[Wannaone] VAMP's BITE #รอยเขี้ยวหลินฮุน #หลินฮุน

ตอนที่ 2 : Chapter 2 : เข้าหา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    10 ส.ค. 61

#รอยเขี้ยวหลินฮุน

Chapter 2


               

                แพจินยองไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตการเป็นนักศึกษาของเขาจะยังต้องมาปวดหัวกับปัญหาที่เรียกว่า “การทำงานกลุ่ม” ก็เพราะไอ้ของแบบนี้มันควรจะจบและล้มหายตายไปพร้อมๆ กับตอนที่เขาจบการศึกษาระดับมัธยมแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร

 

                อุตส่าห์โล่งใจว่าจะไม่มีงานกลุ่มอะไรใดๆ ก็ตามที่ต้องเน้นการปฏิสัมพันธ์มากล้ำกรายได้ แต่มันก็คงจะเป็นไปตามที่เขาคิดเฉพาะตอนที่ยังอยู่ชั้นปีที่ 1 เพราะวิชาแทบทั้งหมดของคณะวิศวกรรมศาสตร์ปี 1 นั้นเป็นเชิงทฤษฎีเพื่อปูพื้นฐานสำหรับเข้าสาขาต่างๆ โดยเฉพาะสาขาคอมพิวเตอร์ที่มักจะต้องจัดการอะไรด้วยตัวคนเดียวเป็นธรรมดา เขาจึงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขมาได้ตลอด 1 ปีเต็มโดยที่ไม่จำเป็นต้องผูกมิตรกับใครให้วุ่นวาย กระทั่งขึ้นชั้นปีที่ 2 มันก็เหมือนโดนกระชากกลับสู่ความจริง

 

                “งานนี้ทำเดี่ยวไม่ได้จริงๆ เหรอครับ”

 

                “งานนี้เป็นงานคู่นะจินยอง” ผู้เป็นอาจารย์ตอบกลับเสียงเรียบ “อีกอย่าง อีแดฮวี เอ่อ คนที่ไม่มาวันนี้น่ะ ก็ยังไม่มีคู่เหมือนกัน คุณสองคนก็ต้องจับคู่กันนะ เพราะคนอื่นเขาจับคู่กันไปหมดแล้ว”

 

                พอรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะต่อรองอีกต่อไป จินยองก็ได้แต่เก็บความหงุดหงิดไว้ในใจ ก่อนจะเริ่มลำดับสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ในใจ

 

อย่างแรกก็คือ ต้องหาทางติดต่อคู่ของเขาที่แม้แต่หน้าก็ยังไม่เคยเห็น แต่ว่า ถ้าให้เดา ก็คงจะเป็นพวกไม่ได้เรื่อง ตัวถ่วง โดดเรียนไปทำอะไรไร้สาระแน่ๆ

 

ความคิดอีกฝั่งของจินยองเริ่มวกกลับมาที่จุดแรกเริ่ม นั่นก็คือ ทำเดี่ยวไปเลยง่ายสุด แล้วก็ใส่ชื่ออีแดฮวีอะไรนั่นไปตรงหน้าปกไปให้อีกฝ่ายเกาะเอาส่วนบุญเหมือนเหาฉลาม ถือซะว่าเอาบุญ

 

“อ้อ จินยอง” หากก่อนที่จะได้สรุปความคิดในหัว เสียงของอาจารย์ก็ดังขึ้นแทรก “ที่อีแดฮวีไม่มาวันนี้ คือเขาไปทำกิจกรรมของกรรมการนักเรียนน่ะ”

 

ไม่ว่าเปล่า มือก็หยิบใบขออนุญาตทำกิจกรรมขึ้นมาให้จินยองเห็นเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ด้วย

 

“ตอนนี้ก็น่าจะอยู่ที่ห้องกรรมการนักเรียน ที่อาคารส่วนกลาง อาจารย์ว่าคุณน่าจะไปหาแล้วเริ่มคุยงานเลยจะดีกว่านะ”

 

 

สองเท้าของจินยองมาหยุดหน้าห้องทำงานคณะกรรมการนักเรียนเป็นที่เรียบร้อย ต่างจากในหัวของเขายังไม่หยุดกระแสความคิดตำหนิติเตียนคนที่เขากำลังจะเจอในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้ารัวเป็นชุด

 

อีแดฮวี เจ้านี่ต้องเป็นคนที่ชุ่ยขนาดไหนกันนะ ถึงได้จัดลำดับความสำคัญของงานไม่เป็นแบบร้ายแรงจนตารางกิจกรรมมารบกวนการเรียนมั่วไปหมดแบบนี้ ซึ่งเอาจริงจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่มันเดือดร้อนมายันคนร่วมคลาสอย่างเขาแบบนี้นี่มันใช้ได้ที่ไหน

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด

 

และระหว่างที่กำลังปล่อยให้ความคิด(ที่ไม่ค่อยดี)ทำงานอยู่นั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกจากด้านในจนเขาผงะหลบด้วยสัญชาตญาณในทันที

 

“เอ่อ มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าเอ่ย? เห็นมายืนหน้าห้องสักพักแล้ว..” เด็กหนุ่มร่างเล็กที่เป็นคนเปิดประตูเอียงคอถามผู้มาเยือนตามมารยาท ..ซึ่งในมือข้างหนึ่งเจ้าตัวยังถือโดนัทช็อกโกแลตที่แหว่งไปครึ่งชิ้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่หายไปก็ทิ้งไว้เป็นหลักฐานเป็นคราบน้ำตาลตรงมุมปากนั่นแหละ

 

ดูท่าแล้ว กรรมการนักเรียนทั้งหลายคงจะไม่ได้ยุ่งอะไรกันอยู่เลยสินะ

 

แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลา จินยองก็เลิกวิจารณ์คนตรงหน้าในใจแล้วรีบตอบไป “ผม.. มาหาอีแดฮวีครับ เขาอยู่ใช่ไหม?”

 

“อ๋อ” ฝ่ายเจ้าของเรือนผมสีเทาสว่างทำท่าเหมือนนึกอะไรออก “เราเองแหละ อีแดฮวี”

 

….

