Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 31 : Chapter 29: Awake Dreaming ความฝันในยามตื่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 มิ.ย. 58

-Chapter 29-

Awake Dreaming ความฝันในยามตื่น




            แกน่ะหมดหนทางแล้ว

            เด็กหนุ่มวัยรุ่นราวคราวเดียวกันกับวิคเตอร์ยืนถือปืนจ่อมาที่ ดี.ซี. นิ้วที่เกี่ยวไกปืนเอาไว้นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่าเขาพร้อมจะยิงได้ตลอดเวลา ผมสีบลอนด์กับจมูกโด่งฉายแววเชิดรั้น ดี.ซี. ตอบไม่ได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ เขาควรจะเครียด แต่นี่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย

            ผมไม่รู้เรื่อง คุณพูดอะไร

            ดี.ซี. ตอบเสียงนิ่ง แววตาคมปลาบดูเรียบเฉยเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทำเอาฝ่ายตรงข้ามเริ่มไปไม่ถูก เหยื่อควรจะตระหนกตกใจมิใช่หรือ หรือว่า ดี.ซี. ซ่อนอะไรบางอย่างอยู่?

            ปัง!

            ไม่อยากจะเสียเวลาคิดอะไรอีก จึงลั่นไกยิงออกไป ทว่าเพียงเสี้ยวพริบตา ดี.ซี. ที่เหมือนจะอ่านเกมออกใช้ผ้าคลุมสะบัดขึ้นปิดร่างได้ทัน เมื่อผ้าคลุมนั้นค่อยๆปลิวลงกับพื้น ร่างของเขาก็หายวับไปแล้ว เด็กหนุ่มที่ถือปืนอยู่เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ก่อนจะนึกได้รีบหันหลังกลับไปมองข้างหลังอย่างหวาดระแวง

            ไม่มี... ไม่มีอะไร

            ทันใดนั้นเอง ที่เขาถูกล็อกคอพร้อมจ่อมีดที่ลูกกระเดือกจากข้างหลัง ดี.ซี. กระซิบข้างหูของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงชวนขนลุก

            รู้ไหม ผมไม่ชอบให้ใครจ่อปืนใส่หน้า

            “ไอ้บ้าเอ๊ย! ตบตาฉันได้ยังไงกัน แกหายไปอยู่เห็นๆ!” เด็กหนุ่มกล่าวโวยวาย มือรีบยกปืนขึ้นยิงไปที่ข้างหลัง แต่ ดี.ซี. รู้ทัน เขาหมุนตัวหลบมาทางด้านหน้า แทงเข่าเข้าที่กลางท้องของศัตรูไม่ยั้ง อาศัยจังหวะที่เด็กหนุ่มจุกจนตัวงอบิดแขนแล้วคว้าปืนมาถือในกำมือ ดี.ซี. เตะรวบขาให้ร่างเด็กหนุ่มล้มลงนอนกับพื้น ก่อนจะจ่อปืนที่หัวแล้วถามเสียงเยือกเย็น

            หึๆ... ชื่ออะไรหรือครับ พ่อหนุ่ม

            แม้จะเสียเปรียบอย่างหนัก แต่ดูท่าเจ้าตัวจะยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาทำท่าจะลุกขึ้นขัดขืน จน ดี.ซี. ต้องยิงขาเขาเพื่อขู่ เด็กหนุ่มร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะตอบคำถามในที่สุด แน๊ทซ์... แน๊ทซ์ แซนเดอร์! แกเป็นพวกของวิคเตอร์ใช่ไหม ฉันจะฆ่าแก!”

            ดี.ซี. ยิ้มเล็กน้อย เขาไม่ตอบคำถามของแน๊ทซ์ แต่กลับจ่อปืนกดลงบนหน้าผาก นิ้วเลื่อนเข้าจะกดไกเพื่อระเบิดขมับปลิดวิญญาณของเด็กหนุ่มคนนั้นให้ตายๆไปซะ เขาจะได้หนีได้สบายๆโดยไม่มีใครขัดขวาง แต่ทว่ายังไม่ทันจะได้เหนี่ยวไก เสียงของผู้ชายก็ดังขึ้นจากด้านหลังเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงจีน

            หยุดนะ คุณจะทำอะไร!”

            ดี.ซี. คว้าหน้ากากโอเปราสีขาวในเสื้อสูทขึ้นมาสวมอย่างใจเย็นเพื่อปิดบังอำพรางใบหน้า ก่อนจะหันมามองด้านหลัง ปรากฏเป็นตำรวจสี่ห้าคนยืนอยู่ที่หน้าประตูกำลังจ่อปืนมาที่เขาอยู่ ดี.ซี. ประเมินสถานการณ์แล้วพบว่า หากยิงแน๊ทซ์ ยังไงเขาก็ไม่รอดแน่นอน เมื่อนึกได้เช่นนั้นจึงเดาะลิ้นเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดขัดใจ

            ยกมือขึ้น คุณถูกจับแล้ว!”

