Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 32 : Chapter 30: The paper plane’s adventure การผจญภัยของเครื่องบินกระดาษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 94
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 มิ.ย. 58

-Chapter 30-
The paper plane’s adventure การผจญภัยของเครื่องบินกระดาษ






ไม่มีอะไรบนโลกนี้จีรังยั่งยืน แม้แต่คำสัญญา

By Victor king

 

            มันหายไปไหน!”

            เสียงตำรวจตะโกนโวยวาย เมื่อเห็น ดี.ซี. กระโดดลงไปจากระเบียงต่อหน้าต่อตา แต่เมื่อมองลงไปกลับไม่เห็นแม้แต่ศพ พวกเขาวิ่งวุ่นชุลมุน มือก็ถือวิทยุวอรายงานสถานการณ์อย่างร้อนรน

            ดี.ซี. กำลังห้อยตัวอยู่บนเชือก สาเหตุที่ไม่ตกลงไปด้านล่างก็เพราะตอนกระโดดนั้น เขาโยนเชือกในกระเป๋าขึ้นคล้องกับรั้วระเบียงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบจับเชือกนั้นเอาไว้แน่น ทำให้ตัวห้อยอยู่กลางอากาศไม่ได้ตกลงไปด้านล่างนั่นเอง

            เขาค่อยๆดึงเชือกลงมาด้านล่างอย่างใจเย็น เพราะไม่ได้กลัวความสูงอยู่แล้ว แถมยังเคยไปกระโดดร่มที่ระดับความสูงหมื่นกว่าฟุตมาบ่อยๆ นี่จึงไม่น่ากลัวสักนิด แต่กลับดูท้าทายเสียมากกว่า ชายหนุ่มค่อยๆดึงตัวลงจนเท้าแตะพื้น

            ตำรวจยังไม่ลงมาด้านล่าง แต่อย่างไรก็ตาม เขาควรจะรีบไปได้แล้ว

            มือถือสั่นเป็นสัญญาณว่ามีคนโทรเข้ามา เขาหยิบขึ้นมารับสาย แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงคนในสายก็ดังขึ้นมาก่อน

            เฮ้ นี่ชาลีนะ นายต้องรีบมาที่โรงพยาบาลนานาชาติโอเอซิสเดี๋ยวนี้!”

            อะไรนะครับดี.ซี. ถามทวนซ้ำ แม้จะเริ่มรู้สึกกังวลเล็กน้อยกับคำพูดของชาลี แต่เขาพยายามจะไม่นึกเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ตนเองใจเสียไปเปล่าๆ

            มาที่โรงพยาบาลนานาชาติโอเอซิส!”

            แม้ตำรวจจะยังไม่ลงมาจากด้านบน แต่รถตำรวจที่จอดล้อมเต็มไปหมดด้านหน้าทำเอาเขาเกือบจะตกใจ เขาถอดหน้ากากออก แล้วรีบเดินตีเนียนปะปนไปกับฝูงชนภายนอกอย่างรวดเร็ว

            วิคเตอร์ หวังว่าคงไม่ใช่นายหรอกนะ...

 

สองนาทีก่อนหน้านี้ ทางฝั่งของวิคเตอร์

            วิคเตอร์หักพวงมาลัยอย่างสุดขีดหวังจะให้รถเคลื่อนตัวหลบผ่านทางโค้งนั้นให้ได้ แต่ทุกอย่างไม่ง่าย เมื่อไอรินพุ่งเข้าประกบร่างเขาลงไปใต้เบาะพลางบีบคอแน่น วิคเตอร์ไม่ยอมแพ้ถีบเข้าที่กลางท้องของไอริน ก่อนจะผลักร่างเธอออกแล้วรีบมุดออกมาจากใต้เบาะเพื่อบังคับรถต่อ

            ทว่า... ไม่ทันแล้ว

            ถ้าจะตาย แกก็ต้องตายกับฉัน!” ไอรินสบถ ก่อนจะเอื้อมแขนกอดล็อกตัววิคเตอร์จากข้างหลังไว้แน่นไม่ให้เขาหนีไปไหน ฉันจะไม่มีทางตายคนเดียว!”

            ปล่อยฉันนะ ไอริน!” เขาพยายามขัดขืน แต่ไม่เป็นผล ทันใดนั้นเอง รถก็พุ่งชนรั้วเหล็กตกลงสู่หน้าผาชันอย่างรวดเร็ว

            ตึง!

            เพราะชันและขรุขระ ทำให้ร่างวิคเตอร์และไอรินกระเด็นกระดอนไปคนละทาง รถชนกิ่งไม้ตามทางมากมาย แต่มันไม่ได้ช่วยหยุดรถที่กำลังวิ่งพุ่งลงไปอย่างบ้าคลั่งเลยแม้แต่นิดเดียว

            ท่ามกลางความบ้าระห่ำ ราวกับเวลาถูกยืดให้ช้าลง... ภาพความทรงจำมากมายปรากฏขึ้นในหัว เหมือนกับภาพถ่ายเก่าๆจำนวนมากที่หมุนวนสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ... เขาค่อยๆหลับตาลง ท่ามกลางความวุ่นวาย บัดนี้กลับเหมือนจิตวิญญาณเขาหลุดลอยตัดขาดจากโลกภายนอกไปแล้ว

            คำพูดเหล่านั้น... ภาพแสงดาวมากมายที่ส่องประกายบนท้องฟ้า เขายังจำติดตาอยู่ตลอดเวลา

            นาฬิกาทรายสีเหลือง... ทรายเหล่านั้นไหลลงมาใกล้จะหมดแล้ว...


            นี่อาจเป็นห้วงคำนึงสุดท้ายแห่งชีวิต



อา... นี่สินะ ที่เขาเรียกกันว่าภาพสุดท้ายก่อนตาย...

โลกนี้ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน

ร้อยพันผูกจิตใจคนมากมายไว้ด้วยกัน ด้วยสิ่งที่เรียกว่าความผูกพัน

ร้อยเรียงฝันคู่กัน ก่อนจะพลันหายไปกลายเป็นตื่น

แม้ฉันอาจจะไม่ฟื้นอีกตลอดกาล แม้ฉันอาจตายไป...

แต่อย่างน้อย ขอบคุณ... ขอบคุณที่ฉันได้เกิดมา

ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้เจอกับเธอ

 

อเล็นเล่.. ขอบคุณสำหรับความห่วงใยทุกๆอย่าง...

