Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 5 : Chapter 4: Life, Journey and Faith ชีวิต การเดินทาง และความเชื่อมั่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 มี.ค. 58

 -Chapter 4-
Life, Journey and Faith : ชีวิต การเดินทาง และความเชื่อมั่น



 

            เวลาผ่านล่วงเลยมากว่าหกชั่วโมงแล้ว

            ชาลีนั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างลุกลี้ลุกลน ในใจเฝ้ากังวลทั้งอเล็นเล่และวิคเตอร์ อีกใจหนึ่งก็นึกสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เหตุใดเขาถึงต้องเจอกับเรื่องไม่คาดฝันแบบนี้ด้วย

            ทำไมอเล็นเล่ถึงต้องถูกยิง

            หลี่ ไอริน และวิคเตอร์เป็นใครกันแน่

            วิคเตอร์รู้เรื่องราวทั้งหมดได้อย่างไร

            ทำไมตำรวจถึงเพิกเฉยต่อเหตุการณ์แบบนี้

            คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว มันทำให้ชาลีนึกถึงเหตุการณ์เมื่อห้าชั่วโมงก่อนหน้านี้ ที่ร้านพิซซ่า ฮาร์ท ระหว่างที่เขากำลังเก็บร้านเตรียมตัวกลับบ้าน

 

            “ชาลี! นายต้องมากับฉันเดี๋ยวนี้ เร็วเข้าวิคเตอร์เปิดประตูโพล่งเข้ามาในร้านแม้จะมีป้ายแขวนด้านหน้าว่าปิดแล้ว เขาพูดด้วยท่าทีที่ร้อนรนพร้อมกับรีบจูงมือชาลีออกมาจากร้าน

            “เฮ้ย...เอามือนายออกไป ว่าแต่มีเรื่องอะไรชาลีถามด้วยสีหน้างงงวยและปัดมือวิคเตอร์ออก

            “เจ้าเซ่อเอ๊ย...อเล็นเล่กำลังตกอยู่ในอันตราย! ไปที่โรงนาเร็ววิคเตอร์บอกกับเขาอย่างรีบร้อน

            ทันทีที่ชาลีได้ยินประโยคสุดท้ายจากวิคเตอร์เขาก็รีบวิ่งออกจากร้านไปโดยไม่สนสายตาคนรอบข้าง ชายหนุ่มขึ้นขี่จักรยานแล้วรีบออกตัวไปอย่างรวดเร็ว

            “เดี๋ยว! นายลืมฉันเสียงวิคเตอร์ตะโกนตามหลัง ชาลีเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด ก่อนจะขี่จักรยานกลับไปรับแล้วรีบปั่นไปที่โรงนา วินาทีที่เขาเปิดประตูนั้นออก เรื่องทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น

 

            ...และดำเนินมาจนถึงวินาทีนี้

            ประตูหน้าห้องฉุกเฉินถูกเปิดออก ปรากฎเป็นคุณหมอตัวสูงใหญ่ สวมชุดผ่าตัดสีเขียวเดินออกมา ก่อนที่คุณหมอจะอ้าปากพูด ชาลีก็ชิงพูดก่อน

            “น้องสาวผมเป็นยังไงบ้าง ปลอดภัยไหมครับ!?” เด็กหนุ่มถามคุณหมออย่างร้อนรน

             “เอ่อ...เธอเสียเลือดไปมาก แต่ทางเราจะพยายามให้ดีที่สุดครับคุณหมอตอบอย่างใจเย็น

            “แล้วเธอจะ--

            “ใจเย็นๆครับ เธอจะต้องไม่เป็นไรคุณหมอพูดแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉิน เหลือทิ้งไว้แต่เพียงชาลีที่กำลังนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขารู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม แต่ก็มีเสียงหนึ่งหยุดเขาไว้

            “ญาติของอเล็นเล่ แม็คคิด ใช่ไหมคะพยาบาลคนหนึ่งที่เดินออกมาจากห้องไอซียูถามเขา ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างซังกะตาย น้องสาวของคุณไม่เป็นไรแล้วค่ะ รอให้ดีขึ้นอีกสักสามชั่วโมงก็จะส่งไปที่ห้องพักฟื้น

            “ห๊ะ?”

            ชาลีงงมากจนทำสีหน้าไม่ถูก ตกลงแล้วน้องสาวเขาใกล้ตายหรือรอดแล้วกันแน่ แล้วเขาควรจะดีใจหรือเป็นลมดี ในเมื่อหมอกับพยาบาลพูดไม่เหมือนกัน

            “แหะๆพยาบาลหัวเราะแห้งๆ คือ...ต้องขอโทษแทนคุณหมอเขาด้วยนะคะ พอดีว่าวันนี้คนไข้ที่อาการหนักมีมากน่ะค่ะ ท่านเลยสับสนนิดหน่อย ขออภัยจริงๆค่ะ

            “ค...ครับชาลีตอบแบบอ้ำอึ้ง เพราะเขายังไม่หายช็อกกับเหตุการณ์เมื่อชั่วครู่ ตกลงเธอปลอดภัยไหมครับ แล้วผมจะเยี่ยมเธอได้เมื่อไหร่

            “ค่ะ...เธอคงต้องพักฟื้นที่นี่อีกประมาณสามถึงสี่วันพยาบาลตอบคำถามของชาลี เวลาเยี่ยมของที่นี่คือ 11.00 น ถึงเวลา 20.00 น. ขณะนี้เป็นเวลา 5.21 น. ค่ะ ยังไม่ถึงเวลาเยี่ยม

            “ขอบคุณมากครับชาลีบอก พยาบาลยิ้มให้เขาก่อนจะเดินเข้าไปในห้องฉุกเฉินเพื่อทำงานต่อ ส่วนชายหนุ่มยังคงนั่งรออยู่อย่างนั้น แม้ร่างกายจะบอกว่าอ่อนเพลียต้องการพักผ่อนก็ตาม

            ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เพราะเป็นรุ่นเก่ามีปุ่มกด อีกทั้งยังใช้มานานมากแล้ว สภาพจึงดูไม่ค่อยดีนัก เขากดปุ่มโทรหาเถ้าแก่เพื่อลางานส่งหนังสือพิมพ์และงานพิซซ่าหนึ่งวัน จากนั้นจึงหยิบหนังสือพิมพ์บนราวขึ้นมาอ่านแก้เบื่อ

            แต่ใจของเขาก็ยังพะวงห่วงน้องสาวอยู่ดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

***********

            ไม่แน่ใจนักว่าเขาหลับคาเก้าอี้ไปตอนไหน สภาพน่าอนาถที่มีหนังสือพิมพ์ปิดหน้าทำให้เขาอับอายมากแทบมุดแผ่นดินหนี เมื่อดูนาฬิกาอีกทีก็ปาเข้าไปเที่ยงกว่าแล้ว ชาลีสะบัดหน้าแก้มึนไปสองสามที ก่อนจะพบว่าที่นั่งรอบๆก็ยังคงแออัดไปด้วยญาติคนไข้เหมือนเดิม ใบหน้าเคร่งเครียดแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้สนใจชาลีแต่อย่างใด

            ชาลีเดินไปถามข้อมูลที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ตอนนี้เยี่ยมคนไข้ได้หรือยังครับ

            “ได้แล้วค่ะ ว่าแต่มาเยี่ยมใครคะพนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ถามอย่างยิ้มแย้ม

            อเล็นเล่ แม็คคิด และวิคเตอร์... เอ่อ อีกคนชื่อวิคเตอร์ครับชาลีพูดตะกุกตะกักเนื่องจากไม่รู้นามสกุลของเขาคนนั้น รู้แค่เพียงชื่อเท่านั้น

            รอสักครู่นะคะเธอกดพิมพ์ชื่อหาคนไข้ที่ชาลีบอกในฐานข้อมูล ก่อนจะตอบ อเล็นเล่ แม็คคิดตอนนี้อยู่ที่ห้องพักฟื้นค่ะ ส่วนวิคเตอร์ พบข้อมูลทั้งหมดห้าสิบเจ็ดรายการ ไม่ทราบว่าญาติของท่านมีนามสกุลว่าอะไรคะ

            “เอ่อ... คือว่า เขาอายุสิบหกน่ะครับ

            พยาบาลเพิ่มข้อมูลในการค้นหา แล้วรายงานอีกครั้ง ภาพบนหน้าจอปรากฎเป็นรูปใบหน้าเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีมรกต บุคลิกออกเคร่งขรึม เขาจำได้ดี นี่คือคนที่ชาลีพยายามจะบอกกับพนักงาน อยู่ที่ห้องพักฟื้นเช่นกันค่ะ ใช่คนที่ท่านค้นหาอยู่หรือเปล่าคะ

            ใช่ครับ คือผมเป็น... ญาติห่างๆ จะมาเยี่ยม...ชาลีพยายามปั้นหน้าโกหกไม่ให้เธอรู้สึกสงสัย

            ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ แล้วทำไมตัวเองต้องลนลานด้วยเนี่ย...