 

“มีธุระอะไรกับเราเหรอ?”  หากยังไม่ทันจะอ้าปากขยับ แดฮวีก็คว้าแขนของผู้มาเยือนให้เข้าไปนั่งตรงโซฟารับรองแขกในห้องกรรมการนักเรียนด้วยความว่องไว “ดูท่าจะต้องพูดนาน นั่งคุยกันน่าจะดีกว่าเนอะ”

 

ความเกรงใจแล่นปราดขึ้นมาทันที เพราะความจริงนี่ไม่ใช่ห้องธรรมดาๆ ที่เขาจะเข้ามานั่งได้ตามใจชอบ แต่พอกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วน ก็เห็นว่าสมาชิกคนอื่นที่ยังอยู่ก็ไม่ได้มองมาด้วยสายตาตำหนิอะไร หรือต่างคนก็ต่างจดจ่ออยู่กับงานตัวเองไป แขกอย่างเขาจึงพอจะหายใจได้คล่องคอขึ้นพอตัว

 

“อะ มีอะไรก็พูดมาได้เลย” แดฮวีผายมือให้ พลางปากก็งับโดนัทอีกครึ่งชิ้นเข้าไปเคี้ยวในปากหยับๆ ไปด้วยจนแก้มทั้งสองข้างตุ่ยออกมาเพื่อกักเก็บอาหารไว้ในปาก

 

“คือ..” เมื่อต้องเข้าเรื่อง จินยองก็พยายามเรียบเรียงคำพูดในหัวเพื่อกรองคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์แง่ลบออกให้เหลือแต่เรื่องที่เป็นตัวงาน ก่อนจะค่อยๆ อธิบายถึงตัวงานที่เขากับคนตรงหน้าต้องทำอย่างละเอียด

 

“สรุปก็คือเราคู่กันใช่ไหม” เป็นคำพูดที่ออกมาจากแดฮวีหลังจากเขาอธิบายจบ พร้อมกับโดนัทที่หายลงไปกองในกระเพาะทั้งชิ้นเป็นที่เรียบร้อย

 

“อืม” พยักหน้าให้เป็นคำตอบ

 

“ขอโทษจริงๆ นะที่ไม่ได้เข้าคลาสวันนี้ เลยต้องลำบากนายตามมาแจงงานเราถึงที่นี่เลยอะ”

 

“ครับ” จินยองถือคติว่า ถ้าในใจยังขุ่นเคืองอยู่ คำว่า ไม่เป็นไร  ไม่ควรจะมอบให้ง่ายๆ จึงแค่เอ่ยขานรับไปสั้นๆ เช่นนี้แทน

 

“เพราะงั้นเราจะช่วยทำงานแบบเต็มที่เล” ในจังหวะที่แดฮวีจะให้คำมั่นสัญญา เสียงตะโกนของรุ่นพี่จากด้านหลังก็ลอยมาขัดกลางวงพอดีว่า

 

“แดฮวี ถ้าคุยเสร็จแล้วก็รีบกลับมาดูใบขอเบิกงบด้วย ยังมีจุดต้องแก้กระจายเลย!!

 

คนที่โดนสั่งการได้แต่ยิ้มแหยๆ ออกมา ส่วนจินยองก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรไปนอกจากทำหน้านิ่งใส่อย่างเย็นชายิ่งกว่าอุณหภูมิในห้องตอนนี้อีก

 

“เอ่อเอาเป็นว่า เราจะช่วยเท่าที่เราจะทำได้ละกันนะ” ร่างเล็กเปลี่ยนคำสัญญาเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขในความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้จินยองรู้สึกเหนื่อยใจยิ่งกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก

 

พอเป็นเช่นนี้ เขาก็ตัดสินใจพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการออกไป แม้ว่ามันอาจจะเหมือนเป็นการเสียมารยาทก็เต็มที

 

“เฮ้อ งานนี้ผมทำคนเดียวก็ได้นะ”                

 

“ไม่เอาสิ งานคู่ ก็คือต้องทำเป็นคู่ไม่ใช่เหรอ” แดฮวีสวนขึ้นทันควัน “ดีซะอีก เราจะได้รู้จักกันไว้”

 

เหตุผลที่อีกฝ่ายปฏิเสธมาเขายังพอเข้าใจได้ แต่ไอ้ประโยคหลังนี่มันอะไร ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เจอใครที่อยากจะเที่ยวผูกมิตรไปทั่วแบบนี้มาก่อนเลยเถอะ

 

และในตอนนั้นเอง แดฮวีก็ทำท่าเหมือนจะนึกอะไรออกอีกอย่าง “เออ จะว่าไป คุยมาตั้งนานเรายังไม่รู้ชื่อนายเลยนะ”

 

“ครับ?”

 

“ชื่อนายไง ชื่อนาย” พอโดนย้ำคำถามให้ฟังชัดๆ อีกรอบหนึ่ง ก็ต้องให้คำตอบไปอย่างเสียมิได้

 

“แพ จินยอง”

 

“จินยองเหรอ” ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อคิดอะไรออกอีกครั้ง “อ๋อ คนที่นั่งหน้าสุดในคลาสใช่ป้ะเนี่ย”

 

“อืม” จินยองแอบนึกขำในใจนิดหนึ่ง จำได้ยันตำแหน่งที่นั่ง แต่ดันจำชื่อไม่ได้เนี่ยนะ

 

“เอาจริงคือเราจำหน้านายแทบไม่ได้เลยนะ ทั้งๆ ที่อยู่คณะเดียวกัน เรียนก็เรียนภาคเดียวกันแท้ๆ”

 

“ถ้าไม่ใช่เพราะงานนี่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรู้จักกันนี่ครับ” จินยองออกความเห็นไปตรงๆ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน หรือแกล้งไม่ได้ยินก็ไม่ทราบ ปากเล็กนั่นยังคงเจื้อยแจ้วชวนคุยต่อไปไม่หยุด

 

“เออ จินยอง นายใช่คนเดียวกับคนที่เขาลือกันว่าไปเถียงนอกรอบกับพี่ว้ากจนพี่ว้ากหงอป้ะ”

 

