ตอนที่่ 1 สาวมีนกร ( ต่อ ) - นิยาย ตอนที่่ 1 สาวมีนกร ( ต่อ ) : Dek-D.com - Writer
×

ตอนที่่ 1 สาวมีนกร ( ต่อ )

ยอดวิวรวม

45

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


45

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนตอน : 0 ตอน
อัปเดตล่าสุด :  5 มิ.ย. 65 / 20:56 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ตลาดสดในเช้าวันอาทิตย์พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่พากันมาเดินเลือกซื้อของ เข้ม เบิ้ม และมัจฉากำลังช่วยกันเลือกส้มเขียวหวานใส่ลงในถุง โตเดินผ่านเข้ามาเห็นพอดีหยิบฝรั่งขว้างใส่เข้มเต็มแรง เขาทำหน้าเย้ยหยันด้วยความสะใจ เบิ้มคิ้วขมวดไม่พอใจ

“ ไอ้โต ไอ้ชาติชั่วมึงเอาฝรั่งมาเขวี้ยงใส่หัวกูทำไมวะ ”

“ มึงจะทำไม ไอ้ขี้ครอก ” 

“ ไอ้ลูกเมียน้อย ”    เข้มไม่รอช้าเดินเดินเข้าไปชกหน้าโตจนล้มคว่ำกับพื้น  เบิ้มกับมัจฉาคอยกันไม่ให้เพชรเข้าไปทำร้ายเบิ้ม เหตุการณ์บานปลายไปกันใหญ่เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมกัน โตยังไม่หยุดคุกคามเข้มทางวาจา เข้มหมดความอดทนกระโดดถีบโตเต็มแรงจนล้มนอนกองกับพื้น เพชรรีบวิ่งเข้ามาช่วยโตต่างฝ่ายต่างดวลหมัดเข้าหากัน มัจฉาเห็นท่าไม่ดีถีบโตออกจากเข้มหันหลังกลับไปชกหน้าเพชร เหตุการณ์วุ่นวายไปกันใหญ่ไม่มีใครยอมใครทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนชุลมุนวุ่นวายไปทั้งแผงผลไม้ในแถบนั้น

“  อีมัจ อีทอมมึงกล้าดียังไงมาถีบกู วันนี้กูจะทอมอย่างมึงมาทำเมียให้ได้  ” โตโกรธมากเดินเข้าไปจับตัวมัจฉา ทักษะการต่อสู้ไม่มีทำให้พลาดท่าเสียถูกมัจฉาจับโยนลงไปกองกับพื้น

“ จับแม่มึงไปทำเมียก่อนแล้วกัน ไอ้ลูกเมียน้อยอย่างมึงไม่มีวันทำอะไรคนอย่างกูได้หรอก ” 

“ ไอ้เพชรจัดการพวกมันให้สินซาก อย่าให้พวกมันมีแรงเดินกลับบ้าน ”

“ ไอ้เข้ม ! ไอ้เบิ้ม ! แกสองคนรอเก็บศพไอ้พวกนี้สองตัวได้เลย วันนี้ฉันจะกระทืบไอ้สองตัวนี้ให้จมดินเอาเลือดมาล้างตีนไอ้เบิ้มให้หายแค้น ”  มัจฉาไม่รอช้าวิ่งเข้าไปกระโดดถีบเพรชกระและโตกระเด็นไปคนละทางทั้งสองคนยืนขึ้นจะเข้ามาทำร้ายมัจฉาแต่ไม่สามารถทำอะไรมัจฉาได้เลยทั้งสองคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัจฉาอาจเป็นเพราะเป็นนักมวยทำให้มีทักษะการต่อสู้มากกว่าทั้งสองคน ผู้ชายสองคนเสียท่าให้ผู้หญิงเพียงคนเดียวสร้างความอับอายกับทั้งสองคน

“  อีนางทอม กูจะไปบอกให้ครูเพ็ญจันทร์จัดการมึง ”

“ ไอ้ลูกเมียน้อย เชิญไปฟ้องเลย กูไม่กลัวหรอกครูเพ็ญจันทร์ ถ้ามึงแน่จริงไปเลยสิ บ้านกูอยู่ใกล้แค่นี้เอง ”

โตชวนเพชรกลับบ้านรอวันกลับมาคิดบัญชีแค้นกับมัจฉารีบพากันเดินออกจากตลาด             อีกฟากหนึ่งของตลาดเพ็ญจันทร์กับพุทธชาดกำลังช่วยกันเลือกซื้อปลาอยู่ตรงแผงขายปลาท้ายตลาด โตกับเพชรวิ่งออกมาเจอเพ็ญจันทร์กับพุทธชาดที่กำลังช่วยกันเลือกซื้อปลาทับทิม

“ สวัสดีครับครู ครูช่วยผมสองคนด้วยครับ ”  โตแสดงละครฟ้องเพ็ญจันทร์กล่าวหาว่าโดนมัจฉาทำร้ายพร้อมกับเปิดบาดแผลให้เพ็ญจันทร์ดู

“ เกิดอะไรขึ้นบอกครูมาสิ ใครเป็นคนทำร้ายพวกเธอ ”

“ พวกผมสองคนโดนมัจฉากระทืบมาครับ  ” เพ็ญจันทร์ถอนหายใจ

“ หนูสองคนเป็นอะไรมาหรือเปล่าลูกเดี๋ยวครูพาไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจดูว่าบาดเจ็บอะไรตรงไหนบ้าง ”

“ พวกผมสองคนไม่ได้เป็นอะไรมากครับครูมีแค่รอยฟกช้ำนิดหน่อยครับ ”

“ แน่ใจนะว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ”

“  ครับครู ขอบคุณมากครับ ” พุทธชาดพยายามพูดให้เพ็ญจันทร์อารมณ์เย็นลงเกรงว่าเมื่อกลับบ้านไปเจอกับมัจฉาจะมีเรื่องทะเลาะและกลัวมัจฉาจถูกเพ็ญจันทร์ลงโทษ

“  วันนี้เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว กลับมาเมื่อไหร่น่าดู  ”

“ ป้าคะ พุดคิดว่าน้องคงไม่ได้ตั้งใจทำร้ายโตกับเพชรคงจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน ”

“ เลิกให้ท้ายน้องสักที ป้าเข้าใจว่าพุดรักน้องมากแต่ลูกก็ต้องสอนให้น้องเป็นคนดีไม่ใช่ทำตัวเป็นอันตพาลระรานชาวบ้านแบบนี้ คนประเภทนี้เรียน ขยะสังคม ”

ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊จุ่ม เข้ม เบิ้มและมัจฉานั่งรอชลธีอยู่ภายในร้าน ชลธีเดินเข้ามาพร้อมทั้งหอบเอกสารและหนังสืออีกหลายเล่มเดินเข้าไปหาทุกคน  สายตาของคนในร้านหันมามองชลธีด้วยความสงสัยเข้าใจว่าชลธีเป็นคนเก็บของเก่า

“ ไอ้ชลแกถือของอะไรมาเยอะแยะ หนังสืออะไรของแกถึงได้มากมายขนาดนี้ 

“ฉันเอามาให้แกอ่านเหลือไม่กี่วันแล้วจะถึงวันสอบ ” 

“  สอบอะไรวะ แกเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า ฉันไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลาย ขอบใจมาก ”

“ ไอ้มัจ แกหมายความว่ายังไง ในเมื่อป้าเพ็ญไม่ให้แกเรียนประมงเพราะฉะนั้นแกก็ต้องเรียนมัธยมปลายตามคำสั่งของป้ามิใช่หรือไง ”

“ ใครว่าคนอย่างไอ้มัจนั้นหรอจะไปเรียนมัยธยมปลายไม่มีวันเสียหรอก แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบ พรุ่งนี้ฉันไปรายงานที่วิทยาลัยประมง ”

“  แกว่าไงนะ ฉันได้ยินไม่ผิดใช่ไหมแล้วนี่ป้าเพ็ญรู้เรื่องหรือยัง ”

