[Wannaone] VAMP's BITE #รอยเขี้ยวหลินฮุน #หลินฮุน

ตอนที่ 3 : Chapter 3 : รบกวนหน่อย (re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 113
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    15 ธ.ค. 61

#รอยเขี้ยวหลินฮุน 

Chapter 3


            “ไหนลองตอบพี่หน่อยนะครับ ถ้าหากว่าพ่อเป็นแวมไพร์แท้ แม่เป็นมนุษย์แท้ ลูกออกมาจะเป็นเผ่าไหน?”

 

            “แวมไพร์เลือดผสมค้าบ/ค่า”

 

            “เก่งมากเลยครับทุกคน”

 

            ภาพตรงหน้าคือชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังเอ่ยชมพร้อมมอบรอยยิ้มอันอ่อนโยนแก่เหล่าเด็กๆ แวมไพร์วัยประถมต้นตรงหน้า แน่นอนว่าฝ่ายเด็กๆ ก็ติดคุณครูผู้ช่วยตรงหน้าแจชนิดที่ไม่ต้องเอาลูกอมเลือดกวางมาล่อ ทุกคนต่างก็ตั้งอกตั้งใจตอบทุกคำถามที่เขามอบให้กันสุดๆ

 

            ทำเอาเหล่าบรรดาแวมไพร์หนุ่มอีกสี่ชีวิตที่จับกลุ่มนั่งดูผ่านช่องหน้าต่างอยู่อยู่อีกมุมของโบสถ์อดจะเริ่มตั้งวงนินทาระยะเผาขนไม่ได้เลยทีเดียว

           

            “พี่มินแม่ง โคตรขวัญใจเด็กๆ แวมไพร์” ประเดิมเริ่มด้วยควานลินคนแรก “สอนทีอย่างกับเป็นอาจารย์ตัวจริงมาเอง อนาคตแวมไพร์รุ่นต่อไปต้องรุ่งโรจน์แน่นอน”

 

            ในขณะที่ควานลินกำลังพูดอยู่ จินยองเผลอสะดุ้งขึ้นมานิดหนึ่ง จนคนที่กำลังพูดจับสังเกตได้ “เป็นอะไรไปวะแพ?”

 

            “เปล่า แค่เกือบจะเอามืออุดปากมึง” ตามที่จินยองตอบ เขาเป็นคนที่ระแวงว่าความลับเรื่องแวมไพร์ของคนในกลุ่มจะรั่วไหลเป็นอย่างมากถึงขั้นวิตกเลยทีเดียว เพราะงั้น ถ้ามีใครเผลอพูดคำว่า แวมไพร์ ขึ้นมาในที่แจ้งที่อาจจะมีมนุษย์ธรรมดามาได้ยิน ร่างกายของเขาก็จะแสดงปฏิกิริยาอัตโนมัติ เช่น เอามือไปอุดปากให้ไวที่สุด “แต่ก็นึกได้ว่าที่นี่เป็นโบสถ์”

           

            “ก็ใช่น่ะสิ อยู่ในโบสถ์ เราจะพูดอะไรก็ได้ป้ะ มึงลืมไปแล้วเหรอ” ควานลินถอนหายใจใส่เพื่อนขี้ระแวงของตนไปหนึ่งที

 

            อย่างที่ทั้งสองคุยกันมาเมื่อครู่ โบสถ์ ที่ประจำแต่ละหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แวมไพร์ชั้นสูงอย่างบาทหลวงสามารถยืมพลังเวทมนตร์โบราณมาใช้เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ได้ พลังนั้นก็คือ การปรับเปลี่ยนความเป็นจริง มนุษย์ธรรมดาที่เข้ามาทำกิจกรรมทางศาสนาในโบสถ์จะต้องมนตร์ที่ทำให้มองว่าการมีแวมไพร์อยู่ในโลกใบนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความลับอะไรใดๆ และเมื่อก้าวออกจากโบสถ์ไป ก็จะถูกลบความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับแวมไพร์ไปอัตโนมัติ วนเวียนเป็นระบบเช่นนี้มาช้านานแล้ว

 

            เรียกได้ว่า โบสถ์ เป็นสถานที่เดียวที่แวมไพร์อย่างพวกเขาสามารถเปิดเผยตัวตนของตัวเองได้อย่างอิสระ ไม่ต้องคอยปกปิดความลับเพราะกลัวจะถูกมนุษย์รังเกียจหรือตามล่า เป็นโลกเล็กๆ ในอุดมคติเลยทีเดียว

 

            “ไอ้แพมันก็แค่ติดจนเป็นนิสัยไปแล้ว” ซองอูแก้ต่างให้ก่อนที่เด็กทั้งสองคนจะเริ่มแยกเขี้ยวตีกัน ก่อนจะหันกลับไปมองทางมินฮยอนที่กำลังยกหนังสือเล่มหนามาแจกเด็กๆ คนละเล่ม  “ดูพี่มินต่อดีกว่า เชี่ย.. นี่สอนถึงประวัติศาสตร์ยุคกลางแล้วเหรอ โหดสัส”

 

            “ก็สมกับเป็นไอ้พี่มิน มันสมองประจำกลุ่มล่ะนะ” แดเนียลเอ่ยชมพลางหยิบลูกอมเลือดกวางขึ้นมาใส่ปากไปด้วย

 

            “เออ ถ้าพี่แกเป็นแวมไพร์นะ อาจารย์จีซองคงได้เกษียณตัวเองตั้งแต่วันนี้แหงๆ” ซองอูเอ่ยพร้อมพาดพิงไปถึงบุคคลที่สามอย่างอาจารย์ยุนจีซอง แวมไพร์อาวุโสประจำชุมชนที่ไม่มีใครทราบว่าอยู่มานานกี่ร้อยกี่พันปี แต่ที่แน่ๆ จีซองนั้น นอกจากจะทำหน้าที่เป็นบาทหลวงแห่งโบสถ์กลางหมู่บ้านในฐานะผู้ประกอบกิจทางศาสนาและเป็นผู้มีสิทธิ์ควบคุมพลังเวทย์แวมไพร์โบราณแล้ว  ก็ยังรับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนวิชาพื้นฐานของแวมไพร์แก่เหล่าแวมไพร์รุ่นใหม่มาตลอดตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ของพวกเขาอีกด้วย

 

            แต่ดูเหมือนช่วงหลังๆ อาจารย์จีซองแกจะเริ่มเบื่อๆ กับการสอนแล้ว ก็เลยเริ่มไหว้วานให้เหล่าลูกศิษย์ลูกหาที่เคยสอนมากับมือให้มาช่วยสอนแทนเป็นครั้งคราวไปอย่างที่เห็น ซึ่งตอนนี้อาจารย์แกก็ได้แต่ยืนกอดอกมองศิษย์รักของตนเองทำหน้าที่แทนด้วยหน้าตาที่ดูอิ่มอกอิ่มใจอย่างเห็นได้ชัด

