Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 8 : Chapter 7: The falling hourglass กาลเวลาที่ผ่านไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 มี.ค. 58

-Chapter 7-
The falling hourglass :  กาลเวลาที่ผ่านไป


 


            “แม้ชีวิตจะแสนสั้นเพียงชั่วขณะหนึ่งเหมือนกับเม็ดทรายที่ไหลลงในนาฬิกาทราย แต่เพราะอย่างนั้น มันจึงมีคุณค่าเป็นที่จดจำ

By Victor King

 

            ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกโชน ฉันกำลังขาดอากาศหายใจ ได้แต่นอนหมดแรงอยู่ที่พื้น สิ่งที่เห็นคือภาพอันพร่ามัวเลือนราง สติของฉันกำลังจะจางหายไปทุกที

            ฉันยังไม่อยากตาย...

            ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยด้วย ฉันร้องออกไปด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่า ในใจลึกๆยังหวังว่าจะมีใครสักคนมาช่วย ขอเพียงใครสักคน

             แค่เธอนับเลขตามที่ฉันบอก แล้วฉันจะโผล่ไปที่นั่นเลย

            น่าแปลก ในเวลาแบบนี้กลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนได้ เสียงนั้นดังขึ้นในหัว ฉันจำเขาไม่ได้...แต่รู้เพียงว่า เขาเป็นคนสำคัญของฉัน

            เขาเคยพูดแบบนั้น...

            ทุกอย่างค่อยๆมืดดับลง ฉันคงกำลังจะตาย

            แต่แล้วในวินาทีสุดท้าย กลับมีคนๆหนึ่งอุ้มฉันขึ้นมาแล้ววิ่งฝ่าออกไปท่ามกลางกองไฟที่กำลังแผดเผาบ้านหลังนี้ ในขณะที่สติของฉันกำลังจะมอดดับไปทุกที

            อ้อมกอดนั้นช่างอบอุ่นเหลือเกิน ฉันเชื่อและแน่ใจว่าต้องเป็นเขาแน่ๆ...

            แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ฉันก็จำไม่ได้แล้วล่ะ

            ...

            ...

            เคว้งคว้างท่ามกลางความมืดมิด ฉันรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยไปไกลแสนไกลอย่างไร้จุดหมาย

            ทันใดนั้นเอง เสียงเรียกหนึ่งก็ดังขึ้น

            “อเล็นเล่...

            ทันทีที่สิ้นเสียง แสงสว่างก็ค่อยๆส่องสว่างเข้ามาท่ามกลางความมืดมิด รู้สึกตัวอีกที ฉันก็นอนอยู่บนเตียงแล้ว เมื่อลุกขึ้นมองไปรอบๆจึงพบว่าตนเองกำลังอยู่ในห้องพยาบาล

            เสียงคนเรียกฉัน เขาคนนั้นเป็นใครกัน

            พี่ชาลีอยู่ที่ไหน แล้วเขาจะเป็นยังไงบ้างนะ

            ฉันหันไปดูที่หน้าต่าง ผ้าม่านสีขาวพลิ้วไหวไปตามสายลม เด็กชายคนหนึ่งกำลังเล่นนาฬิกาทรายอยู่อย่างใจจดจ่อ เขาสวมเสื้อกาวน์สีขาว ฉันจำใบหน้าเคร่งขรึมและแว่นสีน้ำเงินนั้นได้ดี แม้วัยจะแตกต่าง แต่เอกลักษณ์ยังเหมือนเดิม ต้องใช่แน่ๆ...

            วิคเตอร์...

            “เอลเลน ตื่นแล้วเหรอ ดูนี่สิเขาพูดขึ้นพลางเดินปรี่มาที่เตียง ร่างเล็กชูแขนอวดของเล่นชิ้นใหม่อย่างตื่นเต้น นาฬิกาทรายไง

            เขาเรียกฉันว่าเอลเลน... แต่นั่นไม่ใช่ชื่อของฉันเสียหน่อย

            “เป็นอะไรไปเหรอเด็กชายถามขึ้น เมื่อเห็นฉันนิ่งเงียบไปนาน เขาเอามือแตะหน้าผากฉันเบาๆ ทำเอาฉันตกใจแทบจะปัดมือเขาทิ้ง ก็ไม่ได้มีไข้นี่นา หรือว่าไม่อยากดูด้วยกันเหรอ เอลเลน

            “เอ่อ...ไม่ใช่นะฉันปฎิเสธบ่ายเบี่ยง

            เขาไม่ได้เรียกชื่อฉันผิด ดูจากทีท่าและความสนิทสนมแล้วเหมือนเขาจะเห็นตัวตนของฉัน เป็นคนที่ชื่อ 'เอลเลนเสียมากกว่า นี่มันเกิดอะไรกันขึ้นนะ

            ถ้าอย่างนั้น...ฉันจะลองสวมบทบาทเป็นเด็กหญิงคนนี้ดูแล้วกัน

            “ดูสิๆ ถ้าเราปล่อยให้ทรายไหลลงมาเรื่อยๆแล้วล่ะก็...เด็กชายพูดอย่างตื่นเต้น ทรายสีเหลืองในนั้นไหลลงมาเรื่อยๆ ดูๆไปก็ชวนให้เพลินดีเหมือนกัน

            “ทรายก็จะไหลลงมาใช่ไหมฉันพูดออกไปแกมตลก วิคเตอร์ตัวน้อยยิ้มออกมาเป็นแววตาสดใสเปี่ยมสุขอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติเขาไม่ใช่คนชอบยิ้ม และมักจะทำตัวเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา

            อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปกันนะ

            “ใช่ ก็ถูก แต่ถ้าเราพลิกนาฬิกากลับอีกด้านแล้วละก็...เขาพูดขึ้นพลางพลิกนาฬิกาทราย ทรายสีเหลืองค่อยๆไหลวนกลับมาอีกด้าน มันจะเริ่มต้นไหลลงมาใหม่อีกครั้ง

            ฉันนิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไร แค่พยักหน้าตามเท่านั้น ทำไมถึงรู้สึกคุ้นๆชอบกลนะ...เหมือนเคยเห็นเหตุการณ์นี้มาก่อนแล้ว เหมือนฉันเคยเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลานี้ แต่ทำไมถึงจำมันไม่ได้ล่ะ

            “มันคล้ายๆกับชีวิตคนเรานะ ว่ามั้ย?” เขาพูดขึ้น แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว

            “ยังไงเหรอฉันถามเขา

            “ก็นาฬิกาทรายน่ะ มันเหมือนกับเวลา แล้วตัวของเราก็อยู่ข้างในนาฬิกาทราย เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของเวลาไงล่ะ เวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ ทุกๆอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป เวลาของเรามีน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเราแก่ตัวลงเหมือนกับจำนวนทรายที่ลดลง แต่ว่านะ นาฬิกาทรายยังไม่เหมือนกับเวลาจริงๆอย่างหนึ่ง

