เวียงวัง

ตอนที่ 298 : ที่ดินพระราชทาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 420
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 เม.ย. 53

เรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับที่ดินสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังเป็น 'เจ้าแผ่นดิน' อยู่นั้น
           ปรากฏใน จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๒๐ เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ ๙ ปี) อยู่เรื่องหนึ่ง ว่า
          "พระองค์เจ้าประภัศรถวายเรื่องราว ว่าด้วยที่ (ดิน) ของท่านมีผู้ปลูกเรือนไปอยู่ถึง ๓๐ ปี เขาลงเสาไม้แก่น แล้วมีผู้ตัดสินว่าเป็นสิทธิกับผู้อาศัย ที่จริงเป็นที่ (ดิน) ของท่านจริงๆ ขอพระบารมีเป็นที่พึ่งแต่เรื่องนี้ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ทรงเห็นว่าจะแพ้เขา แต่ (พระองค์ประภัศร) ท่านไม่ทราบกฎหมายก็เถียงไปกระนั้น ครั้นจะไม่ให้ตรวจให้ก็จะเสียพระทัยด้วยท่านทรงพระกันแสงมาก จึงโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นพิชิตฯไปตรวจ ถ้าเห็นว่าแพ้เขา จะซื้อพระราชทาน"
          เรื่องนี้ ปรากฏต่อมาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงขอซื้อพระราชทานแก่พระองค์เจ้าประภัศร แสดงว่า เวลานั้นมีพระบรมราชโองการประกาศเป็นกฎหมายออกมาก่อนแล้วในเรื่องที่ดินที่ราษฎรเข้าไปอยู่อาศัยเท่านั้นเท่านี้ปีก็ให้ตกเป็นของผู้ปลูกเรือนอยู่อาศัย

          ดังนี้ แม้พระเจ้าแผ่นดินจะทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินทั่วพระราชอาณาเขตตาม 'ทฤษฎี' ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เมื่อทรงมีพระบรมราชโองการประกาศกฎเกณฑ์ใดเป็นกฎหมายของบ้านเมืองแล้ว พระองค์ก็ทรงยอมทำตาม แม้ว่าจะทรงอยู่เหนือกฎหมาย
          พระองค์เจ้าประภัศร เป็นพระเจ้าน้องนางเธอในรัชกาลที่ ๕ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเกษ ไม่ทราบว่าเจ้าจอมมารดาเกษเป็นธิดาของท่านผู้ใด ทว่า เห็นจะไม่ใช่ขุนนางหรือเจ้าสัวคหบดีสำคัญๆเท่าใดนัก จึงปรากฏเรื่องราวของเจ้าจอมมารดาเกษแต่เพียงสั้นๆว่า ป่วยเป็นโรคชราถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ ในรัชกาลที่ ๖ อายุ ๙๖ ปี ในพระบรมมหาราชวัง
          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุมากแล้ว ถึง ๔๗ พรรษา พระราชโอรสธิดา ที่ล้วนแต่ประสูติหลังเสด็จครองราชย์นั้น เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคต จึงมีพระชันษายังน้อยๆ พระองค์เจ้าหญิงยิ่งเยาวลักษณ์ฯ พระราชธิดาองค์ใหญ่ พระชันษาเพิ่งย่าง ๑๗ พระองค์เจ้าเจริญกมลสุขสวัสดิ์ พระราชธิดาพระองค์ที่สุด ประสูติหลังสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตแล้ว ๕ เดือน ว่ากันว่าจึงพระราชทานพระนามไว้ล่วงหน้าเป็นกลางๆ เมื่อยังไม่ทรงทราบว่าเป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดาว่า 'เจริญกมลสุขสวัสดิ์'
          ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระราชดำริว่า พระองค์ทรงพระชรา จึงทรงไม่ประมาท ได้ทรงพระราชทานสินทรัพย์ เงินทอง พร้อมทั้งพระบรมราโชวาท สั่งสอนพระราชโอรสธิดา แต่ละพระองค์ มีข้อความอันจับใจเป็นอย่างยิ่ง ดังขอเชิญมาเป็นบางตอนดังนี้
           "สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ ฯลฯ พระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๔ ในพระราชวงศ์ ซึ่งตั้งกรุงรัตนโกสินทรมหินทรายุทธ ผู้เป็นบิดาของบุตรจะขอสั่งสอนผู้บุตรไว้ว่า (ทรงเอ่ยพระนามพระราชโอรสและพระราชธิดาแต่ละพระองค์) เอ๋ย พ่อขอสั่งแก่ตัวเจ้าไว้ ทรัพย์ที่หางว่าวจำนวนผูกติดกับหนังสือนี้ มีตราของพ่อปิดไว้เป็นสำคัญเท่านี้ พ่อให้แก่เจ้าคนเดียว ตัวเจ้าเมื่อโตใหญ่อายุได้ ๑๖ ปีแล้ว จะคิดอ่านเอาเป็นทุนทำมาหาเลี้ยงตัวต่อไป และใช้สอยตามสมควรเถิด แต่พ่อขอเสียเป็นอันขาดทีเดียว คิดถึงคำพูดสั่งสอนให้มากนักหนา อย่าสูบฝิ่น แลอย่าเล่นผู้หญิงที่ชั่ว (ทรงสั่งสอนพระองค์ชาย) อย่าเล่นเพื่อนกับใครเลย มีผัวมีเถิด แต่อย่าให้ปอกลอกเอาทรัพย์ของเจ้าไปได้นัก (ทรงสั่งสอนพระองค์หญิง)..."
