เวียงวัง

ตอนที่ 60 : คำนำหน้าพระนาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 545
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ธ.ค. 52

เล่าอ้างถึง กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ หรือ กรมขุนพิพิธภูเบนทร์ ในรัชกาลที่ ๓ กรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์ในรัชกาลที่ ๒ เพียงผ่านๆ ไปหลายครั้ง

            ต่อไปนี้จะออกพระนามท่านเพียงว่า ฯกรมพระพิพิธฯ ละคำว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอข้างหน้าพระนาม และละสร้อยพระนามกรมเพื่อมิให้ยืดยาว

            คำนำหน้าพระนามของพระบรมวงศ์แสดงพระราชสัมพันธ์พระเจ้าแผ่นดินต่อพระบรมวงศ์พระองค์นั้นๆ ในสมัยก่อนรัชกาลที่ ๖ คำนำพระนามจะเปลี่ยนไปตามพระราชสัมพันธ์ ซึ่งเมื่อขึ้นแผ่นดินใหม่ คำนำพระนามก็เปลี่ยนจากเดิมไปด้วย เช่นจากพระเจ้าลูกยาเธอฯ เปลี่ยนเป็นพระเจ้าน้องยาเธอฯ เป็นต้น ถึงรัชกาลที่ ๖ จึงโปรดฯให้ใช้คำนำพระนามพระบรมวงศ์ ชั้น พระองค์เจ้า พระราชโอรสธิดาในพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนๆ ว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ และพระราชโอรสธิดาชั้นเจ้าฟ้าว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้า (พระองค์เจ้าทรงกรมเป็นกรมพระยา ใช้ว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ไม่มีคำว่า เจ้าฟ้า)

            ฯกรมพระพิพิธฯ พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าชายพนมวัน เป็นต้นราชสกุล พนมวัน ณ อยุธยา
            เคยเล่าถึงท่านเมื่อเล่าเรื่องวัดเบญจมบพิตรฯว่า ท่านประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศิลาในรัชกาลที่ ๒ มีพระองค์เจ้าพี่น้องร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกัน ๕ พระองค์
            เจ้าจอมมารดาศิลา ท่านเป็นธิดาของขรัวยายฟักทอง ราชินิกุลบางช้าง
            ตัวท่านขรัวยายฟ้าทอง นั้น บิดาของท่านคือ ขุนสนิทภิรมย์ เป็นบุตรชายท่านยายเจ้ามุก ส่วนมารดา คือ ท่านยายเชียง เป็นบุตรสาวของท่านตาเจ้าแทน
            ท่านตาเจ้าแทนกับท่านยายเจ้ามุก เป็นพี่ชายและพี่สาวแท้ๆ ของพระชนกทอง พระชนก สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๑
            เรียกว่าสมรสกันในระหว่างพวกราชินิกุลบางช้างด้วยกัน

            ฯกรมพระพิพิธฯ ท่านจึงมีเจ้ากรม และจางวาง เป็นพวกราชินิกุลบางช้างพระญาติพระวงศ์ รวมทั้งข้าหลวงคนน้ำข้าในกรมอีกมาก

            ในรัชกาลที่ ๓ ฯกรมพระพิพิธฯ เป็นพระเจ้าน้องยาเธอ ที่มีพระชันษารองลงมาจาก สมเด็จฯกรมพระยาเดชาดิศร (พระองค์เจ้ามั่ง) เพียงปีเดียว (ประสูติ พ.ศ.๒๓๓๗ พระองค์เจ้ามั่งประสูติ พ.ศ.๒๓๓๖ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ พระราชสมภพ พ.ศ.๒๓๓๐)

            เมื่อปลายรัชกาลที่ ๓ ครั้งทรงพระประชวรจวนจะเสด็จสวรรคต ฯกรมพระพิพิธฯ ท่านมีข้าในกรมมากมาย ซึ่งส่วนมากเป็นเชื้อสายพวกบางช้างดังกล่าว เมื่อคราวสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ สวรรคต พวกข้าในกรมก็เคยหวังกันไว้ว่าเจ้านายจะได้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ฯกรมพระพิพิธฯ จึงทรงพระวิตกว่า หากเปลี่ยนรัชกาลไม่ว่าท่านพระองค์ใด จะเสด็จขึ้นครองราชย์ แต่อำนาจก็คงอยู่ที่เจ้าพระยาพระคลัง (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์) และพระยาศรีพิพัฒน์ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ) ซึ่งอาจจะพาลหาเหตุเอาผิดกับท่าน ฯกรมพระพิพิธฯ จึงทรงระดมผู้คนพวกข้าในกรมที่อยู่ข้างนอกๆ เข้ามาอยู่ในวัง ข้าในกรมของท่านมีมากมายดังกล่าวพากันเข้ามาอยู่ระวังรักษาพระองค์ ล้นหลามจนต้องไปอาศัยนอนวัดโพธิ์ที่อยู่ใกล้ๆ ความทราบถึงเจ้าพระยาพระคลังจึงได้ไปเฝ้าปรับความเข้าใจ เหตุการณ์ก็สงบเรียบร้อย ฯกรมพระพิพิธฯ ปล่อยข้าในกรมกลับไปหมด

            ฯกรมพระพิพิธฯ นั้นท่านทรงกำกับกรมพระนครบาล (เวียง) มาแต่ในรัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาลที่ ๓ โปรดฯให้ว่ากรมพระคชบาล เป็นกรมสำคัญ มีผู้คนสังกัดมากทั้งสองกรม

