[Wannaone] VAMP's BITE #รอยเขี้ยวหลินฮุน #หลินฮุน

ตอนที่ 1 : Chapter 1 : จุดเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 427
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    11 ส.ค. 61

#รอยเขี้ยวหลินฮุน

Chapter 1

               

“วันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกันนะครับ”

 

เมื่อผู้เป็นอาจารย์กล่าวประโยคที่ทุกคนต่างเฝ้าคอยออกมา นักศึกษากว่าร้อยชีวิตจากหลากคณะในคลาสวิชาเสรีก็พร้อมใจกันลุกขึ้น เก็บข้าวของสัมภาระตัวเองแล้วพากันทยอยเดินออกจากห้องเรียนรวมกันตามปกติ

 

จะมีก็แต่นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่ได้รีบลุกขึ้นแล้วแห่กันไปที่ทางออกแบบคนอื่น เปล่าหรอก ไม่ได้ขี้เกียจไปเบียดกับฝูงชน หรือทำตัวติสต์อยากดูแปลกแยกจากสังคมอะไร

 

แต่เป็นเพราะเขายังไม่ตื่นจากนิทรารมณ์ต่างหากล่ะ..

 

“มึงจะปลุกไอ้ควานลินมันมั้ยอะ”

 

“มึงแหละปลุก กูนี่ปลุกมันทุกคาบจนแทบจะกลายเป็นนาฬิกาปลุกส่วนตัวมันแล้วเนี่ย”

 

น่าเศร้าตรงที่เพื่อนๆ รอบตัวเขามาถึงจุดที่ระอาเกินกว่าจะช่วยปลุกคนที่กำลังฟุกหลับกับโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ราวกับเป็นห้องนอนของมันแล้วจนได้แต่เกี่ยงกันไปมาแบบนี้

 

“เห้ยมึง เอางี้ดีกว่า”

 

มิหนำซ้ำยังเปลี่ยนอารมณ์ด้วยการควักโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายสองสามรูปไว้ลงคอลเลคชั่น ก่อนจะส่งสัญญาณให้กันนิดหนึ่งพลางกลั้นขำสุดชีวิต แล้วพากันยุรยาตรออกจากห้องเรียนไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปล่อยให้ชายหนุ่มผู้น่าสงสารนอนต่อไปยาวๆ อยู่ตรงนั้นไปเพียงลำพัง

 

แผนก็คือ ปล่อยให้เจ้าหนุ่มขี้เซานามว่า ไล ควานลิน นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่ตื่นไปเรื่อยๆ รอให้เผชิญป้าแม่บ้านสุดโหดประจำคณะเดินเข้ามาเจอแล้วจัดการสำเร็จโทษด้วยชุดสำรับคำด่าที่ทำเอาหาทางกลับบ้านไม่ถูกมาหลายรายแล้ว นั่นแหละ บันเทิงสุดอะไรสุด

 

และทุกอย่างคงเป็นไปตามแผน เว้นเสียแต่ว่า..

 

“เอ่อ คุณครับ”

 

“อือ” ควานลินรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มของฝ่ามือใครบางคนที่แตะลงมาตรงข้อมือของเขาและกำลังจับเขย่าเบาๆ ไปด้วย

 

“คุณครับ หมดคาบแล้วนะครับ ตื่นได้แล้ว”

 

ไหนจะน้ำเสียงหวานที่เขาไม่คุ้นหูอีก พอรวมกันแล้ว ต่อให้จิตใต้สำนึกส่วนขี้เกียจยังอยากนอนต่อขนาดไหน ควานลินก็ตัดสินใจฝืนร่างกายอันเอื่อยเฉื่อยของตนเอง ค่อยๆ ลืมตาตื่นและยันตัวขึ้นมาตามเสียงที่เพรียกปลุกเขาได้ในที่สุด

 

“อ่า ตื่นแล้วสินะ”

 

ทั้งๆ ที่ความจริงเขาควรจะสะลึมสะลือและหงุดหงิดเพราะเพิ่งถูกปลุกให้ตื่น แต่เพราะสายตาได้สบกับใบหน้าหวานของคนที่อุตส่าห์เมตตามาปลุกเขา อาการง่วงซึมเหล่านั้นก็สลายหายไปพลัน

 

รวมถึงสติของเขาด้วยเช่นกัน

 

“เอ่อ ตื่นแล้วจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย” ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหวานที่ตัดกับผมสีน้ำตาลอ่อนขมวดคิ้วใส่เด็กหนุ่มขี้เซาตรงหน้าที่เหมือนจะวิญญาณหลุดคาอากาศไปอีกรอบ สลับกับยกข้อมือเล็กขึ้นมาดูนาฬิกาด้วยท่าทีร้อนรนไปด้วย “ให้ตายสิ จะถึงเวลาประชุมแล้วเนี่ย”

 

และเมื่อบ่นกับตัวเองจบประกอบกับพอจะวางใจแล้วว่าเด็กหนุ่มขี้เซาน่าจะตื่นแน่ๆ แล้ว เขาก็กระชับสายสะพายกระเป๋าแล้วรีบจ้ำอ้าวออกจากห้องเรียนไปในบัดดล

 

ควานลินถูกปล่อยให้อยู่เพียงลำพังในห้องเรียนอันกว้างใหญ่อีกครั้ง

 

และเมื่อชายหนุ่มเรียบเรียงความคิดสติสัมปชัญญะตัวเองได้ เขาก็ได้แต่พึมพำกับตัวเองในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไปหมาดๆ ว่า

 

“น่ารัก

 

 



“คือที่มึงเรียกประชุมเพลิงทั้งกลุ่มขนาดนี้ก็เพราะเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ?”

 

เป็นประโยคแรกจากฝีปากของรุ่นพี่อย่าง อง ซองอู ที่ตอกหน้าควานลินอย่างจัง ทำเอาเจ้าตัวที่อุตส่าห์เป็นคนลากบรรดาพี่ๆ น้องๆ คนสนิทมานั่งสุมหัวกันที่โรงอาหารคณะตัวเองเพียงเพราะจะถามว่า มีใครที่รู้จัก คนน่ารัก คนนั้นบ้างมั้ย

 

แน่นอนว่าทุกคนย่อมส่ายหน้า และนอกจากจะไม่ได้รับคำตอบ ก็ยังโดนผลัดกันด่าคนละประโยคอีกด้วย

 

“ควานลิน ถ้ามึงไม่มีรูปหรืออะไรเลย พวกกูก็ตอบไม่ได้ว่า คนน่ารัก คนนั้นของมึงเป็นใคร” เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กอย่าง แพจินยอง ก็ออกความเห็นด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายเช่นเดียวกัน

 

“ก็กูเพิ่งจะเคยเห็นหน้าเขาแค่ครั้งเดียวนี่หว่า” ควานลินยังคงพยายามต่อไป “ไม่มีใครรู้จักเลยจริงๆ หรอวะ ผู้ชายตัวเล็กๆ หน้ากลมๆ ตาโตๆ ผมน้ำตาลหน้าม้าปรกหน้า เสียงนุ่มน่าฟัง

 

ยังคงพยายามด้วยการบรรยายสรรพคุณอันแสนดีงามของคนคนนั้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีส่วนไหนที่เป็นรูปธรรมพอจะให้สืบสาวตัวตนของเป้าหมายได้เลยแม้แต่นิด ทำเอาชายหนุ่มอีกสี่ชีวิตพากันกุมขมับตามๆ กัน

 

“พี่ว่ารอเจออีกรอบในคาบต่อไปแล้วขอคอนแทคอะไรงี้เลยดีกว่ามั้งครับ” ฮวังมินฮยอน กล่าวแนะนำในสิ่งที่ดูเป็นไปได้มากที่สุดในโลกของความเป็นจริงตามวิสัยของพี่คนโตประจำกลุ่ม

 

“พี่ พี่ไม่เข้าใจหรอว่าคนมันอยากรู้ตอนนี้ ให้รอถึงวีคหน้านี่ผมคงขาดใจตายก่อน”

 

“แม่งบ้า” คังแดเนียล ส่ายหน้าให้แก่อากัปกริยาของรุ่นน้องตรงหน้าอย่างระอา พลางหยิบกล่องเหล็กจากในกระเป๋าเสื้อช็อปวิศวะขึ้นมาเทลูกอมเลือดใส่ฝ่ามือแล้วยกขึ้นใส่ปากแก้หงุดหงิด

 