          พระบรมราโชวาทตอนต้นนี้ ที่ทรงสั่งสอนพระราชโอรสมิให้ทรงสูบฝิ่น และเล่นผู้หญิงที่ชั่วดูเป็นธรรมดา เพราะในสมัยก่อนโน้น ผู้หญิงขายตัวที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า 'ผู้หญิงคนชั่ว' ซึ่งมีศัพท์เรียกกันอีกหลายอย่างนั้นมีอยู่มากมาย นับว่าเป็นการทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างหนึ่งของพวกผู้หญิงอย่างค่อนข้างเปิดเผย เรียกกันว่า โรงผู้หญิงคนชั่ว เจ้าสำนักบางคนถึงกับมีคนเรียกกันว่า คุณแม่ ก็มี
          และที่ทรงสั่งสอนพระองค์หญิงว่า 'อย่าเล่นเพื่อนกับใครเลย' นั้น ก็เพราะสมัยกระโน้น เรื่อง 'เล่นเพื่อน' ในหมู่ชาววัง คือหญิงรักใคร่กับหญิง โดยฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็นชาย อีกฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็นผู้หญิง รักใคร่กันมีพฤติกรรมฉันชู้สาว เป็นที่นิยมในหมู่ชาววัง ทั้งวังหน้า วังหลวง ดังปรากฏอยู่ในเพลงยาวพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงสั่งสอนและบริภาษชาววังหน้าว่า
          "ที่ข้อใหญ่ชี้ให้เห็นเรื่องเล่นเพื่อน
          ทำให้เฟือนราชกิจผิดทุกสิ่ง
          ถ้าจะเปรียบเนื้อความไปตามจริง
          เสมอหญิงเล่นชู้จากสามี
          นี่หากวังมีกำแพงแขงแรงรอบ
          เป็นคันขอบดุจเขื่อนคิรีศรี
          ถ้าหาไม่เจ้าจอมหม่อมเหล่านี้
          จะไปเล่นจำจี้กับชายเอยฯ"
          ส่วนเรื่องที่ (ดิน) พระราชทานนั้นปรากฏว่า ในรัชกาลที่ ๔ มีการขุดคลองหลายคลอง บางคลองก็ขุดผ่านบ้านเรือนราษฎรที่อยู่อาศัย และทำมาหากิน มีไร่นาสองฟากคลองบ้างแล้ว เช่น คลองผดุงกรุงเกษมล้อมรอบกรุงเทพฯชั้นนอก แต่บางคลองก็ขุดผ่านที่รกร้างว่างเปล่า เช่น คลองมหาสวัสดิ์ ที่ขุดไปออกแม่น้ำนครชัยศรี
           ที่รกร้างว่างเปล่าบางแห่งเหล่านี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงทรง 'จับจอง' แบ่งพระราชทานให้แก่พระราชโอรสธิดา พระองค์ละส่วน สองส่วน โดยเฉพาะพระราชธิดา เพื่อได้ทรงอยู่อาศัย หากจำเป็นต้องพลัดพรากจากพระราชวัง ด้วยไม่ทรงมั่นพระราชหฤทัยว่า ต่อไปเจ้านายพระองค์ใดจะเสด็จขึ้นครองราชย์ ภายในพระบรมมหาราชวังนั้นเพียงในรัชกาลของพระองค์ก็มีเจ้านาย เจ้าจอมพระสนมคับคั่งทั้งของแผ่นดินก่อนๆ รวมกับในแผ่นดินนี้อยู่หลัง หากพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ต่อไปทรงมีพระราชธิดา เจ้าจอมพระสนมเข้ามาอยู่มากขึ้นอีก ก็จะยิ่งคับคั่ง
          ดังนั้น เมื่อขุดคลองมหาสวัสดิ์เสร็จแล้ว จึงทรงมีพระบรมราชโองการ ประกาศทรง 'จับจอง' ที่นาพระราชทานพระราชโอรสธิดา ดังนี้