            เด็กชายหยุดพูด เขากระแอมไปเล็กน้อย ฉันมองเขาด้วยความเอ็นดู ร่างในวัยเด็กของเขาช่างสดใสน่ารัก แม้จะต่างกับในปัจจุบันไปมาก แต่นิสัยของเขาก็ยังคงเหมือนเดิม ฉลาดคิด ชอบการเรียนรู้ และมีความคิดที่น่านับถือ

            “ไม่เหมือนยังไงเหรอฉันถามเพื่อให้เขาพูดต่อ

            “ก็...เวลาในชีวิตเราน่ะ หมดแล้วหมดเลยน่ะสิเด็กชายตอบ เขาพลิกนาฬิกาทรายกลับไปด้านตรงข้ามอีกครั้งหนึ่ง ไม่เหมือนกับนาฬิกาทราย ถ้าเราพลิกกลับอีกด้าน เวลาก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

            “ก็จริงนะฉันกล่าวอย่างเห็นด้วย ก่อนจะค้านในบางจุด แต่ยังไม่ถูกทั้งหมดนะ

            เด็กชายเอียงคอมองด้วยความสงสัย ท่าทางบ้องแบ๊วผิดกับบุคลิกของคนคนเดิมที่เคยรู้จักทำเอาฉันถึงกับกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ สีหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามแบบนั้นเหมือนกำลังจะซักไซ้หาคำตอบอยู่กลายๆ ฉันทนแกล้งเงียบต่อไปไม่ได้ ในที่สุดจึงต้องพูดตอบเขา

            “เธอรู้ไหม บางคนน่ะ เมื่อเวลาใกล้หมดเต็มทีแล้ว กลับยังมีแรงฮึดสุดท้ายอยู่ด้วย

            เขาพยักหน้าเป็นเชิงให้ฉันพูดต่อ ฉันยิ้มเล็กน้อย

            เมื่อเขาพบว่าเขายังต้องปกป้องใครสักคนที่เขารัก เมื่อเขาพบว่าความปรารถนาของเขายังไม่เป็นจริง คนที่เขารักและความปรารถนาของเขาจะช่วยพลิกนาฬิกาทรายแห่งชีวิตให้กลับมาเดินใหม่ได้อีกครั้ง

            “...นั่นสินะเด็กชายพูดขึ้น เขาเอียงตัวฟุบลงข้างๆเตียงหมุนนาฬิกาทรายเล่น นัยน์ตาสีเขียวมรกตจดจ้องไปที่เม็ดทรายสีเหลือง ท่าทีสงบนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ทำให้ฉันเดาใจเด็กน้อยคนนี้ไม่ออก เขายังคงเหมือนเดิม...ไม่มีเปลี่ยนเลย

            ฉันคิดว่าฉันเพิ่งจะรู้จักวิคเตอร์ได้เพียงแค่เกือบสองสัปดาห์ในฐานะครูสอนพิเศษของโรงเรียน แต่ปฎิเสธตัวเองไม่ได้จริงๆว่ารู้สึกคุ้นเคยสนิทสนมกับเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นกับคนอื่น แน่นอนว่าพี่ชาลีต้องโกรธแน่ๆถ้ารู้ความจริงเข้า ฉันจึงยังไม่กล้าบอกเรื่องนี้ให้เขาฟัง

            เพราะการที่เขามักจะไล่พวกผู้ชายให้ไปห่างๆจากตัวฉัน ทำให้ฉันรู้สึกไม่ชินกับการมีเพื่อนเพศตรงข้ามเสียเท่าไหร่ บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลก็ได้ล่ะมั้ง...

            ทุกครั้งที่ฉันจ้องมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาคู่นั้น มันเหมือนกับมีความทรงจำแปลกๆที่ไม่ชัดเจนไหลวนอยู่ในหัวตลอดเวลา ภาพเหล่านั้นช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน แม้จะจำไม่ได้ก็ตาม

            ฉันเฝ้าถามในใจมาตลอดว่าเขาคือใคร...

            “นี่...เสียงเด็กชายเรียกขึ้นทำลายภวังค์ความคิด ฉันหันไปมองตามต้นเสียง

            วิคเตอร์ยื่นนาฬิกาทรายอันนั้นให้ฉัน ปากของเขากระตุกเกร็งเหมือนคนยิ้มไม่เป็น เหงื่อแตกพล่านและใบหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงนั้นทำให้ฉันอดหลุดขำก๊ากออกมาไม่ได้ เขาหลุบตาต่ำลงทันที

            “ก็ฉันให้นี่!” เขาพูดขึ้นเสียงดังกลบเกลื่อน ก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งต๊อกแต๊กไปที่มุมห้อง ทำเหมือนกำลังยุ่งวุ่นวายกับกองหนังสือ ฉันรู้ดีว่าเขาแสร้งทำไปอย่างนั้นเอง

            “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่จ๊ะ

            ฉันหยิบนาฬิกาทรายอันนั้นขึ้นมาดู โครงไม้แกะสลักเป็นลวดลายสวยงามดูมีราคา รูปทรงโค้งเว้าคอดกิ่วมีทรายสีเหลืองค่อยๆไหลลงมามองแล้วเพลินตา แน่นอนว่าฉันชอบ แต่...เขาให้ของแบบนี้กับฉันทำไมกันนะ?

            ถึงยังไงก็ตาม ฉันก็ควรจะแสดงมารยาทที่ดีออกไป

            “ขอบใจจ้ะ

            วิคเตอร์หันมามองฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงคุ้ยหนังสือต่อ

            “เก็บนาฬิกาทรายนี่ให้ดีนะเขาพูดขึ้น ฉันพยักหน้าตอบยิ้มๆ

            เด็กชายตัวน้อยยืนขึ้นแล้วเดินมาที่ฉันอีกครั้ง เขาค่อยๆยื่นมือออกมาหา

ไปโลกของฉันไหม?”

            “โลก...โลกอะไรเหรอจ๊ะฉันถามเขาด้วยความสงสัย วิคเตอร์ชะงักมือกลับก่อนจะยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นดูโดดเดี่ยว เหมือนกับกำลังเย้ยหยันกับชะตาชีวิตของตนเอง ฉันเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นจากเตียงเดินไปหาเขาทันที เพราะด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วกำลังจะทำให้ฉันสับสน

            เป็นอะไรมากไหม--

            ไม่ทันจะได้พูดจบ ไม่ทันจะได้วิ่งไปถึงร่างของเขา จู่ๆทุกอย่างก็พลันสลายเป็นเศษจิ๊กซอว์เล็กๆ ก่อนจะล่องลอยหายไปในอากาศเหลือเพียงความว่างเปล่า บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนเป็นเป็นห้องโล่งว่างสีขาวโพลนไร้ซึ่งขอบเขต มองไปทางไหนก็ดูเหมือนกันไปเสียหมด ในเมื่อไม่สามารถคาดคะเนทิศทางได้ แบบนี้จะออกไปจากที่นี่อย่างไรดีล่ะ

            อ๊ะ...

