Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 6 : Chapter 5: The white lie คำโกหกที่บริสุทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 127
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 มี.ค. 58

-Chapter 5-
The white lie : คำโกหกที่บริสุทธิ์



            “พ...พี่คะ ช่วยหนูด้วย

 

            เสียงเด็กหญิงพูดอย่างตื่นตระหนก เหงื่อออกตามตัว ความกลัวเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจเมื่อเห็นพ่อที่ยืนอยู่ตรงหน้ามองมาที่เธอด้วยสายตาเย็นยะเยือก ชายหนุ่มจ่อปืนมาที่เธอ ใบหน้าอำมหิตนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่าเขาพร้อมจะเหนี่ยวไกได้ตลอดเวลา

            “พ่อ อย่าทำแบบนี้เลย...ไม่อย่างนั้นก็ยิงผมแทนเถอะนะครับ!”

            เด็กชายที่ยืนข้างๆผู้ซึ่งเป็นพ่อของเขากล่าวขัดขึ้นเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะทรุดเข่าลงอ้อนวอนชายหนุ่มที่กำลังเดือดดาล เขาหายใจฟึดฟัดราวอสุรกาย หรี่ตาลงคล้ายนึกรังเกียจ ก่อนจะต่อยเข้าที่ใบหน้าของเขาเต็มแรงจนเด็กชายกระเด็นไปล้มกองอยู่ข้างๆเด็กหญิง

            พลั่ก!

            “ไฮดี้ แกมันไอ้ลูกสวะ!เขาคำรามเสียงดังราวสัตว์ป่าดุร้าย ดี...ถ้าแกจะตายแทนนังนี่ ฉันก็จะสนองความต้องการให้แกเอง ตายมันซะให้หมด!”

            ชายหนุ่มชี้ปืนมือที่ไฮดี้พลางทำใบหน้าสะใจอย่างคนวิปริตจิตใจบิดเบี้ยว ในขณะที่เขากำลังจะเหนี่ยวไกอยู่นั่นเอง เด็กหญิงก็ฉวยโอกาสเข้ามาผลักปืนที่มือออก ทำให้ปืนกระเด็นตกออกห่างจากตัวเขา

            “อย่ายิงพี่นะคะพ่อ! ฮือๆเด็กหญิงพูดพลางร้องไห้คร่ำครวญ น้ำตาที่ไหลเป็นสายอาบแก้มไม่ได้ทำให้ผู้เป็นพ่อนึกสงสารเลยสักนิด ชายหนุ่มโมโหกับการกระทำของเธอมากและตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง

            เผียะ!

            “นังตัวขัดหูขัดตา!ชายหนุ่มตะคอกอย่างดุดันจนเธอสะดุ้งตัวสั่น เขากระชากคอของเด็กหญิงขึ้นมาและตบเข้าที่ใบหน้าของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเลือดกลบปาก แต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุด

            ในจังหวะที่เด็กหญิงถูกพ่อของตนเองทำร้ายอยู่นั้น เป็นโอกาสเหมาะของไฮดี้ที่จะค่อยๆเดินไปหยิบปืนขึ้นมา เขาข่มความกลัวค่อยๆหยิบมันขึ้นมา

            แต่ทำไมเมื่อเขาหยิบปืนขึ้นมาแล้วมือเขาถึงสั่นระริกอย่างนี้ล่ะ นี่ไฮดี้กำลังกลัวอยู่หรือเปล่านะ เขาอดทนกัดฟันแล้วชี้ปืนไปที่พ่อ เขาพยายามเล็งให้มั่น แต่ร่างกายกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง

            “หยุดนะพ่อ! ถ...ถ้าพ่อทำชาร์ลอตอีก ผมจะยิงเดี๋ยวนี้เลยเด็กชายตะโกนพูดออกไป ทั้งๆที่มือของเขาที่ถือปืนอยู่นั้นสั่นไม่เป็นจังหวะ ชายหนุ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขาโยนร่างเด็กหญิงลงกับพื้นแล้วหันมามองที่ไฮดี้แทน ก่อนจะพูดขึ้นพลางกระตุกยิ้มที่มุมปาก

            “หึ แกไม่ยิงฉันหรอก...สวะอย่างแกน่ะ ใช้มันไม่เป็นอยู่แล้ว

            ชาร์ลอตได้แต่ยืนกลัวจนตัวสั่น ดวงตาของเธอเบิกกว้าง เข่าทั้งสองข้างของเธอทรุดลงอย่างเสียการควบคุม มือทิ้งลงข้างตัวอย่างหมดแรง ในใจได้แต่พูดว่า จะทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี!? แม้สมองจะสั่งการให้เดินไปห้ามพวกเขาทั้งสองคน แต่ร่างกายที่แข็งทื่อเป็นหินนั้นไม่รับฟังอะไรอีกแล้ว

           

            สัญชาตญาณการเอาตัวรอด ได้ปลุกอีกบุคลิกหนึ่งจากเบื้องลึกในจิตใจของไฮดี้ขึ้นมา ความต้องการจะปกป้อง ความต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ทำให้จิตใจกลับอำมหิตเลือดเย็น แววตาตื่นกลัวกลับเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมไม่เลือกหน้า

            ดาร์คไฮดี้ ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว...

 

            “หึ พ่อรู้จักผมน้อยไป...น้ำเสียงของไฮดี้เปลี่ยนทันควัน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไฮดี้ยิ้มกรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์จนทำให้ฝ่ายตรงข้ามเดาอารมณ์ไม่ทัน จนฝ่ายที่ตื่นกลัวกลับกลายเป็นชายหนุ่มเสียเอง ผมจะไม่เป็นไอ้สวะของพ่ออีก

            “กะ แก...พ่อเริ่มพูดตะกุกตะกัก เหงื่อแตกพล่านด้วยความตระหนกกลัว ก่อนจะค่อยๆร่นถอยจนหลังติดกำแพง ไฮดี้เดินรุกเข้าไปใกล้เรื่อยๆ มือยังถือปืนจ่อมาที่เขา แต่มันไม่ได้สั่นระริกเหมือนกับก่อนหน้านี้อีกแล้ว หรือว่าแกจะ...

            “พะ...พี่คะ!?” ชาร์ลอตพูดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ไฮดี้หันมายิ้มอ่อนโยนเพื่อปลอบประโลมไม่ให้เธอตื่นตระหนก

            “อย่าห่วงไปเลยนะชาร์ลอต...พวกเราจะต้องไม่เป็นไรเด็กชายบอกกับชาร์ลอตด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งผิดกับเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ...ผมทนดูพ่อเป็นแบบนี้ไม่ไหวแล้ว เรามาจบกันเลยดีกว่า

            เด็กชายจ่อปืนไปที่ผู้เป็นพ่ออย่างเยือกเย็น ชายหนุ่มตัวสั่นเกร็งจนพูดไม่ออก เมื่อเห็นแววตาที่ไร้ซึ่งความลังเลจากผู้เป็นลูกชายตนเองเช่นนั้นแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะร้องขอชีวิตอีกต่อไป

            “พี่คะ อย่ายิงพ่อนะ!ชาร์ลอตร้องขึ้น แต่ในสถานการณ์แบบนี้ คงไม่มีใครสนใจอีกต่อไปแล้ว...

            เด็กชายสอดนิ้วเข้าไปในช่องไกปืน ก่อนจะค่อยๆกลั้นหายใจ เล็งเป้าหมายให้มั่น แล้วตัดสินใจทำมันออกไป...

            “ม่ายยย!” พ่อตะโกนขึ้นอย่างหวาดกลัว ทันใดนั้นเอง เสียงปืนก็ดังขึ้นในบัดดล

            ปัง!

