Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 23 : Chapter 21: The Sky sabotage มหันตภัย วินาศกรรมเหนือฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 พ.ค. 58

-Chapter 21-
The Sky sabotage มหันตภัย วินาศกรรมเหนือฟ้า


            ร่างเด็กสาวผมยาวสีบลอนด์ปรากฏตรงหน้าท่ามกลางห้องสีขาวว่างเปล่า ชาลีวิ่งสุดแรงหวังจะได้โอบกอดร่างนั้นอีกครั้ง หากแต่แม้เร่งฝีเท้ามากเท่าไหร่ กลับไร้วี่แววที่จะได้เข้าใกล้เธอ

            มันเหมือนกับเธอเคลื่อนตัวห่างจากเขาเรื่อยๆ ทั้งที่เขากำลังเข้าหาเธออยู่แท้ๆ

            หยุดก่อน!”

            ร่างนั้นหยุดหันยิ้มให้ รอยยิ้มที่เขาเคยลืมมันไปแล้วครั้งหนึ่ง...

            หนูดีใจจังค่ะ ที่ได้เกิดมาเป็นน้องของพี่ไฮดี้...

            ร่างนั้นค่อยๆสลายหายไปในอากาศ หมู่มวลนกมากมายรวมตัวกันจากทุกทิศทางบินล่องลอยไปรอบๆบริเวณเหมือนเป็นสัญญาณเตือน ชาลีพยายามตะโกนร้องเรียกชื่อเธอ แต่เสียงกลับไม่ยอมดังออกไป เหมือนถูกอะไรบางอย่างปิดกั้นเอาไว้ในลำคอ เขาทำได้เพียงกลอกตามองรอบๆอย่างตื่นตระหนก

            เสียงหนึ่งร้องเรียกจากเบื้องบน ชาลี!”

            และอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นแทรก พร้อมกับเงาดำมืดที่ฉุดร่างเขาลงสู่เบื้องล่าง ไฮดี้!”

            ชื่อถูกเรียกสลับไปมาจนเขาเริ่มสับสนและปวดหัว ร่างดำดิ่งลงสู่ห้วงความมืดอย่างควบคุมไม่ได้ แม้กรีดร้องออกไปเท่าไหร่กลับไร้ซึ่งเสียงออกมา แม้ตะเกียกตะกาย ร่างกลับยิ่งจมดิ่ง

            เขาคือใครกันแน่... ชาลี หรือไฮดี้?

            “แกมันไอ้ลูกสวะ... ไฮดี้เสียงของผู้เป็นพ่อดังขึ้นวนไปมา เหมือนกำลังตามหลอกหลอนเขาอยู่ แม้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ คำพูดนี้เขากลับไม่เคยลืมได้เลย

            ไม่!”

            ร่างชายหนุ่มสะดุ้งขึ้นจากเตียง เหงื่อกาฬผุดซึมขึ้นทั่วร่าง หายใจหอบถี่เพราะยังไม่หายเหนื่อยจากฝันร้ายเมื่อครู่ เขาพยายามสงบจิตสงบใจ ก่อนจะหันไปมองนาฬิกาที่แขวนเอาไว้บนผนัง แสงเขียวเรืองๆจากตัวเรือนและเข็มชี้ทำให้พอมองเห็นเวลาได้บ้าง

            นาฬิกาชี้บอกเวลาตีสี่ครึ่ง เขาตื่นเวลานี้มาตลอดจนเคยชิน เพราะสมัยที่ยังอยู่โรงนานั้น เขาต้องไปส่งหนังสือพิมพ์ หากส่งได้เป็นจำนวนมากก็จะยิ่งได้เงินมากตาม ดังนั้น ยิ่งตื่นไว ก็ยิ่งได้เงินเยอะขึ้นไปด้วย

            เขามองไปรอบๆ อเล็นเล่นอนหลับอยู่ที่ด้านซ้าย และดี.ซี. นอนด้านซ้ายสุด ชาลีถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อพบว่าตนเองไม่ได้ส่งเสียงโวยวายปลุกใคร เขาลุกขึ้นจากเตียง แล้วก็ต้องเลิกคิ้ว เมื่อพบว่าวิคเตอร์กำลังฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะทำงาน โน๊ตบุ๊คถูกเปิดทิ้งไว้ โคมไฟยังคงส่องสว่างอยู่ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาต้องทำงานจนเพลียแล้วผล็อยหลับไปแน่นอน

            ขยันไปนะ...

            ชายหนุ่มเปรยขึ้นเบาๆ เขาหยิบผ้าห่มจากเตียงมาห่มคลุมไหล่ให้วิคเตอร์ มือเอื้อมจะถอดแว่นบนใบหน้าออกให้เพราะเกรงว่าขาแว่นจะทิ่มตา แต่แล้วมือหนึ่งก็คว้าจับข้อมือเขาหยุดเอาไว้ก่อน

            ชาลีเลิกคิ้ว เมื่อมองดูแล้วจึงพบว่าเป็นมือของวิคเตอร์นั่นเอง

            เด็กหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้า ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเพราะเพิ่งตื่น

            ตอนนี้กี่โมงแล้ว...