            นาฬิกาทรายในของมือฉันยังไม่เลือนหายไปนี่! แถมยังมีชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์อยู่ในมือฉันอันหนึ่งด้วย เพราะมีขนาดเล็กเพียงอุ้งมือ จึงทำให้ฉันดูไม่ออกว่ามันคือส่วนประกอบของภาพอะไร

            นาฬิกาทรายอาจจะเป็นคำใบ้อะไรให้ฉันหรือเปล่านะ

            พี่ชาลีอาจอยู่ในที่แห่งนี้ก็เป็นได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาน่าจะมีจิ๊กซอว์ที่ต่อกับของฉันพอดี คงต้องลองพยายามดูแล้วล่ะ

            แต่จะเริ่มยังไงดี เรียกชื่อก่อนก็แล้วกัน

            “พี่ชาลี!ฉันตะโกนออกไปท่ามกลางความว่างเปล่า ได้ยินเพียงเสียงของของตัวเองที่สะท้อนก้องกลับมา มันอาจจะดูไร้สาระไปหน่อย ที่ว่างเปล่าแบบนี้มองไปก็ไม่เห็นใคร เขาจะอยู่ที่นี่ได้ยังไง แต่ก็นะ ลองพยายามดูก็ไม่เสียหายนี่

            “พี่ชาลี!ฉันยังคงพยายามตะโกนเรียก พี่อยู่ที่ไหนคะ

            เงียบ...ไม่มีเสียงตอบรับ

            ฉันนั่งลงแล้วคิดหาหนทางใหม่ที่พอจะเป็นไปได้ มันควรจะทำยังไงถึงจะได้ออกไป? ในระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้นเอง จู่ๆก็นึกถึงคำพูดบางอย่างขึ้นมาได้

แค่เธอนับเลขตามที่ฉันบอก แล้วฉันจะโผล่ไปที่นั่นเลย

            ฉันเคยได้ยินจากที่ไหนกัน เหมือนกับเป็นคำสัญญาที่แสนสำคัญจากใครบางคน ไม่ใช่จากในหนัง แต่เหมือนกับมีคนเคยพูดเอาไว้กับฉันอย่างนั้น...ทำไมถึงรู้สึกคุ้นๆกันล่ะ

            แม้จะยังสงสัย แต่ฉันจะลองทำดู

            “หนึ่ง สอง สาม...

            สิ้นเสียง ชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์เล็กๆมากมายก็ค่อยๆล่องลอยมารวมตัวประกอบกันอีกครั้ง ปรากฏเป็นร่างของชายหนุ่มผมสีบลอนด์ที่กำลังนอนหน้าคว่ำอยู่ เนื้อตัวที่มอมแมมไปด้วยฝุ่นควันดำทำให้มองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน ฉันค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ พลิกตัวดูใบหน้าชัดๆ...

            พี่ชาลี!

            ฉันกอดร่างเขาไว้แน่น ดีใจเหลือเกินที่เขายังปลอดภัย แม้จะยังหลับไม่ได้สติ จากสภาพร่างกายที่ไม่มีรอยบาดแผลหรือร่องรอยฟกช้ำจากการต่อสู้ ทำให้ฉันวางใจได้ว่าคงไม่ได้เกิดอันตรายอะไรกับเขา พี่ชาลีอาจจะหมดแรงมากกว่า

            หวังว่าจะเป็นแบบนั้น...

            ไม่แน่ใจว่าทำไม แต่เหมือนสมองตัวเองกลับรู้คำตอบว่าเขาไปที่ไหนมา  หมู่บ้านที่ลุกไปด้วยเปลวเพลิง ผู้คนที่พากันวิ่งหนีกันวุ่นวาย เด็กชายคนหนึ่งที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอน... คือภาพที่เห็นอยู่ในใจฉันตอนนี้

            อือ...

            เสียงพี่ชาลีครางออกมาเบาๆ มือหนาค่อยๆเอื้อมมาโอบหลังฉันอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นจากกายของเขาทำให้ความหวั่นกลัวในใจฉันมลายหายไปสิ้น เขาไอสองสามทีก่อนจะค่อยๆพูดออกมา

            อเล็นเล่...

            พวกเราค่อยๆผละตัวออกอย่างช้า ก่อนที่ฉันจะถามเขาอย่างเป็นห่วง

            “พี่คะ พี่เป็นอะไรมากไหม

            “ไม่เป็นไรแล้วล่ะเขายิ้มกวนๆพลางถลกแขนเสื้อเบ่งกล้ามเป็นมัดที่แขน เพราะทำงานที่ต้องใช้แรงเป็นประจำอยู่ทุกวัน ทำให้ร่างกายแข็งแรงโดยไม่ต้องพึ่งฟิตเนส ฉันหัวเราะคิก อยู่ที่นี่เหมือนกันสินะ

            “ใช่ค่ะฉันตอบ แล้วพี่เจออะไรมาบ้าง

            “เหตุการณ์ย้อนหลัง มันเป็นเหตุการณ์ที่พี่คุ้นเคย แต่กลับจำไม่ได้เขาตอบ พี่สับสนไปหมดแล้วว่าตัวพี่เองเป็นใคร ที่ที่ฉันไปนั้น ฉันกลับมีชื่อว่าไฮดี้... ไฮดี้ เฟรย์

            หลังจากนั้น เขาก็เขาเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฉันฟังอย่างละเอียด

            “อย่างนี้นี่เองสินะคะฉันพยักหน้าตามอย่างเข้าใจ

            “ใช่ หลังจากนั้น มันก็กลายเป็นหมู่บ้านที่ไฟไหม้ ผู้คนพากันหนีตาย แต่กลับมีเด็กชายคนเดียวที่วิ่งเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่ไฟไหม้แบบจะพังแหล่มิพังแหล่ เขาเข้าไปช่วยเด็กหญิงคนหนึ่งที่เรียกชื่อเขา 'ไฮดี้' คิดว่าเด็กนั่นคงเป็นน้องสาวนะ แล้วอเล็นเล่รู้ไหม น้องสาวเขาหน้าตาเหมือนเธอเปี๊ยบเลย แล้วเด็กที่ชื่อไฮดี้ก็หน้าเหมือนฉันเหมือนกัน

            หลังจากที่พี่ชาลีเล่า ฉันก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ไฮดี้ เฟรย์ ทำไมฉันถึงคุ้นๆกับชื่อนี้นะ

            เอ้อ แล้วตอนเด็กฉันเคยทำวีรกรรมอะไรไว้บ้างนะ จำไม่ได้เลย...

            “จะว่าไป หนูก็จำเรื่องราวในตอนเด็กไม่ค่อยได้แล้วฉันพูดขึ้นอย่างประหลาดใจ ไม่สิ จำไม่ได้เลยล่ะ...ที่จำก็จำได้แค่เลือนๆ

            เขาทำท่าขมวดคิ้วนึกตาม ใบหน้าที่ตึงเครียดแสดงให้เห็นว่าเขากำลังระดมความคิดอย่างหนัก

            “อืม...!”

            เสียงอื้ออึงดังขึ้นในลำคอ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

            “จำไม่ได้สินะคะฉันถาม เขาส่ายหน้าเป็นคำตอบ พวกเรามีความลับอะไรที่แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่รู้หรือเปล่านะ?”