 

            “ก็บางเรื่องพี่รู้ละเอียดกว่าแวมไพร์อีกจริงๆ นี่นา” จินยองที่นั่งดูเงียบๆ มาสักพักก็เอ่ยปากอีกครั้ง “ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ต้องเรียนแบบพวกเราแท้ๆ แต่ดันเก่งทุกวิชาที่เป็นสายทฤษฎีเลย”

 

            สิ่งที่จินยองพูดก็ไม่เกินความจริงเท่าไรนัก เพราะความจริงแล้วการอบรมที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ก็มีไว้เพื่อแวมไพร์รุ่นใหม่ๆ เท่านั้น อย่างในสัปดาห์นี้ที่มินฮยอนกำลังสอนเด็กๆ อยู่อย่างคล่องแคล่วก็เป็นวิชาพันธุศาสตร์แวมไพร์ สำหรับมินฮยอนที่เป็นมนุษย์แท้ ความจริงก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมานั่งเรียนวิชาเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาแต่เด็ก กลายเป็นว่าเจ้าตัวก็มักจะขอตามเจ้าพวกแวมไพร์รุ่นน้องมานั่งเรียนอยู่ด้วยเป็นประจำ

 

            แต่ใครจะไปคาดคิดว่ามนุษย์คนนี้จะกลายเป็นคนที่เชี่ยวชาญทฤษฎีแวมไพร์มากกว่าแวมไพร์แท้ๆ อย่างพวกเขาเสียอีก

 

            “เฮ้อ แวมไพร์แถวนี้ก็ควรจะเอาอย่างบ้างนะ”

 

            คำพูดลอยๆ ของซองอูทำเอาคนที่นั่งอยู่ตรงนี้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวถึงสองคนเลยทีเดียว

 

            “ไรวะ กูก็ตั้งใจเรียนนะเว้ยพี่มึง” แวมไพร์ที่ร้อนตัวหมายเลขหนึ่งอย่างควานลินรีบแก้ต่างให้ตนเองทันที “ถึงวิชาอื่นจะลุ่มๆ ดอนๆ แต่ก็ท็อปวิชามองในที่มืดไง จำได้ป่าว

 

            “เออ มีแค่เรื่องนี้แหละที่กูยอมมึง” พอเห็นเพื่อนข้างตัวอุตส่าห์ลงทุนยกความดีครั้งเก่าขึ้นมา จินยองก็เผลอใจอ่อนชมๆ มันไปบ้างพอเป็นกระสัย

 

            “…..” ในขณะที่แวมไพร์ที่ร้อนตัวหมายเลขสองอย่างแดเนียล ก็ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร ในเมื่อสิ่งที่โดนกระทบกระเทียบมานั้นเป็นความจริงทุกอย่าง

 

            คังแดเนียล เป็นแวมไพร์ที่ไม่ตั้งใจเรียนอะไรเลย ..ไม่ว่าจะวิชาของมนุษย์ทั่วไป หรือวิชาของแวมไพร์ก็ตามที

 

             “พี่แดนมึง กูว่าพี่มึงต้องได้ซักวิชาดิ” ควานลินที่จ้องท่าทีของรุ่นพี่อยู่นานก็พยายามเอ่ยกระตุ้นให้เจ้าตัวนึกข้อดีของตนเองออก

 

            “เออ กูยอมรับ ว่ากูไม่เก่งวิชาอะไรเลย” พอถึงทางตัน แดเนียลจึงได้แต่บ่นออกมาเช่นนี้เพื่อตัดรำคาญ “ก็บางวิชารู้ไปก็เท่านั้นนี่หว่า ไม่เห็นจะมีประโยชน์เลย”

 

“แต่อย่างน้อยพี่ก็น่าจะตั้งใจเรียนวิชาเวทย์ลบความทรงจำหน่อยนะ” จินยองเอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่กล้าบอกเหรอว่ามันไม่จำเป็น?”

 

            อย่างที่จินยองพูดมา วิชาเวทย์ลบความทรงจำ เป็นวิชาทางไสยเวทย์เพียงศาสตร์เพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลือและตกทอดมาจนถึงแวมไพร์ทั่วไปในรุ่นปัจจุบัน แม้จะใช้เวลาในการฝึกฝนนานเป็นปี แต่เมื่อสามารถควบคุมพลังเวทย์นี้ได้ชำนาญแล้ว มันก็จะช่วยให้แวมไพร์อย่างพวกเขาเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น จึงนับว่าเป็นวิชาที่จำเป็นที่สุดที่แวมไพร์ทุกคนจะต้องเรียนรู้ไว้เพื่อให้สามารถใช้มันได้อย่างชำนาญ

 

            ปัญหาก็คือ แถวๆ นี้มีแวมไพร์ร่างใหญ่คนหนึ่งที่ยังใช้ได้ไม่ชำนาญพอนี่สิ

 

            “เออ กูก็ให้ซองอูมันสอนแล้วไง พอไม่รู้จะเถียงอะไรต่อ แดเนียลจึงยกจุดนี้ขึ้นมาอ้างแทน

 

            แน่นอนว่าอีกสามชีวิตรอบข้างยังคงมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ไม่วางใจเท่าไหร่นัก

 

            “พี่มึง สรุปคือพี่แดนแม่งใช้เป็นจริงๆ รึยังวะ” ควานลินหันไปถามเจ้าของชื่อที่แดเนียลเพิ่งยกขึ้นมาอ้างเมื่อกี้ ก่อนจะได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าเบาๆ

 

            จินยองเองก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา “ได้พี่องที่ท็อปฟอร์มวิชานี้สอนให้ตัวต่อตัว พี่ก็ตั้งใจหน่อยดิ...