            “เขาอยู่ที่ตึกเดียวกับอเล็นเล่ค่ะ เดินไปที่ตึกผู้ป่วยนอกทางโน้น ห้องพักฟื้นรวมอยู่ที่ชั้นหนึ่งค่ะพนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ตอบอย่างเป็นมิตร เธอชี้ทางพอให้เขานึกภาพออก ชาลีกล่าวขอบคุณ แล้วเดินไปตามทางที่เธอบอก

            ระหว่างทางมีเตียงคนไข้เข็นผ่านสวนเขาไปอยู่บ้างพอประปราย บ้างเป็นคนแก่สังขารใกล้ลงโลง บ้างเป็นผู้ป่วยเรื้อรังไอไม่หยุด เขาเดินผ่านไปด้วยใจนึกปลง ชายหนุ่มไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรพวกเขาได้ ทำได้เพียงแค่เดินผ่านไป เอาใจช่วยห่างๆเท่านั้น

            อเล็นเล่จะเป็นยังไงบ้างนะ เขานึกเป็นห่วงอยู่ในใจ

            เดินไปราวสิบนาที ในที่สุดก็เจอห้องพักฟื้นรวม เขารู้ได้จากป้ายที่แขวนไว้ พร้อมเวลาเยี่ยมที่บอกชัดเจน คือ 11.00 น. ถึง 20.00 น. ป้ายยังระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามนำดอกไม้เข้ามา พยาบาลจากด้านในเดินปรี่เข้ามาหาชาลีแล้วกล่าวถามขึ้น มาเยี่ยมใครหรือคะ

            “อเล็นเล่ แม็คคิด กับวิคเตอร์...เขาหยุดนึกนามสกุลไปครู่หนึ่ง อีกคนหนึ่งวิคเตอร์ คิงส์ครับ

            “สักครู่นะคะพยาบาลเปิดแฟ้มคนไข้ที่ถืออยู่พลางเปิดๆดู แล้วตอบเขา มีคำสั่งจากคุณหมอไม่ให้เยี่ยมคุณอเล็นเล่ แม็คคิดค่ะ ส่วนคุณวิคเตอร์ คิงส์ เชิญทางนี้ค่ะ

            ชาลีเดินตามอย่างว่าง่าย ทว่ายังคงถามด้วยความสงสัย  เอ่อ...อเล็นเล่เธอเป็นอะไรหรือเปล่าครับ

            “ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เธอแค่ความดันต่ำนิดหน่อยพยาบาลพยายามตอบไม่ให้ชายหนุ่มตื่นตระหนกมาก พลางรีบเดินนำทางไป  พักอีกไม่กี่วันเองค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ

            ในห้องพักฟื้นรวมบรรยากาศไม่ค่อยน่าพิศสมัยมากนัก เตียงคนไข้วางเรียงรายเป็นแถว บางเตียงถูกม่านสีขาวคลุมปิดเป็นสัญลักษณ์ไม่ให้เข้าไปยุ่งกับผู้ป่วย พยาบาลสาวหยุดลงตรงหน้าเตียงของวิคเตอร์ ชาลีกล่าวขอบคุณ แล้วเธอก็เดินจากไป

            วิคเตอร์นอนหน้าซีดอยู่บนเตียง สีหน้าของเขาดูอิดโรย สายน้ำเกลือถูกเจาะเข้ากับแขน ดูเหมือนเขาจะเพิ่งรู้สึกตัวมาไม่นานนัก เด็กหนุ่มหันมามองชาลี แต่ไม่ได้เอ่ยทักทายอะไร

            “ไงชาลีทักทายสั้นๆ เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ทั้งที่มีคำถามมากมายเต็มไปหมดในหัว

            “ฉันมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วนี่กี่โมงแล้ววิคเตอร์ถาม น้ำเสียงแหบพร่าเพราะไม่มีแรง แม้มือทั้งสองข้างของเขาถูกพันหนาด้วยผ้าพันแผล แต่ก็ยังมีเลือดซึมเลอะออกมา การต่อสู้ที่หนักหน่วงในครั้งนั้นทำให้ร่างกายของเด็กหนุ่มเป็นรอยฟกช้ำทั้งตัว ชาลีพอเดาความรู้สึกเจ็บได้ทันที จึงไม่กล้าถามคำถามใดๆ

            “ตอนนี้จะบ่ายแล้ว ฉันพานายมานี่ตั้งแต่ห้าทุ่ม...ว่าแต่อเล็นเล่ล่ะ

            “พี่พยาบาลบอกว่าเธอจะไม่เป็นไรวิคเตอร์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “ไม่เป็นอะไร!? นายมั่นใจมากเลยหรือไงชาลีพูดขึ้น เขาพยายามจะยั้งอารมณ์ไว้ในใจ แต่ก็อดไม่ได้  นายรู้เรื่องทั้งหมดได้ยังไง แล้วเรื่องไอรินอีก

            “นายโทรหาตำรวจหรือยังวิคเตอร์ไม่ตอบ เขากลับถามชาลี

            “แน่นอน! ฉันโทรไปแล้ว ตอนที่พาอเล็นเล่ไปโรงพยาบาลนั่นแหละ แต่พอฉันบอกเหตุการณ์ทั้งหมดให้ตำรวจในสายฟัง เขาก็วางสายทันทีเลย ชาลีเล่า เขายังโมโหไม่หาย วิคเตอร์ส่ายหน้าเบาๆ

            “หึ...ไม่แปลกหรอกวิคเตอร์พูดขึ้น เธอมีเส้นสายกับพวกหน่วยงานราชการอยู่แล้ว

            “หา! แล้วเธอยิงอเล็นเล่ทำไมชายหนุ่มยังไม่หายสงสัย อเล็นเล่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องยายนั่น เธอเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลายใกล้จบ อยู่แต่ในโรงนามาตลอด ฉันไม่เข้าใจจริงๆ!”

            “ฉัน...วิคเตอร์เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะว่าต่อ ฉันเคยรู้จักไอรินมาก่อน ไม่นึกว่าเธอจะทำแบบนี้

            “แล้วนายรู้ได้ไงว่าตอนนั้นอเล็นเล่กำลังตกอยู่ในอันตราย

            “ฉันเคยเอารีโมทฉุกเฉินให้อเล็นเล่ มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ของฉันน่ะเด็กหนุ่มอธิบาย ก่อนจะหอบเล็กน้อยเพราะโรคประจำตัวที่เข้ามาทักทาย ชาลียื่นน้ำให้แก้วหนึ่ง เขาดื่มไปสองอึกก่อนจะเล่าต่อ เมื่อไหร่ที่เธอกดปุ่มบนนั้น รีโมทจะส่งสัญญาณไปที่โทรศัพท์ฉันและที่สถานีตำรวจ เมื่อคืนมีสัญญาณจากรีโมทมาถึงฉัน ฉันก็เลยรู้ว่าเธอตกอยู่ในอันตราย

            “อ้อ...เหรอชาลีรับคำสั้นๆ

            อันที่จริงเขาอยากถามต่อด้วยว่าเจ้าหมอนี่ให้รีโมทนั่นกับอเล็นเล่เมื่อไหร่ แล้วไอรินคือใคร แต่ดูท่าแล้วเอาไว้ทีหลังดีกว่า เขาเลือกถามสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก่อน แล้วทำไมไอรินต้องยิงอเล็นเล่ด้วย...ทำไม?”