            “คิดแบบนั้นเหมือนกันพี่ชาลีพูดขึ้น ขอเล่าต่ออีกสักนิด หลังจากที่ไฮดี้พาเอลเลนออกมาได้แล้ว เธอก็ใกล้ตายเต็มที ในตอนนั้นเขาได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งเขาใส่เสื้อกาวน์สีขาว ยื่นมือออกมาเหมือนเชื้อเชิญให้เข้าร่วมองค์กรตัวเอง

            “จำได้ไหมคะว่าใคร บางทีเขาอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เราต้องรู้

            “ประเด็นคือพี่จำไม่ได้นี่แหละเขาตอบ ใบหน้าของเขาไม่ชัดเลย แต่แปลกๆนะ จู่ๆพี่ก็จำชื่อของเขาได้--คาร์ลวิน เดอ เรส์ รู้แค่นั้นจริงๆ

            “ถ้างั้น หนูพอจะสันนิษฐานอะไรได้แล้วล่ะค่ะ

            พี่ชาลีเอียงคอมองรอคอยประโยคถัดไปที่ฉันจะพูดอย่างใจจดจ่อ

            “ที่นี่ต้องเป็นโลกภายในจิตใจของทุกๆคนแน่ฉันบอกกับเขา

            “ถ้าอย่างนั้น...

            “ใช่แล้วล่ะค่ะฉันชิงตอบก่อนที่พี่จะพูดต่อ พวกเราได้ย้อนกลับไปดูความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง หรืออาจจะเป็นของคนอื่น หนูไปมาแล้ว ความทรงจำของเด็กชายคนหนึ่งที่ชอบการทดลอง

            “เหมือนใครวะพี่ชาลีพูดเหมือนกำลังนึกถึงอะไรบางอย่าง ก่อนจะย่นคิ้วหรี่ตาลงคล้ายนึกหมั่นไส้ ไอ้หมอนั่นชัวร์

            “เขาคุยกับหนู แต่เขากลับเรียกหนูว่าเอลเลนฉันเล่า พลางหยิบนาฬิกาทรายตัวเดิมที่วางอยู่ที่พื้นให้ดู เขาให้นาฬิกาทรายมาด้วย อยู่นี่ไงคะ

            “ความทรงจำที่หายไปเหรอ...

            “ใช่ค่ะ เราลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญไปในอดีตฉันตอบ จะว่าไป พี่มีจิ๊กซอว์ไหมคะ?”

            “จิ๊กซอว์!พี่ชาลีอุทานอย่างนึกขึ้นได้ เธอก็มีเหมือนกันเหรอ

            ฉันพยักหน้า

            เขารีบล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตค้นหามัน ก่อนจะยื่นจิ๊กซอว์ชิ้นนั้นให้ฉัน มันมีขนาดเท่ากัน แม้ดูไม่ออกว่ารูปอะไร แต่ไม่แน่นี่อาจเป็นคำใบ้ที่สำคัญก็ได้ พี่มี...เพิ่งได้หลังจากที่ทุกอย่างมันหายไป อยู่นี่ไง

            ฉันลองหยิบจิ๊กซอว์ของเขาขึ้นมาต่อกับของตัวเองด้วยความอยากรู้

            และแล้ว ทันทีที่ฉันต่อมันเข้าด้วยกัน จิ๊กซอว์สองชิ้นนั้นก็ค่อยๆเรืองแสง ก่อนจะสว่างวาบขึ้นท่ามกลางห้องสีขาวว่างเปล่า ฉันกับพี่รีบหลับตาปี๋เพราะแสบตา

            พวกเราลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ต้องตื่นตะลึง เมื่อจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆมากมายจากทั่วทุกทิศได้ล่องลอยมาประกอบกัน เกิดเป็นหมู่บ้านสลัมเก่าๆในตอนกลางคืน ยอดเขาสูงโอบล้อมด้านหลังทำให้อากาศเย็นสบาย แสงไฟสลัวๆที่ส่องออกมาจากบ้านแต่ละหลังสว่างให้เห็นทางเดินได้อยู่รำไร

            จิ๊กซอว์สองอันที่ฉันต่อยังคงเรืองแสงอยู่ในมือ ฉันเก็บมันไว้ในกระเป๋ากระโปรง ยังไม่ทันจะได้หันไปคุยกับพี่ชาลี เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังเสียก่อน

            “มาเล่นกันเถอะ!”

            ประตูบ้านจากกระท่อมเก่าๆหลังหนึ่งถูกเปิดดังปึง ปรากฏร่างเด็กหญิงวิ่งออกมาอย่างเริงร่า เด็กชายผมสีบลอนด์วิ่งตามจากข้างหลังมาติดๆ เขามีไฝที่หางคิ้วข้างซ้ายเหมือนกับพี่ชาลี ใบหน้าของเด็กทั้งสองดูสดใสซุกซน

            เด็กๆวิ่งทะลุร่างพวกเราผ่านไปราวกับพวกเราไม่มีตัวตน ฉันว่าฉันอึ้งแล้วแต่ดูท่าพี่ชาลีจะหนักกว่า เขาตกใจเบิกตาโพลง ก่อนจะโวยวายลั่น

            “หมู่บ้านนี้ยังไม่ถูกไฟไหม้เลยนี่ แล้วเด็กคนนั้น...!

            ฉันยังคงพยายามใจเย็น นึกถึงเหตุผลต่างๆที่เป็นไปได้ตามความจริงในเวลานี้ อย่างที่วิคเตอร์เคยพูดเอาไว้บ่อยๆว่า 'ให้มันเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์สิ'

            “ใจเย็นๆก่อนค่ะ อย่าลืมว่าเรากำลังดูความทรงจำของใครบางคนอยู่ นี่อาจเป็นความทรงจำย้อนหลังนะคะฉันอธิบาย เขาจึงสงบลงแล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

            เนลลี่ เด็กหญิงจากโลกที่พี่ไปมา เธอบอกว่าเราสามารถทำได้เพียงแค่เฝ้ามองห่างๆในฐานะผู้สังเกตการณ์เท่านั้น เราไม่สามารถมีส่วนร่วมหรือเปลี่ยนแปลงได้

            “แสดงว่าหนูน่าจะเดาถูกจริงๆ ถ้าอย่างนั้นเรามา 'ดู' กันห่างๆเถอะค่ะ เผื่ออาจจะพอมีทางตื่นขึ้น หรือไปจากที่นี่ได้

            “อืม!”

            พวกเราสบตาเป็นสัญญาณว่าเห็นพ้องต้องกัน หลังจากนั้นจึงรีบวิ่งตามเด็กๆทั้งสองคนไปทันที

            “แฮ่กๆ...รอด้วย ทำไมวิ่งเร็วอย่างนี้เนี่ย!” เด็กชายตะโกนพลางถี่หอบอย่างเหน็ดเหนื่อย

            เด็กหญิงหันหลังมาแลบลิ้นอย่างยียวน ทำเอาคนวิ่งไล่ตามหัวเสียหนักขึ้นไปอีก ระยะห่างที่มากขึ้นเรื่อยๆทำให้เขายิ่งต้องเร่งฝีเท้าตัวเอง

            “เอลเลน เธอนี่นะ!