 

            “ตั้งใจแล้วโว้ย อย่างน้อยตอนนั้นก็ลบความทรงจำเขาได้ป่ะวะ

 

            “ลบได้แค่ชั่วคราวแบบนั้น กูไม่นับว่ะ” ซองอูเอ่ยขัดขึ้นมา

 

            ทุกคนในกลุ่มยังจำได้ไม่ลืมว่ามีครั้งหนึ่งที่แดเนียลเกิดอยากกินเลือดมนุษย์ขึ้นมา จึงจัดการพาผู้หญิงคนหนึ่งที่คุยกันถูกคอจากในคลับกลับมาถึงห้องเพื่อดูดเลือดในระดับที่เหยื่อยังไม่ตายไปเสียก่อน  ก่อนจะถึงขั้นตอนสำคัญคือการลบความทรงจำของเหยื่อในวันนั้นทั้งหมด จะได้จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารอยเขี้ยวที่คอนั้นเกิดจากใครที่อยู่ด้วยก่อนหน้านี้

 

            แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่แดเนียลคิดไว้ เมื่อสาวเจ้าก็บังเอิญเรียนอยู่ที่คณะวิศวะเหมือนกัน ในตอนที่บังเอิญเจอหน้าและสบตากับแดเนียลอีกครั้ง ความทรงจำทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่เจอแวมไพร์หนุ่มในคลับจนถึงตอนที่ถูกคมเขี้ยวฝังลงมาที่ต้นคอก็ย้อนกลับคืนมาในแบบที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้

 

ทั้งหมดก็เป็นเพราะพลังเวทย์ของแดเนียลที่ไม่เสถียรพอ

 

ในจุดที่ความลับเกือบจะแตกเพราะหญิงสาวเริ่มกรีดเสียงโวยวายดังลั่น โชคยังดีที่รุ่นน้องคณะอย่างจินยองผ่านมาพบพอดี และจัดการลบความทรงจำของหญิงสาวในวันก่อนให้ทั้งหมดอย่างถาวร เป็นอันจบเรื่องราวไป กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ฝังใจคนในกลุ่มทุกคนมาถึงทุกวันนี้

 

            ….ยกเว้นก็แต่ตัวต้นเหตุที่ก่อเรื่อง

           

            “เอาจริงที่กูลบความทรงจำไม่ค่อยคล่องแม่งก็เรื่องนิดเดียวเปล่าวะ ถ้าไม่นับเรื่องดูดเลื

 

            “คังแดเนียล” การเรียกชื่อสกุลเต็มยศด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำของซองอูสามารถปิดปากของแดเนียลได้ในทันที

 

            “เรื่องแค่นี้เอง ทำซีเรียสไปได้” คนที่โดนดุก็เอาแต่แก้ตัวไปเรื่อย จนซองอูเริ่มเหนื่อยที่จะพูดขึ้นมา

 

            “ผมว่าถ้าพี่แดนไม่อยากจะใช้เวทย์ลบความจำจริงๆ พี่ก็ไม่ควรไปทำอย่างนั้นแต่แรกไง” จินยองเริ่มออกความเห็นในสิ่งที่เขาคิดมานาน เขาเองก็ไม่เห็นด้วยกับการกินเลือดมนุษย์มาตั้งแต่ต้น เพราะมันเป็นการละเมิดกฎสนธิสัญญาข้อที่ 1 ระหว่างแวมไพร์และมนุษย์ หากความแตกขึ้นมาก็มีแต่จะต้องโทษร้ายแรง

 

แต่ด้วยความผูกพันในฐานะดั่งพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกัน จึงได้แต่ช่วยปิดความผิดนี้ไว้และเตือนให้เลิกทำมันเสียเป็นระยะๆ ไปแบบนี้

 

            “ไม่งั้นก็ฝึกให้มันจริงๆ จังๆ ไง ควานลินเสนอทางเลือกให้

 

            “คุยอะไรกันอยู่เหรอพวกนายน่ะ”

 

            เสียงใสที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำเอาทั้งสี่สะดุ้งโหยง หันขวับไปหาต้นเสียงกันทันทีตามสัญชาตญาณ

 

            “ออ้าว พี่เซจองเองเหรอ” ควานลินเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาได้ แล้วปั้นยิ้มทักทายผู้มาเยือนคนใหม่

 

            “ไม่ใช่ฉันแล้วจะเป็นใคร หืม?” แวมไพร์สาวเอ็ดขึ้นมานิดหนึ่ง ก่อนจะล้วงมือลงไปในตะกร้าข้างตัวเพื่อหยิบของที่อยู่ในนั้น “นี่ยา 2B ของพวกนาย รับไปสิ”

 

            ว่าแล้วเซจองก็แจกจ่ายแท็บเล็ตยา 2B -หรือก็คือเลือดสังเคราะห์สำหรับแวมไพร์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทั้งสี่คนมานั่งรอในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ - ให้แก่ชายหนุ่มทั้งสี่ เมื่อได้รับแล้วต่างก็เอ่ยขอบคุณขึ้นมาไล่ๆ กัน

 

            “นึกว่าเข้าทำงานเดนตาต้าแล้ว จะได้นั่งวิจัยสบายๆ อยู่ในองค์กรอย่างเดียวซะอีก” ซองอูเอ่ย

 

            “บ้าเหรอ เด็กใหม่อายุแค่สามสิบอย่างฉัน เทียบกับพวกที่อยู่มาเป็นร้อยๆ ปีไม่ได้หรอก” เซจองโบกมือปัดไปมาเป็นท่าประกอบ “ก็เลยต้องมาเดินไล่แจก 2B ทุกวันอาทิตย์งกๆ อย่างงี้ไง”

 

            “แล้วทำไมพี่ไม่ไปทำอะไรอย่างอื่นล่ะครับ?” จินยองโยนคำถามให้บ้าง

 

            “เงิน แล้วก็สวัสดิการไงจ๊ะจินยอง” แวมไพร์สาวดีดนิ้วดังเป๊าะ “นอกจากจะเงินดีแล้ว ก็ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าจะถูกพวกนักล่าแวมไพร์หมายหัวด้วย ..ชีวิตแบบนี้ก็มีความสุขดีเหมือนกัน”

 

            เพียงเซจองตอบมาเท่านี้ ทุกคนก็พอจะทำความเข้าใจได้ เนื่องด้วย เดนตาต้า คือองค์กรของแวมไพร์ในรีตที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก คอยรับแวมไพร์เข้ามาดูแล จัดระเบียบ และแจกจ่ายอาหารสำคัญอย่างเลือดสังเคราะห์ที่ชื่อว่า 2B ให้เป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้ให้ความดูแลทั่วถึงถึงขนาดจะป้องกันอันตรายจากสิ่งที่เรียกว่า นักล่าแวมไพร์ จากฝ่ายมนุษย์ได้เท่าไหร่นัก

 

            มีเพียงเหล่าเจ้าหน้าที่ในเดนตาต้าที่มักจะใส่ปลอกแขนสีขาวเป็นสัญลักษณ์เกือบตลอดเวลาที่ฝ่ายแวมไพร์ชั้นสูงได้ทำสนธิสัญญากับรัฐบาลมนุษย์ไว้แล้วว่าต้องได้รับการยกเว้นจากการถูกล่าไม่ว่ากรณีใดๆ หรือถ้าหากแวมไพร์ในองค์กรกระทำความผิด ก็จะเป็นเดนตาต้าเองที่มีหน้าที่ลงโทษ ฝ่ายมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายใดๆ ทั้งนั้น ซึ่งถ้าให้เทียบ ก็คงเหมือนนโยบายที่จะไม่มีการโจมตีหน่วยพยาบาลในสนามรบนั่นแหละ