ความรักและความปรารถนา... จะช่วยพลิกนาฬิกาทรายแห่งชีวิตให้กลับมาเดินใหม่ได้อีกครั้งจ้ะ

 

ชาลี... นาย...

เข้มแข็งหน่อยสิ ไก่อ่อนแถมปวกเปียกแบบแกน่ะ ฉันเห็นแล้วปวดหัวแทนจริงๆ!’

 

เดวี่ คูเปอร์...

ถึงนายจะขอให้ฉันเรียกด้วยนามแฝง แต่ขอโทษที ครั้งนี้ขอนึกถึงเป็นชื่อจริงแล้วกัน...

คุณนี่ประหลาดดีนะครับ ดูเด็กๆแบบนี้แต่กลับพูดจาเหมือนคนแก่จริงเชียว

 

 ไม่ต้องกลัวว่าจะโดดเดี่ยวหรอก ฉันจะอยู่ให้นานกว่านายเอง

หลี่... เธอทำตามที่พูดได้จริงๆด้วย

 

ยูเลียนา ถึงเธอจะเพิ่งมาใหม่ แต่เธอเป็นเพื่อนที่วิเศษมาก

ชีวิตมันต้องแรงๆ แบบวอดก้าไงล่ะ!’

 

เธอจะต้องมีชีวิตต่อไป!’

 

ขอบคุณ...

และขอโทษที่ทำตามสัญญาไม่ได้

 

            โครม!!!!

            เสียงชนปะทะระหว่างรถบรรทุกสีขาวกับต้นไม้สูงใหญ่ดังสะเทือนเลือนลั่น อเล็นเล่สะดุ้งผวา เธอหันไปมองที่ต้นเสียง เมื่อได้เห็นรั้วเหล็กที่พังและบิดงอตรงทางโค้งเช่นนั้น สมาร์ทโฟนก็พลันหลุดจากมือทันที น้ำตารื้นไหลออกจากนัยน์ตาทั้งสองข้างเองโดยไม่รู้ตัว เธออ้าปากค้าง ในขณะที่ร่างกำลังสั่นระริก ยูเลียนาค่อยๆคลานมาใกล้อเล็นเล่ มองไปที่ทิศเดียวกันอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง หญิงสาวได้แต่เบิกตาโพลงและอ้าปากค้าง

            แม้เสียงเรียกจากในมือถือจะดังขึ้น แต่นั่นไม่ได้ช่วยดึงสติของอเล็นเล่กลับมาเลยแม้แต่น้อย ยูเลียนารีบคุมสติหยิบสมาร์ทโฟนจากพื้นขึ้นมาแนบกับหูเพื่อฟังเสียงในสาย

            คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ตอบสิ คุณคะ เฮ้!”

            เธอยกสมาร์ทโฟนขึ้นพูดกับโอเปเรเตอร์อย่างรัวเร็ว หญิงสาวทอดสายตามองไปที่รั้วเหล็กนั้นอีกครั้ง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็ว... มันเร็วมากจนแม้แต่เธอก็ไม่อาจจะตั้งตัวได้ทัน

            ดิฉันยูเลียนา ตอนนี้เกิดอุบัติเหตุรถตกหน้าผาชนต้นไม้ค่ะ...

            ระหว่างกำลังพูด รถยนต์คันหนึ่งก็จอดลงเทียบข้างๆยูเลียนาและอเล็นเล่ที่กำลังนั่งอึ้งอยู่ กระจกเลื่อนเปิดลงปรากฎเป็นใบหน้าจินเหลียง ไม่ทันที่ทั้งจินเหลียงและยูเลียนาจะได้กล่าวอะไร ชาลีก็เปิดประตูรีบลงจากรถ มองไปตามทิศเดียวกับที่อเล็นเล่มอง ทันทีที่เห็นภาพรั้วเหล็กที่หักงอเช่นนั้นรวมถึงพุ่มไม้ด้านล่างที่แหวกเป็นแนวล้อ ชายหนุ่มก็พอจะเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขารีบหันไปทางอเล็นเล่กับยูเลียนา

            เวร--เวรแล้ว รีบเรียกรถพยาบาลกับรถตำรวจเร็ว!”

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

            ดี.ซี. เดินมาที่ห้องฉุกเฉิน พยาบาลเดินสวนไปมากันให้วุ่น แม้ที่นี่จะเป็นโรงพยาบาลเอกชนหรูหรา มีบรรยากาศดี สวนหย่อมภายนอกชวนให้ผ่อนคลายสบายตา แต่มันไม่ได้ทำให้ความกังวลของเขาลดลงแม้แต่นิดเดียว

            ชาลีและจินเหลียงนั่งรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน เมื่อชาลีเห็น ดี.ซี. เดินเข้ามาพอดีเขาก็รีบลุกขึ้นเดินไปหาทันที ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน

            ในที่สุดนายก็มา!”

            เกิดอะไรขึ้น?ดี.ซี. ถามเสียงเรียบ แม้ว่าภายใน หัวใจจะเริ่มเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะก็ตาม

            รถบรรทุกคว่ำชนต้นไม้!” เขาเล่ารัวเร็วจนทำเอาคู่สนทนาเกือบฟังไม่ทัน อเล็นเล่กับยูเลียนากระโดดออกมาทัน อเล็นเล่ไหล่หลุด ยูเลียนาขาหักกระดูกแทงออกมาด้านนอก...

            ชาลีพยายามจะไม่พูดถึงอีกคนหนึ่ง แต่ไม่ว่าอย่างก็ตาม ดี.ซี. ก็ยังคงถามต่อไปอยู่ดี

            แล้ววิคเตอร์ล่ะ...?เขาถาม น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนไป มือสั่นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกกลัว เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีที่ ดี.ซี. จะได้แสดงอาการเช่นนี้ออกมา ชาลีเองเมื่อจ้องตาเขาก็รู้ดี ชายหนุ่มไม่อยากตอบคำถามนี้ แต่เขาจำเป็นต้องพูด...

            วิคเตอร์อาการสาหัสเข้าขั้นโคม่า ไม่รู้สึกตัวเลย...