“ ยัง  ”

“ ก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ มาแล้วจ๊ะทุกคน  ”  เจ๊จุ่มวางชามก๋วยเตี๊ยวลงบนโต๊ะ ทุกคนก้มหน้าปรุงก๋วยเตี๋ยวของตนเอง บรรยากาศในช่วงเวลากลางวันภายในร้านพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่แวะเข้ามาภายในร้าน ในขณะที่เจ๊จุ่มและลูกน้องช่วยกันบริการดูแลลูกค้า

“ พรุ่งนี้ฉันต้องไปรายงานตัว ฉันจะให้พวกแกช่วยปลอมตัวเป็นผู้ปกครองให้หน่อย ”

“  ห๊ะ !  ปลอมตัว ”  ทุกคนตอบพร้อมกัน 

“ ป้าเพ็ญรู้เข้าเป็นเรื่องแน่ ฉันว่าแกไปคุยกับป้าอีกสักรอบดีไหม  ”

“ คุณชลธีคะ !  แกน่าจะรู้นิสัยของคุณนายเป็นอย่างดีว่าเป็นอย่างไรแล้วแกจะให้ฉันไปไปบอกอีกทำไม ในเมื่อรู้คำตอบอยู่แล้ว ”

“  ไอ้ชลทำไมแกปอดแหกแบบนี้วะ ไอ้มัจแกไม่ต้องเป็นห่วง พวกฉันสองคนช่วยแกเองรับรองไม่มีใครจับได้แน่นอน ”

“ เรื่องลงทะเบียนของละ เงินจ่ายค่าเทอมแกมีแล้วหรือยัง ถ้ายังฉันพอมีอยู่บ้าง ”

“ เอาเงินพวกฉันไปก่อนไหม ”

“ ฉันขอบใจพวกแกทั้งสามคนมากเลยแต่ฉันไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทะเบียน วิทยาลัยประมงเรียนฟรี ”

ด้วยความเป็นห่วงพุทธชาดรีบโทรมให้มัจฉากลับบ้านแต่ไม่สามารถติดต่อน้องได้ เพ็ญจันทร์รอชำระความกับมัจฉาแต่อีกฝ่ายไม่ทีท่าจะกลับบ้าน 

“  เย็นมากแล้วทำไมมัจยังไม่กลับบ้าน ”

“ คุณพุดยังไม่ชินอีกหรอคะ เดี๋ยวสักพักก็คงกลับ ”

“ พุดชินแล้วคะพี่เปรี้ยวแต่วันนี้น้องไปมีปัญหากับเพื่อนแล้วป้าก็รู้แล้วด้วย น้องกลับมาบ้านช้า ป้ายิ่งโกรธเข้าไปอีก  ”

“  นึกแล้วเชียว ทำไมวันนี้คุณผู้หญิงกลับมาไม่พูดกับใครเดินเข้าไปในห้องทำงานตั้งแต่บ่ายจนถึงตอนนี้ ”

“ คุณหนูของป้ามาอยู่ที่นี้นี่เอง ของที่คุณหนูให้ป้าเตรียมไว้เสร็จแล้วนะคะ ”

พิมพ์ภาแม่บ้านคนสนิทของเพ็ญจันทร์ทำงานรับใช้ดูแลบ้านหลังนี้มาตั้งแต่สมัยจันทราน้องสาวของเพ็ญจันทร์ยังมีชีวิตอยู่จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ ผู้กุมความลับทุกอย่างในบ้านเอาไว้ 

“ วันนี้คงไม่ได้ทำแล้วจ๊ะป้า ป่านนี้แล้วมัจยังไม่กลับบ้านมาเลย  ”  พุทธชาดถอนหายใจ เพ็ญจันทร์เดินมาหาพุทธชาดที่ห้องโถง มัจฉาเดินเข้าไปกอดเพ็ญจันทร์ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

“ คุณนาย พี่พุด สวัสดีคะ ”

“  นี่มันกี่โมงแล้วทำไมพึงกลับบ้าน พรุ่งนี้ต้องไปรายตัวเข้าเรียน  ”  มัจฉางงไม่เข้าใจคำพูดคของเพ็ญจันทร์ยิ้มออกมาด้วยความดีใจเข้าใจว่าเพ็ญจันทร์ใจอ่อนยอมให้เรียนปวช.สาขาวิชาประมงตามที่ตัวเองต้องการ

“ คุณนายยอมให้มัจเรียนประมงแล้วหรอ ”

“ ใครบอก พรุ่งนี้ป้าให้มัจไปรายงานตัวเข้าเรียนมัธยมปลายต่างหากละ  ”

“ มัจไม่เรียน คุณนายอยากเรียนก็ไปเรียนเองสิ ”

“ ไอ้เด็กคนนี้พูดไม่รู้ฟังยังจะดื้ออีก ”

“ มัจไม่เรียน”

“  ไปไหนมา ทำไมพึงกลับบ้าน ”

“ มัจไปหาไอ้เข้มกับไอ้เบิ้ม คุณนายมีอะไรหรือเปล่า ทำไมวันนี้ดูอารมณ์ไม่ดีเลย ”

“ มี ! ”   เพ็ญจันทร์ทำเสียงเข้ม มัจฉาแกล้งทำไม่รู้เรื่อง

“ คุณนายพูดเหมือนมัจไปทำอะไรผิดมาอย่างนั้นแหละ ”

“ วันนี้ไปทำอะไรผิดมาละมีอะไรจะสารภาพไหม ”

“ คุณนายพูดเรื่องอะไรมัจไม่เข้าใจ ”

“ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ใครสั่งใครสอนให้มีนิสัยแบบนี้  ”

“  คุณนายบอกมาสิว่ามัจทำอะไรผิด ทุกวันนี้มัจทำอะไรก็ผิดทุกอย่างในสายตาของคุณนาย ”  เพ็ญจันทร์อึ้งเงียบไปชั่วขณะไม่คิดว่ามัจฉาจะตอบกลับมาอย่างนี้แกล้งทำน้ำเสียงเป็นปกติ

“ พิมพ์ไปหยิบไม้เรียวมาให้ฉัน ”

“ ป้าคะ อย่าตีน้องเลยคะเรื่องแค่นี้เองไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรก็แค่เด็กทะเลาะกัน ”   เพ็ญจันทร์ดึงไม้เรียวมาจากมือของพิมพ์ภาพร้อมกับส่งสายดุไปให้ทุกคน  มัจฉาถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายตลอดเวลาที่ผ่านมาเพ็ญจันทร์ไม่เคยทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดีรับฟังปัญหาแม้แต่ครั้งเดียวเลย  เพ็ญจันทร์ฟาดไม้เรียวลงบนตัวของมัจฉา พุทธชาดเอาตัวมาบังเอาไว้ 

“ พี่พุด ! ”

“ เจ็บไหมลูก ป้าขอโทษ ” มัจฉาหันไปมองเพ็ญจันทร์กำลังใช้มือลูบแผลที่แขนของพุทธชาด  สายตาเศร้า ๆ คู่นั้นกำลังมองเพ็ญจันทร์ด้วยความน้อยใจ 

“ พุดผิดเองที่สอนน้องไม่ดีความผิดครั้งนี้พุดขอรับไว้เองคะ ”  เพ็ญจันทร์ถอนหายใจยื่นไม้เรียวให้กับเพ็ญจันทร์เดินออกไป มัจฉาโน้มตัวลงนอน พุทธชาดเปิดประตูเดินเข้ามาโน้มตัวลงนอนพลิกตัวเข้าไปกอดมัจฉาทางด้านหลัง มัจฉาพลิกตัวกลับมากอดพุทธชาด

“ พี่พุด คุณนายรู้ได้ยังไงว่าวันนี้มัจไปมีเรื่องกับพวกไอ้โต ”

