[End] Stray Romance รักไม่จรจัด (binu)

ตอนที่ 12 : Chapter 12 : Secret Disclosure

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 247
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    10 พ.ค. 62

Chapter 12 : Secret Disclosure
Alette



“แสดงว่าพวกฮยองก็ไปเดทกันอีกครั้งนึง?

 

“ฉันบอกนายไปแล้วไงว่าเขาไม่ได้คิดว่ามันเป็นการเดทด้วยซ้ำ เขาคิดว่าแค่เราออกไปกินข้าวด้วยกันเฉยๆ”

 

มินฮยอกทำหน้าบึ้งตึง “ฮยองเขามองไม่ออกได้ยังไงอ่ะว่ามันเป็นเดท?

 

“เรากินข้าวด้วยกันบ่อยด้วยแหละ เขาเลยคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา” บินจะพูดอะไรได้อีกล่ะ? เขากับอึนอูกินข้าวเช้าและข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน ไหนจะข้าวเที่ยงก็กินด้วยกันอีกประมาณสี่วันต่อสัปดาห์แล้ว จะไม่ให้เรียกว่าบ่อยได้ยังไง?

 

วันนี้เป็นวันอังคาร บินได้ออกมาหามินฮยอกที่สตูดิโอซ้อมเต้น มินฮยอกกับทีมของเขาจะมีการแสดงในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ เขาจึงลางานที่ร้าน Sunshine เพื่อมาทำการฝึกซ้อมในการแสดงครั้งนี้ แต่จุดประสงค์จริงๆ แล้วก็เพื่อได้เต้นสนุกและพักผ่อนหย่อนใจด้วย

 

“บ่อยนี่คือบ่อยแค่ไหนหรอ?” มินฮยอกถามพลางสะบัดผมที่ชุ่มเหงื่อไปมา ผมของเขาเปียกซกราวกับพึ่งอาบน้ำเสร็จ “แบบพวกฮยองเริ่มกินข้าวด้วยกันตั้งตอนไหนจนมันกลายมาเป็นเรื่องปกติตอนนี้อ่ะ?

 

“ความจริงก็ตั้งแต่แรกเลยนั่นแหละ” บินถอนหายใจ ก็หลังจากที่อึนอูหยุดกรีดร้องใส่เขาเพราะคิดว่าเขาเป็นพวกโรคจิตแล้วก็จะไล่เขาออกจากห้องตัวเอง

 

“ตั้งแต่แรกนี่ตอนไหนล่ะ?” มินฮยอกหน้าบึ้งขมวดคิ้วอีกครั้งอย่างใช้ความคิด “ฮยองกับอึนอูฮยองรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?

 

“จำไม่ได้อ่ะ” บินตอบอย่างกำกวม มันคือคำโกหก ตั้งแต่เขากับอึนอูเจอกันเวลาก็ล่วงเลยผ่านมาเจ็ดสัปดาห์แล้ว แต่บินไม่อยากทำให้ดูแปลกประหลาดโดยการพูดวันเดือนปีเป๊ะๆ

 

“แล้วพวกฮยองก็กินข้าวด้วยกันแบบนี้ตลอดเลยหรอ?” มินฮยอกพูดพลางยัดเสื้อผ้าใส่ลงในกระเป๋าเป้ “ก็ดูมีการพัฒนาอยู่นะพี่ชาย”


“ไม่หรอก พวกเราทำมาแบบวิธีที่ผิดอ่ะ” บินทำเสียงครวญคราง

 

“ไม่มีวิธีไหนที่ผิดหรอก ถ้าสุดท้ายแล้วจบที่การคบกันอ่ะ” มินฮยอกยกกระเป๋าขึ้นมาสะพาย “สุดท้ายพอได้คบกัน มันก็ถือว่าสำเร็จอยู่ดี” เขาหยุดก่อนจะพูดต่อ “นอกจากว่าฮยองจะพาเขาไปดูสู้วัวกระทิง อันนั้นแหละคือวิธีที่ผิด”

 

บินกำลังจะเปิดปากเพื่อเถียงประเด็นนี้แต่ก็หยุดไป “สู้วัวกระทิง? มีในโซลด้วยหรอ?

 

“ก็ปกติทั่วไป” มินฮยอกพูดเหมือนตัวเองเป็นผู้รอบรู้ “ไม่ จริงจังหน่อยสิฮยอง ตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะเมื่อสองเดือนที่แล้ว อึนอูฮยองยังบอกให้จินอูฮยองกินข้าวเย็นเป็นเพื่อนเขาตลอดอยู่เลย เห็นฮยองแกบอกว่าไม่อยากนั่งกินข้าวคนเดียว”

 

“จินอูหรอ? ผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว?” บินเริ่มอารมณ์ขึ้น “เขามีอะไรกับอึนอูนักหนาห้ะ?

 

“มันไม่มีอะไรเลย ใจเย็นๆ นะ” มินฮยอกมองเขาด้วยสายตาขบขันแต่ก็อ่อนโยนไปในที “พวกฮยองเขาก็แค่เป็นเพื่อนกันมานาน”

 

“ฉันเคยเห็นเขาขยิบตาให้อึนอูครั้งนึง” บินดูเหมือนยังไม่เชื่อมินฮยอก “แล้วเขาก็ยิ้มมุมปากใส่อึนอูด้วย เพื่อนปกติที่ไหนเขาทำกัน?

 

“เขาขยิบตาเพราะว่าฮยองไง” มินฮยอกกลอกตามองบน “จินอูฮยองบอกว่าเวลาทำให้อึนอูฮยองเขินมันตลกดี และวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ฮยองเขาเขินก็คือการพูดว่าฮยองกับเขากำลังคบกันอยู่นี่แหละ”

 

“ยังไงฉันก็ยังไม่เชื่อใจไอผู้ชายคนนั้นอยู่ดี โดยเฉพาะไอคำว่า แค่เพื่อนกันนี่แหละ นายเห็นเวลาจินอูอยู่ข้างๆเขามั้ย? จินอูชอบเขาแน่ๆ อ่ะ”

 

บินได้รับการกลอกตากลับมาอีกครั้ง “แล้วไง แสดงว่าทุกคนบนโลกนี้ที่อยู่ข้างอึนอูฮยองก็ชอบอึนอูฮยองหมดว่างั้น?