            ดี.ซี. แทบทรุดเข่าลงกับพื้น แต่เขายังควบคุมร่างกายไปนั่งลงที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉินได้ ชาลีนั่งลงข้างๆก่อนจะตบไหล่เขาเบาๆเพื่อให้กำลังใจ จินเหลียงเองได้แต่นั่งเงียบๆ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองควรจะทำอย่างไร เขาไม่รู้ว่าจะไว้ใจใครใครได้อีก ขนาดหลี่ยังเป็นคนที่หลอกเขามาตลอด แล้วเช่นนี้เขาควรจะไว้ใจพวกของวิคเตอร์จริงๆหรือ?

            ทุกคนนั่งเงียบ...

            ชาลีเดินไปกดซื้อเครื่องดื่มที่ตู้ขายของอัตโนมัติมาสามกระป๋อง ยื่นกระป๋องน้ำอัดลมให้ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ จินเหลียงรับไปดื่มเงียบๆ ในขณะที่ ดี.ซี. ส่ายหน้า

            ไม่--ผมไม่ดื่มน้ำอัดลม

            โอเคๆชาลีเก็บกระป๋องนั้นไว้กับตัว หยิบอีกอันหนึ่งขึ้นมาเปิดฝาออก เกิดเสียงดังฟู่ขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มยกกระป๋องขึ้นดื่มอย่างกระหาย ก่อนจะวางลงแล้วหันมาคุยกับ ดี.ซี. เพื่อลดบรรยากาศตึงเครียด นายคงเป็นคนรักสุขภาพสินะ

            ถูกครับ ผมชอบออกกำลังกาย และทานอาหารแบบคำนวณปริมาณสารอาหารด้วยเขาตอบ ผมต้องเดินทางบ่อย สุขภาพเลยสำคัญมากๆครับ

            ดีแล้วล่ะชาลีว่า ว่าแต่... ดี.ซี. ทำไมนายถึงไม่บอกชื่อที่แท้จริงออกมาล่ะ

            เพราะชื่อ... ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของใครทั้งนั้นครับเขาตอบ อาจมีคนชื่อเหมือนผมอีกมากมาย แต่ที่สำคัญคือตัวตน ตัวตนในใจทำให้เราเป็นตัวเอง ไม่ใช่ชื่อ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับรู้ชื่อครับ

            นายกำลังปิดบังแม้แต่ตัวเองอย่างนั้นหรือไง?

            ดี.ซี. เลิกคิ้วกับคำพูดนั้น ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว

            ชื่อคือของขวัญชิ้นแรกที่ทุกคนได้รับเมื่อได้ลืมตาดูโลก แม้แต่ในตอนที่ฉันเสียความทรงจำ ฉันก็ยังมีชื่อเป็นของตนเอง ดี.ซี. นายกำลังปฎิเสธของขวัญชิ้นนั้นอยู่หรือเปล่า?

            เขานิ่งเงียบ

            ทำไม... ทำไมนายถึงต้องปิดบังชื่อตัวเอง นายก็ดูมีเงิน ไม่น่าจะมีเจ้าหนี้ตามทวง หรือว่าจะไปมีเรื่องกับนักเลง ก็ไม่น่าใช่สไตล์ของนายอีกนั่นแหละ ชาลีหยุดพูด เกาคางครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง หรือว่านายกำลังเกลียดตัวเอง?

            ไม่รู้สิครับ เขาตอบยิ้มๆ จินเหลียงที่นั่งข้างๆได้แต่ฟังไปอย่างเงียบๆ เอาเป็นว่า ผมจะเล่าเรื่องให้ฟังเสียหน่อยก็แล้วกัน

            เรื่องอะไร?ทั้งจินเหลียงและชาลีทำเสียงสูงเป็นเชิงถามพร้อมกัน

            ดี.ซี. ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง นกสีขาวบินไปมาบนท้องฟ้าดูมีอิสระเสรี บางตัวร้องเพลงดังเจื้อยแจ้วอยู่ด้านนอก เด็กกลุ่มหนึ่งที่สนามกำลังพับเครื่องบินกระดาษร่อนเล่นอย่างสนุกสนาน พวกเขาแข่งกันว่าใครจะปาเครื่องบินไปได้ไกลกว่ากัน ช่างเป็นการละเล่นที่ดูน่ารักไร้เดียงสาเสียจริงๆ...

            ดี.ซี. ลุกขึ้นเดินไปเกาะขอบหน้าต่าง มองอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังนึกถึงอะไรบางอย่างในอดีต ความทรงจำที่ไหลวนในจิตใจ ความฝัน...

            เรื่องนี้ ขอตั้งชื่อว่า... การผจญภัยของเครื่องบินกระดาษ


 

            ผมรักเวทมนตร์ มันน่าทึ่งมากในสายตาผม... แค่โบกไม้คฑาไปมาก็สามารถเสกโน่นนี่ได้ตามใจ แค่ท่องมนตร์ ก็รักษาโรคได้

            น่าเสียดายที่ในชีวิตจริงคงทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ได้รู้จักกับสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันมาก

มันคือ มายากล

            ผมหลงใหลกับสิ่งนี้มากจนอดไม่ได้ที่จะเฝ้าฝึกฝนและคิดกลใหม่ๆทุกวัน ผมมีความสุขเวลาเพื่อนๆรู้สึกประหลาดใจและลุ้นว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ภายในกล แววตาของพวกเขาสดใสและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทั้งที่จริงแล้ว ผมก็แค่เบนให้เขามองผิดทาง เหมือนกับความจริงที่ถูกบิดเบือนนั่นแหละ

            ตอนแรกผมนำมายากลไปแกล้งผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดของผม แต่ผลออกมาคือ เขาเมินสนิท

            ทำอะไรไร้สาระน่าแดนนี่บอกกับผมอย่างนั้น ผมยังจำได้ดีว่าเวลาพูดเขามักจะขยับแว่นไปด้วยเล็กน้อย รีบมาอ่านหนังสือเถอะ ถ้าเกรดตกค่าขนมจะโดนหักเอานะ