“ วันนี้พี่ไปตลาดกับป้า ในระหว่างที่เลือกปลาอยู่ โตกับเพชรเดินมาทางนี้เจอกับป้าพอดีเลย หลังจากนั้นสองคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ป้าฟัง ”   

“ พี่พุดเจ็บมากไหม  ยื่นแขนมาสิมัจทายาให้ ”  มัจฉาค่อย ๆ ทายาลงบนแขนของมัจฉาอย่างเบามือ พุทธชาดเอามือลูบหัวมัจฉาพร้อมทั้งยิ้มให้ 

“ นอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปรายงานตัวพร้อมกับป้า ”

“ มัจไม่ไป พรุ่งนี้มัจต้องไปรายงานตัวที่วิทยาลัย ”

“ หมายความว่ายังไง ” 

“ หมายความอย่างที่พูดนั้นแหละ มัจไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลาย อย่างที่คุณนายบอกหรอกนะพี่ พรุ่งนี้มัจต้องไปรายงานตัวที่วิทยาลัยประมง ” 

“ แน่ใจแล้วหรอที่ทำแบบนี้ ลองคิดทบททวนดูไหมสักรอบดีไหม ป้ารู้เข้าบ้านแตกพี่ไม่อยากจะคิด ”

“ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด สวรรค์ลิขิตไว้แบบนี้แล้ว ”

“ เอาที่สบายใจนะไอ้น้องรัก ”

มัจฉาตื่นเช้าแต่งตัวออกจากบ้านไปรอเข้มและเบิ้มตรวหน้าปากซอยหมู่บ้าน  เข้มแต่งเป็นผู้หญิงปลอมตัวเป็นแม่ของมัจฉา เบิ้มใส่ชุดสูททั้งสามคนขับรถมอเตอร์ไซด์ไปวิทยาลัยประมง  บรรยากาศการรายวันรายงานตัวพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่พาลูกจูงหลายมารายงานตัว มัจฉา เข้มและเบิ้มเดินเข้าไปยังหอประชุม ห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยคนจำนวนมาที่ทยอยเดินกันเข้ามา บางส่วนเดินออกไป มัจฉาเหลือบไปเห็นสุปราณีย์นั่งอยู่ตรงโต๊ที่ตัวเองไปรายงานตัวทำให้หยุดเดินสูดลมหายใจทำตัวให้ปกติที่สุด

“ ไอ้เข้ม  !  ไอ้เบิ้ม !  ป้าสุเป็นครูอยู่ที่นี้  เห้อ !   ทำไมชีวิตของฉันต้องมีแต่อุปสรรคด้วยวะ ”

“ ใจเย็น ๆ ทำตัวให้ปกติที่สุด ป้าสุกับแกไม่เจอแกมานานหลายปี นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เขาคงจำแกไม่ได้หรอก ”

“ สู้ ๆ  นะเพื่อน ”   

มัจฉารวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาสุปราณีย์วางเอกสารทั้งหมดลงบนโต๊ะ  สุปราณีย์ยิ้มก้มหน้าตรวจเอกสาร

มัจฉาพยายามกลบเกลื่อนแสดงอาการให้ปกติที่สุดกลัวสุปราณีย์จะรู้ว่าฐานะของตัวเอง

“ นามสกุลของหนูเหมือนกับนามสกุลเพื่อนของครูเลย  หนูเป็นหลานของสุปราณีย์หรือเปล่า  ”

“  แค่ญาติห่าง ๆ คะครู  ”

“   มัจฉา  ! ชื่อของหนูเหมือนกับชื่อของหลานครู ”

“ คนเราชื่อซ้ำกันได้นะคะครูมันเป็นเรื่องปกติมากเลยค่ะ ”

“ ครูก็ว่าอย่างนั้นแหละ สัญญากับครูได้ไหมว่าหนูจะตั้งใจเรียนจะ ไม่หนีครูไปก่อนจบการศึกษา ”

“ คะครู ”

“ ครูเป็นครูประจำชั้นของหนู เจอกันอีกทีวันเปิดเทอม  ” หลังจากรายงานตัวเสร็จ มัจฉาเดินไปหาเข้มและเบิ้มอีกฝั่งของห้องประชุมทั้งสองคนนั่งรออยู่ตรงประตูทางเข้า 

“  เป็นบ้างวะแก  ป้าสุจำแกได้ไหม ”

“ จำไม่ได้แต่คุ้นชื่อและนามสกุลและยังถามอีกว่าฉันเป็นอะไรกับคุณนาย  ฉันตอบไปว่าเป็นญาติห่าง ๆ กัน ”

ภายในห้องสี่เหลี่ยม เพ็ญจันทร์นั่งคิดทบทวนเรื่องราวในอดีต วันเวลาผ่านไปเร็วเหมือนกับใบไม้ไหวจากวันนั้นถึงวันนี้สิบแปดปีเต็มที่ต้องปกปิดเรื่องราวในอดีตอันแสนข่มขืนไว้เพียงลำพังคนเดียว ถ้าหากวันหนึ่งมัจฉารู้ความจริงทั้งหมด ความรักที่เคยมีให้จะยังเหมือนเดิมอยู่ไหม  ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว  เสียงเคาะประตูห้องทำให้เพ็ญจันทร์ได้สติ มัจฉาเดินเข้ามาหาในเพ็ญจันทร์ ใบหน้าอันเรียบเฉยของเพ็ญจันทร์ยิ่งทำให้มัจฉากลัวพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด

“ ไปไหนมาทำไมไม่ไปรายงานตัวกับป้าปล่อยให้ป้ารอทั้งวัน ” 

“ มัจไปรายตัวเข้าเรียนที่วิทยาลัยประมงมาคะ ”

“ ทำไมถึงได้ดื้อแบบนี้ มีหูไว้กันสมองเพียงอย่างเดียวใช่ไหม ป้าบอกแล้วมิใช่หรอกว่าให้มัจเรียนแล้วทำไมยังกล้าขัดคำสั่งของป้า ” มัจฉาถอยหายใจเดินเข้าไปกอดเพ็ญจันทร์ 

“ ตั้งแต่เล็กจนโตป้าไม่เคยมีของขวัญแม้กระทั่งความรักจากป้า ครั้งนี้มัจขอป้าแล้วกัน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนทั้งหมดมัจเป็นคนรับผิดชอบเองจะไม่มารบกวนเงินของป้าแม้แต่บาทเดียว ” มัจฉาเดินจากไป เพ็ญจันทร์อึ้งทำตัวไม่ถูกถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ นานนับหลายปีที่มัจฉาไม่ยอมเรียกตนเองว่าป้าแต่กลับเรียกว่าคุณนาย แต่ในวันนี้กลับเรียกตัวเองว่า ป้า เพ็ญจันทร์รับรู้ถึงความรู้สึกของมัจฉาได้เป็นอย่างดี 

“ มัจคงเบื่อที่ป้าชอบบังคับมัจเลยพาลทำให้เข้าใจผิดคิดว่าป้าไม่รัก  ทำไมป้าจะไม่รักมัจละลูก ในเมื่อมัจเป็น  ”  เสียงเรียกของพิมพ์ภาทำให้เพ็ญจันทร์ได้สติรีบเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า

“ คุณผู้หญิงร้องไห้ทำไมคะ ทะเลาะกับคุณหนูมัจฉาอีกแล้วละสิ ”

“ เปล่าวันนี้ฉันไม่ได้ทะเลาะกับยัยมัจหรอกพิมพ์แต่คำพูดของยัยมัจต่างหากที่ทำให้ฉันเสียใจ ”

“ คุณหนูพูดว่าอะไรคะถึงกับทำให้คุณผู้หญิงต้องเสียน้ำตา  พิมพ์ไม่อยากจะเชื่อ ”

“ ยัยมัจบอกกับฉันว่า ตั้งแต่เล็กจนโตฉันไม่เคยมีของขวัญให้หรือแม้กระทั่งความรัก  ยัยมัจเข้าใจคิดว่าฉันไม่รักแกเลย หมายังรักลูกของมัน ฉันเป็นมนุษย์ ทำไมฉันจะไม่รักในเมื่อมัจฉา 