            ดี.ซี. ยกมือขึ้นแล้วค่อยๆเดินถอยจนหลังติดกำแพงระเบียง ลมเย็นจากด้านนอกพัดเข้ามาชวนให้รู้สึกขนลุก ตำรวจเดินรุกเข้ามาใกล้ปิดทางไม่ให้หนี พวกเขายังคงตะโกนขู่

            คุกเข่า!”

            ดี.ซี. ยกริมฝีปากขึ้นยิ้มบางๆ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสูทเหมือนกำลังเตรียมหยิบอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดขึ้น แล้วถ้าผมจะบอกว่าไม่?

            พูดจบก็โยนดอกกุหลาบสีแดงให้ดอกหนึ่ง ก่อนจะทิ้งตัวกระโดดลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ตำรวจรีบวิ่งมาดูอย่างตื่นตระหนกพลางตะโกนลั่น เฮ้ย คุณ!”

            แหงนมองดูเบื้องล่างก็ต้องอึ้งยกกำลังสอง เมื่อพบว่าร่างของ ดี.ซี. ได้หายไปแล้ว!


**********


            ท้องฟ้าเป็นสีดำมืดท่ามกลางเมฆหมอกแห่งรัตติกาล ป่าไม้พงไพรรกทึบทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างลำบาก โชคดีที่เป็นคืนวันเพ็ญพระจันทร์สว่างเต็มดวง รวมถึงแสงเล็กๆจากหิ่งห้อย ทำให้ป่าแห่งนี้ดูไม่มืดจนเกินไป เสียงจิ้งหรีดร้องทำให้ที่แห่งนี้ดูไม่เงียบเหงา แต่เต็มไปด้วยสีสันของธรรมชาติยามกลางคืน

            แสงจากคบเพลิงไฟในมือของวิคเตอร์ช่วยส่องทางให้พอมองเห็นได้บ้าง ในขณะที่ชาลีเดินข้างๆ เยื้องตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อคอยหยิบมีดฟันไม้เลื้อยรกๆที่ขวางทางตรงหน้า ทั้งสองมาถึงที่นี่นานพอสมควรแล้ว และยังไม่เจออะไรนอกจากต้องมาเดินไปเรื่อยๆตามทางแบบนี้

            แกคิดว่าที่นี่คือโลกของใครบางคนหรือเปล่าชาลีถามขึ้น “หรือว่าเป็นแค่ความทรงจำของใครบางคนเท่านั้น”

            ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ฉันรู้สึกเหมือนที่นี่เป็นความทรงจำที่ทับซ้อนของพวกเรามากกว่าวิคเตอร์ตอบ สังเกตสิ นายไม่คุ้นๆกับป่านี่บ้างเหรอ

            ชาลีส่ายหน้า “ไม่”

            “งั้นฉันจะบอกอะไรให้ ที่นี่คือป่าที่พวกนายหนีออกมาจากองค์กร เส้นทางที่เราเดินๆกันอยู่ก็คือเส้นทางที่พวกเราหนีกันตอนนั้น” เด็กหนุ่มอธิบาย ขณะกำลังเดินถือคบไฟช่วยชาลีส่องทางข้างหน้า ถ้าจะถามว่าสังเกตยังไง นายก็ลองมองดีๆสิ มองไปทางซ้ายมือ

            วิคเตอร์ชี้ไปทางซ้ายมือ พลางส่องคบไฟไปตามทิศนั้น ชาลีเมื่อมองตามก็เลิกคิ้วเล็กน้อยกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

            เด็กน้อยสี่คนกับเด็กวัยรุ่นอีกคนหนึ่งกำลังเดินไปตามป่าอย่างเงียบเชียบ ท่าทีเหมือนกำลังหนีอะไรอยู่ ทั้งสองพิจารณาใบหน้าได้ไม่ชัดเจนนักเพราะแสงจากคบไฟส่องไปไม่ถึงบริเวณนั้น พวกเขาจึงเดินรุดเข้าไปใกล้เพื่อพิจารณาภาพที่เห็นให้แน่ใจ

            แกแน่ใจหรือไงว่าเป็นพวกเราตอนนั้น?” ชาลีถามด้วยความสงสัย

            ค่อนข้างแน่ใจ” วิคเตอร์ตอบ ทั้งสองเดินไปจนเข้าใกล้ทั้งห้าคน ทุกอย่างคงดูธรรมดาไม่มีอะไร แต่แล้ววิคเตอร์กลับรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เมื่อจู่ๆเอลเลนก็หันหลังกลับมาชำเลืองมองด้านหลัง

            ทีแรกเขาคิดว่าเอลเลนคงจะหันกลับมาเพื่อระวังข้างหลัง แต่เมื่อมองให้ดีอีกครั้ง จึงรู้ว่าตนเองคิดผิด

