Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 3 : Chapter 2: Reality ความเป็นจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 348
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 มี.ค. 58

-Chapter 2-
Reality : ความเป็นจริง





            “วิคเตอร์...อย่ากลับไป

            อย่าไปที่นั่น ได้โปรด!”

 

            วิคเตอร์ค่อยๆลืมตาขึ้น ทันทีที่เขาได้สติเสียงเมื่อครู่ก็หายไปแล้ว เมื่อมองไปรอบๆจึงพบว่าตนอยู่ในห้องสีขาวโพลนที่ว่างเปล่าและดูไร้ขอบเขต

            มีดอกไม้สีชมพูหนึ่งดอกตกอยู่ที่พื้น ในตอนแรกวิคเตอร์ไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่นัก เพราะเขากำลังคิดว่าควรจะออกไปจากที่นี่อย่างไร

            แต่ทว่าแม้วิคเตอร์จะเดินไปที่ไหน เขาก็รู้สึกเหมือนเดินกลับมาที่เดิมไม่ได้ไปไหน และเมื่อเขาสังเกต ก็จะเห็นดอกไม้สีชมพูดอกนั้นอยู่ที่พื้นที่เดิม ตำแหน่งเดิม

            เด็กหนุ่มประจักษ์ได้อย่างรวดเร็วว่าเขากำลังเดินอยู่กับที่! แล้วอย่างนี้เขาจะออกจากที่นี่ได้อย่างไร

            ในจังหวะนั้นเอง เสียงใสๆก็ดังก้องขึ้น

 

            “หาฉันให้เจอสิ

 

            เสียงเด็กผู้หญิงมาจากไหนนะ? เขาคิดในใจ

            เสียงนั้นต้องมาจากดอกไม้

            ไม่ผิดแน่ ว่าแต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันล่ะ

 

            “เธอไม่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรกหรอกนะ ลองค่อยๆคิดสิ เสียงนั้นพยายามบอกใบ้ นึกให้ออกสิ แล้วเธอจะหาฉันเจอ

            “หรือเธอมาจากในดอกไม้นี่?” วิคเตอร์ถาม

            “เกือบถูกจ้ะ

            “...”

 

            วิคเตอร์นั่งคิดอีกครั้ง เด็กหนุ่มเริ่มพิจารณาถึงเสียงที่เขาได้ยิน

            มันเป็นเสียงของเด็ก เสียงนั้นช่างคุ้นเคยเหลือเกิน

            เขาเริ่มค่อยๆมองเห็นเด็กสาวตัวเล็กๆที่สูงเพียงเอว ไว้ผมสั้นเป็นประกายสีน้ำตาลอ่อน สวมเสื้อและกางเกงสีขาว เธอยืนปรากฎอยู่ตรงหน้า แต่เขายังมองเห็นเธอได้ไม่ชัดเจนนัก

            “เจอตัวฉันแล้วใช่ไหมเด็กน้อยตรงหน้าพูดขึ้นอย่างเป็นมิตร รอยยิ้มสดใสทำให้บรรยากาศผ่อนคลายไม่ตึงเครียด ความร่าเริงของเธอทำให้วิคเตอร์รู้สึกไม่เขินเกร็ง

            ความคุ้นเคยนี้...เหมือนกับเธอเลย

            “คงจะอย่างนั้น...

            เธอยิ้มบางๆ ก่อนจะหยิบดอกไม้สีชมพูดอกนั้นที่พื้นขึ้นมาอย่างอ่อนโยน เด็กหญิงยื่นให้เขา

            “ลองรับดอกไม้นี้ไปสิ เธอน่าจะจำมันได้นะ

            “อืม...

 

            ทันทีที่เขาลองหยิบมันขึ้นมา ลมเอื่อยๆก็พัดผ่านตัว ความว่างเปล่าที่อยู่รายรอบกลับค่อยๆกลายเป็นสวนดอกไม้สีสันสดใสไปทั่วทุกทิศ เสียงนกขับร้องโบยบินไปมาท่ามกลางท้องฟ้าสีครามเหมือนไม่ใช่ฝัน

            วิคเตอร์รู้สึกราวกับเคยอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาก่อน

            เด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าค่อยๆเดินเข้ามา และหยิบดอกไม้ที่มือของเขาไป

            “ฉันน่ะ ชอบดอกแอสเตอร์ที่สุดเลย โดยเฉพาะสีชมพู เธอบอกกับเขา อ้อเกือบลืมไป! ยินดีต้อนรับสู่โลกของฉันนะ ฉันชื่อเอลเลน

            ชื่อนี้...เธอมีชื่อเหมือนกับเพื่อนคนสำคัญของฉันเลย ใบหน้าก็คล้ายๆ...ฉันคงจะไม่ได้ละเมอไปเองหรอก ใช่ไหม?

            “อืม...เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามฉันเคยมาที่นี่เมื่อไหร่ ทำไมฉันถึงจำไม่ได้

            เธอส่ายหน้า ฉันก็ไม่รู้

            “เธอไม่รู้ แล้วทำไมถึงบอกว่าฉันไม่ได้มาที่นี่ครั้งแรกล่ะ วิคเตอร์ถามด้วยความสงสัย

            “ไม่รู้สิ... เธอเบ้ปากตอบ ก็...จะว่ายังไงดีนะ ความทรงจำมันไม่ได้อยู่ที่ฉันคนเดียวนี่นา

            “งั้น...เธอจะบอกฉันว่ามีตัวเธออีกคนหรือไง

            “ใช่เธอตอบ วิคเตอร์ทำหน้าฉงนเล็กน้อย เอลเลนจึงพูดต่อ ฉันคือส่วนหนึ่งของเด็กสาวที่ชื่อว่า อเล็นเล่  และยังมีอีกส่วนหนึ่งในจิตใจของเธอคนนั้น ซึ่งฉันไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าอยู่ที่ไหน

            อเล็นเล่...

            นัยน์ตาสีมรกตทอประกายอ่อนๆ ความอยากรู้ยังคงไม่หมดไปจากใจของเขา วิคเตอร์มีเรื่องอยากรู้อีกมากมาย แต่เกรงฝ่ายตรงข้ามจะรำคาญ จึงพยายามจะไม่ถาม

            “หมายความว่า...

            “จริงๆแล้วทุกคนบนโลกนี้ จิตใจแยกเป็นส่วนเล็กๆมากมาย กระจายไปตามส่วนต่างๆในโลกของตนเอง เพียงแต่เราไม่รู้ตัวเอลเลนอธิบายอย่างคล่องแคล่วแต่ฉันน่ะ สามารถไปที่ไหนก็ได้ในโลกของทุกคน และทุกคนก็สามารถเข้ามาในโลกของฉันได้ตราบเท่าที่เขาเปิดใจ แบบเธอไงล่ะ

            แล้ว...เธอไม่ได้อยู่ในโลกของอเล็นเล่งั้นเหรอ?

            “ไม่รู้เหมือนกัน ก็เธอคนนั้นน่ะ ถึงจะน่ารัก แต่...เด็กหญิงเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นหวาดกลัวสุดขีด ดวงตาเบิกโพลง ตัวสั่นระริกจนวิคเตอร์อดไม่ไหวต้องลูบหัวเธอเบาๆ เอลเลนที่รู้สึกดีขึ้นจึงได้พูดต่อ   ...เธอคนนั้นน่ากลัวที่สุดเลย

            “เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้ววิคเตอร์รีบพูดตัดบททันที เพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นหากยังคงคุยกันต่อ และไม่อยากให้คู่สนทนารู้สึกไม่ดี แล้วมีวิธีแก้ไขไหม

            “ไม่รู้สิ แต่เธอต้องช่วยฉันนะ!” เอลเลนพูดอย่างมีความหวัง แม้จะยังหาหนทางช่วยเหลือตนเองไม่ได้ก็ตาม

            “แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วย วิคเตอร์ถามเสียงเรียบ

            “เพราะเธอสามารถเข้ามาในโลกของฉันได้ยังไงล่ะเอลเลนตอบ สักวันเธอจะเข้าใจ...ตอนนี้เวลาหมดซะแล้วสิ ลาก่อนนะ

            “เดี๋ยว---

            ฟิ้ว...

            ร่างกายของเด็กหญิงคนนั้นค่อยๆกลายเป็นผงธุลีจางหายไปกับสายลม ทิ้งไว้แต่เพียงความสงสัยมากมายที่ยังคงค้างคาอยู่ในหัวของวิคเตอร์

 

            แต่ฉันไม่เข้าใจ...

 

            วิคเตอร์พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาเดินคิดไปได้ไม่นาน ก็พบสมุดไดอารี่เล่มหนึ่ง...นี่มันสมุดไดอารี่ของเขาตอนเด็กนี่นา

            มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกันนะ

 

29 กุมภาพันธ์ ฤดูร้อน

            พี่สาวผมบอกว่า แม้ความโดดเดี่ยวครอบงำ ก็ไม่อาจทลายความอบอุ่นในหัวใจให้สูญสิ้นไปได้

            แล้วความอบอุ่นในหัวใจน่ะ มันเป็นยังไงเหรอครับ

            พี่สาวผมบอกว่าถ้าเราได้มอบความรักให้ใครสักคนอย่างเต็มเปี่ยม ไร้ซึ่งความหึงหวง ไม่คาดหวังสิ่งใดตอบแทน เหมือนพ่อแม่ที่มอบแด่ลูก เหมือนพี่น้องที่เข้าใจกัน เหมือนเพื่อนตายที่พร้อมช่วยเหลือทุกเวลา เหมือนคนรักกันที่มากกว่าคำว่ารัก ก็จะเข้าใจความรู้สึกนั้นเอง

            เธอยังบอกผมอีกด้วยว่าคนเราทุกคนมีโลกเป็นของตัวเอง โลกนั้นมีคนมาเยี่ยมมากมาย เพียงแต่เราได้ต้อนรับพวกเขาหรือไม่เท่านั้น เราไม่ได้อยู่อย่างเดียวดาย หากแต่มีเส้นด้ายเล็กๆที่มองไม่เห็นเชื่อมต่อจิตใจระหว่างกันอยู่

            พี่สาวของผมชอบพูดอะไรยากๆอยู่เสมอ แต่ผมจะพยายามเข้าใจก็แล้วกัน

            จะว่าไป วันนี้ผมได้พบกับเพื่อนใหม่ด้วยนะ เธอชื่อเอลเลน อายุมากกว่าผมสองปี พวกเราพบกันที่ที่ทำงานของครอบครัวผม มันเป็นองค์กรวิทยาศาสตร์น่ะครับ ผมเองก็อธิบายไม่ถูกนักหรอก

            เอลเลนเป็นหนูทดลองคนใหม่ของที่นี่ เธอเป็นคนที่มีความคิดแปลกๆไปซักหน่อย เราคุยกันเรื่อง 1+1 เท่ากับ 2 หรือไม่ เธอบอกผมว่ามันมีค่าเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เราต้องการ อย่างเช่น 1+1 = 1 ในกรณีที่นำทราย 2 กองมารวมกัน 1+1 = 3 ถ้าพ่อแม่แต่งงานและมีลูก 1 คน และจะเท่ากับ 4 ถ้ามีลูก 2 คน

            ความคิดของเธอแปลกและน่าสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมคุยกับคนอื่นได้นานขนาดนี้นอกจากเวียร์รี่พี่สาวของผมและเจ้าแน๊ทซ์ คู่แข่งจอมแสบ เป็นไปได้ผมอยากคุยกับเธออีกครั้ง เสียดายที่เวลาหมดลงแล้ว...

