เวียงวัง

ตอนที่ 75 : คนโปรดในรัชกาลที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,851
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    9 เม.ย. 53

  คนโปรดในรัชกาลที่ ๒ ทางฝ่ายหน้านั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า คือ สุนทรภู่ ซึ่งเป็นคนโปรดใกล้ชิด ดังที่สุนทรภู่พรรณนาเอาไว้ว่า

             เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตระหลบ

            ข้อนี้ทำให้สุนทรภู่ทนงตัว ทั้งอาจเป็นเช่นกวีหรือศิลปินโดยมาก ซึ่ง อวดดีเนื่องจากมี ดีอวด และ ดีนั้น เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป โดยเฉพาะพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน

            ซึ่ง ความทนงนั้นจะมีอะไรเป็นการท้าทายยิ่งกว่า แสดงความไม่กลัวไม่เกรงต่อบุคคลซึ่งอาจเรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่ในขณะนั้น

            การไม่ลงให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ อาจเป็นความรู้สึกดังกล่าว ทำให้สุนทรภู่แสดงออกมาด้วยการ ขัดคอหน้าพระที่นั่งถึงสองครั้ง

            หรืออีกเหตุผลหนึ่ง อาจเป็นเพราะสุนทรภู่ไม่คิดว่าพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์จะได้ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมาก็เป็นได้ ด้วยเวลานั้นมีสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ พระชนมายุรุ่นๆ ขึ้นมาแล้ว

            เรื่องนี้ต่อมามีผู้สนใจ วิจารณ์กันไว้มาก โดยเฉพาะเรื่องที่สุนทรภู่ ขัดคอหน้าพระที่นั่ง ตรงที่ ร. ๓ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า

             น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ว่ายแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว

            ซึ่งสุนทรภู่ขัดว่า

             เห็นตัวอะไร

            นึกถึงนักปราชญ์ราชบัณฑิตกวีต่างๆ ในสมัยนั้น ซึ่งต่างก็เลื่อมใสสุนทรภู่อยู่แล้ว รวมทั้งเกรงใจว่าเป็นคนโปรดจึงออกจะเป็นธรรมดาว่าคงต้องพากันเอออวยเห็นด้วยกับสุนทรภู่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ต้องทรงแก้ไปตามความเห็นของสุนทรภู่ว่า

             น้ำใสไหลเย็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว

            ซึ่งในเวลาต่อมาคือปัจจุบันนี้ มีผู้วิจารณ์ เข้าข้างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ หลายต่อหลายท่านทีเดียวว่า จริงๆ แล้วกลอนที่แก้นั้น ตื้นกว่ากลอนของเดิมอันเป็นพระราชนิพนธ์ ของเดิมของท่านนั้น ซึ้งและ แคสสสิคกว่าเป็นไหนๆ

            เพราะสมัยโน้นขณะที่นางในสนมกำนัลลงเล่นน้ำในสระอันลับตาผู้คน หากไม่เปลือยก็คงจะนุ่งผ้าซิ่งผืนเดียวเสมอเอว ปล่อยหน้าอก

            นักวิจารณ์วรรณคดีท่านหนึ่งว่า ใครจะมัวมามองปลาในสระอยู่ ที่ ร.๓ ท่านทรงว่า แลเห็นตัวน่ะซึ้งจะตายไป อาจเป็นตัวคน ตัวปลา ตัวกบตัวเขียด อะไรก็ได้ที่มีอยู่สารพัดในสระ แต่ที่คนอยากเห็นก็ต้องอยากเห็นร่างนางที่วับๆ แวบๆ อยู่ใต้ผิวน้ำ

            ส่วนว่ายแหวก กอบัวก็แนบเนียนกว่า ปทุมาเพราะใต้น้ำย่อมเต็มไปด้วยกอบัว ใบบัว ดอกบัวที่ยังไม่บานยังตูมๆ อยู่ในน้ำ อะไรๆ ก็ต้องว่ายแหวกกอบัว ส่วนปทุมา

หมายถึงดอกบัว ฟังแล้วจินตนาการแล้ว เชยกว่ากอบัว ที่สำคัญปลาอะไรจะใหญ่โตขึ้นมาว่าย แหวกดอกบัวให้แลเห็น นอกจากพวกประเภทปลาสวายหรือปลากะโห้แถวๆ หน้าวัดเดี๋ยวนี้

            นี่ว่าตามนักวิจารณ์ท่านว่าของท่านอย่างนั้น ซึ่งก็เห็นด้วยกับท่าน เพราะตรงกับใจที่คิดอย่างท่านมานานแล้ว