            เอลเลน ชื่อคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

            เหมือนฉันจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ มันเป็นความรู้สึกเดจาวูแปลกๆ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงจำเรื่องพวกนั้นไม่ได้...

            สังเกตดูดีๆแล้วหน้าตาเด็กชายคนนั้น เหมือนกับพี่ชาลีจริงๆด้วย และเด็กคนนั้นก็คล้ายกับฉันอย่างกับแกะ ยังไงก็ตามตอนนี้ทำได้แค่สันนิษฐานไว้ก่อน ฉันจะยังไม่ปักใจเชื่อจนกว่าจะพิสูจน์ได้

            “อเล็นเล่ มองไปข้างหลังสิ!”

            ฉันลองมองไปข้างหลังตามที่พี่ชาลีบอก ภาพข้างหลังของไฮดี้ เด็กน้อยที่วิ่งรั้งท้ายอยู่นั้นค่อยๆเลือนราง ก่อนจะแยกออกมาเป็นจิ๊กซอว์ล่องลอยหายไป กลายเป็นพื้นที่สีขาวโพลน

            “นี่มันอะไรกัน!พวกเราอุทานขึ้นพร้อมกัน ฉันที่นึกอะไรขึ้นได้พอดีรีบบอกกับพี่ชาลีทันที

            “หนูรู้แล้ว! ภาพที่ทั้งสองคนจำไม่ได้ หรือไม่ได้สนใจจำจริงๆ มันจะจางหายไป พวกเรารีบวิ่งไปกันเถอะ ไม่อย่างนั้นเราอาจจะหายไปตามด้วยนะคะ!

            “รับทราบ!” พี่ชาลีรับคำอย่างกวนๆ เขายกมือขึ้นตะเบ๊ะให้ก่อนจะรีบออกตัววิ่งพ้นเขตสีขาวว่างได้อย่างหวุดหวิด พวกเราวิ่งนำหน้าเด็กชายคนนั้นไปเล็กน้อย หลังจากที่คาดว่าน่าจะพ้นจากเขตอันตรายมาได้แล้วพวกเราจึงหันมาหัวเราะด้วยกันอย่างสนุกสนาน

            เด็กทั้งสองคนวิ่งทะลุผ่านตรอกแคบ หนูและแมลงสาบที่วิ่งยั้วเยี้ยสวนกันไปมาไม่ได้อยู่ในสายตาของเด็กๆแต่อย่างใด ตรงหน้าเป็นถนนลูกรังลาดยาวสูงชัน เมื่อมองไปไกลๆจากตรงนี้ก็พบว่ามันยาวจนถึงบนเนินเขา เพราะไม่สูงมากนัก จึงไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรที่จะเดินทางขึ้นไป

            “เธอนี่สุดยอดเลยนะ สมที่เป็นน้องจริงๆพี่ชาลีหันมาชมฉัน เขายิ้มเจ้าเล่ห์ ท่าทางไม่น่าไว้ใจนั้นทำให้ฉันรู้สึกแปลกพิลึก ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ เข้าใจอะไรเร็วจริงๆ หมอนั่นสอนเอาไว้ดีสิท่า

            “ใครเหรอคะเพราะไม่เข้าใจที่เขาพูด ฉันจึงถามอย่างสงสัย

            “ชื่อหมอนั่น นำหน้าด้วยตัวอักษรตัวที่ยี่สิบสองในภาษาอังกฤษไงล่ะ ฮ่าๆๆเขาบอกใบ้พลางหัวเราะลั่น มีอะไรน่าขำนะ อารมณ์ขันแบบนี้นี่น่าโบกจริงๆ

            ฉันลองนึกตาม ยี่สิบสองเหรอ ลองไล่จากข้างหลังดูจะง่ายกว่า Z, Y, X, W, V, 

            เอ๊ะ V...ตัวที่ยี่สิบสองพอดี

            “วิคเตอร์เหรอคะฉันพูดไปแบบงงๆ ไม่แน่ใจว่าพี่ต้องการสื่ออะไร แต่ที่แน่ๆคือไม่เข้าใจ ไม่เห็นขำเลย ก็หนูเป็นตัวแทนโรงเรียนไปตอบคำถาม ก็ต้องมีการติวพิเศษอยู่แล้วนี่คะ

            “เฮ้อเขาถอนหายใจ ขณะที่ใบหน้าฉันยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ใสซื่อเกินไปแล้ว...

            เด็กทั้งสองคนค่อยๆชะลอฝีเท้าลงกลายเป็นเดิน แม้พวกเขาจะหอบเหนื่อยแต่ก็ยังไม่ยอมหยุด ที่น่าแปลกคือพวกเราไม่เหนื่อย ไม่ว่าจะฉันหรือพี่ชาลี ทั้งที่วิ่งตามมาตั้งนาน กลับไม่รู้สึกหมดแรงเลยสักนิดเดียว พวกเราชะลอฝีเท้าตามเพื่อไม่ให้คลาดกับพวกเขา

            “พี่ว่าเธอน่ารักแบบนี้ไม่มีคนมาจีบเลยเหรอเขาแซว อ้อใช่...หน้าอกคัพเอนี่นา

            “...โธ่พี่!

            ฉันแก้มแดงจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว ทั้งที่ในใจอยากจะตบหน้าเขาให้รู้แล้วรู้รอด เขาจะได้เงียบลงเสียที แต่ร่างกายมันไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย ได้แต่เพียงเดินทื่อๆตัวแข็งอย่างนั้น ร...รู้ได้ไงว่าหนูคัพนั้น!

            “เธอตากผ้าแบบนั้น ใครเห็นก็รู้หมดแหละเขาเบ้ปากพลางแบะมือยักไหล่ ชวนให้น่าถีบเป็นยิ่งนัก

            โอเค งั้นคราวหลังจะไปตากผ้าที่อื่น!

            ฉันไม่ได้เถียงอะไรเขาอีก ในจังหวะที่กำลังรู้สึกหงุดหงิดนั้น จู่ๆตัวเองก็เกือบจะล้มหน้าคว่ำลงไปกับพื้นเพราะสะดุดรากไม้ โชคดีที่พี่ชาลีรีบคว้าแขนไว้ได้ทัน ฉันรู้ดีว่าเขาจะถามอะไร ฉันจึงชิงตอบก่อน

            “หนูไม่เป็นไรค่ะ

            เมื่อมองไปที่เด็กๆแล้ว เอลเลนเองก็สะดุดล้มเหมือนกับฉัน และไฮดี้ก็ประคองเธอให้ลุกขึ้นมายืนเหมือนกัน ลักษณะท่าทางเหมือนกันไม่มีผิด นี่เป็นคำใบ้ของอะไรหรือเปล่านะ...