“ อย่าพูดดังไปคะคุณผู้หญิง กำแพงมีหูประตูมีตา เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า ”

“ ขอบใจนะที่ช่วยเตือนสติฉัน ”

“ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตายแต่คนเราก็อายที่จะพูดความจริง ถ้าวันหนึ่งคุณหนูรู้ความจริงคุณผู้หญิงทำใจยอมรับได้แค่ไหน ”

มัจฉาแวะมาหาชลธีที่บ้าน ชลธีเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน บริเวณบ้านของชลธีร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ นานาชนิดมองดูคล้ายกับป่าขนาดย่อม มัจฉาค่อย ๆ เดินอ้อมไปทางด้านหลังของชลธีเอื้อมมือไปปิดตาชายหนุ่มเอาไว้ 

“  ทายสิว่าใคร ”

“ คุณหนูมัจฉา ”   มัจฉาเอามือออกจาก ชลธีคว้ามือของหญิงสาวเอาไว้ยกมือขึ้นสูดกลิ่นจากอุ้งมือของหญิงสาว  มัจฉาแอบเขินแต่แกล้งทำตัวปกติไม่ให้ชลธีจับได้ หัวใจของเธอเต้นแรงทุกครั้งเมื่อได้ใกล้ชิดกับชายหนุ่ม  ชลธีเดินจูงมือมัจฉาไปยังบึงท้ายสวน  ภายในบึงบัวเต็มไปด้วยกอบัว กอบัวบางหย่อมกำลังออกดอก บางหย่อมดอกกำลังบานสะพรั่ง  ชลธีพายเรือ มัจฉากำลังฝักบัว

“  วันนี้ไปรายงานตัวเข้าเรียนและคุณนายก็ไม่พอใจฉันมาก ”

“ เฮ้ย !  ไอ้มัจแกหนีออกจากบ้านมาแบบนี้ไม่กลัวโดนไม้เรียวหรือไง ”. มัจฉาถอนหายใจ

“ ขอหยุดพักเรื่องคุณนายไว้สักหนึ่งวัน วันนี้ฉันเหนื่อย คุณนายไม่เคยรักฉันเลย รักแต่พี่พุดคนเดียวทำเหมือนกับฉันเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงไม่ใช่หลาน  ”

“ สำหรับฉันใครจะมองคุณหนูมัจฉายังไง ฉันไม่สน ขอให้แกรู้เอาไว้ว่าฉันรักและเป็นห่วงแกมาก ”  ชลธีสบตามองหน้ามัจฉาส่งยิ้มหวานให้กับมัจฉา

“ รักฉันทำไมไม่ให้พ่อแม่ยกขันหมากมาขอสักทีละ ”  ชลธีหัวเราะ มัจฉาลุกขึ้นกระโดดลงในบ่อว่ายน้ำมาเกาะขอบเรือ 

“ ไอ้มัจแกทำบ้าอะไรเนี่ย ฉันตกใจหมดเลย คราวหลังแกอย่าเล่นแบบนี้อีกนะ ”

ชลธีพามัจฉากลับมาเปลี่ยนเสื้อที่บ้าน ชลธีและสมรกำลังช่วยกันเตรียมอาหารเย็นอยู่ตรงระเบียงบ้าน มัจฉานั่งลง ชลธีตักข้าวใส่จานยื่นให้มัจฉา 

“ วันนี้มีคะน้าหมูกรอบของชอบแกด้วย ”   ชลธีตักคะน้าหมูกรอบใส่จานข้าว  มัจฉายิ้มให้ชลธี 

หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ชลธีชวนมัจฉามานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินตรงท้ายสวน มัจฉาโน้มตัวลงนอนหนุนตักของชลธี เขาใช้มือลูบผมของมัจฉาเบา ๆ แสงสีส้มของพระอาทิตย์ค่อย ๆ  เลื่อน ๆ หายไป   ชลธีขับรถมาส่งมัจฉาที่บ้าน มัจฉาหยุดยืนมองคฤหาสน์หลังใหญ่ตรงหน้าเดินอ้อมไปทางหลังบ้านไม่ต้องการเจอเพ็ญจันทร์ 

“ ไอ้เด็กคนนี้ดื้อจริง ๆ ฉันห้ามอะไรไม่เคยฟัง ”   เพ็ญจันทร์พูดกับตนเอง 

หน้าวิทยาลัยประมงในตอนเช้า นักศึกษาชายหญิงทยอยเดินเข้ามาภายในวิทยาลัย แนวต้นสนทอดยาวทั้งสองฝากทางเข้า มองเห็นลานเสาธงอยู่ไกล ๆ ระหว่างทางเดินมีคูน้ำเล็ก ๆ บรรยากาศภายในวิทยาลัยร่มรื่น มัจฉาสวมชุดช๊อปยืนรอเพื่อน             ๆ อยู่ตรงศาลาริมน้ำหน้าวิทยาลัย 

“ ไอ้มัจ  !  แกทำการบ้านเสร็จแล้วหรือยังวะ ขอลอกกหน่อยดิ ฉันยังไม่ทำ ”   

“ เสร็จแล้ววะ เชิญคุณหนูจอยลดาลอกได้ตามสบายเลยคะ  ”  มัจฉาเปิดกระเป๋าหยิบสมุดให้จอยลดา จอยลดารีบเปิดสมุดการบ้านของมัจฉานั่งลอกการบ้านระหว่างเพื่อนคนอื่น ๆ ที่กำลังมา

“ ใกล้ถึงเวลาเข้าแถวแล้วเมื่อไหร่ไอ้กุ้ง ไอ้อีส ไอ้เอ้ ไอ้เดซี่ คุณนายสายเสมอ   ”   รถเมล์จอดเทียบฟุตบาท กุ้งทิพย์ อีสรา เอกชัย และ เดซี่เดินลงมาจากรถทั้งหมดรีบวิ่งมาหามัจฉากับจอยลดาที่ศาลาริมน้ำหน้าวิทยาลัย   เสียงเพลงเคารพธงชาติดังขึ้น นักศึกษาชายหญิงเตรียมตัวทยอยกันเดินไปลานเสาธงเตรียมตัวเข้าแถวเคารพธงชาติ กลุ่มของมัจฉายังนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำหน้าวิทยาลัย ทุกคนรีบวิ่งเข้ามาภายในวิทยาลัย

“ ไม่ทันแล้ว ”   เสียงเพลงเคารพธงชาติเงียบลง กิจกรรมหน้าเสาธงสิ้นสุดลงกลุ่มของมัจฉายังเดินมาถึงลานเสาธง

 สุปราณีย์เป็นครูประจำชั้นของมัจฉาและยังเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครอง ความดุและเจ้าระเบียบของสุปราณีย์เป็นที่รู้จักกันดี

“ เจ๊เบียบมาโน้นแล้ว วันนี้ไม่ใช่วันพระฉันไม่อยากฟังเทศ ”  เสียงบ่นของอีตทำให้ทุกคนทำหน้าเซ็งเหมือนกับคนเบื่อโลก

“ พวกเธอทั้งหมดหยุดอยู่ตรงนั้น จัดแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง   ”  มัจฉาและทุกคนเคลื่อนตัวจัดแถวตามคำสั่งของสุปราณีย์ด้วยความรวดเร็ว 

“ ที่บ้านไม่มีนาฬิกาหรือว่ามีแล้วไม่สนใจถึงได้มาเรียนสายกันทุกวันแบบนี้ นี่ต้องให้ครูรอจนถึงน้ำท่วมหลังเต่าก่อนใช่ไหมพวกเธอถึงได้มาเรียนตรงเวลากันได้  ใกล้ถึงเวลาเรียนแล้วอย่ามัวเถลไถลอยู่อีกละ  รีบเข้าโรงเรียน ”

“ รับทราบ ” 