            “เพราะเธอ---

            “วิคเตอร์ก่อนที่เขาจะได้ตอบ ก็มีเสียงหนึ่งดังขัดขึ้นจากข้างหลัง เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นสาวจีนคนเดิมที่แสนคุ้นเคย เธอมองไปที่ทั้งสองด้วยแววตาเศร้าหมอง ก่อนจะถอนหายใจ

            “หลี่...วิคเตอร์กับชาลีพูดขึ้นพร้อมกัน

            ชาลีจ้องเด็กสาวตาไม่กะพริบ ความรู้สึกอธิบายไม่ถูกนี้คืออะไรเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน เขาไม่แน่ใจนักว่าควรจะไว้ใจเธอดีหรือไม่ แม้จะเป็นลูกค้าประจำเก่าแก่ แต่การปรากฏตัวเมื่อคืน ทำให้ชายหนุ่มตระหนักรู้ได้ว่า แท้จริงแล้วเขาไม่ได้รู้จักเธอเลย แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นใคร เขารู้เพียงแค่ชื่อและนิสัยเธอ ก็แค่นั้น...

            “ไหนนายบอกว่าจะไม่พูดหลี่หันไปพูดกับวิคเตอร์ด้วยสายตาตำหนิ โชคดีที่ฉันเดาทางยายไอรินออก นี่เดี๋ยวฉันต้องกลับไปเขียนรายงานส่งคุณพ่ออีก รู้ไหมว่าในฐานะเพื่อนร่วมงานของเธอ ฉันทำตัวลำบาก!”

            “ยังไงไอรินก็กะเอาฉันตายอยู่แล้ว เธอรู้มากไปวิคเตอร์ตอบเสียงเรียบ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเงิน ยายนั่นยอมทำทุกอย่าง และถ้าฉันไม่พูด อเล็นเล่กับชาลีก็คงตายไปแล้ว

            “ก็เพราะนายนั่นแหละ...นายจะยุ่งกับเจ้าพวกนี้ทำไมหลี่บอกกับเขาเบาๆ แต่ชาลีที่ยืนอยู่ข้างๆก็ยังคงได้ยินอยู่ดี

            “ต่อให้ฉันไม่ยุ่ง ไอรินก็มาฆ่าอเล็นเล่กับชาลีอยู่ดี องค์กรหมายหัวสองคนนี้ไว้แล้วนี่ และอีกอย่างนี่เป็นส่วนหนึ่งในการทดลองของฉันเด็กหนุ่มตอบ ...ฉันเชื่อว่ายังไงเธอก็ไม่ฆ่าฉัน แต่ฉันไม่ไว้ใจเธอ

            ทั้งสองคนพูดเรื่องอะไรกันนะ ชาลีรู้สึกสับสนไปหมด ตกลงแล้ววิคเตอร์กับหลี่เป็นใครกันแน่ แล้วที่ว่าองค์กรหมายหัวเขากับน้องสาวนั้น องค์กรอะไรกัน?

            “เธอต้องการอะไรกันแน่ วิคเตอร์

            “เธอไม่จำเป็นต้องรู้วิคเตอร์ปฎิเสธที่จะตอบ

            เด็กสาวส่ายหน้ากับคำตอบที่ได้รับ เธอหันหลังเดินออกไปจากห้องพักฟื้นรวม ชาลีเห็นเช่นนั้นก็รีบเรียกและเดินตามทันที แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ยังคงเดินไปเรื่อยๆโดยไม่หยุดหันกลับมา

            “เฮ้ เดี๋ยวสิ!”

            ชาลีเดินตาม เขาเร่งฝีเท้าและคว้าแขนหลี่เอาไว้ เธอไม่ได้ขัดขืนหรือสะบัดออกแต่อย่างใด กลับหยุดฝีเท้าลง เธอยังคงหันหลังให้เขาอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้หันหน้ามา

            มันเกิดอะไรกันขึ้น ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด!” ชาลีถามเธอ ก่อนจะพ่นคำถามรัวใส่เป็นชุด วิคเตอร์ทดลองอะไร เธอมีฐานะเป็นอะไรกับเขา แล้วฉันกับอเล็นเล่ เกี่ยวข้องอะไรกับองค์กรที่ว่าล่ะ

            “บางทีคนที่ไม่รู้อะไรเลย...ก็ดีกว่าคนที่รู้ไปหมดทุกอย่างนะเด็กสาวตอบน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาค่อยๆไหลรินออกมา แต่ชาลีมองไม่เห็น เพราะเธอยืนหันหลังให้เขาอยู่

            “แต่คนที่ไม่รู้อะไรเลย ก็กลายเป็นคนที่น่าสมเพชได้เหมือนกันชาลีตอบกลับ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ไม่แม้แต่จะคิดด้วยซ้ำว่าต่อจากนี้ชีวิตจะเป็นปกติหรือไม่ นับจากที่อเล็นเล่เกือบตายมานี้

            หลี่ยิ้มพลางเช็ดน้ำตา เธอหันหน้ากลับมา พลางยื่นห่ออะไรบางอย่างมาให้ ชาลีรับไปอย่างงงๆ

            “นี่คืออะไร?” ชาลีถามเสียงสูงด้วยความฉงน

            “สักวันเธอจะเข้าใจ ...เอ่อ ช่วยปล่อยมือฉันออกด้วยนะหลี่ตอบและยิ้มให้ ชาลีปล่อยมือออกอย่างว่าง่าย แล้วเด็กสาวก็เดินจากเขาไป ทิ้งไว้แต่เพียงความสงสัย และคำถามมากมายในหัวของชาลี

            ชาลีเดินกลับมาที่ห้องพักฟื้นผู้ป่วยอีกครั้งแล้วเดินมาที่เตียงของวิคเตอร์ แต่เมื่อเขาเดินไปถึง เด็กหนุ่มก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลียเสียแล้ว

            ชายหนุ่มส่ายหน้า ก่อนจะถอนหายใจยาว เขาค่อยๆเปิดห่อที่หลี่ให้มา จี้รูปกุญแจทองคำขาวเป็นแววประกายสวยงาม พร้อมกับสร้อยทองคำเล็กๆลายโซ่ เขาไม่แน่ใจนักว่าเธอให้มาทำไม แต่แน่นอนว่าเขาจะเก็บเอาไว้ให้ดีที่สุด ไม่เอาไปขายหรือจำนำแน่นอน

**********

            ผมตอบไม่ได้ว่าผมหลับไปเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็ตื่นขึ้นมาบนพื้นถนนเก่าๆเสียแล้ว

            ประเด็นก็คือ เมื่อกี้ผมอยู่ในห้องโรงพยาบาล แล้วผมก็รู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว เจ็บแผลที่มือมากๆ แต่ตอนนี้...แผลที่มือผมหายไปแล้ว และความรู้สึกเจ็บ ก็หายตามไปด้วย

            เมื่อผมมองไปรอบๆก็พบว่าที่นี่คือสลัมเล็กๆ บ้านหลังเล็กโทรมๆตั้งอยู่มากมายขนาบสองข้างทาง ผ้ามอซอถูกตากไว้ตามระเบียงชั้นสอง หรือหน้าบ้าน มีเด็กๆวิ่งเล่นอยู่บ้างประปราย ผมลุกขึ้นแล้วเดินสำรวจไปรอบๆ

            ตั้งแต่ทดลองกับองค์กรนั้น ผมก็สามารถเข้าถึงโลกที่ลึกกว่าความฝันได้ ซึ่งมันช่วยสะท้อนภาพอะไรหลายๆอย่างในจิตใจของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาที่ตามมาคือการหลงลืมตัวตน...

            ความทรงจำจะหายไปทีละน้อยแบบไม่รู้ตัว มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนในที่สุดก็จะหลงลืมตัวเอง...นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังพยายามหาทางแก้ เพราะผมเอง ก็กำลังลืมเช่นกัน...