 

            ตุ้บ

            วิคเตอร์สะดุดกับคำว่าเวียร์รี่จนทำไดอารี่ตก เขาไม่ได้ก้มเก็บแต่อย่างใด

            เพราะชื่อของพี่สาวตนเองกลับทำให้เขาต้องนึกถึงอดีตอย่างเลี่ยงไม่ได้...

 

            ตอนนั้น...

 

            ภาพเด็กสาวที่นอนจมกองเลือดนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในจิตใจ ความรักเอื้ออาทรที่ล้นเปี่ยมยังปรากฎในแววตาของเธอแม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ทุกสิ่งรอบข้างดูพร่ามัวมืดหม่น ราวกับโลกนี้ไม่เหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว เสียงคำสอนของพี่สาวตนเองยังคงดังก้องอยู่ในหัว ภาพใบหน้าของเธอชัดเจนเหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

            วิคเตอร์ อย่าโกรธแค้นเลย จงเข้มแข็งเถอะนะ...เหมือนกับไฟที่ตกน้ำ ไม่อาจจะลุกไหม้ได้

            “ครับ ผมจะจำให้ขึ้นใจ...

            “จงมีชีวิตต่อไป เพื่อปกป้องคนที่เธอรัก...ลาก่อน

            “พี่เวียร์รี่...!”

 

            พี่เวียร์รี่เหรอ ฉันน่ะ...

            ฉันมันไม่เอาไหนเลย...

            แม้แต่คนที่ฉันรักที่สุดก็ยังปกป้องไว้ไม่ได้!

 

            “ใช่ นายมันคนไม่เอาไหน เจ้าคนขี้แพ้

            เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้เขาต้องรีบหันไปมอง ปรากฎเป็นเด็กชายหน้าตาเหมือนเขาทุกระเบียดนิ้ว แต่เป็นตัวเขาเองในวัยเยาว์ สีหน้านั้นเหมือนกับกำลังเยาะเย้ย...เย้ยหยันแม้แต่ตนเอง

            ความโศกเศร้ามันน่าสมเพช!”

            บรรยากาศรอบๆค่อยเปลี่ยนเป็นสีเทา สวนดอกไม้เหี่ยวเฉา กลีบแอสเตอร์ร่วงโรยหล่นสู่พื้น เปลี่ยนเป็นเงาสีดำทะมึน ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยความมืด แม้แต่หนทางรอบๆก็ไม่อาจจะมองเห็น...

            “แม้แต่พี่สาว นายก็ยังปกป้องเอาไว้ไม่ได้

            นั่นเป็นประโยคที่เขาเกลียดที่สุด เด็กหนุ่มเฝ้าโทษตัวเองมาตลอดด้วยคำพูดนั้น

            คำตำหนิด่าทอเซ็งแซ่ไปทั่วทุกทิศราวกับต้องมนตร์สะกด วิคเตอร์รีบเอามือปิดหูเพราะไม่อยากได้ยินมัน แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไรประโยคนั้นก็ยังคงดังกึกก้องซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหูของเขา

            “คนไม่เอาไหน!”

            “หุบปาก! ฉันไม่อยากได้ยินมัน

            เขาตะโกนขึ้นมาด้วยความเดือดดาลเหลืออด ทว่าเสียงเหล่านั้นไม่ตอบรับอีก มันค่อยๆเงียบลง

            ราวกับมีแสงสว่างส่องที่ปลายทางอันแสนไกล เด็กหนุ่มรีบวิ่งไปโดยไม่แม้แต่จะหันมามองข้างหลัง วินาทีนี้เขาไม่อยากสนอะไรอีกต่อไปแล้ว

            บรรยากาศรอบตัวๆกลับค่อยๆสว่างขึ้น สว่างขึ้น...

 

            “...”

 

            วิคเตอร์ค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้ง

            สิ่งแรกที่เขาเห็นคือชายร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างๆกำลังจ้องมาที่ตนเอง เขาไว้ผมสั้นสีบลอนด์ทองกับเสื้อแจ็กแก็ตเก่าๆ บุคลิกและหน้าตาที่คุ้นเคย แววตาสีฟ้า หน้ากวนๆออกจะขี้ฝืดแบบนั้นเขาจำได้ดี

            “ไง แกตื่นแล้วเรอะชายคนนั้นพูดกับเขา ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดไปมาสองสามทีแก้เมื่อยเหงื่อท่วมตัวเลยนะ ฝันร้ายสิท่า ร้องซะดังทำเอาฉันไม่ได้นอนด้วยเลย รู้ไหม

            “นาย...เด็กส่งพิซซ่านี่

            เมื่อเด็กหนุ่มเริ่มได้สติแล้วจึงค่อยๆกวาดสายตามองไปรอบๆ เด็กหนุ่มพบว่าตนกำลังอยู่ในโรงนาเก็บของเก่าๆ แสงลอดส่องเข้ามาในหลังคาสังกะสีที่มีรูรั่วอยู่ประปลาย ซากเหล็ก เศษไม้ และของที่รกรุงรังพร้อมฝุ่นผงทำให้สภาพที่นี่ดูย่ำแย่เกินจะบูรณะ

            “เฮ้!! นายเรียกฉันแบบนี้ได้ไงหา ชายหนุ่มพูดอย่างไม่พอใจ เขาหักนิ้วดังกร๊อบราวจะเอาเรื่อง ฉันเป็นผู้มีพระคุณต่อแกต่อนะโว้ย อุตส่าห์แบกมาถึงนี่พร้อมที่นอนฟรีๆ ต้องเรียกฉันท่านชาลีสิ

            วิคเตอร์ไม่สนเสียงนั้น เขาเบือนหน้าหนีอย่างเหนื่อยหน่าย เมื่อเด็กหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นจึงพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนกองฟาง

            เหมือนเขาเคยเห็นที่นี่มาก่อน...ใช่แล้ว ที่นี่ตั้งอยู่หลังโรงเรียน

            “คิกๆ

            เสียงเด็กสาวหัวเราะขึ้นอย่างร่าเริง เมื่อวิคเตอร์หันไปดูที่ต้นเสียงก็พบว่าเป็นอเล็นเล่นั่นเอง เธอกำลังทานอาหารเช้าอยู่

            “วิคเตอร์เพิ่งจะฟื้นนะคะ อย่ากวนเขาเลย

            “อ้อ ไอ้หมอนี่ชื่อวิคเตอร์เรอะชาลีพูดพลางมองไปที่เขาคล้ายนึกหมั่นไส้ ที่เด็กหนุ่มกว่าเช่นนี้แต่มีการศึกษาก้าวกระโดดถึงขั้นเป็นครูสอนเด็กมัธยมปลายได้ ชาลีผายมือไปที่เด็กสาว ก่อนจะกล่าวแนะนำอย่างไม่ค่อยเป็นมิตร นี่อเล็นเล่ น้องสาวฉันเอง นายคงรู้จักเธอแล้ว เป็นครูสอนนี่นะ

            วิคเตอร์พยักหน้า

            พี่เข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ ฮ่าๆอเล็นเล่หัวเราะเล็กน้อยก่อนจะอธิบายต่อ วิคเตอร์เป็นศาสตราจารย์พิเศษที่ทางโรงเรียนเชิญมาค่ะ

            ศะ...ศาสตราจารย์เลยเรอะ!

            ชาลีแทบช็อคเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขามองไปที่เด็กหนุ่มอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ขยี้ตาอยู่หลายรอบ จนอเล็นเล่ต้องพูดซ้ำอีกครั้งว่าเป็นเรื่องจริง

            จะว่าไป ที่นี่เป็นบ้านของพวกนายเหรอวิคเตอร์หันไปถามชาลีที่กำลังบูดบึ้งอยู่เต็มแก่ เขาไม่สนใจปฎิกิริยาที่ไม่น่าสบอารมณ์นั้นแม้แต่นิดเดียว

            “เออ ก็ประมาณนั้นน่ะ ชาลีตอบแบบแกนๆ ไม่เชิงเป็นบ้าน แต่ก็พออยู่อาศัยได้ล่ะนะ คนอย่างนายคงไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่น่ะ

            ถ้าฉันจะบอกว่าเข้าใจสุดๆล่ะ

            วิคเตอร์คิดในใจ แต่ไม่ได้ตอบออกมา อเล็นเล่ที่รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วหันมามองที่เด็กหนุ่มกับชาลีไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะยิ้มให้ทั้งสองอย่างเป็นมิตร

            “พี่คะ หนูไปโรงเรียนก่อนนะ อเล็นเล่พูด เธอรีบเดินไปที่หน้าประตูสังกะสีผุบานใหญ่อย่างเร่งรีบ ชาลีทำท่าโปรยจูบให้ผู้เป็นน้องสาว เธอทำเสียงจุ๊บๆกลับก่อนจะพูดกับวิคเตอร์แล้วเดินออกไป ส่วนเธอก็หายเร็วๆนะจ๊ะ

            “เดี๋ยวก่อน ฉันไปด้วยเด็กหนุ่มรีบเดินตามเธอไป เขาหันกลับมามองชาลีแล้วพูดเสียงเรียบ ขอบใจนะที่ช่วยฉันไว้