            พี่ตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเด็กหญิงตัวน้อยเอียงคอกล่าวถามอย่างเอ็นดู ชาลี หรือก็คือไฮดี้ในร่างเด็กที่เดินอยู่ข้างๆหันกลับมามองด้านหลังก็ต้องตกใจโหยง ก่อนจะปัดป้องร่างเด็กหญิงไปอยู่ข้างหลังแล้วคว้ากิ่งไม้มาถือเป็นอาวุธป้องกันตัว

            แอบตามมาจากองค์กรแน่ๆ อย่ามายุ่งกับพวกเรานะ!” ไฮดี้ตะโกนขึ้นด้วยทีท่าไม่ไว้วางใจสุดขีด

            เด็กหนุ่มชาวจีนวัยราวยี่สิบต้นๆเดินมาอยู่ข้างๆไฮดี้ จากที่ตอนแรกเป็นคนนำทาง เขาพูดขึ้นอย่างสุภาพ แต่ก็ดูระวังตัวในเวลาเดียวกัน คุณเป็นใคร มาจากที่นั่นหรือเปล่า

            จินเหลียงยืนด้านหน้าเพื่อบังร่างเด็กๆทั้งสี่ให้ยืนอยู่ด้านหลัง ซึ่งได้แก่เอลเลน ไฮดี้ ยูเลียนา และวิคเตอร์ ทุกคนในวัยละอ่อนดูฉายแววไร้เดียงสา เหมือนกำลังหนีจากที่นั่นเพื่อไปเผชิญกับโลกที่โหดร้ายภายนอกต่อ ทำอย่างไรได้ล่ะ? ชีวิตต้องดำเนินต่อไปมันก็เป็นแบบนี้แหละ

            วิคเตอร์เอะใจกับคำพูดของจินเหลียงในร่างหนุ่ม เขากล่าวว่า คุณ’... ไม่ใช่ พวกคุณ

            จากทั้งหมดนั้นทำให้วิคเตอร์สรุปได้ในทันที...

            พวกเขาเห็นแค่ฉันคนเดียว พวกเขาไม่เห็นนายเด็กหนุ่มหันไปพูดกับชาลี แต่ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ตอบอะไร ไฮดี้ก็ขัดขึ้นเสียก่อน

            คุยกับใครน่ะ หรือว่ามีคนอื่นมาด้วยในเงามืดๆนั่น!?”

            สมกับเป็นร่างของเจ้าตัวจริงๆ ขี้ระแวงไม่เคยเปลี่ยน

            วิคเตอร์คิดในใจ ก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ใช่หรอก พอดีแค่ผ่านมาน่ะ มีอะไรให้ช่วยไหม?

            คุณไม่ได้มาจากที่นั่นจริงๆหรือจินเหลียงยังคงถามเซ้าซี้

            “ก็แน่น่ะสิครับ” วิคเตอร์ตอบ ในขณะที่มือยังคงถือคบไฟอยู่ ชาลียืนนิ่งรอดูเหตุการณ์ต่อไปเงียบๆ “ผมจะถามอีกรอบ กลางคืนในป่าแบบนี้มันอันตรายนะ คุณมีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่า”

            พอจะรู้ทางออกของป่าแห่งนี้ไหมครับ จินเหลียงถามอย่างสุภาพ วิคเตอร์ส่ายหน้ากับคำถามนั้นทันทีก่อนจะกล่าวต่อ

            ผมเองก็หลงป่า เรามาเดินทางไปด้วยกันแล้วกันนะ

            เราจะออกไปจากป่านี้ด้วยกันนะคะ!” เอลเลนกล่าวเสียงสดใส ยูเลียนาได้ยินเช่นนั้นก็หยิบแขนเพื่อนเบาๆพลางเอ็ดเสียงเบา

            ยายบ้า เราไม่ควรไว้ใจคนแปลกหน้านะ!”

            ใช่ๆ!” ไฮดี้เสริม

            “เอาละ ไหนๆเราก็หลงป่าเหมือนกัน งั้นไปด้วยกันเถอะครับ” จินเหลียงกล่าวขึ้น ก่อนจะหันไปพูดกับเด็กๆ “ไม่ต้องห่วงหรอก เราจะลองไปกับเขาดู”

            เหมือนเป็นคำชี้ขาด เด็กๆทุกคนดูจะเชื่อฟังเป็นอย่างดี จินเหลียงเดินนำหน้าต่อไปข้างหน้า ในขณะที่วิคเตอร์คอยเดินอยู่ด้านหลังสุดเพื่อระวังหลังให้ ชาลีเดินข้างๆเขา ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบหัวไฮดี้ซึ่งเปรียบเสมือนตนเองในร่างเด็ก แต่เพราะเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขาทำได้แค่เพียงเลื่อนมือทะลุร่างนั้นไปเหมือนคว้าอากาศเปล่า เขาหัวเราะเล็กน้อยกับผลที่ได้ ก่อนจะพูดกับวิคเตอร์

