ใช่ไหมว่าถ้าไปถึงห้องฉันแล้วจะต้องทำอะไร”

 

ผมทราบดีครับเพียงแค่ฟังเสียงที่กระซิบข้างหู อกข้างซ้ายของร่างสูงก็เต้นแรงทุกครั้ง ต่อให้อีกฝ่ายขออะไร เขาก็พร้อมจะสนองอยู่แล้ว “เราสองคนคงได้หาหนังสือกันจนเช้าแน่ๆ เลยครับ

 

อืม” เมื่อตกลงธุระเสร็จ จงฮยอนก็ผละตัวออก เอี้ยวตัวกลับไปหยิบเอกสารการสอนแนบไว้กับอกด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับว่าบทสนทนาเมื่อกี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน “เจอกันเย็นนี้ที่ห้องผมนะครับ คุณมินฮยอน อย่าลืมล่ะ”

 

“ครับ” นักศึกษาหนุ่มตกปากรับคำอย่างว่าง่าย และมันก็ช่วยจุดรอยยิ้มที่มุมปากของผู้เป็นอาจารย์ได้เป็นอย่างดี

 

“เตรียมตัวไว้ได้เลยครับ อาจารย์จงฮยอน”

 

 

          คณะวิศวกรรมศาสตร์

 

            ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ก็เป็นตอนที่อาจารย์ประจำวิชาบังคับของภาคปิดหน้าจอสไลด์และปล่อยให้นักศึกษาเป็นอิสรภาพ ไปทานข้าวกลางวันกันได้ แพจินยองที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องก็จัดการเก็บเครื่องเขียนและสมุดเลกเชอร์ไปเงียบๆ เตรียมจะหยิบหูฟังขึ้นมาสวมเพื่อตัดขาดตนเองจากโลกภายนอกอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ

 

            “จินยอง!

 

            แต่ก็โดนขัดจังหวะเสียก่อน

 

อีแดฮวี อีกแล้วเหรอ

 

ถึงจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ เพียงเพราะเห็นหน้าตาที่ดูกระตือรือร้นตลอดเวลา(จนเกินไป)ของคนตัวเล็ก แต่ครั้นจะทำเป็นเมินก็คงเสียมารยาทเต็มที จินยองจึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมาสบตากับร่างเล็กตรงหน้า

 

ครับ?

 

ที่นัดทำงานวันเสาร์นี้อะ…” ปากเล็กเริ่มขยับพูด พลางมือก็หยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดหาอะไรไปพลาง

 

เอาเถอะ ดูทรงแล้ว คงจะเข้ามาตกลงเรื่องงานที่จะต้องทำในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ล่ะม

 

“ถ้าทำเสร็จแล้วไปกินนี่กัน!!

 

ภาพโปรโมชั่นบิงซูที่เด่นหราอยู่บนจอโทรศัพท์ ได้ทำลายความคิดก่อนหน้าไปแบบย่อยยับไม่เหลือชิ้นดีในพริบตา

 

            ไร้สาระสุดๆ เลยเหอะ

 

“ไม่ไปครับ” พยายามตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งที่สุด

 

“โห่ ปฏิเสธไวเชียวนะ” เมื่อโดนปฏิเสธสายฟ้าแล่บ แดฮวีก็ได้แต่ทำปากยู่บ่นอุบอิบ  ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยแววตาจริงจังอีกหน “แต่ไม่เป็นไร เราจะตื๊อ”

 

จินยองเผลอผงะไปนิดหนึ่งกับท่าทีที่สับเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วราวกับสับสวิตช์ของแดฮวี ก็เลยยังยืนนิ่งจนเริ่มโดนตื๊อ

 

“ไปด้วยกันนะ คุณแพจินยองค้าบ”  ด้วยการลูกอ้อนในฉบับที่ทำให้จินยองอยากจะกัดลิ้นตายมากที่สุด

 

แต่ลืมไป แวมไพร์ตาย(ด้วยวิธีนี้)ไม่ได้

 

“ไปด้วยกันนะะะะ นะๆๆๆ” ตอนนี้ไม่ได้มาแค่เสียง มือไม้ก็เริ่มมาพันเกาะตามแขนของเราจนเผลอสะบัดออกตามสัญชาตญาณ

 

“ยังเป็นคำตอบเดิมครับ” จินยองพยายามตั้งสตินิดหนึ่ง ก่อนจะยืนยันคำตอบกลับไปอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่กดหนักกว่าเดิมว่า “ไม่”

 

“เอางี้ เดี๋ยวเราเลี้ยงเองก็ไ---

 

“ไม่”

 

จินยองมีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ และเขาก็คิดว่ามันสมเหตุสมผล

 

หนึ่ง ร่างกายของแวมไพร์ แม้จะรับรู้รสต่างๆ เหมือนมนุษย์ปกติ ก็ไม่ได้มีความพิสมัยในรสอาหารมนุษย์อยู่แล้ว สอง เพราะร่างกายที่ไม่ดูดซึมสารอาหารอะไรเลยนอกเสียจากเลือด หนทางเดียวที่จะขับถ่ายออกมาก็มีแค่การทำให้อาเจียนออกมาเท่านั้น สาม ต่อให้เขาเป็นมนุษย์ เขาก็ไม่มีวันจะยอมทำเรื่องไร้สาระตามคนไร้สาระตรงหน้าอยู่แล้ว

 

และเขาคิดว่าก็ไม่จำเป็นจะต้องบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ด้วย

 

“อะไรอะ ตะเองไม่ชอบของหวานเหรอ”

 

แวมไพร์หนุ่มนิ่งค้างไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อได้ฟังการเดาสุ่มมั่วๆ ของอีกฝ่าย

 

“หรือว่ากลัวอ้วน?” พอเห็นจินยองนิ่งค้างไป แดฮวีก็พาลเข้าใจว่าตัวเองเดามาถูกจุด จึงยิ้มร่าปรบมือชอบใจพร้อมกับชี้หน้าอีกฝ่ายไปด้วย “โอ้ว ต้องเป็นข้อหลังแน่เลย!

 

หรือว่าต้องบอกให้รู้ดีนะ

 

“แหม” ไม่ทันไร มือปลาหมึกก็เลื่อนมือตบบ่าของจินยองเบาๆ  “ไม่ต้องอายหรอกพ่อนายแบบแห่งคณะ กินแค่ถ้วยเดียวไม่ทำให้อ้วนหรอกน่า”

 

…..” มีเพียงสายตาอำมหิตที่จินยองสื่อกลับไปให้เป็นคำตอบ แต่ดูท่าเจ้าตัวจะไม่รู้ ไม่ก็ จงใจไม่รู้เพื่อกวนประสาทเขาก็เป็นได้

 

“ดูเราสิ กินทุกวีคยังไม่เห็นจะอ้วนเลย” ตัวจอมตื๊อยังคงไม่ละทิ้งความพยายาม หว่านล้อมเพื่อนใหม่ต่อไป

 

“ครับ”

 

“แต่ถ้านายอ้วนขึ้นหน่อยก็ดีนะ จะได้ดูมีน้ำมีนวล” แดฮวีผละมือออก ถอยหนึ่งก้าวเพื่อจะได้มองทั้งร่างของจินยองได้ถนัดขึ้น “ตอนนี้ผอมไปนะรู้ตัวป่าว”

 

“เรื่องของผมครับ” แพจินยองยอมรับเลยว่า ณ จุดนี้ เขาเริ่มจะคุมอารมณ์หงุดหงิดไว้ไม่อยู่ จึงแสดงออกผ่านคำพูดที่ไม่เป็นมิตรเช่นนี้

 

และในตอนที่แดฮวีเริ่มผงะไปกับคำพูดที่ดูจะแรงขึ้น จินยองก็อาศัยจังหวะนี้โต้กลับต่อ

 

“ผมว่าคุณเลิกชวนผมทำอะไรไร้สาระแบบนี้จะดีกว่า แล้วก็ถ้ากับเรื่องงานตั้งใจได้ขนาดนี้ ก็จะดีมากครับ”

 

....” ร่างเล็กนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาแห้งๆ “ไปไม่เป็นเลย”

 

“สรุปก็คือ ไม่ไปนะครับ” จินยองที่เริ่มคุมอารมณ์ได้อีกครั้ง ก็เอ่ยเสียงเรียบ พร้อมกับยกกระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมจะเดินออก

 

“ฮือ..” ส่วนแดฮวีก็ได้แต่คอตกและทำปากยู่อีกรอบ เป็นท่าประจำเวลาไม่ได้อะไรดั่งใจตนเอง ..แต่ถึงจะทำยังไง คนจริงจังตรงหน้าก็ไม่สงสารหรอก

 

 

“รบกวนเตรียมงานมาดีๆด้วยนะครับ เสาร์หน้าที่ร้านไซเรน คงไม่ลืมใช่ไหมครับ?”