            “ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่อง แกต้องอยู่คุยกับฉันก่อน ชาลีตอบเสียงแข็ง แล้วหันไปพูดกับอเล็นเล่ด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อเล็นเล่ เธอไปก่อนเลย วันนี้พี่คงไปส่งไม่ได้ ดังนั้นระวังตัวด้วยนะ” 

            นิสัยยังตลกเหมือนเดิม วิคเตอร์คิดในใจ

            อเล็นเล่โบกมือลาทั้งสองหนุ่มแล้วหิ้วกระเป๋านักเรียนเดินออกไปจากโรงนา เธอปิดประตูดังปึง ทันทีที่ความเงียบมาเยือน การสนทนาระหว่างทั้งสองก็เริ่มต้นขึ้น

            “อะแฮ่มชาลีกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเริ่มพูด รู้ไหมว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นน่ะ

            วิคเตอร์ยืนนิ่งไปชั่วขณะ แล้วจึงส่ายหน้า

            ชาลีทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ เขารู้สึกเหมือนคู่สนทนากำลังโกหก แต่ที่สุดก็ตัดสินใจเล่าเรื่องย้อนไปถึงเมื่อคืนที่เขาพบวิคเตอร์ เมื่อคืนแกนอนสลบอยู่ที่พื้น เนื้อตัวเปียกอย่างกับลูกหมาตกน้ำ ฉันเรียกแกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น เล่นเอาฉันใจหายใจคว่ำ ดีที่พอตรวจๆดูแล้วแกยังหายใจ

            วิคเตอร์พยักหน้าเบาๆเป็นเชิงว่าให้เล่าต่อ

            ทีนี้คำถามคือ...ทำบ้าอะไรเมื่อคืน หา?!”

            “ก็...แค่อยากว่ายน้ำรอบดึก เขาตอบแกมประชด

            “งั้นเรอะ ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบอารมณ์ ฉันไม่เคยเห็นใครเขาอยากว่ายน้ำรอบดึกกันหรอกนะ แถมแกเล่นซะจนสลบเหมือดอยู่ที่พื้นแบบนั้นน่ะมีใครเขาทำกัน สระว่ายน้ำกับตรงจุดนี้นายสลบก็ห่างกันเป็นโยชน์ ออกกำลังกายบ้านแกสิทำกันแบบนี้ สงสัยนักวิทยาศาสตร์นี่จะสติเฟื่องอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ

            “...”

            วิคเตอร์ได้แต่นิ่งเงียบ ราวกับเก็บงำอะไรบางอย่างเอาไว้ในใจแต่ไม่เอ่ยปากออกมา

            “อ้อ ใช่ ฉันคืนเงินหกยูโรให้นายไม่ได้ ชาลีเปลี่ยนเรื่องคุย เมื่อรู้ว่าคงไม่ได้คำตอบเป็นแน่ถึงจะยังดึงดันคุยต่อก็ตาม เพราะเมื่อคืนฉันต้องแบกนายมาที่นี่ แถมไม่ได้นอนทั้งคืน แล้วเดี๋ยวฉันจะต้องไปทำงานอีกตอนแปดโมง งานส่งหนังสือพิมพ์เมื่อตอนฟ้าสางก็ไม่ได้ทำ คิดซะว่านี่เป็นค่าเหนื่อยแล้วกัน

            “ก็ได้วิคเตอร์ตอบอย่างว่าง่าย อันที่จริงคือเด็กหนุ่มอยากจะจบจากตรงนี้เร็วๆ จะได้ไปจัดการเรื่องงานต่อ จึงทำให้เขาไม่ค่อยอยากวุ่นวายกับชาลีเท่าไหร่

            “ต่อไปเป็นเรื่องสำคัญมาก

            ชายหนุ่มพูดต่อ วิคเตอร์เมื่อได้ยินก็เริ่มจะรู้สึกเบื่อระอากับการสนทนาที่คล้ายการสืบสวนนี้เต็มที แต่เมื่อได้ยินประโยคถัดมาก็ต้องหยุดความรู้สึกนั้นลงทันใด

            “นาย...เกี่ยวข้องอะไรกับ เอลเลน

            วิคเตอร์นิ่งงันกับคำถาม เขาคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบกวนๆหน้านิ่ง แฟนนายมีชื่อนี้หรือไง

            แผนเบี่ยงประเด็นไม่ได้ผล ชาลีขมวดคิ้ว ไม่สนใจกับคำพูดนั้นแต่อย่างใด เขากลับทวนคำถามใหม่ช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำด้วยสีหน้าจริงจัง 

            “นาย เกี่ยว ข้อง อะ ไร กับ เอลเลน?”

            เด็กหนุ่มยืนนิ่งพลางนึกถึงอะไรบางอย่างในอดีต

 

            “เราจะไม่มีทางลืมกันได้ลงหรอก เนอะ?

            แต่เธอน่ะ...ลืมฉันไปแล้ว อเล็นเล่

 

            ในที่สุดเขาก็ค่อยๆพูดออกมา

            “ฉัน...

 

**********

            “ฮ้า...ในที่สุดก็เที่ยงสักที

            เสียงกริ่งดังขึ้นในตอนเที่ยงวัน เป็นสัญญาณว่าได้เวลาพักกลางวันแล้ว และมื้ออาหารแสนอร่อยก็กำลังจะมาถึง เสียงจ้อกแจ้กของเหล่าเด็กนักเรียนดังไปทั่วทางเดิน อเล็นเล่และเพื่อนอีกสองคนเดินมาด้วยกัน พวกเธอกำลังจะไปที่โรงอาหารเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

            “สั่งพิซซ่าร้านพี่ชายของเธอดีไหมนะเพื่อนสาวผิวสีพูดแนะนำ เธอทำท่าผิวปาก ต่อรองดีๆเผื่อได้ราคาพิเศษนะ

            “ไม่ได้หรอกจ้ะแซนดี้อเล็นเล่ปฎิเสธทันควัน เธอไม่อยากให้พี่ชายของตนเองต้องลำบากมากเพียงเพราะอยากทานพิซซ่า เพียงแค่ทำงานก็เหนื่อยมากพอแล้วเราสั่งพิซซ่ามากินที่โรงเรียนไม่ได้นะจ๊ะ

            “โธ่ เธอนี่จริงๆเลย...งั้นเราไปกิน 'สเต็กหมูพริกไทยดำราดซอสเทอริยากิ' กันไหม แซนดี้แนะนำอาหารจานเด็ดของโรงเรียน เป็นเมนูฮิตตอนนี้เลยนี่ เห็นได้ยินว่าช่วงนี้มีโปรโมชั่นจานละ 1 ยูโรด้วย น่าลองเนอะมิเชล

            “ชื่อฟังดูยาวดีนะ มิเชลหัวเราะร่วน อเล็นเล่เพียงแค่ยิ้มๆ แต่เรื่องกินฉันถนัดอยู่แล้ว แล้วเธอล่ะ

            “ก็ได้จ้ะเธอตอบอย่างสุภาพ

 

            จากห้องเรียนชั้นสามถึงโรงอาหารใช้เวลาไม่นานมากนัก แต่ทว่าเวลาที่ต้องต่อคิวกลับยาวนานจนแทบลืมว่ากำลังซื้ออาหารอยู่ ในระหว่างที่อเล็นเล่กำลังยืนรอคิวอยู่นั้นเอง เสียงดังโวยวายจากอีกฝั่งหนึ่งของโรงอาหารก็ดังขึ้น

            “กรี๊ดดด!”

            กลุ่มนักเรียนหญิงมากมายกำลังมุงกรี๊ดหนุ่มคนหนึ่งที่เดินผ่านมา หน้าตาดีดูมีสเน่ห์ ตาคมซ่อนความเจ้าเล่ห์ สูงเพรียวรูปร่างดี ผสมกับใบหน้าหล่อเหลาเย้ายวนราวเทพบุตรที่ทำให้แม้แต่เพศเดียวกันยังต้องมอง แม้จะรู้สึกอิจฉาหมั่นไส้ก็ตาม สาวๆมากมายเห็นแล้วทนไม่ไหวต้องร้องลั่น บ้างก็วิ่งเข้าไปกอดหอม แม้เจ้าตัวจะพยายามปฎิเสธก็ตาม

            เสื้อกาวน์สีขาวดูเรียบร้อยติดตรารูปดาวสีฟ้าที่อกเหมือนกับวิคเตอร์ ทำให้อเล็นเล่พออนุมานได้ว่า เขาน่าจะเป็นศาสตราจารย์พิเศษจากสถาบันเดียวกันอย่างแน่นอน เพราะไม่มีครูอาจารย์ในโรงเรียนคนใดที่จะสวมเครื่องแบบเช่นนี้เดินไปมาในโรงเรียน

            “นั่นแน๊ทซ์นี่...เขาเป็นอาจารย์สอนพิเศษ!” มิเชลพูดกับแซนดี้ระหว่างที่กำลังจะลวกช้อนส้อมแล้วยกจานไปวางที่โต๊ะ อเล็นเล่เดินตามอย่างเงียบๆ

            เธอไม่เข้าใจสักนิดเดียวว่าทำไมผู้หญิงต้องหลงใหลผู้ชายหน้าตาดี ทั้งที่ยังไม่รู้จักกันมาก่อน

            “ใช่ๆ หล่อมากเลย เห็นแล้วใจละลาย...ว้าย!” เพื่อนสาวผิวสียืนเพ้อจนถูกน้ำร้อนลวกมือ อเล็นเล่รีบนำแก้วน้ำดื่มเย็นๆของตนเองมาประคบมือเธอให้ทันที ทว่าเพื่อนก็ยังไม่เลิกจินตนาการ  ถ้าคนหล่อๆแบบนี้เป็นแฟนของฉันได้ก็คงจะดีสินะ อา...