 

ต่างจากแวมไพร์ในรีตทั่วๆ ไปอย่างพวกเขาที่ยังต้องรับความเสี่ยงว่าอาจจะถูกนักล่าแวมไพร์เข้ามาล่าสังหารเมื่อใดก็ได้

 

ยกเว้นว่าจะเอาตัวเองซ่อนอยู่ในโบสถ์ที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ไปตลอดชีวิตล่ะนะ

 

            “เดี๋ยวฉันต้องไปละ ยังมีแวมไพร์ให้ไปแจกยาอีกเยอะเลย” ว่าจบ แวมไพร์สาวก็เดินออกจากตรงนั้นไป

 

            “จะว่าไป ช่วงนี้นักล่าแวมไพร์ก็ดูจะเยอะขึ้นยังไงก็ไม่รู้” จู่ๆ ควานลินก็พูดขึ้นมา พลางทอดมองไปยังห้องที่มินฮยอนกำลังสอนเด็กๆ อยู่ด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความคิดต่างๆ มากมายเกินกว่าที่อีกสามคนรอบตัวจะเข้าใจได้

 

            “พวกเรา..จะโดนหมายหัวบ้างรึเปล่านะ?

 

           

 

 

          “รับทราบแล้ว...ครับ”

 

            หลังจากจบการสนทนาผ่านโทรศัพท์อย่างเคร่งเครียด ซองอูก็ได้แต่พ่นลมหายใจยาว พร้อมกับเลื่อนมือขึ้นมานวดที่สันจมูกตนเองเพื่อคลายความเครียดที่เพิ่งก่อตัวหมาดๆ

 

            ครั้นพอจะรู้สึกว่าควบคุมอารมณ์ตนเองให้กลับมาคงที่ได้แล้ว ชายหนุ่มก็พาตนเองมาหยุดที่หน้าห้องที่เขาคุ้นเคย ก่อนจะจัดการเสียบคีย์การ์ดสำรองแล้วกดรหัสอย่างคล่องแคล่วตามความเคยชิน

 

            เมื่อเสียงสัญญาณปลดล็อคดังขึ้น ซองอูก็ผลักบานประตูเข้าไป เป็นจังหวะเดียวกับที่คนในห้องอยู่ตรงหน้าประตูพอดี ทำเอาเจ้าตัวเผลอผงะถอยไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ

 

            “อ..อ้าว มึงเองเหรอ” คังแดเนียลดูจะตกใจอยู่นิดหน่อยที่อยู่ๆ แฟนหนุ่มก็หอบตัวเองมาปรากฏถึงหน้าห้องแบบไม่ได้บอกอะไรก่อน “มาไงเนี่ยมึง”

 

            “อ๋อ บินมาน่ะ” ส่วนซองอูก็ตอบกลับไปแบบหน้าตายกระตุกอวัยวะเบื้องล่างตามระเบียบ

 

            “เค กูผิดเองแหละที่ถามมึงไปแบบนั้น” แดเนียลว่าไปพลางเกาท้ายทอยแก้เก้อ ก่อนจะจัดการพาผู้มาเยือนมานั่งตรงโซฟารับแขกให้เรียบร้อย “แล้วมึงถ่อมาที่นี่ทำไมเนี่ย”

 

            “ญาติกูบินกลับมาจากต่างประเทศ แล้วแวะมาเยี่ยมบ้านกู” ซองอูเอี้ยวตัวนิดหนึ่งให้เห็นกระเป๋าเป้ข้างตัวเพื่อประกอบการอธิบาย “กูขี้เกียจแชร์ห้องนอนกับแม่ง รำคาญ คืนนี้เลยจะมาเบียดเบียนมึงแทน”

 

            “อ่อ เอาดิ”

 

            ความจริงไม่ต้องขออนุญาต ห้องนี้ก็เป็นเหมือนห้องของซองอูอยู่แล้ว อย่างว่าแหละ เข้าออกบ่อยจนอีกนิดจะช่วยมันหารค่าห้องอยู่แล้วเนี่ย

 

            “แล้วนี่มึง” สายตาของซองอูไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้าของแดเนียล ผมที่เซ็ตเรียบร้อย เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ กับกางเกงยีนส์ตัวเก่ง สร้อยข้อมือที่เจ้าตัวชอบใส่ ไหนจะน้ำหอมที่ฟุ้งออกมาอีก แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า “จะออกไปข้างนอกเหรอ? ตอนนี้เนี่ยนะ?”

 

ซองอูคิดว่าคำถามตัวเองไม่ใช่คำถามที่บ้องตื้นแบบที่แดเนียลเพิ่งจะถามเขาแน่นอน เพราะถ้าดูเวลา ตอนนี้ก็เกือบจะย่างเข้าเที่ยงคืนที่นับเป็นวันใหม่แล้ว เวลานี้เขาควรจะเห็นอีกฝ่ายนอนอืดเล่นเกม หรืออ่านการ์ตูนอะไรไปตามเรื่องมากกว่าจะเตรียมตัวออกไปข้างนอกอย่างนี้สิ

 

“ก็แค่อยากไปดื่มบ้างอะไรบ้าง” แดเนียลให้คำตอบโดยไม่ได้หันหน้ามาสบตา พลางมือก็หยิบรองเท้าหนังหุ้มส้นขึ้นมาสวมไปด้วย

 

“ดื่ม?” ซองอูทวนคำเสียงสูง “มึงลืมไปรึเปล่าว่าแวมไพร์เราดื่มไปเท่าไหร่ก็ไม่เมา แม่งไม่ต่างจากแดกน้ำเปล่าเลยนะ”

 

ถึงแดเนียลจะไม่ตั้งใจเรียนทฤษฎีแวมไพร์ขนาดไหน ซองอูก็คิดว่าแดเนียลน่าจะยังพอตระหนักได้ว่าร่างกายแวมไพร์นั้นไม่ดูดซึมสารอาหารอะไรเลยนอกจากเลือด นั่นหมายความว่า ต่อให้รับแอลกอฮอล์ หรือยาพิษขนาดไหน ก็มีแต่จะลงไปนอนนิ่งในกระเพาะ รอให้เอาออกด้วยการสำรอกเท่านั้น พอเป็นอย่างนี้แล้วก็เลยยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่ว่าเจ้าตัวจะออกไปร้านเหล้าอีกทำไม

 

ยกเว้นเสียแต่ว่า

 

“แดเนียล มึง….

 

“เอาบรรยากาศไง” หากก่อนที่ซองอูจะได้สรุปคำตอบอะไร เสียงของแดเนียลก็ดังขึ้นขัดมาเสียก่อน “คิดว่ากูจะออกไปดูดเลือดใครรึไง?”