            ไม่แปลกครับที่เขาจะพูดอย่างนี้ ก็พี่ชายผมน่ะเนิร์ดเป็นบ้า เก่งทั้งการเรียนและกีฬา เขาชอบเล่นบาสเก็ตบอล เพราะตัวสูง แข็งแรง และไหวพริบดี เลยกลายเป็นตัวเต็งของทีม อีกทั้งฝีมือการเล่นเปียโนก็ไม่น้อยหน้าใคร ไปแข่งทีไรได้ถ้วยกลับมาตลอด เพลงมูนไลท์โซนาตาหรือวินเทอร์วินด์ที่ว่ายาก เขาก็เล่นมันได้อย่างสบายๆ ในขณะที่ผมเพิ่งหัดเล่นไวโอลิน เขามาลองจับๆมันนิดหน่อยก็เล่นเป็นแล้ว

            ถึงจะเรียนห้องเดียวกัน แต่ทุกๆปีแดนนี่ได้รับความไว้วางใจจากครูและเพื่อนๆให้เป็นหัวหน้าห้องตลอดมา เขาทำหน้าที่นั้นได้ดีเสียด้วยสิ

            ผมสู้แดนนี่ไม่ได้เลยในทุกๆด้าน เรียนได้ที่สองรองลงมาจากเขา แค่ความสามารถรอบตัวของเขาก็ชนะขาดแล้ว ผมพยายามเท่าไหร่ก็เอาชนะเขาไม่ได้ บอกตามตรงผมเองก็ไม่ได้เกลียดแดนนี่อะไร แต่คงเป็นที่เข้าใจกันดี... หากยังมีหัวใจ ใครๆก็คงรู้สึกแบบผมกันทั้งนั้น ว่าผมมันไม่ได้เรื่อง ไม่เอาไหน

            จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะกำลังทานอาหารเย็นที่บ้าน แม่ก็ได้ถามผมขึ้นมา...

            จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนะ วางแผนชีวิตหรือยัง

            ผมนิ่งเงียบ ในจังหวะนั้นแดนนี่ได้ตอบขึ้นมา ผมคิดว่า ผมคงจะเป็นหมอ ผมอยากช่วยเหลือผู้คนน่ะครับ

            ก็คงจะเหมาะดีอยู่หรอก แดนนี่เป็นคนใจดี อัธยาศัยดีกับทุกคน แถมมีน้ำใจมากจนผมรู้สึกตัวเองด้อยค่าลงไปเลย คนมีความฝันแถมอนาคตไกลอย่างแดนนี่ยังเคยบอกผมด้วยซ้ำว่าถ้าติดหมอแล้วเรียนจบ อยากเรียนต่อเป็นจิตแพทย์หรือศัลยแพทย์สมองด้วยซ้ำ... เป็นความฝันที่ดี ไม่เถียงหรอก แถมคนอย่างหมอนั่นทำได้ไม่ยากอยู่แล้วด้วย

            ในขณะที่ผมได้แต่ฝันในเรื่องที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ พยายามเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้เท่าแดนนี่...

            แม่ไม่อยากบังคับหรอกว่าลูกจะเป็นอาชีพอะไร แค่มีความตั้งใจ แม่ก็ยินดีสนับสนุนเต็มที่!”

            ขอบคุณครับแดนนี่กล่าวยิ้มๆ ก่อนที่แม่จะหันมาถามผม

            แล้วลูกล่ะ? ดูพี่เธอสิ มีความฝันแน่วแน่มากเลย แล้วลูกอยากเรียนอะไร

            เอ่อ...

            ไม่ใช่ว่าผมจะไร้ความฝัน ไม่ใช่ว่าผมจะไม่พยายามพิสูจน์ตัวเอง ผมทำมันมาตลอด เพียงแต่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ดี ผมฝึกฝีมือด้วยตนเอง ขวนขวายหาตำราใหม่ๆมาฝึกทริคแปลกๆ เปิดคลิปมายากลระดับโลกมานั่งจับผิดอย่างละเอียดก็ทำมาแล้ว ผมเปิดหมวดเคยแสดงสาธารณะตามที่ต่างๆ ได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำด้วย แต่ก็อย่างที่ว่าๆกันมา ผมรู้ดีว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง

            หากจะพูดออกมา มันก็คงไม่งาม...

            ลูกไม่มีเวลาแล้วนะ รีบคิดเถอะ เรียนที่เดียวกับพี่เขาก็ได้ มีลูกเป็นหมอทั้งคู่แบบนี้ แม่เป็นปลื้มเลยล่ะ!” เสียงแม่แนะนำและคาดหวังอย่างเต็มที่ ผมได้แต่พยักหน้าหงึกไปอย่างเงียบๆ ด้วยเพราะรู้ดีว่าตนเองไม่ควรพูดสิ่งนั้นออกมา

            และไม่ควรแม้แต่จะคิดทำ

ผมอยากเป็นนักมายากล

            ความฝันของผมมันดูไร้ค่าหรือไร้สาระไปไหมนะ?

            สามเดือนต่อจากนั้น พวกเราก็สอบเข้าคณะแพทย์ได้สำเร็จ โดยแดนนี่ทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่ง

            เหตุการณ์นี้สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับพ่อและแม่มาก อย่างน้อยก็รู้ว่าลูกตนเองมีที่เรียนแล้ว ลูกตนเองจะมีอนาคตเป็นหลักเป็นฐาน ผมเข้าใจอารมณ์พ่อแม่นะ เขาเลี้ยงดูเรามาเกือบยี่สิบปีก็อยากให้เราได้อะไรดีๆ และเมื่อช่วยเหลือตัวเองได้ ก็เหมือนภาระถูกยกออกจากอก...

            แต่... ผมไม่อยากทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ

            ผมจะพยายามทนเพื่อพ่อและแม่ก็แล้วกัน

            เพราะพวกเราสอบได้คะแนนดีทั้งคู่ พ่อและแม่จึงจัดงานเลี้ยงฉลองที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ พวกเขาเกณฑ์ญาติมากมายมารวมตัวกันเฮฮาที่บ้านในฐานะที่ลูกแฝดทั้งสองสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ แถมยังเป็นคณะดีๆอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม่ได้กล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาเบาๆ

            ได้คะแนนน้อยกว่าพี่ตัวเองแบบนี้ สงสัยจะพยายามไม่พอแน่ๆเลย

            นั่นไง... โดนเข้าไปนัดหนึ่ง แม่ก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนักหรอก คืนก่อนสอบผมไม่ได้อ่านหนังสือ ผมมัวแต่ฝึกเล่นมายากลแปลกๆแล้วติดลมจนไม่ได้นอน วันต่อมาถึงต้องไปสอบทั้งที่เพลียๆ คะแนนจะออกมาแย่ก็ไม่แปลก สอบติดก็ถือว่าดีแล้ว

            พ่อเห็นว่าบรรยากาศชักจะมาคุ ผมยังจำได้ดี เขาระเบิดหัวเราะลั่นก่อนจะลูบหัวผมเบาๆ ก็แปลกดี ปกติเขาเป็นคนปากจัดและหัวดื้อเอามากๆ จนตอนนี้ผมเองยังสงสัย เขามาญาติดีแบบนั้นได้ยังไงกันนะ?