จินยองขมวดคิ้วมุ่นนิดหนึ่งที่อีกฝ่ายจำเรื่องที่เขาไม่แม้แต่จะเก็บมาจำได้อย่างนี้ ก่อนจะพยักหน้าให้เป็นคำตอบ

 

“แล้วก็เป็นคนเดียวกับที่พี่กรรมการคณะมาชวนให้เป็นเดือนคณะแต่ปฏิเสธไปแบบไร้เยื่อใยป้ะ”

 

 “ถ้าใช่แล้วไง” พอโดนเอาเรื่องส่วนตัวมาพูดอีก อารมณ์หงุดหงิดก็เริ่มเจือลงในคำพูด

 

“หูยยยย” แต่ดูเหมือนแดฮวีจะไม่ได้สัมผัสถึงความหงุดหงิดที่กำลังแผ่ออกจากตัวเขาเลยแม้แต่น้อย “ไอดอลเลยอะ”

 

“ว่าไงนะครับ?” ถามซ้ำไปเพราะไม่เข้าใจคำพูดของคนตรงหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว

 

“ก็แบบ นับถือไง เพราะในรุ่นเราก็ไม่มีใครใจกล้าเท่านายแล้วล่ะ” ร่างเล็กเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ไม่นึกเลยว่าจะได้มาจับคู่ทำงานกับคนดังประจำวิศวะที่คนในรุ่นเขาเล่าลือกันแบบนี้”

 

“ถ้าหมดเรื่องงานแล้ว ผมขอตัว”

 

“อย่าเพิ่งไปดิ”

 

ความจริงจินยองตั้งใจจะลุกพรวดขึ้นแล้วสาวเท้าออกจากห้องให้ไวที่สุดก่อนที่จะประสาทกินเพราะคนพูดมากตรงหน้าไปมากกว่านี้ แต่ก็ได้แค่คิด เพราะมือเล็กนั่นได้ปราดมาจับข้อมือเขาไว้แน่นเป็นที่เรียบร้อยจนไม่กล้าลุกไปไหน

 

อีกอย่างที่เขาไม่ชอบก็คือ ทำไมต้องถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้ด้วย ให้ตายสิ

 

“หนึ่งในกฎหลักของการทำงานคือ การปฏิสัมพันธ์!” เจ้าคนที่ถือวิสาสะจับร่างกายของคนอื่นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “เราควรรู้จักและสนิทกันไว้นะจินยอง ตอนทำงานจะได้ flow

 

…….” ไม่มีความเห็นใดๆ จากปากของจินยอง เว้นเสียแต่การสะบัดข้อมือออกนิดหนึ่งเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการของมือปลาหมึกเสียที

 

เนี่ย ตอนปีหนึ่งนายไปลงวิชาอะไรบ้างอะ ทำไมไม่เคยเจอกันเลย

 

วิชาพื้นฐานตอบๆ ไปเพื่อตัดรำคาญ “ไม่ลงจะได้เข้าภาคมั้ย”

 

“สมัยเรียนแคลคูลัสนี่เซคไร เราเซคสอง”

 

“หนึ่ง”

 

“ฟิสิกส์สำหรับวิศวะล่ะ เราเซคห้า”

 

“สาม”

 

“มิน่าล่ะ ถึงไม่เคยเจอกันเลยตลอดปีหนึ่ง”

 

ตอนนี้จินยองรู้สึกว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ละเหี่ยใจกับการชวนคุยของแดฮวี กรรมการนักศึกษาคนอื่นๆ ก็เริ่มเงยหน้าขึ้นมาขมวดคิ้วใส่คู่สนทนาตรงมุมรับแขกกันบ้างแล้วเหมือนกัน

 

“หมดเรื่องรึยัง” เมื่อเป็นเช่นนี้ จินยองก็พยายามจะตัดบท “ผมยังมีธุระอื่นต้องไปทำนะคุณ”

 

“ขอเบอร์โทรหน่อยได้มะ หรือที่อยู่ก็ได้” ไม่ว่าเปล่า มือเล็กก็ยื่นโทรศัพท์ตนเองมาให้ด้วย

 

“เพื่อ?”

 

“เอ้า ก็แบบ จะได้ติดต่อเรื่องงานได้” แดฮวีให้คำตอบทันควัน “หรือถ้านัดทำงานที่บ้านนาย จะได้ไปถูก”

 

ไม่มีคำตอบอะไรออกมาจากสีหน้าที่เรียบเฉยนั่น นอกเสียจากเปิดคิวอาร์โค้ดไอดีคาทกของตัวเองให้อีกฝ่าย “คุยผ่านแชทก็พอครับ”

 

“โถ่” เมื่อไม่มีทางเลือก แดฮวีก็ยอมเอาโทรศัพท์ตัวเองไปแสกนโค้ดตรงหน้า แล้วจัดการแอดอีกฝ่ายให้เป็นเพื่อนในรายชื่อผู้ติดต่อตามนั้นไป

 

“ส่วนเรื่องงาน ไม่ต้องมาบ้านผมก็ทำได้นะครับ”

 

“อ้าว”

 

“ถ้าคุณไม่โอเค..” จินยองกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเพื่อข่มอารมณ์หงุดหงิดของตนเองไว้ “ผมทำเองคนเดียวก็ได้ โอเคนะครับ”

 

“โอเคสิ” รอบนี้เหมือนเจ้าตัวจะเริ่มรู้ตัวแล้วว่าอีกฝ่ายรำคาญ ก็รีบตอบตกลงไป “เอ่อ หมายถึง โอเคที่จะทำงานคู่นะ ..ละก็ทำที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้านนาย”

 

                “ครับ”

 

“แล้วก็ขอบอกไว้อีกทีเลยว่า ถึงเราจะรักสบาย แต่เราไม่เอาเปรียบใครหรอกน่า” ร่างเล็กกล่าวพร้อมทำท่าชูสามนิ้วเหมือนเป็นการปฏิญาณตนไปด้วย

 

อายุตั้งเท่าไหร่แล้ว ทำตัวเป็นเด็กไปได้

 

“เอาเป็นว่า ถ้าผมจะนัดทำงาน ผมจะทักแชทคุณไปก็แล้วกัน” เมื่อจังหวะ จินยองก็รีบตัดบท ลุกขึ้นสะพายกระเป๋าเป้ตัวเองแล้วรีบเดินไปที่ประตูเตรียมตัวจะออกจากห้องนี้ไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“เอ้อ จินยอง”

 

“อะไรอีกครับ?” จินยองหันขวับมาด้วยท่าทีหงุดหงิดแบบเก็บไว้ไม่อยู่

 

“เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัวเลย” หากอีกฝ่ายก็ยังคงยิ้มร่าให้เขาแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรทั้งสิ้น “เราชื่อแดฮวีนะ อีแดฮวี”

 

….