            ทันทีที่สิ้นเสียงปืน ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดก็ค่อยๆเลือนรางและมืดดับลง...

 

            วิคเตอร์สะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียง เขาค่อยๆหันไปมองรอบๆจึงพบว่าตนเองกำลังอยู่ในห้องซีซียู ซึ่งเป็นห้องฉุกเฉินสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ นาฬิกาดิจิตอลที่แขวนบนเพดานบอกว่าเป็นเวลา 19.28 น.แล้ว

            “ฟื้นแล้วสินะพ่อหนุ่มเสียงชายสูงวัยดังขึ้น เขานั่งอยู่บนเก้าอี้วีลแชร์ข้างๆเตียงของวิคเตอร์ พร้อมกับหลี่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง

            “หลี่กับคุณคาร์ลวินสินะครับ...ผมวูบไปตั้งแต่เมื่อไหร่วิคเตอร์ถาม ภาพสุดท้ายที่เขาจำได้นั้น คือตอนกำลังประชุมอยู่ และตนเองกำลังรายงานผลการทดลองอยู่ แล้วทุกอย่างก็มืดดับลง

            หลี่เดินมาใกล้ ก่อนจะตอบเรียบๆ น้ำเสียงแฝงความห่วงใย

            “เมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว โรคหัวใจนายกำเริบตอนพวกเราคุยกันหลี่ตอบ ก่อนจะตำหนิเขา มาทำเป็นพูดหน้าตาเฉย รู้ไหมว่าคนอื่นเขาวุ่นวายกันขนาดไหน ต้องรีบหามนายส่งโรงพยาบาลน่ะ หา?”

            “ขอโทษนะ

            หลี่ทำท่าจะตำหนิต่อ แต่เมื่อเห็นวิคเตอร์กล่าวเช่นนั้นก็ทำเอาไปไม่ถูก เธอจึงเงียบลง ก่อนจะเดินกลับไปยืนข้างหลังคาร์ลวินดังเดิม

            “ไม่เป็นไรหรอก เธอพักผ่อนไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราจะมาคุยกันอีกที เรื่องค่ารักษาฉันจัดการเองคาร์ลวินบอกกับวิคเตอร์ ก่อนจะหันไปทางเด็กสาวแล้วกล่าวสั่ง ไปกันเถอะหลี่

            “ขอบคุณครับวิคเตอร์ตอบสั้นๆ หลี่เข็นรถวีลแชร์ของคาร์ลวินเดินออกไปจากห้อง ในจังหวะนั้น พยาบาลก็เดินมาพูดกับเขาพอดี

            “อาการดีขึ้นมากแล้ว พักผ่อนอีกสักหน่อยก็คงออกไปได้แล้วค่ะ

            วิคเตอร์พยักหน้าตอบ แล้วพยาบาลก็เดินไปทำงานของตนเองที่เตียงคนไข้คนอื่นต่อ ในจังหวะนั้นเองที่เขาลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินออกไปจากห้องในจังหวะที่ไม่มีใครเห็น

            เลยเวลานัดไปเยอะเลย แย่จริง

 

ในขณะเดียวกัน

            ชาลีนั่งกระสับกระส่ายอยู่ที่เตียงของอเล็นเล่ ชั่วโมงกว่าแล้ววิคเตอร์ก็ยังไม่มา

            เขานึกโมโหในใจ พลางพยายามนึกย้อนกลับไป วิคเตอร์อาจคิดตุกติกและพยายามหนีก็เป็นไปได้ เขาอาจวางแผนเรื่องทั้งหมดนี่ แต่มันก็มีข้อขัดแย้ง ว่าทำไมเขาต้องมาช่วย เหตุผลที่ขัดแย้งกันเองทำให้เขามึนตึ้บจนเลิกคิด

            “พี่คะเสียงอเล็นเล่เรียกดังขึ้น ชายหนุ่มหันไปมอง ก่อนจะกล่าวถาม

            “มีอะไรเหรอ

            “เรากลับกันได้แล้วนะคะ คุณหมอแอนดี้บอกว่าถ้าหนูดีขึ้นมากแล้วให้กลับได้เลยเธอบอก ก่อนจะยิ้มให้ชาลี หนูว่าหนูหายแล้วล่ะ เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ

            “ใจเย็นๆนะเด็กหนุ่มพูด ก่อนจะหันไปมองที่นาฬิกาซึ่งใกล้จะสองทุ่มเข้าไปทุกที ในใจนึกโมโห มาผิดนัดเสียอย่างนี้เจอหน้าเมื่อไหร่จะว่ากลับให้เสียมาดขรึมเลยทีเดียว พี่กำลังรอเจ้านั่นอยู่

            “โอเคค่ะ

            แล้วจู่ๆเธอก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามา เด็กสาวขนลุกชัน เธอสัมผัสรังสีน่ากลัวได้จากพยาบาลสาวที่กำลังเดินเข้ามา แต่เพราะชาลีนั่งหันหลังอยู่เขาจึงไม่ได้สังเกต

            หวังว่าจะคิดไปเองนะ... เด็กสาวคิดในใจ

            พยาบาลคนนั้นหยุดลงตรงเตียงของเธอ ผมของเธอยาวสลวยเป็นสีบลอนด์เด่น ขาเรียวตัวสูงโปร่ง ตาสีฟ้าเทอร์ควอยซ์เป็นประกายสวยแต่อเล็นเล่กลับรู้สึกคุ้นอย่างประหลาด บุคลิกของเธอนั้นสวยมั่นจนชาลีต้องเอ่ยชม

            “แหม น่ารักนะครับเนี่ย--

            “พี่!อเล็นขัดขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะได้พูดต่อ

            พยาบาลสาวยิ้มอย่างเขินอาย แต่อเล็นเล่กลับสังเกตได้แวบหนึ่งว่าเธอคนนี้มองไปที่ชาลีด้วยแววตาแปลกๆ ดวงตาที่หม่นหมอง นี่เป็นความโศกเศร้าหรือเปล่านะ... เธอเองก็ไม่แน่ใจ

            “เอ่อ...คือคุณหมอแอนดี้อยากพบกับคนไข้เป็นการส่วนตัวน่ะค่ะเธอบอกกับชาลีและอเล็นเล่ด้วยท่าทางเป็นมิตร เดี๋ยวคุณช่วยรอหน่อยนะคะ

            “คร้าบบชาลีพูดยานคาง แววตาเคลิบเคลิ้ม เขาจ้องมองเธอแทบไม่กะพริบตาจนผู้เป็นน้องต้องตบหลังเบาๆเป็นสัญญาณเตือน แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมหยุด ดูแลน้องสาวผมดีๆนะคร้าบบ

            “หยุดนะพี่!อเล็นเล่ดุเสียงดัง เธอไม่ได้หึงหวง แต่เพราะเกรงใจพี่พยาบาลที่จะรู้สึกไม่สบายใจ เด็กสาวกล่าวขอโทษขอโพยเธอเป็นการใหญ่ ขอโทษค่ะ พี่ชายหนูก็เป็นเสียแบบนี้ อย่าถือสานะคะ แหะๆ

            พยาบาลสาวหัวเราะคิกอย่างเก็บอาการ แต่อย่างไรก็ตาม อเล็นเล่กลับรู้สึกว่าเสียงนั้นเหมือนเป็นการแกล้งทำ ไม่รู้ว่าทำไม แต่สัญชาตญาณของเธอมันบอกเหลือเกิน ว่าผู้หญิงคนนี้เธอกำลังเก็บซ่อนความรู้สึกอะไรบางอย่างเอาไว้อยู่ในใจ

            อเล็นเล่ค่อยๆลุกขึ้นจากเตียงโดยมีพี่พยาบาลสาวช่วยประคอง เด็กสาวเดินตามพยาบาลไปที่หน้าห้องตรวจ ก่อนจะชั่งน้ำหนัก ส่วนสูงอีกครั้ง เพื่อกรอกประวัติ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้