            “ตีสี่ครึ่งชาลีตอบ เขาแกะมือของวิคเตอร์ออก ขอโทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปลุกแกนะ

            “ไม่เป็นไรเด็กหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างเกือบเซล้มลงกับพื้นเพราะไร้เรี่ยวแรง โชคดีที่ชาลีคว้าแขนเอาไว้ได้ทัน

            สภาพแบบนี้ฉันว่าไปนอนเถอะชาลีพูดขึ้นเบาๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วรีบเปลี่ยนน้ำเสียง ไม่ได้เป็นห่วงหรอก แต่ถ้าป่วยจะเป็นภาระของพวกฉันอีก เข้าใจไหม

            ดูวิคเตอร์จะไม่ได้สนใจคำพูดของชาลีเท่าไหร่ เขาเดินไปหยิบเครื่องดื่มในตู้เย็นพลางพูดขึ้น ปลุกทุกคนเถอะ

            “ห๊ะ?ชาลีขึ้นเสียงสูงด้วยความฉงนปนหงุดหงิดที่เขาไม่ยอมแม้แต่จะสนใจคำเตือน นี่แก...

            “เธอตอบข้อความพวกเราด้วย ดังนั้นเราจะเดินทางกันเลย

            “เดี๋ยวสิ เธอตอบว่าอะไร...ชาลียังไม่ทันจะพูดจบ วิคเตอร์ก็ตัดบททันที

            ไม่สำคัญหรอก เอาเป็นว่าเราต้องไปรัสเซีย เดี๋ยวนี้
 

**********

กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

            หลังจากวันนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกไปจากเดิม ถึงจินเหลียงจะรู้สึกหวาดระแวงอยู่บ้าง แต่เพราะเรื่องเงียบมาหลายวันนับจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาจึงเลิกกังวลไปในที่สุด

            ร้านของเขาก็คือรถเข็นเล็กๆที่หัวมุมซอย วางโต๊ะกับเก้าอี้บ้างสองสามชุดพอเป็นพิธี ลูกค้านั่งสั่งกินกันไม่ขาดสาย ชามแล้วชามเล่าวางกองพะเนินในกะละมังที่หลังร้าน มือลวกเส้น หั่นเนื้อ ใส่น้ำซุป แล้วเสิร์ฟ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆไม่หยุด ตั้งแต่สายๆจนมืดค่ำ

            วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่การขายของดำเนินไปได้ด้วยดี เขาเก็บข้าวของใส่รถเข็น เตรียมขนของกลับบ้าน แต่แล้วหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฎตัวขึ้นตรงหน้าพอดี

            ว่าไงพี่เหลียง

            เสียงใสๆน่ารัก ดังขึ้นจากเธอคนนั้น ตาเรียวคมโฉบเฉี่ยวกับชุดกี่เพ้าสีแดงสวยสะกดสายตาชายหนุ่มทุกคนที่ได้มอง ผมยาวถักรวบเป็นเปียดูเรียบร้อย

            อ้าวหลี่ เสียดายที่มาช้า ร้านปิดแล้วล่ะจินเหลียงกล่าวกับเธออย่างเป็นมิตรว่ายังไง หายไปหลายเดือนมากเลยนะ กลับไปทำงานเหรอ

            “ใช่ค่ะ เหนื่อยน่าดูเลยเธอตอบ จินเหลียงเข็นรถเดินไปเรื่อยๆ หลี่เดินข้างๆ พูดคุยไปเรื่อยเปื่อยตามประสา ที่โน่นน่าปวดหัว เลยกลับมาพักที่นี่สักหน่อย

            ชายหนุ่มยิ้มบางๆ ดีแล้วๆ พักผ่อนเสียหน่อย เดี๋ยวจะเครียดเอา!”

            “ทำเป็นพูดไปเถอะ ยังไม่เคยเห็นพี่เหลียงเลิกขายก๋วยเตี๋ยวได้สักที

            จินเหลียงหัวเราะร่วน มือไม่หยุดเข็นรถ เท้ายังคงย่ำไปเรื่อยๆเพื่อกลับที่พัก ฮ่าๆๆ ไม่ขายแล้วจะเอาอะไรกิน!” ชายหนุ่มหันมองหลี่ สังเกตได้ว่าสีหน้าเธอดูเหมือนเก็บอะไรเอาไว้ในใจอยู่ จึงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ว่าแต่กลับมางวดนี้ดูเครียดๆ มีอะไรหรือเปล่า

            เธอหยุดเดิน จินเหลียงหยุดเดินตาม หลี่ล้วงหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋า ก่อนจะยื่นให้ชายหนุ่ม มันคือรูปถ่ายประมาณสองสามใบ พี่เหลียงรู้จักคนพวกนี้มั้ยคะ

            เขาพินิจพิจารณามองดูรูปไปครู่หนึ่ง ใบแรกคือชายผมสั้นสีบลอนด์หน้าตาดูเลือดร้อน น่าจะวัยยี่สิบต้นๆ ใบที่สองเป็นเด็กสาวม.ปลาย รวบผมหางม้า ใบหน้าดูสดใส และใบสุดท้ายที่ทำให้เขาสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย เด็กหนุ่มร่างเล็กสวมแว่นในชุดเสื้อกาวน์สีขาว...