อ่า ใช่ ไอ้พี่แดเนียลก็เป็นแวมไพร์เหมือนกัน ไม่สิ ต้องบอกว่าทุกคนตรงนี้เป็นแวมไพร์เผ่าพันธุ์เดียวกัน กินเลือดเทียมมาตั้งแต่เด็กเหมือนกันทั้งนั้น จะยกเว้นก็เพียงแค่ ฮวังมินฮยอน มนุษย์แท้จากตระกูลที่เป็นพันธมิตรแวมไพร์มาช้านานที่ตอนนี้ยังตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แค่คนนี้แหละ

 

“กูขอร้องล่ะ กูมั่นใจว่าพวกมึงสายตากว้างไกล เพื่อนเยอะ คอนเนคชั่นเยอะ ไม่มีทางที่พวกมึงจะไม่รู้จักคนน่ารักคนนี้แน่ๆ”

 

“ไม่ใช่กูหรอก” แวมไพร์โลกส่วนตัวสูงอย่างจินยองกลอกตาไปทางอื่นทันที

 

“พี่แดนมึง ระดับหนุ่มฮอตประจำวิศวะนี่ มึงก็ต้องรู้ดิวะ” ตัวต้นปัญหาหันไปขอความช่วยเหลือจากคาสโนว่าประจำกลุ่มอย่างแดเนียลอีกหนหนึ่ง

 

“อย่าหางานให้กูดิวะสัสนี่” หนุ่มฮอตแห่งวิศวะร้องออกมา เพราะสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากซองอู -แฟนคนปัจจุบัน- อยู่ตะหงิดๆ “กูไม่ได้เที่ยวเต๊าะใครไปทั่วเหมือนแต่ก่อนแล้ว จำไม่ได้รึไงวะ”

 

“อ่อ โทษที ลืมไปว่าเป็นแฟนกับพี่องมันตั้งนานแล้ว” แม้จะพูดขอโทษ แต่ก็หามีความรู้สึกผิดอยู่ในคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อย และเมื่อหยอกเรื่องความสัมพันธ์ของรุ่นพี่ตรงหน้าเสร็จ แวมไพร์หนุ่มก็กลับไปอยู่ในโหมดงอแงเหมือนเดิม

 

“ควานลิน ถามจริงนะ ที่น้องคนน่ารักคนนั้นปลุกมึงแล้วต้องวิ่งออกไปทันทีอะ” ซองอูกดเสียงต่ำอย่างที่จะทำทุกครั้งเมื่อต้องพูดเรื่องที่จริงจัง “เพราะมึงนอนแล้วน้ำลายยืดแล้วเขาอี๋จนต้องรีบหนีใช่มะ”

 

พรวด!!    ข้าวในปากมินฮยอนพุ่งออกมาในบัดดล ยังดีที่พี่แกก้มหน้าทัน กระสุนข้าวเละๆ นั่นเลยกลับลงสู่จานข้าวอย่างสวัสดิภาพ ไม่ได้กระเด็นไปโดนใคร ซึ่งนั่นทำให้รอบวงยิ่งขำก๊ากกันยิ่งกว่าเดิม

 

“พี่ขอโทษๆ.. แต่พอนึกภาพตามแล้วมันกลั้นขำไม่ไหวจริงๆ” มินฮยอนคนเส้นตื้นเอ่ยขอโทษพลางหยิบทิชชู่ขึ้นมาซับปากไปด้วย

 

“ส้นตีนเหอะไอ้พี่อง ที่เขาต้องรีบวิ่งออกจากห้องไป ก็เพราะเขาต้องไปประชุมอะไรสักอย่างเหอะ” จะมีก็แต่ควานลินผู้โดนกัดไปแบบนั้นที่ไม่ขำด้วย และรีบแก้ต่างทันทีก่อนที่ภาพลักษณ์จะเสียหายไปมากกว่านี้

 

“ถุย แก้ตัวไปเรื่อย” ซองอูยังคงโหมดด่ารุ่นน้องต่อไปอย่างไม่ลดละ

 

และในตอนนั้นเองคนที่นั่งเงียบมานานก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก “เดี๋ยวนะ ประชุมเหรอ”

 

“เออใช่ เห็นบ่นงุ้งงิ้งๆ ว่าต้องรีบไปประชุมอะไรนี่แหละ” ควานลินเอ่ยยืนยันในสิ่งที่ได้ยิน “ประชุมห่าอะไรวะ นัดตอนพักเที่ยงแบบนี้ เฮ้อ ไม่งั้นคงไม่รีบหนีกูไปแบบนี้หรอก”

 

“ถ้าประชุมตอนพักเที่ยงก็น่าจะเป็นพวกกรรมการนักศึกษานะ” จินยองออกความเห็น “ตอนอยู่ในคลาสเมื่อกี้ กูก็เห็นคนนึงในคลาสที่เป็นพวกกน.ขออาจารย์ออกก่อนเพราะต้องไปประชุมอะไรเนี่ยแหละ”

 

พอได้ยินดังนั้น ควานลินก็ตาเป็นประกาย รีบโถมตัวไปหาเพื่อนซี้ด้วยความไวแสงก่อนจะรัวคำถามเป็นชุดว่า “เห้ย แล้วมึงรู้จักกับคนในคลาสมึงที่เป็นกน.ป่าววะ ถ้ารู้จักฝากถามหน่อยดิว่ามีคนหน้าตาน่ารักแบบนี้อยู่ในกน.ด้วยใช่ม--

 

กูไม่รู้จัก จบนะครับ และประโยคสั้นๆ ก็ดับความหวังของควานลินได้ทันทีราวกับเอาน้ำซุปร้อนๆ ไปราดดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานรับแสงอรุณ

 

เฮ้อกว่าจะถึงอาทิตย์หน้า กูคงขาดใจตายก่อนมั้งเนี่ย สุดท้ายควานลินก็ได้แต่ฟุบตัวเองไปกับโต๊ะด้วยท่าทีหมดอาลัยตายอยาก เรียกเสียงถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายจากพรรคพวกนับสี่ชีวิตได้อย่างพร้อมเพรียง

 

“เฮ้ยมึง” และในตอนนั้น จู่ๆ ซองอูก็ร้องขึ้นมา “กูจำได้ว่ามหาลัยเรามีเพจ กน. ไม่ใช่เหรอวะ”

 

“มีๆ พี่กดติดตามอยู่” มินฮยอนช่วยพยักหน้ายืนยัน

 

              “แล้วยังไงต่อวะพี่?”

 

“คือกูจำได้ว่าในเพจมันมีอัลบั้มแนะนำสมาชิกใหม่กน.ทุกปี ลองขุดดูดิ”

 

ประหนึ่งมีแสงสว่างสาดส่องมาถึงดอกไม้ที่เพิ่งจะแห้งเหี่ยวไปเมื่อกี้อีกครั้ง ควานลินไม่รอช้า รีบคว้าโทรศัพท์เครื่องเก่งขึ้นมากดเข้าแอพพลิเคชั่นสีน้ำเงินยอดฮิต เสิร์ชชื่อเพจกน. ตรงเข้าไปยังอัลบั้มรูปแนะนำสมาชิกแล้วเลื่อนหาใบหน้าของ คนน่ารัก คนนั้นด้วยใจที่เต้นโครมครามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

“เห้ย! เจอแล้ว คนนี้แหละ!!” ควานลินร้องเฮทันทีเมื่อเขาเจอรูปของคนที่เขาเฝ้าตามหา(มาตลอด 1 ชั่วโมง) ถึงแม้ว่าภาพในหน้าจอจะดูต่างกับตัวจริงที่เจอนิดหน่อย(อย่างเช่น สีผมที่ยังเป็นสีดำ)เพราะถูกถ่ายมาตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว แต่เขาก็มั่นใจว่าคนคนนี้ต้องเป็นคนเดียวกับคนน่ารักที่เขาเพิ่งเจอเป็นแน่

 

ก่อนจะอ่านชื่อของเจ้าตัวให้รอบวงฟังด้วยเสียงดังฟังชัด “พัคจีฮุน คณะบริหาร ปี1 ..โพสต์ตั้งแต่สองปีก่อน ..งั้นตอนนี้ก็อยู่ปีสามน่ะสิ”

 

แก่กว่าเขาปีนึงเหรอเนี่ย

 

แต่ไม่เป็นไร สำหรับแวมไพร์ อายุไม่ใช่เรื่องสำคัญอยู่แล้ว

 

“พัคจีฮุน..” แดเนียลทวนชื่อที่ได้ยินอีกครั้งพลางเลื่อนสายตาไปดูภาพในจอโทรศัพท์ตรงหน้า ก่อนจะร้องอ๋อขึ้นมา “เอ้า กูรู้จักว่ะ”