            ฉันว่านายน่าจะเจอความสามารถพิเศษของตนเองแล้วนะชาลีพูด แปลกมากๆเลยด้วย มีตัวตนจริงในโลกแห่งความทรงจำเนี่ย

            วิคเตอร์หันไปพูดกับชาลีด้วยเสียงกระซิบเพื่อไม่ให้ทุกคนสงสัย แต่ฉันสงสัยว่านี่จะเป็นการเปลี่ยนความทรงจำของทุกคนที่เห็นฉันด้วยหรือเปล่าน่ะสิ

            อืม...ชาลีทำเสียงเหมือนครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มรู้สึกว่าภาพในหัวเริ่มเบลอๆและฉีกขาดเหมือนถูกบิดเบี้ยว... เอ... พอนึกแล้วทำไมรู้สึกปวดหัวแปลกๆนะ

            นั่นไง งานเข้าแล้ววิคเตอร์สบถเบาๆ แสดงว่าความสามารถของฉันคือการเปลี่ยนแปลงความทรงจำคนอื่น โดยการมีตัวตนจริงในโลกแห่งความทรงจำ...

            เหมือนจะดี แต่ก็ไม่ดีนะเนี่ยชาลีแซว ในขณะที่มือกุมขมับเพราะรู้สึกมึนหัว สีหน้าเริ่มไม่ค่อยดี แต่จะบอกอะไรให้นะ ฉันรู้สึกแย่มากๆ อยากจะอ้วกมากเลยให้ตาย ไม่มีวิธีแก้หรือควบคุมความสามารถนั้นเลยหรือไง

            ในระหว่างที่ชาลีกำลังบ่น เอลเลนก็หันมาถามวิคเตอร์ด้วยทีท่าเป็นห่วง เป็นอะไรหรือเปล่าคะ

            ไม่รู้จะตอบว่าอะไร จึงได้แต่พูดออกไปแกนๆ ไม่มีอะไร... ฉันสบายดี

            แม้จะตอบไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไร้ซึ่งอารมณ์ แต่เอลเลนกลับยิ้มออกมาเหมือนดีใจ ดีแล้วล่ะค่ะ พี่ต้องแข็งแรงต่อไปนะคะ!”

            อะ... อืม

            แกเป็นโรคหัวใจไม่ใช่เรอะชาลีล้อเลียนเพราะรู้ว่ามีเพียงวิคเตอร์คนเดียวที่เห็นและได้ยิน แต่เมื่อวิคเตอร์มองจิกด้วยหางตา ชาลีก็เงียบทันที ก่อนจะเกาหัวแกรกๆด้วยท่าทางกวนๆ

            พี่จะต้องอายุยืน จะได้อยู่บนโลกนี้นานๆยังไงล่ะคะ

            ครับ...

            จริงเร้อ?

            ชาลีทำเสียงล้อเลียน แต่วิคเตอร์ทำเมินเฉยเหมือนไม่ได้ยิน แม้ในใจจะรู้สึกรำคาญมากจนอยากจะถีบชาลีไปให้พ้นๆหน้าก็ตาม

            หนูไม่เชื่อ อย่าทำสีหน้าแบบนั้นสิ” เอลเลนพูดพลางทำหน้าซึมๆล้อเลียนวิคเตอร์ ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยออกมาหาเขาอย่างเป็นมิตร “สัญญากับหนูนะคะ ว่าพี่จะอายุยืน เราจะได้อยู่บนโลกกันไปนานๆ!”

            ก็แค่สัญญาของเด็กๆล่ะนะ...

            วิคเตอร์ยื่นมือออกไปเกี่ยวก้อยสัญญา ไม่รู้ทำไม แต่จู่ๆเขากลับเผลอยิ้มออกมาได้เอง ทำไมกันนะ...

            ฉันสัญญา...

            แล้วก็ต้องหุบยิ้ม เมื่อได้ยินเสียงจากตัวก่อกวนที่ยืนข้างๆ...

            โถ ที่แท้ก็รักเด็ก นึกไม่ถึงนะเนี่ยชาลีกล่าวพลางผิวปาก วิคเตอร์ที่เริ่มทนไม่ไหวหันไปมองจิกอีกครั้งด้วยสายตาอำมหิตกว่าเดิม ก่อนจะคำรามเสียงกระซิบ

            เก็บปากเอาไว้กินข้าวซะ...

            ชาลียักไหล่ ในจังหวะนั้นเองที่เอลเลนยิ้มขึ้นอย่างสดใส เธอพูดขึ้นอย่างร่าเริง รอยยิ้มนั้นดูมีความสุข ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้... มันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

            ยอดมากค่ะ หนูมีคนที่จะร่วมแก่ไปด้วยกันอีกคนแล้ว!”

            ทำอย่างกับว่าคนเราตายเฉพาะตอนแก่ได้ทุกคนเลยอย่างนั้นหนอ... แม่หนูเอ๋ย...