 

“เอ่อ.. ไม่ลืมหรอกน่า”

 

“ก็ดีครับ”

 

สิ้นคำ จินยองก็ก้าวขาเดินผ่านหน้าคนตัวเล็กไป ก่อนจะหยุดกึ้กเพราะเหมือนจะนึกอะไรที่ต้องพูดเพิ่มได้ขึ้นมา

 

“ถ้างานไม่ตั้งใจเท่านี้ ผมจะรับงานมาทำคนเดียว” ใบหน้าคมหันมามองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่ดูเรียบสงบ แต่ก็ให้ความรู้สึกดุในเวลาเดียวกัน “เข้าใจนะครับ”

 

“รู้แล้วน่า” แดฮวีเชิดคอตอบกลับไป “แต่จะไม่ไปกินต่อจริงๆ อ่อ”

 

ไม่มีคำตอบใดๆ จากแพจินยองอีกนอกจากเสียงปิดประตูห้องเรียนดังปึ้ง

 

 

 

 

วันเสาร์

 

เป็นเวลากว่าสี่ชั่วโมงในร้านกาแฟกลางห้างที่นักศึกษาวิศวะร่วมสองชีวิตนั่งช่วยกันทำงานหลังขดหลังแข็งหลังจอโน้ตบุ๊ค ครั้นรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่ตะวันเริ่มตกดิน และมันก็พอดีกับตอนที่จินยองตรวจสอบงานขั้นสุดท้าย บันทึกและสำรองไฟล์ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยสำหรับงานคู่ครั้งนี้

 

ความจริงถ้าจะพูดให้ถูก มันน่าจะเป็นงานที่มาจากความรู้ ข้อมูล และการวิเคราะห์ของแพจินยองที่มีแดฮวีคอยจิ้มโปรแกรมตามอย่างเดียวต่างหาก ขืนอาจารย์มาเห็นภาพเบื้องหลังการทำงานนี่ มีหวังอีแดฮวีคงได้ไปทำงานใหม่แน่

 

แต่ก็เอาเถอะ เพราะจินยองเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเป็นคู่หูที่ช่วยอะไรเขาได้มากอยู่แล้ว แค่ไม่ถ่วงแข้งถ่วงขา และงานเสร็จก็แยกทางกันไป จะได้ไม่ต้องมีอะไรติดค้างกันอีก

 

“งานเสร็จแล้ว ผมกลับก่อนนะครับ”

 

หากในจังหวะที่จินยองตั้งท่าจะลุกเดินออกจากโต๊ะ มือเล็กของแดฮวีก็คว้าเข้าที่แขนเสื้อของจินยองแบบไม่ทันให้อีกฝ่ายตั้งตัว

 

เอาอีกแล้ว ทำไมชอบแตะตัวคนอื่นจังเนี่ย

 

“เดี๋ยวดิ”

 

“มีอะไรอีกรึไงครับ” จินยองได้แต่หันกลับมาถามด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายเต็มทน

 

“ก็..จำภาพบิงซูที่---

 

“ไม่ไปครับ”

 

“โห ยังไม่ทันจะพูดจบเลย” แดฮวีที่โดนแทรกก่อนพูดจบได้แต่บ่นกลับไป “อ่านใจเก่งนะเรา”

 

“ก็เรื่องไร้สาระของคุณมันมีอยู่กี่อย่างเองล่---

 

แต่เราอยากไปกินอะจินยอง คราวนี้เป็นฝ่ายที่แดฮวีจะสวนขึ้นมาก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบประโยคบ้าง “ไปด้วยกันนะะะะะ”

 

“คุณอยากไปคุณก็ไปสิ” แวมไพร์หนุ่มปรามเด็กเอาแต่ใจตรงหน้า พร้อมกับกระตุกแขนข้างที่โดนเกาะนิดหนึ่งอย่างรำคาญ “แล้วก็ปล่อยแขนผมได้แล้ว”

 

“ขอโทษๆ” อย่างน้อยแดฮวีก็พอจะเริ่มเรียนรู้ได้บ้างแล้วว่าคนตรงหน้าไม่ชอบให้โดนเนื้อต้องตัวเท่าไหร่ “แต่จริงๆ นะ คนเดียวมันไม่อร่อย มันควรมีคนช่วยแย่งกินด้วยเพราะงั้นไปด้วยกันเหอะนะ

 

วัฒนธรรมการนั่งร่วมโต๊ะกินอาหารด้วยกันของมนุษย์ เป็นสิ่งที่จินยองสังเกตเห็นและมองว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างแปลกสำหรับเขามาตลอด เนื่องด้วยอาหารของแวมไพร์สมัยนี้เหลือเพียงยาเม็ด 2B ต่างคนก็ต่างกิน ไม่มีใครมานั่งโต๊ะเดียวกันให้เสียเวลา ไอ้การที่จะมา อิน กับอารมณ์ของความสุขจากการนั่งทานอาหารด้วยกันนั่นก็ลืมไปได้เลย

 

พอเป็นแบบนี้ จินยองก็ยิ่งไม่เข้าใจในความคิดที่ต้องการ เพื่อนร่วมกิน ของแดฮวีเข้าไปใหญ่

 

แต่จะให้บอกเหตุผลนี้ไปตรงๆ ก็คงจะดูแปลก และอาจจะทำให้สงสัยในตัวตนของเขาได้ เพราะอย่างนั้น จินยองจึงคิดว่าเขาควรจะหาเหตุผลอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการชวนครั้งนี้ที่เข้าท่ากว่านี้ อย่างเช่น..

 

“ผมไม่ชอบทานของหวาน”  สิ้นเสียง แวมไพร์หนุ่มก็ตั้งท่าจะเดินหนีอีกครั้ง  “ขอตัวนะครับ

 

แต่เรื่องก็ไม่ได้จบง่ายขนาดนั้น เพราะขนาดแวมไพร์หนุ่มเดินออกมาจนพ้นตัวร้านกาแฟแล้ว นักตื๊อระดับชิงแชมป์โลกอย่างแดฮวีก็ยังวิ่งดุ๊กๆ ตามมาประชิดตัวเป็นวิญญาณตามติดตามหลอกหลอนไม่จบไม่สิ้น

 

“เดี๋ยวสิ นี่ต้องรีบกลับขนาดนั้นเลยเหรอ” แล้วก็เป็นอีกครั้งที่มือแดฮวีคว้าแขนของเขาไว้อีกรอบ พร้อมกับส่งสายตาใสแป๋วเหมือนตัวนากด้วยหวังให้จินยองใจอ่อนยวบ “ไปนั่งเป็นเพื่อนเค้าแป๊บนึงไม่ได้จริงๆ อ่อ?

 

ฝ่ายจินยองเองก็เริ่มเหนื่อยที่จะแกะมือปลาหมึกนี่ออก และยิ่งมองตาใสนั่นสลับกันสายตาของคนในห้างรอบๆ ที่เริ่มมองมายังพวกเขาก็ยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม จึงได้แต่เอามืออีกข้างที่ยังว่างเสยผมตัวเองเพื่อระบายอารมณ์

 

“ผมถามคุณจริงๆ เมื่อกี้ทานเค้กไปตั้งหลายชิ้น คุณจะต่อด้วยบิงซูอีกไหวหรอ”

 

“มันไม่เหมือนกัน!!” ร่างเล็กตอบกลับทันควัน “เค้กก็คือเค้ก บิงซูก็คือบิงซู มันแทนกันไม่ได้!