            “ต้องขอโทษจริงๆนะคะ เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรแปลกๆเลยล่ะค่ะเธอพูดพลางหัวเราะแห้งๆ

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พยาบาลสาวพูดแบบยิ้มๆพลางหยิบกระบอกฉีดยาขึ้นมาต่อเข็ม แล้วหยิบขวดยามาสูบเข้าหลอดฉีด งั้นเดี๋ยวขอฉีดยารอก่อนเลยนะคะ สักพักหมอจะมาค่ะ

            “ค่ะเธอรับคำ พยาบาลสาวใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดต้นแขนของเธอเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆปักเข็มลงไปอย่างเบามือ แล้วฉีดยาเข้าไป ความรู้สึกเหมือนมีน้ำแปลกๆดันไหลเข้ามาในต้นแขนทำให้เธอรู้สึกค่อนข้างจั๊กจี้

            อเล็นเล่ไม่ได้รู้สึกหวาดเสียวแต่อย่างใด นับจากที่เคยถูกสุนัขกัดเมื่อสามปีที่แล้ว เธอก็ถูกฉีดยาบ่อยเสียจนเบื่อ กระทั่งในที่สุดความรู้สึกกลัวเข็มก็หายไปเอง

            ...?

            จู่ๆอเล็นเล่ก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล เมื่อนึกขึ้นได้ว่าจริงๆแล้วหมอควรจะวินิจฉัยโรคก่อนแล้วค่อยฉีดยา และนี่ก็จะสองทุ่มแล้ว หมอหลายคนอาจกลับบ้านไปแล้วด้วย จะมีก็เพียงแต่หมอที่เข้าเวรเท่านั้น แต่นี่หากหมอแอนดี้เข้าเวรจริง เขาก็ควรจะมาอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว

            และพยาบาล ตามปกติก็ควรจะรวบผมให้เรียบร้อย...

            หรือว่า...

            ...สายไปแล้ว เพียงแค่เวลาผ่านไปชั่วครู่อเล็นเล่ก็รู้สึกง่วงนอนขึ้นมาอย่างกระทันหัน แขนขาด้านชาเสียการควบคุม นั่นทำให้เธอรู้ได้ทันที ว่าตนเองถูกหลอกเข้าเสียแล้ว!

            ช่วยหนูด้วย พี่ชาลี...!

            ภาพรอบข้างค่อยๆพร่ามัวลงอย่างควบคุมไม่ได้ สติค่อยๆเลือนลางลงทุกขณะ ไม่มีแม้แต่เสียงที่จะตะโกนออกไป เธอควรจะทำอย่างไรดี!?

            ก่อนที่เธอจะหลับไปเพราะฤทธิ์ยา อเล็นเล่ยังคงสังเกตเห็นถึงรอยยิ้มบนใบหน้าของพยาบาลสาวที่ค่อยๆเดินใกล้เข้ามา รอยยิ้มนั้นเหมือนกับกำลังดีใจที่ทำอะไรบางอย่างสำเร็จ...

            “ขอโทษนะ แต่ฉันจำเป็นต้องทำจริงๆเสียงสุดท้ายของเธอคนนั้นดังขึ้น ก่อนที่อเล็นเล่จะค่อยๆหมดสติไป

**********

            เวลาเยี่ยมได้หมดลงแล้ว ชาลีจึงออกมานั่งรออเล็นเล่ที่เก้าอี้หน้าห้องพักฟื้น ในจังหวะนั้น วิคเตอร์ก็เดินมาพอดี

            “มาซักทีนะชาลีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ เขาทำตาขวางใส่ก่อนจะชี้ไปที่นาฬิกาบนเพดาน นายมาสายไปสองชั่วโมง ฉันไม่ได้ว่าอะไรนะ แต่คิดเอาเองแล้วกัน

            “พอดีฉันติดธุระสำคัญ ต้องขอโทษจริงๆวิคเตอร์กล่าวขึ้น แม้ท่าทีเรียบเฉย แต่ความรู้สึกผิดที่แม้แต่ชาลีที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้าเองยังรู้สึกได้เต็มเปี่ยม ทำให้ชายหนุ่มไม่กล้าตำหนิอะไรเพิ่มอีก

            “เดี๋ยวก่อน....อเล็นเล่หายไปไหนวิคเตอร์ถามขึ้นอย่างสงสัย เมื่อสังเกตได้ว่าชาลีนั่งอยู่ข้างนอกห้องพักฟื้น และอเล็นเล่ก็ไม่ได้อยู่ข้างๆ

            “อ๋อ พยาบาลบอกว่าหมอเรียกให้ไปตรวจอีกรอบน่ะชาลีตอบ พร้อมยักคอมองหน้าวิคเตอร์ด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น ...ถ้าคิดจะมายุ่งกับน้องฉันก็ผ่านศพฉันไปก่อนเถอะ

            “นี่นายไม่เอะใจอะไรบ้างหรือไงวิคเตอร์ว่า หมอที่ไหนจะมานัดคนไข้เอาตอนสองทุ่ม?”

            “...ชาลีนั่งเงียบเพราะเถียงไม่ออก เขาเล่ารายละเอียดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟังแทน ก็พยาบาลเขามาบอกเองนี่นาว่าคุณหมอแอนดี้เรียก แถมพาตัวเธอไปถึงที่เลยด้วย ฉันจะไปรู้มั้ยล่ะ

            “บ้าจริง...วิคเตอร์กุมขมับอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนจะพยายามถามต่อใจเย็น แล้วพยาบาลคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง เป็นผู้หญิงหรือเปล่า

            “อือชาลีตอบ หน้าตาน่ารักซะด้วย ไว้ผมยาวๆสีบลอนด์ ตาฟ้านี่ใสมาเชียว แถมตัวสูงด้วยนะ

            “เดี๋ยวนะ นายบอกว่าผมยาวๆ พยาบาลคนนี้ไม่รวบผมงั้นเหรอ!?” วิคเตอร์อุทานขึ้น ก่อนจะรีบเก็บอาการ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว รีบตามฉันมาเร็ว

            อืม!”

            ชาลีขานรับ รีบเดินตามหลังติดๆ เขาเพิ่งจะนึกได้เมื่อวิคเตอร์บอกเขาแบบนั้น มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นมากมายนับแต่เมื่อวันก่อน ดังนั้นอะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

            เพียงแต่มีสิ่งเดียวที่เขาไม่เข้าใจ ทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับเขา

            เขาเริ่มกังวล เมื่อเครียดแล้วท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วนตามอย่างควบคุมไม่ได้ ชายหนุ่มกลัวว่าจะเกิดอะไรที่ไม่ดีขึ้นกับอเล็นเล่ วิคเตอร์หันหลังมามองเห็นอาการชัดเจนจึงปลอบใจเขาด้วยเสียงเรียบๆ

            ใจเย็นสิ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้

            ชาลีพยักหน้าเบาๆ ทว่าในใจก็ยังไม่เลิกห่วงพะวง

            วิคเตอร์เดินไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์แล้วถามพนักงานสาวด้านใน คุณหมอแอนดี้รักษาที่ห้องตรวจโรคหมายเลขไหนครับ

            “อืม...พนักงานในเคาน์เตอร์มองไปที่ทั้งสองครู่หนึ่งอย่างพินิจพิจารณา เมื่อจำได้ว่าชาลีเคยมาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับคนไข้สองคน และคนที่ยืนข้างๆคือคนที่เขาเคยถามถึง เธอจึงแซวขึ้น แหม สองคนนี้ หากันเจอแล้วสินะจ๊ะ