 

                วินาทีนั้น ควานลินรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันทีราวกับเพิ่งจะกินยาเลือดเทียมไปหมาดๆ เพราะแบบนี้ก็หมายความว่ารุ่นพี่คนสนิทข้างตัว ก็น่าจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมรักให้เขาได้เป็นแน่แท้

 

                “ใช่คนนั้นป่าววะที่มึงเคยบ่นกับกูอะ” แต่อยู่ๆ ซองอูก็แทรกขึ้นมาเสียอย่างนั้น

 

                “เออ คนเดียวกันแน่ กูจำไม่ผิดหรอก” พอได้ยินแดเนียลกับซองอูคุยในเรื่องที่เหมือนจะรู้กันแค่สองคน อีกสามคนที่เหลือก็หันมามองด้วยสายตาใคร่รู้โดยอัตโนมัติ

 

                “อะไรวะ ทำไมพี่ต้องบ่นพี่จีฮุนของผมด้วย ออกจะน่ารักขนาดนี้” ขนาดยังไม่รู้จักกัน แต่ไม่รู้ทำไม ควานลินรู้สึกว่าต้องปกป้องคนคนนี้ไม่ว่าจะกาย วาจา หรือใจให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ขึ้นมาซะงั้น

 

                “พี่จีฮุนของผม” จินยองค่อยๆ ทวนคำที่เพื่อนตัวดีเพิ่งจะพ่นออกมาจากปากพลางหรี่ตามองไปทางเจ้าของคำพูดด้วยท่าทีเอือมระอาอยู่(ไม่)นิด จนมินฮยอนที่เห็นดังนั้นก็แอบสะกิดให้เลิกทำหน้าแบบนั้น เพราะเกรงว่ารุ่นน้องทั้งสองคนจะได้มีเรื่องกันเสียก่อน

 

“ไอ้น่ารักก็น่ารักแหละ แต่ก็งั้นๆ สำหรับกู” หลังจากกลืนลูกอมเลือดกวางลงคอแล้ว แดเนียลก็เริ่มตอบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะเจือด้วยความไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่ “พอมารู้ว่าเกลียดแวมไพร์ก็ยิ่งบาย”

 

“ห่า เดี๋ยวก็มีใครได้ยินหรอก ..คุยกันทางอื่นเถอะ” คนขี้ระแวงอย่างซองอูรีบเอ่ยเตือน ทำให้ทั้งวงหยิบโทรศัพท์ตนเองขึ้นมาคนละเครื่องแล้วกดเข้าแอพแชทสีเหลืองเพื่อเป็นช่องทางใหม่ในการสื่อสารที่ปลอดภัยทันที

 

เพราะแวมไพร์นั้นยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวสำหรับมนุษย์ หากความลับรั่วไหลไปแม้แต่นิดเดียว เขาอาจจะถูกคนจากฝั่งมนุษย์ตามล่าและสังหารทิ้ง เป็นความจริงที่แวมไพร์ทุกตนตระหนักรู้และระแวดระวังกันอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะปิดสถานะเผ่าพันธุ์ของตนไว้เป็นความลับเพื่อให้อยู่รอดต่อไปในสังคมมนุษย์นี้ได้

 

                สภาพของพวกเขาตอนนี้ มองเผินๆ ก็คงเหมือนโต๊ะอื่นๆ ที่แม้จะมานั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ทำตัวเป็นสังคมก้มหน้าติดโซเชียลจนเหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป หากไม่มีใครเดินผ่านมาแล้วชะโงกหน้าดูแชทส่วนตัว อย่างไรเสียความลับนี้ก็ไม่มีทางแตกง่ายๆ แน่นอน

 

[ พี่มึงรู้ได้ไงว่าเขาไม่ชอบแวมไพร์ ] ควานลินพิมพ์ถามไปด้วยความสงสัย ทำไมล่ะ ทำไมพัคจีฮุนถึงเกลียดแวมไพร์ไปได้ ทั้งๆ ที่ก็ดูออกจะเป็นคนใจดีขนาดนั้นแท้ๆ..

 

[ คือปีก่อนที่คณะกูต้องจัดนิทรรศการ แล้วคนประสานงานจากกน.ก็คือจีฮุนนี่แหละ ] แดเนียลค่อยๆ เริ่มพิมพ์เล่าตามที่ตัวเองจำได้ [ กูจำไม่ค่อยได้ละว่าวันนั้นคุยอะไรกัน เพราะกูก็ไม่ค่อยสนใจ แต่ตอนเตรียมงานเหมือนจะมีคนพูดเรื่องแวมไพร์ขึ้นมา แล้วจีฮุนนี่ก็ดูไม่ค่อยโอเคขึ้นมาซะงั้น ]

 

[ ไม่แปลกหรอก ก็ยังมีมนุษย์ส่วนมากที่ไม่ชอบแวมไพร์นี่นา ] มินฮยอนออกความเห็นอย่างเป็นกลาง

 

[ สัสเอ๊ย พอนึกถึงคำที่มันพูดเมื่อวันนั้นก็หงุดหงิด ] แต่ดูเหมือนคนใจร้อนอย่างแดเนียลเพียงแค่ได้นึกถึงเรื่องที่แย่ๆ แล้ว ก็ดูจะหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ เสียอย่างนั้น

 

[ ทำไมพี่ เขาพูดอะไรอีกรึไง ] ถึงอย่างนั้น ควานลินก็ไม่ค่อยเชื่อสายตาตัวเองอยู่ดี เลยถามย้ำไปอีกทีเพื่อให้แดเนียลเล่าให้ครบ

 

[ แม่งบอกว่าโลกนี้ไม่น่ามีแวมไพร์อยู่เลย อันตราย ] ยิ่งเล่า แดเนียลก็ยิ่งขบกรามตัวเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นเส้นเลือดขึ้นให้เห็นอยู่ลางๆ [ แม่งจะเกลียดอะไรขนาดนั้นวะ แวมไพร์เคยไปทำอะไรให้รึไง ]

 

“อย่าไปแคร์เลยมึง” เมื่อซองอูเห็นดังนั้นก็ละมือออกจากโทรศัพท์ไปบีบไหล่กว้างพลางเอ่ยปลอบเพื่อให้อารมณ์คุกรุ่นของคนใจร้อนสงบลง

 

“กูขอไม่ยุ่งนะหลิน” คนในบทสนทนาอีกคนอย่างจินยอง พอรู้ว่าเรื่องชักจะมีปัญหา ก็หันมาเอ่ยเช่นนี้แล้วทำเพียงตามอ่านแชทกลุ่มเงียบๆ ต่อไป

 

หากคนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงอย่างควานลิน เมื่อได้รับรู้ความเป็นจริงที่หนักหน่วงเช่นนี้แล้ว ก็ได้แต่คิดหนักอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ [ แล้วกูควรทำไงดีวะพี่ ในเมื่อกู เออ ชอบเขาไปแล้ว ]

 

[ เอาจริงนะ กูว่ามึงไม่ควรไปจีบหรือคบกับมนุษย์ว่ะ ] ซองอูคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ให้แนะนำทันควัน [ โดยเฉพาะมนุษย์คนนี้ ]

 

[ เออ มึงจะเอาเหรอหลิน หน้าตาดีแต่เกลียดเผ่าพันธุ์เราอ่ะ ] พอได้ที แดเนียลก็ยิ่งใส่ไฟคัดค้านเต็มที่

 

แต่ในที่สุดแล้ว ควานลินก็ยังยึดหลักถือความคิดตนเองเป็นใหญ่อยู่ดี จึงพิมพ์แย้งลงไปในแชทว่า [ ทำไมวะ ทำไมแวมไพร์กับมนุษย์จะคบกันไม่ได้ ]

 

 ถ้ารักกัน ทำไมจะไม่ได้วะ” พลางออกเสียงพึมพำกับตัวเองไปด้วยเบาๆ

               

                ความเงียบงันเข้าปกคลุมไปทั้งโต๊ะอีกครั้งหนึ่ง และก็มีเพียงควานลินที่ยังก้มหน้าพิมพ์ข้อความลงไปในกรุ๊ปแชทต่อด้วยท่าทีจริงจังกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า

 

[ ถ้ามนุษย์กับแวมไพร์รักกันไม่ได้ จะมีกูอยู่ตรงนี้มั้ยวะ ]

 