อาคารหนึ่งชั้นสองชั่วโมงเรียนวิชาชีววิทยาปลา  นักศึกษาทุกคนกำลังศึกษาดูโครงกระดูกของปลาชนิดต่าง ๆ ภายในห้องเรียนมีโครงกระดูกปลาวางไว้โต๊ะจำนวนหลายสิบตัวอย่าง นักศึกษากำลังศึกดูรายละเอียดพร้อมทั้งซักถามรายละเอียดต่าง ๆ กับอาจารย์ผู้สอน มัจฉาเลือกเรียนสาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและในตอนนี้เธอกำลังวาดรูปโครงกระดูกของปลาแต่ละโต๊ะด้วยความชำนาญ  กลุ่มของมัจฉาไม่กินเส้นกับกลุ่มของน้ำหวานทำให้ทั้งสองกลุ่มมีเรื่องให้ต้องกระทบกระทั่งเกือบทุกครั้งที่เจอกัน   

“ เกะกะมายืนอะไรตรงนี้ ”   น้ำหวานพูดกระแทกมัจฉาที่กำลังวาดรูปแต่วันนี้มัจฉาไม่สนใจในคำพูดของน้ำหวานเพราะกำลังเพลินอยู่กับการวาดรูป

“ มีทางให้เดินตั้งเยอะทำไมไม่เดิน ทำไมมาเดินทางนี้ ”

“ ฉันพอใจที่จะเดินทางนี้ แกจะทำไม  ”

“ ไอ้จอย แกอย่าเสียเวลาไปพูดกับสัตว์หน้าขน  สัตว์ก็คือสัตว์ไม่มีวันเข้าใจภาษามนุษย์ได้หรอก ”

“  อีมัจแกว่าใคร ”

“ ไม่ได้ว่าใครพูดลอย ๆ ”  น้ำหวานโกรธมากกำลังเปิดศึกมีเรื่องกับมัจฉา สุปราณีย์เดินเข้ามาพอดีทำให้ทั้งคู่เลิกแล้วต่อกันไปพักหนึ่ง   

“  ใครมีอะไรสงสัยหรือไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง ยกมือถามครูได้นะคะ ”

“  มัจฉาค่ะอาจารย์ ” น้ำหวานตะโกนโพล่งออกมาพร้อมกับแลบลิ้นใส่มัจฉานั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ ไม่มีคำถามค่ะอาจารย์ ”

“  จ๊ะ ถ้าหากมัจมีคำถามหรือว่ามีอะไรไม่เข้าใจตรงไหนถามครูได้ตลอด วันนี้พอแค่นี้ ” 

โรงอาหารก่อสร้างด้วย มุงด้วยกระเบื้อง ทาสีอย่างง่าย ๆ ภายในเป็นพื้นที่โล่งกว้างมีร้านขายอาหารและเครื่องดื่มจำนวนไม่มากนักแต่เพียงพอสำหรับนักศึกษาทั้งหมดในวิทยาลัย นักศึกษาชายหญิงทยอยเดินเข้ามาภายในโรงอาหาร บรรยากาศในโรงอาหารในช่วงกลางวันมีแต่เสียงพูดคุย นักศึกษาบางกลุ่มจับกลุ่มกันนั่งกินข้าว บางกลุ่มยืนเข้าแถวรออาหารจากแม่ค้า             มัจฉาพร้อมกับเพื่อน ๆ เข้ามาภายในโรงอาหารเดินไปวางสัมภาระโต๊ะประจำตรงประตูทางหลังเข้าโรงอาหาร  วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของมัจฉา 

“ สุขสันต์วันเกิด พวกเราขออวยพรให้แกมีความสุขมาก ๆ คิดอะไรสมปรารถนาทุกเรื่องและขอให้แกเก็บความลับไม่ให้อาจารย์สุปราณีย์รู้ความจริงได้จนกระทั่งแกเรียนจบ ”   มัจฉายิ้มเพื่อนทุกคนโผเข้ากอด 

“  ขอบใจพวกแกมาก  ”  ทุกคนพร้อมใจกันจัดงานวันเกิด เค้กถูกแบ่งออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แจกให้กับทุกคนจนครบ บนโต๊ะมีเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลม น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยววางอยู่บนโต๊ะจำนวนมาก ทุกคนกำลังสนุก ความสนุกกำลังเลือนหายไปเมื่อกลุ่มของน้ำหวานเดินเข้ามา ทุกคนมองหน้ากันรับรู้ถึงการมาของน้ำหวาน

“ เมื่อตะกี้ฉันได้ยินว่า วันนี้เป็นวันตายของใคร อุ้ย ! ไม่ใช้สิ วันเกิดของใคร ”

“ วันตายของแก  อีน้ำเน่า อิทังเมญตินัง  โหตุ สุขิตา โหตุ ญาตะโย จงเป็นสุขเถิดอย่าได้มีเวรต่อกันเลย ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแกพวกสัมเภวี เปรตทั้งหลายด้วยเทอญ ”  มัจฉาสาดน้ำใส่หน้าน้ำหวานจนหมดแก้ว  น้ำหวานร้องกรี๊ดออกมาอย่างไม่พอใจ 

“ อีมัจ !  ฉันยังไม่ตายและไม่ต้องการเศษบุญจากแก  ”

“ มัจ !  ใจเย็น อย่ามีเรื่องกันเลย ” กุ้งทิพย์เขย่าแขนมัจฉาเบา ๆ มัจฉาเงียบ

“ อีลูกกำพร้า อีลูกกรรมกรน้ำหน้าอย่างแกเป็นได้แค่เด็กล้างจานในร้านหมูกะทะ ขาดพ่อไร้แม่ชาตินี้คงเป็นได้แค่นี้  ” มัจฉาชกหน้าของน้ำหวานอย่างแรงจนเลือดกลบปาก   น้ำหวานเอามือแตะตรงมุมปาก มัจฉายิ้มตรงมุมปาก

“ หงส์ปีกหักอย่างแกต้องโดนแบบนี้ถึงจะได้หุบปาก อีน้ำเน่า ! แกหยุดเห่าสักทีได้ไหม ฉันรำคาญเสียงของแกมาก  ”  มัจฉาตบหน้าน้ำหวานพร้อมทั้งเอาขนมปังยัดใส่ปากพร้อมทั้งหยิบแก้วน้ำน้ำอัดลมราดใส่หัว น้ำหวานกรี๊ดออกมาด้วยความโกรธ ในขณะที่จอยลดา กุ้งทิพย์   เดซี่ และเอกชัยช่วยมัจฉาจัดการพวกของน้ำหวาน อาหาร เครื่องดื่มที่วางไว้บนโต๊ะถูกหยิบขึ้นมาเป็นอาวุธทำร้ายฝ่ายตรงข้ามต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายไปหมด มาริษาเดินผ่านเข้ามาเหตุการณ์พอดีรีบเดินไปหาสุปราณีย์ที่ห้องปกครอง

“ อาเกิดเรื่องใหญ่แล้ว มัจฉากับน้ำหวานมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันที่โรงอาหาร ”  สุปราณีย์พร้อมกับมาริษารีบเดินไปโรงอาหารในทันที ในขณะที่กลุ่มของมัจฉาและกลุ่มของน้ำหวานกำลังมีเรื่องทะเลาะกันโดยไม่ได้สังเกตว่าสุปราณีย์กับมาริษายืนมองอยู่

“ หยุดเดี๋ยวนี้ ! นี่มันเกิดอะไรขึ้นมีใครอธิบายให้ครูฟังได้บ้าง ทุกคนไปพบครูที่ห้องปกครอง  ”  หลังจากเหตุการณ์สงบลงทุกคนไปหาสุปราณีย์ที่ห้องปกครอง บรรยากาศภายในห้องดูตึงเครียดเงียบจนได้ยินเสียงหายใจ สุปราณีย์ยืนกอดอกมองลูกศิษย์ของตัวเองด้วยความไม่พอใจ 