            แม้คืนนั้น เงาที่เขาเห็นจะไม่ชัดเจน แต่เสื้อกาวน์และร่างเล็กที่แสดงให้เห็นว่าอายุยังไม่ถึงสิบแปด เหมือนกับคนในภาพนี้ไม่มีผิดเพี้ยน มันทำให้เขารู้สึกขนลุกแปลกๆ

            ชื่ออะไรบ้างเขาถามเธอ

            คนแรก ชาลี แม็คคิด คนที่สอง อเล็นเล่ แม็คคิด และคนที่สาม วิคเตอร์ คิงส์

            คำตอบของหลี่ทำให้เขาครุ่นคิดในใจ วิคเตอร์ คิงส์... และ V.K.

            ไม่หรอก อาจจะคิดไปเอง!

            จินเหลียงส่ายหน้า ก่อนจะยื่นภาพถ่ายคืน ไม่รู้จักเลย ว่าแต่มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าหลี่

            “คือ... ถ้าเจอคนพวกนี้ ให้รีบโทรหาฉันเลยนะพี่เหลียงหญิงสาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

            “ได้สิ ถ้ามีไฟล์รูปพวกนี้ ส่งมาทางคอลมีก็ได้ พอดีจำหน้าคนไม่ค่อยเก่ง เผื่อเก็บเอาไว้ดูทบทวนอีกทีหนึ่งด้วย

            “ได้ จะส่งไปให้ ขอบคุณนะคะพี่เหลียงหลี่ตอบ จินเหลียงแอบยิ้มในใจ แผนสำเร็จ แบบนี้ก็แชทกับเธอได้เสียที หาโอกาสขอแอดมานานแล้ว... ในที่สุดวันนี้ก็ทำได้!

            ชายหนุ่มยืดอกพูดเก๊กเสียงหล่อ ไม่เป็นไรหรอกหลี่ เรานับถือกันมานาน มีอะไรก็ต้องช่วยกันสิ

            เธอยิ้มอย่างสบายใจเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าต้องกำชับเพิ่ม ถ้าเจอพวกเขา อย่าเชื่อในสิ่งที่พวกเขาพูดเด็ดขาดนะคะ

            จินเหลียงได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มจะสงสัย จึงถามขึ้น ดูเธอจริงจังกับเรื่องนี้มากเลยนะ คนพวกนั้นเป็นใครกันเหรอ

            หลี่กระแอมไอ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีดำ ในเมืองเช่นนี้ทำให้แทบมองไม่เห็นแสงดาว หญิงสาวรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะต้องโกหกเขา แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ เธอจำเป็นต้องทำ เพราะหากพวกวิคเตอร์ชวนจินเหลียงเข้าร่วมขบวนการได้สำเร็จ เขาก็จะกลายเป็นศัตรูของเธอไปอีกคนทันที

            เธอเจ็บปวดมามากพอแล้ว ดังนั้น...

            ต้องตัดไฟแต่ต้นลม!

            หลี่สูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะตอบออกมาในที่สุด พวกมันเป็นพวกต้มตุ๋นค่ะพี่เหลียง พี่ต้องระวังตัวและอย่าเชื่อใจพวกมันเด็ดขาดพูดจบเธอก็กำชับขึ้นอีกครั้ง พวกนี้อันตราย เจอเมื่อไหร่ ต้องโทรเรียกฉันทันทีนะคะ!”

            เห็นเธอจริงจังเช่นนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะให้ความร่วมมือ จึงตอบปากรับคำไปสั้นๆ เข้าใจแล้ว

            ถึงกระนั้นเขาก็ยังอดที่จะสงสัยไม่ได้ วิคเตอร์ คิงส์คือใคร ใช่ V.K. หรือไม่ แล้วอีกสองคนที่เหลือเกี่ยวข้องอะไรกันหรือเปล่านะ?

            พวกต้มตุ๋นงั้นหรือ... ได้ยินแล้วก็ชักจะหิว กลับไปจะชงบะหมี่คัพกินสักถ้วยหน่อยแล้วกัน

**********

            ระยะทางจากลิเวอร์พูลไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กใช้เวลาราวๆสามชั่วโมง

            ทั้งสี่คนนั่งอยู่ในห้องโดยสารชั้นหนึ่ง บรรยากาศหรูหราแต่ผ่อนคลายทำให้ทุกคนรู้สึกสบาย ที่นั่งโดยสารมีความเป็นส่วนตัวสูง ทั้งยังสามารถปรับเป็นเตียงได้ตามต้องการ รวมถึงแอร์โฮสเตสหน้าตาดีทั้งวาจายังสุภาพคอยให้บริการอย่างใกล้ชิด ราวกับสวรรค์บนฟ้าก็มิปาน

            แต่สำหรับชาลีแล้ว... นี่มันนรกชัดๆ!