            “พี่ไฮดี้! หนูเจอกระต่ายด้วยเสียงใสๆดังขึ้นจากด้านหลัง ผมหันไปมอง เด็กหญิงตัวเล็กๆกำลังอุ้มกระต่ายมาหาเด็กชายอีกคนหนึ่ง เดาจากสถานการณ์ เขาคงมีชื่อว่าไฮดี้

            “ว้าว น่ารักดีนะ เอาไปเลี้ยงกันดีไหมเด็กชายที่ชื่อไฮดี้คนนั้นพูด เขาลูบขนกระต่ายอย่างเอ็นดู ทั้งสองหัวเราะคิก ยิ้มร่าอย่างมีความสุข

            “เอ่อ...ในขณะที่ผมกำลังจะพูด เด็กผู้หญิงคนนั้นก็วิ่งทะลุผ่านตัวผมไปต่อหน้าต่อตา คำตอบของคำถามที่ว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนจึงชัดเจนขึ้นมา

            ครับ ผมกำลังอยู่ในโลกของความทรงจำ ไม่รู้ว่าของใคร แต่ที่แน่ๆไม่ใช่ของผมแน่นอน

            “น่ารักอย่างนี้ก็ต้องเอาไปเลี้ยงสิคะ!เด็กหญิงคนนั้นกล่าวขึ้น แววตาทอประกาย ไฮดี้ยิ้ม เขาพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในบ้านกับเด็กหญิงตัวเล็ก ทันใดนั้น บรรยากาศรอบๆตัวผมก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเทา

            ไม่ได้! ผมจะไม่มีวันฝันร้ายแบบวันนั้นอีกครั้งแน่

            เมื่อคิดได้ผมก็รีบเดินตามเด็กทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน ดูเหมือนทุกคนที่นี่จะไม่มีใครเห็นผมเลย เหมือนผมเป็นผู้เฝ้ามองห่างๆที่ไม่มีสิทธิ์มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้

            ราวกับผมไม่มีตัวตน...

            แน่นอนครับ เราไม่สามารถกระทำการใดๆในความทรงจำได้ ความทรงจำจะถูกเปลี่ยน หรือลบไปก็ต่อเมื่อเจ้าตัวหลอกตัวเอง โกหกตัวเอง หรือรับไม่ได้กับความทรงจำนั้น แต่ถึงอย่างไร มันก็จะถูกบันทึกเอาไว้ในจิตใต้สำนึกอยู่ดี

            สิ่งที่น่าแปลกในตอนนี้คือ นี่ไม่ใช่ความทรงจำของผม ถ้าผมเข้าไปในโลกของผู้อื่น เจ้าของจะต้องไว้วางใจผมก่อน และอนุญาตให้ผมเข้ามาได้ แต่ประเด็นก็คือ ผมไม่แน่ใจว่าใครบ้างที่อนุญาตให้ผมเข้ามาในโลกของเขา เด็กหญิงที่ชื่อเอลเลนงั้นหรือ

            เรื่องนั้นช่างก่อน...ตอนนี้ผมเข้ามาในบ้านของเด็กสองคนนั้นแล้ว สภาพภายในบ้านของทั้งสองค่อนข้างโทรม ไม้ผุๆที่ตอกเชื่อมไว้ตามเสาเป็นกำแพงกั้นระหว่างห้องบางๆ กำแพงขึ้นราเขียว ผมยังไม่ได้ขึ้นบันไดไปสำรวจที่ชั้นสอง

            เด็กทั้งสองคนวิ่งเล่นกันในบ้านอย่างสนุกสนาน พวกเขาวิ่งผ่านทะลุตัวผมไปมาราวธาตุอากาศ ผมนั่งลงที่โซฟาขาดๆ นั่งมองเงียบๆ ก่อนจะค่อยพินิจพิจารณา

            เด็กผู้หญิงคนนั้น ต้องเป็นเอลเลน...เอลเลนแน่ๆ

            เพื่อนของผมในสมัยเด็ก เธอเองกับพี่ชายก็ถูกองค์กรเซนจูรี่ ดีพาร์ทเจอร์ คอร์ปอเรชัน จับไปทดลองเหมือนกัน ผมสงสัยมาตลอด ว่าเอลเลน เพื่อนสมัยเด็กของผม ใช่เอลเลนคนเดียวกับคนนี้หรือไม่

            “แม่คะ มาดูสิคะ กระต่ายน่ารักมากๆเลยเด็กหญิงยื่นกระต่ายให้หญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่ดู ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างสดใสลูบขนมันไปมา ทว่าแววตาของแม่ที่จ้องไปที่กระต่ายนั้นดูแตกต่างไปจากแววตาของเด็กหญิงอย่างสิ้นเชิง ความโหดร้ายที่ผมสัมผัสได้ หวังว่าเธอคงจะไม่...

            “จ้ะ เอลเลนไปเล่นก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่ดูแลให้นะแม่ของเธอพูดเสียงอ่อนโยน เธอลูบหัวเด็กๆทั้งสองอย่างเอ็นดู ก่อนจะอุ้มกระต่ายของเด็กหญิงไปไว้ในตะกร้า

            ใช่จริงๆด้วย แสดงว่าเป็นเธอจริงๆสินะ...

            “ขอบคุณนะครับ เอลเลน! เราไปเล่นกันเถอะไฮดี้พูดพลางจูงมือของเธอวิ่งออกไป

            แม่ของเอลเลนมองเด็กทั้งสองที่วิ่งจากไปด้วยแววตาอ่อนโยน เธอหันไปมองที่กระต่ายอีกครั้ง แล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว

            ...แววตาที่เธอมองไปที่กระต่ายไม่ใช่แววตาอ่อนโยน!

            ผมเดินตามไฮดี้กับเอลเลนไป ทั้งสองเล่นวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานตามตรอกริมถนนแคบๆ เพียงแค่เวลาผ่านไปชั่วครู่ก็เริ่มมีเด็กๆคนอื่นมาขอเล่นด้วย เสียงหัวเราะสนุกสนานเติมสีสันให้กับหมู่บ้านได้ดี

            ผมอยากรู้เหลือเกินว่าแม่ของเอลเลนจะทำอะไรกันนะ หวังว่าคงไม่ใช่....

            “พี่คะเสียงเอลเลนเรียก ขณะที่ผมกำลังยืนอยู่ข้างหลังไฮดี้ คิดว่าเธอคงจะเรียกพี่ชาย

            “พี่คนนั้นน่ะค่ะเสียงเธอเรียกอีกครั้ง ผมหันไปมอง ยังไงเอลเลนก็คงมองไม่เห็นผมอยู่แล้ว ทว่า...

            “ใช่! พี่นั่นแหละค่ะเธอมองมาที่ผมแล้วยิ้มให้ ผมทำหน้างงๆกลับพลางชี้นิ้วที่ตัวเองเป็นเชิงถาม เอลเลนพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะเดินมาหาผม

            เดี๋ยวนะ...เธอมองเห็นผมแล้วเหรอ

            “วิคเตอร์...ในที่สุดฉันก็เจอเธอ

            ทันทีที่เธอพูดจบ บรรยากาศรอบๆก็ข้างหยุดชะงักลง ราวกับเวลาถูกหยุดเอาไว้ เด็กบางคนที่กำลังพูดอยู่อ้าปากค้างกลางอากาศ ไฮดี้ที่กำลังจะหยิกแก้มเพื่อนยังคงกางแขนค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น  

            “เธอ...ผมไม่รู้ว่าจะพูดทักทายเธออย่างไรดี ความรู้สึกสับสนแปลกๆบอกไม่ถูกนี่คืออะไรกัน...

            “ขอบใจนะ สำหรับดอกแอสเตอร์ มันสวยมากเลยเอลเลนพูดพลางหยิบดอกแอสเตอร์สีชมพูจากกระเป๋าเสื้อชูไปมา

            “ไม่เป็นไรหรอก...ว่าแต่ที่นี่ที่ไหนกันเหรอ ผมถามเธอ แม้จะพอเดาคำตอบได้อยู่แล้วก็ตาม

            “ก็โลกของฉันไง ฉันบอกเธอไปแล้วนี่นาเธอตอบคำถามของผม ใบหน้าเปื้อนยิ้มแสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเอง และอารมณ์ดีได้ชัดเจน ช่างเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมจริงๆ...