 

“เออ”

 

“โห่ มึงคิดว่ากูเป็นคนแบบนั้นเหรอ” แดเนียลส่ายหน้าให้กับความขี้ระแวงของอีกฝ่ายเบาๆ พลางทำทีเป็นเซ็ตผมใหม่อีกรอบนั่นนี่เพื่อจะได้ไม่ต้องสบตาเขาตรงๆ และนั่นก็ยิ่งทำให้ซองอูเริ่มจับพิรุธได้ว่าเป้าหมายของการท่องราตรีในคืนนี้ของแดเนียลต้องไม่ใช่เรื่องที่เหมาะควรแน่ๆ

 

ก็ถ้าไม่ไปดูดเลือดใครเข้า ก็คงไปจะไปนั่งบาร์เถื่อนที่ขายเลือดมนุษย์ผิดกฎหมาย ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าวางใจเลยสักนิด เพราะถ้าหากจังหวะไม่ดี ก็อาจจะเป็นวันที่เดนตาต้าลงมาสุ่มตรวจร้านพวกนี้เข้าแล้วมีจุดจบที่ต้องไปนอนเล่นอยู่ในคุกแวมไพร์ก็ได้

 

งั้นก็ลองท่องกฎที่เดนตาต้าตั้งไว้ให้ฟังหน่อย” ซองอูเอ่ยเสียงเรียบ

 

“หา?” แดเนียลขมวดคิ้วใส่ เอาจริงแค่ได้ยินชื่อ เดนตาต้า เขาก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาแล้ว หน่วยงานประสาท จนแดเนียลกับควานลินเคยรวมหัวกันประชดด้วยการตั้งชื่อให้อย่างเป็นทางการว่า หน่วยงานใต้ดินเพื่อการจัดสรรชีวิตของแวมไพร์ในรีต"  เพราะยุ่งย่ามชีวิตของแวมไพร์ไปทั่วหนักเสียยิ่งกว่าพวกนักล่าแวมไพร์

 

ยิ่งต้องมาท่องกฎสนธิสัญญาของเดนตาต้าแบบนี้ มันก็ยิ่งน่าหงุดหงิดขึ้นมาเป็นเท่าตัว

 

“ท่อง” เสียงของซองอูเริ่มเข้มขึ้น พอจะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่ได้แค่พูดเล่น “กูจะได้มั่นใจว่ามึงยังจำมันได้”

 

เออก็ได้” ด้วยความขี้เกียจต่อปากต่อคำ แดเนียลก็เออออตามน้ำไป “เดี๋ยวจะท่องให้ฟังเดี๋ยวนี้เลยสัส จะได้รู้ว่ากูจำได้ขึ้นใจ

 

ข้อที่ 1 ห้ามดูดเลือดมนุษย์ หรือดื่มเลือดมนุษย์ใดๆ

 

ข้อที่ 2 ห้ามเปลี่ยนมนุษย์พาหะแวมไพร์เป็นแวมไพร์เด็ดขาด

 

พอใจมั้ยครับคุณซองอูครับบบ” ครั้นแดเนียลจงใจท่องให้ฟังแบบยานคางเพื่อประชดแฟนจอมระแวงของตนเสร็จ ก็ประชดซ้ำไปอีกหนึ่งทีด้วยความรำคาญ

 

“พูดแล้วก็จำด้วย ไอ้ข้อที่ 1 อะ” ซองอูก็กัดกลับไปอีกรอบเพื่อให้เจ้าตัวเลิกความคิดที่จะไปดื่มเลือดใครต่อใครเสียที “เอาจริงนะ มึงแหกกฎข้อแรกโคตรบ่อยเลยว่ะ บ่อยจนถ้าเอามาทบกัน มึงอาจจะโดนโทษสถานหนักได้เลยนะ

 

อุ่ย” พอโดนจี้จุดเข้าให้ มันก็ต้องมีสะดุ้งสะเทือนกันบ้างแหละ “กูไม่ทำอย่างนั้นหรอก ถึงกูทำ กูก็มีวิธีไม่ให้โดนจับอยู่”

 

“กูก็ห่วงมั้ยล่ะ” น้ำเสียงซองอูจริงจังกว่าครั้งก่อนหน้าเป็นไหนๆ “แค่ระแวงพวกนักล่าแวมไพร์จากฝั่งมนุษย์ก็มากพอแล้ว นี่ต้องมาระแวงเจ้าหน้าที่เดนตาต้าของฝั่งเราเองอีก แบบนี้มันไม่ตลกเลยนะ

 

สิ้นประโยคของซองอู ทั้งห้องก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบงันไปทันที เป็นบรรยากาศที่แดเนียลไม่ชอบเอาเสียเลย

 

“ถ้ากูให้มึงแดกเลือดกูได้ กูทำไปแล้ว”

 

แต่ก็ทำไม่ได้เพราะทุกคนรู้ดีว่าเลือดของแวมไพร์ด้วยกันมันรสชาติขมปร่าชนิดที่แค่ชิมเพียงหยดเดียวก็ชาไปทิ้งลิ้น อย่างไรเสียอาหารของพวกเขาก็มีเพียงเลือดสดๆ ของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นไม่ก็ยาเม็ดสังเคราะห์ที่ไร้รสชาตินี่เท่านั้นนี่แหละปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่

 

ไม่เอาไม่เครียดดิ หน้านิ่วคิ้วขมวดหมดแล้ว” แล้วร่างหนาก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ก่อนจะเอนตัวลงมาใช้แขนทั้งสองข้างคร่อมร่างคนที่กำลังนั่งกอดอกขมวดคิ้วอยู่บนโซฟาตัวกว้าง ก่อนจะเปลี่ยนโหมดเป็นยิ้มจนตาหยีในแบบที่เขารู้ดีว่าคนตรงหน้าแพ้ทาง

 

“เฮ้อ” แต่ครั้งนี้เหยื่อดันไม่แพ้ทางให้อย่างที่คาดไว้ เพราะซองอูเอาแต่ถอนหายใจยาวใส่เขาเสียอย่างนั้น

 

“เอาเป็นว่า มึงไม่ต้องห่วงกูนะ กูไม่ยอมให้ตัวเองเข้าคุกหรอก” ว่าแล้วก็หยอดเพิ่มไปอีกเผื่อคุณแฟนตรงหน้าจะสบายใจขึ้น “เพราะคุกไม่มีมึงอยู่ กูห่างจากมึงได้ที่ไหนล่ะ”

 

“งั้นเหรอ” หากซองอูยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสบายใจขึ้น เห็นได้จากการที่กับทอดมองมาทางเขาด้วยแววตาอันเหนื่อยล้ากว่าทุกที

 