“  พอจะมีใครตอบครูได้ไหมว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเธอถึงได้มีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ”  ทุกคนเงียบไม่มีใครตอบคำถามของสุปราณีย์แม้แต่คนเดียว ความเงียบของทุกคนยิ่งทำให้สุปราณีย์โกรธ

“ มัจฉา ! ตอบครูมาสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ”

“ อย่างที่ครูเห็นละคะ ”

“   โรงอาหารกลายเป็นสนามรบ วิทยาลัยแห่งนี้เป็นสถานศึกษาไม่ใช่สถานที่ที่พวกเธอจะมายกพวกตีกันแบบนี้ พึงระลึกไว้ว่าตัวเองเป็นนักศึกษาไม่ใช่นักเลง ไอ้กุ้ยข้างถนนที่ใช้กำลังแก้ปัญหา วันพรุ่งนี้ครูขอพบผู้ปกครองของพวกเธอทุกคน  ” 

“ หมายความว่ายังไงคะ ” น้ำหวานเอ่ยถามสุปราณีย์เพื่อความแน่ใจ

“ หมายความอย่างที่พูดนั้นแหละ วันพรุ่งนี้ครูเชิญผู้ปกครองพวกเธอทุกคนมารับทรายความประพฤติและครูขอสั่งห้ามเด็ดขาด ห้ามไปจ้างใครมาเป็นผู้ปกครองของเธอเด็ดขาด ”   สุปราณีย์ยื่นจดหมายซองสีขาวให้กับทุกคน มัจฉาถอนหายใจกังวลใจกลัวสุปราณีย์โทรไปบอกเพ็ญจันทร์ 

“ ไอ้มัจ !  แกซวยแล้ว ความลับของแก นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้มันจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป เรื่องในวันนี้ถ้าหากป้าของแกรู้เข้ารับรองงานนี้แกตายเป็นผีโดยไม่เผากลายเป็นผีไม่มีหลุมแน่นอน  ”

“ ฉันจะให้คุณนายรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาดถ้าไม่อย่างนั้นฉันกลับไปโดนไม้เรียวแน่ ”  มัจฉาถึงหวั่นใจกังวลอยู่เหมือนกันกลัวเพ็ญจันทร์จะรู้เรื่อง มาริษาเดินมาหามัจฉาพร้อมกับอุปกรณ์ทำแผล

“ เป็นไงบ้างไอ้น้องรัก มีเรื่องไม่เว้นวันเลยนะ พี่ซื้อยามาให้ นั่งลงก่อนสิพี่ทำแผลให้ ” 

“ แผลเล็กนิดเดียวเองไม่เห็นต้องซื้อยามาให้มัจเลยเปลืองเงินเปล่า ๆ ”

“ มัจจะจัดการปัญหาในวันนี้ยังไง รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องแบบนี้ป้าเพ็ญชอบยังจะทำอีกแล้ววันพรุ่งนี้มัจจะเอาใครมาเป็นผู้ปกครอง  ”

“ มัจคงให้เข้มกับไอ้เบิ้มปลอมตัวเป็นผู้ปกครอง ครูสุจะได้ไม่สงสัยเพราะวันรายงานตัวมัจให้สองคนนั้นเป็นผู้ปกครองของมัจ ”

“ เจอกันที่บ้าน วันนี้พี่มีนัดกับพุด ” 

“ มัจฝากจดหมายเชิญผู้ปกครองทิ้งลงถังขยะด้วยแล้วกัน วันนี้มีนัดอาจจะกลับค่ำหน่อย เจอกันที่บ้านนะคะพี่ษา ”   

ชลธียืนรอก้องภพอยู่หน้าห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ก้องภพเป็นแฟนของชลธีทั้งคู่คบกันตั้งแต่เรียนมัธยมต้น  ชลธีรักผู้ชายคนนี้มากทั้ง ๆ ก้องภพนิสัยไม่ดีสักเท่าไหร่ มัจฉาเคยเตือนให้ชลธีแต่เขาไม่เชื่ออยากที่มัจฉาบอก  เพื่อน ๆ ของชลธีทุกคนไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วชลธีเป็นเกย์มีรสนิยมรักเพศเดียวกันมีเพียงมัจฉาคนเดียวเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้   

“ เลิกเรียนแล้ววันนี้เราไปดูกันไหม ” 

“ วันนี้ฉันมีนัดกับมัจฉา ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน ”

“ อีนางทอม อีนางมารขัดความสุข ”  ก้องภพบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

“ เธอพูดว่าอะไรนะ ฉันไม่ได้ยินไม้ถนัด ”

“  ฉันบอกว่า ตามสบายเลย เราค่อยไปวันหลังกันก็ได้ ”

“ ขอบใจมากนะก้อง  ฉันขอตัวก่อน ”  ก้องภพเป็นไม้เบื่อไม้เมากับมัจฉาทั้งสองคนไม่ถูกกันเอาเสียเลยต่อหน้าชลธีทั้งคู่แกล้งเป็นมิตรที่ดีต่อกันแต่ลับหลังชลธีกัดเหมือนกับหมา 

เจ๊นุชลำซิ่งร้านอาหารอีสานประจำหมู่บ้านตั้งอยู่หน้าปากทางเข้าหมู่บ้าน เข้ม เบิ้ม และ ชลธีนั่งรอมัจฉาอยู่ภายในร้านทั้งสามคนมาฉลองวันคล้ายวันเกิดให้กับมัจฉา เจ๊นุชเองก็เช่นกันถึงกับปิดร้านปิดร้านจัดงานวันคล้ายวันเกิดให้กับมัจฉา งานวันเกิดเล็ก ๆ ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ  ทุกคนรอมัจฉาอยู่ภายในร้าน   มัจฉาปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนเดินเข้าไปในร้านเพื่อความสบายใจของทุกคน

“  ฉันต้องขอโทษด้วยที่มาช้าพอดีมีปัญหานิดหน่อย ” 

“  ไอ้มัจ !แกไปมีเรื่องกับใครมา ดูสิหน้าพังหมดเลย แขนด้วย  ใครทำอะไรแก ”  ชลธีถามด้วยความห่วง 

“  วันนี้ฉันมีเรื่องกับพวกไอ้น้ำหวานเพราะเรื่องนี้ที่ทำให้ฉันมาช้า อาจารย์สุปราณีย์เรียกไปอบรมเสียตั้งนาน ”

“ ระวังตัวให้ดีแล้วกันเดี๋ยวเรื่องจะไปถึงหูคุณนายเพ็ญจันทร์ เจ๊เตือนด้วยความหวังดี ”

“ วัยรุ่นเซ็ง ” 

“ พักเรื่องเครียด ๆ ไว้ก่อน เรามาสนุกกันดีกว่า ”  เข้มถือเค้กวันเกิดมาให้มัจฉา เบิ้มปักเทียนลงบนเค้ก เปลวไฟจากแสงเทียนค่อย ๆ สว่าง ทุกคนร้องพร้อมใจร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้กับมัจฉา เสียงเพลงดังขึ้น เครื่องดื่มแอลกออล์มีให้เลือกได้ทดลองชิมหลายอย่าง อาหารคาวหวานมีพร้อม มัจฉายิ้มด้วยความสุขใจแต่อดนึกถึงเพ็ญจันทร์กับพุทธชาดว่าทำไมวันนี้ยังไม่ได้รับคำอวยพรจากบุคคลทั้งสอง   รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของทุกคนทำให้มัจฉาหยุดคิดถึงเพ็ญจันทร์และพุทธชาดไปชั่วขณะ    มาริษามาหาพุทธชาดที่บ้าน พุทธชาดนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบเทอมสุดท้ายของการแพทย์  ส่วนมาริษากำลังนั่งตรวจการบ้านของนักเรียน  ในขณะที่มาริษาไม่ทันระวังทำให้จดหมายเชิญผู้ปกครองหล่นลงพื้นกระเด็นไปที่เท้าของเพ็ญจันทร์พอดี มาริษาไม่ทันสังเกตว่าจดหมายหล่นลงพื้นไปแล้ว เพ็ญจันทร์ก้มลงหยิบนึกสงสัยว่าเป็นจดหมายอะไรลองเปิดอ่านดู  เมื่ออ่านรายเนื้อความในจดหมายทำให้ทราบรายละเอียดทั้งหมด เพ็ญจันทร์ตัวเป็นปกติ 