            อเล็นเล่...

            “ทำไมฉันถึงเข้ามาในโลกของเธอได้ล่ะ

            เธอไม่ตอบ กลับมองไปรอบๆ รอยยิ้มยังไม่จางหายไปจากใบหน้าบ้องแบ๊วนั้น ชุดสีมอซอขาดๆถูกจิ๊กซอว์เล็กๆมากมายล่องลอยในอากาศมาประกบเปลี่ยนเป็นเสื้อกับกางเกงสีขาว สร้างความประหลาดใจให้กับผมเป็นอย่างยิ่ง เด็กหญิงดีดนิ้วดัง'เป๊าะ'!

            ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบๆข้างก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นห้องสีขาวโพลนที่ว่างเปล่าอย่างไร้ขอบเขต มันช่างเหมือนกับฝันในครั้งนั้นไม่มีผิด หากผมเดาไม่ผิด นี่คงจะเป็นศูนย์กลางแห่งความฝัน แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งฝันร้าย

            ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนผมมาตลอดไม่เคยลืม ภาพของพี่สาวตนเองที่ตายไปต่อหน้าต่อตา...

            ไม่เอาแล้ว! ผมอยากออกไปจากที่นี่!

            “ใจเย็นๆ...ไม่ต้องกลัวหรอกนะเธอปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางยื่นมือมาหาผม เพราะเราต่างไว้ใจซึ่งกันและกันไงล่ะ ถึงได้เดินทางไปมาหากันและกันได้ จับมือของฉันสิ

            ผมจับมือเธอแล้วค่อยๆหลับตา ลมหวีดหวิวพัดดังซู่ผ่านตัวพวกเราไป เมื่อทุกอย่างเงียบสงบลง ผมจึงค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้ง

            ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเป็นห้องหนังสือกว้างใหญ่ ฝ้าเพดานสูงถูกประดับด้วยโคมไฟหรูหรา แสงจากหน้าต่างส่องทะลุผ่านผ้าม่านขาวโปร่ง โต๊ะแถวยาวกับเก้าอี้ไม้แกะสลักดูมีราคาวางเรียงเป็นแนว ที่หน้าต่างบานข้างๆผมมีเก้าอี้วีลแชร์อยู่ เก้าอี้สีดำนั้นผมจำได้ดี...มันเป็นของพี่เวียร์รี่

            “ที่นี่คือโลกของฉันงั้นเหรอ...ผมรำพึงขึ้นเบาๆ

            “นายน่ะ รู้สึกโดดเดี่ยวมาตลอดเลย...ใช่ไหมเอลเลนถามผม ทำไมถึงต้องแบกรับเอาไว้ ความทรงจำที่ถูกลืมของคนอื่น พวกเขาสำคัญกับเธอถึงขนาดนั้นเลยหรือ

            “...” ผมได้แต่นิ่งเงียบก่อนจะเดินไปที่ชั้นหนังสือแล้วหยิบสมุดขึ้นมาเล่มหนึ่ง มันคือไดอารี่ของผมเอง หน้าปกสีดำ สภาพยังดูดีอยู่ แต่กระดาษบางๆสีน้ำตาลแก่บ่งบอกถึงอายุของมันได้ดี

28/2/1922

            ถึงตัวผมเอง ผู้กำลังเดินทางไปอย่างไร้ขอบเขต

            ชีวิตของผมมีการเดินทางอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่เกิด เป็นการเดินทางที่แสนพิเศษที่จะไม่มีวันหยุดพักไปชั่วชีวิต แม้ไม่ใช่การเดินทางข้ามศตวรรษอย่างที่คุณลุงคาร์ลวินทำก็ตาม ตามที่ผมได้ยินมา บางคนบอกว่าชีวิตคือการเดินทาง บางคนก็ว่าชีวิตคือการเรียนรู้ สำหรับผมแล้ว ไม่มีใครพูดผิด ถูกทั้งคู่เลยครับ แม้ผมจะเพิ่งเดินทางมาหกปีและยังผ่านอะไรมาน้อย แต่ก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมามากมาย ผมรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวผม ทั้งทางด้านทัศนคติและการใช้ชีวิต ผมได้เรียนรู้ที่จะรักและแบ่งปัน หากมีอายุมากกว่านี้ก็คงได้เห็นอะไรอีกมาก

            บางคนอาจจะมองว่า เดินทางอะไรกันเห็นอยู่แต่ในห้องสมุด...ฮะๆ นั่นคำพูดของเจ้าแน๊ทซ์ครับ สำหรับผมแล้วการเดินทางไม่จำเป็นต้องมีจุดหมาย แล้วก็ไม่ต้องไปไหนไกลด้วย การหยุดพักแวะชมความงดงามระหว่างทางในชีวิตเราทำให้การเดินทางมีคุณค่า อดีตที่ผ่านไปของคุณจะตราตรึงอยู่ในความทรงจำ แต่สิ่งที่ผมกังวลเป็นอย่างยิ่งคือ'เวลา' มันเป็นสิ่งที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าจรวด บางครั้งผมอยากให้มันเดินไปช้าๆ เพื่อที่ผมจะได้หยุดมองความงดงามระหว่างทางให้มากขึ้น

            แต่คุณรู้อะไรไหม เราหยุดเวลาไม่ได้ เราทำได้แค่วิ่งตามเวลาเท่านั้น และนั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ผมควรจะหยุดจมปลักอยู่กลับอดีต แล้วมองข้ามบางสิ่งที่สำคัญไป เพราะเวลาไม่เคยรอใคร แม้ว่าเอลเลน ไฮดี้และพี่เวียร์รี่จะจากผมไปแล้ว ผมก็จะเดินทางต่อไป

            ขอสัญญาเลยว่าผมจะไม่ลืมที่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆกับการเดินทาง แม้ว่าตอนนี้ผมจะไม่มีใครก็ตาม ถ้าคุณยังคงอ่านไดอารี่ของผมอยู่ ก็ขอให้คุณเดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ เวลานั้นไม่เคยคอยใคร

สุขสันต์วันเกิด (ถึงจะไม่ใช่วันเกิดจริงๆก็เถอะ)

วิคเตอร์ คิงส์

 

            “หืมม...เสียงเอลเลนดังขึ้นอย่างสอดรู้สอดเห็น เมื่อผมหันไปมองก็พบว่าเธอกำลังแอบอ่านจากด้านหลังอยู่ เอาเถอะ อยากอ่านก็อ่านไป ผมไม่มีอะไรต้องแอบซ่อนปิดบังอยู่แล้ว เด็กหญิงอ่านไปครู่หนึ่งแล้วถามผม เธอเขียนไดอารี่ด้วยเหรอเนี่ย

            “อืมผมตอบ นอกเหนือจากคุยกับพี่สาว อ่านหนังสือ ดูงานวิจัย ทะเลาะกับเจ้าแน๊ทซ์ ก็มีเขียนไดอารี่นี่แหละ

            “งานอดิเรกของเธอหลากหลายดีนะ ใช้เวลาคุ้มค่าจังเธอชม ฉันว่าดีออก จะได้ไม่ลืมเรื่องสำคัญในแต่ละวันไงล่ะ บางทีคนเราก็ชอบลืมอยู่เรื่อยเลย กว่าจะมาเห็นคุณค่า ก็สายเกินไป เพราะจำไม่ได้แล้ว

            “ก็จริง แต่มันไม่ใช่อย่างที่เธอเห็นหรอกผมบอกกับเธอ ฉันมีเหตุจำเป็นต้องทำ การเดินทางของฉันมันยังไม่จบ ถ้าฉันหยุด ฉันและเพื่อนๆจะต้องตาย

            “เธอลองหยุดเดินทาง แล้วมองไปรอบๆข้างเธอสิเธอสอน น้ำเสียงอ่อนหวานทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย ยังคงเป็นเหมือนเดิมจริงๆ ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปนานแค่ไหน แม้เธอจะลืมตัวตนเดิมและมีชีวิตธรรมดา แต่ตัวตนแท้จริงของเธอ เอลเลน ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

            “แล้วเธอจะรู้ว่ายังมีคนที่ยังห่วงใย รัก และไว้ใจเธออยู่ข้างๆ...ตราบใดที่เรายังเชื่อมั่นในตัวเอง เราจะไม่มีวันโดดเดี่ยวจ้ะ

            “แล้วใครกันล่ะผมถามเธอ ฉันไม่มีครอบครัวนะ เพื่อนๆก็ลืมฉันหมดแล้ว...