อย่างที่ควานลินพิมพ์ลงไป แม่แท้ๆ ของเขา..เป็นมนุษย์ แต่ก็เลือกที่จะมารักและสร้างครอบครัวกับแวมไพร์อย่างพ่อของเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมควานลินจึงรู้สึกว่าความรักข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่างแวมไพร์กับมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลยแม้แต่นิด

 

และแน่นอนว่า ถ้าความรักข้ามเผ่าพันธุ์เช่นนี้จะเกิดกับเขาบ้าง มันก็ต้องไม่ใช่สิ่งที่ผิดเช่นกัน

 

[ นั่นสินะ พี่จะไม่ห้ามเรานะหลิน ] มินฮยอนพยักหน้าพลางกดแป้นโทรศัพท์พิมพ์ต่อไป [ แต่แค่อยากให้ระวังไว้มากๆ ]

 

[ ก็ถ้าเขาเป็นคนที่ยอมรับแวมไพร์แบบแม่มึงหรือบ้านพี่มินมันก็ยังพอได้ไงมึง ] ฝ่ายซองอูพิมพ์ก็เตือนสติไป ก่อนจะตามมาด้วยคำด่าของแดเนียล

 

[ ประเด็นคือเขาจะไม่รักมึงไงไอเวร เพราะมึงเป็นแวมไพร์ ]

 

[ พี่แดนพูดตรงดี ] จินยองเริ่มกลับมาพิมพ์ออกความเห็นอีกครั้ง

 

[ ก็อย่าให้เขารู้ว่ากูเป็นแวมไพร์ดิพี่ ] หากควานลินก็ยังคงหนักแน่นในความคิดตนเองต่อไป [ กูจะทำให้เขาเลิกเกลียดแวมไพร์เอง ]

 

[ กูว่าถ้าเค้ารู้เองทีหลังจะหนักกว่านะมึง ] จินยองเองก็เริ่มพิมพ์เตือนกับเขาบ้าง และทำท่าเหมือนจะพิมพ์อะไรอีกเหยียดยาว แต่สุดท้ายก็ตามมาแค่ประโยคสั้นๆ แค่ว่า [ แต่นั่นมันก็เรื่องของมึง ]

 

สุดท้าย ด้วยความอึดอัด ควานลินก็วางโทรศัพท์ตนเองลงแล้วหันไปมาถามปากเปล่ากับเพื่อนข้างตัวแทน “แล้วมึงจะให้กูทำยังไงวะ แพ”

 

“ตัดสินใจเองละกัน” จินยองยักไหล่ก่อนจะกดล็อคหน้าจอโทรศัพท์แล้วเอาเก็บลงกระเป๋าเสื้อตัวเองดังเดิม

 

“เฮ้อ ตรรกะมึงนี่แม่ง..” ด้านซองอูได้แต่จิ๊ปากด้วยความขัดใจ

 

“อย่าว่างั้นว่างี้เลย คนนี้เป็นคนแรกและคนเดียวเลยนะที่ทำให้กูใจสั่นแบบนี้” พูดไป ควานลินก็ยกนิ้วขึ้นมาเกาท้ายทอยไปด้วยความเขินนิดๆ ที่พูดอะไรที่ฟังแล้วชวนเลี่ยนแบบนี้ออกไป ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยท่าทีที่จริงจังเช่นเคย “กูรู้สึกได้ว่า คือคนนี้ ไม่รู้ว่ะ ไม่รู้ว่าทำไม แต่กูก็อยากพยายามดูสักครั้งว่ะ”

 

                ขนาดนี้แล้ว กูรู้ว่ากูห้ามมึงไม่ได้แน่ๆ ละ จินยองถอนหายใจยาว

 

“เอาเหอะ ชีวิตมึง” พอเห็นท่าทีจริงจังอย่างนั้นแล้ว ซองอูก็ถือคติว่าน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง เลือกจะปล่อยให้รุ่นน้องตรงหน้าทำตามหัวใจตัวเองไป หากก็ไม่ลืมที่จะกระซิบเตือนเบาๆ ว่า “แต่ระวังอย่าให้ความลับแตกก็แล้วกัน

 

                “โหพี่ ตั้งแต่เด็กยันอายุตอนนี้ เรื่องกูเป็นแวมไพร์เคยหลุดมั้ย? ไม่มี๊” ควานลินกระซิบตอบกลับไปเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ พลางยืดอกยืนยันในคำพูดตนเองไปด้วย “ไว้ใจได้เลย”

 

“เขาอาจเป็นคู่โชคชะตาก็ได้นะ ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงทำอะไรไม่ได้จริงๆ เราคงทำได้แต่รอดูกันต่อไป” พี่คนโตของกลุ่มพยายามจะมองโลกในแง่ดี ซึ่งแน่นอนว่าความเห็นนี้ช่างถูกใจควานลินเหลือเกินจนเจ้าตัวอดจะฉีกยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ ผิดกับอีกสามคนที่เหลือที่ขมวดคิ้วมุ่นทำหน้าไม่เห็นด้วยสุดขีดอยู่อีกมุม

 

“เอาล่ะ กูจะจีบเขาว่ะ” และในที่สุด ควานลินก็ให้ข้อสรุปกับตัวเองด้วยท่าทีตื่นเต้นและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด

 

“อ่านที่กูพิมพ์ในแชทด้วย” รู้ตัวอีกที จินยองก็สะกิดให้เพื่อนตัวสูงของตนเปิดกรุ๊ปแชทอีกหนึ่ง เป็นข้อความสามประโยคสั้นๆ แต่ก็เตือนสติควานลินได้เป็นอย่างดี

 

[ จะทำอะไรก็เป็นสิทธิ์ของมึง ]

 

[ แต่ถ้าเดือดร้อนถึงแวมไพร์ทั้งเผ่าขึ้นมา ]

 

[ กูกับพี่ๆ ช่วยมึงไม่ได้นะ ]

          

ควานลินเงยหน้าขึ้นมาจากจอแล้วให้คำสัญญากับเพื่อนซี้ของตน “กูจะพยายามจินยอง ขอให้กูได้ลองก่อน”

 

“อืม งั้นกูไปละ ชีวิตนี้ขอไม่ยุ่งกับเรื่องแบบนี้ว่ะ” ว่าจบ จินยองก็สะพายกระเป๋าตัวเองขึ้นหลัง ก่อนจะสาวเท้าออกเดินออกจากโต๊ะไป

 

“พี่ก็ต้องไปเรียนแล้วเหมือนกัน ไว้เจอกันนะครับ” มินฮยอนจัดการรวบจานของตัวเองไปเก็บที่มุมพักจาน แล้วเดินตามจินยองออกไปติดๆ เช่นกัน

 

                “กูก็ขี้เกียจอยู่ตรงนี้ละ ไปกันเหอะอง”

 

                “เดี๋ยวดิพี่แดน” ควานลินรีบคว้าหมับเข้าที่แขนหนาๆ ของรุ่นพี่ที่กำลังตั้งท่าจะลุกออกจากโต๊ะไว้ได้ทันท่วงที “พี่แดน มึงมีไลน์หรือช่องทางการติดต่อใช่มั้ยวะ”

 

“ไม่มี ไม่ชอบเลยไม่ได้แอดไว้” แดเนียลแกะมือของเจ้าตัวปัญหาประจำกลุ่มออก และตั้งท่าจะเดินหนี แต่อยู่ดีๆ ก็หยุดกึ้กแล้วหันกลับมาคุยต่อ “เออ.. แต่ถ้ามึงจะเอาจริง เดี๋ยวไปหาในกรุ๊ปที่ใช้คุยงานให้ ถ้ากูยังไม่ได้เลฟอ่ะนะ

 

“กูเชื่อว่าพี่มึงหาให้กูได้!” ควานลินทำตาเป็นประกายใส่เล็กน้อย

 

แดเนียลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาง่วนหารายชื่อผู้ติดต่ออยู่สักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาบอกเมื่อจัดการส่งคอนแทคให้เสร็จสิ้น “อ่ะ อยากได้นักก็เอาไป”

 

                ควานลินรีบตรวจสอบผลงานของรุ่นพี่ด้วยการกดเข้าไปดูในแชทส่วนตัว และเขาก็พบว่าแดเนียลได้ส่งคอนแทคไอดีของคนที่ชื่อพัคจีฮุนมาให้แล้วจริงๆ เมื่อเห็นได้ดังนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มแป้นให้กับผู้เป็นพี่พร้อมกับเอ่ยชมไม่หยุดปาก

 

“มึงนี่ โดราเอม่อนชัดๆ เป็นแมวไม่ธรรมดา”

 

“นั่นพี่มึงนะหลิน” เมื่อได้ยินรุ่นน้องเริ่มใช้สรรพนามลามปาม ซองอูก็กดเสียงต่ำปรามเข้าให้

 

“โหย เล่นนิดเล่นหน่อยไม่ได้เลยเนอะ” ฝ่ายแวมไพร์ผู้น้อยแสร้งทำท่าเกรงกลัว ก่อนจะยื่นหน้ากลับมาเลิกคิ้วใส่อย่างยียวน “เป็นไรวะ หึง?