 

“ก็แค่เฉพาะคนที่รู้จักเขา” บินพูดข้อเท็จจริงในความคิดของตัวเอง

 

“ฮยองต้องใจเย็นและขี้หึงให้น้อยลงหน่อยนะ” มินฮยอกพูดขณะที่ตัวเองกับบินกำลังเดินเข้าทางลงบันได พวกเขาซ้อมเต้นกันที่ชั้นสี่ของอาคาร แต่มินฮยอกไม่เคยใช้ลิฟต์เลยสักครั้ง “นิสัยนี้เอาไว้ใช้ตอนที่คบกันแล้วจริงๆ เถอะ ถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ อึนอูฮยองคงไม่ว่าอะไรหรอก”

 

“ช่วยไม่ได้นี่นา ฉันเป็นแบบนั้นจริงสินะ เป็นเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่”

 

“มันก็เจ๋งดีหรอก ผมเชื่อว่าอึนอูฮยองไม่สนอยู่แล้ว” มินฮยอกตอบ

 

บินรู้อยู่แล้วว่าอึนอูไม่สนหรอก อึนอูหัวเราะตลอดเวลาบินเสนอตัวขอช่วยทำความสะอาด และห้ามให้เขาเข้าครัวเป็นอันขาด เขายังเคยบอกอีกด้วยว่าเขาอยากเป็นคนทำให้มากกว่า “มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ต้องการ” อึนอูบอกไว้แบบนั้นก่อนที่หน้าของเจ้าตัวขึ้นสีไปทั้งใบหน้า มันยิ่งทำให้บินอยากตะโกนบอกอึนอูดังๆ ว่าเขาต้องการการอึนอูเสมอไม่ว่าอึนอูจะคอยดูแลทำความสะอาดหรือไม่


“ยังไงฉันก็คิดว่าการทำตัวแบบนั้นมันดูไม่มีเสน่ห์อยู่ดีอ่ะ” บินถอนหายใจ

 

มินฮยอกหยุดก้าวเท้าลงบันไดแล้วมองตรงไปที่บิน “ฮยอง ฮยองทั้งสูง หน้าตาดีเหมือนไอดอล แถมมีซิกแพ็คขนาดนี้ แค่นี้ผมก็ว่าฮยองดูมีเสน่ห์พอแล้วนะ”

 

“แต่นี่มันอึนอูนะ หน้าตาเขาสูงกว่ามาตรฐานคนหน้าตาดียิ่งไปอีก ต่อให้คนทั้งโลกที่เหลือที่ไม่รู้จักเขาได้เห็นเขาก็บอกว่าเขาหล่อหมดทุกคนแน่ๆ ฉันเทียบอะไรไม่ได้เลย” บินถอนหายใจอีกครั้ง “ถ้าเขาปัญญาอ่อน ฉันก็ชนะเขาได้โดยการทำตัวดีๆนี่แหละ แต่ไม่! มันไม่เกิดขึ้นหรอก”

 

“โอเค พอเหอะ” มินฮยอกจ้องเขม็งที่หน้าบินด้วยสีหน้าจริงจัง “หยุดอวยอึนอูฮยองได้แล้ว ไม่งั้นผมจะกระโดดถีบพี่ละนะ ผมเริ่มรำคาญแล้ว”

 

“อ่า โทษที” เขาก็พอเข้าใจอยู่ว่าทำไมมินฮยอกถึงพูดแบบนั้น เขาพูดถึงอึนอูบ่อยมากจริงๆ แหละ แต่นอกจากมินฮยอกและเพื่อนที่อยู่ในทีมเต้นอีกสองคน บินก็ไม่มีเพื่อนคนไหนอีกนอกจากอึนอู ที่เขาใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด แล้วจะให้เขาพูดถึงใครได้อีกล่ะ?

 

“ผมก็แค่ไม่เข้าใจว่าฮยองจะเครียดอะไรเบอร์นั้น” มินฮยอกพูดขึ้นเมื่อพวกเขาเดินลงมาถึงชั้นล่างสุดแล้ว “อึนอูฮยองก็ชอบฮยองชัดๆ เลย เขาแก้มแดงแทบจะระเบิดทุกทีเวลามยองจุนฮยองพูดถึงฮยองขึ้นมาอ่ะ”

 

บินนึกขอบคุณมยองจุนในใจ “นายคิดงั้นหรอ?” เขาถามอย่างมีความหวัง เขาก็เคยคิดแบบนั้นมาก่อน แต่เขาก็อยากได้ยินจากคนอื่นเหมือนกันเพื่อความมั่นใจ

 

“ใช่” มินฮยอกพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมฮยองถึงไม่สารภาพสักที”

 

เพราะบินคิดว่าตัวเองรู้จักอึนอูดีว่าเขาจะทำอะไรต่อไป แม้ถ้าอึนอูจะชอบเขาด้วยจริงๆขีดเส้นใต้คำว่า ถ้า ไว้หนาๆ เลยอึนอูจะต้องรู้สึกแปลกๆ และอึดอัดแน่ๆ และบินไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น เมื่อตอนที่เขาพร้อม เขาอยากให้อึนอูเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการสื่อด้วยตัวเขาเอง ในเวลาระหว่างนี้ บินก็ทำตัวใกล้ชิดเขาแล้วทำตัวให้เหมือนพระเอกในละครโรแมนติกเข้าไว้

 

“ฉันไม่อยากให้เขารู้สึกแปลกๆ อ่ะ” บินตอบออกไปอย่างตรงไปตรงมา

 

มินฮยอกหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะยักไหล่ “ก็พอเข้าใจ เพราะว่าผมรู้ว่าอึนอูฮยองเป็นคนยังไง แต่ฮยองคิดว่าตัวเองรู้จักเขาดีแค่ไหนเชียว? ฮยองรู้จักเขาไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ”

 

แต่ฉันอยู่บ้านเดียวกับเขาไงมินฮยอก “ก็..ฉันหยั่งรู้เอง ก็แค่คิดว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้น”

 

คำพูดนั้นทำมินฮยอกถึงกับต้องกลอกตา จนบินอดไม่ได้ที่จะผลักเขาไปหนึ่งที “จริงจังสิ” มินฮยอกพูด ตอนนี้สีหน้าเขาดูจริงจังอีกครั้ง “ผมคิดครั้งหนึ่งตอนทำงานเบื่อๆที่ร้าน ผมไม่เข้าใจไทม์ไลน์เลยอ่ะ ฮยองสองคนจะกินข้าวด้วยกันตลอดได้ยังไง? อึนอูฮยองไม่ได้ออกไปกินข้าวที่ไหนตอนกลางคืนซักครั้ง” เขาหันหน้ามาแล้วเลิกคิ้วใส่บิน “เว้นแต่ว่าพวกฮยองจะกินข้าวตอนเช้าด้วยกันด้วย? อ๋า นั่นแหละพัฒนาไปอีกขั้นของแท้เลย”


บินผลักมินฮยอกอีกครั้งและแรงขึ้นครั้งนี้ “ไม่ใช่มินฮยอก หุบปากเลย” เขาพยายามเมินหูของตัวเองที่กำลังร้อนผ่าวอยู่ เขาไม่อยากจะคิดเลยว่ามินฮยอกกำลังพูดอะไรเป็นนัยอยู่

 

“ผมก็แค่พูดเฉยๆ น่า” มินฮยอกพูดอย่างร่าเริง เห็นได้ชัดเลยว่าเขากำลังสนุกกับการแกล้งบินให้เขิน “ผมรู้ว่าอึนอูฮยองคงจะไม่

 

“ไม่ นายไม่รู้อะไรเลย” อุณหภูมิของหน้าบินพุ่งสูงขึ้นไปอีก “เพราะฉะนั้นหุบปาก แล้วอย่าพูดถึงอึนอูแบบนั้นอีก”

 

“โอ้ ว้าว ทำดีมากครับ” มินฮยอกหัวเราะ “โอเค ก็ได้ ผมจะไม่พูดอะไรให้ชื่อของอึนอูฮยองต้องแปดเปื้อนอีกเลยครับ”

 

บินทำแค่พยักหน้าและจัดคอเสื้อ ตอนนี้กำลังเข้าสู่หน้าหนาวแล้วแต่เพราะบินรู้สึกร้อนก่อนหน้านี้ แล้วอย่างนี้ตอนกินข้าวเช้า เขาจะมองหน้าอึนอูได้ยังไงเนี่ย?