            เพราะรัศมีความเป็นมิตรที่เจิดจ้าเกินไปของเธอทำให้เขาแทบทำตัวไม่ถูก วิคเตอร์ได้แต่คิดหาวิธีในใจ เขาจะควบคุมความสามารถนี้อย่างไรดีหนอ... หากควบคุมไม่ได้ต้องเกิดเรื่องวุ่นๆขึ้นแน่ แล้วความทรงจำทั้งหมดก็จะถูกบิดเบือนโดยตัวเขาเอง...

            มีวิธีอะไรบ้างนะ

            ฉันจะควบคุมมันยังไงดี?

            วิคเตอร์ยังไม่ทันจะนึกอะไรออก ร่างก็ค่อยๆสลายไปกับอากาศทีละน้อย มันคือสัญญาณเตือนว่าเขากำลังตื่น ไม่เอาน่า เขายังไม่ทันจะได้รู้อะไร ต้องตื่นขึ้นแล้วจริงๆหรือนี่!?

            เด็กหนุ่มเดินถอยหลังออกมาอย่างเงียบเชียบไม่ให้ทั้งห้าคนรู้ตัว ก่อนที่ร่างจะพลันจางหายไปในอากาศ ภาพรอบข้างค่อยๆสว่างขึ้น... สว่างขึ้น

 

พี่จะต้องอายุยืน จะได้อยู่บนโลกนี้นานๆยังไงล่ะคะ สัญญากับหนูนะ

ฉันสัญญา...

 

            เฮือก!”

            วิคเตอร์สะดุ้งตัวลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมองไปรอบๆก็พบเห็นแต่เพียงความมืด ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือความร้อน... เหมือนกำลังอยู่ในเตาอบ ความรู้สึกที่สอง คือมือที่กำลังถูกพันธนาการ เมื่อลองพยายามขยับดู จึงพบว่ามันถูกมัดล่ามพาดกับหลังเอาไว้อยู่

            นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น?

            เสียงฟ้าร้องดังครืนๆ พื้นที่สั่นไหวเหมือนกำลังผ่านถนนเส้นขรุขระทำให้วิคเตอร์เดาได้ทันทีว่าเขากำลังอยู่ในรถ เมื่อเด็กหนุ่มมองไปรอบๆจึงพบว่าตนเองกำลังอยู่ในตู้รถบรรทุก ด้านบนเพดานมีช่องหน้าต่างสูงๆเชื่อมกับช่องกระจกห้องโดยสารคนขับด้านหน้า

            วิคเตอร์...” เสียงอเล็นเล่เรียก เธอนั่งอยู่ข้างๆเขา มือถูกมัดพาดกับหลังเอาไว้ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้สะดวกนัก

            ตื่นเสียทีนะเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น ยูเลียนานั่นเอง เธอนั่งฝั่งตรงข้ามในสภาพที่ถูกมัดอยู่เช่นกัน

            ถูกจับใช่ไหมวิคเตอร์ถามเสียงเรียบ ยูเลียนาไม่ได้พูดอะไร ได้แต่พยักหน้าเบาๆ

            เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มองไปที่หน้าต่างบนเพดานที่เชื่อมกับห้องโดยสารด้านหน้า มองบันไดเตี้ยๆเก่าๆขึ้นสนิมเหล็กที่พื้น เขาครางอืมในลำคอเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดออกมา

            ฉันจะหยุดรถคันนี้เอง

            ทั้งสองคนเมื่อมองตามวิคเตอร์ก็เข้าใจทันทีว่าเขาต้องการสื่ออะไร อเล็นเล่รู้ดีว่าเขาต้องคิดทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงและอันตรายอีกแล้วแน่ๆ จึงได้แต่เตือนออกไป ตอนนี้พวกเรามีกันสามคน เราต้องรอดกันทั้งหมดนะ

            แน่นอนสิ

            สัญญาได้ไหม?อเล็นเล่กล่าวขึ้น เธอจ้องตาเขาเขม็ง เธอจะต้องมีชีวิตต่อไป สัญญาสิ

สัญญา...

สัญญากับหนูนะคะ ว่าพี่จะอายุยืน เราจะได้อยู่บนโลกกันไปนานๆ!

 

ความทรงจำนั้น เป็นเพียงภาพลวงตาที่ฉันบิดเบือนหรือเปล่านะ?