            ในพระราชปรารภ ถึงพระบรมวงศ์ผู้ทรงอาวุโสอาจอยู่ในข่ายจะสืบราชสมบัติ เมื่อ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯใกล้จะเสด็จสวรรคต มีอยู่ด้วยกัน ๔ พระองค์ คือ

            ๑. ท่านฟ้าใหญ่ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
            ๒. ท่านฟ้าน้อย (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)
            ๓. กรมขุนเดช (กรมขุนเดชอดิศร พระองค์เจ้ามั่ง ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ สถาปนาเป็น กรมสมเด็จพระเดชาดิศร หรือ สมเด็จฯกรมพระยาเดชาดิศร)
            ๔. กรมขุนพิพิธ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์)
            ความในพระราชปรารภถึงเจ้านาย ๔ พระองค์นั้นว่า

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสถิตย์ธำรงสวัสดิ์ (พระองค์เจ้ามรกฎ) พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ ฉลองพระองค์แบบฝรั่ง

             การแผ่นดินไปข้างหน้า ไม่เห็นผู้ใดจะรักษาแผ่นดินได้ กรมขุนเดชเล่าท่านก็เป็นคนพระกรรณเบา ใครจะพูดอะไรท่านก็เชื่อง่ายๆ จะเป็นใหญ่เป็นโตไปไม่ได้ กรมขุนพิพิธเล่าก็ไม่รู้จักการงาน ปัญญาก็ไม่สอดส่องไปได้ คิดแต่จะเล่นอย่างเดียว ที่สติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ก็เห็นแต่ท่านฟ้าใหญ่ ท่านฟ้าน้อย ๒ พระองค์ ก็ทรงรังเกียจอยู่ว่า ท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ้าเป้นเจ้าแผ่นดินขึ้น ก็จะให้สงฆ์ห่มผ้าอย่างมอญเสียหมดทั้งแผ่นดินดอกกระมัง ท่านฟ้าน้อยเล่า ก็มีสติปัญญารู้วิชาการช่างและการทหารต่างๆ อยู่ แต่ไม่พอใจทำราชการ รักแต่การเล่นสนุกเท่านั้น

            ทรงพระราชปรารภว่า องค์หนึ่ง คิดแต่จะเล่นอย่างเดียว อีกองค์หนึ่งทรงมีสติปัญญาฉลาดเก่ง ทว่ารักแต่การเล่นสนุก

            ทรงรัก เล่นเหมือนกัน ทว่าเล่นคนละอย่าง ฯกรมพระพิพิธฯ นั้นปรากฏว่าโปรดดนตรีปี่พาทย์ละคร ทรงมีทั้งวงปี่พาทย์ และละครนอกเมื่อรัชกาลที่ ๒ ละครในในรัชกาลที่ ๓

            ส่วน ท่านฟ้าน้อยโปรดการเล่นโลดโผนทรงม้า ทรงช้าง ยิงปืน เสด็จประพาสไกลๆ  ดนตรีที่โปรดทรงก็คือ แคน

            ในพระนิพนธ์เรื่อง ตำนานละครของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า ฯกรมพระพิพิธฯ ทรงมีวงปี่พาทย์ผู้ชายวงหนึ่ง ว่าเป็นปี่พาทย์เครื่องใหญ่สำหรับทำรับเสภา คือประกอบการเล่นเสภา ซึ่งในรัชกาลที่ ๒ ว่าเป็นพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ

            ส่วนละครใน หรือละครผู้หญิง ก่อนรัชกาลที่ ๓ นอกจากวังหลวงแล้ว ผู้อื่นใดแม้แต่เจ้านายขุนนางใหญ่โตจะมีละครในหรือละครผู้หญิงไม่ได้เป็นอันขาด เพราะถือเสมอเป็นเครื่องราชูปโภค สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน

            ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯยังดำรงพระยศเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม โปรดฯให้หัดละครเด็กๆ ผู้หญิง เล่นเรื่องอุณรุท จากบทละครครั้งกรุงเก่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงทราบก็กริ้วจนต้องเลิกไป

            มาถึงรัชกาลที่ ๓ พระเจ้าแผ่นดินไม่โปรดละคร แต่ก็มิได้ทรงห้ามหวงผู้อื่น เป็นแต่ว่าทรงตำหนิติเตียนบ้าง ทรงพระราชนิพนธ์กลอนแช่งชักคนหลงมัวเมากับละครบ้าง คงมิได้มีพระราชประสงค์จะให้เลิกเสียทีเดียว จึงมิได้ห้ามปรามโดยพระราชานุภาพคงจะทรงพระราชดำริว่า เป็นการเล่นสำหรับบ้านเมืองมาแต่โบราณพูดอย่างสมัยนี้ ก็คือเป็นวัฒนธรรมของชาติ

            ในรัชกาลที่ ๓ แม้จะมิได้ยกเลิกกฎ (หมาย) ห้ามผู้อื่นมีละครผู้หญิง ทว่า เมื่อของหลวงไม่มีเสียแล้ว ข้างนอกก็ลักลอบเล่นกัน นานๆ เข้าเห็นในหลวงท่านไม่ทรงห้ามเป็นการเด็ดขาด ก็เลยทำไม่รู้ไม่ชี้เปิดเผยกันออกมา ในรัชกาลที่ ๓ จึงแม้ละครของหลวงไม่มี แต่ก็มีละครอย่างละครหลวงของเจ้านายและขุนนางใหญ่โตถึง ๑๑ โรง ๑ ใน ๑๑ คือ ละคร ฯกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์

            ละครโรง ฯกรมพระพิพิธฯ นั้นว่ากันว่า กระบวนรำสวยงามดีกว่าโรงอื่นๆ ทั้งนั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

33 ความคิดเห็น