 

ยินดีที่ได้รู้จัก แล้วก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะะะะ

 

ปึ้ง

 

เสียงปิดประตูเป็นคำตอบที่จินยองมอบให้แก่สิ่งมีชีวิตที่แสนน่ารำคาญนี้ได้เป็นอย่างดี….

 

 


จู่ๆ ฮวังมินฮยอนก็แปลงร่างเป็นสสารสถานะของเหลว

 

ไม่เก็ตเหรอ


โดน 'เท' ไง

 

“เฮ้อ” เจ้าของใบหน้าคมถอนหายใจยาวใส่โทรศัพท์ให้กับสิ่งที่ตนเองเพิ่งจะเผชิญอย่างเสียมิได้

 

ทั้งๆ ที่อุตส่าห์นัดแนะเรียบร้อยแล้วว่าจะได้ดูหนังรอบดึกกัน มินฮยอนเลยพาตัวเองมานั่งรออยู่ใต้ตึกคณะตั้งแต่ช่วงสี่โมง แต่กลายเป็นว่าดันโดนอีกฝ่ายทักแชทมาบอกสั้นๆ สามประโยค ว่า มีสอนชดแล้วก็ประชุมต่อ ไปไม่ได้แล้ว ไปดูก่อนเลยก็ได้เสียอย่างนั้นไป เป็นอันว่าแผนนัดเดทยามค่ำคืนที่วางไว้ทั้งหมดก็ล้มครืนภายในพริบตา

 

ลงท้ายแล้ว ร่างสูงก็เลือกจะขัดประโยคในข้อสุดท้าย ด้วยการปล่อยให้ตัวเองนั่งรับลมยามเย็นแก้อาการเซ็งอยู่ตรงม้านั่งใต้ตึกคณะรัฐศาสตร์ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ไม่รู้ทำไม คงเพราะยังไม่อยากจะทำอะไรอย่างอื่นแล้วล่ะมั้ง

 

และในตอนที่กำลังนั่งเหม่อปล่อยความคิดล่องลอยไปตามอากาศ จู่ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยทักขึ้นจากด้านหลังแบบไม่ให้ทันตั้งตัวใดๆ

 

“พี่มิน มานั่งทำไรตรงนี้ว---?”

 

“โอ้ย! ตกใจหมด” ถึงจะชอบวางมาดเป็นพี่คนโต แต่สิ่งหนึ่งที่พยายามจะวางมาดเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้เสียทีนั่นคืออาการขวัญอ่อนตัวพ่อนี่แหละ “หลินเองเหรอ”

 

 “เออดิ ไม่ใช่ผมแล้วจะเป็นใครวะ” รุ่นน้องคนสนิทขมวดคิ้วใส่

               

                “แล้วเพื่อนไปไหนล่ะ?” มินฮยอนถามออกไปตามวิสัย เพราะปกติแล้วก็มักจะเห็นเจ้ารุ่นน้องคนนี้มีเพื่อนฝูงคอยไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ การที่เจ้าตัวเดินมาเดี่ยวๆ แบบนี้จึงนับเป็นเรื่องที่แปลกอยู่

 

“วันนี้อาจารย์ขอสอนชดคลาสเย็น แล้วเพื่อนผมแม่งนัดโดดกันหมด มีผมคนเดียวที่ไม่รู้เนี่ย” พอได้ที ควานลินทิ้งตัวเองนั่งลงข้างๆ แล้วเริ่มบ่นรัวออกมาด้วยความคับแค้นใจ

 

“นายไม่อ่านแชทกลุ่มเองรึเปล่า?”

 

….” นิ่งไปในทันที แสดงว่าพูดจี้ใจดำตรงจุด ไม่มีพลาด

 

“วันหลังก็หมั่นเปิดแชทกลุ่มบ่อยๆ บ้างก็ดีนะควานลินอ่า” ผู้เป็นพี่ก็เตือนไปด้วยความหวังดี

 

“ก็ช่วงนี้ถ้าไม่ใช่แชทของพี่จีฮุน มันก็พาลห่อเหี่ยวใจนี่นา ไม่อยากเปิดอ่านทั้งนั้นแหละ” มินฮยอนรู้สึกขนลุกขนชันกับคำตอบของรุ่นน้องตรงหน้าเหลือเกิน แต่ด้วยความเป็นพี่ที่ดี เลยไม่ได้ทำอะไรนอกจากแกล้งหัวเราะเบาๆ เป็น re-action ไปตามมารยาท

 

“แล้วรู้มั้ยว่าใครสอนชดเชยวันนี้” จู่ๆ ควานลินก็โยนปริศนามาให้มินฮยอนตอบแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

“พี่ไม่รู้หรอก”

 

“อาจารย์จงฮยอนไงพี่มึง” รุ่นน้องตัวสูงเฉลย ก่อนจะเริ่มบ่นยาวอีกรอบ “อุตส่าห์หลบไปลงทุกวิชาที่ไม่ต้องเจอจารย์แกอีกแล้วนะ ไม่นึกเลยว่าอยู่ๆ คนที่มีสอนชดเชยจะเป็นจารย์จงฮยอนอะ โอ๊ย คนอะไรวะดุชิบหาย”

 

ความจริงมินฮยอนแทบจะไม่ได้ฟังประโยคบ่นก่นด่าที่ตามหลังมาเลย ในหัวของเขาตอนนี้มีแต่การปะติดปะต่อเรื่องราวไปเรื่อยๆ และก็ได้คำตอบให้กับตนเองในที่สุดว่า ที่วันนี้เขาโดนเทนัดเดทดูหนังรอบดึกก็คงเป็นเพราะเรื่องนี้เองสินะ

 

เอาเถอะ อย่างน้อยก็ไม่ได้โกหกกัน มันก็ถือว่าดีแล้วล่ะ

 

“ฟังอยู่มั้ยเนี่ยพี่?”