 

....” ซองอูถึงกับค้างกลางอากาศไป และเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้ายิ่งต่อล้อต่อเถียงก็จะยิ่งโดนแซวหนักกว่าเดิม ก็เลยได้แต่เอ่ยตอกกลับไปเบาๆ ว่า “กลับไปแอดไลน์หาจีฮุนไรของมึงไปเหอะ กูเพลียจะคุย ไปกันเหอะเนียล”

 

“อาฮะ” แดเนียลพยักหน้าแล้วเดินกุมมืออีกฝ่ายพากันเดินออกไปจากจุดนั้น ทิ้งให้ควานลินนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับคอนแทคในจอโทรศัพท์ตรงหน้าอยู่คนเดียว

 

พี่จีฮุน เตรียมตัวทำความรู้จักกับรุ่นน้องคนใหม่อย่าง ไล ควานลิน คนนี้ได้เลยครับ

 

 


 

                พัคจีฮุนกำลังรู้สึกหงุดหงิดสุดๆ

 

                ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนเก็บอารมณ์ทางสีหน้าเก่ง แต่ส่วนอื่นน่ะเก็บไม่มิดหรอก อย่างเช่นเสียงเคาะคีย์บอร์ดที่รุนแรงขึ้นจนดังลั่นไปทั่วห้องทำงานกรรมการนักเรียน ทำเอาเหล่ารุ่นน้องที่นั่งทำงานอยู่ตรงโต๊ะถัดไปเริ่มสังเกตได้

 

                “เอ่อ พี่จีฮุน เป็นอะไรรึเปล่าอะ”

 

                “ไม่นี่ซอบ สบายดี” แม้ปากจะพูดตอบไปแบบนั้น แต่ระดับความสะเทือนบนแป้นคีย์บอร์ดก็ไม่ได้ลดสเกลลงเลยแม้แต่นิด

 

                “แต่ฮวีว่าพี่หงุดหงิดนะ” รุ่นน้องอีกคนเดินเอาเอกสารมาส่งและได้ทีวิเคราะห์พฤติกรรมของคนตรงหน้าด้วยเลย  “หรือไม่จริง”

 

                ….” พอโดนทักเข้าไปตามตรงคนที่กำลังหงุดหงิดแต่ไม่รู้ตัวก็เงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์แล้วหันมามองตารุ่นน้องทั้งสองปริบๆ “อาการพี่ออกขนาดนั้นเลยเหรอ ฮยองซอบ แดฮวี?”

 

                “อาฮะ” อีแดฮวี กับอันฮยองซอบ พร้อมใจกันพยักหน้ารัวๆ

 

                “มีอะไรเล่าได้นะพี่ พวกเราพร้อมฟัง” โดยเฉพาะแดฮวีที่ไม่รอช้า รีบหย่อนประโยคเปิดทางตามสเต็ปนักเผือกตัวยงด้วยความไวว่อง

 

และก็ได้ผล จีฮุนตัดสินใจวางงานตรงหน้าลงแล้วหันมาเปิดปากเล่าถึงสาเหตุของอารมณ์คุกรุ่นในวันนี้ในที่สุด “ก็เมื่อคืน จู่ๆ ก็มีใครที่ไหนไม่รู้ทักแชทมาหาพี่น่ะ”

 

รุ่นน้องสองศรีรีบวางงานในมือแล้วรุดหน้ามานั่งฟังตาใสแป๋วทันที

 

“ตอนแรกพี่ก็ถามเขาไปว่า เออ มีอะไรมั้ย เผื่อว่าจะติดต่อมาเรื่องงานอะไรงี้ แต่เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร” พอเริ่มเล่า เรื่องทุกอย่างก็ไหลมาเองราวกับเปิดก๊อกน้ำยังไงยังงั้น “แล้วก็เรียกพี่ว่า คนตัวเล็กแบบนี้ด้วยอะ”

 

“ฮ่าๆๆๆๆ” ฮยองซอบเผลอหลุดขำออกมาจนโดนฝ่ามือของแดฮวีตีเผียะเข้าให้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ลามปามรุ่นพี่ แต่ไม่อยากให้เรื่องเล่ามันขาดตอนต่างหาก “ขอโทษครับพี่ ว่าแต่ เขาได้แนะนำตัวมั้ย เผื่อพวกเราจะรู้จัก”

 

“รู้สึกจะชื่อ” จีฮุนทำท่าคิดอยู่สักครู่ จนเกือบจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชทแล้ว แต่ก็นึกขึ้นมาได้ก่อน “เออใช่ ไลควานลิน คณะรัฐศาสตร์ ปีสอง เท่าๆ พวกนายเลย”

 

 “ไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยแฮะ” เด็กปีสองอย่างแดฮวีส่ายหน้ารัว “ประเด็นคือ ควานลินอะไรนี่ไปเอาไอดีพี่มาจากไหนอะ กน.ก็ไม่ใช่ คนรู้จักก็ไม่เชิง”

 

“ก็คงมีคนที่เคยทำงานด้วยเอาให้ล่ะมั้งเราว่า” คำตอบของฮยองซอบดูมีความเป็นไปได้มากพอที่จะทำให้อีกสองคนพยักหน้าเห็นด้วย “แต่ลงอีหรอบนี้ เข้าข่ายทักมาจีบนะครับเนี่ย”

 

“นั่นแหละที่พี่หงุดหงิด” จีฮุนพ่นลมหายใจยาว “พยายามให้พี่นึกออกอีกว่าเขาคือคนเดียวกันกับที่พี่ไปปลุกในคลาสเสรีวันจันทร์เช้า แต่พี่นึกไม่ออกไง ไม่ได้จำด้วยซ้ำ”             

 

                อย่างที่จีฮุนบ่นออกมา เขาไม่ใช่คนที่ความจำดีไปเสียทุกเรื่อง ถ้าไม่ใช่เรื่องอะไรที่จริงจังอย่างเรื่องเรียนหรือเรื่องงาน ก็ไม่เห็นว่าจะต้องจำไว้เพื่อให้รกสมองเลยสักนิด แล้วพอถูกกระตุ้นให้จำได้แบบนี้ก็ไม่แปลกเลยที่เขาจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

 

                “ถ้ารำคาญขนาดนี้ แล้วทำไมพี่ไม่บล็อกไลน์เขาไปอะ” พอฟังมาถึงตรงนี้ ฮยองซอบก็หย่อนคำถามสามัญประจำโลกเข้าให้

               

                “เฮ้ย เขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไรขนาดนั้นไงจะไปบล็อกเลยก็ใจร้ายไปหน่อย”

 

                ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของ พัคจีฮุน เป็นคนใจอ่อน ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง

 

                แต่พอประโยคในแชทเมื่อวานแว่บเข้ามาในหัว จีฮุนก็เริ่มรู้สึกว่าเขาตัดสินใจผิดไป ควรจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วบล็อกให้รู้แล้วรู้รอดไปตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

 

            จริงๆ ก็มีเรื่องอยากให้ช่วยนะครับ

 

            แต่ไม่รู้พี่จีฮุนจะช่วยผมได้มั้ย

 

อยากให้พี่จีฮุนช่วยมาเป็นคนรู้ใจของไลควานลินอ่ะครับ จะได้มั้ย?

