Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 29 : Chapter 27: The mind’s power พลังแห่งจิตใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 มิ.ย. 58

-Chapter 27-
The mind’s power พลังแห่งจิตใจ





            โอ้ สุดยอด สุดยอดจริงๆ!”

            วิคเตอร์ในร่างเงามืดหัวเราะชอบใจ เมื่อได้เห็นร่างของชาลีค่อยๆสว่างขึ้นอีกครั้ง คมมีดมากมายที่แทงเต็มหลังหลุดออกลอยกระจายไปคนละทิศทาง ร่างชายหนุ่มหลุดกระเด็นออกจากปลายเคียว ก่อนจะล้มลงที่พื้น เขาค่อยๆลุกขึ้น กางมือออกเหมือนกำลังเพ่งนึกถึงอะไรบางอย่าง

            ฉับพลันนั้น เกิดแสงเรืองๆในมือของเขา ละอองแสงเหล่านั้นส่องสว่าง ก่อนจะค่อยๆลอยไปทั่วทุกที่ราวกับเกสรเมื่อถูกลมพัดพา แสงเหล่านั้นส่องระยิบระยับเหมือนแสงดาว แสงดาวขี้เหงาที่กำลังส่องแสง...

            จะแสดงปาหี่หรือไง ก็ดี งั้นมาสู้กันสักหน่อยเป็นไง!”

            เขาคว้าเคียวฟาดเข้าไปที่ชาลี เงามืดจากร่างกายกางออกมาเป็นคมมีดสีดำวาวที่พุ่งเข้ามาหวังจะแทงไม่ยั้ง ทว่าเขาต้องอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง เมื่อหันมองอีกที เป้าหมายกลับหายไปต่อหน้าต่อตาแล้ว

            เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงสัมผัสโลหะเย็นๆที่กระทบหลังคอ ต้องมีอะไรบางอย่างที่กำลังแตะกับผิวคอด้านหลังอยู่แน่ๆ ยังไม่ทันจะได้หันกลับไป เสียงชาลีก็ดังขึ้นขัดก่อน

            อย่าขยับ แกมันก็แค่ดาร์ควิคเตอร์เท่านั้นแหละ

            ชาลีจ่อปืนที่กลางหัวเด็กหนุ่มพอดี ดาร์ควิคเตอร์แค่นเสียงหัวเราะ นึกไม่ถึงว่าจะพ่ายแพ้เอาเสียง่ายๆแบบนี้ แต่ถึงกระนั้น ในใจก็ยังไม่หายสงสัย จึงยังคงถามออกไป

            พลังของนาย คือการหยุดเวลาอย่างนั้นหรือ?

            ไม่ใช่เขาตอบทันควัน พลังของฉัน ก็คือพลังแห่งการมีชีวิตอยู่!”

            ใช่... นั่นล่ะคือพลังของฉัน

            ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมเด็กหนุ่มปรบมือ ท่าทีเหมือนประชดประชันทำให้ชาลีรู้สึกแปลกๆ เขาไม่เคยรู้จักวิคเตอร์ในมุมมองเช่นนี้มาก่อน นึกไม่ถึงว่าด้านมืดจะกวนได้ถึงพริกถึงขิงเช่นนี้

            แกมันบ้าเขาพูดขึ้น จ่อปืนกดลงบนลำคอหนักขึ้นไปอีก

            หึๆ ดาร์ควิคเตอร์หัวเราะ ใช่ ฉันมันบ้า อยากเป็นแบบนี้ตลอดไปชะมัดยาด แต่เจ้าตัวดันไม่ยอมรับฉันนี่นะ ทำไงได้

            พูดจบ เงามืดที่พื้นก็พุ่งแทงเข้าที่กลางอกของชาลีทันที การโจมตีที่รวดเร็วไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ทำเอาชายหนุ่มถึงกับผงะ เขามองไปที่บาดแผลของตนเอง มือยกขึ้นหวังจะดึงคมมีดเหล่านั้นออก ทว่าทันทีที่มือสัมผัสกับเงามืด กลับเหมือนถูกมีดบาด เลือดไหลออกจากแผลเป็นทางยาว

            แม้ไม่รู้สึกเจ็บใดๆ แต่เขารู้ว่านี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีแน่ๆ

            เขาลั่นไกยิงเป้าหมายตรงหน้า ทว่าทันทีที่กระสุนทะลุผ่านร่างศัตรู ร่างนั้นกลับกลายเป็นฝุ่นผงสีดำแตกกระจายลอยไปในอากาศ ละอองเหล่านั้นรวมตัวกันที่อีกฟากฝั่งหนึ่ง ฝุ่นผงประกอบรวมตัวกันกลายเป็นตนเองอีกครั้ง