 

เขาทั้งสองคนกำลังเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ แต่อยู่ดีๆ มินฮยอกก็หันหน้าไปหันบินก่อนเหวี่ยงกำปั้นไปหาเขา บินรีบขยับศีรษะหลบแทบจะไม่ทัน “อะไรวะ?” สีหน้าบินดูงุนงง “นี่นายจะต่อยฉันหรอ?

 

“ก็แค่เช็คดูว่าฮยองหลบได้มั้ย” มินฮยอกพูดเสียงเรียบๆ “ผมรู้อยู่แล้วว่าฮยองคงหลบได้ ฮยองคงต่อยตีไม่เป็นหรอก ดีละ”

 

บินก็อยากจะบ่นคำรามใส่อยู่หรอก แต่ก็รู้สึกเหมือนว่ามินฮยอกกำลังส่งสัญญาณว่าเขาอยู่ฝั่งเดียวกับบินยังไงแปลกๆ เขาเลยทำแค่เดินไปด้วยกันกับมินฮยอกต่อ

 

“ชานกำลังไปประชุมคณะกรรมการนักเรียนโง่ๆ นั่นอยู่ ส่วนมาร์ค พ่อแม่เขาจะมาหาเขา เขาเลยต้องอยู่บ้าน” มินฮยอกพูดเมื่อพวกเขาเดินมาจนถึงสุดทางเดิน เขาทำตัวชิลเหมือนกับตัวเองไม่ได้ทำท่าจะต่อยบินมาก่อน “ผมก็ว่าจะกลับบ้านเหมือนกัน” เขามองไปที่บินขึ้นลงเหมือนกำลังจะคิดว่าเขาควรพูดออกไปหรือเปล่า จากนั้นเขาจึงพูดขึ้น “ฮยองอยากไปด้วยกันมั้ย?

 

“ไปบ้านนายหรอ?” บินถามอย่างประหลาดใจ

 

“อือหึ้ แม่ผมอยากเจอฮยองจะตายอยู่แล้ว เพราะผมไปบอกแกว่าฮยองเป็นเด็กกำพร้า เดี๋ยวเราเล่นวิดีโอเกมส์ด้วยกันไม่ก็หาอะไรดูก็ได้”

 

“ได้สิ” บินตอบอย่างไม่ลังเล วิดีโอเกมส์ก็ฟังดูน่าสนุก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาอยากทำความรู้จักกับแม่ของมินฮยอก “นายแน่ใจนะว่าแม่นายจะไม่ว่าอะไรที่อยู่ดีๆ ฉันก็ไปบ้านนายเลย”

 

“ไม่อยู่แล้ว มาเร็ว ทางนี้”

 

บ้านของมินฮยอกไม่ได้อยู่ใกล้สตูดิโอซ้อมเต้นขนาดนั้น แต่เขาทั้งสองก็ได้เดินมาตลอดทาง มันเป็นอาคารสองชั้นแคบๆ ผนังทาสีด้วยสีแดงอิฐ และมีสวนเล็กๆ อยู่ด้านหน้า นี่แหละคือบ้าน บินคิดว่าเขาคงเคยแอบมาขโมยอาหารจากประตูหน้าต่างห้องครัวจากบ้านที่หน้าตาคล้ายแบบนี้เหมือนกัน

 

มินฮยอกเดินเข้าไปก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่น “แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว!” บินสังเกตว่าเขาไม่ได้สะบัดรองเท้าทิ้งไปบนพื้นสะเปะสะปะแต่หยิบมันขึ้นมาวางบนชั้นวางรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ บินก็ทำแบบนั้นเช่นกัน

 

“อ้าว ซ้อมเสร็จแล้วหรอลูก?” มีเสียงผู้หญิงตะโกนกลับมา แม่ของมินฮยอกกำลังเดินลงบันไดมาจากชั้นบน เธอเป็นผู้หญิงร่างเล็ก บอบบาง ดูอ่อนโยน มินฮยอกไม่ได้หน้าละม้ายคล้ายเธอเท่าไหร่นัก เว้นแต่ดวงตากลมโตสองข้างนั้นที่เหมือนกันชัดเจน

 

บินรีบเร่งโค้งทักเธออย่างสุภาพ เขาอยากให้อึนอูมาอยู่ที่นี่กับเขาด้วยจัง อึนอูสามารถทำให้คนรอบข้างตกหลุมเขาได้เสมอ เขารู้ว่าต้องทำตัวยังไงให้ดูสุภาพอ่อนโยน  บินไม่มีความรู้พวกนี้หรอก เขาก็แค่แมวจรจัดเร่ร่อนเท่านั้น


“เธอคือ มุน บิน ใช่มั้ย?” เธอถามและยิ้มมาให้อย่างสดใสขณะที่ก้าวเท้าลงบันได “ได้ยินเรื่องของเธอมาเยอะแยะเลย ดีใจจริงๆ ที่เธอตัดสินใจมาที่บ้านน้านะ” โดยไม่มีสัญญาณเตือน แขนของเธอโอบรอบตัวบินและกอดเขาไว้

เธอตัวเล็กมากจริงๆ ความสูงของเธออยู่ประมาณเกือบเท่าคางของบินเอง แต่อ้อมกอดของเธอนั้นกลับอบอุ่น บินเห็นมินฮยอกแอบหัวเราะเบาๆ ด้วยความอาย แต่เอาจริงๆแล้ว บินรู้สึกว่ากอดนี้มันช่างอ่อนโยนนุ่มนวล จากนั้นเขาจึงพูดขอบคุณสำหรับการต้อนรับเป็นอย่างดีด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

 

“แน่นอนค่ะที่รัก” สุภาพสตรีคนนี้เอ่ยขึ้นหลังจากที่ปล่อยบินออกจากอ้อมกอดก่อนจะยิ้มหวานให้เขาอีกครั้ง “เธอกับมินฮยอกขึ้นไปด้านบนก่อนก็ได้ เดี๋ยวน้าจะทำอะไรให้กินนะ เด็กวัยกำลังโตอยากอาหารตลอดเวลาเป็นธรรมดาแหละเนอะ”

 