 

......” จินยองถึงกับนิ่งค้างให้กับตรรกศาสตร์สาขาของหวานที่เพิ่งได้ยินไปในบัดดล และเมื่อตั้งสติได้ ก็ได้แต่เลิกคิ้วสูงเอ่ยถามออกไปว่า “มันก็คือของหวานเหมือนกันป่ะครับ..

 

บอกแล้วไงว่ามันคนละประเภทกันแดฮวียังคงยืนกรานความคิดเดิมไม่มีเปลี่ยน รสชาติ เท็กซเจอร์ มันแทนกันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะงั้น กินไหวแน่นอน

 

“คุณใช้พลังงานเยอะมากสินะ”

 

“แค่ตื๊อนายก็หมดไปครึ่งถังแล้วจ้า”

 

“ผมยังบอกคำเดิมนะ” เว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ว่าผมไม่ไป”

 

“ของหวานมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นป้ะ”

 

“เอาจริงไม่ใช่แค่เรื่องที่ผมไม่ชอบกินของหวาน..” แวมไพร์หนุ่มเริ่มเค้นเหตุผลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ “ผมไม่ชอบคนเยอะด้วย ช่วยเข้าใจตรงนี้หน่อยนะครับ”

 

“ก็จริงอยู่..ร้านมีโปรโมชั่นแบบนี้ยังไงก็คนเยอะแหงๆ” แดฮวีที่เริ่มคล้อยตามก็พยักหน้าหงึกๆ พลางเอามือขึ้นดุนคางตนเองอย่างใช้ความคิด

 

“แค่งานคู่ ผมยังไม่อยากจะทำเลย ไม่ชอบ” ไม่รู้เพราะหงุดหงิดสะสมหรือเพราะกำลังพูดถึงประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับคนอยู่หรืออย่างไร จินยองก็เผลอบ่นต่อออกมา

 

“นายไม่ชอบ แต่เราชอบนะ” ความจริงประโยคของแดฮวีมันจะไม่มีอะไรเลยถ้าเจ้าตัวไม่จ้องมาที่ใบหน้าของเขาด้วยสายตาจริงจังแบบนี้ล่ะก็นะ

 

            “ก็เรื่องของคุณแล้วกันครับ” เป็นฝ่ายจินยองเสียเองที่เผลอหลบตาก่อน ร่างเล็กที่เห็นทีท่าแปลกๆ แบบนั้นก็หัวเราะออกมานิดหนึ่ง ก่อนจะเริ่มสาธยายต่อ

 

“เคยได้ยินป้ะ คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตา--- เอ๊ะ..เดี๋ยวๆๆ อยู่ๆ แดฮวีก็ดีดตัวขึ้นมาเพราะนึกอะไรบางอย่างออก “เมื่อกี้นายบอกว่าไงนะ”

 

“เรื่องไหนล่ะ ไม่ชอบทำงานคู่ หรือไม่ชอบคนเยอะ” จินยองอาศัยจังหวะที่แดฮวีกำลังตื่นเต้น(กับอะไรไม่รู้)แกะมืออีกฝ่ายออก แล้วเอามากอดอกตนเองพร้อมทอดมองด้วยสายตาที่เบื่อหน่ายเต็มทน

 

“เรื่องไม่ชอบคนเยอะ.. เอ่อ อย่าเพิ่งมองด้วยท่าทีเบื่อโลกขนาดนั้นสิ”

 

รู้ตัวด้วยแฮะ

 

“แล้วจะถามทำไมครับ?”

 

“คือ เรามีอะไรสงสัยนิดหน่อย

 

ครั้นเห็นอีกฝ่ายมัวแต่ทำท่าลังเล ความรำคาญในใจของแวมไพร์หนุ่มก็เริ่มผุดขึ้นมาอีกรอบ “รีบๆ หน่อยได้มั้ยครับ ผมจะกลับบ้าน”

 

“จินยอง” จู่ๆ แดฮวีก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องเขาด้วยแววตาจริงจังกว่าที่เคย จริงจังจนเจ้าของชื่อที่ถูกเรียกนึกสังหรณ์ใจขึ้นมาเลยทีเดียว

 

“ครับ?”

 

“นายเคยได้ยินเรื่อง แวมไพร์ มั้ย?

 

สิ้นประโยค คนที่ถูกโยนคำถามใส่ก็ถึงกับนิ่งค้างไปในทันที

 

ความจริงแล้ว ด้วยความที่แวมไพร์ทุกคนจะถูกฝึกให้รู้จักปกปิดความลับเกี่ยวกับชาติพันธุ์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้น ที่เขาตกใจจนเผลอนิ่งไปแบบนี้ ไม่ใช่เพราะถูกถามคำถามนี้ แต่เป็นเพราะไม่คาดคิดว่าคนที่ดูจะไร้สาระไปวันๆ อย่างอีแดฮวีก็ สังเกต เขาได้แบบนี้ต่างหาก

 

คงจะประมาทไม่ได้เสียแล้ว

 

“เคยครับ” เพื่อไม่ให้มีพิรุธมากกว่านี้ จึงรีบตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เรียบเฉย “แล้วไงเหรอ?”

 

            จินยองจงใจโยนคำถามกลับไปเพื่อหยั่งเชิงคนตรงหน้า พลางในหัวก็เริ่มคิดคำแก้ตัวทั้งหลายเตรียมไว้ เพราะไม่ว่ายังไง เขาก็ไม่ยอมให้โทรโข่งประจำคณะอย่างแดฮวีล่วงรู้ถึงความลับของเขาเป็นอันขาด

 

            ไม่มีวันเสียหรอก

 

“เขาว่ากันว่า” แดฮวีเริ่มอ้าปากอีกหนหนึ่ง จนจินยองเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

 

“แวมไพร์น่ะ จะพยายามไม่อยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆ…!

 

“….”

 

ประโยคเมื่อครู่ ทำเอาจินยองถึงกับนิ่งค้างไปเป็นรอบที่สอง  หากรอบนี้นิ่งไปก็เพราะอึ้งที่ทุกอย่างผิดจากที่คิดไปเสียหมด

 

“เพราะจะทำให้ควบคุมความกระหายเลือดในตัวไม่ได้ไง”

 

ผิด

 

            “แรกๆ อาจจะทนได้ แต่หลังจากนั้น อาการก็อาจจะเริ่มออก”

 

ผิดทั้งหมดเลย

 

“เขาว่ากันว่า?” แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเผลอลอบยิ้มออกมานิดหนึ่งด้วยความโล่งใจที่สถานการณ์ไม่ได้ออกมาเลวร้ายอย่างที่คิด ก่อนจะลองถามหยั่งเชิงต่อ “คุณไปฟังใครมาเนี่ย”

 

“ในเน็ตไง” นับเป็นคำตอบที่เหมาะกับเจ้าตัวดี “รวมเทคนิคสังเกตแวมไพร์เงี้ย มันเป็นวาระสำคัญระดับมนุษยชาติเลยนะ!

 

“จริงจังกว่าเรื่องงานอีกนะครับ” จินยองเผลอลอบยิ้มอีกครั้งให้กับสีหน้าที่จริงจังสุดๆ ของคนตรงหน้า ในใจก็อยากจะเย้ยกลับไปเสียเหลือเกินว่าข้อมูลจากในอินเทอร์เน็ตพวกนั้นมันมั่วซั่วสุดๆ เชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด โดนหลอกเข้าให้เต็มเปาแล้วล่ะ

 

แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว ความลับมันจะได้เป็นความลับต่อไป

 

“แหม นายก็รู้อยู่นี่ว่าเดี๋ยวนี้แวมไพร์อะ แฝงตัวมาปะปนในสังคมมนุษย์เยอะจะตาย” ปากดื้อๆ นั่นยังคงเจื้อยแจ้วออกมาไม่หยุด “ฟังหูไว้หู จะได้ปลอดภัย”

 

“ก็จริงครับ” แกล้งตามน้ำไปเรื่อยๆ ให้อีกฝ่ายตายใจเป็นสิ่งที่จินยองถนัดเลยล่ะ

 

“เอาจริงนะ แพจินยอง” อยู่ๆ แดฮวีก็กลับมาใช้น้ำเสียงจริงจังอีกหนหนึ่ง พร้อมทั้งจ้องเข้าไปในคู่ดวงตาของจินยองเขม็ง “นายน่ะ เข้าข่ายที่จะเป็นแวมไพร์สุดๆ เลย รู้ตัวไหม?