            พลังของนายเนี่ย ทำให้ฉันอ่อนแอลงด้วย แย่จัง

            ดาร์ควิคเตอร์บ่นเบาๆ เขาแตกร่างตนเองกลายเป็นเงาสีดำอีกคราหนึ่ง ก่อนจะแยกตัวคนละทิศ พุ่งเข้ามาที่ชาลี เมื่อไหร่ที่ชายหนุ่มยกปืนขึ้นยิงสกัด เงานั้นก็จะแตกตัวออกกลายเป็นเศษเล็กๆ เกิดวัฎจักรซ้ำซ้อนต่อไปเรื่อยๆ ชาลีได้แต่ร้องจิ๊ด้วยความหงุดหงิด กระสุนหมดลงแล้วเสียด้วย ทำยังไงต่อดีนะ

            แม้จะลนลาน แต่ชาลีพยายามตั้งสติ หลับตา ก่อนจะยกมือขึ้นประสานกลางอก ชายหนุ่มเม้มปากแน่นเพราะรู้สึกลุ้นระทึก หากสิ่งที่หวังจะเสกยังไม่ปรากฏล่ะก็... เขาก็จะต้องถูกคมมีดจากเงานับร้อยกระหน่ำแทงไม่ยั้งแน่นอน

            เร็วๆสิ...!

            จบสิ้นกันเท่านี้ล่ะ ฮ่าๆ!”

            เสียงเงาของดาร์ควิคเตอร์ดังขึ้น ก่อนจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง อีกเพียงเสี้ยววินาที คมมีดนับร้อยก็จะเสียบทะลุร่างชาลีอย่างไม่ปรานีแล้ว เมื่อตายในโลกจิตใต้สำนึก ชาลีจะไม่มีวันตื่นขึ้นอีกตลอดกาล!

            ไม่... ฉันไม่อยากตาย!

            พลังแห่งการมีชีวิตอยู่... ช่วยนำทางฉันที!”

            วาบ!

            สิ้นเสียง แสงสว่างก็ส่องวาบออกมาจากร่างชาลีราวรัศมีดวงอาทิตย์ แผดเผาเงามืดเหล่านั้นจนกลายเป็นจุณ มันกรีดร้องโหยหวนลั่นด้วยความทรมาน ก่อนที่รัศมีเหล่านั้นจะค่อยๆจางลงกลายเป็นแสงเรืองๆรอบตัวชายหนุ่ม แสงสีขาวรายรอบตัวท่ามกลางความมืดมิดราวกับดวงดาวที่กำลังเปล่งประกาย ใช่... มันคือดวงดาวขี้เหงา อย่างที่เอลเลนเคยบอกเอาไว้...

            ทำไม... ทำไมถึงปฎิเสธพลังด้านมืด...เสียงนั้นแผ่วเบา เพราะเงาถูกแผดเผาจนเกือบหมดทำให้ไม่สามารถกลับคืนร่างเดิมได้

            ชาลียิ้มให้กับเงานั้น ก่อนจะตอบ ไม่ได้ปฏิเสธ แต่แค่ถ่วงดุลให้ก็เท่านั้นเอง บนโลกนี้ ทุกสีมีความสำคัญ มีขาวต้องมีดำ แต่มันต้องสมดุลกัน... เอ่อ ฉันพูดหล่อๆไม่เป็น ดังนั้นสาระก็มีเท่านี้แหละ

            เงานั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเถียงกลับ

            สมดุลบ้าอะไร สีดำมีอิทธิพลเหนือสีขาว หยดสีดำลงบนเสื้อสีขาว เสื้อนั้นก็จะดูสกปรกกว่าเสื้อสีดำที่มีหยดสีขาวแต้ม แม้แต่ในสภาวะธรรมชาติ สิ่งที่มนุษย์กลัวที่สุด มันไม่ใช่ความมืดมิดหรือไง!?”

            แกพูดถูกชาลีไม่เถียง กลับอธิบายต่อ แต่ทุกสิ่งมีสองขั้วเสมอ มีฮีโร่ก็ต้องมีผู้ร้าย มีแสงสว่างก็ต้องมีความมืด เราไม่สามารถแยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกจากกันหรือทำให้หายไปได้ สิ่งที่เราต้องทำ คือรักษาสมดุลระหว่างมันเอาไว้ต่างหาก

            เสียงนั้นนิ่งเงียบไม่ตอบ ชาลียังคงกล่าวต่อไป

            วิคเตอร์ กลับมา... หรือไม่อย่างนั้น ฉันจะเชื่อมต่อกับแก แล้วอัดแกให้น่วมเลย คอยดูเถอะ!”