และเมื่อคำพูดต่างๆ มันดูจะไม่หนักแน่นพอ แดเนียลก็เริ่มงัดวิธี ทางกาย ขึ้นมาแทน ด้วยการโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ดวงดาวสามดวงตรงข้างแก้มของซองอู แต่ไม่ทันจะได้ฝังจมูกลงไป ก็โดนมืออีกฝ่ายกั้นไว้เสียก่อน

                     

“แทนที่จะรุ่มร่ามกับกู มึงควรจะแดกอันนี้มากกว่า” ว่าจบ ซองอูก็เอี้ยวตัวไปหยิบแท็บเล็ต 2B ที่ตั้งอยู่ตรงโต๊ะข้างๆ โซฟามาไว้ในมือ แล้วยื่นให้แดเนียลด้วยท่าทีจริงจัง “กูจะได้สบายใจว่ามึงจะไม่ไปกระหายที่ไหน”

 

“กูยังไม่หิวอะเอาจริง” ร่างหนาทำเสียงอิดออดเหมือนกับเด็กตัวเล็กๆ ที่โดนพ่อแม่บังคับให้กินยาขม

 

“แดก ไอสัส” ซองอูยังคงยืนยันให้อีกฝ่ายกินยาเลือดสังเคราะห์ต่อไป เพราะมันก็น่าจะช่วยให้คนตรงหน้าลดความอยากเลือดลงและลดเวลาที่จะอยู่นั่งดื่มในบาร์เถื่อนพรรค์นั้นได้มากโข

 

“ค่อยกลับมาแดกก็ได้น่า”

 

“มึงแม่งดื้อ!

 

“ผมเป็นเด็กดีของซองอูทุกเรื่องนะครับ ..ยกเว้นเรื่องนี้โว้ย!!” ยังไม่วายประชดกลับมาอีก

 

บางทีซองอูก็สงสัยว่าตัวเองมีแฟนหรือมีลูกกันแน่   

 

น่ามึง เดี๋ยวกูรีบกลับ ไม่เกินตีสี่ เคนะ สิ้นคำตัดบท แดเนียลก็ลุกขึ้นตั้งท่าเตรียมจะออกจากห้อง

 

แต่ในตอนนั้นเอง เสียงเรียกของซองอูก็ดังขึ้นก่อน “คังแดเนียล”

 

ร่างหนายอมหันมาตามเสียงเรียกด้วยท่าทีที่เริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ “อะไรอีก?”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็แดกจากกูก็แล้วกัน”

 

ซองอูลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางหยิบยาเม็ดหนึ่งมาคาบไว้ที่ปาก มือข้างหนึ่งก็ปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนของตนไปด้วย พลางขาก็ค่อยๆ ย่างก้าวเข้าไปหา จนระยะห่างระหว่างทั้งคู่แทบไม่มีเหลือ

 

“มึงทำห่าอะไร..เนี่ย”

 

ยิ่งซองอูช้อนสายตามองอีกฝ่ายอย่างเชื้อเชิญ สติของคังแดเนียลก็เริ่มไม่อยู่กับร่องกับรอย และแล้ว ร่างสูงก็ถูกสายตาของอีกฝ่ายดึงดูดจนยอมเลื่อนริมฝีปากลงมางับเม็ดยาจากปากของอีกฝ่ายแล้วกลืนลงคอไปได้ในที่สุด

 

และแน่นอนว่าการที่รับเม็ดยาจากปากต่อปาก ก็ทำให้ริมฝีปากของแดเนียลได้สัมผัสกับความนิ่มหยุ่นของริมฝีปากตรงหน้า ซึ่งมันก็ยากเหลือเกินที่จะห้ามใจไม่ให้เกิดความอยากที่จะสัมผัสมันอีก

 

สุดท้าย ก็เป็นฝ่ายร่างสูงเองที่ใช้มือหนาโอบร่างตรงหน้าเข้ามาให้แนบชิดกว่าเดิมแล้วกดจูบอย่างหนักหน่วงเพื่อรับสัมผัสที่ดึงดูดเขาได้เสมอมาอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง

 

กระทั่งรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ร่างของทั้งคู่ย้ายมาอยู่บนเตียงกว้างแล้ว

 

ดูเหมือนว่าแผนที่จะออกไปท่องราตรีคืนนี้คงจะต้องพับเก็บไป..

 

เพราะคืนนี้แดเนียลเปลี่ยนใจมากินของโอชะที่มีชื่อว่า องซองอู แทนเลือดพวกนั้นแล้วล่ะ

 

 

 

          “จี้ มีคนมาหาน่ะ”

 

            เสียงเรียกของ พัคอูจิน เรียกให้เจ้าของฉายาแสนน่ารักอย่างจีฮุนเงยหน้าจากกองเอกสารตรงหน้าได้ ก่อนที่คนที่ถูกเรียกจะถามกลับไปด้วยความสงสัย

 

            “ใครเหรอ?”

 

“เห็นว่าชื่อไลควานลินอะไรนี่แหละ” อูจินตอบไปตามระเบียบ พลางจัดการเรียงเอกสารตรงโต๊ะจีฮุนให้ด้วย

 

“เดี๋ยวนี้มีความขายขนมจีบถึงห้องกน.เลยนะเนี่ยยยย” เสียงแซวของแดฮวีลอยมาจากด้านหลังทำเอาจีฮุนอยากจะแกล้งหายตัวไปเสียเดี๋ยวนี้เลยทีเดียว

 

อูจินทำนิ้วชี้จุปากใส่รุ่นน้องตัวดี ก่อนจะหันกลับมาแจ้งรายละเอียดกับเพื่อนต่อ “ไม่ต้องห่วงนะ เหมือนจะมาปรึกษางานคณะอะไรสักอย่างที่ต้องติดต่อกับจี้โดยตรงน่ะ”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น จีฮุนก็ได้แต่พยายามควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ให้หงุดหงิดขึ้นมา

 

ครั้งก่อนในห้องสมุดที่ปั้นเรื่องรุ่นน้องปลอมๆ นั่นก็ว่าหนักแล้วนะ เดี๋ยวนี้ถึงขั้นถึงขนาดลงทุนกุเรื่องงานของคณะขึ้นมาเพื่อเข้าหาเขาเลยเหรอเนี่ย ให้ตายสิ เกินไปแล้วจริงๆ

 

แต่ในตอนนั้นเอง จิตฝ่ายเมตตาก็แว่บชุดความคิดใหม่ขึ้นมา ถึงขนาดบอกว่าจะคุยเรื่องงานคณะแบบนี้ คงจะไม่ได้ล้อเล่นอะไรหรอกมั้ง ลองออกไปคุยดูก็ไม่เสียหายหรอก

 