            “ประทานโทษครับ แต่ผมไม่ว่างจะเล่นขำด้วยจริงๆ ได้โปรดช่วยตอบคำถามก่อนเถอะ!” ชาลีพูดเร็วปรื๋ออย่างร้อนรน พนักงานสาวด้านในยักไหล่และยิ้มกวนๆให้  ก่อนจะเปิดดูเอกสารในแฟ้มไปครู่หนึ่ง ก็...แผนก--

            “ขอแค่หมายเลขห้องตรวจครับ ผมรู้ว่าเขารักษาแผนกไหนวิคเตอร์ขัดขึ้น พนักงานสาวเปิดดูแฟ้มเอกสารให้แน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะตอบเขา

            “ห้องตรวจหมายเลขสามจ้ะ

            “ขอบคุณครับวิคเตอร์กับชาลีตอบขึ้นพร้อมกัน เด็กหนุ่มรีบเดินไปที่โซนศูนย์อาหาร ก่อนจะเดินมาส่วนของคลินิกตรวจโรคทั่วไป มีห้องตรวจมากมายเรียงกันเป็นแถวยาว ทั้งสองเดินไปที่ห้องหมายเลขสามตามคำบอกของเธอคนนั้น ที่หน้าห้องตรวจมีป้ายแปะเอาไว้อยู่พอดี

ห้องตรวจหมายเลข 3 นายแพทย์แอนดี้ เออห์เก็น

            “เรามาถูกทาง

            วิคเตอร์บอกกับเขา ก่อนจะรีบเปิดประตูห้องตรวจเข้าไปอย่างเร่งรีบ แล้วทั้งสองก็ต้องชะงักไปชั่วครู่ เมื่อภายในห้องตรวจกลับไม่มีใครอยู่เลย...

            ว่างเปล่าและเงียบงัน มีเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนบนฝ้าเพดาน โต๊ะทำงาน และเก้าอี้ที่ไร้ซึ่งผู้นั่ง ชาลีเบิกตาโพลง มือสั่นระริก ความกระวนกระวายใจเข้าถาโถมสู่จิตใจดั่งคลื่นลูกใหญ่ เขาโวยวายขึ้น

            “ไอ้บ้าเอ๊ย นี่มันอะไรกันวะเนี่ย...!!

            “นายแน่ใจนะว่าหมอแอนดี้รักษาให้อเล็นเล่วิคเตอร์ยังคงพยายามถามชาลีอย่างใจเย็น

            “เออสิ พยาบาลบอกกับฉันเองเลย!

            ชาลีตอบเสียงดัง เขาพยายามรวบรวมสติ สงบจิตสงบใจ นึกวิธีอะไรบางอย่าง วิคเตอร์เองก็เช่นกัน ทั้งสองยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวถามวิคเตอร์ขึ้น

             เราลองถามพยาบาลแถวนี้ก่อนดีกว่าไหม...

            “ไม่มีประโยชน์ เธอชิ่งไปไกลแล้ววิคเตอร์ตอบ เราต้องรีบแล้วล่ะ ช่วยไม่ได้จริงๆ ต้องใช้วิธีนี้

            พูดจบวิคเตอร์ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เพราะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด เครื่องเล็กบางเฉียบล้ำยุค เพียงแค่เด็กหนุ่มใช้นิ้วปัดไปมาบนจอเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว ก็ต่อสายไปที่ปลายทางได้แล้ว ชาลีมองเขาใช้ด้วยท่าทางงๆ แม้จะอยู่ในศตวรรษที่ 21 หรือก็คือราวๆปีคริสต์ศักราช 2020 แต่เพราะไม่ค่อยมีเงิน ทำให้ไม่เคยสัมผัสหรือรู้จักกับเทคโนโลยีสุดล้ำเหล่านี้เลย

            ชาลีนั่งรอที่เก้าอี้ด้วยใจจดจ่อ แม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ดูท่าเขาคงต้องทำใจเชื่อวิคเตอร์ไปก่อน เพราะมืดแปดด้านจริงๆ

            “สวัสดี นั่นหลี่ใช่ไหมวิคเตอร์พูดขึ้น ชาลีเลิกคิ้วอย่างงุนงงเมื่อพบว่าเด็กหนุ่มกำลังคุยกับหลี่อยู่ เขาสงสัยมานานตั้งแต่ที่สองคนนี้รู้จัก และยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก เมื่อพบว่าวิคเตอร์กำลังขอความช่วยเหลือจากเธออยู่

            “นายเองเหรอ วิคเตอร์เสียงหญิงสาวจากในสายดังขึ้น

            “ใช่เด็กหนุ่มตอบ ตอนนี้ชาร์ลอตก่อเรื่องเข้าแล้ว

            ชาร์ลอต...ทำไมชื่อนี้ถึงได้คุ้นหูอย่างนี้นะ

            ชาลีรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ที่น่าแปลกคือเมื่อได้ยินชื่อนั้น เขากลับนึกภาพถึงเด็กหญิงผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้าวาวน่ารักน่าเอ็นดู บุคลิกซุกซนและมั่นใจในตนเอง เด็กคนนั้นช่างน่าปกป้องเสียเหลือเกิน...

            เด็กคนนั้น กับชาร์ลอต...

            “ก็เรื่องของเธอนี่ นายมายุ่งอะไรกับฉันล่ะหญิงสาวตอบเสียงสะบัด เสียงกุกกักจากลำโพงมือถือเหมือนเธอจะวางสาย แต่วิคเตอร์ยังคงพูดต่ออย่างไม่สนใจ

            “นี่มันเรื่องสำคัญมากนะหลี่

            “สำคัญยังไง ก็เตือนไปตั้งแต่แรกแล้วนี่ หลี่ถามแกมประชด บอกไปแล้วว่าอย่ายุ่งกับสองคนนั้นก็ไม่เชื่อ แล้วเป็นไงล่ะ

            “ฉันก็มีเหตุผลของฉันล่ะน่า ตอนนี้เธอต้องช่วยฉันก่อน

            “ก็มันไม่เกี่ยวกับฉันนี่ จะให้ช่วยยังไงเล่าเสียงฝ่ายตรงข้ามตอบอย่างยียวน เสียงเคี้ยวขนมกรุบๆดังออกมาจากในสาย ดูเธอคงจะสนุกกับการเล่นตัว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ววิคเตอร์จึงต้องงัดไม้เด็ดสุดท้ายออกมาใช้

            “จ้างให้ห้าหมื่นยูโร ขาดตัว

            อุบ๊ะ ห้า หมื่น ยู โร... ฉันต้องทำงานนานแค่ไหนถึงจะได้เยอะขนาดนั้นน่ะ!

            ชาลีนั่งคิดในใจ จากคำพูดของวิคเตอร์ทำให้เขารู้ทันทีว่าเด็กหนุ่มคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ นอกจากจะมีเงิน มีฐานะ มีความรู้แล้ว เขาต้องกุมความลับอะไรไว้มากมายแน่นอน

            “แหมมมหลี่ทำเสียงยานคาง ทำเอาชาลีเดาความคิดของเธอไม่ออก ฉันไม่ใช่ทหารรับจ้างราคาถูกนะจ๊ะ

            ภายใต้ดวงตาสีอำพันคู่นั้น เธอคนนี้ซ่อนอะไรเอาไว้ในใจกันแน่

            “งั้นช่วยเสนอสิ่งที่เธอต้องการมาสิวิคเตอร์พูดต่อ เขายังคงยืนกรานจะให้เธอช่วย

            เสียงในสายเงียบไปครู่หนึ่ง ทำเอาชายหนุ่มลุ้นระทึกตามไปด้วย ส่วนวิคเตอร์ยังคงยืนนิ่ง รอฟังข้อเสนอจากฝ่ายตรงข้าม

            “ฉันต้องการ...ความจริงที่ไม่ใช่คำโกหก จากปากของเธอ

            วิคเตอร์เงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบออกมา

            “ก็ได้

            “ดี...เชื่อฟังกันอย่างนี้ฉันก็จะได้ไม่ต้องลำบากใจหลี่ตอบเขา งั้นฉันจะจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย ไม่นานหรอก...นายรอได้เลย

            “ดีมาก เร็วๆด้วยล่ะ

            “เชื่อฉันได้เลย มือชั้นนี้แล้ว

            สิ้นเสียง เธอก็วางสาย วิคเตอร์เก็บโทรศัพท์เข้าไปในเสื้อกาวน์สีขาวของเขา เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบนาฬิกาออกมาจับเวลา

            “ฉันสับสนไปหมดแล้วนะชาลีพูดอย่างหัวเสีย แกช่วยอธิบายสักทีเถอะ แล้วฉันจะยอมทำทุกอย่างเลย!