 

“อ๋อ อืม ..ขนาดนั้นเลยเหรอ?”

 

“เออ ผมแค่เอาโทรศัพท์ขึ้นมากดๆ ดูแป๊บเดียวเอง ก็บอกว่าผมไม่ตั้งใจเรียนละ แม่งงงง” ยิ่งพูด อารมณ์ก็ยิ่งขึ้น แต่ควานลินก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกัดฟันกรอดๆ ไปมาจนเขี้ยวแวมไพร์ที่ซ่อนไว้เริ่มโผล่

 

“เอาจริงอาจารย์จงฮยอนเขาเป็นที่ปรึกษาพี่นะ” มินฮยอนกระแอมนิดหนึ่ง “เขาก็ไม่ได้ดุอะไรขนาดนั้น แค่ตอนสอนอาจจะเข้มงวดหน่อยๆ ไง

 

“นี่สติพี่ยังอยู่ดีเปล่าวะ?” ควานลินถึงกับถลึงตาใส่เพราะไม่เข้าใจความคิดอ่านของอีกฝ่าย “มีที่ไหนวะ เข้าสาย ห้านาที ติ๊กขาด คนแม่งอุตส่าห์ถ่อมาเรียนชดเชยให้ก็บุญแค่ไหนแล้ววะ

 

อาจารย์จงฮยอนเป็นคนตรงต่อเวลาน่ะ” ฝ่ายคนที่อายุมากกว่าก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะคอยแก้ต่างให้ ทำให้รุ่นน้องตัวดีเริ่มตระหนักได้ว่ามาบ่นระบายผิดคนเสียแล้ว

 

“ถามจริงเหอะ พี่แม่งโดนจารย์จงแกทำเสน่ห์ใส่มารึไง”

 

ถ้าจะตอบว่า ใช่ ก็คงไม่ผิดสักเท่าไหร่แต่มินฮยอนจะไม่ตอบออกไปตรงๆ แบบนี้หรอกนะ

 

“พี่ว่านายแค่ไม่เคยเห็นมุมดีๆ ของอาจารย์เขามากกว่า” และเลี่ยงวลีด้วยการไปแก้ต่างให้อาจารย์ที่กำลังตกประเด็นต่อ “คือพี่ปรึกษางานกับอาจารย์บ่อย แล้วเขาก็ช่วยเหลือพี่ได้ดีมากเลย

               

                พี่แม่ง ปกป้องซะอย่างกับเป็นแฟนกับจารย์จงแล้วอะ พูดจริง”

 

                เป็นอีกครั้งที่มินฮยอนนิ่งไปเพราะคำพูดของอีกฝ่าย และอยากจะตอบไปเหลือเกินว่า ใช่

 

                หากสิ่งที่ออกมาจากปากจริงๆ ก็เหลือแค่ “ไปใหญ่แล้ว พี่ก็แค่เคารพเขาน่ะ”

 

                อะไรที่มันเป็นความลับ ก็ต้องให้เป็นความลับต่อไป

 

“เออ ผมยังไม่ได้ถามพี่เลยว่าพี่นั่งรอใค---

               

                “พี่อยากกลับบ้านแล้วควานลินอ่า” แน่นอนว่าเพื่อความปลอดภัย มินฮยอนก็ตัดสินใจรีบตัดบทไปเสียดื้อๆ ไหนๆ นายก็มาแล้ว ขอซ้อนท้ายกลับบ้านด้วยนะ

 

                “สัส ตัวหนักจะตายห่า ยังจะมาขอซ้อนอีก” เจ้าของจักรยานที่มีเบาะซ้อนท้ายแหวออกมา เพราะถ้าพาหนะของเขาเป็นมอเตอร์ไซค์อะไรแบบนี้ เขาจะไม่บ่นอะไรสักคำเลย แต่นี่มันจักรยานคันเล็กๆ กับผู้ชายตัวโตๆ สองคน แค่คิดก็ขนลุกแล้ว

 

“ทีสมัยเด็กๆ ที่พี่ให้นายเล่นขี่คออยู่เป็นครึ่งค่อนวัน พี่ยังไม่บ่นอะไรเลย” ฝ่ายพี่ข้างบ้านไม่รอช้า ก็ตีหน้าเศร้าพร้อมยกเรื่องสมัยเด็กขึ้นมาทวงบุญคุณเสียเลย

 

“เออๆ ก็ได้ๆ” ครั้นหมดทางจะเถียง ควานลินก็พยักหน้าเออออ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นจัดกระเป๋าให้เข้าที่เข้าทาง “พี่รออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวผมไปเอาจักรยานมาก่อน”

 

“โอเคครับ”

 

ครั้นตกลงกันเสร็จ ควานลินก็วิ่งหายลับเข้าไปในมุมตึกไป ส่วนมินฮยอนก็ได้แต่นั่งทอดมองไปยังบันไดที่วนสูงขึ้นไปยังห้องพักครูของใครบางคนที่เพิ่งจะตกเป็นประเด็นในการสนทนาเมื่อกี้ ก่อนจะรำพึงออกมาเบาๆ

 

“นี่เราสองคนต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับไปอีกนานเท่าไหร่กันเนี่ย

 

 


วันต่อมา ณ หอสมุดกลาง

 

บางทีพัคจีฮุนก็ได้แต่สะท้อนใจว่า ความสูงราวๆ 170 cm ที่พ่อแม่ให้มามันไม่น่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิต และยิ่งสะท้อนใจหนักขึ้นเมื่อตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตอกย้ำถึงปมในจุดนี้ ซึ่งไม่ใช่อะไรที่ไหน ก็แค่ชั้นหนังสือในห้องสมุดนี่แหละ

 

ร่างเล็ก(กว่ามาตรฐานผู้ชายที่ดูดี)กำลังพยายามเขย่งเท้าและยืดแขนจนสุดเพื่อหยิบหนังสือที่ถูกจัดวางให้อยู่ตรงชั้นบนสุด ครั้นพยายามไปรอบหนึ่งก็ยังไม่ได้ผล จึงพยายามกวาดสายตาหาเก้าอี้อะไรสักอย่างที่บรรณารักษ์น่าจะใช้ตอนจัดหนังสือ แต่ก็ไม่พบเลยสักตัว จีฮุนจึงได้แต่กลั้นใจดันทุรังเขย่งตัวอีกรอบอย่างลำบากลำบนอีกครั้ง

 

“จะหยิบเล่มนี้ใช่มั้ยครับ?”