 

                ….ให้ตายสิ ไม่ทำให้เขินเลยแม้แต่นิด เพราะไอ้มุกเต๊าะพรรค์นี้มันเสี่ยวเป็นบ้า เสี่ยวจนเขาอยากจะอาเจียนเลยด้วยซ้ำ

 

ถึงจะลงท้ายว่า ล้อเล่นๆ ความจริงแค่อยากรู้จัก อยากสนิทด้วยเฉยๆ แต่ก็อดจะรู้สึกขนลุกขนชันไปกับประโยคก่อนหน้าไม่ได้

 

                “เอาจริง ถ้าเป็นฉัน ฉันก็ไม่บล็อกนะ” แต่ก่อนที่จีฮุนจะได้ตัดสินใจบล็อกเจ้าเด็กนั่น ก็ดันได้ยินแดฮวีออกความเห็นเสียก่อน

 

                “แหม ปฏิสัมพันธ์ดีจังเลยนะนายเนี่ย” ฮยองซอบกัดเข้าให้นิดหนึ่ง จนแดฮวียื่นนิ้วมาดันหน้าผากรั้นๆ ของเพื่อนรักแรงๆ จนหงายหนึ่งที

 

                “ไม่ใช่ป้ะ ก็แบบ ไอ้ควานลินอะไรนี่มันเรียนคลาสเดียวกับพี่จีฮุนไง ขืนบล็อกไปนะ คลาสต่อมาก็ต้องโดนวอแวอีกว่าบล็อกเราไมอ่า ปลดบล็อกเราหน่อย แงๆๆๆๆ น่ารำคาญกว่าเดิมอี๊ก..

 

                “เฮ้อ.. ก็ประมาณนั้น” จีฮุนเองก็ไม่รู้ว่าถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วเหมือนกัน ยิ่งนึกไปถึงประโยคปิดท้ายของการสนทนาเมื่อวานที่อีกฝ่ายพยายามนัดให้เขาออกไปเจอ ไปทานข้าวด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าเขาปฏิเสธ ก็เลยเปลี่ยนเป็นบอกว่าเจอกันคลาสถัดไป ก็ยิ่งเหนื่อยใจขึ้นมาชอบกล

 

                เพราะจีฮุนเป็นคนประเภทที่ค่อนข้างไว้ตัว ไม่ค่อยยอมมีปฏิสัมพันธ์กับใครง่ายๆ ถึงจะชอบช่วยเหลือคนนั้นคนนี้ไปทั่วตามแต่สถานการณ์จะพาไป แต่ด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยประดับด้วยรอยยิ้มเท่าไหร่นักก็ทำเอาหลายๆ คนไม่กล้าคุยด้วยตั้งแต่แรก ไอ้การโดนรุกเข้าแบบไม่ให้ตั้งตัวนี้นี่ก็คือครั้งแรกแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำเอารู้สึกสูญเสียการควบคุมไปพอตัว แต่ไม่รู้ทำไม อีกใจหนึ่งก็ปลอบเขาอย่างประหลาดว่า ไม่เป็นไรหรอก จนทำให้รู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเพราะสับสนกับความคิดตัวเองนี่แหละ

 

                “แนะนำเลยนะพี่ คือถ้าตัวจริงของควานลินอะไรนี่ไม่ได้เพี้ยนจัดหรือขี้เต๊าะไปเรื่อยแบบในแชทอะ คบๆ ไว้ก็ไม่เสียหาย” มาถึงช่วงให้คำปรึกษา แดฮวีก็ทำหน้าที่นี้ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง “เผลอๆ อาจจะลากมาช่วยงานในกน.ได้ด้วย ผลประโยชน์เน้นๆ!

 

                “ทุนนิยมสามานย์จริงๆ” ฮยองซอบยังไม่วาย กัดแดฮวีต่อไปตามระเบียบ

 

                “อือ ก็จริง” ฝ่ายจีฮุนก็เริ่มคล้อยตามคำที่รุ่นน้องคนสนิทแนะนำ จนสามารถให้ข้อสรุปกับตัวเองได้ในที่สุด

 

                ถ้านายนั่นมาทักเขาอีกจะในแชทหรือในโลกจริงก็คงแค่ น่ารำคาญ แต่ไม่ถึงขั้นคุกคามจนถึงขั้นรบกวนชีวิตประจำวันเขาหรอก

 

มั้ง?

 

 


                โอเค พัคจีฮุนน่าจะคิดผิดไปเสียสนิท

 

                รัวแชทมาหาตอนที่เขาทำงานอยู่ก็ว่าหนักแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่เหนือกว่านั้นอีก ซึ่งก็คือ

 

                “รับไว้เถอะนะครับพี่ ตอนทำงานจะได้หยิบมากินแก้หิวได้” ควานลินไม่ว่าเปล่า มือก็ยัดถุงใส่ขนมขนมสารพัดชนิดลงในมือของจีฮุน ซึ่งเป็นโอกาสอันงามที่นิ้วของควานลินได้แต่กับมือของจีฮุนได้โดยเจ้าตัวไม่รู้สึกว่ากำลังถูกแต๊ะอั๋งแต่อย่างใด “ไม่รู้ว่าพี่ชอบกินอะไร ก็เลยซื้อมาให้เยอะเลย”

 

                แต่ใครว่า จีฮุนรู้ทันว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ชนิดอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว จึงรีบชักมือออก แต่ก็พลาดตรงที่ว่าการชักมือออกในสภาพที่ถุงขนมยังอยู่ในมือ ก็ให้ความหมายเท่ากับว่าเขารับถุงขนมนี่มาตามที่รุ่นน้องตรงหน้าต้องการเข้าให้แล้ว

 

“ขอบใจนะ แต่ว่าวันหลังไม่ต้องก็ได้ ..ลำบากนายเปล่าๆ” ไม่ใช่แค่เรื่องของที่หามาให้ที่จีฮุนเกรงใจ แต่เป็นเรื่องระยะทางจากคณะรัฐศาสตร์กับอาคารส่วนกลางที่พวกเขากำลังยืนอยู่ด้วย ถ้าให้พูดตามตรง มันห่างกันมากเสียจนนึกว่าอยู่กันคนละวิทยาเขตเลยด้วยซ้ำ การที่ควานลินพาตัวเองปรากฏตัวตรงนี้เพื่อรอเจอเขา ก็เท่ากับว่าเจ้าตัวต้อง ถ่อ มาอย่างไม่ต้องสงสัย 

 

“ไม่ลำบากอะไรเลยครับ” แวมไพร์หนุ่มยืนยันตามสัตย์จริง พลางพยักเพยิดไปทางจักรยานของตนเองที่จอดพิงไว้ตรงทางเข้าอาคาร พอจะเป็นคำตอบให้จีฮุนสบายใจขึ้นว่าอย่างน้อยเจ้ารุ่นน้องจอมตื๊อตรงหน้าก็ไม่ได้ลำบากในเรื่องการเดินทางอะไรขนาดนั้น “ถ้าชอบกินอะไรก็ช่วยบอกผมหน่อยนะพี่ วันหลังจะได้ซื้อมาให้ถูกใจยิ่งกว่านี้อีก”

 

“เอ่อ พี่ต้องไปทำงานกน.ต่อละ” แล้วจีฮุนก็รีบตัดบท หันหลังขวับรีบเดินออกไปจากตรงนั้นก่อนที่จะมีใครมองมาไปมากกว่านี้

 

“อย่าหักโหมมากเกินไปนะพี่จีฮุน !!

 

โอ๊ยตะโกนไล่หลังขนาดนี้ คนทั้งตึกก็หันมามองกันเป็นตาเดียวสิ ไอ้เด็กบ้า            

 

 

 

“เมื่อกี้เห็นนาจา เมื่อกี้เห็นนาจา”

 

ทันทีที่เปิดประตูห้องกรรมการนักเรียน คนน่ารักประจำคณะบริหารก็โดนต้อนรับด้วยเสียงนกเสียงกาพวกนี้ไม่ขาดสาย

 

ส่วนสาเหตุที่ต้องมาตกที่นั่งคนโดนแซวไม่หยุดปากแบบนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลย ก็ไอ้ถุงขนมในมือนี่แหละ

 

                “เดี๋ยวนี้ฮอตขึ้นนะเรา” พัคอูจิน อีกหนึ่งสมาชิกกรรมการนักเรียนผู้เป็นเพื่อนสนิทที่บางทีก็ชอบทำเหมือนเขาอายุน้อยกว่าประจำก็เดินมายิ้มเผล่จนเขี้ยวโผล่มาแซวเขาเข้าให้

 

                “วันหลังซื้อมาฝากผมแบบนี้บ้างสิพี่อูจิน” ฮยองซอบไม่รอช้า รีบเดินมาเกาะแขนอ้อนแฟนหนุ่มของตัวเองบ้าง ฝ่ายผู้เป็นพี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ พลางยกมือขึ้นมาลูบหัวทุยอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู

 

อ่า ใช่ สองคนนี้เป็นแฟนกัน คบกันมาได้ 2 ปีแล้ว แถมดีกรีความหวานชื่นก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย สมาชิกหลายคนจึงต่างหมั่นไส้ในความหวานเลี่ยนจนแทบจะยกให้เป็นคู่รักประจำทีมกน.แห่งปีอยู่รอมร่อแล้ว