เธอพูดรัวมาจนไม่มีช่องว่างให้ใครเถียงขึ้นมากเลย บินพยักหน้าและยิ้มก่อนจะตอบไป “ขอบคุณนะครับ”

 

“ฮยองขึ้นไปก่อนเลย เดี๋ยวอีกแป้บผมตามไป”

 

บินหันไปพูดเพราะๆ กับแม่ของมินฮยอกอีกครั้งก่อนจะก้าวขึ้นบันไดไป แต่เมื่อก้าวขึ้นไปได้ครึ่งทาง มีบางสิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดและหันหลังกลับไปดู เขามองดูแม่ของมินฮยอกที่กำลังจัดปกเสื้อให้กับลูกชายของเธอ และพูดอะไรบางอย่างพร้อมกับรอยยิ้ม จากนั้นเงยหน้าขึ้นไปหอมแก้มเขาทั้งสองข้าง มินฮยอกยิ้มกลับไปให้เธอโดยปราศจากความเขินอาย สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้เลยว่าแม่ของมินฮยอกทำแบบนี้กับมินฮยอกจนเป็นเรื่องปกติ มันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจที่ได้เห็นแต่มันก็ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวด้วยเช่นกัน

 

เขารีบสาวเท้าขึ้นบันได้ก่อนจะถูกจับได้ว่าแอบมองอยู่ และหลังจากนั้นไม่กี่นาที มินฮยอกก็ได้ตามเขาขึ้นมา เมื่อก้าวบันไดขึ้นมาชั้นบนแล้วจะเจอห้องนอนของมินฮยอกเป็นห้องแรก เป็นห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์กีฬา หนังสือการ์ตูน และทีวีจิ๋วพร้อมกับจอยเกมส์สองอัน นี่มันมหัศจรรย์มาก

 

“เลือกเกมครับ” มินฮยอกพูดพลางเก็บกระเป๋า “แล้วหลังจากนั้นก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย”

 

บินก้มศีรษะลงเพื่อหาดูเกมที่อยู่ในกองบนพื้น “ฉันเล่นไม่ค่อยเป็นหรอกนะ” มันคือความจริง อึนอูไม่ค่อยเล่นเกมส์เท่าไหร่ และบินก็ชอบที่จะอิงแอบอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับเขาแล้วดูอะไรบนจอทีวีไปเรื่อยๆ มากกว่า

 

“ฮยองเป็นคนที่แปลกที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยอ่ะ” มินฮยอกหยิบเกมที่บินเลือกด้วยเหตุผลที่ว่าหน้าปกมันดูสวยดี “ฮยองไม่เล่นเกม ฮยองไม่เข้าร่วมทีมของอะไรซักอย่างเลย ทั้งที่ฮยองก็ชอบเล่นกีฬาแถมเต้นก็ดี แถมฮยองไม่มีโทรศัพท์ด้วย”


“ก็แค่ตอนนี้แหละ” เรื่องที่เขาบอกกับคนอื่นๆ ก็คือเขาทำโทรศัพท์เครื่องเก่าหายไปแต่ยังไม่ได้ซื้อเครื่องใหม่

 

“ก็แค่ตอนนี้มาตั้งนานแล้วนะ” มินฮยอกนั่งลงขัดสมาธิกับพื้นก่อนจะหยิบจอยเกมขึ้นมา “ฮยองเป็นคนจริงๆ ใช่ป่ะเนี่ย?

 

               “ใช่อยู่แล้วสิ” บินพูดพร้อมกับหยิบจอยเกมอีกอันหนึ่ง “ตอนนี้นายก็สอนฉันเล่นซักที ฉันจะได้ซัดนายให้น่วมเลย”

 

               แต่ในตอนสุดท้าย บินก็เอาชนะไม่ได้อยู่ดี เขาเป็นคนที่เรียนรู้ไวนะ แต่มินฮยอกอยู่ในระดับขั้นเทพแล้ว พวกเขาเล่นเกมกันอยู่สักพัก จากนั้นมินฮยอกลงไปข้างล่างเพื่อเอาแซนวิชที่แม่ของเขาเตรียมไว้ให้ เขาหยิบหนังสือการ์ตูนเล่มโปรดของเขาบางส่วนโชว์ให้บินดู ทั้งหมดนั้นเป็นการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ของอเมริกาทั้งหมดก่อนที่มินฮยอกจะเลือกหยิบเกมใหม่มาเล่นกันอีกครั้ง “ผมจะฝึก ซานฮาเล่นเกมนี้เก่งขึ้นเรื่อยๆ ผมจะแพ้มันไม่ได้”

 

               บินตัดสินใจที่จะนั่งดูเฉยๆ ในเกมนี้ เขายืดขาไปบนพื้น พิงหลังกับผนังขณะที่ดูมินฮยอกเล่น มินฮยอกดูเหมือนจะเป็นคนที่ไม่ธรรมดา แต่ความจริงชีวิตเขาก็ธรรมดานี่แหละ เขาไปโรงเรียน เล่นวิดีโอเกมส์ เล่นกีฬา และชอบเต้น เขามีแม่ที่น่ารักคอยให้ความรักเขาและเป็นไปได้ว่าพ่อของเขาก็น่าจะเป็นคนที่ดีเลิศเช่นกัน บินไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยกับชีวิตของตัวเองเมื่อตอนอยู่ริมถนน แต่ตอนนี้เขาอยากได้อะไรที่มันแตกต่างออกไป เขาอยากใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไป

 

               “มินฮยอก นายคิดยังไงกับคนที่...มีพลังพิเศษหรอ?” คำถามหลุดปากออกไปก่อนที่บินจะรู้ตัว

 

               “พวกเขาก็ต้องสุดยอดโคตรๆ อ่ะ” มินฮยอกพูดทั้งที่สายตายังคงจับจ้องอยู่บนจอทีวี “ผมอยากมีพลักพิเศษแบบ Magneto มันต้องดีมากแน่เลย”

 

               “นายคิดว่าคนปกติธรรมดาจะมีพลังแบบนั้นมั้ย?” บินถามอย่างลังเล “หมายถึงในชีวิตจริงอ่ะ?

 

               ตอนนี้มินฮยอกวางจอยเกมในมือลงก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับบิน “หือ แบบพลังพิเศษงี้หรอ?

 

               “ก็ไม่ใช่พลังพิเศษหรอก แบบพลังที่โง่ที่สุดแล้ว เป็นพลังที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยอ่ะ”

 

               “แต่มันก็ยังเป็นพลังอยู่ดี” มินฮยอกเริ่มเขยิบเข้ามาใกล้อย่างสนใจ “อือ ผมก็คิดว่ามันเป็นไปได้นะ”

 

               บินกลืนน้ำลายก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป “นายจะเชื่อฉันมั้ยถ้าฉันบอกว่าฉันมีพลังอะไรแบบนั้นอ่ะ?

 

               ห้องเงียบสงัด แต่สีหน้าของมินฮยอกก็ยังไม่เปลี่ยนไปจากตอนแรก ก่อนเขาจะถามออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง “พลังแบบไหนหรอ?