            “ใจเย็นๆชาลีวิคเตอร์เงยหน้ามองด้วยแววตาเรียบเฉย แล้วหันไปมองที่นาฬิกาจับเวลาต่อ สายของฉันกำลังทำงานอยู่ ขอเวลาสักสามสิบนาทีก็แล้วกัน

            สามสิบนาทีเรอะ...แค่นาทีเดียวฉันก็ยังไม่อยากรอเลย ชาลีคิดในใจอย่างขุ่นเคือง นึกได้เช่นนั้นก็โวยวายขึ้นทันที

            “ความลับอะไรนักหนา ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้นะโว้ย!

            ชาลีตะโกนใส่วิคเตอร์ ก่อนจะเงื้อกำปั้นแล้วซัดเข้าไปที่ใบหน้าของเขาเต็มแรง ทว่าเด็กหนุ่มก้มหลบได้ทัน จึงกลายเป็นว่าชาลีต่อยเข้าที่กำแพงแทน แม้รู้สึกเจ็บ แต่ทิฐิที่แรงกว่าและความโมโห ทำให้เขาเก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจ เขามองไปที่วิคเตอร์ด้วยสายตาเกรี้ยวกราด แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด

            ทุกๆคนที่เดินผ่านไปมามองมาที่ทั้งสองเป็นสายตาเดียวกัน เสียงซุบซิบนินทาดังจ้อกแจ้กเพียงครู่เดียว ก่อนจะบรรยากาศรอบข้างจะเงียบลงเป็นเหมือนเดิม

            “ฉันเข้าใจ แต่นายต้องรอวิคเตอร์พูดขึ้น ฉันช่วยได้แค่นี้จริงๆ

            ชาลีหายใจฟึดฟัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะอารมณ์ที่เดือดพลุ่งพล่าน เขากระแทกเท้าปึงปังเดินมานั่งข้างๆวิคเตอร์ ชายหนุ่มกลั้นหายใจสองสามที พลางท่องในใจว่า เย็นไว้เพื่อน เพื่อสงบจิตสงบใจ

            และแล้วเสียงโทรศัพท์ของชาลีก็ดังขึ้น ใครกันนะที่โทรมาหาเขา

 

สองนาทีที่แล้ว

            ท่ามกลางเมฆหมอกที่มืดครึ้ม ท้องฟ้าสีดำเป็นสัญลักษณ์ของยามค่ำคืน วันนี้ช่างแตกต่างกับทุกค่ำคืน หมู่มวลดาวที่เคยส่องสว่างกลับมืดหม่นลง ซ้ำยังมีเมฆหมอกบดบัง ขัดขวางไม่ให้ดวงดาวทอประกาย ช่างเหมือนกับชะตาชีวิตของเธอเสียเหลือเกิน

            ชาร์ลอต เด็กสาวผู้แบกรับอดีตที่ไม่มีวันลืมเอาไว้เพียงคนเดียว...

            ท่ามกลางถนนสายเปลี่ยวแห่งหนึ่งที่ไร้ซึ่งไฟทาง ยังมีแสงไฟคู่หนึ่งจากรถสปอร์ตสีแดงคันงามที่ขับอยู่บนท้องถนนเพียงคันเดียว แม้ว่าถนนสายนี้จะมืดมิดจนแทบมองไม่เห็น แต่ผู้ขับภายในรถดูจะรู้เส้นทางดี รถที่ขับเร็วเหมือนกับกำลังรีบรีบกระทำการบางอย่างอยู่ แสดงให้เห็นผู้ขับต้องเหยียบคันเร่งจนมิดแน่นอน

            ผู้ขับภายในรถเป็นเด็กสาวผมยาวสลวยสีบลอนด์ แววตาสีฟ้าวาวคล้ายๆกับใครคนหนึ่งที่เธอรักและเคารพที่สุดในชีวิต ชุดแจ็กเก็ตแบบบริทิชสีน้ำเงินตัวโปรดตัดกับสีผม ที่เบาะท้ายนั้นเป็นร่างของอเล็นเล่ที่ยังคงหลับไหลไร้สติ

            เพราะมั่นใจว่ายาสลบออกฤทธิ์หนึ่งวันเต็ม ชาร์ลอตจึงไม่ได้มัดมือมัดเท้าของเธอเอาไว้

            เด็กสาวถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาชาลี พลางมองอเล็นเล่จากกระจกหลัง แม้รู้สึกผิด แต่เพื่อปกป้องอีกชีวิต เธอจำเป็นต้องทำ

            “ใครครับ!?” เสียงแรกที่ดังขึ้นเมื่อปลายทางรับสาย คือชาลีที่กำลังพูดอย่างตื่นตระหนก ชาร์ลอตยิ้มน้อยๆ จุดประสงค์ที่เธอโทรไปหาก็เพื่อเตือนความจำ แม้ความหวังจะน้อยแทบริบหรี่ที่เขาจะจำเธอได้ แต่ก็ขอเพียงให้ได้พยายามก่อน ดีกว่าคิด แต่ไม่ได้ลงมือทำเลย...

            เสียงนี้ เสียงที่ฉันรอคอยมาหนึ่งร้อยปี...

            “พี่คะ...” เธอพยายามจะพูดเสียงเรียบ พี่น่ะ...ถูกหลอกมาตลอดเลย หนูกำลังจะช่วยพี่นะ

            “ใครพี่เธอ?” ชาลีตอบ น้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่พอใจได้เด่นชัด ต้องการอะไรกันแน่ เธอใช่ไหมที่เอาตัวอเล็นเล่ไป ฉันจะไม่มีวันให้อภัยแกแน่ๆ!

            ใคร...พี่เธอ

            จะไม่มีวันให้อภัย...

            คำพูดเหล่านี้ทำให้เด็กสาวเจ็บปวดเหลือเกิน ดังคมมีดที่เสียดแทงเข้ามาในหัวใจ เหมือนมันจะสับหัวใจของชาร์ลอตให้แหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี ความรู้สึกของเธอเหมือนถูกบดขยี้ เด็กสาวรู้ดีว่าเพราะลืม เพราะมีคนอื่นมาแทนที่ในใจ เพราะเขาโกรธเกรี้ยว จึงได้พูดเช่นนี้ เธอเข้าใจดี...

            แต่ความเข้าใจ ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดลดลงไปเลย...

            ชาลีลืมเธอไปแล้ว ไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวความทรงจำ เธอควรจะทำใจซะ แล้วกลับไปทำงานกับเซนจูรี่ ดีพาร์ทเจอร์ คอร์ปอเรชัน อย่างเต็มตัว หรือไปอยู่ฝั่งวิคเตอร์เพื่อช่วยเหลือเขาอย่างสุดกำลัง

            แต่เธอไม่ได้อยากอยู่ฝั่งใคร เธอเพียงแต่อยากได้คนที่รักที่สุดกลับคืนมา เพียงเท่านั้น...