            “ฉันก็ไม่มีครอบครัวเธอตอบ แต่ฉันมีคนที่ฉันรัก เท่านั้นก็เกินพอแล้ว

            “แค่มีคนที่รัก...ผมทวนคำพูดเอลเลนพลางนึกตาม ก่อนจะคิดขึ้นได้ว่านั่นเป็นเพียงคำพูดปลอบประโลม ผมรู้ดีว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนที่บอกจึงเถียงกลับไป  เธอพูดเหมือนง่าย มันคงไม่ทำให้ชีวิตฉันดีขึ้นหรอก ที่ฉันทำไปมันก็แค่...แก้ไขตัวเองเท่านั้น

            “ใครว่าล่ะ ชีวิตเรามีคุณค่าขึ้น เพราะความรักเอลเลนพูด ใบหน้าเจือยิ้มบางๆ มันทำให้เราเข้าใจว่ามีชีวิตเพื่อใคร ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อวันนี้ แต่เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า และอนาคตที่แสนไกล

            “ฉันว่ายิ่งใหญ่ไป ฟังดูน่าขนลุกนะ

            “ฮะๆ เดี๋ยวสักวันเธอจะเข้าใจว่ามันยิ่งกว่าน่าขนลุกเธอหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี แต่ว่า...ตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้วไม่ใช่หรือไง

            เข้าใจตรงไหน ผมยังไม่เคยมีความรักสักหน่อย ความรักคืออะไรผมเองก็ยังไม่รู้เลย...จะมีก็เพียงแต่ความรู้สึกดีๆที่มีให้ แต่ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่เท่านั้นเอง

            เอลเลนยิ้มให้ผมอีกครั้ง เธอคือเด็กหญิงแห่งความสุขแท้ๆเลย แม้จะผ่านเวลายากลำบากมาขนาดไหนก็ยังคงมองโลกในแง่ดี สมกับเป็นเธอจริงๆ...

            เอลเลนยื่นมือมาหาผม ผมยื่นมือตัวเองไปจับ ก่อนจะสบสายตาเธอเป็นเชิงถาม

            “บางครั้ง คนเราก็ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ทุกคนจะคาดคิดเอลเลนบอกกับผม ขอบคุณนะ ที่ไว้ใจฉันมาตลอด

            พูดจบร่างกายเธอก็พลันเลือนหายเป็นเศษจิ๊กซอว์เล็กๆ ล่องลอยไปในอากาศอย่างอิสระท่ามกลางสายลมอ่อนบาง ห้องสมุดกลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง ผมนั่งลงบนเก้าอี้ ทอดสายตามองทิวทัศน์ออกไปนอกหน้าต่าง ฉับพลันนั้นเอง

            รอบตัวของผมก็ค่อยๆสว่างขึ้น สว่างขึ้น...

            คงได้เวลาตื่นแล้วสินะ...

**********

2 วันต่อมา

            อเล็นเล่รู้สึกปวดไปทั้งตัว เธอค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้า ทันใดนั้นเองชาลีก็โผเข้ากอดเธออย่างดีอกดีใจ เด็กสาวยิ้มอย่างโล่งอก เมื่อรู้ว่าผู้เป็นพี่ชายปลอดภัยดีไม่ได้บาดเจ็บอะไร

            “เธอปลอดภัยแล้ว!ชาลีพูดอย่างปลาบปลื้ม เขากอดเธอไว้แน่นในอ้อมแขนจนอเล็นเล่หายใจไม่ออก เธอพยายามแกะแขนเขาออก ชาลีรีบถอนตัวก่อนจะขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ขอโทษนะอเล็นเล่!”

            เธอยิ้มตอบเป็นเชิงว่า ไม่เป็นไร ชาลีจึงพอโล่งอกขึ้นบ้าง

            เมื่ออเล็นเล่มองไปรอบๆก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นรวม เด็กสาวรับรู้ได้ทันทีว่าเธออยู่ในโรงพยาบาล เด็กสาวหันไปถามชาลีทันที

            “พี่คะ มันเกิดอะไรขึ้น

            “ไม่มีอะไรหรอกชาลีตอบยิ้มๆ เขากุมมือเธออย่างอ่อนโยน ทุกอย่างเรียบร้อยดี พักผ่อนเถอะนะ

            อเล็นเล่ย่นคิ้วอย่างไม่ไว้ใจ เธอมองดูใบหน้าของชายหนุ่มอย่างละเอียด ขอบตาคล้ำแสดงให้เห็นว่าเขาอดนอนมาหลายวันแล้ว ใบหน้าอิดโรยไม่มีแรงยิ่งเป็นหลักฐานชัดเจน เขาคงจะเป็นห่วงจนแทบไม่ได้พักผ่อน เด็กสาวรู้สึกผิดขึ้นในใจทันที

            “พี่ดูโทรมๆนะคะ คงอดนอน...อเล็นเล่พูดเสียงอ่อน หนูขอโทษนะคะ...ที่ทำให้เดือดร้อน

            “ไม่เป็นไรหรอกชาลีตอบพลางลูบหัวเธอเบาๆอย่างเอ็นดู แค่เห็นเธอปลอดภัยก็หายเหนื่อยแล้ว

            “โกหกเด็กสาวตอบเสียงแข็ง ทำเอาชายหนุ่มสะดุ้ง หลายวันมานี้คงไม่ได้ไปส่งพิซซ่าใช่ไหมคะ แล้วแบบนี้พี่จะหาเงินที่ไหนมาซื้อข้าว หวังว่าคงไม่ได้คิดจะทุบกระปุกออมเงินฉุกเฉินหรอกนะคะ

            ชาลีเหงื่อตก แม้เขาจะยังไม่ได้ทุบกระปุก แต่เขาก็กำลังคิดจะทำอยู่พอดี การที่ไม่ได้ไปทำงานหลายวันทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ไหนจะค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหารการกิน และค่าใช้จ่ายจิปาถะ แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว

            “ไม่ล่ะ พี่ไม่ทำหรอกชาลีตอบ พลางพยายามคิดหาทางเปลี่ยนเรื่อง เออว่าจะไปคุยกับไอ้หมอนั่นอยู่พอดี ไปก่อนนะ

            “หมอนั่น วิคเตอร์เหรอคะ?อเล็นเล่กล่าวเสียงสูงเป็นเชิงถาม ชาลีพยักหน้าเบาๆ

            “หมอนั่นก็โดนซะอ่วมเหมือนกัน

             “...ก็ไม่เชิงอ่วมหรอกเสียงหนึ่งแทรกจากด้านหลัง เมื่อทั้งสองหันไปมองก็พบว่าเป็นเด็กหนุ่มตัวเล็กสวมแว่น พร้อมกับเสื้อกาวน์สีขาวตัวเดิม วิคเตอร์นั่นเอง

            “วิคเตอร์ ดีจังที่เธอไม่เป็นไร!” อเล็นเล่พูดอย่างโล่งอก แต่เมื่อมองไปที่มือของเขาแล้วก็รีบถามขึ้นทันทีด้วยความเป็นห่วง มือของเธอ...พันผ้าซะหนาเลย เอ่อ...ขอโทษจริงๆนะจ๊ะที่ทำให้เดือดร้อนแบบนี้

            “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องธรรมดาน่ะวิคเตอร์ตอบ ก่อนจะหันไปทางชาลี อย่าเป็นห่วงเรื่องเงิน ค่ารักษาพยาบาลฉันจัดการเอง แล้วก็อย่าลืมไปหาอะไรกินด้วย หน้านายตอนนี้ดูดีกว่าศพแค่นิดเดียวเท่านั้น

            “ศพ!?” ชาลีขึ้นเสียงอย่างโมโห ใครล่ะที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้--

            “พี่!” อเล็นเล่ปราม เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะกล่าวโทษหาเรื่อง ชาลีจ๋อยลงทันใด เด็กสาวหันทางวิคเตอร์อีกครั้ง ขอบใจนะจ๊ะ ฉันรบกวนเธอไปเยอะเลย จะตอบแทนยังไงดีนะ...