            ที่จริงมีผู้ส่งบทความของนักวิจารณ์ท่านหนึ่งมาให้ แต่เสียดาย พอถึงเวลาเขียนถึงตอนนี้เกิดหาไม่พบ ไม่ทราบว่าไปเก็บไว้ตรงไหน

            พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านทรงอาภัพ ทรงประกอบคุณงามความดี กอบกู้อำนาจและเศรษฐกิจของแผ่นดินไว้จนมั่นคง ทรงเป็น ผู้ให้อย่างแท้จริง ให้จนกระทั่งเงินทองที่ท่านทรงเก็บออมจากพระอุสาหะค้าสำเภาตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ-ให้เก็บไว้ไถ่บ้านเมือง แต่เมื่อเสด็จสวรรคตล่วงไปแล้ว ต้องทรงรออยู่นับสองร้อยปี จึงได้มีผู้เห็นคุณงามความดี และรู้สึกกตัญญูที่ท่านรักษาแผ่นดินไว้ให้ได้ คุ้มหัว

            เพราะสุนทรภู่เป็นกวีช่างรำพัน ผู้คนในเวลาต่อมาอ่านและจำกันได้ขึ้นใจ ซึ้งกับกลอนที่ว่า

             อนิจจาตัวเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย

            จึงรู้สึกว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯนี้ ท่านช่างใจร้าย แก้แค้น ไม่เลี้ยงคนดีๆ อย่างสุนทรภู่

            จริงๆ แล้ว สุนทรภู่เองกลัวเกรงราชภัย หนีไปออกบวช ซึ่งเมื่อบวชแล้วก็แล้วกัน เรื่องนี้เจ้านายรัชกาลที่ ๔ พระองค์หนึ่งท่านทรงวิจารณ์ว่า คงถูกถอดจากราชการก่อนแล้วออกบวช แต่มีผู้วิจารณ์ขัดว่า คงหนีบวชเงียบๆ เพื่ออาศัยผ้ากาสาวพัสตร์คุ้มราชภัย เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ท่านทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นที่ทราบกันถ้วนหน้า และเมื่อบวชแล้วก็แล้วกัน คงจะต้องพระราชประสงค์อยู่แล้วว่าจะไม่ทรงเลี้ยงไว้ในราชสำนัก สุนทรภู่จึงถูกถอดจากบรรดาศักดิ์ บ้านหลวงถูกยึดพระราชทานแก่ ภู่เหมือนกัน แต่เป็น ภู่ข้าหลวงเดิมของพระองค์ท่าน

รูปปั้น สุนทรภู่จากจินตนาการ ของ มัณฑนากร เป็นภาพในบั้นปลายชีวิต เมื่อรับราชการพระสุนทรโวหาร (ภู่) ในพระบวรราชวัง รัชกาลที่ ๔

            บ้านที่เรียกคืนนั้น จริงๆ แล้วในสมัยนั้นก็คงเป็นเพียงแพกับที่ดินริมแม่น้ำนอกกำแพงเมือง เมื่อสุนทรภู่ได้รับพระราชทานในรัชกาลที่ ๒ พระราชทานอย่างเป็นบ้านหลวงเพื่อให้ใกล้พระบรมมหาราชวังจะได้เข้าเฝ้าฯสะดวก เหตุผลที่รัชกาลที่ ๓ โปรดฯพระราชทานแก่ ภู่จางวางมหาดเล็ก ข้าหลวงเดิมในพระองค์ก็เพื่อได้ให้อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวังเช่นกัน เพราะเดิม ภู่หรือต่อมาคือ พระยาราชมนตรี (ภู่) นั้น บ้านอยู่ถึงบางยี่ขัน ตรงที่เป็นวัดคฤหบดีเดี๋ยวนี้

            พระยาราชมนตรี (ภู่) ผู้นี้ ในรัชกาลที่ ๓ ทรงยกย่องว่าเป็น แก้วหนึ่งในห้าแก้วจักรพรรดิ คือเป็น บ่อแก้วท่านเป็นบิดาของคุณพุ่ม บุษบาท่าเรือจ้างและเป็นต้นสกุล ภมรมนตรี

            ว่าที่จริง เมื่อแรกพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ก็คงจะนับถือสุนทรภู่ว่าเก่ง จึงทรงให้สุนทรภู่ตรวจแก้ก่อนเข้าประชุมอ่านถวายหน้าพระที่นั่ง ซึ่งสุนทรภู่ก็ว่าดีแล้วแต่แล้วก็เข้าไป ขัดคอดังกล่าว