 

               “ฉัน...” บินหายใจเข้าลึก เตรียมตัวให้พร้อมกับปฏิกิริยาของมินฮยอกที่ตัวเองจะได้รับกลับมา ก่อนจะพูดขึ้น “ฉันสามารถกลายร่างกลายเป็นแมวได้”

 

               เขาคิดว่าเขาจะได้รับการปฏิเสธไม่ยอมรับ หรืออาจจะได้เสียงหัวเราะกลับมา หรืออาจจะได้รับสายตาจากมินฮยอกที่มองว่าเขาคงจะสติไม่เต็ม แต่สิ่งที่บินได้กลับมาคือริมฝีปากของมินฮยอกฉีกเป็นรอยยิ้มกว้าง “เจ๋งดีนะ”

 

               “เจ๋งดี?” สีหน้าของบินประหลาดใจอย่างที่สุด “ฉันบอกนายว่าฉันกลายร่างกลายเป็นแมวได้ แล้วนายก็ตอบมาแค่ว่า เจ๋งเนี่ยนะ?

 

               “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่ฮยอง” มินฮยอกยักไหล่ “ฮยองจำเพื่อนผมที่ชื่อ ชาน มั้ย? เขาก็กลายร่างเป็นแมวได้เหมือนกัน”

                               

               บินอ้าปากค้าง “อะไรนะ?

 

               “อื้อ เขาบอกผมกับมาร์คตอนพวกเขาขึ้นม.4 ฮยองน่าจะได้เห็นหน้าของมาร์คตอนที่ชานบอก”

 

               “แสดงว่าฉันเป็นเพื่อนนายคนที่สองที่เป็นผู้กลายร่าง” บินรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนเดียวที่โดนลูกระเบิดซัดใส่ มินฮยอกไม่ได้ดูตกใจอะไรเลย

 

               “โอ้ เขาเรียกกันแบบนั้นหรอ? มาร์คเรียกคนแบบนี้ว่าเสือสมิง ผมบอกเขาแล้วว่ามันไม่น่าจะเรียกแบบนี้นะ มันดูโง่มากเลย” เขาหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “ฮยองเป็นแมวของอึนอูฮยองใช่มั้ย?

 

               “ใช่” บินตอบ ชัดเจนอยู่แล้วถ้าเขารู้ว่าบินเป็นคนที่กลายร่างได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบังอีก


               “แสดงฮยองก็นอนบ้านเดียวกับเขา งี้ก็ไปได้สวยเลยสิ”

 

               “หุบปากไปเลย” บินยกขาเตะไปที่มินฮยอก แต่ปากของเขาก็ยังยิ้มอยู่

 

               มินฮยอกหลบอย่างชำนาญก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิมในตอนแรก “คราวนี้บอกผมมา ทุกอย่างเลย”

 

               บินยิ้มกว้างออกมา แล้วจึงเริ่มเล่า

 

 




 

               อึนอูกำลังอารมณ์ดี

 

               เขาอารมณ์ดีอยู่ตลอดในช่วงนี้ หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาเขามีความสุขกับชีวิตของตัวเองมาก ความเครียดในตอนแรกที่เจอบินและต้องพาเขาไปเรียนด้วยได้หายไปหมดสิ้น ตอนนี้เขารู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข

 

               แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้สมบูรณ์ไปหมดทุกอย่าง เมื่อวันก่อนบินลองทำมื้อเย็นและทำกระทะไหม้ก่อนอึนอูจะกลับมาจากที่ทำงาน กลิ่นไหม้ยังคงวนเวียนอยู่ในห้องเป็นชั่วโมง ด้วยความที่บินเป็นคนจมูกอ่อนไหวง่ายทำให้เขาต้องออกมาเดินอยู่ข้างนอกตลอดระหว่างนั้น ผลสุดท้ายคือบินโดนสั่งห้ามไม่ให้ใช้เตาอีกเลย

 

               พวกเขาได้ออกไปกินร้านอาหารข้างนอกในวันหยุด บินเป็นคนออกค่าอาหารเหล่านั้นอีกด้วย เขาก็ยังคงปฏิเสธที่จะบอกอึนอูว่าเขาได้เงินเหล่านั้นมาจากไหน อึนอูคิดว่าบินคงจะหางานทำระหว่างช่วงกลางวัน เขาดีใจที่บินหาอะไรทำโดยไม่ต้องอยู่คนเดียวในอพาร์ตเมนต์ได้แล้ว แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็เป็นห่วงว่างานที่บินทำอยู่จะเป็นอันตรายต่อตัวเขาหรือเปล่า

 

               อึนอูนั่งอยู่ที่ม้านั่งตัวเดิมในมหาวิทยาลัย กำลังเพลิดเพลินกับการสูดอากาศเย็นบริสุทธิ์ ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มจางหายไปและแทนที่ด้วยฤดูหนาวแทน อุณหภูมิอากาศเริ่มลดลงอย่างช้าๆ แต่อึนอูชอบอากาศแบบนี้ เขาพร้อมที่จะนั่งดื่มช็อคโกแลตร้อนและซุกตัวอยู่ในผ้าห่มหนาอุ่นแล้ว

 

               เขาพึ่งกินข้าวเที่ยงกับจองกุกและเพื่อนอีกหลายๆ คนเสร็จ เขายังมีเวลาอยู่นิดหน่อยก่อนจะไปร้านคาเฟ่เพื่อทำงาน มินฮยอกหยุดงานที่ร้านเพื่อ ฝึกซ้อมแต่บินบอกอึนอูแล้วว่าเขากับมินฮยอกจะออกไปเที่ยวเล่นกันเฉยๆ ในกรณีหมายความว่าอึนอูก็จะยุ่งอยู่กับการทำงานร้านคาเฟ่ และเขาก็ยินดีที่ร้านมันคงจะเงียบลงมาหน่อย

 

               “โอ้ นายนี่เอง” เขาพูดขึ้นอย่างประหลาดใจ เขาลืมเรื่องแมวตัวนี้ไปหมดแล้วเพราะหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้เจอมันอีกเลย ไม่เจอตั้งแต่วันที่มยองจุนเจอบินที่อพาร์ตเมนต์  อึนอูเอื้อมมือไปหามันก่อนที่เจ้าแมวจะรีบลุกและเด้งตัวหนี

 

               แต่ครั้งนี้มันไม่ได้หนีออกไปไหนไกล อึนอูมองตามมันที่กำลังวิ่งไปด้วยขาสองคู่นั้น ก่อนที่จะมีแขนเอื้อมลงมาอุ้มเจ้าแมวตัวนั้นไว้

 

               เจ้าของแขนนั้นคือชายหนุ่มคนหนึ่ง ผมสั้นสีดำขลับที่ยาวลงมาปรกหน้าผาก ใบหน้าดูอ่อนเยาว์นั้นน่าดึงดูดแต่ก็ไม่ถึงขนาดกับมากพอที่จะเรียกว่าหล่อได้

 

               “สวัสดีครับ” เขาคนนั้นเอ่ยขึ้น อึนอูตระหนักได้ว่าเขากำลังถูกจ้องอยู่ เขาจึงรีบหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว

 

               “เอ่อ สวัสดีครับ” เขายืนขึ้น “นี่นี้ใช่แมวของคุณรึเปล่าครับ?

