เวียงวัง

ตอนที่ 188 : มหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 499
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    15 เม.ย. 53

     มหาดเล็กใกล้ชิดพระองค์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ครั้งยังดำรงพระยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งในเรื่อง ‘บุญบรรพ์’ กล่าวถึงว่าได้ตามเสด็จเสมอเมื่อคราวเสด็จทรงควบคุมการก่อสร้างวัดจอมทอง (หรือวัดเจ้าทอง เมื่อสร้างเสร็จ สมเด็จพระบรมชนกนาถโปรดพระราชทานนามใหม่ว่า วัดราชโอรส) นั้น

            สันนิษฐานกันว่า คือมหาดเล็กที่มีนามเรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘เสมียนมี’

            ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ว่าจะเป็นลูกชายราษฎรชาวบ้าน หรือลูกขุนนางคหบดี แม้แต่ลูกเจ้านาย ต่างก็เรียนหนังสือกันที่วัด กับพระอาจารย์ หรือพระภิกษุ คือไปเป็นลูกศิษย์วัดบ้าง ฝากตัวเรียนหนังสือเช้าไปเย็นกลับบ้าง ในสมัยโบราณผู้มีกำลังทรัพย์จึงมักศรัทธาสร้างวัด ประการหนึ่งเพื่อเป็นที่เรียนของลูกหลานทั้งของตนเองและลูกชาวบ้าน อีกประการหนึ่งจะได้ไว้ให้ลูกหลานวิ่งเล่น เพราะในสมัยโบราณวัดมักมีพื้นที่กว้างขวางร่มรื่น ทั้งสองประการนี้เป็นผลพลอยได้นอกไปเสียจากการหวังกุศลผลบุญที่มีศรัทธาในพระศาสนา

ต้นพิกุลและพระแท่นที่ประทับ (พ.ศ.๒๕๐๖)

            พวกอาศัยวัดเรียนหนังสือนี้ หากมีลายมือสวยงาม มักหากินได้ด้วยการรับจ้างเขียนหนังสือ จดบัญชี คัดหนังสือ เป็นที่ต้องการของเจ้าขุนมูลนาย เจ๊สัวต่างๆ โดยเฉพาะกรมอาลักษณ์ มักเรียกพวกนี้ว่า ‘เสมียน’ หากชื่อมีก็เรียกว่า ‘เสมียนมี’ ชื่อมั่นก็เรียกว่า ‘เสมียนมั่น’ ซึ่งปรากฏว่าเสมียนเหล่านี้เมื่อได้เข้ารับราชการเป็นที่โปรดปรานของเจ้านาย มักจะได้ดีมียศศักดิ์ไปตามๆกัน ดังเช่นที่สุนทรภู่ให้นางวันทองสอนพลายงามเมื่อจะหนีขุนช้างไปหาย่าทองประศรี ว่า

            “ลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ เจ้าจงอดทนทำสม่ำเสมียน”

            เสมียน ในที่นี้ก็คือ ผู้มีลายมืองดงาม เรียกกันว่า ‘เสมียน’ ดังกล่าวมาแล้วนั่นเอง มิใช่ว่าสุนทรภู่ท่าน ‘กลอนพาไป’ แผลง ‘สม่ำเสมอ’ เป็น ‘สม่ำเสมียน’ หามิได้

            เสมียนมีผู้นี้ เป็นผู้แต่งกลอนเพลงยาว เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เรื่องการทรงสร้างวัดวาอารามต่างๆไว้อย่างละเอียดลออและไพเราะที่สุด

            ขอยกมาเพียงบางตอน เช่นตอนพรรณนาถึงชื่อวัดวาอาราม ว่าเดิมชื่อวัดอะไร เมื่อทรงปฏิสังขรณ์แล้ว พระราชทานชื่อใหม่ว่าอย่างไร ดังนี้

            “แล้วเปลี่ยนขนานนามวัดที่จัดสร้าง   ให้คงอย่างภูมิฐานที่เรียกถาม
วัดทองนั้นชื่อสุวรรณทาราม                         วัดนาคนามชื่อว่าพระยาทำ
วัดแจ้งแปลงสมญาตามอาวาส                      อรุณราชธารามอันงามขำ
วัดเลียบราชบูรณะเรียกประจำ                      วัดบางลำภูล่างเรียกต่างกัน
ขนานนามงามวิเศษเศวตฉัตร                       วัดหมูผลัดชื่อวัดอัปสรสวรรค์
วัดประโคนโอนชื่อดุสิตพลัน                        วัดพลับนั้นชื่อราชสิทธี
วัดบางจากชื่อภัคินีนาฏ                               ท้ายตลาดโมฬีโลกเฉลิมศรี
วัดนครเขื่อนขัณฑ์พันทวี                             ลงบัญชีชื่อวัดโปรดเกศงาม”