 

จินยองยอมรับว่าสัญชาตญาณในการเดาสุ่มของอีแดฮวีก็ถือว่าใช้ได้ ..แต่ก็โดนหักลบด้วยวิจารณญาณการรับสื่อที่ต่ำต้อย ผลลัพธ์ก็คือ คนแบบนี้ไม่มีวันที่จะล่วงรู้ความลับเขาได้เป็นแน่

 

“เฮ้อ เสียเวลาผมจริงๆ” ลงท้ายด้วยการถอนหายใจใส่หน้าอีกฝ่าย ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินแยกออกไปตรงนั้น เพราะเขาเบื่อที่จะโดนอีกฝ่ายเซ้าซี้เต็มทีแล้ว

 

“อย่าเพิ่งเดินหนีสิ” เสียงของแดฮวีดังขึ้นพร้อมกับการที่มือเล็กๆ ของเจ้าตัวคว้าหมับเข้าที่ไหล่ของแวมไพร์หนุ่มแบบที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ทำให้สามารถดึงให้คนที่ตัวสูงกว่าหันกลับมาเผชิญหน้าได้อย่างง่ายดาย

 

“โอ้ยคุณ การที่ผมเป็นคนเก็บตัวไม่ค่อยชอบเข้าสังคมมันเป็นปัญหาขนาดนั้นเลยหรือไงครับ” พอโดนรั้งไว้ จินยองก็เริ่มออกอาการหัวเสียอีกรอบ

 

“อย่าเพิ่งตีโพยตีพายดิ” แดฮวียกนิ้วขึ้นจุปากเป็นท่าประกอบ “ของแบบนี้ต้องพิสูจน์กันหน่อย”

 

“อะไรอีกเนี่ย?”

 

“ขอมือหน่อยจินยอง” แล้วอยู่ๆ แดฮวีก็แบมือใส่หน้าแบบไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรทั้งนั้น

 

“ทำไมผมต้องให้” คนที่โดนขอมือเลิกคิ้วสูงพลางยกมือทั้งสองข้างกอดอกไว้โดยอัตโนมัติ

 

“เทคนิคการสังเกตแวมไพร์อีกข้อก็คือ ร่างกายของแวมไพร์จะเย็นเฉียบอย่างกับศพ!

 

ผิดเช่นเคย แวมไพร์ที่ตัวเย็นมันก็มีแค่ในภาพยนตร์แค่นั้นแหละ แวมไพร์ในโลกจริงอย่างพวกเขากเป็นสัตว์เลือดอุ่นเหมือนกับมนุษย์ทั่วไปนั่นแหละ

 

“เพราะงั้น ขอมือหน่อย! จะลองจับ” แต่คนโง่ เอ้ย คนที่ไม่รู้ ก็ยังเป็นคนที่โชว์ความไม่รู้ต่อไปอย่างหน้าไม่อายเนี่ยสิ

 

“นี่คุณขอจับมือทุกคนที่ชอบเก็บตัวป้ะเนี่ย” ถึงแม้ว่าทฤษฎีมือเย็นจะมั่วนิ่มก็จริง ไม่มีอะไรให้เขากลัวว่าความลับจะแตกได้ แต่ถ้าเอาตามตรรกะปกติ นี่มันก็คือการหลอกแต๊ะอั๋งกันชัดๆ เพราะงั้น เรื่องอะไรจะให้จับง่ายๆ ล่ะ

 

“เหอะน่า ส่งมือมา!!” หากแดฮวีก็ยังคงคะยั้นคะยอเขาต่อไป “ไม่งั้นจะพุ่งไปจับเองละนะ”

 

น่ารำคาญสุดๆ

 

“พอๆ” เพื่อตัดรำคาญ สุดท้ายจินยองก็เลือกจะยอมตามน้ำไปในที่สุด “อยากจับนักใช่มั้ย อะ”

 

“ก็แค่นี้เอง” ครั้นแดฮวีเห็นอีกฝ่ายยื่นมือมาให้แล้ว เจ้าตัวก็ยิ้มออกมาอย่างผู้มีชัยในที่สุด และเขาก็ไม่รอช้า รีบคว้ามือตรงหน้ามาจับเพื่อพิสูจน์ในสิ่งที่สงสัยมานาน

 

“เห้ย” จู่ๆ แดฮวีก็อุทานออกมา เมื่อค้นพบว่ามือของจินยองนั้น “ก็อุ่นนี่นา..”

 

ปล่อยได้ยัง จะจับอีกนานมั้ย

 

ครั้นได้ยินน้ำเสียงที่ฟังดูหงุดหงิดเต็มที่ แดฮวีก็รีบผละมือออกด้วยความไวว่อง

 

“โห แต่นายเป็นมนุษย์จริงๆ ด้วยสินะ” หลังจากการทดลอง(อันแสนงี่เง่า)จบลง นักทดลองอีแดฮวีก็เริ่มออกความเห็น “ไอ้เราก็สงสัยอยู่ตั้งนาน”

 

“คุณว่าอะไรนะ?” จินยองเลิกคิ้วสูงอีกครั้ง

 

“ก็เคยสงสัยไงว่านายเป็นแวมไพร์” แดฮวีตอบไปตามตรง “แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ มืออุ่นขนาดนี้จะเป็นแวมไพร์ไปได้ไงเนอะ”

 

จินยองไม่ออกความเห็นอะไรกลับไป นอกเสียจากมองคนตัวเล็กตรงหน้าด้วยสายตาละเหี่ยใจมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“พอใจคุณแล้ว งั้นผมขอตัว”

 

            “เดี๋ยว อย่าเพิ่..!

 

หากรอบนี้จินยองไม่รีรอให้แดฮวีพูดหรือพุ่งมือมารั้งอะไรอีก รีบหันหลังขวับแล้วเร่งฝีเท้าแทรกไปในฝูงชนทันทีทันใด ทิ้งให้แดฮวีได้แต่อ้าปากค้างเพราะรั้งตัวไว้ไม่ทัน

 

“เฮ้อ สงสัยเขาจะรำคาญเราแล้วจริงๆ แล้วล่ะมั้ง” ร่างเล็กบ่นกับตัวเองนิดหนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “แต่แบบนี้ก็สนุกใช้ได้เลยนะเนี่ย”

 

 

 

วันจันทร์

19.53 .

 

จีฮุนเปิดดูเวลาในโทรศัพท์เครื่องเก่งของตนเอง ก่อนจะถอนลมหายใจออกมา เมื่อประมวลในหัวได้ว่า เขาติดฝนอยู่ใต้อาคารกลางมานับครึ่งชั่วโมงแล้ว

 

เป็นความผิดของเขาเองแหละที่วันนี้ลืมพกร่มใส่กระเป๋ามา และก็เป็นความผิดของเขาเองอีกเช่นกันที่ไม่ยอมกลับพร้อมกับสมาชิกกน.คนอื่นๆ ตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว เพียงเพราะแค่อยากจะสะสางงานเอกสารในส่วนของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยก็เท่านั้น

 

 ใครจะไปรู้ล่ะว่าตอนที่กำลังจะก้าวขาออกจากอาคาร ฟ้าฝนก็ดันทำหน้าที่ เทฝนลงมากั้นไม่ให้เขากลับบ้าน คล้ายจะลงโทษที่เขาบ้างานเกินไปยังไงยังงั้น

 