            “ลวกช้อนระวังหน่อยสิอเล็นเล่กล่าวเตือนเพื่อน ก่อนจะวางอาหารแล้วนั่งลงบนโต๊ะแถวยาว ดูเหมือนทั้งสองคนจะไม่ได้สนใจกับคำพูดเธอเท่าใดนัก พวกเธอกำลังเพ่งเล็งความสนใจไปที่หนุ่มฮอตมากกว่า

            “แหม...เธออายุสิบแปดแล้วนะ มิเชลแซว คิดจะกินเด็กเหรอจ๊ะ แน๊ทซ์เพิ่งจะอายุสิบหกเองนะ แถมรูปหล่อสมองอัจฉริยะ ได้เป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุแค่นี้ ฉันว่ายากย่ะ

            “ฉันไม่สนแซนดี้เถียง หล่อไม่หล่อมันไม่เกี่ยวกับอายุ อีกอย่างถ้าฉันเอาจริง ต่อให้ช้างก็ฉุดไม่อยู่หรอก คอยดูสิ

            “จ้ะๆ แล้วอีกคนที่สอนห้องเรานั่น วิคเตอร์ใช่ไหม คนนั้นก็เข้าท่านะมิเชลเสริมเพิ่ม เธอชี้ไปที่อีกฝั่งของโต๊ะ เป้าหมายกำลังรับประทานอาหารอยู่พอดี นายแว่นหน้าเนิร์ด มาดเท่ ลึกลับน่าค้นหา มาจากสถาบันเดียวกันด้วยนี่

            “เนิร์ดเกิน จีบยาก แถมตัวสูงแค่ร้อยหกสิบเซนติเมตร ไม่ไหวหรอก ขอบาย

            ทั้งสองคนยังคงเม้าท์ต่อไปโดยไม่มีทีท่าจะหยุด อเล็นเล่ได้แต่นิ่งเงียบฟังทั้งสองคนคุยกัน ในใจกำลังคิดว่าจะไปช่วยแบ่งเบางานชาลีตอนเย็นดีไหม เพราะกลัวเขาจะเหนื่อยจนทำงานไม่ไหว

            อีกเรื่องหนึ่ง เด็กสาวไม่เข้าใจว่าทั้งสองคนจะคุยเรื่องนี้ไปทำไม ในเมื่อแน๊ทซ์ก็ไม่ได้ชอบพวกเธอเสียหน่อย วิคเตอร์เองก็คงไม่ได้สนใจเรื่องรักๆใคร่ๆอยู่แล้ว ที่คุยๆกันไปนี้ เหมือนการมโนไปเองเสียมากกว่า

            อเล็นเล่นั่งคิดไปเรื่อยเปื่อย เธอแทบจะไม่ได้สังเกตเลยว่าแน๊ทซ์กำลังส่งสายตาแปลกๆมาหาเธอ ในจังหวะนั้นเองที่เพื่อนสาวทั้งสองคนของเธอสังเกตเห็น พวกเธอจึงพากันแซวยกใหญ่

            “ต๊าย...อเล็นเล่!” เพื่อนสาวผิวสีทักเสียงแหลม ก่อนจะทำหน้าอิจฉาเล็กน้อย เธอมัวเหม่ออะไรเนี่ย สุดหล่อมองเธออยู่นะ ทั้งคู่เลย

            “ใช่ๆ ทั้งสองคนอาจจะสนใจเธอก็ได้ แหม...ระดับศาสตราจารย์เชียวนะ!” มิเชลรีบเสริมต่อ เธอทำเสียงวี้ดว้ายอย่างริษยา แต่ก็พยายามสนับสนุนเพื่อนเป็นอย่างดี หน้าตาเธออาจไม่เท่าดาวโรงเรียน แต่บุคลิกน่ารักใสซื่อแบบนี้น่ะหนุ่มๆชอบจะตายไป! แล้วดูนี่สิ ตาสีฟ้าสวยๆแบบนี้ ใบหน้าพอใช้ได้ ชุดชั้นในก็ใส่ฟองน้ำสักหน่อย ฉันว่าเธอมีสิทธิ์นะ

            “เอ๋...แค่มองมาหมายถึงชอบได้ด้วยเหรออเล็นเล่ถามตาใส เธอไม่เข้าใจว่าด้วยเพราะอะไรเมื่อเวลาคนหน้าตาดีมองใคร จึงหมายถึงการชอบ แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญจึงไม่มีความหมายอะไร เด็กสาวหันไปพูดกับเพื่อนต่อด้วยความซื่อ  “เขาอาจจะอยากคุยกับฉันก็ได้นี่นา หรือว่ามีเหตุผลอย่างอื่น

            “โธ่! แม่สาวน้อย...แซนดี้ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายทันทีที่ได้ยินคำพูดทำนองนี้ออกมาจากปากของเพื่อนตนเอง เธอพยายามหว่านล้อมเธอนี่จริงๆเลย รู้ไหม สำนวนเขาว่าไว้ น้ำขึ้นน่ะต้องรีบตัก!”

            แต่อเล็นเล่ไม่ได้สนใจเลยสักนิดเดียว เมื่อเธอมองเวลาในนาฬิกาโรงอาหารก็นึกขึ้นได้ว่าต้องไปคืนหนังสือที่ยืมไว้ เธอจึงรีบขอปลีกตัวจากทั้งคู่ก่อน

            “เอ่อ...ฉันไปก่อนนะจ๊ะ แซนดี้ มิเชลเธอบอก ก่อนจะลุกขึ้นยืน หยิบสมุดต่างๆใส่กระเป๋า เตรียมตัวไปทำอย่างอื่น ฉันเพิ่งนึกได้ว่าต้องไปคืนหนังสือน่ะ

            “อะไรเนี่ย ปฎิเสธโอกาสง่ายๆแบบนี้จริงๆเหรอ?!” มิเชลขึ้นเสียงแหลมปรี๊ดจนเพื่อนข้างโต๊ะหันมามองกันเป็นทิวแถว แซนดี้ต้องตบไหล่เพื่อนสาวเบาๆเป็นเชิงให้หยุดพูด เธอจึงสงบอาการลง

            “มีเพื่อนเป็นเด็กเรียนนี่ลำบากใจจังน้า...แซนดี้แซว งั้นเธอก็ไปเถอะ

            “จ้ะ อเล็นเล่ยิ้มอย่างเป็นมิตร โบกมือให้เพื่อนทั้งสองคน ก่อนจะหันหลังเดินไปที่ห้องสมุดเพื่อทำธุระให้เสร็จสิ้นเธอไม่ได้รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่จากข้างหลัง

            และอดีตที่ถูกลืม...

            แน๊ทซ์ที่มองเธอมานานในที่สุดก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปท่ามกลางฝูงสาวๆ หากสังเกตดูดีๆแล้ว เหมือนเขากำลังเดินตามอเล็นเล่อยู่ โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลย

            เหล่านักเรียนหญิงต่างพากันมองไปที่อเล็นเล่ด้วยสายตาอำมหิตริษยาสุดขีด แต่ก็ไม่กล้าลงมือทำอะไร จึงได้แต่ส่งเสียงฮึ่มๆในลำคอ

            ทว่า...

            “เดี๋ยวก่อน...

            แน๊ทซ์ชะงักฝีเท้ากึกเมื่อได้ยินเสียงอันแสนคุ้นเคยที่เรียกจากข้างหลัง เขาหันกลับไปมองด้านหลัง

            แน๊ทซ์เลิกคิ้ว ก่อนจะฉีกยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏเป็นเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน กรอบแว่นสีน้ำเงินเข้มกับใบหน้าดูดื้อรั้นเขายังจำได้ดี บุคคลผู้นี้คือคู่แข่งในทุกๆด้านของเขา

            “ศาสตราจารย์วิคเตอร์  คิงส์นี่เอง...ฮ่าๆ คราวหน้าทักทายกันดีๆหน่อยก็ได้ เด็กหนุ่มพูดอย่างสนิทสนมคุ้นเคย ยิ้มอย่างเป็นมิตร แม้ฝ่ายตรงข้ามจะตีหน้าเย็นชากลับมา สวัสดี เป็นไงบ้างล่ะ สอนเด็กห้องคิงเหนื่อยไหม

            “อย่ายุ่งกับเธอวิคเตอร์พูดด้วยสีหน้าจริงจังพลางยืนกอดอกรอฟังประโยคต่อไปจากคู่สนทนา

            “ยุ่งอะไรกัน แน๊ทซ์พูด ทีท่าเหมือนพูดกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง เขาขยับมือไปมาระหว่างพูด ท่าทางดูลุกลี้ลุกลน  ฉันไม่รู้เรื่อง นายหมายถึงอะไร

            ท่าทางเหมือนกับกำลังปกปิดอะไรบางอย่างของแน๊ทซ์ดูไม่แนบเนียนเอาเสียเลย

            วิคเตอร์ต้องแหงนหน้ามองในขณะคุยกับแน๊ทซ์ เพราะเขานั้นตัวเล็กกว่าคู่สนทนาประมาณสิบเซนติเมตร ส่วนแน๊ทซ์ก็ต้องก้มมองเขาเล็กน้อย

            “อเล็นเล่ แม็คคิดไงล่ะ ที่นายรู้จักกับเธอเมื่อสิบปีก่อน วิคเตอร์กล่าวต่อ เขาชี้ไปที่เด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินออกไปจากโรงอาหาร อเล็นเล่ไม่ได้รู้เลยว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งจากทุกสายตา

            ใบหน้าสดใสอ่อนต่อโลกยังคงเป็นเช่นเดิมในสายตาของวิคเตอร์ จะแตกต่างก็เพียงแต่รูปโฉมโนมพรรณที่เจริญขึ้นตามวัยเท่านั้น ดวงตาสีฟ้าสด ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายที่ถูกมัดไว้เป็นทรงหางม้า บุคลิกดูอ่อนโยนใจดี ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป...

            “อ๋อ...อืม เขาทำเออออตาม ในขณะที่ในใจก็พยายามหาทางพูดเปลี่ยนเรื่อง เธอไม่เปลี่ยนไปเลยนะ จะว่าไปฉันเองก็จำภาพเหตุการณ์ตอนนั้นได้แค่เลือนๆ

            “นั่นมันมาจากผลข้างเคียงของเครื่องบ้านั่น... วิคเตอร์บอกกับเขา ฉันเองก็เริ่มลืมอะไรไปบ้างแล้วเหมือนกัน

            “นั่นสินะ ถ้าพวกเราไม่มีไดอารี่ล่ะก็แย่เลยแน๊ทซ์เสริม ไฮเบอร์เนเตอร์ เครื่องที่จะช่วยสานฝันขององค์กรให้สำเร็จเป็นหนึ่งเดียว เพราะการเดินทางข้ามกาลเวลามันแทบเป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ ก็เลยใช้การจำศีลแทน

            “ใช่ เขาพยักหน้า แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม แน๊ทซ์ ถ้านายกล้ายุ่งกับทั้งสองคนนั้น ฉันจัดการนายแน่

            “โอ๊ะโอ...ฟังดูน่ากลัวเสียจริงๆแน๊ทซ์ทำเสียงเข้มล้อเลียน จะถามสักหน่อย ไอ้หนูทดลองสองคนนั้นมันสำคัญขนาดนั้นเลยเรอะ ถึงได้ต้องมาทำอะไรแบบนี้?”