            “อะไรกันคะ ห...แหม...เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอแทบอยากจะปาโทรศัพท์ทิ้งเสียตรงนี้แต่ก็ทำไม่ได้ ข้อมูลมากมายในเครื่องถ้าถูกทำลาย ทุกอย่างจะแย่ลง นั่นอาจหมายถึงชีวิตของเธอ ชาลี และทุกคนที่เกี่ยวข้อง  ลืมหนูได้ยังไงกันนะ ฮะๆ...

            “ชาร์ลอต...

            เสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้นในสายอีกครั้ง มันเกือบจะทำให้ชาร์ลอตดีใจ แต่แล้วก็ต้องเลิกรู้สึกแบบนั้นเมื่อเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของชาลี

            แต่เป็นเสียงของวิคเตอร์

            “ฉันเข้าใจว่าเธอทำไปทำไม แต่มันยังไม่ใช่เวลานี้ ได้โปรดหยุดเถอะ ชาร์ลอต...

            “มาโทษคนอื่นพร่ำเพรื่อแบบนี้มันเสียมารยาทนะชาร์ลอตตอบ ด้วยอารมณ์ที่ปั่นป่วนทำให้เธอขับรถได้ไม่ดี เกือบจะชนกับรถยนต์ฝั่งตรงข้ามไปหลายครั้ง เสียงแตรรถดังระงมจนหลุดเข้ามาในสาย

            “ไม่ได้โทษ หลักฐานมีอยู่เห็นๆเลยล่ะ วิคเตอร์ย้อน ชาลีบอกฉันเองเลย พยาบาลสาวผมยาวสีบลอนด์ หน้าตาดี ตัวสูงโปร่ง เดินมาหาอเล็นเล่แล้วบอกให้ไปหาหมอ ฉันรู้นะว่าเป็นฝีมือเธอ ถึงเธอจะปฎิเสธยังไง เธอก็รู้อยู่แก่ใจ

            “หึ...มัดมือชกกันนี่นาชาร์ลอตตอบ เธอพูดต่อ เอาเถอะ ยังไงฉันก็ไม่สนใครทั้งนั้น ฉันจะต้องปกป้องชาลีให้ได้

            “เธอกำลังทำร้ายเขาอยู่ต่างหาก--

            ก่อนที่วิคเตอร์จะพูดจบ ชาร์ลอตก็ชิงวางสายเสียก่อน เธอโยนโทรศัพท์ไปที่เบาะข้างๆ เปิดวิทยุช่องเพลงร็อคประชดชีวิต เธอดันวอลุ่มลำโพงเกือบสุด ก่อนจะบ่นพึมพำในใจ

             เจ้าพวกน่ารำคาญ

            แล้วจู่ๆเธอก็ต้องหยุดรถอย่างกะทันหัน เมื่อเห็นรถชอปเปอร์แสนคุ้นเคยจอดขวางทางอยู่กลางถนน เพราะความมืดของถนน ทำให้ชอปเปอร์คันนั้นเป็นมันวาวสะท้อนแสงไฟจากรถชาร์ลอต  มันสว่างจ้าจนแสบตา เด็กสาวเหยียบเบรคมิดดังเอี๊ยด

            ชาร์ลอตจอดรถตรงหน้าเธอได้พอดี ภาพตรงหน้าปรากฎเป็นสาวใส่หมวกกันน็อครูปร่างเซ็กซี่ สวมชุดรัดรูปสีดำ เธอกำลังนั่งอยู่บนชอปเปอร์ เหมือนรอชาร์ลอตอยู่แล้ว

            เด็กสาวสบถเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูรถเดินออก หญิงคนนั้นถอดหมวกกันน็อคออก ปรากฏเป็นหญิงสาวเอเชียที่เธอคุ้นเคยดี ผมเปียที่รวบเอาไว้ในหมวกผล็อยลงมา ก่อนจะพลิ้วไปตามสายลมอ่อนๆ

            “พี่หลี่!ชาร์ลอตอุทานอย่างตกใจ พี่มาทำอะไรที่นี่

            หลี่ไม่ตอบ เธอยิ้มให้ชาร์ลอตแล้วเดินมาที่รถสปอร์ตสีแดงคันงาม ใช้มือลูบไล้มันไปมา เพราะรถสปอร์ตคันนี้ทำความสะอาดจนมันวาว ทำให้มีเสียง กิ๊ดๆ ชวนเสียวฟันดังขึ้นเบาๆ

            ชาร์ลอตยืนนิ่งรอดูท่าทีของเธอ แล้วคำถามที่เธอไม่อยากได้ยินมากที่สุดก็ดังขึ้นจากปากของหลี่

            “อเล็นเล่อยู่ไหน

            ชาร์ลอตนิ่งชะงักกับคำถามทันที แต่เธอยังคงสงวนท่าที แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

            “หนูไม่รู้จัก พี่พูดถึงใครคะ

            “หึๆหลี่หัวเราะเบาๆในลำคอ อย่ามาทำเป็นไม่รู้หน่อยเลยนะจ๊ะ พี่ขอเช็ครถเธอหน่อยก็แล้วกัน

            “ไม่ได้ค่ะชาร์ลอตปฎิเสธทันควัน นี่เป็นสิทธิส่วนตัวของหนู

            “แต่พี่เป็นถึงลูกสาวของท่านหัวหน้าหลี่พูดและหยิบบัตรประจำตัวจากในกระเป๋าโชว์ให้ดู ท่านมอบความไว้วางใจทั้งหมดให้พี่ ดังนั้นเธอจะขัดขืนฉันไม่ได้

            “ฮึ่ย...ชาร์ลอตคำรามอย่างหงุดหงิด เธอถามขึ้นอย่างไม่พอใจ ทำไมพี่ถึงช่วยวิคเตอร์ล่ะ!

            “ชาร์ลอต พี่เข้าใจนะว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน การถูกลืมน่ะหลี่พูดขึ้น เธอคว้ามือของเด็กสาวมากุมเอาไว้อย่างอ่อนโยน เธออยากจะปกป้องเขา ใช่ไหมล่ะ แค่เขาปลอดภัยและไม่โดนตามล่า ใครคนอื่นเธอก็ไม่สน

            “ใช่...ชาร์ลอตตอบ เธอไม่ได้สะบัดมือของหลี่ออกแต่อย่างใด พี่ไม่มีวันเข้าใจหนูจริงๆหรอก ไม่งั้นพี่จะช่วยวิคเตอร์ทำไม

            “รู้ไหม ถ้าอเล็นเล่ตาย เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมีชีวิตอยู่ต่อหรอกหลี่อธิบาย เธอกุมมือเด็กสาวไว้แน่น เธอไม่ได้ปกป้องเขา แต่เธอกำลังทำร้ายเขาอยู่ต่างหาก พี่ว่าทางที่ดีอย่ายุ่งกับเขาเลยนะ

            ชาร์ลอตนิ่งเงียบ เธอคิดคะนึงถึงภาพอดีตมากมายที่ยังคงหมุนเวียนอยู่ในหัว ความอบอุ่น ความรัก ทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งสวยงาม แม้ต้องเผชิญกับปัญหา แต่ก็ผ่านมันมาได้ เพราะกำลังใจสำคัญจากคนที่อยู่เคียงข้าง

            และตอนนี้ มันไม่มีอีกแล้ว...

            “พี่หลี่...พี่อยู่ข้างไหนกันแน่นะ?” เธอถามด้วยความลังเลใจ แม้แต่คนที่เคารพที่สุดยังทิ้งเธอไป แล้วผู้ที่นับถือเป็นพี่สาวอย่างหลี่ล่ะ จะเหลือไหม?