            มันสอบติดก็ดีแล้ว เรามาฉลองกันดีกว่า ฮ่าๆๆ!”

            ท่ามกลางปาร์ตี้ ท่ามกลางผู้คนมากมาย ผมกลับรู้สึกโดดเดี่ยว

            ในที่สุดด้วยความเบื่อ ผมจึงปลีกวิเวกออกมาจากเหล่าญาติ ออกมานั่งเงียบๆที่ห้องใต้หลังคา

            ผมไม่ได้เปิดเพลง แค่นั่งเงียบๆอยู่อย่างนั้น มองออกไปที่หน้าต่าง ในขณะที่หิมะปุยๆกำลังร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน

            นั่นทำให้ผมรู้สึกล่องลอย...

            ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆนกพิราบสีขาวก็บินมาเกาะที่หน้าต่าง เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจ หรือผมอาจจะว่างจัดก็เป็นได้ ผมเปิดหน้าต่าง และน่าแปลก นกตัวนี้ไม่ได้มีทีท่ากลัวผมเลยสักนิดเดียว มันกลับบินมาเกาะที่คอผมพลางเอาหน้าซุกไซร้ ท่าทางน่ารักน่าจับมาเลี้ยง แต่ความคิดนั้นก็ต้องหยุดลงเสียก่อน เมื่อผมเห็นปลอกคอของเจ้านกน้อยมีรอยเขียนด้วยปากกาว่า ‘V.K.’

            ไม่อยากจะสงสัยนักหรอกว่า V.K. คือใคร แต่ให้เดาเขาน่าจะเป็นคนแถวๆนี้

            ผมสังเกตเห็นม้วนกระดาษเล็กๆสอดอยู่ในปลอกคอนก ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมจึงค่อยๆดึงมันออกมาอ่าน ข้อความด้านในถูกเขียนด้วยปากกาหมึกดำตัวตวัดดูสวยงามบรรจง

มีสิ่งใด ในโลกนี้ ดั่งใจบ้าง

แม้แต่ฟ้า ที่พร่างพราว สกาวใส

ยังมีหมอก ไอหนา ปกคลุมไป

ชีวิตไซร้ คนเรา ไม่แน่นอน

            ท้ายข้อความมีลงชื่อเอาไว้ว่า V.K.

            ผมอ่านแล้วก็รู้สึกเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะต้องคว้าปากกามาต่อกลอน ผมเองก็แต่งกลอนไม่ค่อยเก่ง แต่ถือว่าเป็นของขวัญแด่คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักคนนั้น ผมจะลองดู

            ผมจรดปากกาลงบนกระดาษแผ่นนั้น แล้วค่อยๆเขียนลงไป

เสียงกู่ร้อง โหยหวน ของสายลม

ผสมกับ หิมะขาว ยามราตรี

ทิวานี้ อีกยาวไกล ใจคร่ำครวญ

หนาวจนจวน เป็นน้ำแข็ง แน่นิ่งเอย

            ผมว่าในท่อนจบ คำว่าแน่นิ่งมันฟังดูไม่ค่อยโอเค... แต่ก็ไม่รู้จะเอาคำไหนมาแทนที่ดี... ช่างมันเถอะ ด้วยความจริงใจของเนื้อหาผมจะไม่ลบมันก็แล้วกัน

            เอาละ คราวนี้ก็ได้เวลาลงนามลงลายเซ็นต์ และเพื่อความยุติธรรม ไหนๆก็ไหนๆ ผมไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของเขา งั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อของผมด้วยเช่นกัน

            ถ้าอย่างนั้น ผมจะใช้ชื่อว่าอะไรดีหนอ...

            ผมจะนำตัวอักษรแรกของชื่อและนามสกุลมาเป็นโค้ดแฝงแล้วกัน!

            เมื่อคิดได้ผมก็เขียนอักษร D.C.ลงไปในกระดาษ แล้วม้วนมันเก็บเข้าไปในปลอกคอของเจ้านกน้อย ดูท่ามันจะรู้หน้าที่ของตนเองดี นกพิราบสีขาวตัวนั้นเมื่อได้รับจดหมายคืนก็โผบินออกไปสู่ด้านนอกอีกครั้ง มันกระพือปีกบินฝ่าไปท่ามกลางหิมะที่ปกคลุม... เพราะรู้จุดหมายและมีเรี่ยวแรงมากพอจะให้เสี่ยง มันรู้ดีว่ายังไงก็คงไม่หนาวตายแน่ๆ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มันกล้าบิน

            แล้วทำไม... ทำไมผมจึงไม่ยอมบินแบบมันบ้างล่ะ

            นี่ผมกำลังกลัวอะไรอยู่?

            เวลาผ่านไปสองปี ชีวิตนักเรียนแพทย์ของผมเป็นไปอย่างน่าเบื่อ ผมพอจะมีความสุขอยู่บ้างเวลาเห็นผู้คนยิ้มได้เมื่อพวกเราได้ช่วยเหลือพวกเขา รอยยิ้มของเด็กๆเมื่อหายป่วย รวมถึงรอยยิ้มของพ่อแม่พวกเขา นั่นคงเป็นความสุขที่ผมพอจะหาได้จากการเรียนสิ่งนี้

            แต่ถึงอย่างไร มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมใฝ่ฝันอยากทำอยู่ดี

            ผมไปที่ห้องสมุดอยู่บ่อยๆ เพื่อหาหนังสือปรัชญาดีๆมาอ่าน นิยายสะท้อนสังคม และหนังสืออื่นๆที่น่าสนใจ จนวันหนึ่ง... วันนั้นเป็นวันที่สองสิงหาคม ปี 2020