“จะฝ่าไปดีมั้ยเนี่ย” บ่นกับตัวเองเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าฝนเริ่มจะซาลงแล้ว แต่ก็ยังตกอยู่พรำๆ ชนิดที่ถ้าตัดสินใจจะฝ่าออกไป ก็ยังเปียกม่อล่อกม่อแลกอยู่ดี

 

แล้วถ้าวันต่อไปเกิดไม่สบาย ไข้จับขึ้นมาเพียงเพราะใจร้อน ยอมเดินฝ่าฝน แบบนั้นน่ะ จีฮุนไม่เอาด้วยหรอก

 

ลงท้ายก็ได้แต่นั่งเตะขาเล่นรอฝนหยุดตกอยู่ตรงม้านั่งใต้อาคารต่อไปอย่างไร้หนทาง

 

ระหว่างนั้น ตาคู่สวยก็ทอดมองไปเรื่อย มองไปยังแอ่งน้ำตรงหน้า มองไปยังต้นไม้ใบหญ้ากำลังโดนหยดน้ำกระทบจนเห็นสะเก็ดพราว มองไปยังตึกฝั่งตรงข้าม ทำให้เห็นว่ามีนักศึกษาสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งรออะไรสักอย่างอยู่ใต้ตึกเช่นกัน

 

ดูท่าแล้วคงจะกำลังติดฝนเหมือนกันกับเขาเป็นแน่

 

หากไม่ทันที่จีฮุนจะนึกดีใจที่มีเพื่อนร่วมชะตากรรมติดฝนไปด้วยกัน ก็มีรถหรูคันหนึ่งแล่นเข้ามาเทียบตรงหน้าตึกอีกฝั่ง นักศึกษาสาวคนนั้นก็ลุกขึ้นรีบวิ่งมาเปิดประตูพลางปากก็บ่นออกมาดังลั่นจนเขาได้ยินไปด้วยว่า

 

“พ่ออะ ทำไมมารับหนูช้าจัง!

 

นอกเหนือจากนั้น จีฮุนก็ไม่ได้ยินอะไรเท่าไหร่นัก เห็นแค่ว่าเธอเอาตัวเข้าไปนั่ง ปิดประตูดังปึ้ง ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไป

 

ไม่เหลือใครที่ต้องนั่งรอฝนหยุดอีก

 

ยกเว้นเขาคนเดียว

 

ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอะไร จีฮุนก็หยิบโทรศัพท์เครื่องเก่งขึ้นมากดเล่น ครั้นลองเปิดแอพโซเชียลมาดู ก็พบว่าแทบจะไม่มีอะไรน่าสนใจให้อ่านฆ่าเวลาได้เลยแม้แต่น้อย จะให้เล่นเกมก็เปลืองแบตเตอรี่ นิ้วเรียวจึงเริ่มกดส่วนอื่นขึ้นมาเล่นๆ อย่างเช่น รายชื่อผู้ติดต่อ

 

ดวงตาคู่สวยเหลือบมองไปยังรายชื่อต่างๆ ที่เขาบันทึกไว้ พลางในใจก็นึกให้ความหวังไปด้วยว่า บางทีเขาอาจจะโทรหาใครสักคนให้เอาร่มมารับเขาได้บ้างก็ได้

 

เพื่อนๆ ในกน.? ไม่ล่ะ เป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะกลับพร้อมๆ กันไปในชั่วโมงก่อนหน้าเองนี่ จะไปรบกวนให้เจ้าพวกนี้กลับมารับเขาก็คงกระอักกระอ่วนเกินไป

 

เพื่อนๆ ในคณะ ...กลับบ้านกันไปตั้งแต่ช่วงสี่ห้าโมงเย็นแล้ว

 

พี่ดงฮยอน บ้านไกลกว่าเขาไม่รู้ตั้งกี่เท่า อย่าไปรบกวนเลยดีกว่า

 

นิ้วเรียวเลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่สองรายชื่อที่เขาไม่ได้เห็นมาตั้งนานแล้ว

 

คุณลุงคุณป้า

 

ยังไงก็โทรไปรบกวนอะไรไม่ได้อยู่แล้วล่ะ อย่าหวังอะไรเลย

 

ในตอนนั้นที่เขายกแขนขึ้นกอดตัวเองเพราะรู้สึกหนาวจากละอองฝน ในใจก็นึกอิจฉานักศึกษาสาวคนเมื่อกี้ที่ยังมีคุณพ่อที่อุตส่าห์ขับรถมารับ จนเผลอเทียบกับสภาพของตัวเองที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครดีในเวลาที่ลำบากแบบนี้

 

            ในชีวิตของคนอย่างพัคจีฮุน ยังเหลือใครให้เขาพึ่งพิงได้บ้างนะ?

 

            ชีวิตแบบนี้มันช่าง…. อ้างว้างสิ้นดี

 

            “พี่จีฮุนครับ”

 

ในขณะที่กำลังปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับภวังค์ความคิด จู่ๆ เสียงที่ไม่คิดว่าจะได้ยินก็มาดังข้างหูเขาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียงจนเผลอสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

 

“ค..ควานลินเองเหรอ?”

 

“มานั่งทำอะไรตรงนี้น่ะครับ?” เจ้าของชื่อเอ่ยถามพลางยิ้มเผล่ใส่เขาไปด้วย

 

“ก็รอฝนหยุดอะ จะกลับบ้าน” ถ้าจีฮุนเป็นคนที่หยาบคายสักหน่อย คงได้ประชดควานลินกลับไปแล้ว อย่างเช่น อ๋อ นั่งชมวิวเพลินๆ อยู่น่ะ “แล้วนายมาทำอะไรแถวนี้อะ?”

 

“เอ่อ...” เจ้าเด็กตัวสูงเกาท้ายทอยตัวเองแกร่กๆ พร้อมกับเบนสายตาไปทางอื่นด้วย “พอดี..ผมเดินผ่านมาแถวนี้อะครับ”

 

“อืม.. บังเอิญจังนะ” จีฮุนพยักหน้าเอออกลับไป “แล้วจะเดินไปไหนอะถึงผ่านมาทางนี้ได้?”

 

“ไปที่จอดรถตรงคณะรัฐศาสตร์น่ะครับ” ควานลินรีบตอบกลับไป “พอดีไปแวะไปหาเพื่อนที่คณะบัญชีมา ก็เลยผ่านอาคารกลางนี่พอดี”

 

“บัญชีไปรัฐศาสตร์มันผ่านตึกส่วนกลางด้วยเหรอ?”

 

“เอ่อ” พอรู้ตัวว่าโดนจับโกหกได้ ควานลินก็รีบเปลี่ยนเรื่องในทันที “แล้วนี่พี่เพิ่งทำงานเสร็จเหรอครับ?”

 

“ความจริงเสร็จตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนแล้ว แต่ฝนดันตก ก็เลยยังกลับไม่ได้” จีฮุนตอบไปตามตรง

 

“แล้วนี่ปกติพี่กลับยังไงหรอครับ” ควานลินยังคงชวนเขาคุยต่อไป

 

“ปกติก็เดินไปรอรถที่ป้ายอะ”

 

“ ป้ายรถเมล์หน้ามหาลัยเหรอครับ?

 

เมื่อจีฮุนพยักหน้าให้เป็นคำตอบ ควานลินก็ไม่รอช้า รีบพูดในสิ่งที่เฝ้ารอมาตั้งแต่เริ่มบทสนทนาด้วยความไวว่อง

 

“ให้ไปผมส่งมั้ย?” พร้อมกับยิ้มเผล่ ชูร่มที่ถือมาให้อีกฝ่ายเห็น

 

“ไม่ต้องหรอก ร่มคันเดียว เดินไปก็คนละทาง” ถึงแม้ว่าอยากจะรีบกลับบ้านมากขนาดไหน แต่ถ้ามันต้องลำบากคนอื่น จีฮุนก็ไม่อยากจะตอบรับความช่วยเหลือนี้หรอก

 

“ผมไปส่งพี่ขึ้นรถก่อน แล้วผมค่อยกลับมาเอาจักรยานก็ได้” หากควานลินก็ไม่ละความพยายาม เริ่มต่อรองกับเขาจนได้

 

“แต่..”