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเช่นไร ฉันจะยังคงจดจำมันตลอดไป

 

            ฉัน... สัญญาวิคเตอร์กล่าวออกไป

            แต่เขาไม่ได้ยื่นมือออกไปเกี่ยวก้อย

            ยูเลียนายิ้มบางๆ เธอเอนหลังพิงเพดาน ที่นี่มืดและร้อนอับ มีเพียงแสงเล็กน้อยจากหน้าต่างที่เชื่อมระหว่างห้องโดยสารนั่น ใช่... พวกเธอควรบุกเข้าไปในนั้น หากไม่อยากนั่งรอความซวยถัดไปที่กำลังมาเยือน ณ จุดหมายปลายทาง นี่ก็คงเป็นเพียงทางเลือกเดียว

            แต่เธอควรถามความเห็นจากเพื่อนก่อน

            เอาละ งั้นแผนของเราล่ะ?ยูเลียนาถามขึ้น ใช้บันไดพังๆสุดเส็งเคร็งนี่ปีนขึ้นไปกัน ถูกไหม แล้วยังไงต่อ

            ไม่--ไม่ นั่นไกลเกินไป เอาเรื่องสำคัญก่อนวิคเตอร์พูดขึ้น เราถูกมัดกันอยู่ ต้องหาทางแก้มัดนี่ก่อนพูดจบเขาก็พยายามลอดแขนลงไปใต้เอว พยายามสอดแขนทั้งสองข้างให้ลอดผ่านใต้ต้นขา เขาพยายามจนในที่สุดก็ลอดแขนออกมาได้

            อเล็นเล่และยูเลียนาไม่รอช้ารีบทำตาม จนในที่สุดก็ทำได้ วิคเตอร์คว้ามือทั้งสองล้วงเข้าไปในเสื้อกาวน์ หยิบมีดออกมาค่อยๆหั่นเชือกที่มัดที่มือออกด้วยความพยายาม แต่เพราะเชือกนั้นเหนียวไปหน่อย จึงทำได้ไม่ง่ายนัก

            เมื่อเชือกขาด เขาก็หันไปตัดเชือกให้กับทั้งสองต่อ หลังจากที่ทุกคนหลุดจากพันธนาการ แผนต่อไปจึงเป็นการปีนบันไดขึ้นไป เพื่อหาทางออกจากที่นี่ให้ได้...

            อเล็นเล่หยิบบันไดแล้ววางพาดกับผนัง เพราะรถกำลังเคลื่อนที่ จึงทำให้บันไดโยกไปมาไม่มั่นคง ทั้งสองสาวจึงช่วยกันจับขาบันไดเอาไว้ ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้กับวิคเตอร์ เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบ แล้วค่อยๆปีนขึ้นไปอย่างระมัดระวัง

            เมื่อถึงด้านบนแล้ว เขาจึงค่อยๆเลื่อนบานกระจกนั้นไปข้างๆ...

            วิคเตอร์มองลอดเข้าไปด้านใน ห้องโดยสารนั้นมีไอรินกำลังขับรถอยู่เพียงคนเดียว เลื่อยที่วางใต้เบาะน่าจะใช้เลื่อยโซ่ที่ประตูหลังของตู้เก็บของที่อเล็นเล่และยูเลียนากำลังอยู่ออกได้ ประเมินสถานการณ์แล้ว หากเขาใจเย็น ก็น่าจะมีโอกาสรอดสูง...

            แต่เมื่อไอรินมองกระจกหลัง และสบตากับเขาพอดี ความคิดนั้นก็วูบดับลงทันที

            อย่าหวังย่ะ!”

            หญิงสาวเหยียบคันเร่งมิด ก่อนจะหักพวงมาลัยไปทางซ้ายและขวา ร่างวิคเตอร์เกือบปลิวร่วงลงมาจากด้านบน แต่เขาคุมสติทันรีบคว้ามือจับขอบหน้าต่างเอาไว้ ก่อนจะรีบมุดเข้าไปอยู่ในห้องโดยสาร ตกลงมาบนเบาะข้างๆคนขับพอดี

            ไอรินเหวี่ยงแขนฟาดไปที่วิคเตอร์สุดแรง ทว่าวิคเตอร์ก้มลงได้ทัน ก่อนจะมุดเข้าประกบร่างไอรินแย่งหักพวงมาลัยจนรถเสียหลักข้ามไปอีกเลนหนึ่ง เสียงปิ๊นดังเป็นระยะจากรถที่ผ่านมา ด้วยความเร็วกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้รถวิ่งผ่านสิ่งรอบตัวไปอย่างรวดเร็ว

            ไอ้บ้าเอ๊ย ดื้อจริงๆ!” ไอรินสบถ วิคเตอร์ประกบร่างเธอล็อกแขนไว้แน่น แต่เธอเองก็ไม่ยอมแพ้พยายามขัดขืน ตอนนี้เป็นเหมือนสงครามงัดข้อ ใครแข็งแรงกว่าก็ยันเกมได้นานกว่า

            ท้องฟ้าคำรามอยู่ด้านนอก ที่ปัดน้ำฝนหน้ากระจกคอยแกว่งไปมาไล่เม็ดน้ำที่เกาะกระจก วิคเตอร์กัดฟัน เขาต่อยเข้าที่ท้องของไอริน ก่อนจะจับหัวเธอโขกกับพวงมาลัยหน้ารถไปหลายสิบที เสียงแตรปิ๊นดังระงมจากรถเพราะศีรษะของเธอโขกกระทบกับปุ่มแตรไปหลายครั้ง

            เขาหอบถี่ จู่ๆก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอย่างกะทันหัน... ไม่สิ ไม่ใช่ตอนนี้ เขาต้องทำหน้าที่ตนเองให้เสร็จก่อน อดทนอีกนิด!