            “เรื่องนั้นฉันไม่รู้หรอกนะหลี่ตอบ ก่อนจะค่อยๆปล่อยมือออกไป แต่ว่า...ได้โปรดเถอะนะชาร์ลอต มันยังไม่ใช่ตอนนี้

            “ก็ได้...

            สิ้นเสียง ชาร์ลอตก็เปิดประตูรถให้หลี่ตรวจค้นโดยไม่ขัดขืน เมื่อมองไปที่เบาะหลังเธอก็พบอเล็นเล่ที่กำลังนอนสลบอยู่ ใบหน้าไร้ซึ่งความกังวลอาจทำให้ใครหลายคนอิจฉา หากแต่ใครจะไปรู้ ว่าเธออาจกำลังเผชิญกับฝันร้ายที่ไร้ซึ่งทางหนี

            เพราะไม่เห็น จึงไม่รับรู้... เพราะไม่รับรู้ จึงไม่รู้สึก

            “อเล็นเล่นี่นาหลี่พูดขึ้น เธอค่อยๆอุ้มอเล็นเล่ออกมาจากรถ ก่อนจะวางร่างไร้สตินั้นพิงกับหลังตนเองบนรถชอปเปอร์

            “ถ้าเธอตาย มันก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้...

            นัยน์ตาสีฟ้าหม่นหมองลง ปากสั่นระริกราวกับกำลังจะร่ำไห้ หลี่ที่กำลังลำบากใจไม่อาจจะทำอะไรได้ เธอทำได้เพียงแต่ส่งสายตา ขอให้ชาร์ลอตจงเข้มแข็งต่อไป อย่าให้เธอต้องถูกทำร้ายมากไปกว่านี้เลย...

            “เธอคงเกลียดอเล็นเล่มากๆเลยสินะ”  

            “เปล่าเลย หนูไม่ได้เกลียดค่ะ หนูเพียงแต่รู้สึกเสียใจเหลือเกิน ที่ตัวตนของหนูถูกแทนที่ด้วยใครคนหนึ่ง ในความทรงจำที่สูญหายไป...

            “สักวันเขาจะจำได้หลี่ตอบ คงต้องไปแล้วล่ะ ไว้เจอกันนะ...

            ชาร์ลอตพยักหน้า หลี่สตาร์ทรถ ก่อนจะโบกมือลา พุ่งทะยานหายไปในความมืด พร้อมๆกับความหวังที่แตกสลาย แต่ไม่เป็นไร ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป เธอคิดอย่างนั้น

            คำว่าสักวันน่ะ นานแค่ไหน

**********

            หลังจากที่เล่นกระโดดเชือกกับเพื่อนๆไปได้เพียงครู่เดียว เอลเลนกับไฮดี้ก็รีบกลับบ้านโกโรโกโสหลังเดิมของตนอย่างรวดเร็ว ทั้งสองอยากจะเล่นกับเจ้ากระต่ายขนปุยอย่างเต็มที

            “อ้าว กลับมาแล้วเหรอจ๊ะเสียงแม่ดังขึ้นจากในห้องครัว เธอยกหม้อน้ำซุปมาวางไว้บนโต๊ะ กลิ่นหอมโชยมาแตะจมูกตั้งแต่ไกล ทำเอาเด็กๆทั้งสองคนรู้สึกหิวจนลืมเจ้ากระต่ายทันที

            “กลิ่นหอมจังไฮดี้พูดขึ้น เขาสูดกลิ่นซุปเต็มปอด เป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้กลิ่นอาหารหอมหวนขนาดนี้ ผมหิวเลยนะเนี่ย

            “พี่คะ เดี๋ยวเรามากินพร้อมกันนะ

            เอลเลนวิ่งไปที่โต๊ะอย่างรวดเร็วและมองลงไปที่หม้อน้ำซุป ก่อนจะอุทานขึ้นอย่างดีใจ

            “เนื้อ...เนื้อนี่คะ ไชโย!

            แม่หัวเราะ เธอมองไปที่เด็กทั้งสองด้วยแววตาอ่อนโยน หญิงวัยกลางคนหยิบผ้ามาเช็ดที่โต๊ะเล็กน้อย แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะยื่นช้อนให้กับเด็กๆทั้งสองคน

            “แต่เนื้อมันแพงมากเลยไม่ใช่เหรอครับไฮดี้ถามอย่างสงสัย แม้จะหิวและอยากกินจนเต็มแก่ แต่ก็รู้ดีว่าฐานะที่ขัดสนเช่นนี้ไม่น่าจะหาเงินมาซื้อเนื้อให้เพียงพอประทังความหิวของทุกคนในครอบครัวได้

            “ใช่จ้ะแม่ตอบพลางลูบหัวไฮดี้อย่างเอ็นดู แต่วันนี้เป็นวันเกิดของเอลเลนนี่นา แม่ก็เลยอยากให้ลูกๆมีความสุขกันเสียหน่อย

            “จริงด้วย!เอลเลนโพล่งจนทำเอาทุกคนตกใจ ในขณะที่ซุปยังคงเลอะปากของเธออยู่

            “ขี้โกง แอบกินเมื่อไหร่เนี่ย!ไฮดี้พูดขึ้น ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะแย่งเนื้อจากในชามของเธอมากินบ้าง เอลเลนรีบยกชามหลบออกด้วยความหวง

            “หนูเปล่านะ!

            “ฮ่าๆๆแม่ของทั้งสองหัวเราะชอบใจ เธอยิ้มอย่างมีความสุข เวลากินต้องใช้ช้อนสิลูก ไม่เป็นกุลสตรีเลยนะ

            เอลเลนทำหน้ามุ่ยหยิบช้อนส้อมที่วางข้างโต๊ะมากินต่ออย่างว่าง่าย เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของทุกคนในครอบครัวดังขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะ หากเวลาหยุดลงเพียงเท่านี้ก็คงจะดีสินะ...

            แล้วมื้อเย็นของครอบครัวนี้ก็เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งสามคนดูจะมีความสุขกับการทานอาหารดี แต่แล้วเมื่อเอลเลนทานอาหารเสร็จและขึ้นไปบนชั้นสอง ปรากฎว่า...

            กระต่ายในตะกร้านั้นได้หายไปแล้ว...

            เด็กๆทั้งสองพยายามคะยั้นคะยอถามผู้เป็นแม่ แต่ก็ได้คำตอบแต่เพียงว่า เธอได้เอาไปปล่อยแล้ว

            “แม่คิดอีกทีแล้ว การจับสัตว์มาเลี้ยงน่ะ...เธออธิบายเด็กๆ ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นต่อ มันไม่ดีเลยนะจ๊ะ

            เด็กๆทั้งสองพากันร้องไห้ ตามประสาเด็กไร้เดียงสาที่ย่อมจะต้องเสียใจ เมื่อสิ่งที่ตนเองรักได้สูญหายไป ผู้เป็นแม่แม้จะรู้สึกแย่ตามไปด้วย แต่เธอก็ยังคงพยายามปลอบใจเด็กๆอยู่ข้างๆ

            ไฮดี้ที่นึกขึ้นได้ว่าทานอาหารเสร็จยังไม่ได้ล้างจาน เขาจึงอาสาแม่ขอทำงานนี้เอง แม้ว่าแม่จะบอกว่าเป็นวันเกิดของน้องสาว ให้พักผ่อน เขาก็ยังคงยืนกราน

            ให้ผมทำเถอะนะครับแม่

            แววตาสีฟ้าสดใสเต็มไปด้วยความร่าเริงอย่างเปี่ยมล้น ผู้เป็นแม่จะปฎิเสธรึก็อ่อนใจ ในที่สุดเธอจึงยอมให้เขาไปล้างจาน ในใจลึกๆหวังเพียงแต่ว่าเขาจะไม่ได้เห็น...