            “อ้วก!”

            เขาเมาเครื่องบิน และถ้าจะให้นับ นี่เป็นการอาเจียนครั้งที่ห้า แม้จะกินยาไปแล้วแต่ก็แทบไม่ได้ช่วยอะไร วิคเตอร์ที่นั่งข้างๆมีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่ เขามีไข้ต่ำๆ และมีสิทธิ์ป่วยได้หากยังไม่ยอมพักผ่อน

            แต่จะพักผ่อนได้อย่างไร เมื่อจับคนไม่สบายสองคนมานั่งคู่กัน คนหนึ่งนั่งปวดหัวอ่อนเพลีย อีกคนก็มัวแต่เมาเครื่องบิน สถานการณ์แบบนี้เข้าทางสำนวน เตี้ยอุ้มค่อมอย่างชัดเจน...

            “แล้วรู้อะไรไหมจ๊ะ ดี.ซี. ตอนฉันอายุได้สิบสี่ปี พี่ชาลีซื้อโคลาให้ขวดหนึ่งเป็นของขวัญวันเกิด เป็นของขวัญวันเกิดที่ซาบซ่าที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้มาเลยล่ะ!”

            “ฮ่าๆ ผมเองตอนอายุสิบสี่ พี่ชายฝาแฝดก็ซื้อโคลาให้เหมือนกัน แต่น่าจะแย่กว่าเอลลี่นิดหน่อยนะ เขาดันซื้อฟิสิกส์ให้ด้วยเล่มหนึ่ง พี่บอกผมต้องเรียนมัน เป็นวันเกิดที่มีรสขมที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลยครับ!”

            และที่หนักกว่า คืออีกสองคนที่นั่งข้างหลังก็มัวแต่เม้าท์กันอย่างเมามันจนแทบลืมเพื่อนลืมพี่ที่นั่งข้างหน้า...

            ดี.ซี. มักจะตั้งชื่อเล่นให้กับสุภาพสตรีทุกคนที่เขาคุยด้วย ดังนั้นไม่แปลกที่อเล็นเล่จะถูกเขาเรียกว่า เอลลี่ซึ่งเกิดจากการกร่อนเสียงให้ชื่อสั้นลงนั่นเอง

            ชาลีมัดถุงอ้วกวางไว้ใต้เบาะนั่ง ก่อนจะนั่งพิงเบาะอย่างหมดแรง ปากบ่นด้วยความหงุดหงิดเหลือทน ให้ตายเถอะ ทำไมฉันต้องมานั่งกับแกด้วยนะ...

            วิคเตอร์หันไปทางหน้าต่าง เขาเองก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เช่นเดียวกัน คิดว่าฉันอยากนั่งกับนายหรือไง ถ้า ดี.ซี. กับอเล็นเล่ไม่มัวแต่โม้กันฉันก็คงได้นั่งกับเธอไปแล้ว

            ชาลีเดาะลิ้น ฝันไปเถอะ ฉันไม่ให้แกนั่งกับอเล็นเล่หรอก

            “เฮอะ...

            ทั้งสองร้องขึ้นพร้อมกัน แม้จะอยู่ในอารมณ์เดียวกัน แต่ก็ไม่ได้อยากจะเข้าใจฝ่ายตรงข้ามเลยสักนิดเดียว วิคเตอร์หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ชาลีนั่งหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆหลับตาลงเช่นเดียวกัน

            ถึงกระนั้น ชาลีก็ไม่สามารถนอนหลับได้ เพราะเสียงทั้งสองคุยกันยังคงดังขึ้นอยู่เนืองๆ

            พี่ชายผมเป็นแฝดกับผมนี่ล่ะ แต่เพราะเรียนเก่งกว่าเลยค่อนข้างโดดเด่นกว่า ถึงกระนั้นผมก็ไม่ได้นึกเกลียดอะไรเขานะ แม้ว่าจะแอบอิจฉาลึกๆก็ตามทีเถอะครับ

            “เข้าใจจ้ะ แล้วยังคุยกันอยู่หรือเปล่า

            “ผมตัดขาดกับครอบครัวมาสี่ปีแล้วล่ะครับ

            อเล็นเล่นิ่วหน้า เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วง อ้าว... เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าจ๊ะ?