            ระหว่างที่ไอรินกำลังมึนงง วิคเตอร์รีบหยิบเลื่อยข้างๆเบาะขึ้น... มันดูแหลมคม เขาคิดว่าหากนำมันมาจัดการกับไอรินก็คงจะเป็นแผนการที่ดี แต่ตอนนี้สมองของเขากำลังประมวลผลอยู่...

            คำนวณด้วยวิชาฟิสิกส์เด็กไฮสคูล รถวิ่งด้วยความเร็วหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ถนนลื่นทำให้พื้นแทบไม่มีแรงเสียดทาน และตอนนี้ อีกไม่ถึงร้อยเมตรก็จะผ่านทางโค้ง รถคันนี้กำลังวิ่งอยู่บนทางเลียบเขา หากเขานำเลื่อยนี้มาจัดการไอรินคงไม่ทันการแล้ว

            เขาใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมด ใช่ เลื่อยนี้ดูแหลมคม ยูเลียนาน่าจะใช้เลื่อยนี้เลื่อยโซ่ออกไปได้ทัน

            ขอให้ทัน

            เขารีบโยนเลื่อยเข้าไปผ่านช่องหน้าต่างด้านบน เข้าเป้าพอดีเผง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาดีใจ ในจังหวะนั้น ไอรินลากหัวเขาทุบกับพวงมาลัยไปทีหนึ่ง ไม่ทันจะได้มีรอบที่สอง วิคเตอร์ก็เหวี่ยงแขนฟาดเข้าที่ลูกกระเดือกของไอรินได้อย่างพอดิบพอดี เธอร้องอ๊อก ก่อนจะล้มตึงลงหน้าฟุบเบาะ

            เธอยังไม่ได้สลบ แต่แค่เกือบน็อกก็เท่านั้น

            วิคเตอร์รีบหักพวงมาลัยรถพยายามหลบทางโค้งด้านหน้าอย่างถึงที่สุด ในขณะที่ด้านหลังตู้โดยสาร ยูเลียนาเองก็กำลังเลื่อยโซ่ออกอย่างเร่งรีบ

            เพราะเลื่อยนั้นคม ใช้เวลาเพียงนิดเดียวโซ่ก็ขาด อเล็นเล่รีบดันประตูเปิดออก ก่อนจะหันไปตะโกนให้วิคเตอร์ได้ยิน

            วิคเตอร์ เธอต้องรีบหนีแล้ว!”

            ไปก่อน ทางนี้ฉันจะจัดการเอง!” เขาตะโกนกลับมา ไม่ต้องห่วงฉัน รีบไปเร็วเข้า!”

            แต่...!” ไม่ทันจะพูดจบ ยูเลียนาก็ดึงแขนเธอแล้วกระโดดลงมาจากรถพร้อมๆกันโดยที่ไม่ถามไถ่ถึงความพร้อมของฝ่ายตรงข้าม เพียงเสี้ยววินาที ขาของยูเลียนากระแทกกับพื้นอย่างแรงจนกระดูกหักแทงออกมานอกเข่า เธอไม่ทันจะได้กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด อเล็นเล่ก็ร่วงลงทับร่างของเธออีกทอดหนึ่ง ร่างกายส่วนไหล่ของอเล็นเล่กระแทกพื้น ทำให้กระดูกเคลื่อนไหล่หลุด

            โอ๊ย!”

            แม้เจ็บ แต่เธอก็พยายามฝืนตัวเองลุกขึ้นยืน ไหล่ข้างหนึ่งเอียงตกเพราะกระดูกเคลื่อน เธอเจ็บ เจ็บมากๆ ความทรมานค่อยๆแล่นไปที่อวัยวะใกล้เคียง... แต่เธอจะอ่อนแอไม่ได้ ตอนนี้ไม่มีชาลีอยู่ด้วยแล้ว ต้องเอาตัวรอดให้ได้

            ครืน... ครืน...

            ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ ท้องฟ้าร้องครืนๆ แสงฟ้าแลบเป็นระยะๆสลับกับเสียงคำรามของมัน ระคนกับเสียงร้องโอดโอยของยูเลียนาที่ดังระงม  อเล็นเล่มองไปที่ขาของเธอก็ต้องเบิกตาโพลง เด็กสาวเม้มปากแน่น รู้สึกน้ำลายในปากขมขึ้นมาทันใด กระดูกหน้าแข้งของยูเลียนาหักแทงออกมานอกผิวหนัง เลือดไหลออกมาไม่หยุด เป็นภาพที่เห็นแล้วแทบจะทรมานแทน ยูเลียนานอนร้องโอดโอยพลางสบถลั่น

            อ๊าก! ไอ้บ้าเอ๊ย เจ็บ เจ็บเป็นบ้าเลย!”