            สิ้นเสียง ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน

            เหมือนกับที่แห่งนี้เหลือเพียงชาลีคนเดียว ดาร์ควิคเตอร์ได้หายไปแล้ว หายไปที่แห่งใดเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน ชายหนุ่มยกแขนขึ้นดูแผล ก่อนจะสำรวจร่างกาย พบว่ารอยที่ถูกแทงและบาดแผลทั้งหมดได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหมือนกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            นี่คือพลังแห่งการมีชีวิตอยู่สินะ...

            ตราบใดที่ไม่ท้อ ตราบใดที่ใจยังสู้ ฉันจะไม่มีวันแพ้!

            พื้นที่รอบข้างค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป เศษจิ๊กซอว์เล็กๆมากมายจากท้องฟ้าลอยมาประกอบกันเป็นห้องใหม่ ดวงแสงเล็กๆพากันส่องประกายระยิบระยับเหมือนส่งสัญญาณ ชาลีหลับตาลงอีกครั้ง ในใจได้แต่นึกสงสัย ว่าความหวังและสัญชาตญาณนั้น แท้จริงแล้วมันกำลังนำทางเราไปสู่ที่ไหนกันแน่...

            เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง

            ห้องสีขาวโพลนที่ว่างเปล่า... ห้องที่จิตใจของทุกคนเชื่อมโยงสู่กัน เขามองไปที่ตรงหน้า เมื่อเห็นร่างเด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนนอนคว่ำหน้าอยู่ก็รีบเดินเข้าไปหาทันที

            ผมสีดำขลับมัดปอยผมไว้เล็กน้อยดูกระเซอะกระเซิง ร่างเล็กสวมเสื้อกาวน์สีขาว ใช่แล้ว เขาคือ...

            วิคเตอร์... วิคเตอร์!” ชาลีเรียกเขาเบาๆ มือจับเขย่าร่างนั้นเล็กน้อย เด็กหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ยังไม่ทันจะได้สติดี เขาก็ถูกชาลีโขกหัวเข้าทีหนึ่งเสียก่อน

            โอ๊ย!”

            ยังไม่ทันจะได้ดุว่าอะไร ฝ่ายตรงข้ามก็ชิงพูดขึ้นมา ไอ้บ้าเอ๊ย แกทำให้ฉันเดือดร้อนมากเลยนะรู้ไหม ด้านมืดของแกทำฉันเกือบตาย!”

            เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง มือยกขึ้นลูบหัวป้อยๆ เขาแหงนคอขึ้นมองหน้าชาลีนิ่งๆ ก่อนจะประคองตัวลุกขึ้นนั่ง พลางถามเบาๆ นายเชื่อมต่อกับฉัน?

            ก็เออสิ!”

            ตอนไหน

            เมื่อกี้!”

            เด็กหนุ่มจับแขนชาลีพลิกดูไปมา ก่อนจะยกมือขึ้นแตะหน้าผากชายหนุ่ม แต่ด้วยเพราะสูงเพียงแค่ร้อยหกสิบ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามสูงร้อยแปดสิบกว่าๆ ทำให้เขาต้องเขย่งเล็กน้อย ชาลีที่เห็นเช่นนั้นรีบปัดมือวิคเตอร์ออกทันทีด้วยความตกใจ

            ทำบ้าอะไร!?” ชาลีถามด้วยน้ำเสียงสูงปรี๊ด

            ตรวจสอบรอยแผลเด็กหนุ่มตอบเสียงเป็นโทนเดียวกันราวหุ่นยนตร์ ไม่มีบาดแผลอะไรเลย ทั้งที่มีการต่อสู้กันเนี่ยนะ แปลกดีจริงๆ นี่เป็นความสามารถของนายหรือเปล่า

            อืม...เขาทำเสียงครุ่นคิด ใช่ ฉันเรียกมันว่าพลังแห่งการมีชีวิตอยู่น่ะ มันจะมาตอนที่ใกล้ตาย ฉันจะรู้สึกว่าฉันตายไม่ได้ แล้วจังหวะนั้นล่ะ พลังกายพลังใจก็มาเต็มร้อยเลย...