            ครั้งหนึ่งก็ยังพออภัย แต่สุนทรภู่ขัดถึงสองครั้ง แม้กระนั้นท่านก็ยังทรงเห็น ค่าถึงพระองค์เองจะไม่ฆ่าแกง ไม่เลี้ยง แต่ก็ปรากฏว่าพระราชโอรสธิดา ซึ่งเป็น ลูกรักของพ่ออย่างที่สุด ทั้งสองพระองค์กลับทรงอุปการะสุนทรภู่แทน

            พระราชโอรสธิดาทั้งสองพระองค์นี้ เป็นพี่น้องประสูติแต่เจ้าจอมมารดาบางด้วยกัน

            ในรัชกาลที่ ๓ รู้กันว่า ทรงเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งในสมเด็จพระบรมชนกนาถ ว่ากันว่าพระรูปโฉมงดงามสะสวยทั้งสองพระองค์ พระองค์ที่เป็นหญิงจึงได้รับพระราชทานพระนามว่า วิลาสและต่อมาเมื่อทรงกรม รับพระนามกรมว่า อัปสรสุดาเทพหมายถึงงามเหมือนนางฟ้านางสวรรค์ส่วนพระองค์ชาย เมื่อแรกเรียกกันว่า พระองค์สังข์หรือ สังข์ทองนัยว่าพระรูปโฉมงามอย่างพระสังข์ทอง ต่อมาสมเด็จพระบรมชนกนาถ จึงพระราชทานพระนามว่า ลักขณานุคุณหมายถึงสวยงามนั่นเอง

            พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ท่านเป็นพระบิดาของหม่อมเจ้าโสมนัส ซึ่งสมเด็จพระบรมอัยยิกาธิราช (รัชกาลที่ ๓) โปรดฯสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าโสมนัส ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงสถาปนา เป็น สมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี พระอัครมเหสี

            พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ทรงอุปการะสุนทรภู่ จนกระทั่งท่านสิ้นพระชนม์ พระเชษฐภคินี กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพทรงอุปการะต่อ แล้วก็สิ้นพระชนม์ก่อนสุนทรภู่อีก

            ซึ่ง หากคิดให้ลึกๆ เข้าข้างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯสักหน่อย อาจประมาณได้เหมือนกันว่า แม้พระองค์ท่านจะไม่เลี้ยงสุนทรภู่ แต่ก็คงจะมิได้ทรงเกลียดชัง เป็นไปได้ไหมว่าอาจจะเข้าทำนอง ปากว่า ตาขยิบพระองค์เองไม่เลี้ยงทว่าทรงปล่อยให้ลูกรักของท่านอุปการะ

            ในรัชกาลที่ ๒ นอกจากสุนทรภู่แล้ว ส่วนมากไม่สู้จะมีผู้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านโปรดปรานใครอีกบ้างที่เป็นฝ่ายหน้า มักทราบกันแต่เรื่องพระมเหสีเทวี เจ้าจอมพระสนม ที่ทรงสนิทเสน่หา เนื่องจากทรงเป็น นักรักตามวิสัยของกวีและศิลปิน ซึ่งพระองค์ท่านทรงเป็นทั้งสองอย่าง

            คนโปรดฝ่ายหน้าในรัชกาลที่ ๒ อีกท่านหนึ่ง เป็นข้าหลวงเดิมมาแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ยังดำรงพระยศสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอิศรสุนทรในรัชกาลที่ ๑ ประทับ ณ พระราชวังเดิมกรุงธนบุรี

            ท่านผู้นี้เดิมเป็นขุนสมบัติภิรมย์ (เอม) ในแผ่นดินธนบุรี ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคุกกรุงธนบุรี หลังวัดอรุณฯ

            ในรัชกาลที่ ๑ โปรดฯให้ขุนสมบัติภิรมย์ (เอม) เป็นหลวงพิพิธสมบัติ (เอม) เจ้าพนักงานพระคลังมหาสมบัติ ตำแหน่งเดิมในสมัยกรุงธนบุรี

            ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ แต่ยังทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เสด็จประทับ ณ พระราชวังเดิม หลวงพิพิธสมบัติ (เอม) จึงได้ไปมาเฝ้าแหนอยู่เสมอไม่ว่าเวลากลางวันกลางคืน เป็นที่โปรดปรานสนิทสนมยิ่งนัก ถึงพระราชทานนางห้าม ชื่อหม่อมขลิบให้เป็นภรรยา เมื่อภรรยาของหลวงพิพิธสมบัติ (เอม) ถึงแก่กรรม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น