 

               “เขาบอกกันว่าแมวพวกนี้ไม่ได้เป็นของของใครหรอกครับ” เขาหัวเราะ “แต่ใช่ มันเป็นแมวผมเอง” เจ้าแมวร้องครางเบาๆ ตาสีทองอร่ามของมันจ้องมองมาที่อึนอู

 

               อึนอูกลืนน้ำลาย เขาเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศมันเปลี่ยนไป ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอาคารที่กำลังล่อสายฟ้าที่ผ่าลงมา และผู้ชายร่างเล็กตรงหน้าเขานี่แหละที่เป็นคนนำพาพายุลูกนี้มา

 

               “ผมชื่อ ชา อึนอู ครับ ผมเรียนนิติอยู่ปี 2 ครับ”

 

               “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณอึนอู” เขาตอบอย่างสุภาพ “ผมเรียนอยู่ปริญญาโทที่นี่เหมือนกัน ผมชื่อ ยู กิฮยอน ครับ”

 

               นี่คือชื่อของเขานี่เอง บุคคลที่อึนอูตามหาโดยวิธีที่ไร้ประโยชน์อยู่ตั้งนาน คุณยู กิฮยอน “ผมตามหาคุณอยู่ครับ” อึนอูพูดโพล่งออกมา

 

               กิฮยอนหัวเราะ “ครับ ชางกยุนบอกผมแล้ว ขอโทษที่ผมทำตัวตามหายากไปหน่อยนะครับ”

 

               อึนอูหันไปมองเจ้าแมวตัวเล็กในอ้อมกอดของเขาโดยสัญชาตญาณ แสดงว่าเขาคิดถูกแล้ว แมวตัวนี้เป็นผู้กลายร่าง

 

               อึนอูเงยหน้าขึ้นมองกิฮยอนที่ตอนนี้กำลังหยิบแผ่นกระดาษโน้ตเล็กๆ ออกมาแล้วเขียนอะไรบางอย่างลงไป ก่อนจะฉีกออกมาหนึ่งแผ่นแล้วยื่นให้อึนอู “อันนี่เบอร์ของผมนะครับ บอกเพื่อนของคุณให้โทรหาผม แล้วเดี๋ยวผมจะมารับเพื่อพาเขาไปรักษา” แค่นั้นแหละ เขาไม่ได้ถามคำถามหรือต้องการรายละเอียดอะไร เขาทำแค่ยื่นเบอร์โทรศัพท์มาให้อึนอูอย่างสงบเยือกเย็น

 

               “เขาจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับ?” อึนอูถาม เขาจับกระดาษแผ่นนั้นไว้แน่น

 

               “ถ้ามันเกี่ยวข้องกับแค่การกลายร่างของเขา ก็ใช่ครับ เขาจะไม่เป็นไร ผมก็ไม่ใช่ขนาดว่าเป็นหมออะไรแบบนั้นหรอก”

 

               “ขอบคุณครับ” อึนอูหยิบกระดาษมาจากมือเขาอย่างระมัดระวัง “ขอบคุณจริงๆ ครับ”

 

               “ไม่มีปัญหาครับ” กิฮยอนยิ้ม รอยยิ้มของเขามีรอยบุ๋มที่แก้มหนึ่งข้างเหมือนลักยิ้ม “โอ้ แล้วก็ชางกยุนฝากขอบคุณที่ให้อาหารเขาด้วยครับ”

 

               “อ๋อ.. ไม่มีปัญหาครับ” อึนอูพูดอย่างประหลาดใจนิดหน่อย ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับแมวที่อยู่ในอ้อมแขนของกิฮยอน เขาสังเกตได้ว่ากิฮยอนถือแมวตัวนี้และกอดเขาไว้ที่อกของตัวไว้อย่างเอ็นดู มันก็คงจะเป็นแบบเดียวกันกับเวลาที่เขาอุ้มบินสินะ

 

               “ผมหวังว่าจะได้เจอคุณในมหาลัยอีกนะครับ คุณชา อึนอู” อึนอูโน้มหัวเล็กน้อยเพื่อโค้งคำนับ จากนั้นกิฮยอนก็เดินจากไป อึนอูมองตามเขาไปสักพักก่อนจะหันกลับมาจัดเก็บแผ่นกระดาษนี้ใส่ลงในกระเป๋าเป็นอย่างดี

 

               ในที่สุดหลังจากเวลาผ่านมาเนิ่นนาน เขาก็ได้พบกับผู้เชี่ยวชาญที่บินพูดถึงสักที เขาแทบจะลืมเรื่องของบุคคลนี้ไปแล้วเมื่อสองสามวันก่อน อยู่ดีๆ อึนอูกลับรู้สึกผิดอย่างฉับพลันเมื่อกำลังเดินไปที่ร้าน Sunshine แต่เขาทำเป็นไม่สนใจมันไป สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาเจอผู้ชายคนนี้สักที ถึงแม้ว่าตามเทคนิคแล้วควรพูดว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนเจอเขาเองซะมากกว่า บินต้องมีความสุขมากแน่ๆ หลังจากการรอคอยมานาน ในที่สุดเขาก็จะได้รับการรักษาสักที และบินก็จะ

 

               สุดท้ายบินก็จะต้องย้ายออกไป

 

               อึนอูหยุดก้าวเดิน เขามีเบอร์ของกิฮยอนแล้ว บินจะต้องไปรักษาตัว จากนั้นเขาก็จะหายดี เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งอึนอูอีกต่อไป เขาสามารถออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้แล้ว

 

               ความรู้สึกมีความสุขในอกของอึนอูเริ่มกลายเป็นฟองสบู่ล่องลอยหายไป แน่นอนสิ พอบินสบายดีแล้ว ทำไมเขาต้องมารบกวนอึนอูอีก? ใครคืออึนอูหรอ? ผู้ชายคนหนึ่งที่ดุด่าเขาเกี่ยวกับเรื่องใช้เตาแก๊ส คนคนหนึ่งที่อารมณ์เสียและตะคอกใส่เขาโดยไม่มีเหตุผล อึนอูไม่ได้เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสนุก เขาไม่ได้เป็นคนที่ดีเลิศ ทำไมบินจะต้องอาศัยอยู่กับอึนอูอีกในเมื่อเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งอึนอูอีกต่อไปแล้ว?

 

               ราวกับกระดาษกำลังถูกเผาไหม้อยู่ในตอนนี้ มันกำลังถูกคุกคามด้วยวิธีของมันเองผ่านกระเป๋าของอึนอู เขาควรต้องเอากระดาษแผ่นนี้ให้บิน อึนอูรู้ดีว่าเขาต้องทำแบบนั้น แต่...