            วิคเตอร์พยักหน้าหงึกๆ

            ว่าแต่... แล้วความสามารถพิเศษของแกล่ะเขาถามขึ้นอย่างสงสัย รู้หรือยัง พลังของตัวเองน่ะ

            ของฉันน่ะเหรอ...วิคเตอร์นั่งกอดเข่า นัยน์ตาสีเขียวมรกตหลุบต่ำ ก่อนจะมาที่นี่... ฉันฝันร้าย

            ชาลีถามทันที ใช่เกี่ยวกับพ่อแม่แกหรือเปล่า

            เด็กหนุ่มมองหน้าเขาด้วยทีท่านิ่งๆ เห็นด้วยเหรอ

            ก็เห็นน่ะสิ จนกระทั่งโดนอะไรบางอย่างลากไปเจอกับด้านมืดในใจแกเขาเล่า ด้านมืดของแกมันกวนโอ๊ยชะมัด แต่พอฉันจัดการได้ละก็ เงียบเลยเชียว

            ถ้าอย่างนั้น...วิคเตอร์เงียบไปชั่วขณะ ตอนนั้น ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของใครบางคน เสียงนั้นบอกว่า ไม่ ฉันจะตายไม่ได้... หลังจากนั้น ฉันถึงหลุดมาที่นี่

            ทั้งคู่เงียบ วิคเตอร์พูดต่อ

            แสดงว่าพลังของนายสามารถส่งต่อไปให้คนอื่นได้ด้วย สมมติฐานของฉันไม่น่าจะผิดหรอก

            น่าจะใช่ชาลีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เพราะตอนนั้น ด้านมืดของแกบอกกับฉันว่า มันรู้สึกอ่อนแอลง ทั้งที่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรมันเลย

            นั่นล่ะ พลังของนายถ่ายทอดไปสู่คนอื่นได้ด้วยวิคเตอร์พูดขึ้น ว่าแต่... ความสามารถพิเศษของฉันล่ะ ยังไม่เจอเลย จะหายังไงกันดี

            ชาลีมองหน้าเขาครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะยิ้มบางๆจนวิคเตอร์งงงวย ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เดินไปรอบๆ แล้วหันมาที่วิคเตอร์อีกครั้ง

            ชาลียื่นมือออกมา เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามยังมีทีท่าเฉื่อยชาจึงพูดเสียงดุ

            มัวแต่มึนอะไร ก็รีบไปหากันสิ!”

            วิคเตอร์พยักหน้าเบาๆ เขาลุกขึ้นยืน เดินไปหาชายหนุ่ม ก่อนจะตอบเสียงนิ่ง

            เข้าใจแล้ว ไปกันเถอะ


**********


            หลี่ ตอบมาสิ!”

            เสียงดุดันของจินเหลียงทำเอาหญิงสาวแทบสะดุ้ง เธอยืนนิ่ง มือที่กำไว้แน่นเริ่มชื้นเหงื่อ เธอไม่แน่ใจว่าควรจะพูดความจริงออกไปดีหรือไม่ หากพูดออกไปแล้ว... เธอจะไม่เสียเขาไปเหมือนกับวิคเตอร์และชาลีจริงๆหรือ?

            ความจริง เป็นสิ่งที่ขมเสมอ

            คุณหลี่คะ...อเล็นเล่เรียกชื่อของเธอ เข้าใจว่าเราอาจอยู่คนละฝั่ง แต่...

            เด็กสาวก้มหัวย่อตัวให้อย่างสุภาพด้วยความเคารพ

            ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยพวกเราเอาไว้เธอกล่าวจากใจจริง ก่อนจะหันไปทางจินเหลียง คุณจินเหลียงคะ จะสนใจฟังเรื่องอะไรบางอย่างหน่อยไหม เรื่องนี้... คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ดิฉันไม่มีอะไรจะพูดนอกจากยืนยันว่ามันเป็นความจริงค่ะ

            เดี๋ยวสิ อเล็นเล่ แต่ฉัน...หลี่ขัดขึ้น ก่อนจะเงียบไปเพราะพูดไม่ออก

            ยูเลียนาทนยืนมองดูสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจเช่นนี้ต่อไปไม่ไหว เธอจึงเสริมขึ้นมา ให้จินเหลียงตัดสินใจเองเถอะ ว่าจะเอายังไง

            อะไรกันเนี่ย เรื่องนี้ฉันเกี่ยวข้องอะไร งงชะมัด อธิบายกันหน่อยไม่ได้หรือ มาพูดเองเออเองฉันไม่ตลกนะ!” จินเหลียงพูดขึ้น เขามองทั้งสามคนสลับไปมาด้วยความสงสัยอย่างสุดขีด แล้วอีกประเด็น รู้ชื่อของฉันได้ยังไง

            ใจเย็นๆค่ะ ฉันจะอธิบายเรื่องนี้เองอเล็นเล่กล่าวเสียงเรียบ คุณจำอดีตตนเองไม่ได้ ถูกไหมคะ

            จินเหลียงแอบเอะใจกับคำถามนี้ มันเหมือนกับจดหมายในพัสดุไร้ชื่อผู้ส่งฉบับนั้นที่เขาเพิ่งโยนทิ้งไป และเหมือนกับข้อความที่ V.K. เคยบอกเอาไว้... เธอใช่หนึ่งในกลุ่มนั้นหรือเปล่านะ?