.  “ สวัสดีค่ะป้า ” 

“ หวัดดีจ๊ะ ทำอะไรกันอยู่เอกสารเต็มโต๊ะเลย ” 

“ ตรวจการบ้านค่ะป้า ”

“ อาชีพครูก็แบบนี้แหละลูก กลางวันเป็นครู กลางคืนนั่งตรวจการบ้าน ไม่ค่อยมีเวลาว่างเหมือนกับคนอื่น ๆ หรอก ชีวิตวนเวียนอยู่ที่บ้านกับโรงเรียนแทบ มัจกลับบ้านมาแล้วหรือยังตั้งแต่ป้าเดินเข้ามายังไม่เห็นเลย ”

“ ค่ำ ๆ คงกลับคะ น้องมีนัดไปฉลองวันเกิดกับเพื่อน ๆ ที่ร้านเจ๊นุชหน้าปากซอย ”

“ ป้าลืมไปเลยวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของมัจมัวแต่ทำงาน เค้กสักก้อนยังไม่มีให้ ป้านี่แย่จริง ๆ วันเกิดหลานยังจำไม่ได้  มัจกลับมาให้ไปหาที่ห้องทำงานด้วยนะ  ป้าขอตัวไปเคลียร์งานก่อนแล้วกัน ”   เพ็ญจันทร์เดินเข้าไปลูบหัวพุทธชาดเบา ๆ 

“  สู้ ๆ  นะลูก ป้าเป็นกำลังใจให้เหลืออีกเทอมเดียวแล้ว ”

เพ็ญจันทร์นั่งรอมัจฉาอยู่ในห้องทำงานเหลือบไปมองนาฬิกาเป็นระยะ จดหมายเชิญผู้ปกครองของมัจฉาทำให้เพ็ญจันทร์เครียดกลัวมัจฉาจะโดนพักการเรียนถึงภายนอกจะดูแข็งกร้าวแสดงความรู้สึกไม่เก่งแต่หัวใจทั้งดวงนี้ทั้งรักและเป็นห่วงหลานคนนี้มาก  เพ็ญจันทน์ถอนหายใจ 

“ ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก ”    เพ็ญจันทร์นั่งทำงานคั่นเวลารอมัจฉากลับมา  พุทธชาดเดินไปส่งมาริษาที่บ้าน บ้านของมาริษากับบ้านของพุทธชาดอยู่ตรงกันข้าวห่างกันแค่ถนนกั้นเดินไม่ถึงสิบก้าว  มัจฉากลับมาพอดี พุทธชาดบอกให้มัจฉาไปหาที่ห้องทำงาน  เสียงเปิดประตูทำให้เพ็ญจันทร์เงยหน้าขึ้นปิดแฟ้มเอกสารพร้อมกับถอนหายใจ 

“ ไปไหนมาทำไมเพิ่งกลับบ้าน ”

“ วันนี้คุณนายเป็นอะไร ทำไมดุจัง มัจไปร้านเจ๊นุชมาเลยกลับบ้านมาช้า ”

“ มีอะไรแก้ตัวไหม ” เพ็ญจันทร์วางกระดาษสีขาวลงบนโต๊ะ มัจฉาเงียบไม่เถียงเพ็ญจันทร์เหมือนทุกครั้ง  เพ็ญจันทร์ลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้มัจฉา กลิ่นกายของมัจฉาอบอวลไปฤทธิ์ของแอลกอฮล์ยิ่งทำให้เพ็ญจันทร์ยิ่งโกรธเข้าไปอีกจากที่แค่คิดว่าจะปล่อยปัญหาครั้งนี้ผ่านไปอย่างง่าย ๆ ความคิดของเพ็ญจันทร์เปลี่ยนไปในทันที 

“ กลิ่นเหล้ามาจากไหน  ”  เพ็ญจันทร์เดินสำรวจรอบ ๆ ตัวของมัจฉา สายตาที่มองมาเหมือนดังเช่นเหยี่ยวที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ 

“ หมายความว่าที่กลับบ้านช้าเพราะแอบไปกินเหล้ากับเพื่อนมาใช่ไหม ”

“ เรื่องวันนี้มัจอธิบายไม่ใช่อย่างที่คุณนายคิด มัจไม่ได้กินเหล้า ”

“  กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง หลักฐานชัดเจนยังกล้าปฏิเสธไม่ยอมรับความจริง ไม่ต้องมาแก้ตัวให้ตัวเองพ้นผิด ” เพ็ญจันทร์ขว้างซองจดหมายเชิญผู้ปกครองใส่หน้าของมัจฉาเต็มแรงด้วยความโมโห

“  นี่มันอะไรกันไปเรียนหนังสือแต่กลับไปยกพวกตีกัน  ทำตัวเหมือนกุ้ยข้างถนน นักเลงนอกคอก  ไม่อายบ้างหรือไงทำตัวแบบนี้   ” 

“ มัจไม่อายมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรก็แค่เด็กทะเลาะกัน ทำไมคุณนายต้องคิดมากด้วย ”

“ แกไม่อายแต่ป้าอายที่มีหลานทำตัวเลว ๆ เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวเกเรสักที ”

“ คุณนายอายที่มีหลานอย่างมัจแล้วคุณนายเลี้ยงเด็กคนนี้มาทำไมกัน  ในเมื่อคุณนายไม่เคยเข้าใจและรับฟังหลานคนนี้เลย  ในหัวใจของคุณนายมีแต่พี่พุด คุณนายไม่เคยรักมัจเลย  ”

“  เด็กเกเรอย่างนี้ ป้ารักไม่ลง ดูอย่างพุทธชาดสิตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยสร้างปัญหาให้ป้าต้องต้องกลุ้มใจ เชื่อฟังฉันทุกอย่างตั้งแต่มัจเกิดมามีบ้างสักครั้งไหมที่ทำให้ป้าภูมิใจสักเรื่องบ้างมั้ย ลองคิดทบทวนดูแล้วกัน ”   

 “  พี่พุดดีทุกอย่าง  มัจทำอะไรไม่เคยดีในสายตาของคุณนายเลย  คุณนายลำเอียงรักหลานไม่เท่ากัน  คนอะไรใจดำที่สุด มีหลานสองคนแต่เลี้ยงหลานไม่เหมือนกัน คนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างกับเจ้าหญิงส่วนอีกคนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างกับขอทาน  ในเมื่อคุณนายไม่เคยรักเด็กคนนี้เลยจะฝืนทนเลี้ยงมาทำไมตั้งแต่เล็กจนโต  คนใจร้าย เผด็จการลำเอียงที่สุด ”  เพ็ญจันทร์โมโหโกรธมัจฉามากหยิบไม้เรียวฟาดลงบนตัวมัจฉาเต็มแรง มัจฉายืนนิ่ง ๆ ปล่อยให้เพ็ญจันทร์ใช้ไม้เรียวฟาดตัวเองจนกว่าจะพอใจ  รอยบาดแผลตรงแขนของมัจฉาทำให้เพ็ญจันทร์ได้สติหยุดตีมัจฉา เพ็ญจันทน์พยามข่มความรู้สึกผิดของตัวเองเดินออกจากห้องไปไม่ให้มัจฉาเห็นร่องรอยน้ำตาของตนแอง  มัจฉาขับรถออกจากบ้านไปหาเข้มกับเบิ้มที่บ้าน ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังช่วยกันเตรียมอาหารค่ำ 

“  ไอ้มัจ !  วันนี้มาเสียดึกเลยนะทะเลาะกับป้าเพ็ญมาอีกแล้วใช่ไหม  ”  มัจฉาพยักหน้าแทนคำตอบ 