            รู้สึกแปลกจัง

            ชาลีไม่ได้พูดอะไร เขาคงจะคิดแบบนั้นเช่นกัน พวกเราเดินตามเด็กทั้งสองคนไปอย่างเงียบๆ ภายในเวลาไม่นานนัก ในที่สุดก็เดินมาจนถึงยอดเขา

            เด็กทั้งสองนอนลงบนกองหญ้า พวกเขามองไปบนท้องฟ้าในยามราตรี น่าเสียดายที่วันนี้มันถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น สำหรับฉันแล้ว ความงดงามของมันไม่ได้ลดลงเลย

            แสงหิ่งห้อยที่ส่องประกายระยิบระยับท่ามกลางความมืดในตอนกลางคืน เหมือนดาวบนดิน เสียงจิ้งหรีดที่ดังขึ้นราวกับว่ามันกำลังแข่งกันร้องเพลงอยู่นั้น ช่วยคงความสวยงามของธรรมชาติยามค่ำคืนเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

            สายลมเอื่อยๆที่พัดผ่านตัวทำให้อากาศเย็นสบาย มันซ่อนความรู้สึกเหงาที่แม้มองไม่เห็น แต่เรารับรู้ได้ถึงมัน ความรู้สึกนี้คืออะไรกัน คุ้นเคย เหมือนเคยมาที่นี่... ที่ที่ควรหวนคืน...

            “ดูนั่นสิ เมฆเต็มไปหมดเลยนะคะเอลเลนพูดขึ้น เด็กหญิงตัวน้อยชี้นิ้วไปที่ท้องฟ้า

            “มองไม่เห็นดาวเลย แต่ว่ามันก็สวยไปอีกแบบนะไฮดี้ตอบ

            “หนูคิดว่า... ถึงเมฆหมอกจะบังดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้าเอาไว้ แต่เราก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของมันเธอบอกกับเขา

            ไฮดี้ยิ้มให้เธอก่อนจะหลับตา เขายกมือขึ้นมาแตะกับสายลมที่พัดผ่านร่าง เสียงคลื่นลมจางๆทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มันไพเราะอย่างประหลาดเหมือนกับเสียงดนตรี

            “สายลมและเสียงดนตรีก็เหมือนกันไฮดี้พูดขึ้น ถึงพวกเราจะมองไม่เห็น แต่เราก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ใช่ไหมเอลเลน?”

            “ใช่ค่ะเธอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย มันเป็นความสวยงามที่แม้เราจะมองไม่เห็น แต่เราก็สัมผัสได้

            ความสวยงามที่เรามองไม่เห็น...ฉันเคยพูดรึเปล่านะ

            พี่ชาลียิ้มบางๆ เขาหัวเราะเบาๆ สายตาจดจ้องไปที่เด็กๆทั้งสอง ฉันเดาความหมายของนัยน์ตาคู่นั้นได้ไม่ชัดเจนนัก เขาคงจะสงสัยเช่นเดียวกับฉัน แต่...

            “เด็กพวกนี้น่ารักดีนะเขาเอ่ยชมขึ้น ฉันเพียงแค่พยักหน้าเบาๆเท่านั้น ทันใดนั้นเอง จู่ๆเสียงแหวกพุ่มไม้ก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้พวกเราทั้งสองคนหันกลับไปมองพร้อมกัน

            ก็ไม่มีอะไรนี่

            สวบ สวบ...

            พี่ชาลีเดินไปดูที่พุ่มไม้นั่นทันทีโดยไม่รีรอ ใบหน้าตกใจปานนั้นเดาได้ว่าคงพบกับใครคนหนึ่งเข้าให้แล้ว แต่แย่จริง ฉันมองไม่เห็น เพราะเขาดันยืนบังซะมิด!

            “ใครน่ะพี่ชาลีถามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่ดูจะไร้ประโยชน์ บุคคลผู้นั้นเดินแหวกออกมาจากทุ่งหญ้า เขาทะลุผ่านตัวพี่ชาลีไปอย่างง่ายดาย

            เขาคือเด็กชายที่สวมแว่นสีน้ำเงิน สวมเสื้อกาวน์สีขาว แววตาคมปลาบดูฉลาดเฉลียว...นั่นคือเด็กที่เพิ่งให้นาฬิกาทรายฉันนี่!

            “พี่คะ นั่นล่ะคนที่ให้นาฬิกาทรายหนู!”

            “โอเค งั้นเรามาดูกันต่อเถอะ

            เพราะเด็กทั้งสองคนกำลังคุยกันเจี๊ยวจ๊าว ทำให้ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีเด็กชายอีกคนยืนมองอยู่ใกล้ๆ ผู้มาเยือนคนใหม่กล่าวทักทายขึ้นเบาๆ เอ่อ...สวัสดี

            ดูเหมือนเด็กทั้งสองคนจะไม่ได้ยิน เด็กชายคนนั้นจึงค่อยๆเดินเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

            เขากำลังจะทำอะไรกันนะ...

            “เอลเลน เธอดูดาวเหนือเป็นไหมไฮดี้ถามขึ้น ฉันอยากรู้น่ะ

            “ดูเป็นค่ะ!” เธอตอบ ก่อนจะยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แต่วันนี้ฟ้าครื้ม ไม่เห็นดาว หนูคงบอกพี่ไม่ได้

            เด็กชายปริศนาเดินเข้าใกล้ทั้งสองคนเรื่อยๆ ทันทีที่เขานั่งลงข้างๆเอลเลน ไฮดี้ก็สะดุ้งตัวโหยงลุกขึ้นมองเขาทันที

            นัยน์ตาสีเขียวมรกตภายใต้กรอบแว่นที่สะท้อนกลับมาเหมือนมีมนตร์สะกดให้เขานิ่งเงียบ ไม่กล้าโวยวายออกมา ทั้งที่แววตาคู่นั้นก็ดูเรียบเฉยไม่ได้มีอะไร อาจเป็นเพราะทีท่าที่ดูไม่อันตรายของเด็กชายสวมแว่นนั่นเอง

            “นี่ที่ประจำพวกนายใช่มั้ยผู้มาเยือนตัวน้อยกล่าวถาม ไฮดี้เหล่ตามองเล็กน้อย

            ใช่จ้ะเอลเลนตอบเขาพลางยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

            “นายเป็นใครน่ะไฮดี้รีบถามทันที

            “จะเป็นใครไม่สำคัญ แต่ฉันมีเรื่องจะมาบอกเขาตอบ เด็กๆทั้งสองจ้องตาเขาเขม็ง พรุ่งนี้หมู่บ้านจะไฟไหม้ รีบเก็บข้าวของเถอะ เป็นไปได้บอกคนอื่นด้วย

            “พูดอย่างกับหมอดู ฉันจะเชื่อที่นายพูดได้ยังไงไฮดี้ย่นคิ้วลงคล้ายนึกสงสัย แววตานั้นบอกได้ชัดเจนว่าไม่เชื่อ

            “เธอรู้ได้ยังไงล่ะจ๊ะ?” เอลเลนถาม แม้จะไม่ค่อยอยากเชื่อนัก แต่เธอไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของคู่สนทนา จึงกล่าวออกไปอย่างสุภาพ