            “พวกนั้น...เพราะเครื่องไฮเบอร์เนเตอร์ ถึงได้ลืมอดีตไปหมดแล้ว เด็กหนุ่มแจงเหตุผล สีหน้าครุ่นเครียดจริงจังจนแน๊ทซ์เกือบหลุดหัวเราะออกมา ฉันไม่อยากให้ชาลีกับอเล็นเล่ต้องมาเจ็บปวดอีก ให้พวกเขามีชีวิตแบบธรรมดาตามประสาจะดีกว่า

            “หึ...แน๊ทซ์หัวเราะในลำคอแล้วก็มาแบกรับอดีตเอาไว้คนเดียว ลึกๆนายก็อยากให้สองคนนั้นจำได้ว่าเป็นเพื่อนรักสมัยเด็กไม่ใช่หรือไง วิคเตอร์

            “...”

            วิคเตอร์นิ่งเงียบ สีหน้าของเขายังคงดูเรียบเฉย แน๊ทซ์เดินมาตบไหล่เขาเบาๆ

            “ฮ่าๆ ฉันพูดถูกเผงสินะ

            “แล้วนายล่ะวิคเตอร์พูดบ้าง จำได้ไหมว่าเคยพูดอะไรไว้เมื่อตอนนั้นน่ะ?”

            เหมือนแน๊ทซ์จะชะงักไปครู่หนึ่ง เขานึกคิดอยู่นานจึงค่อยๆตอบออกมา

            “...ฉันจะไม่หักหลังเพื่อน

            เมื่อได้ยินแน๊ทซ์ตอบเช่นนั้นเด็กหนุ่มจึงฉวยโอกาสรีบถามกลับทันที

            “แล้วนายมายุ่งอะไรกับอเล็นเล่ล่ะ?”

            “นาย...ไม่จำเป็นต้องรู้  อดีตมันผ่านไปแล้ว เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทำได้เพียงมีชีวิตต่อไปเพื่ออนาคตเท่านั้น เขาว่า ก่อนจะมือขึ้นมา กางนิ้วทั้งสิบออก แล้วก็ ฉันขอพูดสักหกคำนะ

            “ว่ามา

            “นาย หยุด ฉัน ไม่ ได้ หรอก

            พูดจบแน๊ทซ์ก็หันหลังเดินจากไปพร้อมกับเหล่าสาวๆที่นั่งรออยู่แล้วที่เก้าอี้ เพราะคุยกันมานานพอสมควร ทำให้เมื่อแน๊ทซ์จากไปแล้ว ทั้งโรงอาหารในเวลานี้ก็เหลือเพียงวิคเตอร์คนเดียวเท่านั้น

            แน๊ทซ์...นายต้องการอะไรกันแน่?

 

**********

ในขณะเดียวกัน ที่ร้านพิซซ่า ฮาร์ท

            “ยินดีต้อนรับครับ

            ผมพูดประโยคนี้แบบเหม่อๆแทบทุกครั้งเวลาผมเห็นเงาลูกค้าย่างเข้ามาในร้าน ไม่ว่าจะงานยุ่งขนาดไหนก็ตาม บางครั้งมันจึงกลายเป็นการกล่าวทักทายเถ้าแก่แบบใหม่แทนเวลาเขาเดินเข้ามาในร้านตอนที่ผมไม่ทันสังเกต

            แต่เดี๋ยว---!! วันนี้เงามีส่วนโค้งอกเอวสวยกว่าปกติ...เมื่อผมหันไปมองแล้วก็ต้องตะลึงตึงงัน

            เพราะนั่นคือเธอเอง หลี่ ลูกค้าประจำของผมผู้มาร้านพิซซ่าแต่ไม่เคยสั่งพิซซ่า สั่งแต่น้ำส้ม

            เธอยังแต่งตัวเซ็กซี่เหมือนเดิมเลยแฮะ ถึงจะตาตี่แต่ก็น่ารักตามสไตล์สาวหมวยผู้มีเชื้อสายจีน วันนี้หลี่ยังแต่งตัวเหมือนเดิม สวมเสื้อกี่เพ้ารัดรูปครึ่งตัวกับกะโปรงสั้นสีดำ รองเท้าบู๊ตสีน้ำตาล มองกี่ทีก็ทำเอาผมเคลิบเคลิ้มได้ทุกครั้ง ชุดแบบนี้ช่างเข้ากับเธอซะจริงๆ

            เด็ดที่สุดก็คือมีหน้าอกคัพซีโซคูลอีกต่างหาก!! ช่างต่างกับน้องสาวผมเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะดูแลเธอมากี่ปีๆก็ขนาดเท่าเดิม ไม่ได้อยากจะแอบมองนะครับ แต่เธอเล่นตากผ้าซะโจ่งแจ้งแบบนั้น ใครไม่เห็นสิแปลก...

            “ชาลี ฉันเรียกเธอนานแล้วนะ!”

            เสียงตะคอกดังขึ้นทำเอาผมสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ เธอถลึงตามองผม หลี่นั่งที่หน้าเคาน์เตอร์ใกล้ๆกับมุมแคชเชียร์ ซึ่งเป็นจุดที่ผมยืนอยู่ เลือกที่นั่งได้ฉลาดจริงๆเลยผู้หญิงคนนี้ ผมละถูกใจจริงๆ  

            “เอ้อ--โทษทีนะ ผมรีบพูดออกไป ก่อนจะถามเมนูที่จะสั่งวันนี้ รับอะไรล่ะวันนี้

            แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าไม่น่าถามเลย...

            “น้ำส้มแก้วหนึ่ง เสียงเธอตอบ ผมว่าแล้ว คิดไม่ผิดจริงๆ ถ้าผมเดาถูกแบบนี้บ่อยๆน่าจะไปซื้อหวยบ้างนะ...

            “เอาน้ำตาลนิดๆ เค็มหน่อยๆ ส้มเยอะๆ แล้วก็น้ำแข็งน้อยๆ

            เป็นผู้หญิงที่สวยแต่จู้จี้จริงๆ...

            เธอสั่งเมนูเดิมๆแบบนี้มาตลอดนับแต่มาเหยียบร้านนี้เป็นครั้งแรก ผมละสงสัยเหลือเกินว่าน้ำส้มร้านผมมีอะไรดีนักหนา ก็แค่คั้นสดๆ ใส่น้ำตาล เติมเกลือนิดหน่อย แถมแก้วหนึ่งราคาก็แพงกว่ามาตรฐาน...

            ผมเดินไปทำน้ำส้มใส่แก้ว ใช้เวลาแค่ห้านาทีก็เสร็จ แล้วผมก็วางเสิร์ฟบนเคาน์เตอร์ เธอหยิบขึ้นมาดื่มดังซู้ด ก่อนจะกล่าวถามสารทุกข์สุขดิบกับผม

            “เป็นไงบ้างชาลี

            “สบายดี ง่วงนอนนิดหน่อย ผมตอบ ก่อนจะยืนหาวไปสองสามหวอด แล้วพูดกวนๆใส่ ว่าแต่ เธออยากดื่มน้ำส้มแล้วทำไมไม่ไปร้านน้ำปั่นล่ะ ตามร้านข้างทางมีเยอะแยะ แก้วหนึ่งก็ถูกกว่าตั้งเยอะ

            ที่ถามไปนี่...ไม่อยากจะมโนเลยว่าเพราะเธอชอบคนแบบผมก็เลยมาแต่ร้านนี้น่ะ ไม่กล้าคิดเล้ย...

            “ฉันฟ้องเถ้าแก่เรื่องวีรกรรมของนายดีกว่าหลี่วางแก้วเสียงดังแก๊งแล้วรีบขู่ผมทันทีที่ได้ยินผมพูดแบบนั้น อย่าคิดว่าฉันไม่เห็นนะ ไอ้ที่เธอมองเมื่อกี้น่ะ หึๆ

            ผู้หญิงนี่ตาไวจริงๆ ต้องรีบเอาตัวรอดแล้ว!

            “จ้ะๆ แม่คนสวย ก็วันนี้เธอแต่งตัวดีนี่นาผมรีบพูดเปลี่ยนเรื่อง หน้าก็สดใส เอ่อ...แป้งก็หอม ผิวก็เนียน เอ้อใช่ ลิปสติกเลอะฟันนะ  ฮะๆๆ

            “จริงเหรอ!” เธอรีบหยิบตลับแป้งขึ้นมาส่องดูหน้าตัวเองตามที่ผมว่า แล้วรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำทันที ผ่านไปแค่อึดใจเดียวเธอก็เดินออกมา

            ขอบใจมากนะ จะว่าไป เป็นยังไงบ้างล่ะ งานของนายหลี่นั่งลงแล้วดูดน้ำส้มต่อ

            “ก็เรื่อยๆนะ งานเริ่มแปดโมงเช้า เลิกสามทุ่ม ส่งพิซซ่าวันละแปดรอบ วันไหนโชคดีก็ส่งไม่บ่อยมาก เฝ้าร้านเป็นแคชเชียร์อีกวันละสิบถึงสิบสามชั่วโมง เหนื่อยเหมือนกันนะ แต่ค่าจ้างคุ้มดี ผมตอบพลางยืนบิดขี้เกียจ การได้คุยแบบนี้ก็เหมือนอู้ แต่เขาเรียกว่าอู้อย่างมีสไตล์ เพราะได้จีบสาวไปในตัว

            แล้วเธอล่ะผมถามกลับ

            ซู้ด...

            “ก็ดีนะ เธอตอบพลางเอียงแก้วดูดน้ำส้มที่เหลือ เรื่อยๆเหมือนกัน ช่วงนี้ไม่ค่อยมีอะไรทำ ก็เลยมาที่นี่บ่อย น้ำส้มอร่อยดีนะ ฉันขออีกแก้ว

            ทำไมไม่ไปซื้อที่ร้านน้ำ นี่มันร้านพิซซ่า...