            เขายังจำได้ดี กับประโยคในข้อความบนหน้าจอนั้น...

            หากคุณได้รับจดหมายฉบับนี้ หมายความว่าพวกเราจะไปหาคุณในอีกไม่ช้า กรุณาเตรียมการต้อนรับจากพวกเราด้วย พวกเราจะบอกทุกอย่างเกี่ยวกับอดีตของคุณ

            เขาเก็บความคิดเหล่านั้นเอาไว้ในใจก่อน ชายหนุ่มตอบออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ถูกแล้ว ฉันจำไม่ได้... ว่าแต่เธอใช่คนของ V.K. หรือเปล่า ฉันได้รับจดหมายแปลกๆด้วย

            ถูกแล้วจ้ะอเล็นเล่ตอบ ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดท้าวความย้อนกลับไปให้ฟัง หลี่กับยูเลียนายืนฟังอย่างเงียบๆ หลี่เองแม้จะมีช่องว่างและโอกาสให้จัดการทุกคนได้อย่างง่ายๆในพริบตาเดียว แต่เพราะอะไรบางอย่างในใจ กลับทำให้เธอไม่อยากจะฆ่าทั้งสามคน

            บาปในใจ...

            ชาร์ลอตตายไปต่อหน้าต่อตา ทั้งที่ฉันสามารถช่วยเธอได้แท้ๆ...

            อเล็นเล่ใช้เวลาเล่าไปครู่หนึ่ง ท้าวความตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อนจนปัจจุบัน จินเหลียงฟังไปพยักหน้าไปเงียบๆ จนในที่สุดเมื่อเธอเล่าจบ เขาจึงถามขึ้น

            สรุปคือ หลี่... เธอมาเพื่อจับฉันใช่ไหม จับฉันและเด็กสาวทั้งสองคนนี้กลับไป เพราะพวกเราต่างเป็นหนูทดลองที่หนีออกมาชายหนุ่มเดินถอยหลังออกจากทุกคนด้วยความหวาดระแวง ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องโกหก เธอหาโอกาสตีสนิทกับฉันเพื่อให้ฉันตายใจ... ใช่ไหม!?”

            จะให้ทำอย่างไรได้ เลือกระหว่างเพื่อน... กับพ่อ มันไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย!

            หลี่แม้จะยืนนิ่ง แต่มือกลับสั่นระริกจนแทบควบคุมไม่ได้ เธอเม้มปากแน่น ก่อนจะพยายามตอบออกมา ไม่ใช่... แต่เพราะสถานะของฉันมันบังคับต่างหาก...

            ยูเลียนาเดินเข้าไปใกล้เธอ ก่อนจะตบไหล่หญิงสาวเบาๆ นี่ แม่สาวเอเชีย

            เธอเงยหน้ามอง ยูเลียนาพูดต่อ

            เดินกันทางใครทางมัน ต่อจากนี้เราก็ไม่ต้องยุ่งกัน ดีไหม?

            แล้วถ้าเส้นทางที่ฉันเดิน มีพวกเธอขวางอยู่ล่ะ?หลี่ตอบกลับเสียงนิ่ง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสับสน

            ก็หลีกสิ ไปทางอื่น หรือไม่อย่างนั้น ก็เมินเฉยซะเธอยักไหล่พูดอย่างกวนๆ เหมือนรู้สึกไม่ค่อยเดือดร้อน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังลำบากใจสุดขีด

            ยูเลียนาเดินผ่านเธอมาหาอเล็นเล่ หญิงสาวแตะไหล่เธอเบาๆเหมือนให้สัญญาณว่า ไปกันเถอะ อเล็นเล่พยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะก้าวเดินจากไปด้วยกัน

            ต่อจากนี้เราจะเป็นเพื่อนกันได้ไหมหลี่พูดขึ้น อเล็นเล่และยูเลียนาหันกลับไปมอง อเล็นเล่ยิ้มบางๆให้ทั้งสองคน ก่อนจะตอบเสียงอ่อนโยน

            แน่นอนสิคะ คุณหลี่เธอบอก “และฉันก็เชื่อว่าคุณไม่ได้ฆ่าชาร์ลอต... คุณไม่ได้ทำแน่ๆ เพราะตอนนั้นคุณหลี่ไม่ได้ถือปืนในมือ... ฉันจะไม่ขอถามว่าใครทำ แต่ขอจบกันตรงนี้ได้ไหมคะ เราจะไม่ยุ่งกันต่อไปแล้วค่ะ

            หลี่ไม่ได้พยักหน้าหรือส่ายหน้า เธอเพียงแค่ยืนนิ่ง ปากไม่แม้แต่จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆออกมา ไม่ยุ่งกันอย่างนั้นหรือ? หากมันง่ายดั่งที่พูดเช่นนั้น เธอก็คงจะทำไปนานแล้ว

            ใจอยากรับปาก

            แต่หน้าที่และสถานะ ทำให้เธอทำเช่นนั้นไม่ได้!