               

“โหย ถ้ามีคนเอาขนมมาให้ฮวีแบบนี้บ้าง นี่จะกระโดดกอดเลยอะพูดจริง” คนที่ยังโสดสนิทอย่างแดฮวีก็ได้แต่ว่าไปพร้อมทำตาเคลิ้มฝันไปด้วย

 

“แดฮวี พี่ให้ พี่ไม่กิน”

 

“อ้าว” คนที่อยู่ๆ ลาภขนมก็มาหล่นใส่ตรงหน้าโดยไม่ทันตั้งตัวก็ได้แต่ทำหน้าเหมือนตัวนากงงไปอย่างนั้น

 

“เอาไปเถอะ”  จีฮุนยืนยันคำเดิม พร้อมกับยัดถุงขนมลงไปในมือของแดฮวีด้วยเป็นการยืนยันคำพูด “เราชอบกินขนมไม่ใช่เหรอ ถือว่าช่วยพี่ละกัน”

 

“อ่า ..ก็ได้” สุดท้าย ความอยากของหวานก็ชนะความจิ้นฟินจนหมดสิ้น แดฮวีจึงรับถุงขนมมาแล้วจกขนมขึ้นมาแกะกินด้วยความไวว่องโดยไม่ต้องให้จีฮุนสั่งการใดๆ อีก

 

“เห็นแก่กินที่สุด” ฮยองซอบเบ้ปากใส่แรงๆ หนึ่งที

 

“ปากท้องมาก่อนเสมอจ้า” แต่แดฮวีก็หาแคร์ไม่ ยัดขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อไป

 

“ตรงนั้นมัวคุยอะไรกัน เดี๋ยวอีกสิบนาทีจะประชุมแล้วนะ เตรียมเอกสารให้เรียบร้อยด้วย” พอได้ยินเสียงเข้มๆ จากชเวมินกิผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากรรมการนักศึกษาปีนี้ลอยมาเตือน ทั้งสี่ก็ขานรับแล้วรีบสลายวงแยกย้ายกลับไปนั่งประจำโต๊ะของตัวเองทันที

 

 โดยในหัวจีฮุนก็เริ่มคิดขึ้นมานิดหนึ่งแล้วว่าควรจะหาทางตีตัวออกห่างจากไอ้รุ่นน้องตัวสูงจอมตื๊อนั่นยังไงดี

 

 



“มีอะไรก็ทักแชทมาก็ได้นี่จีฮุน ไม่เห็นต้องมารอพี่เลิกเรียนอย่างนี้เลย”

 

อิมดงฮยอน บ่นอุบเมื่อเห็นน้องรหัสตัวเองมาดักรอถึงหน้าคลาสเย็นจนตอนนี้ตะวันตกดินไปแล้ว และถ้าให้เดา ก็คงจะมาเพื่อปรึกษางานตามเคย

 

“แบบนี้แหละดีแล้วครับ งานสำคัญไม่ควรจะคุยผ่านแชทแบบนั้น” จีฮุนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ

 

“กะไว้แล้วเชียวว่าต้องเป็นเรื่องงาน” ดงฮยอนรำพึงออกมาเบาๆ พลางเก็บของใส่กระเป๋าไปด้วย “แต่พี่ว่าเราไปคุยกันในร้านกาแฟดีกว่านะ จะได้เลี้ยงน้ำเราด้วย”

 

“จะดีเหรอพี่” ความขี้เกรงใจยังเป็นบุคลิกที่เด่นที่สุดของจีฮุนอยู่เสมอ แต่พี่รหัสอย่างดงฮยอนก็รู้ทันมากพอที่จะเอาชนะความเกรงใจนี้ ด้วยการไม่พูดอะไรอีก แต่มุ่งตรงออกจากห้องเรียนไปเลย

 

ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็พาตัวเองเข้ามาในร้านกาแฟใต้คณะ โดยดงฮยอนก็จัดการสั่งเครื่องดื่มของตนเองกับจีฮุนพร้อมกับจ่ายเงินทั้งหมดให้เรียบร้อย เป็นการมัดมือชกเพื่อเลี้ยงน้องรหัสก่อนที่รุ่นน้องขี้เกรงใจจะได้ท้วงอะไรเสียอีก

 

“แล้วจีฮุนจะปรึกษางานอะไรเหรอ?” ระหว่างที่นั่งรอออเดอร์ของตัวเอง ดงฮยอนก็เปิดประเด็นขึ้น

 

“ก็..ถ้าเราจะติดต่อเรื่องอนุมัตินโยบายเราต้องไปหาอาจารย์คนไหนนะพี่” จีฮุนเองก็ไม่ได้อ้อมค้อม รีบเข้าประเด็นในทันที และเขาก็มั่นใจมากว่าพี่รหัสของเขาจะมีคำตอบให้ เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงรองประธานกรรมการนักศึกษามาถึงสองปี แต่เพิ่งจะขอออกจากตำแหน่งเมื่อตอนเพิ่งขึ้นชั้นปีสี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะถ้าไม่ได้เป็นนักศึกษาปีสี่พลังล้นเหลืออย่างรุ่นพี่ชเวมินกิ ใครๆ ก็ต้องเลือกที่จะปลดภาระตนเองเพื่อให้มีเวลาไปทำ project จบปีสุดท้ายเป็นธรรมดา

 

“ติดต่ออาจารย์โบอาก็ได้นะ”              ตามคาด ดงฮยอนมีคำตอบให้เขาเสมอจริงๆ “แต่คือต้องเตรียมเอกสาร เตรียมอะไรไปให้เรียบร้อยแล้วเมลไปนัดแกก่อนด้วย อาจารย์แกเข้มนิดนึง ระวังโดนดุล่ะ ฮ่าๆ”

 

“ผมยังไม่มีเมลอาจารย์โบอาเลยอะ” พอพูดถึงอาจารย์โบอาทีไร ขนแขนก็ลุกตั้งชันตลอด เพราะเธอเป็นอาจารย์ประจำคณะบริหารผู้ควบตำแหน่งกรรมการส่วนกลางมหาวิทยาลัยไปด้วย แน่นอนว่าขึ้นชื่อเรื่องความเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้ไม่ค่อยมีนักศึกษาคนไหนกล้าไปติดต่องานด้วยเท่าไหร่นัก ซึ่งจีฮุนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น “พี่มีใช่ไหม?”

 

“มีสิ แต่ขอค้นแป๊บนึงนะ” ว่าแล้วอดีตรองประธานกน.ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พอดีกับที่บาริสต้าขานชื่อเครื่องดื่มของทั้งสองพอดี จีฮุนจึงอาสาลุกไปยกเครื่องดื่มมาให้ และเมื่อเขากลับมา อีเมลของอาจารย์สุดเฮี้ยบก็ถูกส่งเข้าไปอยู่ในแชทของจีฮุนเป็นที่เรียบร้อย

 

นอกจากเรื่องการตามหาตัวอาจารย์ที่จะช่วยอนุมัติโครงการแล้ว จีฮุนก็ยังปรึกษาเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับงานในฐานะเลขานุการประจำสภากรรมการนักเรียนต่อไปอีกสองสามประเด็น ส่วนฝ่ายกน.เก่าอย่างดงฮยอนก็คอยตอบคำถามและให้คำแนะนำอย่างถี่ถ้วนให้จนครบทุกประเด็นที่จีฮุนเตรียมมาถามในที่สุด

 

“ขอบคุณมากเลยครับพี่รหัส” จีฮุนผงกหัวขอบคุณพร้อมกับมอบรอยยิ้มที่ไม่ค่อยให้ใครเห็นให้แก่รุ่นพี่ตรงหน้า “พึ่งพาได้จริงๆ” 

 

“ละนี่เราเป็นไงมั่ง” พอไม่มีเรื่องงานแล้ว ดงฮยอนก็อยากทำหน้าที่รหัสที่ดีด้วยการไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบขึ้นมาบ้าง

 

“ก็เรื่อย ๆ อะพี่ งานยุ่งเหมือนเดิม เหนื่อยเหมือนกันนะบางที” จีฮุนยกนมปั่นขึ้นมาดูดนิดหน่อย ก่อนจะเริ่มเปิดปากบ่นต่อ “คนอื่นเค้าไม่ค่อยจริงจังกันเลยอะพี่ เหมือนพยายามอยู่คนเดียว”

 