 

“อะ พี่ดูนี่” ว่าแล้ว ร่างสูงก็กางร่มในมือตนเองให้ดู ราวกับตัวเองกำลังจะเสนอขายสินค้าอะไรสักอย่างอยู่ “มันใหญ่มากพอนะครับ”

 

“อย่าเลยควานลิน พี่ไม่อยากรบกวนนาย” ไม่ว่าเปล่า จีฮุนก็หยัดตัวลุกขึ้นเอากระเป๋าสะพายหลังตัวเอง “ตอนนี้ฝนก็ซาลงมากแล้ว เดี๋ยวพี่เดินกลับเองดีกว่---

 

ถ้าพี่ป่วยขึ้นมาเพราะฝ่าฝนจะทำยังไง” ไม่รอให้ผู้เป็นพี่พูดจบ ควานลินก็สวนขึ้นมาเสียก่อน

 

ก่อนจะจ้องใบหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตาที่จริงจังกว่าเดิม

 

“อีกอย่าง... ผมอยากไปส่งพี่ ก็แค่นั้นเอง”

 

ไม่รู้ทำไม คำพูดเรียบๆ ของรุ่นน้องตรงหน้า กลับทำให้จีฮุนรู้สึกแปลกๆ กับตัวเองขึ้นมา

 

รู้สึกอบอุ่น ทั้งๆ ที่อากาศเย็นเพราะฝนลงอยู่แบบนี้

 

สุดท้าย ก็เลยเผลอโอนอ่อนตามไปและตกปากรับคำไปว่า

 

“เออ ตามใจแล้วกัน”

 

 

 

“พี่ไม่เห็นต้องเดินห่างขนาดนั้นเลยนี่ครับ”

 

ครั้นเดินมาได้ไม่ถึงนาทีดี ควานลินก็สังเกตได้ว่ารุ่นพี่ตัวเล็กพยายามจะทิ้งระยะห่างกับเขาเสียเหลือเกิน จนเห็นเลยว่าครึ่งตัวของอีกฝ่ายตากฝนอยู่เพราะพ้นความกว้างของร่มไป

 

“มานี่มา” เมื่อเห็นดังนี้ ควานลินก็ถือวิสาสะใช้แขนยาวๆ ตนเองรวบตัวอีกคนเข้ามาเดินใกล้ๆ

 

“เอามือออกไปได้มั้ย” จีฮุนเอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ โดยที่ไม่ได้หันไปมองคนข้างตัวเลยแม้แต่น้อย “อึดอัด”

 

            และด้วยคำพูดนั้น ก็เหมือนเป็นคำบัญชาให้ควานลินเป็นฝ่ายผละตัวออกจากจีฮุนโดยอัตโนมัติ ยกเว้นแค่มือข้างที่ถือร่มของตัวเองที่ไม่ขยับออกตามก็เพื่อให้ร่มยังสามารถกันฝนให้รุ่นพี่ได้เหมือนเดิม แต่นั่นก็ทำให้ครึ่งตัวของเขาโดนฝนแทนเสียอย่างนั้น

 

“แต่เขยิบเข้ามาในร่มอีกก็ได้ เดี๋ยวเปียก” จีฮุนที่เห็นสภาพดังนั้นก็นึกเกรงใจขึ้นมา รีบแก้คำพูดตัวเองนิดหน่อย

 

“พูดงี้ แสดงว่าพี่ให้ผมก้าวเข้าหาพี่อีกก้าวแล้วนะ” หากจีฮุนลืมไปว่าควานลินเป็นประเภทที่ชอบทำเกินกว่าคำสั่ง ไม่สิ ได้คืบจะเอาศอก

 

เพราะเจ้าเด็กนี่ ไม่ได้แค่ขยับกลับเข้ามาใต้ร่ม หากยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขาพร้อมยิ้มกว้างให้ด้วยอีกต่างหาก

 

ใกล้เกินไปแล้ว

 

“บอกให้เขยิบเข้ามา ไม่ใช่ให้เอาหน้าเข้ามา” จีฮุนหยิบปากกาออกจากกระเป๋าเสื้อตนเอง แล้วใช้มันดันหน้าของคนชีกอออกให้ห่างออกไป

 

“ฮ่าๆๆ” นอกจากจะไม่สลด ยังดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนี่จะชอบใจเสียด้วยซ้ำที่ได้แกล้งหยอกเขาแบบนี้ “เขินก็บอกครับ ไม่ต้องเอาปากกามาดันกันแบบนี้ก็ได้”

 

“พี่ควรทำยังไงกับนายดีนะ” คนที่ถูกหยอดแล้วหยอดอีกได้แต่รำพึงกับตัวเองด้วยความเหนื่อยใจ ซึ่งมันก็เรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

 

หากด้วยความที่กลัวว่ารุ่นพี่ตัวเล็กจะรำคาญเขาไปเสียก่อน ควานลินก็รีบหาเรื่องมาชวนคุยทันที

 

“เอ้อ กลับบ้านดึกแบบนี้ พ่อแม่ไม่ว่าหรอครับ?

 

“พี่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่น่ะ” จีฮุนทำท่าเหมือนคิดอะไรสักอย่างอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยเอ่ยต่อด้วยท่าทีเรียบเฉยว่า “พ่อแม่พี่เสียหมดแล้วล่ะ”

 

คำตอบจากปากจีฮุนทำเอาบรรยากาศตกอยู่ภายใต้ความเงียบงัน จนได้ยินเพียงเสียงน้ำฝนกระทบกับพื้นชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนี้ ควานลินก็พยายามจะแก้สถานการณ์ด้วยการชวนคุยต่อ

 

“แล้วตอนนี้พี่อยู่กับใครอะครับ?” แต่หัวดันช้าเกินกว่าจะเปลี่ยนเรื่อง กลายเป็นว่าเผลอถามคำถามที่ยังอยู่ในข่ายเดียวกันเสียอย่างนั้น

 

“กับลุงป้า” จีฮุนตอบกลับไป

 

“โห ป่านนี้คงกังวลแล้วเนี่ยว่าทำไมพี่ยังไม่ถึงบ้าน” ควานลินออกความเห็นไป

 

“ไม่หรอก ช่วงนี้ลุงป้าบินไปดูงานที่ต่างประเทศทั้งคู่ ไม่ได้อยู่รอพี่หรอก”

 

“อ้อ

 

“หรือต่อให้อยู่ ก็ไม่ได้สนใจอะไรพี่ขนาดนั้น”

 

ประโยคเมื่อครู่ที่ออกจากปากจีฮุน ก็ทำเอาควานลินไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว

 

“ก็เหมือนอยู่คนเดียวมาตลอดแหละ” จีฮุนยังคงพูดต่อไปด้วยท่าทีปกติ หากจังหวะหนึ่งที่ควานลินแอบเหลือบมองแววตาของรุ่นพี่ เขาก็พบว่ามันดูหม่นหมองลงไปกว่าทุกครั้งที่เขาเคยเห็น

 

เขาจึงรั้งมือของอีกฝ่ายให้หยุดเดินชั่วครู่

 

“พี่....โอเคมั้ย?” ควานลินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและเจือไปด้วยความเป็นห่วง

 

“ไม่ได้เป็นอะไร ก็สบายดี” จีฮุนยิ้มตอบกลับมาพลางยักไหล่ให้ ทั้งๆ ที่แววตายังคงหม่นหมองไม่ต่างจากเดิมเลยสักนิด “เดินต่อได้มั้ย พี่อยากกลับบ้านแล้ว”

 

“อ่า.. ครับ” แล้วทั้งคู่ก็เริ่มย่างเท้าเดินต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น

 

“พี่รู้นะว่าเราคิดอะไรอยู่” ในระหว่างที่กำลังเดินอยู่ จีฮุนก็เอ่ยทักขึ้นมาจนควานลินเผลอสะดุ้งนิดหน่อย

 

“ผมคิดอะไรเหรอครับ?”