 

ไม่ทันที่จะได้ตอบอะไร เจ้าของเสียงทุ้มก็เดินเข้ามาประชิดตัวเขาจากด้านหลังแล้วเอื้อมมือหยิบหนังสือเล่มที่อยากได้ลงมาให้อย่างง่ายดาย แต่ประเด็นคือ หยิบลงมาได้แล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เอาตัวออกห่างไปไหนจนแผ่นหลังของตนรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวอีกฝ่าย จนจีฮุนต้องเป็นฝ่ายผละออกมาเองในที่สุด

 

“นี่ครับ” ตามคาด ชายหนุ่มร่างสูงที่มาช่วยเขาคือไลคควานลิน คนเดียวและคนเดิมที่กำลังตามวอแวเขาอยู่ไม่ผิดแน่

 

จีฮุนได้แต่รับหนังสือเล่มเจ้าปัญหาตรงหน้ามาไว้ในมือ พร้อมกับเอ่ยขอบคุณอย่างเสียมิได้ ก่อนจะเริ่มเอ่ยปากถามไปตามมารยาท “มาอ่านหนังสือที่นี่เหมือนกันเหรอ?”

 

“ใช่ครับ” ควานลินตอบพร้อมยิ้มกว้างจนเห็นฟันและเหงือกเรียงตัวสวยเลยทีเดียวเชียว “บังเอิญจังเลยนะครับ ไม่นึกว่าจะเจอพี่ด้วย”

 

อันนี้ควานลินโกหก ความจริงแล้วการมาอ่านหนังสือที่ห้องสมุดไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในกิจวัตรของเขาเลยแม้แต่นิด และที่อุตส่าห์ลงทุนเดินเข้ามาในห้องสมุดนี้ ก็เพราะแอบสะกดรอยตามรุ่นพี่หน้าตาน่ารักคนนี้มาต่างหาก

 

                อย่าให้เจ้าตัวรู้เชียว ขืนรู้ อาจจะโดนสันหนังสือหนาๆ ในมือเล็กของรุ่นพี่ตีเข้ากลางหัวให้ก็ได้

 

“อืม บังเอิญมากๆ” จีฮุนพยักหน้าเห็นด้วยนิดหนึ่ง “ยังไงก็ขอบใจมากนะที่ช่วยหยิบให้ แต่..ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่ขอตัว..

 

อย่าเพิ่งสิพี่ หากก็ถูกควานลินรั้งไว้ด้วยคำพูดเสียก่อน “เย็นนี้พี่พอจะว่างมั้ยครับ?”

 

“ทำไมล่ะ?” ร่างเล็กหันกลับมาเลิกคิ้วสูง

 

“ผมเห็นแถวม.มีร้านขนมเปิดใหม่ เลยอยากพาพี่ไปกิน

 

“อ๋อ ร้านนั่นใช่หรือเปล่า” แล้วจีฮุนก็เอ่ยชื่อร้านไป

 

“ใช่ครับ ไปด้วยกันมั้ย”

 

“พอดีพี่เพิ่งไปเมื่อวานมาน่ะครับ” รอยยิ้มเย็นเป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่จีฮุนจะมอบให้คนตรงหน้าได้ “เอาไว้คราวหน้าเนอะ”

 

หากในจังหวะที่ร่างเล็กจะพาตัวเองออกมาจากตรงนั้น รุ่นน้องจอมตื๊อก็ยังไม่เลิกรา ..และผิดที่เขาเองที่เผลอหยุดรอฟังเจ้าตัวพูดทุกที

 

“อ่าว่าแต่ เค้กเมื่อวานเป็นไงบ้างครับ อร่อยมั้ย?”

 

“อ้าว?” ใบหน้าหวานดูจะฉายแววประหลาดใจขึ้นมานิดหนึ่ง “นั่นก็ของนายอีกแล้วเหรอ

 

ผมต่อแถวเป็นชั่วโมงเลยนะ” พอได้ที ควานลินก็ไม่ปล่อยให้โอกาสเรียกคะแนนสงสารหลุดมือไป จึงรีบบรรยายถึงความตรากตรำอย่างเต็มที่ “ทั้งหมดก็เพื่อพี่เลยเนี่ย”

 

 “เหรอ งั้นก็ขอบคุณมากนะ..” ฝ่ายคนฟังก็ได้แต่พยักหน้าตามด้วยความเห็นใจ ก่อนจะจ้องหน้าแล้วเอ่ยประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิมว่า

 

“แต่คราวหลังไม่ต้องก็ได้”

 

ใครบอกว่าอาคารนี้มีระบบฉนวนกันฟ้าผ่า

 

เพราะคำพูดของจีฮุนเมื่อกี้ ก็เหมือนมีฟ้าผ่าลงมากลางใจดวงน้อยๆ ของแวมไพร์หนุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ครั้นเห็นฝ่ายรุ่นน้องนิ่งไปจนผิดปกติ จีฮุนเองก็อดสงสารไม่ได้จนต้องรีบเอ่ยแก้ไป “เอ่อ คือพี่เกรงใจน่ะ”

 

พอได้ยินเช่นนี้ ไฟฮึดสู้ในใจควานลินก็กลับมาลุกโชนอีกหนหนึ่ง

 

ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจ” พูดไปก็ยกแขนขึ้นมาเกาท้ายทอยแก้เขินไปพลาง “ว่าแต่ พี่ยังไม่ได้ตอบผมเลยนะว่าเค้กอร่อยมั้ย”

 

“เอ่อ ก็น่าจะอร่อยแหละ    

 

                “น่าจะ?”