            วันนั้นผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้ ทันใดนั้นเองที่เครื่องบินกระดาษได้บินพุ่งเข้ามาในหน้าต่าง มันลอยตัดหน้าไปก่อนจะตกลงที่พื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เด็กชายวัยราวสิบต้นๆคนหนึ่งได้วิ่งมาหน้าต่าง ก่อนจะสบตากับผม แล้วส่งสายตาเป็นนัยๆว่าให้ หยิบจรวดนั่นที

            เด็กบ้าอะไร เล่นไม่รู้เรื่องจริงๆ

            นั่นคือความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้ใจดำขั้นนั้นหรอก ผมเดินไปหยิบจรวดยื่นมาให้เขา เด็กชายคนนั้นรับไปด้วยสีหน้านิ่งๆ ก่อนจะกล่าวว่า ขอบคุณครับ ด้วยเสียงเรียบๆ

            ผมสีดำดูยุ่งๆเหมือนไม่ได้หวี ปอยผมเล็กๆมัดไว้ที่หลัง เขาใส่แว่น นัยน์ตาสีมรกตจ้องมองที่ปกหนังสือเล่มที่ผมกำลังถืออ่านอยู่ ผมจ้องตาเขากลับ แต่ไม่ได้พูดอะไร

            “Cogito ergo sum” เขาเปรยเบาๆ เพราะฉันคิด ฉันจึงมีตัวตนอยู่ ถ้าพูดถึงปรัชญานวยุค ผมก็นึกถึงวลีนี้ล่ะครับ

            ผมเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เด็กเท่านี้จะรู้จักเดส์การ์ตได้อย่างไร สงสัยต้องถามสักหน่อย นี่เธออายุเท่าไหร่กัน

            สิบสองครับ

            ชอบอ่านปรัชญาเหรอ

            ครับ มันแปลกหรือเปล่า?

            ผมยิ้มกับคำถามนั้น มันก็ไม่แปลกหรอก ปรัชญามันไม่มีนิยามตายตัวนี่ ดังนั้นใครจะอ่านก็ได้ จริงไหมล่ะ พ่อหนูน้อย

            เขาพยักหน้าเบาๆ ท่าทีดูขรึมๆทำให้ผมรู้สึกสงสัยและอยากรู้จักเขามากขึ้นไปอีกจนอดไม่ได้ที่จะต้องถามต่อ ว่าแต่... เธอชื่ออะไร

            เขามองหน้าผมเขม็ง ก่อนจะก้มลงมองเครื่องบินกระดาษในมือ สายลมอุ่นๆพัดจากด้านหลังเขาก่อนจะเข้ามาในหน้าต่าง ฤดูร้อนเช่นนี้ จะกล่าวว่าสายลมคือเพื่อนที่ดีที่สุดก็ไม่ผิดนัก

            สายลมพัดพาสิ่งต่างๆรอบตัวมันไปไกลแสนไกล ข้ามทวีป ข้ามน้ำข้ามทะเล พัดพาแม้แต่โชคชะตาของทุกๆคน สายลม... คือชีวิต

            และมันพัดพาเขามาสู่ที่นี่

            ผมมองตาเขา เขามองตาผม ก่อนที่เด็กชายจะค่อยๆพูดออกมาอย่างช้าๆ

            ผมชื่อ...

224 ความคิดเห็น

  1. #220 Puppy Cat (@nusikan) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2558 / 14:59
    งืม หลังจากอ่านจบ เราจะจัดละนะเบสนะ 55555 จากที่เคยสัญญากันไว้เมื่อปีที่แล้วว่าจะมาวิจารณ์ยาวๆ 

    -ตัวละคร > เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละครแต่ละตัวอย่างชัดเจน ชอบตัวละครเรื่องนี้ตรงที่แต่ละตัวมีข้อดี-ข้อเสียเหมือนมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆทั่วไป (ถึงมันสมองจะระดับอัจฉริยะก็เหอะ) มีพลาด มีล้มบ้าง แต่ชอบในวิธีการแก้ปัญหา ชอบในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่ใช่ง้องแง้งจะทำตามอุดมการณ์ของตัวเองอย่างเดียวทั้งๆที่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เช่นจากอเล็นเล่ใสๆ แม้ตอนนี้นางจะยังใสอยู่ แต่เหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทำให้นางเข้มแข็งขึ้น มีไหวพริบมากขึ้น ตัวละครแต่ละตัวนั้นปั้นออกมาได้สมจริงในระดับสอง(เอ่อ หมายความว่ามากกว่าระดับหนึ่ง 555) มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนจริงๆ ทำให้เราเชื่อได้ว่ามันมีอยู่จริงในโลกใบนี้

    -ภาษาและการบรรยาย > ขอบอกว่าดีกว่าตอนแรกที่เราเข้ามาอ่านเยอะมาก 555 เบสต์ถือเป็นนักเขียนที่มีการพัฒนาตัวเองได้เร็วมาก การบรรยายของเบสต์สั้น กระชับ สนุก อ่านแล้วเข้าใจง่าย (เราอิจฉาเบสต์เรื่องนี้อยู่เลย เรานี่ติดบรรยายทีนึงยาวเป็นหางว่าว T_T) ถ้าเปรียบเป็นหนัง นิยายของเราคงจะเป็นแนวๆสงคราม-ดราม่าดาร์คๆ บรรยากาศขาวดำอึมครึมทั้งเรื่อง มุมกล้องแพนช้าๆเน้นซูมท่าทาง ปฏิกิริยาและภาษากายของตัวละคร ไม่ก็ตั้งแช่ไว้ ในขณะที่ Intimate Mind จะใช้เทคนิคมุมกล้องและแสงเงาหลากหลายกว่าในการสื่อให้ผู้ชมได้ดู ดำเนินเรื่องเร็ว ฉากแอคชั่นตัดฉับไปฉับมาสะใจไม่มีสโลว์โมชั่น แสงจ้าๆกล้องสั่นๆเน้นภาพรวมมากกว่าตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง ส่วนฉากที่ดีซีกำลังครุ่นคิดก็ทำได้ดี แสงเงามืดๆกล้องนิ่งๆ ตอนที่วิคเตอร์กำลังจะเดี้ยงก็ให้ภาพแบบฝันๆ หมอกกระจายฟุ้งๆ เศร้าๆ อึนๆ ไม่รู้สิ เวลาอ่านนิยายเราชอบคิดตามเป็นภาพอ่ะ และนิยายของเบสต์มันให้ครบรสจริงๆ เหมือนจ่ายตังแค่สามสิบบาท ได้ราดหน้าทะเลใส่ไข่มาจานใหญ่ไรงี้