 

               แต่เขาไม่อยากเสียบินไป และเขากลัวว่าตอนนี้เขากำลังจะเสียบินไปแล้ว

 

               อึนอูไม่มีสมาธิตลอดการทำงานในวันนี้ เขารับออร์เดอร์มาผิดสามรอบ และทำน้ำหกไปอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งมยองจุนต้องยื่นมือเข้ามาช่วย มยองจุนไม่ได้ถามอะไรแต่อึนอูรู้ว่ามยองจุนกำลังมองเขาด้วยความกังวลอยู่ อึนอูพยายามส่งสัญญาณให้เขามั่นใจว่าสบายดี แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า

 

               ในตอนท้ายมยองจุนปล่อยให้อึนอูกลับบ้านเร็วกว่าปกติ แต่มันคือสิ่งสุดท้ายที่อึนอูต้องการ เขาไม่อยากกลับไปเจอบิน เบอร์ของกิฮยอนกำลังถูกเผาไหม้อยู่ในส่วนลึกของสมองของอึนอู และเขาพยายามที่จะไม่สนใจมันตอนที่กำลังเดินกลับบ้าน ฤดูได้ถูกส่งผ่านให้กลายเป็นอากาศหนาวอย่างแท้จริง ก่อนอึนอูจะรู้ตัวว่ามันสายไปแล้วเพราะเขาลืมเสื้อโค้ทของตัวเองไว้ที่ร้านคาเฟ่ เขาไม่แม้แต่จะคิดกลับไปเอา อากาศที่พัดผ่านตอนนี้เปรียบเหมือนมีดที่กำลังเสียดแทงเข้าไปทุกอณูผิวของเขา แต่อึนอูก็ยังเดินต่อไป เขาเอาแขนโอบรอบตัวเองเพื่อเป็นกำบังลมหนาว ในที่สุดเขาก็ได้เดินมาจนถึงตึกอพาร์ตเมนต์ของตัวเองก่อนจะหยุดยืนอยู่ที่ข้างหน้านั้น

 

               เขาสามารถจินตนาการถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้เลย บินจะต้องออกไปหลายวันเพื่อรับการรักษา จากนั้นก็จะกลับมาที่อพาร์ตเมนต์อีกครั้งเพื่อบอกลากับอึนอู อย่างน้อยอึนอูก็มั่นใจว่าเขาคงจะไม่ได้จากไปโดยไม่กล่าวลาอึนอูหรอก แต่ยังไงสุดท้ายเขาก็จะต้องจากไปอยู่ดี


               แน่นอนว่ามันยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือการหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาแล้วโยนทิ้งไป ห้ามพูดถึงมันไม่ว่ากับใครและห้ามไปคิดถึงมันอีก เอาจริงๆ มันก็แค่เศษกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ใครจะไปใส่ใจมันอีกล่ะ? อึนอูไม่สนใจอยู่แล้ว บินก็จะไม่มีวันรู้ แค่นั้นเรื่องก็เป็นอันจบ

 

               ทุกอย่างจะสงบดี อึนอูทำได้อยู่แล้ว ทรยศบิน และขังบินไว้ให้อยู่กับตัวเอง เขารู้ว่ามันเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายและไม่น่าให้อภัย และอึนอูก็ยังคงต้องการที่จะทำแบบนั้น

 

               “ฉันนี่มันโง่จริงๆ เลย” อึนอูพูดออกมาดัง ลมหายใจและใบหน้าของเขากำลังเยือกเย็น “ฉันรู้อยู่แล้วว่าซักวันมันจะต้องเกิดขึ้น แล้วทำไมฉันถึงยังทำตัวยึดติดแบบนี้อีกวะ?

               

               จากนั้นอึนอูหันหลังแล้วเริ่มเดินอีกครั้ง เขาไม่สามารถขึ้นข้างบนนั้นแล้วคุยกับบินได้ เขาทำไม่ได้ อากาศข้างนอกตอนนี้กำลังหนาวเย็นแต่อึนอูยินดีที่จะรับมันไว้ เขายอมให้หน้าของเขาถูกแช่แข็งอยู่แบบนี้เป็นพันครั้งดีกว่าต้องขึ้นไปข้างบนนั้น

 

               เขาเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย เขาไม่มีที่ไหนให้ไปอีกแล้ว ที่พักของซานฮากับมยองจุนก็อยู่แค่ตรงหน้าเขานี้เอง สวรรค์ที่แสนอบอุ่นอยู่ที่ข้างหน้าเขา แต่อึนอูไม่อยากเผชิญกับคำถามมากมายว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมกลับไปที่อพาร์ตเมนต์ของตัวเอง เขาไม่อยากเจอใครทั้งนั้นตอนนี้

 

               “ทำไมต้องทำตัวโง่ๆ แบบนี้” เขาคุยกับตัวเองแต่ก็ยังคงเดินต่อไป

 

               อึนอูไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ด้านนอกนี้มานานมากแค่ไหนแล้ว สุดท้ายเขาเริ่มเหนื่อยจึงนั่งลงอยู่ที่บันไดหน้าทางขึ้นตึกอพาร์ตเมนต์ ตอนนี้เขาทำได้แค่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วเหม่อมองไปบนฟ้า

 

               “ฉันควรเข้าไปข้างในนี่เนอะ” เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าโปร่งในยามค่ำคืน ตอนนี้อากาศเลยคำว่าหนาวไปแล้ว ความเย็นได้กัดกินเข้าไปถึงกระดูกของอึนอู แต่เขาก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน “ฉันควรขึ้นไปแล้วเอามันให้เขาสินะ แล้วทำไมฉันถึงไม่ทำล่ะ?

 

               แต่อึนอูรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมเขาถึงไม่อยากทำ เขาหวังว่ากิฮยอนจะไม่เจอเขาตั้งแต่แรก หวังว่าเขาจะไม่ใช่เขียนเบอร์ของเขาเขียนใส่ลงในกระดาษบ้าๆ นั่น

 

               “อึนอู! ใช่นายรึเปล่า?

 

               อึนอูสะดุ้งก่อนจะหันหลังไปเจอบินที่กำลังวิ่งออกมาจากอาคาร “บินนี่” เขาพูดด้วยเสียงอ่อน

 

               “นายมาทำอะไรตรงนี้?” เสียงของบินดูกังวลมาก มากพอที่จะทำให้อึนอูรู้สึกผิดมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก “ฉันไปหานายที่คาเฟ่มาด้วย แล้วเสื้อโค้ทนายอยู่ไหน?

 

               “ฉันลืมไว้ที่ร้าน Sunshine อ่ะ ไม่เป็นไรหรอก” อึนอูพูดขึ้น แต่บินได้ถอดเสื้อโค้ทของเขา แล้วเอาโอบรอบไหล่ของเขาไว้เรียบร้อยแล้ว “บินนี่ ฉันไม่เป็นไร”

 

               “ไม่ นายไม่โอเค ตัวนายเย็นเฉียบเลย” บินยังคงเอาแขนข้างหนึ่งโอบรอบอึนอูก่อนจะประคองเขาให้เข้ามาด้านในอาคาร “นายมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้?