            ถึงผมจะคิดในใจแบบนั้น แต่สมองและร่างกายก็สั่งให้ตัวเองหยิบแก้วน้ำใส่น้ำแข็ง เติมน้ำส้ม แล้วนำมาเสิร์ฟหลี่ไปเรียบร้อยแล้ว

            “ขอบใจหลี่พูดกับผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะถามผมด้วยน้ำเสียงห่วงใย วันนี้นายดูโทรมๆนะ เป็นอะไรเหรอ

            “เมื่อคืนฉันแทบไม่ได้นอนเลยน่ะสิ ผมบอกหลี่ ใบหน้าซูบซีดและขอบตาที่คล้ำเป็นหลักฐานที่ทำให้หลี่ดูจะเชื่อได้อย่างสนิทใจ เจอคนแปลกๆนอนสลบที่พื้น ลำบากฉันอีก...เฮ้อ

            “อ๋อเหรอ...ขออีกแก้วหน่อยสิหลี่พูด พลางหยิบสมุดขึ้นมาจดอะไรบางอย่างลงในสมุด แต่ผมไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่

            “ครับๆ

            ผมรับออเดอร์แล้วคิดในใจ นี่แก้วที่สามแล้วนะ ถ้าจะเยอะขนาดนี้ทำไมไม่ไปปลูกส้มเองเลย น่าจะดีกว่า...

            “เอ้านี่ น้ำส้มอีกแก้วผมเอาแก้วน้ำส้มวางบนโต๊ะของเธอ ถึงจะคิดอะไรแบบนั้นก็ไม่กล้าพูดออกมาอยู่ดี

            “ขอบใจ เธอดูดน้ำส้มไปสองสามอึก พลางเก็บสมุดจดลงกระเป๋าหนังใบเก๋ราคาแพง แล้วหันมาถามผมต่อ ว่าแต่ทำไมนายไม่หยุดงานพักผ่อนไปเลยล่ะ

            “อืม...”  ผมคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมา จริงๆก็คิดอยู่ แต่คิดอีกทีเสียดายค่าจ้างน่ะ

            “เถ้าแก่นายนี่ขี้--

            ผมรีบเอามืออุดปากเธอทันที เพราะรู้ว่าประโยคต่อไปที่หลี่จะพูด ต้องเป็นคำว่า ขี้เหนียวแน่ๆ และหากเถ้าแก่ได้ยินคำนี้เข้าละก็...ผมซวยแน่

            “ชู่ววว!!!” ผมรีบทำเสียงนั้นเป็นเชิงให้เงียบ หลี่ทำหน้างงๆเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ

            “ลื้อสองคนนั้นคุยอะไรกันเสียงตะคอกของเถ้าแก่ดังขึ้นจากในครัว ดูเหมือนเขาจะรู้ทัน อย่าคิดว่าไม่รู้นะ ที่พวกลื้อนินทาอั้วอยู่อะ!”

            แย่แล้ว! ผมจะทำยังไงดี มีคำท้ายหลังขี้อะไรบ้างนะที่ความหมายมันไม่แย่...ขี้เหนียว ขี้งก ขี้โมโห ขี้งอน ขี้บ่น ขี้เกียจ ตายละ นึกไม่ออกเลย ผมโดนไล่ออกแน่ อ๊าก!

            ในวินาทีนั้น เหมือนหลี่เป็นเทพธิดานางฟ้าที่จุติลงมาแก้สถานการณ์ เธอรีบตอบเถ้าแก่กลับทันที

            “อ๋อ...อั้วแค่จะบอกว่า ลื้อน่ะขี้เล่น! เป็นอาแปะที่น่ารักที่สุด ขนาดเด็กๆยังชอบลื้อเลย ฮิๆๆ

            “ฮ่าๆๆอั้วขี้เล่นอยู่แล้ว ลื้อเพิ่งรู้เหรอเถ้าแก่หัวเราะเอิ้ก เสียงดังจนลูกค้าทั้งร้านมองที่เขาไปชั่วครู่ แล้วก็หันไปกินอาหารบนโต๊ะต่อ ดูเถ้าแก่จะชอบใจมาก เขายังไม่หยุดหัวเราะ คนบ้ายอก็คงเป็นแบบนี้กันทุกคนแหละมั้ง... ป้าดโธ่แค่นี้พวกลื้อก็ทำกระซิบกระซาบเรอะ บอกกันก็ได้ ฮ่าๆๆ

            ฮ่าๆๆ อั้วไม่เห็นแปะเลยนี่หลี่ตอบพลางหัวเราะ เธอยกน้ำส้มมาดูดเล็กน้อย  ไม่อย่างนั้นอั้วก็ชวนแปะมาคุยกันแล้ว

            เสียงเธอตอบช่างเสนาะหู และไม่รู้ว่ามีอะไรมันแยงตาผมหรือเปล่า แต่สาวน้อยคนนี้ช่างเปล่งประกาย ฉายแววเจิดจ้าจนผมเคลิบเคลิ้มหลงไหลไปกับความงามนั้น ช่างสวยเหลือเกิน นางฟ้าในยามยาก...

            แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาขัดจินตนาการของผม

            กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง...

            เสียงกระดิ่งที่เถ้าแก่ผมแขวนไว้ที่ประตูดังขึ้นนั่นเอง เป็นสัญญาณบอกว่ามีลูกค้าเข้ามาแล้ว

            เธอเป็นผู้หญิง หน้าตาดีสไตล์ตะวันตก ไว้ผมดัดยาวสีบลอนด์ มาพร้อมเดรสสีแดงกับรองเท้าส้นตึกสุดเซ็กซี่สีเดียวกัน สีร้อนแรงทั้งชุดแบบนี้ทำเอาทุกสายตาที่จดจ้องไม่สามารถละออกไปได้เลย อีกทั้งยังมีหน้าอกคัพดี และทรวดทรงองค์เอวที่ดึงดูดสายตาผมมาก เธอสุดยอดจริงๆ...

            อา...วันนี้มีแต่สาวเซ็กซี่เข้าร้าน ผมต้องมีดวงนารีอุปถัมภ์แน่ๆ!

            “ยินดีต้อนรับครั--ก่อนที่ผมจะได้พูดจบ เสียงหลี่ก็ดังขึ้นตัดหน้าผมก่อน

            “เธอต้องการอะไร ถึงได้มาที่นี่

            “ฉันต้องการพิซซ่าหน้ากุ้งที่หนึ่งเสียงสาวสุดเซ็กซี่นั้นตอบ เธอทำเชิดสะบัดผม เดินกรีดกรายเข้ามานั่งข้างๆหลี่ เถ้าแก่รีบเข้าไปสั่งงานในครัวทันที ผมเดินตามไป มิวายยังหันมามองที่เคาน์เตอร์ทานอาหาร

            แบบนี้สิดี คนสวยสองคนระยะประชิด ภาพงามตาที่ลูกผู้ชายอย่างผมปรารถนาอย่างยิ่ง...

            นี่มันธุระของฉัน เธอไม่ได้รับมอบหมายให้มาสืบซักหน่อยหลี่พูดพลางค้อนหน้าคว่ำ ผิดกับเมื่อตอนที่คุยกับเถ้าแก่อย่างสิ้นเชิง ไอริน เธอไม่ต้องมายุ่ง

            อ้อ เธอคนนี้มีชื่อว่าไอรินนี่เอง จดไว้ในสมองด่วน เวลาเจอข้างนอกจะได้ไม่ทักผิด...

            อะไรกัน แค่ฉันมากินพิซซ่านี่คือแย่งงานเธองั้นเหรอเจ้าตัวพูดเสียงสะบัด ก่อนจะหยิบตลับแป้งขึ้นมาส่องหน้าตัวเองดู ฉันไม่แย่งงานเธอให้เครียดหรอกย่ะ ทำแบบนั้นเดี๋ยวริ้วรอยก็ขึ้นกันพอดี

            แหม...ช่างเป็นการเขม่นกันที่น่ารักซะจริงๆ

            ผมคิดในใจ แล้วก็เดินไปหยิบพิซซ่ามาเสิร์ฟไอริน เธอไม่ได้ยิ้มหรือขอบคุณผมแต่อย่างใด ไอรินตักพิซซ่าขึ้นมาป้อนหลี่อย่างยียวน แม้ฝ่ายตรงข้ามจะทำหน้าโมโหตอบก็ตาม

            นี่ก็น่ารัก น่ารักจริงๆ...

            “ถ้าคิดจะมาแย่งผลงานล่ะก็ ฝันไปอีกร้อยปีเถอะย่ะหลี่พูดระหว่างที่ไอรินกำลังตักพิซซ่าเข้าปากอย่างละเมียดละไม 

            สองคนนี้ดูกี่มุมก็สวยกันจริงๆ ถ้าให้ผมเลือกจริงๆละก็เลือกไม่ถูกเลยนะนี่

            หึๆ...คู่สนทนาหัวเราะเจ้าเล่ห์ เธอกินพิซซ่าอย่างใจเย็น กลิ่นหอมฉุยที่ทำให้ผมแทบน้ำลายสอแต่ไม่เคยมีโอกาสกินมันสักที ถึงกระนั้นหลี่เองก็ไม่ได้มีท่าทีจะแย่งกินแต่อย่างใด

            เวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง หลี่ก็ลุกขึ้นพรวดแล้วยื่นเงินสิบยูโรมาให้ผมทันที

            “น้ำส้มแก้วละสามยูโรนะคนสวยผมบอกเธอเพราะขี้เกียจทอนให้สามแก้วก็เก้ายูโร

            “นายไม่ต้องทอน เธอบอกก่อนจะพูดทิ้งท้าย แล้วรีบเดินออกไปจากร้านทันที ฉันให้ทิป

            ผ...ผมได้ทิปจากหลี่ด้วย ดีใจจัง! แหม ก็ปกติเธอน่ะ ขี้งกพอๆกับเถ้าแก่เลยนี่นา

             “หึไอรินหัวเราะในลำคอเล็กน้อย แล้วหันมาถามผมพลางยื่นถาดพิซซ่าให้ ฉันกินพิซซ่าไม่หมด เอากลับบ้านได้ไหม

            “ได้สิครับ ผมตอบอย่างสุภาพ แล้วหยิบพิซซ่าของไอรินห่อใส่กล่องให้อย่างระวังมือ ทั้งหมดหกยูโรครับ

            เธอยื่นเงินสิบยูโรมาให้ผม

            “ไม่ต้องทอนหรอก ชาลี เธอบอก ผมตกใจทันทีที่เธอพูดชื่อผมออกมา

            “ค...ขอบคุณครับ! ว่าแต่รู้ชื่อผมได้ไง ผมถามเธออย่างสงสัย

            ไอรินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มที่มุมปากแล้วตอบออกมา

            “ก็ยัยนั่นบอกฉันนี่ พูดจบเธอก็เดินออกไปจากร้านพิซซ่าทันที เหลือทิ้งไว้แค่ผมที่ยังยืนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            “ขอบคุณครับ...แวะมาอุดหนุนอีกนะครับ

           

            คนอะไรความลับเยอะจริง น่าสงสัยแฮะ ไม่แน่บางทีเธอสองคนนี้อาจจะเป็นคู่หูคู่กัดก็ได้มั้งเนี่ย

            ใครก็ได้ช่วยบอกผมที ว่าพวกเธอเล่นอะไรกันอยู่?