            ไฮดี้เดินเข้าไปในห้องครัว สภาพเก่าๆโทรมๆภายในครัวเป็นที่คุ้นตา เก้าอี้ผุๆสามตัวกับโต๊ะหนึ่งตัว เตาทำอาหารเก่าๆที่ต้องใช้ฟืนตั้งทิ้งไว้อยู่กลางห้อง ในขณะที่ไฮดี้กำลังจะเดินไปที่อ่างล้างจานซึ่งตั้งอยู่ที่หลังห้องครัวนั้นเอง...

            เขียงของแม่ข้างๆอ่างล้างจานนั้นเลอะไปด้วยเลือด และมีขนสัตว์ติดอยู่ตามมีด อ่างล้างจาน และตามพื้น...

            ไม่นะ มันต้องไม่ใช่อย่างนั้น! เขาคิดในใจ มองไปที่สิ่งของเหล่านั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ไฮดี้คิดปลอบใจตนเองว่าวันนี้แม่อาจจะซื้อสัตว์มาเชือดกินเองที่บ้านก็ได้ แต่แล้วก็ต้องเลิกคิดอย่างนั้นเมื่อค่อยๆหยิบขนสัตว์ขึ้นมา

            ขนปุยๆสีน้ำตาลที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ต้องเป็นขนของเจ้ากระต่าย เจ้ากระต่ายแน่ๆ...

            มันอาจจะเป็นเนื้อม้า ไม่สิ ม้าไม่ได้ขนปุย เนื้อกระรอก ก็ไม่อีก ที่ตลาดมันไม่มีขายนี่นา

            ไฮดี้พยายามคิดปลอบใจตัวเองว่ามันอาจจะไม่ใช่อย่างที่ตัวเองคิดก็ได้ แต่จนแล้วจนรอด ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ มันไม่อาจจะโกหกเขาได้อีกต่อไป

            เพล้ง!!

            เสียงจานแตกดังขึ้นจากห้องครัว ทั้งแม่และเอลเลนรีบตามลงมาดูด้วยความเป็นห่วง ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนตกตะลึงไปตามๆกัน

            ไฮดี้นั่งทรุดเข่าลงกับพื้น ดวงตาเบิกโพลงจดจ้องไปที่กองขนสัตว์และกลิ่นคาวเลือดที่เหม็นคละคลุ้ง เขาอ้าปากค้าง ผู้เป็นแม่ทรุดเข่าตาม เธอพูดไม่ออก

            “ไม่นะลูก ไม่...ไม่!

            “ม...ไม่จริงใช่ไหม?” เอลเลนถามแม่น้ำเสียงสั่นเครือ เธอพยายามจะไม่มองไปที่สิ่งนั้น หญิงวัยกลางคนนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด ราวกับปากถูกเย็บปิดกันสนิท

            แล้วแม่จะเลือกอะไร

 

            ระหว่างคำโกหกที่เต็มไปด้วยความหวังดี...

            กับความจริงที่แสนจะเจ็บปวด!!!

 

            ไม่มีใครอยากได้ยินคำโกหก

            แต่ถ้าการพูดความจริงแล้วทำให้ทุกๆอย่างแย่ลง

            ก็คงไม่มีวิธีอะไรที่ดีกว่าการ...ไม่พูดอะไรเลย

            แต่ บางครั้ง วิธีนี้ก็ทำให้เหตุการณ์แย่ลงได้เช่นกัน

 

บางคนจึงเลือกที่จะโกหก...แทนการพูดความจริง...

            “มันไม่ใช่อย่างที่ลูกคิดนะจ๊ะสิ้นเสียงแม่ น้ำตาของเด็กๆทั้งสองคนก็ไหลออกมาเป็นสาย

            “แล้วนี่มันอะไรกัน...ล่ะครับ?”

บางคนก็เลือกที่จะพูดความจริง...

            “พี่คะ...หนูจะปกป้องพี่ตลอดไปชาร์ลอตพูดกับคนในสาย แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินแล้วก็ตาม

บางคนก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรเล

            หลี่ขี่ชอปเปอร์ไปที่โรงพยาบาล ในขณะที่อเล็นเล่ยังคงสลบไสลพิงหลังเธออยู่

            ขณะที่เธอกำลังจะจอดรถ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

คุณพ่อ

            บนหน้าจอของเขียนไว้อย่างนั้น หญิงสาวปัดหน้าจอรับสาย

            “เป็นยังไงบ้างเสียงจากในสายดังขึ้น

            แล้วเธอก็นิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถามของเขาแต่อย่างใด

 

 

            เรื่องบางเรื่องอาจฟังดูเป็นสิ่งเล็กน้อยสำหรับใครบางคน

            แต่สำหรับบางคนกลับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

            ทุกๆคนผ่านสิ่งต่างๆในชีวิตมามากมาย บางคนอาจสิบกว่าปี บางคนก็อาจจะมากกว่านั้น

            เราปฎิเสธไม่ได้ว่าทุกคนนั้นต้องเคยพูดโกหก และหากคุณปฎิเสธ...นั่นก็หมายความว่า

'คุณ' นั่นแหละที่กำลังโกหกตัวคุณเอง







 

 

ภาคผนวก

เสื้อแจ็กเกตบริทิช

 

เป็นเสื้อกันหนาวสไตล์อังกฤษ ดัดแปลงจากเสื้อทหารของอังกฤษ ปัจจุบันเป็นเสื้อกันหนาวแฟชั่นที่ยังคงเอกลักษณ์เอาไว้อยู่

เครดิต: https://www.google.co.th/search?q=british+jacket&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=3AcLVdzJNJWmuQTavIHoDQ&ved=0CAcQ_AUoAQ&biw=1366&bih=608

 


224 ความคิดเห็น

  1. #171 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 / 19:13
    ชาร์ล็อตลูกแหม้!!!
    ตายละสงสารนาง  จากใจคนมีพี่น้องนะ เข้าใจเลย ฮรือ T^T
    แล้วก็แม่หนูสองพี่น้องอีก  เข้าใฟิลคุณแม่เลยอ่า
    T________T

    #171
    0
  2. #95 cannelt (@cannelt) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 เมษายน 2558 / 01:48
    จริงๆแล้ว วิคเตอร์ x หลี่ก็ดีนะครับ ถถถถถ
    #95
    1
    • #95-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 6)
      3 เมษายน 2558 / 16:41
      นั่นล่ะค่ะ คนเขียนอยากจะให้มันคู่กับเล่นะคะ
      แต่หัวใจอีกดวงก็อยากจะให้เขาคู่หลี่ เอาละซิ งานนี้จะคู่ใครต้องรอดูนะคะ อิอิ
      หรืออาจจะไม่ได้คู่------

      Besty
      #95-1
  3. #56 dinn (@idin12345) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 10:06
    ห้องขาวโพลนสีขาวเสียแล้ว น่าจะเป็น ห้องสีขาวโพลน เสียแล้วมากกว่านะครับ
    ปัดโธ่โว้ย

    แนะนำให้ไปดูหนังเรื่อง Total recall ครับ น่าจะเป็นประโยชน์ 
    เป็นหนังเกี่ยวกับแนวคนที่สูญเสียความทรงจำต้องตามหาอดีตตัวเอง...
    แนะนำว่าให้เป็นภาคล่าสุดนะครับ ที่ คอนลิน เฟอเรล เล่นเป็นพระเอก

    เนื้อเรื่องซับซ้อนน่าสนใจดีครับ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 3 พฤษภาคม 2557 / 10:06
    #56
    0
  4. #40 แมลงปีกขาว (@playangpangya) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 เมษายน 2557 / 13:05
    เนื้อเรื่องซับซ้อนถูกใจดีครับ
    #40
    0