“จี้ ถ้าหากว่ามันทำตัวยุ่มย่ามกับมึง เดินมาสะกิดกูได้ เดี๋ยวกูจัดการให้เอง” พัคอูจินก็เป็นเสียแบบนี้ ชอบทำตัวเหมือนเป็นพี่ชายของเขาอยู่เรื่อย

 

ด้วยความเกรงใจ จีฮุนก็ตอบปัดไปว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเราไม่โอเค เดี๋ยวเราไล่เองได้”

 

อย่างที่จีฮุนพูดไป เอาจริงตรงนี้ก็นับเป็นพื้นที่ของเขา ถ้าไม่พอใจอะไร ก็แค่เชิญเจ้าเด็กตัวโย่งจอมตื๊อให้ออกไปให้พ้นๆ ไม่เห็นจะยุ่งยากตรงไหน

 

ครั้นตัดสินใจได้แล้ว จีฮุนก็ลุกจากโต๊ะทำงานตนเอง แล้วเดินไปยังโซนรับแขกจนเห็นว่าฝ่ายรุ่นน้องร่างสูงกำลังนั่งรอเขาอยู่พร้อมกับเอกสารสองสามแผ่นที่วางเรียงอยู่ตรงหน้า

 

มีเอกสารขนาดนี้ เห็นทีจะเป็นเรื่องงานจริงๆ แล้วล่ะ

 

“สวัสดีครับพี่จีฮุน” ควานลินลุกขึ้นเต็มความสูงค้อมหัวให้นิดหนึ่ง ก่อนนั่งลงแล้วส่งยิ้มกว้างให้จนเห็นฟัน(และเหงือก)ครบทุกซี่ ฝ่ายรุ่นพี่ที่ออกมาต้อนรับก็ได้แต่ยิ้มรับ แล้วหย่อนตัวนั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้ามไป

 

“ว่าแต่มาถึงที่นี่ มีเรื่อง งาน อะไรอยากปรึกษาพี่เหรอ?” ถึงจะวางใจแล้วในระดับหนึ่ง แต่จีฮุนก็พยายามป้องกันตนเองด้วยการเน้นคำว่า งาน อีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะคุยแต่เรื่องงานจริงๆ

 

“เกี่ยวกับเรื่องงานค่ายจิตอาสาของคณะรัฐศาสตร์น่ะครับ” ควานลินเปิดประเด็นพร้อมกับยื่นเอกสารตรงหน้าให้จีฮุนรับไปอ่านดู

 

โครงการค่ายอาสาบำเพ็ญประโยชน์ที่บ้านพักคนชรา แถมมีตราประทับของคณะด้วยดูท่าจะเป็นของจริงแฮะ

 

“หืม เพิ่งรู้นะเนี่ยว่านายอยู่ฝ่ายหาทุนของคณะ” จีฮุนถึงกับตาโตทันทีเมื่อพอจับใจความของเอกสารในมือได้

 

“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่” รุ่นน้องร่างสูงรีบโบกมือปฏิเสธ “ความจริงไม่ได้เป็นฝ่ายอะไรหรอกพี่ เพื่อนแม่งเป็น แต่ดันไม่รู้วิธีติดต่อกับ กน. ส่วนกลางอะไรเลย

 

แค่ฟังก็รู้สึกสลดใจกับชะตากรรมของคณะรัฐศาสตร์ปีนี้แล้วจีฮุนคิด

 

เห็นบอกว่าต้องติดต่อขอสปอนเซอร์จากส่วนกลางอะไรพวกนี้ แต่ไม่รู้ขั้นตอนอะไรเลย ก็เลยนึกถึงพี่คนแรกเลย” ควานลินยังคงอธิบายที่มาที่ไปต่อไป “เอ่อ พี่อาจจะคิดว่าผมหาเรื่องเข้าหาพี่ก็ได้ แต่รอบนี้ผมโดนขอร้องกึ่งบังคับจริงๆ นะ ว่าแบบ ไอ้หลินๆ มึงรู้จักพี่เขา มึงก็ช่วยเข้าไปคุยให้หน่อยดิ อะไรงี้ ก็เลยต้องมาหาพี่จริงๆ นะ รอบนี้สาบานได้เลยว่าไม่โกหก”

 

            “อืมๆ” จีฮุนพยักหน้าและนึกขำให้กับท่าทีตลกๆ จากการพยายามที่จะจำลองสถานการณ์ให้ดูแบบลุกลี้ลุกลน ก่อนจะเอ่ยกลับไปบ้าง “ถือว่านายมาถูกแล้วล่ะ พี่ทำเรื่องนี้โดยตรงอยู่แล้ว”

 

“โห คิดถูกจริงๆ ที่นึกถึงหน้าพี่เป็นคนแรก”  เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างสูงก็ถึงกับเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่ แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่งสงบเหมือนเดิม ควานลินก็กลับมานั่งอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวอีกครั้ง “เอ่อ.. รบกวนด้วยนะครับ”

 

“โอเค งั้นก็ตั้งใจฟังตั้งใจจดรายละเอียดให้ดีๆ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามแล้วก็จดไว้นะ”

 

“ได้เลยพี่”

 

สิ้นคำ จีฮุนก็เริ่มเข้าสู่โหมดทำงาน ค่อยๆ ขยับปากพูดอธิบายขั้นตอนต่างๆ และนำเอกสารมาให้ควานลินกรอก พร้อมแนะนำให้แก้ไขจุดต่างๆ ไปอย่างใจเย็น ฝ่ายควานลินก็ตอบรับ และทำตามอย่างกระตือรือร้น จนจีฮุนวางใจ เลิกระแวงว่าจะถูกหลอกจีบเหมือนคราวก่อนไปได้ในที่สุด

 

ความกระตือรือร้นของควานลินนั้นชัดเจนมาก บางครั้งถึงขนาดจดในสิ่งที่ไม่จำเป็นไปด้วยก็มี แต่จีฮุนก็ไม่ได้ว่าอะไร เผลอนึกเอ็นดูกับความมือใหม่หัดทำงานเอกสารของอีกฝ่ายด้วยซ้ำไป

 

 

รู้ตัวอีกที เวลาก็ล่วงเลยไปชั่วโมงเศษๆ เช่นเดียวกับเอกสารในส่วนเท่าที่พวกเขาจะรับผิดชอบได้ที่เสร็จเรียบร้อย

 

“ขอบคุณมากเลยนะพี่ งานตรงนี้เสร็จได้เพราะพี่เลยนะเนี่ย” ควานลินผงกหัวพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้เช่นเคย

 

“ไม่เป็นไรหรอก จริงๆ มันเป็นงานฝ่ายพี่อยู่แล้วแหละ” จีฮุนเอ่ยตอบ ก่อนจะเผลอชวนคุยต่อ “อืม.. พี่ว่ามันเป็นโครงการที่ดีมากเลย  หวังว่าจะได้ออกค่ายจริงๆ นะ”  