            ดี.ซี. นิ่งเงียบไม่ตอบ ในจังหวะนั้นเองที่เขารู้สึกว่าบรรยากาศในห้องโดยสารดูเงียบผิดปกติ มันแปลกเกินไปหรือเปล่านะ ทั้งที่ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน แต่ทุกคนกลับกำลังนอนหลับนิ่ง ชายหนุ่มหันไปถามชาลีที่นั่งอยู่ด้านหน้าด้วยความสงสัย

 

            ชาลี รู้สึกอะไรหรือเปล่า

            ทันทีที่อเล็นเล่ได้ยิน ดี.ซี. ถามพี่ชายตนเองเช่นนั้น ตนจึงสังเกตรอบๆตาม ทุกคนกำลังนอนหลับจริงๆด้วย...

            รู้สึกอะไร?ชาลียังงงๆอยู่จึงถามเช่นนั้นออกไป ก่อนที่เขาจะสังเกตรอบๆ แล้วรู้สึกสงสัยตาม จริงด้วย มันแปลกๆแฮะ

            ทันใดนั้นเอง จู่ๆชาลีก็รู้สึกว่าภาพทุกอย่างค่อยๆเคลื่อนที่ช้าลงเหมือนฟิล์มที่ถูกยืด ดี.ซี. ค่อยๆคว้ามือมาที่เขาเหมือนกับเป็นภาพสโลว์โมชัน จะมีก็เพียงอเล็นเล่ที่ยังคงยืนอยู่และมีความเร็วในการเคลื่อนไหวเป็นปกติ เธอคว้าร่างชาลีลงมาหลบที่พื้นด้านล่างด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

            เพียงเสี้ยววินาที ลูกดอกยาสลบลอยผ่านหัวเขาไปอย่างฉิวเฉียด มันปักอยู่ที่กำแพงห้องโดยสารแทน ทั้งสองหันไปมองตามทิศทางที่ลูกดอกลอยมา ปรากฏร่างหญิงสาวยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเก้าอี้โดยสาร เธอมาในคราบของพนักงานแอร์โฮสเตสสุดสวยธรรมดา แต่ในมือที่ถือปืนลูกดอกยาสลบในมือ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มาญาติดีด้วยแน่นอน

            ภาพทุกอย่างพลันช้าลงจนเหมือนหยุดนิ่ง ร่างหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ ชาลีกับอเล็นเล่ค่อยๆเดินถอยอย่างหวาดระแวงจนหลังชิดกำแพง แอร์โฮสเตสสาวหยุดเดิน ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายใกล้กันไม่ถึงสามเมตร

            บนเครื่องบินนี้ไม่มีอาวุธหรอก ไม่ต้องกลัวเธอพูดขึ้น ริมฝีปากยกขึ้นฉีกยิ้มกว้าง แต่ที่ต้องกลัวน่ะ คือคนที่ยืนข้างเธอต่างหาก

            หญิงสาวยกมือขึ้นดีดนิ้วดังเป๊าะ เสียงนั้นทำให้อเล็นเล่สะดุ้ง ทันใดนั้นเอง ราวกับมีมีดนับร้อยพันเล่มกระหน่ำแทงเข้าไปในศีรษะไม่ยั้ง เธอรู้สึกปวดหัวแทบระเบิดจนต้องกรีดร้องออกมา

            กรี๊ด!” เด็กสาวทรุดเข่าลงกับพื้น กุมขมับแน่นด้วยหวังจะให้อาการบรรเทา แต่มันกลับแทบไม่ช่วยอะไรเลย เสียงกระซิบที่น่ากลัวนั้นเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง มันกู่ร้องซ้ำไปซ้ำมา...

ฆ่าเขาซะ... ฆ่าเขาซะ

            “อเล็นเล่!” ชาลีร้องขึ้นด้วยด้วยความตระหนก ก่อนจะหันไปที่ศัตรู แก...!”

            ชายหนุ่มพุ่งตัววิ่งไปที่เธอ เงื้อหมัดหวังจะชก แต่แล้วจู่ๆร่างหญิงสาวนั้นกลับสลายหายไปกับตา เมื่อเขาหันไปมองจึงพบว่าเธอปรากฎตัวอยู่ที่ด้านหลัง

            ที่นี่คือโลกของฉัน และถ้าฉันไม่อนุญาตให้เธอเสกอะไร เธอก็จะไม่มีวันเสกมันได้แอร์โฮสเตสสาวพูดขึ้นด้วยทีท่ามาดมั่น ร่างเธอหายวูบปรากฏอีกครั้งทางฝั่งซ้ายมือ ก่อนจะแวบไปอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง ความเร็วในการเคลื่อนไหวที่เกินจะเป็นไปได้ในชีวิตจริงทำให้ชาลีเริ่มรู้สึกปวดหัว หญิงสาวเผยอปากขึ้นอีกครั้งเพื่อพูดต่อ และในทางกลับกัน ฉันจะเสกอะไรก็ได้ เพราะโลกของฉัน คืออิสระแห่งจิตใจฉันเอง ฮ่าๆๆ!”