 

                “อืม น่าจะอร่อยสำหรับคนที่ชอบรสนั้น

 

                และควานลินก็สามารถตีความประโยคของจีฮุนได้ในทันที

 

                อ่า.. พี่ไม่ชอบรสนี้หรอครับ” ควานลินไม่รู้ตัวเลยว่าระหว่างที่พูด คอเขาก็เผลอตกลงมาด้วยอย่างไม่รู้ตัวจนยิ่งดูน่าสงสารในสายตาอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก

 

จริงๆ ก็กินได้นะ มีให้กินก็กิน” แน่นอนว่าจีฮุนเองก็ไม่ใจร้ายพอที่จะหักหาญน้ำใจอีกฝ่ายได้ขนาดนั้น ก็รีบเอ่ยปลอบไปตามระเบียบ

 

พี่ชอบรสอะไรครับไว้ผมจะไปซื้อมาให้ใหม่” ฝ่ายควานลินก็ไม่ละความพยายามที่จะเอาอกเอาใจคนตรงหน้า รีบถามสิ่งที่ตนเองควรจะรู้ไว้ออกไปอย่างกระตือรือร้น

 

“ไม่เป็นไรดีกว่า พี่บอกแล้วไงว่าพี่เกรงใจ ไม่ต้องซื้อมาอีกก็ได้” แต่ลงท้ายแล้ว รสชาติเค้กที่พัคจีฮุนชอบ ก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป

 

และยิ่งไปกว่านั้น จีฮุนก็ตั้งท่าจะเดินผละออกไปจากเขาอีกรอบแล้ว ขืนไม่ทำอะไรสักอย่าง วันนี้ก็คงจะจอดแค่ตรงนี้แน่ๆ ครั้นคิดได้เช่นนี้ ปากของเขาก็เริ่มทำงานอีกครั้ง

 

“พี่จีฮุน ความจริงวันนี้ผมมีเรื่องจะปรึกษาน่ะ”

 

ได้ผล ร่างเล็กหยุดเดินกึ้กในทันทีอย่างที่เขาเดาไว้เลย ว่าถ้าลองพูดเรื่องจริงจังขึ้นมาแล้ว มีหรือคนอย่างพัคจีฮุนจะทนไม่ให้ความช่วยเหลือได้

 

“ปรึกษาเหรอ?”

 

“ครับ คือว่า..” ควานลินพยายามเรียบเรียงบท(โกหก)ที่แต่งสดๆ ในหัวให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะเริ่มร่ายยาวออกไป “คือรุ่นน้องผมกำลังหาวิชาเรียนเสรีแล้วมันดูๆ วิชาของบริหารที่เป็นคณะพี่อยู่

 

เจ้าของหัวทุยพยักหน้าหงึกหงักตาม ทำให้รู้เลยว่าเจ้าตัวกำลังตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ พอเห็นแบบนี้ก็รู้สึกผิดระคนกับใจเต้นแรงด้วยความน่ารักของร่างเล็กตรงหน้าไปในเวลาเดียวกัน

 

“อย่างที่บอกไปแหละครับ พี่มีตัวไหนแนะนำสำหรับเด็กปีหนึ่งรัฐศาสตร์มั้ยครับ

 

“ก็มีอยู่นะ อย่างเช่น” ว่าแล้ว จีฮุนก็เริ่มสาธยายวิชาที่น่าสนใจให้ควานลินฟัง แต่หารู้ไม่เลยว่า ควานลินไม่ได้รับรู้อะไรที่เป็นสาระเลยแม้แต่น้อย เพราะเอาแต่จ้องใบหน้าหวานที่จริงจังเมื่อต้องพูดในเรื่องที่มีสาระพร้อมกับปากเล็กที่ขยับเจื้อยแจ้วไปเรื่อยๆ ด้วยความเคลิบเคลิ้ม และกว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่จีฮุนจ้องหน้าเขาตรงๆ นี่แหละ

 

“เอ่อ ที่พูดมาทั้งหมดนี่..ฟังทันใช่มั้ย?”

 

“ครับ ทันครับ” ร่างสูงถือคติตอบเออออไปก่อนเป็นยอดดี “งั้นเดี๋ยวผมจะเอาไปบอกรุ่นน้องนะครับพี่”

 

“อาฮะ”

 

“น้องผมต้องชมว่าพี่นี่ น่ารัก ใจดีที่สุด แหงๆ เลยครับ” พอได้โอกาส ก็แอบหยอดไปหนึ่งทีเนียนๆ

 

“ก็เว่อร์ไป” ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่ก็แอบสังเกตเห็นว่าใบหน้าหวานเริ่มจะมีสีแดงฝาดขึ้นมานิดๆ ทำเอาหัวใจของควานลินเต้นรัวอีกแล้ว

 

และนั่นก็ยิ่งทำให้ควานลินฮึกเหิม(?) นึกมุกต่อบทสนทนาต่อไปได้ในเดี๋ยวนั้น และเริ่มชวนคุยต่อทันที “เออพี่ ความจริงแล้วยังมีอีกเรื่องนึงที่อยากปรึกษา”

 

“พี่ให้อีกแค่เรื่องเดียวนะ นานกว่านี้พี่ไม่ได้อ่านหนังสือกันพอดี” จีฮุนเองที่เริ่มจะเหนื่อยกับการตอบคำถามนั่นนี่ก็ยื่นข้อเสนอไว้ให้ พร้อมกับกอดอกเพื่อให้เป็นท่าที่แสดงถึงความจริงจังด้วย

 

“เหลือแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวจริงๆ ครับ” รุ่นน้องตัวสูงยืนยันพร้อมกับยิ้มร่าใส่ “คือมีคนคนนึงที่ผมรู้จัก ช่วงนี้มันติดโทรศัพท์มากเลยครับ เอาแต่แชทหาคนคนนึงทั้งวัน

 

ระหว่างพูด ตาคมก็จ้องมองตรงไปยังใบหน้าหวานตรงหน้าไปด้วยราวกับต้องการสื่อความนัยอะไรบางอย่าง

 

ถ้าไม่แชทก็ชอบถ่อไปดัก เอาของไปฝากให้ถึงคณะ

 

….

 

พอกลับบ้าน ก็เอาแต่นึกถึงหน้าของเขาคนเดียว จนไม่เป็นอันกินอันนอน

 

….