            “ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่เธอเป็นยังไงบ้างวิคเตอร์ถาม แม้มีท่าทีที่เคร่งขรึม แต่ก็ยังเห็นแววตาที่ห่วงใยได้อย่างชัดเจน ชาลีเหล่ตามองอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะตบไหล่เขาเบาๆเป็นสัญญาณเตือน

            “ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะจ้ะเด็กสาวตอบอย่างเป็นมิตร แค่เพลียนิดหน่อย

            “พักผ่อนนิดหน่อย เดี๋ยวก็หายวิคเตอร์บอกกับเธอ พลางมองไปที่นาฬิกาบนเพดาน จะสี่โมงเย็นแล้ว ได้เวลาทำงานพอดี ฉันไปก่อนนะ

            “เดี๋ยวเซ่ชาลีเรียก นายยังไม่ตอบคำถามของฉันเมื่อตอนนั้น

            “ตอนนี้ฉันไม่ว่างตอบคำถามของนายหรอกนะ เจอกันตอนหนึ่งทุ่มที่นี่แล้วกันวิคเตอร์พูดนัด ยังไงเธอก็ต้องค้างที่นี่อีกคืนนี่

            “งั้นแกจะไปไหนก็ไปเลยไปชาลีโบกมือไล่ทันที แล้วเจอกัน ยังไงฉันก็อยู่ที่นี่ตลอดอยู่แล้ว

            “โชคดีนะจ๊ะวิคเตอร์

            วิคเตอร์ไม่แสดงสีหน้าใดๆทั้งสิ้น เขาหันหลังเดินออกไปจากห้องพักฟื้น เดินออกมาได้ประมาณสองสามก้าวจึงเห็นว่าหลี่กำลังยืนพิงกำแพงรออยู่แล้ว เธอกำลังคุยโทรศัพท์อยู่

            ทั้งสองจ้องตากันไปครู่หนึ่ง วิคเตอร์ตัดสินใจนั่งลงข้างๆ แต่ก็ไม่ได้ถือวิสาสะแอบฟังเสียงในสายแต่อย่างใด หลี่เองก็รู้นิสัยเขาดี จึงคุยต่อได้อย่างสนิทใจ

            “...ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ

            พูดจบเธอก็วางสายแล้วเก็บมือถือใส่กระเป๋าหนังใบหรู ก่อนจะถอนหายใจยาว แม้วิคเตอร์จะไม่รู้ว่าเธอคุยเรื่องอะไร แต่ก็หันมาตบหลังเธอเบาๆเป็นเชิงให้กำลังใจ หลี่พยักหน้าตอบเป็นเชิงขอบคุณ

            “เห็นขรึมๆ ใจดีก็เป็นนี่เธอแซว วิคเตอร์ทำเฉยเหมือนไม่ได้ยินก่อนจะรีบถามเปลี่ยนเรื่องทันที

            “ทำไมเธอไม่เข้าไปพูดขัดฉันอีกล่ะ

            “ไม่ล่ะหลี่ตอบ เธอยักไหล่แบบกวนๆ เกรงใจเธอทั้งสามคนน่ะ

            วิคเตอร์พยักหน้า ถ้าแปลการกระทำเป็นคำพูดก็คงจะมีความหมายเชิงว่า เอาเถอะ เอาที่สบายใจ หลี่เองก็คงจะเข้าใจความหมายนั้นดี เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ตอบ

            เพราะสนิทสนมกันที่สุดในบรรดาเพื่อนร่วมงานทั้งหมด ทั้งสองจึงเข้าใจกันและกันดี ไม่จำเป็นต้องพูด เพียงสบสายตาก็สื่อสารกันได้ วิคเตอร์เองยังเคยนึกเสียดาย ที่เธอนั้น อยู่คนละฝั่งกับเขา...

            “คุณคาร์ลวินเรียกเธอไปพบหลี่บอกพลางลุกขึ้นยืน เธอยื่นมือมาที่วิคเตอร์เพื่อให้เขาพยุงดันตัวเองให้ยืน เขามีอะไรจะบอก

            วิคเตอร์ยืนนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนคิดอะไรบางอย่าง หลี่มองดูแล้วรู้สึกได้ว่าเขากำลังไม่สบายใจจึงพยายามอธิบายรายละเอียด เด็กหนุ่มยืนฟังเงียบๆ

            “ไม่น่าจะนานหรอก ประชุมเกี่ยวกับความก้าวหน้าของ C.D.C. น่ะ จะไปด้วยกันเลยไหม

            “เข้าใจแล้ว ขอบใจนะวิคเตอร์ตอบเสียงเรียบ พลางเดินตามหลี่เข้าไปในลิฟต์ตรงหัวมุมตึก

            หลี่กดปุ่มลงไปชั้นใต้ดิน ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง วิคเตอร์ก็พูดขึ้น

            ฉันเกลียดลิฟต์

            “ช้าไปมั้ย คราวหลังบอกให้เร็วกว่านี้สิหลี่หัวเราะคิก เธอรู้สึกตลกกับท่าทางนิ่งขรึมของวิคเตอร์ มันเหมือนกับตุ๊กตาจอมหยิ่งที่ไม่ชอบแสดงอารมณ์ออกมา ทั้งที่จริงแล้วมันออกจะน่ารักแท้ๆ

            ผ่านไปเพียงอึดใจเดียว ประตูลิฟต์ก็เปิด ทั้งสองเดินไปที่ที่จอดรถจักรยานยนต์

            รถจักรยานยนต์จอดเรียงกันเป็นแถวยาว ชั้นใต้ดินที่ค่อนข้างมืดทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่หลี่กลับเดินนำไปอย่างรู้ทาง เธอเดินผ่านไปสองสามบล็อก ก่อนจะพบช็อปเปอร์คันงามที่ด้านหลังสุด ความสวย เท่โดดเด่น ทำให้เธอจำรถได้ง่าย ก่อนที่หลี่จะตัดสินใจขึ้นสตาร์ทรถ เธอก็ถามวิคเตอร์ขึ้นก่อน

            อยากลองขี่ดูไหม

            “ลองดูบ้างก็ดี

            เขาพูด พลางขึ้นขี่บนรถชอปเปอร์คันงามสุดเท่ หลี่ขึ้นซ้อนท้าย เธอพยายามจะไม่พิงหลังเขามากนักเพื่อไม่ให้หน้าอกชนกับหลัง แม้ว่าเจ้าตัวจะค่อนข้างตายด้าน แต่เธอไม่เคยไว้ใจสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้ชายเลยแม้แต่นิดเดียว

            วิคเตอร์สตาร์ทรถ ก่อนจะขี่ออกตัวอย่างรวดเร็ว พุ่งปราดออกไปจากชั้นใต้ดิน ขึ้นสู่ชั้นหนึ่ง ก่อนจะผ่านป้อมยามโรงพยาบาล เมื่อออกสู่ถนนใหญ่โล่งกว้าง ชอปเปอร์ก็ทะยานออกไปราวลมพายุพัดนำ

            “แหม เห็นนิ่งๆอย่างนี้ก็ซิ่งเก่งนะเราหลี่แซวเบาๆข้างหู วิคเตอร์ยังคงนิ่งไม่ตอบรับใดๆทั้งสิ้น

            แต่ก่อนที่ทั้งสองจะไปจากที่นี่ พวกเขาไม่ได้สังเกตเลยว่า ยังมีใครคนหนึ่งยืนอยู่ที่ที่จอดรถห่างจากชอปเปอร์ของหลี่ไปไม่ถึงยี่สิบเมตร ผู้หญิงสวมชุดรัดรูปสีดำทั้งตัว ดวงตาสีฟ้า ใบหน้าสวยคมมีไหวพริบ บุคลิกลึกลับน่าค้นหา เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพูดขึ้นในสาย

            “ไม่มีอะไรน่าสงสัยค่ะ จะให้ติดตามต่อไปไหมคะ

            “ไม่จำเป็นแล้ว คราวนี้ทำตามอีกเรื่องที่ฉันบอกเสียงในสายตอบกลับ

            “ค่ะเธอรับคำแล้ววางสาย ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปาก พลางนึกถึงคำพูดในอดีต...