 

**********

 

19.00 น. ณ ห้องแล็บโรงเรียน

            วิคเตอร์ต้องคอยสอนพิเศษให้กับตัวแทนโรงเรียนทั้งสองคนตามคำขอของผู้อำนวยการเป็นเวลาสองสัปดาห์ และวันนี้ก็เช่นกัน

            หนึ่งในนั้น คืออเล็นเล่ ส่วนลูกศิษย์ของเขาอีกคนหนึ่งในวันนี้ได้กลับบ้านไปก่อนแล้ว เนื่องจากไม่สามารถอยู่เรียนถึงมืดค่ำได้

            การแข่งขันวิชาการโอลิมปิกระดับนานาชาติที่จะมาถึงในอีกสองสัปดาห์ ทำให้ทางโรงเรียนต้องจ้างผู้ฝึกสอนระดับศาสตราจารย์มาช่วย แม้ลำพังแค่อาจารย์ในโรงเรียนธรรมดาจะพอไหว แต่เพราะทางสถานศึกษาต้องการรางวัลประดับยศเป็นชื่อเสียง ผู้อำนวยการจึงทุ่มทุนเต็มที่

             ระหว่างที่สอนนั้น วิคเตอร์รู้สึกเหมือนท้างฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแล้ว จึงยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา

            “หนึ่งทุ่มแล้วนี่ เขาพูดพลางถอดแว่นออกมาเช็ด แล้วใส่กลับไปดังเดิม มืดแล้ว เธอกลับเถอะ

            “จริงด้วย ขอโทษนะ!” เธอรีบขอโทษทันทีด้วยความรู้สึกผิดที่รบกวนมานานเกินเหตุ เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมามาก เดี๋ยวฉันช่วยเก็บของก่อนแล้วกันจ้ะ

            “ไม่เป็นไร เด็กหนุ่มตอบกลับ แม้จะดูวุ่นๆกับข้าวของรุงรัง แต่เขาก็ไม่คิดรบกวนเธอด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เลย เดี๋ยวฉันเก็บเอง เธอรีบกลับเถอะ

            “โอเคจ้ะ...อเล็นเล่พูดแล้วเดินออกจากห้องแล็บ เธอกล่าวอำลาที่หน้าประตู งั้นพรุ่งนี้เจอกันจ้ะ

            ไม่ทันที่อเล็นเล่จะได้ออกไป เสียงเรียกของวิคเตอร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง เธอชะงักเท้าแล้วหันกลับไปมอง

            “เดี๋ยวก่อน

            วิคเตอร์เดินเข้ามาใกล้พลางหยิบของในเสื้อกาวน์อยู่พักใหญ่

            น่าแปลกที่ระยะห่างระหว่างกันเพียงไม่ถึงก้าว กลับไม่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่นิดเดียว ความรู้สึกคุ้นเคยสนิทสนมนี้ มาจากไหนกันนะ...?

            เขายื่นรีโมทเล็กๆที่มีปุ่มกดสีแดงอยู่ปุ่มเดียวให้อเล็นเล่ เธอรับไปอย่างเก้ๆกังๆเพราะความงง เด็กหนุ่มเดาออกว่าเธอต้องรู้สึกสงสัยแน่ๆ จึงอธิบายขึ้น

            “กดปุ่มนั่นยามฉุกเฉินนะ มันจะส่งสัญญาณไปที่สถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด แล้วก็โทรศัพท์ฉัน

            “เอ่อ ขอบใจนะ...อเล็นเล่ตอบ สีหน้าก้ำกึ่งระหว่างยิ้มกับฉงน  ให้ฉันทำไมเหรอจ๊ะ

            วิคเตอร์นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะตอบคำถามนั้น    

            “ทดลองสิ่งประดิษฐ์น่ะ มันไม่อันตรายหรอก ไว้ใจได้เลย

            แม้จะยังสงสัย แต่เธอก็ไว้ใจเขาตามคำพูดนั้น อเล็นเล่เดินออกไปจากห้องก่อนจะโบกมือกล่าวคำอำลาพลางยิ้มอย่างเป็นมิตร

            “โชคดีนะจ๊ะ อย่าหักโหมงานนักล่ะ

            “ขอบคุณ เธอก็ด้วยล่ะ

            เมื่อเล็นเล่เดินออกจากห้องไปได้เพียงครู่เดียว เสียงโทรศัพท์ของวิคเตอร์ก็ดังขึ้นทันที ทันทีที่เขายกขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นเบอร์ที่มีแค่เลขห้าตัวเดียวอยู่บนจอ เขากดรับสาย

            “คุณไม่ได้อยู่คนเดียว

            เสียงทุ้มเรียบอันเยือกเย็นพูดขึ้นในสาย เป็นเสียงผู้ชายดูมีอายุ คลื่นเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมานอกสายฟังดูน่าขนลุก ราวกับซ่อนความน่ากลัวอยู่ภายใน

            “เราเฝ้ามองคุณอยู่

            “อยากมองก็มองไปสิครับวิคเตอร์พูดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ไม่ยินดียินร้าย  แต่เริ่มวางแผนเตรียมตัวเดินออกจากห้อง แล้วคุณอยู่ไหนล่ะถ้าผมไม่ได้อยู่คนเดียว?”

            “ฉันอยู่ตรงนี้ไงล่ะ

            เสียงชายลึกลับปริศนาดังขึ้นที่หน้าห้อง เมื่อวิคเตอร์หันกลับไปมองก็พบว่าเป็นชายสูงวัย ริ้วรอยเต็มใบหน้าแสดงให้เห็นถึงภูมิอายุ ร่างกายสูงโปร่งแสดงให้เห็นถึงความกำยำในวัยหนุ่ม เขาสวมชุดสูทสีดำ เส้นผมสีดอกเลา มีหลี่คอยยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

            ทั้งสองกดวางสายพร้อมกัน วิคเตอร์เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า

            “ไม่ได้เจอแกนานเลยนะชายชราพูดขึ้นและเดินเข้ามา หลี่ค่อยๆประคองเขา

            “สวัสดีครับ คุณคาร์วิน เดอ เรส์วิคเตอร์พูดทักทายแบบไม่ยินดียินร้าย รักษาอาการสำรวม

            “วิคเตอร์ คิงส์ สินะ คาร์ลวินพูดเสียงเข้ม ก่อนจะเอนตัวนั่งลงบนเก้าอี้โยกไม้มุมห้อง ฉันมีเรื่องจะคุย เป็นเรื่องสำคัญมากๆเสียด้วย

            “ดื่มอะไรสักหน่อยมั้ยครับวิคเตอร์ถามอย่างสุภาพ ชายชราส่ายหน้าเป็นคำตอบ แม้เด็กหนุ่มจะมีทีท่าที่นอบน้อม แต่ก็ดูระวังตัวไม่น้อยเลยทีเดียว

            “อะแฮ่ม...เอาละชายสูงวัยกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะหันไปที่หลี่เพื่อสั่งงาน

            “หลี่! เอาเอกสารนั่นมาซิ

            หลี่ยื่นเอกสารให้ เขารับมาและวางไว้ตรงหน้าวิคเตอร์

            “...”

            บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงทันตา วิคเตอร์เริ่มรู้สึกเหมือนถูกกดดัน เหงื่อเริ่มไหลอาบ หัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะทำให้เขาเริ่มรู้สึกหวิวๆไม่มีแรง โรคประจำตัวที่เริ่มถาโถมเข้ามาทำให้วิคเตอร์ต้องรีบคิดแผนที่จะทำอะไรสักอย่าง

            แต่เขารู้ดี มันสายไปแล้ว

            ดูเหมือนวิคเตอร์จะรู้ว่าคาร์วินคิดทำอะไร

            “สนใจที่จะกลับไปทำงานกับฉันที่ เซนจูรี่ ดีพาร์ทเจอร์คอร์เปอเรชั่น ไหม

            “!!!!”

            วิคเตอร์ตกใจมาก แต่เขาไม่แสดงอาการและท่าทีออกมา เพียงแต่หายใจแรงขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้เป็นจริงทุกอย่าง แต่เขาคาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะดำเนินมาได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้

            หนีออกมาจากที่นั่น ช่วยเพื่อนที่หายไป และแก้แค้น...ก่อนจะถูกต้อนให้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง

            แต่นี่ยังไม่ทันได้แก้แค้น เขาก็ต้องถูกต้อนกลับไปอีกแล้วหรือ!?

            “ฮ่าๆ ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะเจ้าหนู เสียงคาร์ลวินหัวเราะชอบใจ เขาแซวเมื่อเห็นทีท่าของวิคเตอร์เป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้กังวลอะไรเลย เพราะได้วางแผนเอาไว้แล้วว่าจะทำอย่างไรหากเด็กหนุ่มคนนี้คิดตุกติกขึ้นมา

            และวิคเตอร์เองก็รู้ดีเช่นกัน

            “คุณคาร์วินพูดโพล่งอย่างนี้เล่นเอาผมตอบไม่ถูกเลยนะครับ!” เด็กหนุ่มแสร้งตีหน้าซื่อ พูดออกไปด้วยท่าทีราวเด็กขี้ตกใจ แน่นอนว่าเขาไม่ชอบแบบนี้เลย แต่ก็จำเป็นต้องทำ

            “ค่อยๆคิดก็ได้นะ เขาพูด น้ำเสียงแฝงความกดดัน คิดได้แล้วก็เซ็นสัญญาลงในใบนี้

            นี่ไม่แตกต่างจากการบังคับให้เขาเซ็นสัญญาเลย เขาควรจะทำอย่างไรดี...