            ในตอนท้าย เสมียนมีสรุปถึงพระราชกุศลในการทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามทั้งหลายอย่างงดงามเป็นที่สุด ว่า

            “แต่ทรงสร้างพระอาวาสทั่วราชฐาน   ตั้งแต่กาลวัดราชโอรสา
จนเสร็จวัดทั้งปวงที่ล่วงมา                           สิ้นอิฐผาปูนกระเบื้องขนเปลืองเติม
แม้นรวบรวมควบเข้าทั้งเก่าใหม่                    ประมาณใหญ่สักเท่าภูเขาเฉลิม
ทั้งน้ำเชื้อเนื้อรักที่ตักเติม                            สิริรเพิ่มกันเข้าเท่านที
ทั้งเสาสักจากหวายไม้ร่างร้าน                      มากกว่าบ้านเรือนแพในกรุงศรี
เครื่องเขียนกาวราวสิบลำสำเภาพี                  กระจกที่เคลือบขลิบสักสิบเกวียน
คำเปลวทองสักสองสามสิบหาบ                    เที่ยวทาทาบทั่ววัดจังหวัดเฉวียน
ปรางค์เจดีย์วิหารการเปรียญ                        สิ้นทองเขียนปิดพระอนันต์ครันฯ”

            ที่ยกมานี้ คือ สำนวนกลอนเพลงยาวเฉลิมพระเกียรติ ฝีปาก ‘เสมียนมี’ หรือ ‘มหาดเล็กมี’

            จากเรื่องเล่าขานกันต่อๆมา เป็นประวัติส่วนหนึ่งของวัดราชโอรสาราม คือ

            ทางทิศเหนือริมพระอุโบสถค่อนไปทางด้านหน้า มีต้นพิกุลใหญ่ต้นหนึ่ง อายุมากและหง่อมเต็มที (ดูภาพประกอบที่ ๑ ซึ่งถ่ายประมาณ พ.ศ.๒๕๐๖) พิกุลต้นนี้อายุยืนยาวมาแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ แต่ครั้งยังทรงพระยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เสด็จมาทรงคุมงานก่อสร้างวัดนี้ ทุกครั้งจะเสด็จประทับใต้ร่มพิกุลเป็นประจำ และคงจะทรงโปรดปรานมาก ถึงมีรับสั่งว่า

            “ถ้าข้าตายแล้ว ข้าจะมาอยู่ที่ต้นพิกุลนี้”

            ด้วยเหตุนี้ แม้จะเสด็จครองราชย์อยู่ถึง ๒๗ ปี แต่เมื่อต้นพิกุลนี้ยังอยู่ พร้อมทั้งแท่นศิลาที่เคยเสด็จประทับใต้ต้น จึงมีผู้เคารพบูชากันมาก แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่อมา และเจ้านายที่เสด็จพระอารามนี้ก็ทรงถวายสักการะที่พระแท่นนี้เสมอ จนกลายเป็นประเพณี ดังจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๕ บันทึกไว้ในคราวเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินว่า

พิกุลชำจากต้นเก่า และพระแท่นองค์เดิม ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเทปูนยกพื้นโบสถ์จนตัวพระแท่นจมอยู่ในปูน จึงสร้างตัวพระแท่นและฐานขึ้นใหม่ (ปัจจุบัน)

            “เสด็จมาประทับ ทรงจุดธูปเทียนนมัสการที่ต้นพิกุล ที่มีเก๋งบนคาคบ ริมพระอุโบสถตามเช่นเคยมาทุกคราว”

            ตามจดหมายเหตุ แสดงว่าบนคาคบต้นพิกุลในสมัยนั้น มีเก๋งสร้างไว้ คงจะเป็นเก๋งจีน ผู้สร้างอาจคิดสร้างทำนองอย่างจะให้เป็นศาล (เจ้า) ที่สถิตดวงพระวิญญาณกลายๆก็เป็นได้

            ทีนี้ว่าถึงพระราชดำรัสที่ว่า “ถ้าข้าตายแล้ว ข้าจะมาอยู่ที่ต้นพิกุลนี้”