 

แถมชอบมาโม้กับชาวบ้านด้วยนะ ว่าคนที่มันคุยอยู่น่ารักอย่างงั้นอย่างงี้ ทั้งน่ารัก น่าฟัด แต่คนที่มันตื๊ออยู่ก็ไม่ใจอ่อนสักที

 

“งั้นเหรอ

 

พี่จีฮุนว่า ควรจะช่วยมันยังไงดีล่ะ?

 

                คนที่โดนโยนคำถามนี้ใส่อย่างจีฮุน ก็ไม่ได้รีบบุ่มบ่ามตอบไป หากกอดอกเอามือดุนคางอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยตอบไป

 

จริง ๆ พี่ก็ไม่อยากตัดสินว่าควรทำแบบนั้นแบบนี้ เพราะมันก็เป็นมุมมองของพี่คนเดียวอะครับ

 

โห ผมรู้สึกผิดเลย ควานลินไม่รอช้า รีบเสริมต่อทันที “เพราะผมเผลอตัดสินไปในใจแล้วว่า คนที่มันตื๊ออยู่ ควรจะใจอ่อนกับมันบ้างได้แล้ว

 

….

 

ที่ควานลินอุตส่าห์เกริ่นเรื่องมายืดยาวขนาดนี้ ก็เพราะอยากสื่อให้เจ้าตัวตรงหน้าเข้าใจว่าเขารู้สึกชอบมากจริงๆ และถ้ารุ่นพี่คนน่ารักคนนี้เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อแล้วเกิดหวั่นไหวตามขึ้นมา ก็คงจะดีมิใช่น้อย

 

แต่ทว่า

 

งั้นพี่ขอออกความเห็นนะว่า มันเกินเหตุไป

 

“ยยังไงเหรอครับ” ควานลินพยายามทำใจดีสู้เสือ เปิดทางให้รุ่นพี่ตัวเล็กอธิบายต่อ

 

“คือถ้าพี่เป็นคนโดนทำแบบนั้นก็คงรำคาญเหมือนกัน” ระหว่างพูด ร่างเล็กก็ช้อนสายตาขึ้นมาจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายไปด้วย “เพราะไม่มีใครอยากโดนตามตลอดหรอก มันเหมือนโดน คุกคาม น่ะ

 

ความจริงจีฮุนรู้ทันมาตั้งแต่ประโยคสองประโยคแรกแล้วว่าเรื่องที่ควานลินยกมาปรึกษา ความจริงก็คือเรื่องระหว่างตัวเขาสองคนเอง แน่นอนว่าก็อดจะหงุดหงิดไม่ได้ที่รุ่นน้องตรงหน้าช่างปั้นเรื่องไหลไปได้ไม่รู้จบแบบนี้ แต่เขาเองก็ชักอยากจะเอาคืนแล้วเหมือนกัน จึงปล่อยให้เจ้าตัวตายใจคิดว่าหลอกจีบเขาไปได้เรื่อยๆ แบบนี้

 

แล้วต้องทำแบบไหนเหรอพี่ เอ้ย อีกฝ่ายเขาถึงจะโอเค

 

และก็ถึงเวลาแล้วที่จะปล่อยหมัดฮุกสำคัญเพื่อสั่งสอนเสียบ้าง

 

“อ่า ไม่รู้สิครับ” จีฮุนแสร้งทำเป็นคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเน้นเสียงในประโยคถัดไป “ก็คง เลิกยุ่งสักพัก ล่ะมั้งถึงจะดีขึ้น”

 

“เอาอย่างนั้นจริงๆ เหรอครับ เห็นได้ชัดเลยว่ารุ่นน้องตรงหน้าเผลอออกอาการคอตกไปอีกรอบ ถึงจะน่าสงสารเพียงใด แต่จีฮุนก็ลองจะใจแข็งดูก็เพื่อให้อีกฝ่ายได้สำนึกในการกระทำของตนเองบ้างสักนิดหนึ่งก็ยังดี

 

ใช่ ร่างเล็กกอดอกพร้อมกับเอ่ยสอนอีกฝ่ายไปพร้อมกัน “บางครั้งก็ต้องคิดแทนอีกฝ่ายบ้าง ว่าคนที่โดนตามอยู่ทุกวันๆ เนี่ยจะรู้สึกยังไง

 

“….”

 

แน่นอนว่าคงไม่ได้รู้สึกดีเท่าไหร่หรอก จริงไหม?

 

“ครับ

 

และในตอนสุดท้าย จีฮุนก็เดินเข้ามาพร้อมกับใช้สันหนังสือเคาะลงไหล่กว้างของรุ่นน้องเบาๆ เป็นการเตือน พร้อมกับเผยรอยยิ้มเย็นออกมาเล็กน้อยเมื่อต้องพูดในประโยคปิดท้าย

 

ฝากเอาที่พี่พูดเตือนทั้งหมดนี่.. ไปบอก เพื่อนในจินตนาการของเราด้วยก็แล้วกันนะครับ

 

 เขามั่นใจมากว่าคงจะทำให้เจ้าเด็กเลี้ยงแกะตรงหน้าเข็ดหลาบไปอีกนาน...

 

 

 #รอยเขี้ยวหลินฮุน


===Talk===


หน้าสั่นนนนนนน แวมไพร์หน้าสั่นนนนนนนนนไปดิ 555555555555555555

ส่วนจินฮวีนั้น พูดเลยว่าเรื่องนี้ ตัวแดฮวีเป็นตัวที่วอแวที่สุดในเรื่องละ แง้วๆ เหมือนตัวนากตามอ้อนเจ้าของ(ในที่นี้คือ จินยอง)แจเลยทีเดียว


อ้อ ทุกคนมสามารถไปหวีด เม้น ติ ชม ได้ในแท็ก #รอยเขี้ยวหลินฮุน Twitter นะคะ ทางไรท์เองก็รออ่านฟีดแบคอยู่เช่นกันจ้า


ยังไงก็ เจอกันตอนหน้านะคะ 



B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #2 jeannyjeans (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 19:15
    หน้าสั่นตามควานลินไปเลย โอ๊ยพี่จีฮุน
    #2
    0