 

“สงสารพี่ไง” จีฮุนหันมาเฉลย “พี่แค่อยากบอกว่า มันไม่ได้แย่แบบที่นายคิดหรอก ..เอาจริงแล้ว อยู่บ้านแต่มีอิสระเหมือนอยู่หอ สบายดีจะตาย”

 

“แล้วพี่ไม่เหงาเหรอ?” ถึงจะได้ยินแบบนั้น ควานลินก็อดไม่ได้ที่จะถามกลับไปด้วยความเป็นห่วง

 

….” เจ้าของแววตาหม่นเผลอหลุบตาต่ำ เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไรดี

 

“ควานลิน..”

 

“ครับ?

 

“นายมีพี่น้องมั้ย?” กลายเป็นว่าเจ้าตัวเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องแทนการตอบคำถามข้อเมื่อกี้ไปเสียอย่างนั้น

 

“ผมหรอ?” คนที่ถูกถามชี้ที่ตัวเอง ก่อนจะตอบไปอย่างรวดเร็วว่า “ไม่มีครับ ผมเป็นลูกคนเดียว”

 

“อ้อ..

 

พอผมเกิดมา พอกับแม่ก็ต้องทำหมัน.... เอ่อทันทีที่รู้ว่าเผลอตัวเล่าเกินกว่าที่จำเป็น ร่างสูงก็เผลอเข้าโหมดติดอ่างทันที

 

“ทำหมัน?” นั่นไง รุ่นพี่ตัวเล็กได้ยินเข้าให้แล้ว “ทำไมต้องทำเหรอ?”

 

“เอ่อคือต้องทำหมันเพราะ กลัวมีอีกคนแล้วดูแล้วไม่ไหวอะครับควานลินรีบปั้นเหตุผลตอบกลับไปเพื่อไม่ให้มีพิรุธ เลยป้องกันไว้ก่อนไง”

 

“เข้าใจแล้วล่ะ”

 

ถึงจะโล่งใจที่พ้นประเด็นนี้ไปได้ แต่ควานลินก็แอบรู้สึกผิดกับรุ่นพี่ข้างตัวอยู่ดี เพราะนี่เป็นอีกครั้งที่เขาต้องโกหกอีกฝ่ายไป

 

เพราะถ้าให้เล่าตามความจริงนั้น การที่พ่อแม่ของเขาต้องทำหมัน ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรื่องดูแลไม่ไหวอะไรนั่นหรอก ..แต่มันเป็นเพราะกฎของแวมไพร์ในรีตต่างหาก

 

กฎที่มีชื่อเรียกให้สวยหรูว่า only child หรือ บุตรคนเดียว ซึ่งถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อใช้ควบคุมประชากรแวมไพร์ที่แทบไม่มีอัตราการตายเกิดขึ้นเพราะมีอายุขัยเป็นอนันต์ให้อยู่ในจำนวนที่เดนตาต้าจะยังพอให้ความดูแลได้

 

นั่นหมายความว่า แวมไพร์หนึ่งครอบครัว จะมีบุตรได้เพียงแค่คนเดียว และหลังจากคลอดบุตรคนแรกเสร็จ ทั้งตัวพ่อและแม่ก็จะต้องเข้ารับการทำหมันโดยทันที ..ทั้งหมดก็เพื่อความสมดุลของประชากรในสังคมแวมไพร์

 

“จริงๆ บางทีพี่ก็อยากมีพี่น้องเหมือนกันนะ..” ในตอนนั้นเอง จีฮุนก็เป็นฝ่ายเริ่มชวนคุยต่อ “ตอนเด็กไม่ค่อยมีเพื่อนเล่นเลยอะ”

 

“ตอนเด็กๆ คงเหงาสินะครับ”

 

“อืม ก็เหงาแหละ แต่ตอนนี้โตแล้ว เลยไม่ค่อยอะไรละ”

 

แต่ตอนนี้พี่จะไม่เหงาแล้วนะครับระหว่างเอ่ย ควานลินก็หันมาสบตากับรุ่นพี่ที่ตัวเล็กกว่าตนอีกครั้ง เพราะผมจะไม่ยอมให้พี่เหงาอีกแล้ว

 

ไม่ว่าเปล่า ก็ถือวิสาสะเอาแขนข้างที่ถือร่มอยู่นี่แหละ เลื่อนไปโอบไหล่ลาดของอีกฝ่ายแต่ก็ยังพยายามประคองให้ร่มยังอยู่ในมุมที่ยังกันฝนได้ไปด้วย

 

“อย่ามาโอบ ลามปาม” หากความสุขนั้นก็ไม่จีรัง เมื่อได้ยินเสียงดุๆ ของคนที่ถูกโอบ ควานลินก็ยอมยกแขนตัวเองขึ้นกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมในบัดดล

 

“ฮ่าๆ ขอโทษครับ”

 

“จะต้องหยอดตลอดเวลาเลยรึไง นายเนี่ย” จีฮุนได้แต่ถอนลมหายใจยาวให้กับความมือปลาหมึกของรุ่นน้องข้างตัวอย่างเสียมิได้

 

“ก็เผื่อคนตัวเล็กแถวนี้จะใจอ่อนสักวัน” แต่ดูเหมือนจะไม่ได้สำนึกเลยแม้แต่น้อย ก็ดูสิ ไม่ได้แค่พูดหยอดไม่หยุด แต่ยังยิ้มเผล่โชว์ฟันกับเหงือกให้เขาอีก จนเขาไม่รู้จะทำยังไงแล้ว

 

“จะยิ้มอะไรเยอะแยะ” แต่อย่างน้อยก็ขอพูดดักคอพร้อมกับแซะออกไปนิดหนึ่งก็แล้วกัน “รู้ตัวมั้ยว่ายิ้มแล้วหน้าเหมือนอาแปะข้างบ้าน”

 

“ฮ่าๆๆ งั้นเหรอครับ” กลายเป็นว่าเจ้ารุ่นน้องตัวสูงยิ่งอารมณ์ดียิ่งกว่าเดิมเสียอีก และก็น่าแปลก แทนที่จีฮุนจะรู้สึกหงุดหงิดเพิ่มขึ้น เขากลับเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว ..บางทีอาจจะเพราะเผลอนึกเอ็นดูกับความที่เจ้าเด็กคนนี้โดนด่าอะไรไปก็ไม่ถือสาล่ะมั้ง

 

 “เอาจริงผมยอมเป็นอาแปะข้างบ้านก็ได้นะ…” ควานลินหันกลับมามองใบหน้าของรุ่นพี่ข้างตัว ก่อนจะเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง “…ถ้าได้เห็นพี่ยิ้มแบบนี้”

 

ครั้นได้ยินดังนั้น จีฮุนก็หุบยิ้มทันใดพลัน กลับไปตีหน้านิ่งด้วยความเอือมดังเดิม

 

“ไม่เอาอะ ไม่อยากเจอหน้านายทุกวัน เบื่อตาย”

 

ควานลินขอสรุปเลยว่าพัคจีฮุนกำลัง วางฟอร์มแก้เขิน อยู่แน่นอน

 

“เหรอครับ” ร่างสูงหัวเราะเล็กน้อย “แต่ผมไม่เบื่อหน้าพี่นะ กลับบ้านไปยังดูรูปพี่ทุกวันเลยอะ”

 

“ใครขอให้ดู?”

 

“ผมเองอะ” คนอย่างควานลินถือคติว่าในเมื่อกล้าทำ ก็ต้องกล้ารับ 

 

“หน้าพี่มีอะไรให้ดูขนาดนั้นเลยรึไง..