            อเล็นเล่พยายามคุมสติ เธอถอดเสื้อกั๊กออกมากดซับเลือดบริเวณแผลใกล้เคียง ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นต่อสายหาสถานีตำรวจ กดปุ่มโอเปเรเตอร์ภาษาอังกฤษ แล้วรีบเอาหูแนบฟังรอสัญญาณทันที

            สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ

            เสียงในสายดังขึ้น อเล็นเล่ดีใจมากราวกับนี่เป็นเสียงจากสวรรค์ แต่ไม่ทันจะได้ตอบ เสียงแตรรถก็ดังขึ้นจากด้านหน้าราวๆร้อยเมตร ทำให้เธอตกใจจนชะงัก ก่อนที่จะมีอีกเสียงหนึ่งตามมา

            ปึง... โครม!!!!

            อเล็นเล่อ้าปากค้าง เช่นเดียวกันกับยูเลียนา ภาพรถบรรทุกคันนั้นแหกโค้งตกลงไปสู่หน้าผาด้านล่างปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตาทั้งสอง เหมือนกับเวลาถูกยืดให้ช้าลง เหมือนกับทุกอย่างหยุดนิ่ง อเล็นเล่เบิกตากว้างอีกครั้ง รถบรรทุกสีขาวคันนั้นพุ่งตกลงไปอย่างรวดเร็ว เสียงดังจากการกระแทกกับอะไรบางอย่างด้านล่างดังขึ้นก่อนจะจบลงด้วยเสียงดังโครม ให้เดารถน่าจะชนต้นไม้

            ไม่นะ ไม่ ไม่ ไม่... พระเจ้า บอกทีสิว่ามันไม่จริง

            แล้วทุกอย่างก็เงียบอีกครั้ง

            อเล็นเล่อ้าปากค้าง น้ำตาค่อยๆไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว ยูเลียนาคลานมาข้างหน้า มองรั้วเหล็กตรงทางโค้งที่พังจากการถูกพุ่งชนของรถบรรทุกคันนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา นิ่งอึ้งพูดไม่ออกเพราะยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น


            คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ตอบสิ คุณคะ เฮ้!”



**********


          :::TALK TO THE WRITER:::

          ขอโทษจริงๆนะคะที่อัพช้าขนาดนี้ พอดีติดงานที่โรงเรียนเยอะมากๆเลยค่ะ ขึ้น ม.5 กิจกรรมและการบ้านมาเป็นคอมโบชุด รวมถึงการอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหา'ลัย ทำให้แทบไม่มีเวลามาเขียนเลย ขอโทษจริงๆค่ะ

          แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คนเขียนก็จะไม่ดองเรื่องนี้หรอกนะคะ เรื่องดำเนินมาไกลกันมากแล้ว ท่านผู้อ่านได้เดินทางไปกับวิคเตอร์และผองเพื่อนกันมายาวนาน คิดเห็นอย่างไรเมนท์บอกกันได้เสมอเลยค่ะ

          ต่อจากนี้ เส้นทางของวิคเตอร์คงจบลงแล้ว และมีคนอื่นมาสานต่อแทน อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ ชีวิตก็งี้แหละค่ะ มีขึ้นมีลง มันไม่จีรังยั่งยืนหรอกเนอะ เส้นทางชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาค่ะ ทุกท่านก็อย่าลืมดูแลตัวเองและคนที่ท่านรักกันด้วยนะคะ


Besty

224 ความคิดเห็น

  1. #212 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2558 / 11:15
    เสียวไส้อ้ะ  แต่ใจหายทันทีพอรู้ว่าพ่อวิคดิ่งนรก
    ปลอดภัยทีเถ้อทุกคน T_______T
    #212
    1
    • #212-1 Besty. (@bestyworld) (จากตอนที่ 31)
      13 สิงหาคม 2558 / 06:58
      พ่อวิคยอมดิ่งนรกเพื่อทุกคน T_T
      ยอมรับว่าแต่งตอนนี้แล้วก็ใจหายเหมือนกันค่ะ แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ
      เจอกันอีกทีภาค 1 T_T //อันนี้คือภาค 0 เป็นเหมือนปฐมบทค่ะ
      #212-1
  2. #194 Levi-san (@Levi-san) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 / 15:57
    ดี.ชี เทพม๊ากกกกกเอาใจไปเลย5555555555
    วิคเตอร์ก็โหดใช้ได้นะเนี่ย
    #194
    0
  3. #154 Sunscreenone (@inkzacod) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2558 / 17:49
    วิคเตอร์ม่ายย😭😭😭😭😭
    #154
    0
  4. #153 mine_memory (@mine_memory) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2558 / 10:32
    ไรท์จ้า เป็นกำลังใจให้นะเคอะ คือแบบไรท์แต่งดีอ่ะ
    #153
    0
  5. วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 19:28
    เหยชชชชชชช ดี.ซี.เมพพพพพพพพพพพพ //ชูป้ายไฟอีกทีเพื่อความเก๋
    #142
    0