 

            “เรื่องมันผ่านมาแล้ว เราต้องมีชีวิตต่อไปเพื่ออนาคตสิ พี่จะต้องไม่ทำให้พ่อแม่ที่ตายไปเป็นเป็นห่วง จมปลักไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก  เนอะ...ชาร์ลอต

 

            คำพูดของไฮดี้ในวันนั้นมันยังคงเป็นเหมือนกับเมื่อวาน...และยังคงดังก้องอยู่ในหูของเธอ

            และวันนี้ เธอมาเพื่อทวงมันคืน

            “นั่นสินะคะเด็กสาวพูดกับตัวเอง ก่อนจะเดินขึ้นลิฟต์โรงพยาบาลไปอย่างเงียบๆ

            ฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะมาถึงแล้ว สงครามกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แน่นอนว่าหลายคนที่รู้เรื่องนี้ดีพยายามจะหาวิธีหยุดมัน

            ทว่า ด้วยวิธีที่แตกต่าง จะทำให้เกิดการขัดแย้งกันเองหรือเปล่านะ?

224 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 28 สิงหาคม 2558 / 22:14
    ตัวละครใหม่โผล่อีกแล้ว ยิ่งน่าติดตามกว่าเดิม ชอบมากๆตรงที่มีสอดแทรกความรู้นี่ล่ะ สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้
    #216
    1
    • #216-1 Victoria Bytes (@bestyworld) (จากตอนที่ 5)
      30 สิงหาคม 2558 / 19:28
      ขอบคุณที่ติดตามค่ะ ^^
      #216-1
  2. #182 Levi-san (@Levi-san) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 / 23:27
    หลงรักวิคเตอร์เต็มๆเลยค่ะ>\\<
    #182
    0
  3. #170 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 14:10
    ฉันสัมผัสได้ถึงอันตรายจากตัวละครคนใหม่
    และฉันสัมผัสได้ว่าฉันสนับสนุนหลีวิค......
    แต่ฉันก็สัมผัสได้ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน...
    งื้อ เรื่องนี้มันหลายพีจริงๆนะ QwQ
    #170
    0
  4. #109 poroyo (@poroyo) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 00:34
    ตามมาอ่านแล้วจ้า อ่านถึงตอนที่สี่ พี่ว่าการเขียน การวางพล็อตถือว่าดีนะคะ
    เอาหลักทฤษฎีฟรอยด์มาใช้ในการสร้างโลกแฟนตาซีวิทยาศาสตร์ 
    และการเอาเนื้อหาในเชิงวิทยาศาสตร์มาใช้ในงานเขียน 
    เอาเรื่องการเข้าถึงโลกในจิตใต้สำนึกมาใช้เป็นตัวเล่าเรื่องในอดีต สร้างปมต่อเนื่อง ถือว่าทำได้ดีเลยค่ะ

    จะแอบติงนิดนึงเรื่องการบรรยายค่ะ บางจุดยังมีปัญหาบรรยายค่อนข้างกำกวม
    ในบทหนึ่งไม่น่าจะตัดสลับการเล่าเรื่องแบบมุมมองบุรุษที่3 กับการเล่าเรื่องมุมมองบุรุษที่ 1นะคะ
    (ตั้งแต่ตอนที่ชาร์ลีไปทำงานร้านพิซซ่า จะเห็นการตัดมุมมองมาที่บุรุษที่ 1จนจบตอน)

    ปกติถ้าจะตัดสลับบางคนจะใช้วิธีการเปลี่ยนไปเล่าในบทถัดไปมากกว่า หรือว่ามีการบรรยายคั่นไว้ก่อนว่าพาผู้อ่านมาสู่โลกในจิตใจของตัวละครคนนี้ก่อนค่ะ เพื่อไม่ให้นักอ่านสับสน

    ลองเปลี่ยนจากมุมมองบุรุษที่ 1 เวลาเล่าเรื่องเปลี่ยนเป็นบุรุษที่ 3 แบบจำกัดมุมมองตัวละคร
    น่าจะทำให้แนบเนียนไปกับเนื้อเรื่องได้ดีกว่าค่ะ เวลาบรรยายก็ทำให้คนอ่านรู้ลึกเห็นแจ้งว่าตัวละครที่เราใช้เป็นตัวเล่าเรื่องเขารู้สึกยังไง และเขาเห็นคนอื่นยังไง น่าจะทำให้มันดูเป็นฝันเสมือนจริงได้ดีกว่า

    โดยรวมถือว่าทำได้ดีแล้วค่ะ สู้ๆ นะคะ จะติดตามค่ะ

    ปล. ตอนนี้ยังไม่เอนเอียงไปทางหลี่วิคเตอร์นะคะ เอนไปทางอเล็นเล่
    #109
    1
    • #109-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 5)
      22 เมษายน 2558 / 21:01
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์วิจารณ์มากค่ะ ถ้ามีอะไรจะแนะนำอีกก็สามารถบอกกันได้เรื่อยๆนะคะ ^^
      #109-1
  5. #31 dinn (@idin12345) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มีนาคม 2557 / 19:13
    บอกอีกที ไม่น่าเชื่อเลยว่าเรื่องเนื้อหาหนักๆ ขนาดนี้เป็นเด็กอายุเท่านี้เขียน สุดยอดเลยครับ
    ทั้งข้อมูลโรคหัวใจ ทั้ง แม้แต่ชื่อตอน white lie สะท้อนคำพูดนี้ได้ดีจริงๆ 
    โดยเฉพาะประโยค 
    เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนนั้นต้องพูดโกหก และ...หากคุณปฏิเสธ นั่นก็หมายความว่า คุณนั่นแหละที่โกหกตัวคุณเอง
    ประทับใจมาก 
    แต่อยากให้กลับมาเรียบเรียงประโยคอีกครั้งนะครับ สับสนน่าดูเหมือนกัน อย่างเช่นประโยคแรกๆ 
    เด็กชายพูดตะกุกตะกักกับชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ผู้ซึ่งเป็นพ่อของเขา ชายหนุ่มต่อยเข้าที่ใบหน้าของเขาเต็มแรงจนเด็กชายกระเด็น...
    ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อของเขา มันอ่านแล้วแปลกๆ เพราะชายหนุ่มให้ความรู้สึกอายุยังน้อย มาใช้กับผู้ที่เป็นพ่อคนทำให้ดูแปลกๆ ครับ
    ลองตัดคำว่าหนุ่มออกไป แล้วก็เพิ่มประโยคบรรยายดู ก็จะได้ว่า เด็กชายพูดตะกุกตะกักกับชายผู้ซึ่งยืนตะหง่านอยู่เบื่้องหน้าของเขา ชายผู้ที่เขาเรียกว่าพ่อ เงื้อกำปั้นแล้วซัดเต็มแรงเข้าที่แก้มจนซาดิกเด็กชายกระเด็นตามแรงไปล้มกลิ้งอยู่ตรงหน้าผู้เป็นน้องสาว ประมาณนี้น่าจะได้ครับ
    แล้วก็ ฉันจะสนองตัณหาของแกเอง... ตัณหา ใช้กับตรงนี้ก็ดูแปลกๆ ตัดออกไปเลยน่าจะดีกว่านะครับ ใช้ ฉันจะสนองให้แกเอง น่าจะดีกว่านะครับ ^ ^!! เพราะอ่านดูแล้วมันไม่ใช่ตัณหา แต่มันความต้องการมากกว่าครับ ใช้สนองความต้องการแกเอง ก็น่าจะได้เช่นกันครับ
    แล้วก็อารมณ์ของไฮดี้ ที่กลัว แต่ถูกพ่อดูถูกจนเปลี่ยนเป็นโกรธ แล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มกรุ่มกริ่ม อันนี้มันเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เร็วเกินไปนะครับ ลองดูอีกทีน่าจะดีกว่านะ ^ ^!!

    นอกนั้นเขียนได้ดีแล้วครับ ^ ^ 
    #31
    0