            เธอแผดเสียงหัวเราะลั่น ชาลีกัดฟันกรอดอย่างโมโห ร่างหญิงสาวกระโดดห้อยหัวเกาะฝ้ากำแพง เธอกางแขนออกทั้งสองข้าง หลับตาเหมือนกำลังเพ่งจิตนึกถึงอะไรบางอย่าง

            ในเสี้ยววินาที ตัวเครื่องเริ่มสั่นสะเทือน มันทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนชาลียืนไม่อยู่ เครื่องบินเริ่มทำมุมเอียงลาดเข้ากับพื้นโลก ร่างผู้โดยสารเทกองรวมกันไปตามแรงโน้มถ่วง ชาลีเกาะเบาะที่นั่งเอาไว้แน่น ร่างอเล็นเล่ค่อยๆเดินเข้ามาหาชาลี แววตาว่างเปล่าเช่นนั้น ชายหนุ่มรู้ดีว่าเธอกำลังถูกครอบงำ

            “อเล็นเล่ ดึงสติก่อน ได้โปรดเถอะ!”

            ท่าทีไร้วิญญาณเช่นนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเธอไม่ได้ยินเลยสักนิด ควันมืดก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนในมือ ก่อนจะจางหายไป กลายเป็น... ปืน

            ไม่มีประโยชน์ที่จะโวยวายอีกต่อไปแล้ว ชาลีรีบปีนไปที่เบาะชั้นหลังๆ เขารู้สึกหนักและทรงตัวได้ยาก เครื่องที่สั่นสะเทือนหนักราวกับแผ่นดินไหวบนท้องฟ้าทำให้เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อย ชายหนุ่มทำได้เพียงเกาะเก้าอี้สุดชีวิตไม่ให้ร่างไหลตามคนอื่นไป อเล็นเล่ที่บัดนี้ถูกครองร่าง เดินต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นมาด้านบนได้อย่างสบายๆ เธอจ่อปืนไปที่ชาลี

            แอร์โฮสเตสสาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย เธอเดินไปมาในห้องโดยสารได้อย่างสะดวกสบายเสมือนเป็นพื้นราบเรียบ ราวกับกฎฟิสิกส์ไม่สามารถทำอะไรกับที่นี่ได้เลย รู้ไหม การตายในโลกแห่งจิตใจมันเป็นยังไง วันนี้เธอจะได้สัมผัสมันแล้วนะ

            ไม่ ไม่เอานะ อเล็นเล่!!!!” ชายหนุ่มร้องลั่นแทบขาดใจ เขาเพียงขอให้นี่เป็นแค่ฝันร้ายบ้าบอ แล้วตนเองก็จะได้ตื่นเสียที ทว่าคำอธิษฐานของเขาคงไม่มีวันเป็นจริง

            เพราะนี่ก็คือความฝันอยู่แล้ว...

            แบบนี้ต้องทำอย่างไรล่ะ ถึงจะตื่นขึ้น!?

            .

            .

            “วิคเตอร์

            ในขณะที่ร่างของวิคเตอร์กำลังจมดิ่งลงไปเรื่อยๆท่ามกลางความว่างเปล่า เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกจากเบื้องบน เด็กหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้น มองไปรอบๆ ก่อนจะบังคับร่างให้แหวกว่ายอากาศเพื่อหาทางออกจากที่นี่

            “วิคเตอร์... ตื่นเร็ว

            เสียงนั้นยังคงดังขึ้นเรียก มือหนึ่งปรากฎขึ้นท่ามกลางความมืดกำลังคว้าหาอะไรบางอย่าง วิคเตอร์ยื่นมือไปสัมผัสกับมือนั้น ฉับพลันก็เกิดแสงสว่างส่องวาบขึ้น ปรากฎเป็นร่างอเล็นเล่ยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า แววตาสีฟ้าคู่นั้นฉายความกังวล เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

            ช่วยฉันที วิคเตอร์ ฉันกลับไปที่โลกของตัวเองไม่ได้...

            “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?วิคเตอร์ถามเสียงเรียบ แต่แฝงความห่วงใย

            อเล็นเล่ถอนหายใจยาว ก่อนจะพยายามเล่าเรื่องให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แอร์โฮสเตสคนหนึ่งเป็นศัตรูของพวกเราจ้ะ คิดว่าเธอน่าจะวางยาในอาหารหรือเครื่องดื่มของผู้โดยสาร ฉันกับพี่ชาลีถึงจะไม่ได้กิน แต่ไม่รู้ทำไม ถึงยังโดนลากเข้าไปในโลกของเธอได้ นี่ฉันอยู่ดีๆก็หลุดออกมาได้เอง เพราะถูกควบคุมร่างจ้ะ ส่วนดี.ซี. ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา... แต่อย่างน้อย ดี.ซี. ก็ไม่ได้ดื่มอะไรจากแอร์โฮสเตส

            “เธอคนนั้นน่าจะได้ความสามารถพิเศษจากการถูกทดลอง เหมือนกับเธอน่ะวิคเตอร์ตอบ เขายืนครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

            ความสามารถพิเศษแบบฉัน?อเล็นเล่ทำเสียงสูงด้วยความฉงน

            ใช่ เธอคนนั้นมีความสามารถที่ตรงกันข้ามกับเธอวิคเตอร์อธิบาย เธอสามารถไปที่โลกของใครก็ได้ สังเกตได้จากตอนที่เธอมาโลกของชาลี แล้วก็โลกของฉัน ถูกไหม? ส่วนเธอคนนั้นสามารถรับใครก็ได้เข้ามาในโลกของเธอ

            “โอ้โฮ...