            จะหนีก็คงไม่ได้เพราะหลี่ยืนจ้องเขาอยู่ และแน่นอน หลี่มีพรสวรรค์ทางด้านทักษะการต่อสู้เป็นอย่างดีทุกแขนง เธอได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีตั้งแต่วัยเยาว์ ดังนั้น คนธรรมดาที่มีของแถมเป็นโรคอะริธเมียอย่างวิคเตอร์สู้เธอไม่ได้แน่นอน...

            แน่นอนว่าเขาหมดหนทางเลือกแล้ว ทุกอย่างบังคับให้เขาต้องลงเอยเช่นนี้ และเขาก็ไม่อาจจะหลีกหนีมันได้อีก

            ในที่สุดเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจ...จรดปากกา และเซ็นสัญญาลงไปในเอกสาร

            “ยินดีต้อนรับสู่เซนจูรี่  ดีพาร์ทเจอร์ คอร์เปอเรชั่น วินาทีต่อจากนี้คุณได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเราแล้ว

            เสียงนั้น ยังคงเหมือนเดิม วันนั้นเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน เขายังจำมันได้ดี วันที่เขาจนตรอกดังเช่นวันนี้และต้องยอมรับชะตากรรม เข้าสู่กรงขังอันเป็นนิรันดร์ที่ยากจะหนีออกมา

 

            “...ยินดีต้อนรับสู่เซนจูรี่  ดีพาร์ทเจอร์ คอร์เปอเรชั่น วินาทีต่อจากนี้คุณได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเราแล้ว

            แม้ออกมาได้ครั้งหนึ่ง แต่ก็ถูกต้อนกลับเข้าไปอีกครั้ง...

 

            “นี่คือลูกสาวผม ต่อจากนี้เธอจะเพื่อนร่วมงานของคุณ”  เสียงของคาร์ลวินทำให้เขาหลุดออกจากภวังค์ เด็กหนุ่มสะบัดหน้าแก้มึนเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือออกมาจับมือทักทาย แม้ว่าเขาจะรู้จักเธอมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

            “ฉันชื่อหลี่ เดอ เรส์ ยินดีที่ได้รู้จักเธอกล่าวแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร แม้รู้ตัวดีว่าผู้เป็นบุตรสาวบุญธรรมของคาร์ลวินนั้นอยู่คนละฝ่าย แต่วิคเตอร์เองก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจจากเธอ ด้วยเพราะเคยรู้จักกันมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว

            “วิคเตอร์ คิงส์ครับ วิคเตอร์กล่าวอย่างสุภาพ

            “ผมมีเรื่องจะให้คุณช่วยวิจัย คาร์ลวินเอ่ยปากขอ แต่เมื่อมองนาฬิกาแล้วพบว่าเวลาล่วงเลยมามาก เขาจึงค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้นอำลา ผมจะบอกคุณพรุ่งนี้ วันนี้คุณพักผ่อนก่อน เรากลับกันเถอะ หลี่

            ทันทีที่ชายชราพูดจบก็เดินออกจากห้อง โดยมีหลี่ช่วยประคองอยู่ข้างๆ

            ประตูถูกปิดอย่างนุ่มนวล แล้วความเงียบงันก็กลับมาอีกครั้ง วิคเตอร์ล้มตัวนั่งลงบนเก้าอี้โยก ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม เด็กหนุ่มค่อยๆหลับตาลงอย่างอ่อนล้า

            ต่อจากนี้ เขาคงต้องวางแผนทั้งหมดใหม่และเริ่มดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!

 

 

 

            ความจริงเป็นสิ่งที่คนเรามักจะหลีกหนีเสมอ

            ว่าแต่...ทำไมกันล่ะ?

            อาจเพราะมันมักทำให้เราเจ็บปวดก็เป็นได้

            ฉันเองก็มีความจริงที่หลีกหนีอยู่เหมือนกัน

            แต่ฉันคิดว่า คงถึงเวลาที่จะต้องยอมรับมันแล้วล่ะ

นิรนาม

224 ความคิดเห็น

  1. #167 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 14:40
    ฉันรู้สึกถึงความรู้สึกจากต่อมใต้สมอง (?)
    ฉันรู้สึกได้ถึง 5 พี จริงจัง !!!!! ( กรั่ก )
    แต่ถ้านำฉันไปแทนที่อเล็นเล่ได้จะดีงาม #อย่ามองด้วยสายตาแบบนั้น

    ปล. อิจฉาชาลี  นางเจออาหารตาเยอะเหลือเกิน
    #167
    0
  2. #98 ตั้งใจโสด. (@tang-jai) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 เมษายน 2558 / 15:02
    ชอบฉากหลี่กับไอรีน ฮาชาลี ๕๕๕
    #98
    1
    • #98-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 3)
      12 เมษายน 2558 / 22:56
      คนเขียนก็ชอบนิสัยชาลีค่ะ เพราะอารมณ์ขันของเขาทำให้คนเขียนรู้สึกผ่อนคลายด้วยค่ะ ฮ่าๆ
      #98-1
  3. #94 cannelt (@cannelt) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 เมษายน 2558 / 01:23
    กำลังรู้สึกแปลกๆ หรือเพราะมันเป็นแนวจิตวิทยา ? มันคงจะเป็นแนวจิตวิทยาที่ผมไม่เคยได้อ่านมาก่อน ?

    ผมรู้สึกว่ามันค้างแปลกๆนะ ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของคนเขียนรึเปล่า แต่ในแต่ละฉากผมรู้สึกว่ามันยังไม่ทันโอเคดีมันก็โดดไปอีกฉากหนึ่ง

    ต่อมาก็เรื่องความรู้สึก ผมรู้สึกว่า เอลเลน เปลี่ยนอารมณ์เร็วมาก = = ยิ้มๆอยู่แล้วตัวสั่น อย่างที่บอกไปเมื่อตอนที่แล้วว่ามันน่าจะมีวิธีดึงฉากหรือบรรยายออกมาให้มากกว่านี้เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้อินตามไปด้วย

    ผมก็ไม่รู้ว่าผมเป็นคนเดียวอีกรึเปล่านั่นล่ะ *ฮา* แต่ผมรู้สึกว่ามันโดดไปครับ ยังไม่ทันอินตามเปลี่ยนฉากแล้ว แต่มันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติของจิตวิทยาโลกใต้สำนึกนะ
    #94
    1
    • #94-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 3)
      3 เมษายน 2558 / 16:40
      มันเป็นแนวจิตวิทยา+ไซไฟนิดๆน่ะค่ะ ว่าจะย้ายไปหมวดจิตวิทยา แต่รู้สึกผูกพันกับหมวดนี้ไปแล้ว ก็เลยไม่ย้ายน่ะค่ะ ฮาาา
      ตั้งใจให้ค้างค่ะ แต่ค้างแปลกๆนี่แสดงว่าคนเขียนเขียนแปลกรึเปล่าคะ ๕๕๕๕๕
      เรื่องการตัดฉากสงสัยจะยังทำได้ไม่แนบเนียน ก็เลยดูงงไปบ้าง กราบขออภัยจริงๆค่ะ

      เอลเลนเปลี่ยนอารมณ์เร็วเพราะนางมีสองบุคลิกค่ะ อาจจะเรียกว่าไบโพลาร์ แต่ก็ไม่เชิง นางมีสองบุคลิกค่ะ
      โลกใต้สำนึกจะมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายตามมาให้ได้ยลกันอีกค่ะ ติดตามกันต่อไปนะคะ

      ฺBesty
      #94-1
  4. #28 dinn (@idin12345) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มีนาคม 2557 / 13:02
    อีกนิด เกือบลืม

    "ที่่นี้ต้องไม่มีการนองเลือด"
    "ตะ..แต่ ฉันนอนจม...กองเลือด..."

    โทดนะ แต่ตรงนี้ เผลอหลุดก๊ากเลยละครับ 5555
    #28
    0
  5. #27 dinn (@idin12345) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มีนาคม 2557 / 12:58
    เดี๋ยวนะ ไรท์เตอร์อายุเท่าไหร่กันนี่ เขียนเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ สุดยอด
    ประโยคสวยมากครับ หลายๆ ประโยค อย่างเช่น คนที่ชอบดอกไม้ จะเด็ดมัน ส่วนคนที่รักดอกไม้ จะปลูกมันจนโต เจ๋งดีครับ
    รวมไปถึงประโยคที่ยกมาจากคำพูดของคนสำคัญๆ นั่นก็ด้วย ทำได้ดีมาก

    มาถึงจุดติ จุดเดิมครับ การบรรยายบรรยากาศระหว่างการพูดคุยของแต่ละคนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก 
    เนื่องจากว่า คนอ่านจะไม่เห็นภาพในหัวมาตั้งแต่แรกดั่งเช่นคนเขียนครับ 
    ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนเขียนที่จะต้องบรรยายสภาพต่างๆ ให้คนอ่านได้รับรู้และเข้าใจ
    (เขียนเองเข้าใจเอง แต่คนอ่านนึกภาพตามไม่ออกนะครับ ถ้าเราไม่บรรยายให้คนอ่านได้รู้)
    เช่น ขณะนั้นคนพูดอยู่ตรงไหน พูดด้วยสีหน้ายังไง คนฟัง กำลังสนใจฟังอยู่หรือเปล่า มีคนอื่น หรือมีสิ่งอื่นแย่งความสนใจบ้างหรือเปล่า เป็นต้น
    และโดยเฉพาะเมื่อพูดกันหลายคน ถ้าไม่แยกแยะให้ชัดเจน อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายว่าประโยคไหนใครเป็นคนพูดครับ

    เรื่องโดยรวมลึกลับซับซ้อน แล้วก็บีบอารมณ์ได้ดีมากเลยครับ ตรงนี้ชมเลย
    แต่ดูเหมือนจะมีปัญหาการจัดหน้า ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเวปหรือเปล่า เพราะ การที่ต้องอ่านโดยการเลื่อนไปมาซ้าย-ขวา เพราะหน้าไม่พอ มันทำให้ไม่สะดวกในการอ่านครับ ถ้าจัดหน้าให้พอดีได้ น่าจะอ่านสนุกกว่านี้ครับ

    มีการประกอบเรื่องด้วยส่วนภาคผนวกด้วย อันนี้ดีนะครับ ดีมากเลยแหละ ^ ^b
    #27
    0