            อเล็นเล่เดินมาที่เธอ เด็กสาวถอดสายกำไลหนังสีดำเล็กๆที่ข้อมือออก ก่อนจะยื่นให้กับหลี่

            ถือว่าเก็บไว้เป็นความทรงจำนะคะ

            แต่...

            ท่าทีอึกอักของเธอทำให้อเล็นเล่รู้ได้ในทันทีว่าหญิงสาวคงลำบากใจที่จะรับมันไว้ เธอจึงพูดขึ้น อนาคตเป็นสิ่งที่เราไม่มีทางรู้ สักวันเราอาจจะต้องเป็นศัตรูกันจริงๆ แต่วันนี้... วันนี้เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ แค่นั้นก็พอใจค่ะ

            เด็กสาวยิ้มให้กับเธอจากใจจริง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับยูเลียนา จินเหลียงที่ยังงงๆไม่รู้จะไปทางไหน เขาเองก็สับสน ไม่ต่างจากหลี่

            อเล็นเล่ ฉันขอถามอะไรหน่อย!” จินเหลียงตะโกนถาม เมื่อเธอหยุดหันมามอง เขาจึงว่าต่อ ถ้าฉันเข้าร่วมกลุ่มของเธอ ฉันก็อยู่คนละฝั่งกับหลี่ เพราะเธอทำงานที่ต้องไล่ล่าพวกเรา และถ้าฉันอยู่เฉยๆ...

            หลี่ตบบ่าเขาเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น พี่เหลียง ในฐานะที่นับถือเหมือนพี่ชาย แต่หน้าที่ขัดแย้งกับความรู้สึก หนูไม่อยากทำร้ายพี่เหลียง ดังนั้น...

            ฉันต้องไปจริงๆสินะ...เขาก้มหน้า แม้รู้และเข้าใจดี แต่ความเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันเช่นนี้ จะมีใครบ้างที่ปรับตัวได้ทัน

            ใครจะรู้ว่าคนที่ตนเองเอ็นดูเหมือนเป็นน้องสาวจะถูกจ้างมาให้สืบเรื่องตนเอง... แต่เพราะความสัมพันธ์ที่ทำให้เธอโลเล เธอจึงไม่จับตัวเขาเสียที ล่วงเลยจนปัจจุบัน จนกระทั่งวันนี้อเล็นเล่ปรากฎตัวมาเล่าความจริงทุกอย่าง และหลี่เองก็ยืนยันคำนั้นหนักแน่นจนเขายอมเชื่อว่านี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง

            ใครจะไปรู้ว่าขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ดีๆ ก็ถูกตามล่าเสียอย่างนั้น?

            หลี่...

            จินเหลียงไม่รู้จะพูดอย่างไร หลักฐานมันรัดตัวเขาแน่นไปหมดจนอดไม่เชื่อไม่ได้ อดีตที่ถูกลืม ภาพห้องความทรงจำสีขาว ภาพที่ถูกชายวัยกลางคนเชิญชวนให้เข้าร่วมองค์กรท่ามกลางความมืดโดยรอบ รวมถึงความรู้สึกแปลกๆที่ไม่เหมือนคนอื่นทุกครั้งที่ฝัน... เขารู้ตัวดีว่าตนไม่เหมือนคนอื่นมาตลอด แต่แค่คิดว่านั่นเป็นเพียงความบังเอิญ

            หลี่แตะหูฟังไร้สายเล็กๆที่หูข้างซ้ายเล็กน้อย ทำท่าเหมือนกำลังฟังอะไรอยู่ ก่อนจะย่นคิ้วลงอย่างตึงเครียด มือแม้จะกำแน่น แต่มันกลับสั่นระริก เหมือนกับหินที่กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

            รับทราบค่ะเธอกล่าวรับคำสั้นๆ แม้ไม่รู้ว่าคุยอะไรกับปลายสาย แต่ทุกคนรู้ดีว่านั่นไม่น่าใช่ข่าวดี

            หลี่หันมาทางทุกคน หันมองรอบๆแล้วถอนหายใจทีหนึ่ง รีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวจะจัดการทางนี้เอง

            แต่...

            ไม่มีเวลาคุยกันแล้วค่ะ รีบไปเดี๋ยวนี้!”

            เพราะเคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เกือบตายมาบ่อย ทั้งอเล็นเล่และยูเลียนาจึงเข้าใจดี พวกเธอรีบดึงแขนจินเหลียงวิ่งไปทันที ไม่มีเวลาให้อำลา หลี่ยืนมองเขาวิ่งห่างไกลออกไป และจินเหลียงเองก็ได้แต่มองเธอยืนเงียบอยู่ตรงนั้นเช่นเดียวกัน

            ทันทีที่ทั้งสามวิ่งหายไปในซอย หลี่ก็หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าที่คาดไว้ที่เอว

            มันคือเข็มฉีดยา...

            เราทำภารกิจพลาดบ่อยเกินไปแล้ว...

            คราวนี้คงอ้างเหตุผลเดิมไม่ได้ ดังนั้นต้องทำให้ความผิดพลาดนี้ ดูมีน้ำหนักที่สุด...

            หญิงสาวเดินกลับไปที่กองศพของเหล่านักเลงหัวไม้ เธอดึงมีดออกมาทาเลือดตามตัว ให้ดูเหมือนเกิดการต่อสู้ แล้วใช้มีดกรีดที่ขากับแขนให้เป็นรอยแผลเล็กน้อย

            จนถึงขั้นตอนสุดท้าย...

            หญิงสาวนั่งลง หลังเอนพิงกำแพง แม้ไม่ได้ออกกำลังมาก แต่กลับรู้สึกอ่อนล้าเหลือเกิน... ทำไมเพื่อนของเธอจึงต้องอยู่คนละฝ่ายด้วยนะ? หากเธอจะทิ้งทุกอย่างไปทำตามใจตนเอง จะเกิดผลเสียอะไรตามมามากหรือเปล่า?

            อุดมคติกับหน้าที่มันไปด้วยกันไม่ได้...

            แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน... ทว่าในเมืองใหญ่เช่นนี้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นแสงดาวได้เลย คงต้องโทษแสงและหมอกควันจากในเมือง... ทำไมกัน ทำไมถึงไม่มีอะไรได้ดั่งใจเธอเลย แม้แต่จะดูดาว ยังทำไม่ได้

            หลี่ยกเข็มฉีดยาฉีดเข้าเส้นเลือดที่แขน ก่อนจะโยนมันไปที่กองร่างของเหล่านักเลงหัวไม้ เธอค่อยๆหลับตาลง ขอแค่ได้หนีความจริงเพียงสักหลับหนึ่งก็ยังดี

            สวรรค์... สวรรค์อยู่หนใด?

            ตอนเด็กหลี่เคยจินตนาการถึงมันอยู่บ่อยๆ บนท้องฟ้าที่สวยงามแห่งนั้น ยังมีอาณาจักรแห่งสรวงสวรรค์อยู่ มันคือดินแดนแห่งนางฟ้าเทวดา พวกเขาคือคนดี พวกเขามีปีกติดอยู่ที่หลัง... ปีกแห่งอิสรภาพ

            แต่เธอกลับไม่มีปีกนั้น

            แต่ถึงอย่างไร ขอเพียงแค่ได้กลับไป ณ ดินแดนสรวงสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง แม้ในความฝัน... ก็ยังดี



**********



                WRITER'S TALK

            จุดจบของเรื่องกำลังใกล้เข้ามา นับถอยหลังอีกเพียงเจ็ดตอน

            ผู้เขียนได้ทุ่มเทพลังใจและกายไปเยอะพอสมควร เพราะเรื่องนี้คือนิยายเรื่องแรกในชีวิต และผู้เขียนเองมีความปรารถนาอยากแบ่งปันความฝันในตอน ม. ต้นออกมาเป็นเรื่องราว เพราะวาดรูปไม่เก่งนัก จึงลงเอยด้วยการกลายเป็นนิยายในปัจจุบัน

            หลี่นั้น เป็นตัวละครเพศหญิงที่ผู้เขียนชอบมากที่สุด และในตอนหลังจะมีบทบาทมากถึงมากที่สุดต่อเนื้อเรื่อง ในช่วงท้ายของตอน หากใครสังเกต จะรู้ว่าผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจากเพลง Paradise ของ Coldplay ค่ะ สามารถลองฟังได้จากลิงค์ด้านล่าง (ผู้เขียนชอบฟังฉบับเปียโนมากกว่า)

            สุดท้ายนี้ 1 คอมเม้นท์ = ล้านกำลังใจให้กับผู้เขียนค่ะ

 