            “แต่มีเงื่อนไขนิดหน่อย คนที่เธอสามารถเชื่อมต่อได้อย่างสมบูรณ์คือคนที่ถูกทดลอง สำหรับเธอคนนั้นก็เหมือนกัน ตอนนั้นได้สังเกตหรือเปล่าว่าคนอื่นหลับกันหมดไม่ว่าจะในความจริงหรือฝัน และดี.ซี. ก็น่าจะยืนแข็งเป็นท่อนหิน เพราะเขาไม่ได้เชื่อมต่อกับเธอคนนั้นยังไงล่ะ

            อเล็นเล่นึกย้อนกลับไป เป็นอย่างที่วิคเตอร์ว่าทุกอย่างจริงๆ เขาพูดดังตาเห็น รู้ได้อย่างไรกันนะ?

            เรื่องนั้นไว้จะถามทีหลัง ตอนนี้ต้องทำเรื่องสำคัญก่อน...

            จู่ๆอเล็นเล่ก็นึกอะไรขึ้นได้ งั้น... ฉันจะลองเชื่อมต่อกับคนอื่นดู

            “เธอรู้จักคนอื่นที่ถูกทดลองด้วยหรือ?วิคเตอร์ถามด้วยความสงสัย อเล็นเล่ยิ้มให้กับคำถามนั้น ก่อนจะตอบอย่างมีความหวัง

            สองคนที่เราตามหาไงล่ะ ยูเลียนา อีวานอฟวา กับจินเหลียง

            “...มันเสี่ยงไปหรือเปล่า?เด็กหนุ่มกล่าวถาม เขารู้สึกเป็นห่วงเธอที่จะต้องทำอะไรแบบนี้

            ไม่มีอะไรเสี่ยงเกินลองจ้ะ ฉันจะไปที่โลกของสองคนนั้นดูเองเธอบอกกับเขา ส่วนเธอ รีบตื่นเถอะจ้ะ ทุกคนกำลังอยู่ในอันตราย

            พูดจบ ร่างของเธอก็ค่อยๆสลายหายไปในอากาศ เด็กสาวโบกมืออวยพรให้เขาโชคดี เขาเองก็หวังว่าเธอจะปลอดภัยเช่นกัน ท่ามกลางความว่างเปล่า ทุกอย่างพลันค่อยๆสว่างขึ้นอีกครา เขากำลังจะตื่นขึ้น

            วิคเตอร์ค่อยๆลืมตา สายตาค่อยๆปรับโฟกัสจนมองเห็นสิ่งรอบข้างชัดเจน แต่...

            มันไม่ได้ชัดแบบที่เขาเคยเห็นตามปกติ

            เขารู้สึกได้ว่าใบหน้าไม่เหมือนเดิม น้ำหนักที่ระหว่างดั้งเบาโหวงเหมือนไม่มีอะไรมารองรับอยู่ ใช่แล้ว แว่นของเขาถูกถอดออก!

            เมื่อมองไปรอบๆจึงพบว่าเขากำลังถูกมัดอยู่กับชาลีและอเล็นเล่ ทั้งสองคนล้วนแต่อยู่ในสภาพที่หมดสติ เพราะสายตาที่สั้นมากทำให้เขาไม่สามารถรู้ได้ว่าบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นใคร รู้แค่เพียงเป็นร่างแอร์โฮสเตสสาวเท่านั้น

            เครื่องบินสั่นสะเทือนรุนแรงเหมือนมีอะไรบางอย่างขัดข้อง ร่างของเขากับเพื่อนอีกสองคนคลอนไปมาตามแรงกระแทก องศาการบินของเครื่องบินที่เอียงแปลกไปทำให้เขารู้สึกได้ว่า...

            เครื่องบินกำลังโหม่งโลก!

            “แย่จังนะ อีกสามสิบนาทีไฟลท์นี้ก็จะถึงที่หมายแล้วแท้ๆเสียงเธอคนนั้นดังขึ้น แม้วิคเตอร์มองเห็นหน้าคู่สนทนาได้ไม่ชัดเจน แต่เขารู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้ ต้องเป็นคนที่ก่อเรื่องทั้งหมดแน่นอน

            เธอพูดต่อ แต่คงไม่มีสามสิบนาทีนั้นอีกแล้ว เพราะอีกสิบนาทีนี้ เครื่องบินกำลังจะโหม่งโลกยังไงล่ะ แล้วทุกคนก็จะตาย ฮ่าๆๆ!”