    -มาพูดถึงข้อเสียกันบ้าง

    -ซึ่งก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ติอะ หนึ่งเลยก็คือการใช้คำ สั้น กระชับ คือข้อดี แต่ข้อเสียคือมีคำซ้ำบางประโยค และบางทีการใช้คำมันยังไม่อีปิคพอ คือจะพูดยังไงอะ 5555 บางบรรยากาศแบบระเบิดตูมตามแบบหนังไมเคิลเบย์งี้ เบสต์ยังใช้ภาษาเหมือนบรรยายบรรยากาศธรรมดาอยู่อะ แต่อันนี้โอเคนะ จะไม่แก้ก็ได้เพราะยังไงมันก็ดีอยู่แล้ว แก้อีกนิดเดียวก็ดีมากๆแล้ว

    -การบรรยายในบทนี้ แปลกอยู่อย่างนึงคืออาการโคม่าของวิคเตอร์ คือมันจะพูดยังไงอะ บางทีคำพูด การบรรยายบรรยากาศมาคุในตอนนั้นมันยังไม่ถึงอารมณ์ ฉากที่วิคเตอร์กำลังสลบทำได้ดีมากนะ แบบ ผมนี่กลืนน้ำลายลงคอซูฮกให้เลยอ่ะ แต่พอมาตอนที่ชาลีรายงานดีซีเรื่องนี้ มันดูแบบ "อืม วิคเตอร์สาหัส อาการโคม่านะ"  มันยังเฉยๆอยู่นิดนึง ปรับแก้ตรงนี้ด้วยนะแจร้

    -ตัวละครหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ดี.ซี. เหมือนนางจะมาเป็นหนึ่งในกุญแจของภาคสอง ตอนแรกๆที่ดีซีเข้ามา เราไม่ค่อยชอบนางนะ คือนางบอกว่านางเป็นนักมายากลใช่มะ แต่กลหลายๆอย่าง มันดูเหมือนเวทมนตร์มากกว่า แบบ เฮ้ย อยู่ๆก็มาได้ไงวะ อ่าวเฮ้ย หายไปไหนละ ไรงี้ เราว่าถ้าจะปรับแก้ให้ดีซีเป็นดูนักมายากลจริงๆ น่าจะเติมมุมมองของดีซีในฉากมายากลไปด้วยว่า เออ กรูมาได้ไง กรูหายตัวไปได้ไง กรูเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็นแล้วนำมาใช้สร้างเป็นกลของตัวเองได้ไง แต่ส่วนใหญ่ฉากที่ดีซีออกมา เบสต์จะใช้มุมกล้องของตัวละครตัวอื่นมากกว่าไง แต่ฉากโดดตึกในบทนี้โอเคมากนะ แบบ อืม เออว่ะ มันเป็นไปได้จริงๆที่กลนี้จะใช้ได้ในสถานการณ์โดดตึก ชอบตรงที่เบสต์สร้างสรรค์มายากลของดี.ซี.แบบนี้ มันไม่ใช่มายากลแบบเกินจริง เหนือธรรมชาติไรงี้เลย มันอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ และเป็นมายากลที่ "ฉลาด" เลยทีเดียว


    -เอาตรงๆไหม เราไม่เคยอ่านอะไรที่เป็นปรัชญา วิทยาศาสตร์ แฟนตาซีมาเลยในชีวิต (นอกจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่นั่นมันวรรณกรรมเยาวชนนี่หว่า = =") ไม่ดิ ต้องพูดว่าทั้งชีวิตเรานี่อ่านแต่แนวสงคราม-ประวัติศาสตร์ มาตลอด เราเจอนิยายเรื่องนี้ก็เพราะไปส่องไอดีไรต์เตอร์ดู(ก็ไรต์มาแอดแฟนคลับนิยายเราอ่ะเนอะ >_< ดีไตแปบ) อ่านๆไปแล้วแบบ...เฮ้ย...เขียนดี เขียนโอเค ยังกะนิยายแปลไซไฟของฝรั่งเลยว่ะ เลยลองอ่านไปเรื่อยๆ ซึ่งไรต์เตอร์ก็ไม่ทำให้คนอ่านผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว ชื่นชมรัวๆค่ะ ณ จุดๆนี้

    ปล. จบละ โอ๊ยพิมพ์มาชั่วโมงนึง เมื่อยนิ้วมาก 555555555
    สู้โว้ยเบสต์ กรูเป็นกำลังใจให้เสมอออออออ รักนะจิบิ




    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2559 / 23:36
    #220
    1
    • #220-1 Victoria Bytes (@bestyworld) (จากตอนที่ 32)
      2 ตุลาคม 2558 / 15:21
      วรั้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ฟินข่าาาาาา ขอบใจที่มาวิจารณ์ให้แบบยาวโคตรนะครัช
      ไว้เดี๋ยวพ้นช่วงนี้ไปได้เมื่อไหร่กระผมจะตอบแทนอย่างงามเลยทีเดียว คอยดูสิครัช อะฮิฮิฮิฮิ
      #220-1
  2. #213 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2558 / 11:17
    ไอจ๋า ไอสีม่วงแผ่เต็มบท =.,=
    เป็นการบรรยายที่จิ้นได้จิ้นดีนะเนี่ยพูดเลย 5555555
    รอต่อไปว่าสองคนนี้ผูกพันกันขนาดนี้ได้อย่างไร วรั้ย 555555
    #213
    1
    • #213-1 Besty. (@bestyworld) (จากตอนที่ 32)
      13 สิงหาคม 2558 / 06:57
      มีแต่คนจิ้นดีซีวิคเตอร์ ทำไมชาลีวิคเตอร์มันน้อยกว่านะ ๕๕๕๕๕ //ผิดอย่างแรงจ้าาา
      #213-1
  3. #169 poroyo (@poroyo) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2558 / 18:20
    ขอเข้ามาคอมเมนต์ก่อนเน้อ อ่านถึงตรงนี้แล้ว
    ขอคอมเมนต์ตามความรู้สึกแล้วกันนะ (ถ้าพี่เผลอคอมเมนต์แรงไปก็ขออภัยด้วยนะ)