 

               “แค่นั่งคิดอะไรนิดหน่อย” ทั้งสองคนได้เข้าลิฟต์และขึ้นมายังชั้นที่ห้องของอึนอูอยู่ แขนของบินยังคงโอบรอบอึนอูไว้แน่นเหมือนกับเขาคิดว่าอึนอูจะถอดเสื้อโค้ทออกถ้าเขาปล่อยอึนอู เขาคิดผิด อึนอูจะไม่ถอดเสื้อโค้ทหรืออะไรทั้งนั้น ก็มันเป็นเสื้อโค้ทของเขาเองนี่ แต่มันแค่มีความหมายมากขึ้นเมื่อบินเป็นคนสวมใส่ให้เขา

 

               โอ้โห ฉันกลายมาเป็นคนอ่อนไหวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?

 

               ทั้งสองคนเดินเข้ามาในห้อง บินเดินนำอึนอูไปยังโซฟาพร้อมกับประคองให้เขานั่งอย่างนุ่มนวล เขาคลี่ผ้าห่มออกแล้วเอาคลุมอึนอูอย่างระมัดระวัง อึนอูไม่ได้ต่อต้านอะไร เขายังรู้สึกหนาวเย็นอยู่ เขาทำแค่พูดขึ้นพอเห็นบินยังคงยืนอยู่ที่เดิมอยู่อย่างนั้น “นายโอเครึเปล่า?

 

               “คือ... ฉันมีอะไรจะบอกนายอ่ะ” อึนอูเห็นสีหน้าที่ดูกังวลของบิน     

 

               “ได้สิ อะไรหรอ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พยายามปัดเป่าความกังวลของบินไป เขาผลักดันความคิดอื่นที่มีอยู่ในหัวออกไปทั้งหมดและตั้งใจฟังบินในตอนนี้

 

               “ฉันบอกมินฮยอกไปแล้วนะ” เขาพูดโพล่งออกมา ก่อนสีหน้ากังวลในตอนแรกจะเปลี่ยนเป็นดูรู้สึกผิดแทน “เรื่องกลายร่าง แล้วก็เรื่องที่ฉันคือมูนด้วย ฉันบอกเขาไปทุกอย่างเลย ขอโทษนะ”

 

               อึนอูกระพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจก่อนจะยิ้มออกมา “ทำไมนายต้องขอโทษฉันด้วย? มันเป็นความลับของนายนะ นายจะบอกใครก็ได้แล้วแต่นายเลย”

 

               “แต่ฉันคิดว่าฉันก็ควรจะบอกนายก่อนอยู่ดีว่านายโอเคมั้ย” เขาพูดทั้งที่ยังคงดูรู้สึกผิดอยู่

 

               “ฉันโอเคสิ” รอยยิ้มยังคงอยู่บนหน้าของอึนอู “นายจะบอกใครก็ได้เลย ฉันโอเคหมด ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก โอเค๊?

 

               “โอเค” เขาพยักหน้าหงึกๆ อย่างน่ารัก ก่อนจะนั่งลงข้างอึนอูแล้วถามขึ้น “มีอะไรเกิดขึ้นหรออึนอู?

 

               ภาพกระดาษใบเล็กนั้นย้อนกลับเข้ามาในหัวของอึนอู “ทำไมนายถึงถามแบบนั้นล่ะ?” เขาถามโดยพยายามให้น้ำเสียงตัวเองปกติที่สุด

 

               “นายดู.. ไม่ค่อยมีความสุขอ่ะ” บินทำหน้าบึ้ง “ตอนแรกฉันเห็นนายดูเครียดๆ แล้วนายก็นั่งอยู่ข้างนอกนั้นเฉยๆ อีก ทุกอย่างโอเคดีใช่มั้ย?

 

               “อื้อ ไม่มีอะไรหรอก” อึนอูโกหก ในเวลาเดียวกันบินขยับเข้ามาลดระยะห่างระหว่างเขาสองคน

 

               “แน่ใจหรอ?” สีหน้าบินดูกังวล “ดูเหมือนจะไม่โอเคนะ” เขาวางมือลงบนไหล่ของอึนอู

 

               สีหน้ากังวลที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อของบิน สีหน้าที่กังวลกี่ยวกับอึนอูคนเดียว ในตอนนั้นทำให้อึนอูตัดสินใจได้

 

               “ฉันสบายดี ฉันแค่เหม่อๆ นิดหน่อยอ่ะ” จากนั้นริมฝีปากของเขาจึงยกยิ้ม

 

               “แน่ใจว่าไม่มีอะไรนะ?” บินถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

 

               “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นแหละ” อึนอูพูดอีกครั้งเพื่อยืนยันกับบิน รวมถึงตัวเขาเองด้วย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

 

               ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในวันนี้

 

               “ถ้างั้นก็โอเค” บินดูเหมือนจะยังไม่เชื่อสนิทใจ มือหนาอบอุ่นปิดหูทั้งสองข้างของอึนอู “นายยังหนาวอยู่” เขาพูดขณะที่ตัวเองทำหน้าบึ้ง

 

               “งั้นก็ไปทำอะไรอุ่นๆ ให้ฉันกินสิ” อึนอูยิ้มออกมา “ฉันอนุญาตให้นายใช้เตาไฟฟ้าได้ชั่วคราว”

 

               ตาบินเปล่งประกายขึ้นมาในทันที “นายจะไม่เสียใจที่ตัดสินใจแบบนี้” เขากระโดดลุกขึ้นก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องครัว


               อึนอูหัวเราะ “หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”

 

               หนุ่มเจ้าของห้องมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังเดินออกไป ก่อนความรู้สึกไม่สบายใจจะตีขึ้นมา “ฉันก็หวังว่านายจะคิดแบบนั้นเหมือนกันนะ” อึนอูพูดอย่างแผ่วเบา

 


—————————————

แง อย่าเศร้านะอึนอู :(

คอมเมนต์ติชมได้นะค้าบ เราอ่านหมดเลย ขอบคุณที่เข้าอ่านและติดตามกันนะคะ เป็นกำลังใจที่ดีมากเลย

สามารถฟีดแบ็คในทวิตเตอร์ได้นะคะ ที่แฮชแท็กนี้เลย #StrayRomance #รักไม่จรจัดบีนู ❤️

ขอบคุณนะคะ :)


          



 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น

  1. #19 Bartowski_me (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 01:56
    แอบติดตามอยู่เงียบๆนะคะ ฮาา ชอบนิยายเรื่องนี้ค่ะ ภาษาก็โอเคเลย แต่ตอนนี้ทำไมรู้สึกเครียดจัง ต้มมาม่ารอแล้ววว
    #19
    0