“เข้าใจเลย” ดงฮยอนผู้เคยผ่านประสบการณ์การทำงานในจุดที่จีฮุนทำอยู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด “อยากแนะนำให้ปล่อยไปนะ แต่มันไม่ได้อะ เดี๋ยวงานไม่เสร็จ”

 

“นั่นสิเนอะ”

 

“แต่ว่าเราต้องรักษาสุขภาพด้วยนะ ร่างกายยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่” ดงฮยอนเอ่ยเตือนต่อไปด้วยความเป็นห่วง

 

“ครับ”

 

“ถ้าไงมีอะไรให้พี่ช่วยแบบวันนี้อีกก็มาบอกแล้วกัน”

 

“ขอบคุณนะครับพี่” ฝ่ายรุ่นน้องผงกหัวขอบคุณเป็นรอบที่สอง “ผมรู้นะว่าปีสี่อย่างพี่ก็ยุ่งๆ เหมือนกัน”

 

“ก็นิดหน่อยแหละ ทั้งเรื่องเรียน ทั้งงานที่บ้าน” พูดไป ดงฮยอนก็ยกกาแฟร้อนที่สั่งขึ้นมาจิบบ้าง “แต่ก็ยังพอช่วยเราได้อยู่แหละ”

 

จีฮุนได้ฟังดังนั้นก็มองซ้ายมองขวานิดหนึ่ง และเมื่อเห็นว่าคนในร้านรอบๆ ตัวไม่มีใครที่น่าจะรู้จักพวกเขาสองคน จึงตัดสินใจเอ่ยถามไปเบาๆ ว่า

 

“ช่วงนี้ไปทำภารกิจบ่อยเหรอครับพี่”

 

“ก็บ่อยกว่าเมื่อก่อนนะ” เมื่อเข้าสู่ประเด็นที่จริงจังแบบนี้ ดงฮยอนก็ลดเสียงที่ใช้คุยลงเช่นกัน “ช่วงนี้พวกนั้นไม่รู้มาจากไหนกันเยอะแยะ.. เลยต้องไปแทบทุกวันนั่นแหละ”

 

“ดีใจแทนแดฮวีเลยที่ไม่ต้องเป็นแบบพี่”

 

มีอย่างหนึ่งที่เขาลืมบอกไป ดงฮยอนกับแดฮวีเป็นลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ถึงจะไม่ใช่ญาติกันแท้ๆ ก็ตามเถอะ

 

“อือ ก็อย่างที่พี่เคยเล่าแหละว่าแดฮวีน่ะ ..ไม่รู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ”

 

ดงฮยอนเคยเล่าให้จีฮุนฟังว่า แดฮวีไม่รู้เห็นกับการปฏิบัติภารกิจนี้เลยแม้แต่นิด ซึ่งจีฮุนก็เห็นว่าเป็นความจริง เพราะทุกวันนี้ยังเห็นแดฮวีเอาแต่นั่งเสิร์ช วิธีจับผิดแวมไพร์ บนอินเทอร์เน็ตเป็นงานอดิเรกด้วยซ้ำ

 

บางทีจีฮุนก็นึกขำที่เด็กนั่นไม่รู้อะไรเลยว่า คนที่น่าจะรู้ข้อมูลของแวมไพร์ตัวจริงเสียงจริงก็คือพี่ชายของมันเองนี่แหละ

 

คิม ดงฮยอน นักล่าแวมไพร์ ผู้สังกัดหน่วยสังหารโดยตรง

 

“เยอะแค่ไหนก็เยอะไปเหอะ พี่รหัสผมเสียอย่าง จัดการได้หมดอยู่แล้ว” พูดไป จีฮุนก็หวนนึกถึงวันหนึ่งในปีก่อน ในระหว่างที่เขากำลังเดินกลับบ้านกับดงฮยอนหลังจากไปเลี้ยงสายรหัส แล้วบังเอิญเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังอุ้มลูกวัยทารกวิ่งกระเสือกกระสนมาขอความช่วยเหลือพวกเขา

 

เธอถูกคนร้ายคนหนึ่งตามล่าหมายจะเอาชีวิต และเรื่องก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเมื่อคนร้ายที่วิ่งไล่ตามมา ไม่ใช่เพียงคนธรรมดา แต่เป็น แวมไพร์ ที่กำลังกระหายเลือดได้ที่ เป็นครั้งแรกที่จีฮุนได้เห็นสิ่งที่เขาเกลียดและกลัวมาตลอดชีวิต จนแทบจะคุมสติไว้ไม่อยู่ ในหัวคิดเพียงว่าพยายามจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายโทรเรียกตำรวจ

 

แต่ผิดกับดงฮยอนที่กลับยืนนิ่งเหมือนกำลังชั่งใจคิดอะไรบางอย่างอยู่

 

เหตุการณ์ระทึกขวัญในวันนั้นจบลงที่ดงฮยอนวิ่งล่อแวมไพร์กระหายเลือดเข้าไปในซอกตึกอีกฟากหนึ่ง เมื่อจีฮุนวิ่งตามไปพบอีกที ก็เห็นแวมไพร์ตัวนั้นถูกกริชเล่มคมปักกลางอกซ้าย กลายเป็นศพที่นอนนิ่งจมกองเลือดอยู่ใต้เท้าของพี่รหัสตนเองไปเสียแล้ว

 

ใช้เวลาคาดคั้นไม่นานนัก ดงฮยอนก็ยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตนเองอย่างเสียมิได้ ความจริงจีฮุนก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรมากหรอก แต่อาจจะเป็นเพราะดงฮยอนพอจะรู้อยู่แล้วว่าจีฮุนคนนี้เกลียดและกลัวแวมไพร์มากขนาดไหน พี่รหัสคนนี้จึงยอมที่จะพูด และได้ให้สัญญาว่าต่อจากนี้จะคอยช่วยปกป้องจีฮุนจากแวมไพร์เช่นกัน ขอแค่จีฮุนไม่นำความลับนี้ไปบอกใคร

 

ซึ่งความลับนั้น ก็ยังคงเป็นความลับมาถึงทุกวันนี้

 

“ฮ่าๆ ก็ต้องให้หมดนั่นแหละ” ดงฮยอนหัวเราะให้กำลังใจตนเองนิดหนึ่ง แม้ในดวงตาจะเจือไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าก็ตามที “เราก็..ระวังตัวไว้ด้วยนะ”

 

“ครับ”

 

“ถ้ารู้สึกเหมือนโดนตามหรือรู้สึกว่ามีพวกนั้นอยู่ใกล้ๆ ก็มาบอกพี่ได้น้ำเสียงของดงฮยอนสื่อถึงความหนักแน่น ไม่ใช่การคุยโวอะไรแต่อย่างใด  “..จะได้รีบจัดทีมไปจัดการให้”

 

“ขอบคุณมากครับพี่ดงฮยอน ถ้าเจอจริง ๆ ผมจะรีบบอกพี่เลย” พอเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มจะจริงจังมากจนเครียดเสียเปล่าๆ จีฮุนก็เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย “พี่รหัสเป็นนักล่าทั้งที”

 

“แซวใหญ่เลยนะ” แล้วก็ได้ผล มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพี่รหัสแล้ว ก่อนที่เจ้าตัวจะกำชับในสิ่งที่ตกลงกันไว้อีกครั้ง “เหยียบไว้ล่ะ อย่าให้เรื่องรั่วไปไหน เดี๋ยวพี่จะโดนดุเอา”

 

“ไม่บอกใครแน่นอนครับ ไว้ใจได้”


 


#รอยเขี้ยวหลินฮุน



===Talk ===

สวัสดีค่า ประเดิมไปตอนแรกแบบดำเนินเรื่องกระชับฉับไว

อ้อ ก่อนอื่นต้องแนะนำตัวก่อนค่ะ ไรท์เตอร์พฤหัสเองค่า

บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเป็นพฤหัส ..ก็คือ นิยายเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงเพราะไรท์เตอร์คนเดียวค่ะ

แต่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของไรท์เตอร์ทั้งหมด 7 คน ช่วยกันแต่ง ช่วยกันวางพล็อตกันตลอดเรื่อง

เพียงแต่ว่าไรท์เตอร์พฤหัส(ดิชั้นเอง)จะรับหน้าที่นำมาเรียบเรียงให้กลายเป็นบทบรรยาย และจะเป็นคนอัพฟิคค่ะ

ตอนแรกอาจจะยังไม่มีประเด็นอะไรให้เม้าท์มาก ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะะะะ


B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #1 jeannyjeans (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 19:02
    เปิดมาตอนแรกนี้ได้หลายฟีลเลย แง ชอบบบบบ
    #1
    0