          "สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎฯ พระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ ๔ ในพระบรมมหาราชวงศ์ ปัจจุบันนี้ ขอประกาศแก่ชนที่ควรจะรู้คำประกาศนี้ว่า
          ที่ท้องทุ่งริมคลองขุดใหม่ ตั้งแต่บางขวางไปออกบ้านงิ้วรายนั้น เป็นแขวงเมืองนนทบุรี เมืองนครไชยศรี แต่เดิมรกร้างว่างเปล่าอยู่ หามีผู้เป็นเจ้าของไม่ ครั้นเมื่อขุดคลองตลอดไปแล้ว ข้าพเจ้าได้สั่งเจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดีที่พระคลังผู้เป็นแม่กองขุดคลอง ให้จับที่ร้างว่างเปล่านั้นเป็นที่นา อยู่ในแขวงเมืองนนทบุรีฝั่งเหนือ ๑,๖๒๐ ไร่ อยู่ในแขวงเมืองนครไชยศรีฝั่งเหนือ ๙,๓๙๖ ไร่ ฝั่งใต้ ๕,๑๘๔ ไร่ รวมเป็นที่นา ๑๖,๒๐๐ ไร่ ให้แบ่ง ๕๐ ส่วน ได้ส่วนละ ๓๒๔ ไร่ เป็นที่นายาว ๖๐ เส้น กว้าง ๕ เส้น ๘ วา ที่นาทั้งปวงนี้ เพราะไม่มีเจ้าของมาแต่เดิม เป็นที่จับจองของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอยกส่วนที่ว่านั้นส่วนหนึ่ง ให้บุตรชายหญิงของข้าพเจ้า คนละส่วนบ้าง สองส่วนบ้างให้เป็นที่ให้บ่าวไพร่ไปตั้งทำนา หรือจะให้ผู้อื่นเช่าก็ตาม
           ส่วนหนึ่งซึ่งจะมีสำคัญ ด้วยหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ข้าพเจ้ายอมยกให้ (พระนาม) ให้ (พระนาม) จงเอาหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไปเป็นสำคัญแล้ว ขอให้เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี นำข้าหลวงไปรังวัดแล้ว ทำตราแดงให้เป็นสำคัญ ตามอย่างธรรมเนียมแผ่นดินเมืองเถิด"
ประกาศพระบรมราชโองการนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๔ (คลองขุดมหาสวัสดิ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๐ เสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๔) จากวันประกาศพระราชทานที่นา จนถึงปีที่พระองค์เจ้าประภัศร กราบบังคมทูลเรื่องที่นาของท่านเป็นเวลา ๑๖ ปี แต่เขาอ้างว่า เขาปลูกเรือนเสาไม้แก่นมานานถึง ๓๐ ปีแล้ว ชะรอยอาจจะเป็นที่นาผืนอื่นของท่านก็ได้ ทว่าสรุปแล้วก็คือ ทรงปล่อยที่ดินให้ว่างอยู่ โดยที่ทรงมั่นพระทัยว่า เป็นที่ของท่าน โดยมิได้ทรงทราบกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นเอง
           อนึ่ง ในประกาศพระบรมราชโองการ ที่ว่า 'ตราแดง' นั้น คงหมายถึงตราแผ่นดิน หรือตราราชการที่ประทับด้วยหมึกแดงลงในหนังสือราชการนั่นเอง
           ส่วนที่ว่า หนังสือพิมพ์ก็คงหมายถึงหนังสือทางราชการ ซึ่งขณะนั้นเริ่มมีการพิมพ์ แทนประกาศเขียนด้วยลายมืออาลักษณ์อย่างแต่ก่อน

33 ความคิดเห็น