    รู้สึกว่าพระเอกผู้รับไม้ผลัดคนถัดไปคือดีซีสินะ เห็นน้องปูบทมาทั้งการเจอกับแนตซ์ การคุยกับชาร์ลี
    แอบเสียดายนิดนึง นึกว่าจะได้เห็นฉากแนตซ์ปะทะวิคเตอร์เสียอีก
    พลังของแนตซ์คืออะไรตอนนี้ก็ยังดูอยู่นะ แต่เสียดายมากอุตส่าห์เห็นพลังของวิคเตอร์ทั้งทีแต่ดันไม่ได้ใช้จริง
    (คือพี่เป็นพวกคิดตัวละครขึ้นมาทั้งทีอยากใช้ให้คุ้มที่สุดน่ะ)

    เอาเข้าจริงถ้าบทใหม่ยังบรรยายถึงวิคเตอร์ว่าเป็นตายเท่ากัน พี่ขอพูดตรงๆ ว่าไม่น่าเขียนทอล์กบอกไว้แบบนั้นนะ
    คือเหมือนกับสปอยล์ไปแล้ว แทนที่คนดูจะลุ้นไปกับอาการของวิคเตอร์ด้วยกัน กลับรู้สึกแบบ "อืม ยังไงก็ตามนั้นละนะ"

    แบบตอนดูการ์ตูนบางเรื่อง ตัวละครL ถูกแรงระเบิดอัดหายไปในกลุ่มควัน คนดูไม่มีใครเชื่อว่าเขาตาย(เพราะมีโอกาสลุ้นว่าจะมีใครเก็บไปรักษา) จนตอนถัดมามีภาพตัวละครไปวางดอกไม้บนหลุมศพของนายL คนดูถึงยอมรับความจริงกัน

    ขอพูดถึงดีซีนิดนึงนะ (แฟนคลับดีซีอย่าโกรธกันนะ เพราะเรามีความเห็นไปอีกทางเลย)

    คือตอนแรกเรารู้สึกว่าตัวละครตัวนี้เป็นแบบ Deus ex machina เลย
    เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแทนที่จะทำงานเป็นทีมเวิร์กกันจริงๆ (ไม่นับเรื่องตอนทำแผลให้วิคเตอร์ เพราะอันนั้นจำเป็นจริงๆ) 
    อย่างตอนขึ้นเครื่องบินแต่ละคนไม่น่าประมาทถึงขั้นนั้นนะ ถึงจะเป็นBiz Class แต่ถ้าอีกฝ่ายมีทั้งโลกคอยหนุนอยู่ก็ไม่น่าวางใจได้สนิท (ตอนอ่านนี่แบบ พวกคุณชิวๆ กันดีจัง ไม่มีใครตะหงิดๆ หน่อยเหรอ)

    บางทีอ่านแล้วก็พาให้คิดว่าเป็นตัวละครสายMage ด้วยซ้ำ เพราะการเล่นมายากลนี่ต้องซักซ้อม วางแผน
    มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นหรือคาดไม่ถึง หรือถ้าทำได้ขนาดนั้นก็ต้องเป็นคนที่ช่างสังเกตและหัวไวเป็นอย่างมาก
    (แบบนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังบางคนที่สร้างจินตภาพในหัวได้ไวจนลงมือทำได้ทันที เพราะสมองของเขาไม่เหมือนคนอื่น)

    การบรรยายในบทก่อนหน้าทำให้เรามองเห็นแค่ภาพสุดท้าย ที่ทำให้เขาดูเก่งเหนือจินตนาการ รู้สึกเหมือนเวทมนตร์มากกว่าที่จะเป็นมายากล คืออ่านแล้วไม่รู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับตัวละครคนนี้เท่าไหร่ 
    ถ้าจะแก้ไขบทก่อน อยากให้เพิ่มในเรื่องบรรยายการมอง การกวาดสายตา ครุ่นคิดบ้าง เพื่อที่จะพอให้รู้สึกว่าเขาเป็นคนๆ หนึ่ง ไม่ใช่จอมเวทมาจากไหน เพียงแต่เขาเก่งที่จะหาลู่ทางการหลบหนีหรือการวางแผนตลอดเวลา 

    อีกอย่างหนึ่งพี่ว่าเกิดจากการบรรยายในช่วงโลกแห่งความเป็นจริงที่อิงไว้อย่างสมบูรณ์ แต่เวลาบรรยายถึงดีซีกลับเลือกที่จะบรรยายให้เขาดูเป็นนักมายากลที่อยู่เหนือความคาดหมาย ทำให้เราดูแล้วรู้สึกไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ ขณะที่ตัวละครอื่นๆมีข้อดีข้อเสียในระดับที่สมดุลแบบมนุษย์สามัญธรรมดา(อ่านแล้วพอรู้สึกว่ามีส่วนร่วม) แล้วก็หลายๆเหตุการณ์ ดีซีกลายเป็นคนที่รับบทหนักสุดในเรื่อง เลยทำให้พี่รู้สึกแบบเป็นตัวละครที่แกรี่(ทั้งรวยทั้งเก่งเวอร์) แทนที่จะอ่านแล้วรู้สึกว่าเพอร์เฟกต์

    (แบบที่น้องเบสต์เขียนในตอนนี้ก็ถือว่าดีขึ้นเยอะเลยนะ ทำให้รู้สึกว่าเป็นนักมายากลที่ชาญฉลาด ไม่ใช่นักเวทจำแลง และเริ่มดูมีเนื้อหนังมีความรู้สึกเป็นคนบ้าง ที่ไม่ได้เพอร์เฟกต์ไปทุกสิ่ง)
    #169
    1
    • #169-1 25329789 (@2521a2521a) (จากตอนที่ 32)
      3 มิถุนายน 2559 / 20:25
      เห็นด้วยคะ (:
      #169-1
  4. #159 Fytius Falevia (@fytius) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2558 / 00:13
    "ตัวเต็ง" ของทีมต่างหากจ้า

    //นี่มาอ่านเพราะดีซีโดยเฉพาะ โอย //โดนตบ

    ดีซีขา ดีซียยยยย์ //ลูบไล้ดีซี #ผิดมาก

    คือดีงามค่ะ ดีงามฝุดๆ #เดี๋ยวๆ

    //โบกธงดีซีวิคกี้ไปมา เย้
    #159
    0