            เขาไม่ตอบ กลับมองไปที่นาฬิกาข้อมือตนเอง สีหน้านิ่งขรึมนั้น ฉันกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหมือนเขากำลังเสียใจ นัยน์ตาสีเขียวที่ขุ่นลงเหมือนเมฆหมอกที่บดบังดวงจันทร์บนท้องฟ้า เด็กชายกำมือแน่น ท่าทางเช่นนั้นทำให้เอลเลนเอียงคอมองอย่างสงสัย

            “เอ่อ...เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ

            เขาส่ายหน้า เอลเลนยังคงถามต่อ

            “คือ...เหมือนฉันเคยเห็นเธอที่ไหนเลย

            “ฉันไม่ใช่คนที่นี่เด็กชายรีบพูดปฎิเสธอ้อมๆ ที่เธอรู้สึกเหมือนเคยรู้จักฉันน่ะ สักวันเดี๋ยวก็เข้าใจเองนะ

            ไฮดี้อ้าปากเหมือนจะถามบ้าง แต่ดูเด็กชายคนนั้นจะรู้ทัน เขารีบพูดตัดบททันที

            “คงบอกพวกนายไม่ได้แล้ว ฉันมาช้าเกินไป โชคดีแล้วกัน

            “อะไรของนายเนี่ยไฮดี้พูดอย่างหัวเสีย เขาเกาหัวแกรกสลับกับมองเจ้าตัว มาพูดให้คนเขางง แล้วก็จากไปซะดื้อๆเนี่ยนะ?”

            “มีคนกลุ่มหนึ่งคิดจะเผาทำลายหมู่บ้านนี้เขาบอกกับทั้งสองคน พวกนายควรจะรีบหนีไปซะ แต่ฉันรู้ว่ายังไงพวกนายก็ไม่เชื่อฉัน

            “ก็ไม่เชื่อน่ะสิไฮดี้ยังคงยืนกรานคำเดิม

            เด็กชายคนนั้นถอนหายใจ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป เขาพูดทิ้งท้าย

            “ขอให้โชคดีแล้วกัน

            ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าคำพูดที่ดูเย็นชาของเด็กน้อยคนนี้กลับดูเหมือนซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ เศร้า กล้ำกลืนฝืนทน หรืออะไรกันแน่ ฉันเองก็ไม่แน่ใจ...

            แม้เขาจะเดินลัดพงไม้ ลับหายไปในความมืดแล้ว ฉันยังคงได้ยินคำพูดสุดท้ายจากปากของเขา

            “ลาก่อน เพื่อนของฉัน...เอลเลน

            ...เขารู้ชื่อเด็กคนนั้นได้อย่างไรกัน ทั้งที่เอลเลนไม่ได้รู้จักกับเขาเลย บางทีเด็กชายคนนั้นอาจเป็นอีกกุญแจสำคัญ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นใคร

            “อเล็นเล่!

            เสียงของพี่ชาลีที่ดังโวยวายขึ้นทำเอาฉันตกใจ แล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อมองที่ร่างกายตัวเอง มันกำลังจางลงเรื่อยๆไม่ต่างกับวิญญาณ นี่ฉันกำลังจะไปที่ไหนต่ออีกนะ...

            พี่ชาลีพยายามจับตัวฉันไว้ แต่ไม่ได้ผล มือของเขาทะลุผ่านตัวฉันไปราวอากาศธาตุ และตัวของฉันก็ค่อยๆจางหายลงไปทุกขณะ สติเริ่มเลอะเลือน ภาพที่เห็นเริ่มพร่ามัวลงเรื่อย เสียงเรียกของพี่ชาลีเริ่มหรี่เบาลงจนไม่ได้ยิน

            เมื่อฉันพยายามกำมือเพื่อเรียกสติ ก็พบว่ามีจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งอยู่ในกำมือของฉัน มันมาตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน  ฉันพยายามรวมสติยื่นจิ๊กซอว์ชิ้นนั้นให้เขา แม้ไม่เห็นสีหน้าของฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อเขารับมันไปแล้วฉันก็สบายใจ ค่อยๆหลับตาลง พร้อมๆกับความรู้สึกเบาหวิว ร่างของฉันคงจะจางหายไปแล้ว...

            ฝากดูต่อด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นกับอดีตของพวกเรานะคะ...พี่ชาลี

            ...

            ...

            ...

            ...

            ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก็ต้องรีบยกมือขึ้นกำบังตาเพราะแสงสว่างจ้าจากหน้าต่าง ผ้าม่านที่มัดไว้ข้างๆหน้าต่างทำให้แสงสาดเข้ามาอย่างเต็มๆ ฉันต้องใช้เวลาหลายนาทีกว่าตาจะปรับเข้ากับแสงได้

            ฉันตื่นแล้ว แสดงว่าเมื่อกี้เป็นเพียงแค่ความฝันใช่ไหม...

            ถ้าจะให้ลองทบทวนเหตุการณ์ย้อนหลังไปดูก็คือฉันถูกพยาบาลวางยาสลบ หลังจากนั้นก็จำไม่ได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ

            ประเด็นก็คือ ถ้าฉันอยู่ที่นี่ มีความเป็นไปได้สองทาง หนึ่ง--นี่คือห้องของผู้ร้าย สอง--มีคนมาช่วย และพามาพักที่นี่ก่อน อย่างไรก็ดี ฉันหวังว่ามันจะไม่ใช่ข้อแรก

            เมื่อมองไปรอบๆก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่โรงนา แต่เป็นห้องทำงานของใครบางคน ฉันกำลังนอนเอกเขนกบนโซฟา พี่ชาลีกำลังนอนพิงกำแพง ตรงข้ามเป็นโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารกองพะเนิน ชั้นตู้แน่นขนัดไปด้วยหนังสือ กองอุปกรณ์ทดลองตรงมุมห้องที่ดูรกรุงรัง ทั้งหมดนี้เป็นคำใบ้ถึงตัวเจ้าของห้อง ฉันเริ่มจะรู้สึกคุ้นๆ

            แล้วข้อมูลสุดท้ายก็ทำให้ฉันมั่นใจ กระดาษรายงานที่ตกอยู่ที่พื้น ทั้งลายมือและชื่อบนกระดาษนี้ฉันจำได้ดี ไม่ผิดแน่นอน...

            “ตื่นแล้วสินะ อเล็นเล่

            เสียงผู้ชายดังขึ้นจากด้านหน้า เมื่อหันไปที่ต้นเสียงก็เห็นร่างเด็กหนุ่มเปิดประตูก้าวเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งถือหนังสือเล่มเก่าครึหนาๆ อีกข้างถือแก้วน้ำชากลิ่นหอมกรุ่น เขาเดินเข้ามาวางข้าวของไว้บนโต๊ะ ก่อนจะยกเก้าอี้ออกมาวางข้างโซฟาแล้วนั่งลง

            พวกเราสบตากันครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีเขียวมรกตใต้กรอบแว่นสีน้ำเงินที่มองมาที่ฉันนั้น คล้ายกับตอนนั้น... ตอนที่เด็กชายคนนั้นจ้องมองเอลเลนและไฮดี้

            “วิคเตอร์ มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ...ฉันถามเขา

            “เรื่องมันยาวน่ะวิคเตอร์ตอบสั้นๆเอาเป็นว่า เธอจะต้องอยู่ที่นี่แทนที่โรงนานั่น ที่ที่เธออยู่ไม่ปลอดภัยแล้ว

            “ทำไมกันล่ะ...