 

“จริงพี่” ควานลินพยักหน้าหงึกหงัก “เวลาเห็นพวกตายายในบ้านพักคนชราแล้วรู้สึกอ้างว้างแทนยังไงก็ไม่รู้ อดสงสารไม่ได้จริงๆ

 

“เอ้อ ทำงานประเมินผลหลังจบงานให้ดีหน่อย ถ้างานบรรลุวัตถุประสงค์ ปีต่อไปก็อาจจะได้จัดเรื่อยๆ” คนที่ทำงานมานานอย่างจีฮุนอดไม่ได้ที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติม แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือเจ้ารุ่นน้องตัวสูงก็รีบควักกระดาษขึ้นมาจดคำที่เขาพูดอย่างจริงจังซะงั้น “เอ่อ ดูจริงจังดีนะ”

 

“ทุกคำพูดของพี่มีความหมายเสมอแหละครับ” ควานลินส่งยิ้มให้ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ พลางมือก็เก็บกระดาษและปากกาลงในกระเป๋าไปด้วย

 

“พี่เป็นกำลังใจให้นะ เห็นเด็กรุ่นนี้ตั้งใจกันแบบนี้พี่ก็ดีใจ”

 

“ครับ” ร่างสูงรับคำ ก่อนจะชวนคุยต่ออีกสักนิดในประเด็นที่ยังพอจะต่อยอดจากงานได้ “เออ พี่ พี่เคยคิดป้ะว่า ตอนตัวเองแก่จะเป็นยังไง”

 

จีฮุนตระหนักรู้ในทันทีว่ารุ่นน้องตรงหน้าเริ่มจะหาเรื่องชวนคุยเขาและคงลงท้ายด้วยการหยอดมุกจีบอะไรอีกจนน่ารำคาญใจแน่ๆ แต่เอาเถอะ เห็นแก่ที่อุตส่าห์เผยมุมตั้งใจทำงานให้เห็นขนาดนี้ ยอมคุยต่ออีกสักหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอก ถือเสียว่าเป็นรางวัลที่วันนี้ทำตัวดีก็แล้วกัน

 

“ไม่รู้ดิ ไม่คิดจะแก่” เมื่อได้ยินคำตอบ ควานลินก็กำลังจะร้องขึ้นเพื่อแซว แต่ก็ต้องเงียบไปก่อนเพราะร่างเล็กยังเอ่ยในประโยคถัดไปที่ทำเอาบรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที

 

“พี่คงตายก่อนมั้ง”

 

เพียงได้ยินเท่านี้ ควานลินก็รู้สึกโหวงขึ้นมาในอกทันที เพราะสำหรับเขาที่เป็นแวมไพร์ ความตายเป็นเรื่องที่ไกลตัวเหลือเกิน

 

เอ่อ ทำไมพี่คิดแบบนั้นล่ะ? และก็ได้แต่เสี่ยงถามออกไปแบบนั้น

 

ชีวิตพี่ก็ไม่ได้มีอะไรให้ทำมากหรอก” น้ำเสียงของจีฮุนนั้นเรียบนิ่งจนยากที่จะเดาอารมณ์ได้ “ถ้าเป้าหมายพี่บรรลุ พี่ก็ตายได้แล้ว จะได้ไม่ต้องทรมาน ทนเจ็บทนป่วยต่อไป

 

“นั่นสิ..” ควานลินอดจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ไม่ได้ สำหรับมนุษย์ธรรดา การแก่ การเจ็บ การตาย นั้นเป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และถ้าเป็นไปได้ ควานลินก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับมนุษย์ที่เขารักเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ใช่แค่คนตรงหน้า แต่รวมไปถึงมินฮยอน และแม่ของเขาที่เป็นมนุษย์แท้ด้วย

 

“ใคร ๆ ก็ต้องแก่ทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่ตายไปซะก่อน” จีฮุนยกมือขึ้นมาแนบกับอกตนเองเมื่อต้องพูดถึงเรื่องจริงจัง และยังคงเอ่ยถึงสัจธรรมต่อไป จนควานลินรู้สึกใจไม่ดีขึ้นมา “ทั้งพี่ ทั้งนายก็ต้องเป็นแบบนั้นเหมือนกันแหละ”

 

ร่างสูงนิ่งคิดนิดหนึ่งเพื่อเรียบเรียงคำพูด ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “งั้นอย่างน้อยพี่ก็อยู่จนแก่เฒ่าได้มั้ย อย่าชิงตายไปก่อน”

 

“ของแบบนี้ พี่ให้สัญญาไม่ได้หรอก” คนอายุมากกว่าตอบกลับพร้อมกับยิ้มบางๆ แบบที่ดูไม่ทุกข์ร้อน ราวกับว่าเข้าใจและยอมรับความเป็นไปทั้งหมดแล้ว จนบรรยากาศของทั้งคู่ตกอยู่ภายใต้ความเงียบงันอีกครั้งหนึ่ง

 

“พี่จีฮุน ! มาช่วยแก้เอกสารตรงนี้หน่อยดิ” จู่ๆ เสียงของแดฮวีก็ลอยมาจากด้านหลังพอดี ทำให้จีฮุนหันไปตอบรับ และหันมาเอ่ยลากับคนตรงหน้า

 

พี่ต้องทำงานต่อละ มีปัญหาอะไรก็มาถามพี่ที่นี่ได้นะ น้องหลิน

 

ทิ้งท้ายด้วยสรรพนามอันใหม่แกะกล่อง ก่อนจะหมุนตัวเดินหายกลับไปในโซนห้องทำงานด้านใน ทิ้งให้ควานลินยืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็งอยู่อย่างนั้น

 

เมื่อกี้พี่จีฮุนเรียกเขาว่าอะไรนะหูฝาดไปรึเปล่า

 

ครั้นได้สติ ร่างสูงก็รีบสาวเท้าเดินออกจากกน.พลางมือก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชทกลุ่ม แล้วรัวนิ้วพิมพ์ถ่ายทอดอารมณ์ตื่นเต้นที่กำลังทะลักออกมาด้วยความไวว่องว่า

 

[ พวกมึง !!! พี่จีฮุนเขาเรียกกูว่า น้องหลิน !!!! แม่งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  ]

 

 

 

 

 




#รอยเขี้ยวหลินฮุน


=== Talk ===

อะ ดีใจด้วยนะพ่อหนุ่มนักรัก ดูเหมือนว่าทางจะสะดวกขึ้นนิดนึงแล้วเนอะ

55555555555555

ไปแวะเวียนกรีดร้องในแท็ก #รอยเขี้ยวหลินฮุน ได้นะคะ แอบรอฟีดแบ็คอยู่นิดๆ

เจอกันตอนต่อไปค่า

  

B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น