            ตามที่เล่ากันมา มิได้เจาะจงว่าทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้ได้ ทว่าประวัติ ‘เสมียนมี’ นั้นว่าเป็นมหาดเล็กใกล้ชิด และโดยพระราชอัชฌาสัยในรัชกาลที่ ๓ ปรากฏว่าทรงโปรดปรานผู้รู้หนังสือชำนาญในการอ่านเขียน และทรงพระมหากรุณาสนับสนุน จึงน่าจะเป็นไปได้ที่จะโปรดให้มหาดเล็กมีตามเสด็จใกล้ชิดพระองค์ และทรงมีพระราชดำรัสเปรยๆ แก่มหาดเล็กผู้นี้ ณ ใต้ต้นพิกุลที่ประทับยามนั้น

            เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ โปรดเกล้าฯให้มหาดเล็กมีเป็น หมื่นพรหมสมพัตสร ‘สมพัตสร’ แปลว่า อากรส่วนใหญ่ที่เก็บจากผลของไม้ยืนต้นเป็นรายปี หมื่นพรหมสมพัตสร เห็นจะได้เป็นเจ้าภาษีเก็บในตำบลใดตำบลหนึ่ง

            ยศชั้น หมื่นนั้นมีศักดินาตั้งแต่ ๓๐๐ ไร่ ขึ้นไปถึง ๖๐๐ ไร่

            เคยมีผู้ถามมาว่า “ศักดินานั้น ต้องผู้มีศักดิ์ เช่นเป็นเจ้าเป็นขุนนางจึงจะมีนาได้ใช่หรือไม่”

            ขอตอบในที่นี้เสียเลยว่า-มิใช่เช่นนั้น ศักดินา คือ จำนวนนาที่กำหนดไว้ถือเป็นเครื่องกำหมดชนชั้นของผู้คนในสังคม โดยกำหนดด้วยจำนวนนาที่มีสิทธิถือครองได้ตามกฎหมาย ซึ่งประกาศออกใช้ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๘) เป็นต้นมา การที่ถือเอานาเป็นเครื่องกำหนดสิทธิคงเป็นด้วยสยามเป็นประเทศเกษตรกรรมทำนาเป็นอาชีพสำคัญที่สุดของประเทศ

            กฎหมายว่าด้วยศักดินา แบ่งผู้มีสิทธิถือครองนา ซึ่งจะมีนาหรือไม่มีนาก็ได้ แต่ถ้าหากมี ก็ต้องมีได้ไม่เกินไปกว่าศักดิ์หรือสิทธิที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

            จึงแม้แต่ราษฎรสามัญ หรือ ไพร่ ก็ถือครองนาหรือมีนาได้

            ราษฎรสามัญนั้น กฎหมายตราว่า เป็นชั้นที่ ๔

            ชั้นที่ ๔ นี้ แบ่งออกเป็น ชั้น คือ

            ๑. ไพร่หัวงาน คือ ชั้นหัวหน้างาน ศักดินา ๒๕ ไร่

            ๒. ไพร่มีครัว คือ ผู้บวชเรียนและมีครอบครัวแล้วศักดินา ๒๐ ไร่

            ๓. ไพร่ราบ คือ ชายฉกรรจ์ที่มีอายุเข้าเกณฑ์ทหารศักดินา ๑๕ ไร่

            ๔. ไพร่เลว คือ เด็กอายุระหว่าง ๑๓-๑๘ ปี ศักดินา ๑๐ ไร่

            ๕. ยาจก วณิพก ทาส ลูกทาส ศักดินา ๕ ไร่

            ส่วนชั้นที่ ๕ อันดูเหมือนจะเป็นชั้นพิเศษอยู่สักหน่อย คือ พระภิกษุ สามเณร กำหนดให้ พระภิกษุธรรมดา มีศักดินา ๔๐๐-๖๐๐ ไร่ ชั้นพระครูขึ้นไป ศักดินา ๑,๐๐๐-๒,๕๐๐ ไร่ และสามเณรศักดินา ๒๐๐-๓๐๐ ไร่

หมายเหตุ เรียนผู้อ่านที่ถามมา

            ในฉบับที่ ๒๕๘๐ พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย เป็นพระที่นั่งในพระราชวังเขมร ถูกแล้วค่ะ คงเลียนแบบและชื่อพระที่นั่งมาจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยของไทยนั่นเอง เพราะเจ้านายเขมรสมัยนั้นผูกพันกับราชสำนักไทยมาก ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ราชาธิราช (นักองเอง) ซึ่งเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ ๗ พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดฯให้ไปครองกรุงกัมพูชา พ.ศ.๒๓๓๗ พระชันษา ๒๓ ต่อมาพระโอรสคือนักองค์ด้วงก็เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชกาลที่ ๓ อยู่หลายปี จนกระทั่งเขมรสงบเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงโปรดฯให้ไปครองกัมพูชาพระราชวังของเขมรจึงเลียนแบบพระบรมมหาราชวังไปหลายประการ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น