            “ฉันคิดว่าเธอเข้าใจแล้วเสียอีกเขาพูดขึ้น แสดงว่าเรื่องที่เธอฝังใจ ไม่ใช่เรื่องนี้สินะ

            ...?

            “รู้สึกคุ้นๆกับไอ้นี่ไหมเขายื่นดอกแอสเตอร์สีชมพูให้ฉันดู ฉันทำหน้างงเป็นคำตอบ

            วิคเตอร์ถอนหายใจ เชื่อว่าคงมีเรื่องหลายอย่างที่ฝังอยู่ในใจภายใต้สีหน้าเย็นชาของเขาแน่ๆ แต่ละคนล้วนแต่มีปัญหาของของตนเองทั้งนั้นนี่นะ...

            แล้วนี่ล่ะเขาหยิบนาฬิกาทรายขึ้นมา ทรายสีชมพูไหลลงมาตามแนวคอดกิ่วของแก้ว ถ้าพลิกนาฬิกากลับอีกด้าน... มันจะเริ่มต้นไหลลงมาใหม่อีกครั้ง

            ฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทรายไม่ควรจะเป็นสีนี้...

            “แต่ทรายในนั้นไม่ใช่สีนี้นี่ มันต้องเป็นสีเหลืองฉันแย้งขึ้น

            วิคเตอร์ยิ้มน้อยๆ ทำเอาฉันพูดอะไรไม่ถูก ปกติเขาเป็นเสือยิ้มยาก และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเขายิ้มแบบนี้... มีอะไรให้ยิ้มกันนะ

            “เธอคงจำมันได้เขาบอกกับฉัน ตอนที่เธอสลบ คงไปเห็นอะไรบางอย่างมาใช่ไหม

            “ธ..เธอรู้ได้ไงฉันพูดอย่างแปลกใจ

            “น้อยคนนักที่จะจำสิ่งที่ตัวเองฝันได้แม่นยำขนาดนี้เขาตอบ เธอคงได้พบความทรงจำส่วนหนึ่งที่เธอลืมมันไปแล้ว เหมือนกับจิ๊กซอว์ที่หายไป เธอคงเจอมันแล้วบางส่วน...

            วิคเตอร์พูดเรื่องจิ๊กซอว์! เขาต้องรู้เรื่องอะไรแน่ๆ

            “ได้โปรด... ช่วยอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟังหน่อยได้ไหมจ๊ะฉันถามเขาอย่างสุภาพ แต่แล้วจู่ๆวิคเตอร์ก็เกิดอ้ำอึ้งขึ้นมา ทำเอาฉันงงตามไปด้วย ใบหน้าแดงก่ำและท่าทีที่ไม่สบสายตาของเขาทำให้ฉันเริ่มรู้สึกแปลกๆ

            มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าฉันกำลังจับมือของเขาอยู่นั่นเอง ฉันรีบสะบัดมือออกแล้วขอโทษเขาทันที

            “ขอโทษนะจ๊ะวิคเตอร์!

            นี่เป็นอาการของฉันทุกครั้งเวลาขอร้องใคร ฉันมักจะชอบจับมือของฝ่ายตรงข้าม... มันค่อนข้างแย่และอึดอัด แต่ฉันแก้ไม่ได้จริงๆ

            “ม..ไม่เป็นไรเขาตอบน้ำเสียงตะกุกตะกัก แม้จะพยายามทำเฉย แต่ใบหน้าฟ้องชัดเจนว่าเขาก็กำลังเขินอยู่เช่นกัน พอดูอีกทีเขานี่ก็น่าแกล้งเหมือนกันนะ

            ท่าทีที่นิ่งเงียบไปเหมือนกับเด็กชายคนนั้น นี่เขากำลังกลัวว่าฉันจะไม่เชื่อ เหมือนกับเด็กสองคนนั้นหรือเปล่านะ...

            “อธิบายมาเถอะฉันบอกกับวิคเตอร์ ฉันจะฟังจ้ะ

            วิคเตอร์ยกชาขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงที่โต๊ะดังเดิม เขากระแอมสองสามทีก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวออกมา ฉันนั่งฟังด้วยใจจดจ่อ

            ต่อจากนี้ ชีวิตของฉันจะเป็นยังไงนะ?

            ถ้าชีวิตของฉันไม่ใช่อย่างที่เป็นในปัจจุบัน...ถ้าฉันไม่ใช่นักเรียนธรรมดาๆที่ใช้ชีวิตไปตามวัย แต่กลับกลายฉันเป็นเด็กที่ถูกตามล่าจริงๆ แล้วเหตุการณ์ในชีวิตก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ถ้าเป็นอย่างนั้น ชีวิตของฉันจะเป็นยังไง

            พี่ชาลีกำลังหลับไหลอยู่บนโซฟา เขากำลังจะไปที่ไหนอีกนะ...

            เมื่อฉันมองไปที่นาฬิกาทรายที่กำลังไหลลงมาเรื่อยจนใกล้จะหมดนั้น มันก็ทำให้ฉันต้องตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง

ทรายที่ไหลลงมาเรื่อยๆ กับเวลาที่ผ่านพ้นไป มันกำลังจะบอกอะไรกับเรา?

 

224 ความคิดเห็น

  1. #174 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 / 19:54
    วิคเตอร์บอกเลยว่ารอมานาน555555555
    สงสารชาลี  อเล็นเล่ตื่นมาเจอนายใส่แว่นชอบการทดลองซะงั้น LOL
    #174
    0
  2. #91 Road MhaiKiKi (@mhaisod) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มีนาคม 2558 / 01:10
    งั้นจะขอทำให้ความทรงจำมันฝังใจไปจนตายเลยละกัน555555555555555
    #91
    1
    • #91-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 8)
      27 มีนาคม 2558 / 10:47
      ตาามสบายฮะ
      #91-1
  3. #59 dinn (@idin12345) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 10:49
    เจ้าพวกนั้นยังไม่ได้จ่ายตังค์สินะ 5555

    ...ดูเหมือนดราม่าก็จะเริ่มต้น แบบเต็มๆ แล้วสินะ =[]=
    #59
    2
    • #59-1 Puppy Cat (@nusikan) (จากตอนที่ 8)
      27 มีนาคม 2558 / 18:26
      เอาสิบหกยูโรผมคืนมาาาา...
      //ชาลีกล่าวหลังจากติดเชื้อซอมบี้เป็นที่เรียบร้อย
      //มันเรื่องเดียวกันไหม? -_-
      #59-1
    • #59-2 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 8)
      29 มีนาคม 2558 / 19:35
      คนละเรื่องเดียวกัน ๕๕๕๕++
      สวัสดีเค่อะ นางสาวเหมยโกะ โฮะโฮะโฮ่ โอ้อังเดรีย (พอๆ)
      เมื่อไหร่ จะมา ครอสโอเวอร์กัน-------
      #59-2