Besty



224 ความคิดเห็น

  1. #210 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2558 / 11:12
    เป็นพลังที่เหนือขาดมากว่ะชาลี =.,=
    แล้วทำไมหลี่ต้องนางเอกตลอดอ่ะ! โอ๊ย สงสารนางจุง T^T
    #210
    1
    • #210-1 Besty. (@bestyworld) (จากตอนที่ 29)
      13 สิงหาคม 2558 / 07:00
      หลี่คือนางเอกอีกคนที่น่าสงสารค่ะ แต่เท่าที่ดู ทุกคนที่อ่านก็รักนางดีนะคะ ดีใจ อิอิ <3
      #210-1
  2. #192 Levi-san (@Levi-san) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 / 15:17
    ปีกแห่งอิสละภาพ คุ่นๆกับ อนิเมะเรื่องผ่าพิภพไททัน ค่ะที่ในชื่อเรื่องในภาษาญี่ปุ่นแปลไทยอีกชื่อว่า ปีกแห่งเสรีภาพค่ะ ส่วนตัวชอบอนิเมะเรื่องนี้มากๆเลยค่ะถ้าไรเตอร์ไม่เบื่อสะก่อนแนะนำให้ไปดูเลยค่ะสนุกมาก>_< 
    #192
    0
  3. #136 I2ainI3ow (@choompu) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 00:23
    อ่านตอนนี้แล้วสงสารหลี่มากเลยอ้ะะะ 
    ปล. หลังๆเค้าจะงงว่าอัพเพิ่มตรงไหนน๊าา เลยรอจบตอนแล้วอ่าน TwT" ขอโทษนะคะ 
    #136
    1
    • #136-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 29)
      9 มิถุนายน 2558 / 00:20
      ไม่เป็นไรค่ะ แค่ตามอ่านก็ดีใจแล้ว ขอบคุณนะคะ ^^
      ตอนนี้อัพเต็มๆตอนแล้วนะคะ มาลุยกันต่อเถอะค่ะ!
      #136-1
  4. #134 poroyo (@poroyo) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2558 / 22:00
    เข้ามาอ่านจ้ะ...
    ชาร์ลีเป็นท่าไม้ตายสาย Super Combo สินะ โดนอัดก่อนถึงใช้ได้ (ฮา)
    #134
    2
    • #134-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 29)
      3 มิถุนายน 2558 / 22:10
      โอ้ว เซอร์ไพรส์มากค่ะ ทำการบ้านเสร็จปุ๊ปเข้ามาเยี่ยมเล่นๆ
      พี่โพโรโยะแวะมาอ่านพอดี ฟินค่าาาา ><
      ใช่ค่ะ ท่าไม้ตายของชาลีคือ HP MP Stamina กลับมาเต็มหมดตอนใกล้ตาย โดยมีข้อแม้ ตอนใกล้ตายห้ามจิตตกค่ะ ไม่งั้นก็ไม่รอดได้เหมือนกัน (สังเกตตอนแรกที่ชาลีร่างเริ่มจาง คือจะไปละ แต่ยังเลิกจิตตกได้ในนาทีสุดท้าย พลังเลยมาก่อนค่ะ) ๕๕๕๕๕๕
      ส่วนของวิคเตอร์ เป็นพลังที่จะว่ากระจอกก็กระจอก จะว่าเก่งก็เก่งค่ะ อิอิ
      #134-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. #133 FROZY (@phen2005) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2558 / 07:44
    สนุกมากเลยค่ะ รออยู่นะค้าาาาาา
    #133
    1
    • #133-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 29)
      2 มิถุนายน 2558 / 18:05
      จะรีบปั่นเลยค่าาา ><
      #133-1
  6. วันที่ 1 มิถุนายน 2558 / 19:45
     อิหม่าเอ๋ยยยยยยยยยยย ข้ารู้สึกชอบท่านวิคด้านดาร์ค~~~~~~~~//น่าเอามาจิ้นวาย------- #แฟนคลับIntimate Mind คนนี้มิใช่สาววาย ข้าจิ้นโนมอลล์เป็นปกติ---------
    #132
    2
    • #132-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 29)
      1 มิถุนายน 2558 / 23:13
      ขอบคุณค่ะ U////U
      ว่าแต่ วิคด้านดาร์คนี่จับคู่กับใครคะ ๕๕๕๕
      #132-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  7. #131 Sunscreenone (@inkzacod) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2558 / 13:02
    ชาลีเท่ระเบิดเลยย. อ๊าก วิคเตอร์ตัวเล็กจางงงเยย
    #131
    1
    • #131-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 29)
      1 มิถุนายน 2558 / 16:46
      เล็กและเคะ ใช่ไหมจ๊ะ รู้นะคิดอะไรอยู่ ๕๕๕๕๕
      #Intimate_Mindไม่ใช่นิยายวาย
      #131-1