 

“ก็พี่แม่งน่ารักขนาดนี้ไงครับ” อีกครั้งหนึ่งที่ควานลินใช้มืออีกข้างที่ยังว้างเลื่อนบีบแก้มของจีฮุนเบาๆ ทำให้เจ้าตัวเผลอผงะออกด้วยความตกใจ ควานลินเองก็รีบยื่นร่มตามสัญชาตญาณ เพราะกลัวรุ่นพี่ตัวเล็กจะเปียกฝน

 

“ทำไมชอบแตะตัวอะ” ครั้นเมื่อสติกลับมาแล้ว จีฮุนก็เริ่มเปิดปากพูดคาดโทษทันที “ถ้าแตะอีกทีจะไม่ยุ่งด้วยละนะ”

 

แต่หารู้ไม่ว่าไอ้การขู่ด้วยสีหน้าไม่พอใจจนแก้มพองลมนิดๆ แบบนี้ ก็ยิ่งทำให้ควานลินยิ่งได้ใจ และรู้สึกว่าคนตรงหน้ายิ่งทวีความน่ารักออกมามากขึ้นเท่านั้นแหละนะ

 

“โอ๋ๆ แกล้งเล่นครับ” ก่อนจะหันกลับไปพึมพำกับตัวเองเบาๆ “หมั่นเขี้ยวนี่นา”

 

“พูดว่าอะไรนะ?

 

“อ่อ.. เปล่าครับ เปล่า” ควานลินรีบบุ้ยใบ้ปฏิเสธไป แต่ก็แอบเอามือข้างที่จับแก้มนิ่มๆ ของอีกฝ่ายขึ้นมาทาบที่ริมฝีปากตัวเองนิดหนึ่ง พร้อมกับยิ้มให้กับตัวเองอย่างมีความสุข

 

ปกติแล้วควานลินไม่ใช่คนที่เดินช้าอะไรมาก แต่เพราะไม่อยากให้ช่วงเวลาที่เขาได้อยู่ใกล้ชิดกับรุ่นพี่ที่เขาชอบอันแสนมีค่านี้ผ่านไปไว เขาจึงพยายามคุมขายาวๆ ของตัวเองก้าวด้วยจังหวะที่ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ฝ่ายจีฮุนเอง ถึงแม้ว่าจะรู้สึกอยากจะเร่งฝีเท้าให้ไปถึงป้ายรถประจำทางที่ช่างอยู่ไกลเหลือเกิน แต่เพราะยังต้องอาศัยร่มของควานลินบังไม่ให้ตัวเองเปียก จึงต้องยอมก้าวเท้าช้าๆ ให้เท่าจังหวะการเดินของอีกคนอย่างเสียมิได้

 

น่าแปลก ทั้งๆ ที่อากาศรอบตัวก็เย็นลงเรื่อยๆ เพราะสายฝนที่ยังโปรยปรายไม่หยุด แต่จีฮุนกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าไรนัก และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคงเป็นเพราะไออุ่นจากคนข้างตัวช่วยไว้ มันอุ่นจนเผลอรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด และไม่นึกโทษฟ้าฝนอะไรที่เทฝนลงมาอย่างชั่วโมงก่อนหน้าแล้ว

 

“ถึงป้ายละ” สองเท้าของจีฮุนหยุดเดินเมื่อมาถึงป้ายรถประจำทางหน้ามหาวิทยาลัยจนได้ ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ให้คนที่มีบุญคุณแก่เขาในวันนี้ “ขอบคุณที่เดินมาส่งนะ นายก็กลับบ้านดีๆ ล่ะ”

 

“ไม่ๆ เดี๋ยวผมรอพี่ขึ้นรถก่อน” ควานลินรีบหาข้อต่อรองทันใด ก็เพราะอยากจะยืดเวลาที่จะได้อยู่กับจีฮุนอย่างนี้ออกไปเรื่อยๆ นั่นแหละ “ว่าแต่ พอพี่ลงจากรถแล้ว พี่ยังต้องเดินอีกไกลมั้ยกว่าจะถึงบ้าน”

 

“ก็ไม่ไกลมากหรอก เดินอีกสักประมาณสิบนาทีก็ถึงบ้านแล้ว” จีฮุนตอบ

 

“งี้พี่ก็ต้องเดินฝ่าฝนเข้าบ้านอะดิ”

 

“ป่านนั้นฝนคงใกล้หยุดตกเต็มทีแล้วล่ะ ไม่เป็นไรหรอก”

 

ถึงแม้จีฮุนจะบอกมาแบบนี้ แต่ควานลินก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี..

 

“นั่นไง มาพอดีเลย” และในตอนนั้นเอง จีฮุนก็ชี้นิ้วออกไปยังรถประจำทางที่กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา ฝ่ายควานลินก็ได้แต่พยักหน้าให้ด้วยสีหน้าที่เก็บอารมณ์เสียดายไว้ไม่อยู่ พลางในใจก็นึกสาปส่งไอ้รถประจำทางที่ทำหน้าที่ดีเกินไปไปด้วย

 

ทำไมต้องมาเร็วเอาตอนนี้ด้วย(วะ)

 

“โอเคครับ ถึงบ้านแล้วทักแชทบอกผมด้วยนะ” แต่ถึงจะเสียดายขนาดไหน ก็ต้องยอมรับ และปล่อยให้รุ่นพี่ตัวเล็กได้กลับบ้านอยู่ดี  “แล้วเจอกันนะครับพี่จีฮุน”

 

“อืม แล้วเจอกั….” แต่ไม่ทันจะได้พูดจบประโยค จีฮุนก็ถูกยัดร่มใส่มือไว้แบบไม่ทันให้ตั้งตัว ส่วนฝ่ายเจ้าของร่มก็ดันวิ่งฝ่าฝนออกไปจากป้ายรถประจำทางเสียแล้ว

 

“เฮ้ย เอาร่มไปด้วยดิ! เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก!” จีฮุนพยายามตะโกนเรียกให้อีกฝ่ายกลับมาเอาร่มในมือนี่ไป ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับรถประจำทางเข้ามาเทียบท่าพอดี

 

“ดีใจที่พี่เป็นห่วงนะครับ!” แต่คนที่วิ่งออกไปไกลแล้วก็เพียงหันกลับมาตะโกนตอบแบบนี้ แล้ววิ่งหายเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย จะให้วิ่งตามไปคืนร่มก็คงไม่ทันเสียแล้ว

 

สุดท้ายจีฮุนจึงได้แต่หุบร่มแล้วถือมันไว้ในมือ ก่อนจะพาตัวเองขึ้นไปนั่งอยู่ในรถประจำทางอย่างเสียมิได้ ในใจก็นึกเหนื่อยหน่ายกับความรั้นของรุ่นน้องตัวดีคนนี้อยู่ไม่น้อย

 

แต่เมื่อก้มลงมองดูร่มคันใหญ่ในมือ ร่างเล็กก็เผลออมยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

 

จริงสิ.. นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขามีคนอาสาเดินมาส่งเขาด้วยความเต็มใจแบบนี้ ซึ่งมันก็ทำให้ตัวเขาเองตระหนักได้ว่า ที่เคยคิดว่าชีวิตตัวเองช่างอ้างว้างนั้น บางทีมันก็อาจจะไม่ถูกทั้งหมดเลยทีเดียวก็ได้

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รู้สึกดี

 

“ขอบใจนะ ไลควานลิน” 

 


#รอยเขี้ยวหลินฮุน


===Talk===


สารภาพว่าตอนพิมพ์ฉากหลินฮุนกลางสายฝนคือพิมพ์ไปเขินไป

อยากได้คนกางร่มมารับแบบนี้บ้างอ่าาาาาาาา แงงงงงงงงงง้

ส่วนคู่จินฮวีก็คงคอนเซปต์เดิมนะคะ วอแวเท่านั้นที่ครองโลก อนุญาตให้ลำไยน้องแดฮวีได้ แต่ก็ต้องเอ็นดูน้องด้วยเช่นกัน!

แต่ความจริงคู่ที่แย่งซีนกว่าใครเพื่อน ไรท์คิดว่าเป็นมินเจค่ะ เริ่มตอนมาก็ความกร๊าวใจโจมตีละ ศิษย์กับอาจารย์ ว้ายยยย

เอาล่ะ อย่าลืมไปเจอกันในแท็กทวิตเตอร์ #รอยเขี้ยวหลินฮุน กันด้วยนะคะ เม้ามอยกันได้

แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ


B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #4 SODAFIRER (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2561 / 18:05

    แต่งต่อไปเรื่อยๆนะคะ

    #4
    0
  2. #3 jeannyjeans (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 19:44
    ง่ย เขิงงงงงงงง
    #3
    0