“ พรุ่งนี้แกให้ใครไปเป็นผู้ปกครอง ”

“ คุณนายเพ็ญจันทร์ ”

“ ห๊ะ ! ว่าไงนะ ฉันได้ยินไม่ผิดใช่ไหม แกเตรียมตัวขุดหลุมฝังตัวเองเตรียมตัวลงนรกได้เลย ”  มัจฉา เข้มและเบิ้มหัวเราะออกมาพร้อมกัน เสียงหัวเราะของเพื่อนชายทั้งสองทำให้มัจฉาลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปชั่วครู่  รอยยิ้มเล็ก ๆ  เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว  

หน้าห้องปกครอง ผู้ปกครองต่างทยอยเดินเข้ามาในห้อง มัจฉาและเพื่อนนั่งจับกลุ่มคุยกันที่หน้าห้อง ส่วนกลุ่มของน้ำหวานเดินเข้าไปในห้องปกครองก่อนหน้านี้    สุปราณีย์กล่าวต้อนรับผู้ปกครองอยู่ในห้อง

“ มัจ !  พี่ขอโทษที่ทำให้มัจต้องโดนดุเพราะความซุ่มซ่ามของพี่ทำให้มัจต้องเดือดร้อน ”

“ พี่ษามาขอโทษมัจทำไมในเมื่อพี่ได้ทำอะไรผิด คิดเสียว่าเรื่องเมื่อวานเป็นวันแย่ ๆ ของมัจแล้วกันนะ  พี่รีบเดินเข้าห้องไปก่อนที่ใครจะมาเห็น  มัจไม่อยากโดนมองเป็นเด็กเส้น ” 

“ พี่ขอโทษ ”  มัจฉากอดมาริษาเป็นการปลอบใจเพื่อให้มาริษารู้สึกดีขึ้น กลุ่มของมัจฉาชวนกันเดินเข้าไปในห้องปกครอง ผู้ปกครองของแต่ละทยอยเดินเข้ามาจนครบเหลือเพียงเพ็ญจันทร์ที่ยังไม่มา  สุปราณีย์กล่าวต้อนรับผู้ปกครองด้วยความยินดีพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ทุกคนฟัง  มัจฉามมองไปรอบ ๆ  เพ็ญจันทร์ยังไม่มา ในขณะนี้ผู้ปกครองของทุกคนมากันครบทุกคนขาดเพียงเพ็ญจันทร์คนเดียวที่ยังไม่มา มัจฉาถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายเตรียมคำตอบไว้ให้สุปราณีย์    หลังจากเสร็จจากการประชุมผู้ปกครองแต่ละคนต่างทยอยกันออกไป  ทันใดนั้นเองผู้ปกครองคนสุดท้ายก็เดินเข้ามา หญิงวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐาน การแต่งการของเธอบ่งบอกถึงฐานะได้เป็นอย่างดี

“ คุณนาย ”   มัจฉาอุทานด้วยความตกใจ

“ ใครวะ ”

“ ป้าฉันเอง นี่แหละคุณนายเพ็ญจันทร์ เจ้านายที่กำหนดชีวิตของฉันมาตั้งแต่เกิด  วันนี้ป้าสุคงรู้ความจริงว่าฉันเป็นใคร  ” มัจฉาเดินเข้าไปเพ็ญจันทร์ รอยแผลบนแขนของมัจฉายังชัดเจนทำให้เพ็ญจันทร์รู้สึกผิด ความโกรธเมื่อคืนได้จางหายไป

“  วันนี้มีประชุมมัจเข้าใจว่าคุณนายไม่มา ”

“ ครูอยู่ในห้อง ครูประจำชั้นของมัจคุณนายรู้จักดี ”  เพ็ญจันทร์นึกสงสัยในคำพูดของมัจฉารีบเดินเข้าไปในห้อง ในขณะที่สุปราณีย์กำลังนั่งตรวจเอกสารที่วางกองอยู่บนโต๊ะ

“ สวัสดีค่ะอาจารย์ดิฉันเป็นผู้ปกครองของมัจฉาต้องขอโทษด้วยค่ะที่มาช้าพอดีช่วงเช้าดิฉันติดประชุมค่ะ ”

“ เพ็ญ ”

“ สุ  !  ”

“ ฉันไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี้หมายความว่าเธอเป็นครูประจำชั้นของมัจฉา  ดีเหมือนกันฉันได้ถามเธอเรื่องความประพฤติ ฉันแหละกลุ้มใจจริง ๆ กับหลานคนนี้  ”   เพ็ญจันทร์ถอนหายใจ

“ เรื่องธรรมดาของเด็กวัยรุ่นโดยเฉพาะมัจฉา เธอเลี้ยงมัจฉามาตั้งแต่เด็กทำไมจะไม่รู้ละ หลานของเธอคนนี้แสบสะท้านทรวงขนาดไหน ”

“ มันก็จริงอย่างที่เธอว่า ”

“ มัจบอกกับฉันว่าเป็นญาติห่าง ๆ กับเธอ ”

“ ห่างแค่ไหน ตลกจริง ๆ เด็กคนนี้ ทำไมเธอไม่โทรมาถามฉันละ ฉันฝากดูยัยมัจด้วยละฝากเธอช่วยเตือนอบรมด้วย ลำพังฉันคนเดียวปรามยัยมัจไม่ไหว   ”

“ ได้จ๊ะ ”  น้ำหวานรู้ความจริงทั้งหมดถึงกับอ้าปากค้าด้วยความตกใจไม่คาดคิดว่าคนที่เธอดูถูกมาตลอดกลับมีฐานะที่ดีกว่าตัวเองเสียอีก

“ ไอ้มัจไม่ได้จนอย่างที่ฉันคิด ฉันไม่อย่างจะเชื่อเลย  ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหม ” 

“ สักทีไหมไอ้น้ำหวาน แกจะได้ตื่นจากความฝัน ”   มัจฉาง้างมือจะตบน้ำหวานแต่เพ็ญจันทร์กับสุปราณีย์เดินออกมาพอทีทำให้ทุกคนต้องอยู่ในความสงบ

“ มัจ !  กลับบ้านไปเรามีเรื่องที่ต้องคุยกันยาวได้เลยนะ ”

“ ยังมีเรื่องอะไรอีก เมื่อคืนเราคุยกันจบแล้วไม่ใช่หรอ  คุณนายยังมีเรื่องอะไรที่จะคุยกับมัจอีก  มัจไม่มีอะไรคุยกับคุณนาย ”

“ ห้าโมงเย็นเจอกันที่ห้องทำงานของป้า ตกลงตามนี้ ”   มัจฉาพยักหน้าเป็นการตอบรับ  ทุกคนอึ้งในความเด็ดขาดของเพ็ญจันทร์ทำให้เข้าใจมัจฉาความรู้สึกของมัจฉามากขึ้น

“ ไอ้เด็กคนนี้ต้มป้าเสียเปื่อยเลยนะ ”

“  มัจต้องขอโทษป้าสุ มัจไม่อยากให้รู้ว่าเราเป็นอะไรกันเดี๋ยวจะถูกมองว่าเป็นเด็กเส้น ”

“ ป้าเข้าใจ ”

“ ถ้างั้นหลังจากวันนี้เกิดอะไรขึ้นมัจให้ป้าสุเป็นผู้ปกครองของมัจแล้วกัน ไม่ต้องบอกให้คุณนายรู้   ”

สุปราณีย์ยิ้มลูบหัวมัจฉาเบา ๆ  เดินกลับเข้าไปในห้อง มัจฉาไม่อยากกลับบ้านเลยแวะไปหาชลธีที่บ้าน เพ็ญจันทร์ใจอ่อนยอมให้มัจฉาเรียนประมงเตรียมสมุดบัญชีและบัตรกดเงินไว้ให้  รูปถ่ายของมัจฉาในวัยเด็กทำให้เพ็ญจันทร์นึกถึงเรื่องราวในอดีต   

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น