            “ต้องการอะไร?วิคเตอร์ถามเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาตั้งสติดูเหตุการณ์รอบๆอย่างสุขุม มือที่ถูกมัดพาดกับหลัง และร่างที่ถูกมัดรวมกับอเล็นเล่และชาลีทำให้เขาขัดขืนอะไรไม่ได้เลย

            จะว่าไป ดี.ซี. ก็ไม่ได้ดื่มอะไรจากแอร์โฮสเตสนี่?

            วิคเตอร์คิดในใจ เขาเดาว่า ดี.ซี. น่าจะกำลังแกล้งหลับเพื่อไม่ให้ถูกจับมัดไปด้วยอีกคน ถ้าอย่างนั้น เขาควรจะทำอะไรสักอย่าง เพื่อหยุดเรื่องบ้าบอนี่ให้ได้

            สิ่งที่ฉันต้องการ คือให้พวกเธอตายซะ เพื่อหยุดขัดขวางพวกเรายังไงล่ะเธอตอบ แต่จะให้ตายไวๆแบบนั้นมันน่าเบื่อ ดังนั้นไม่ต้องมาลุ้นกับสิบนาทีนี่หรอก ไปนอนเล่นในฝันร้ายกับฉันดีกว่า

            สิ้นเสียง เธอก็ยกปืนลูกดอกยาสลบเล็งไปที่วิคเตอร์ เธอกดยิงทันทีโดยไม่รีรอให้เขาได้พูดอะไรอีก ลูกดอกปักเข้าที่คอของเขาเต็มๆ ฤทธิ์ของยาทำให้สติของเขาค่อยๆเลือนลางลงอย่างควบคุมไม่ได้

            ดี.ซี. นายต้องหยุดเธอให้ได้... ได้โปรดล่ะ ไม่งั้นพวกเราตายกันหมดแน่

            แล้ววิคเตอร์ก็สลบไป

            ความหวังเพียงหนึ่งเดียวอยู่ที่ ดี.ซี. สถานการณ์ที่กำลังยากลำบากเช่นนี้ เขาจะช่วยทุกคนบนเครื่องบินลำนี้ได้หรือไม่!?


 

 

**********

 


 

            WRITER'S TALK

            ตอนนี้ มีชื่อที่อลังการงานสร้างอย่างกับหนังแอ๊คชั่นบู๊สนั่นจอกันเลยทีเดียว พอดีคนเขียนเพิ่งกลับมาดู Mission impossible 3 ค่ะ มันส์มาก เลยติดฉากแอ๊คชั่นไปเรียบร้อย ชื่อตอนเลยเป็นอย่างที่เห็น (ฮา)

            คอลมี คือระบบเมสเซนเจอร์ในโลกนิยายเรื่องนี้ค่ะ เหมือนไลน์ อะไรทำนองนี้ แต่จะล้ำกว่าตรงที่สามารถสั่งการต่างๆ เช่นส่งข้อความจากสมองได้โดยตรง แต่ฟีเจอร์นี้จะใช้งานได้เฉพาะแว่นไฮเทคที่เคยเปรยๆเอาไว้ในตอนที่ 20 ค่ะ นอกเหนือจากนั้น ก็คือเมสเซนเจอร์ธรรมดาที่คนในโลกนิยายนี้ใช้กันค่ะ

            สุดท้ายนี้ มีอะไรก็สามารถคอมเม้นท์ติชมให้กำลังใจกันได้ 1 คอมเม้นท์ = ล้านกำลังใจให้ผู้เขียน แต่หากไม่สะดวกเม้นท์จริงๆ แค่ไม่ทิ้งกันก็ดีใจแล้วค่ะ มาเอาใจช่วยทุกคนกันต่อไปนะคะ

            เกมทายใจว่าคุณมีนิสัยเหมือนใครในนิยายเรื่องนี้ คลิกได้ที่นี่ค่ะ
 

Besty
 

 

            ขอขอบคุณเพลงชุดนี้ ที่ทำให้คนเขียนสามารถเขียนนิยายได้อย่างลื่นไหลค่ะ

 

 

 

224 ความคิดเห็น

  1. #204 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2558 / 15:07
    เล่นได้อเล็นเล่ #เย้ย
    แต่ตอนนี้ทิ้งค้างมาก จะทำยังไงต่อไปนะดี.ซี.!?
    ขอให้แผนการของทุกคนราบรื่นเถ้อ >/\<
    #204
    0
  2. #120 JNic (@jnic-urquine) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 14:29
    ความจริงได้มีโอกาสอ่านบทแรก ๆ มาบ้างแล้วครับ สักสามบทได้ แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาก็เลยยุติไว้เท่านั้น จริง ๆ ก็แต่งนิยายด้วยกันนี่ละครับ เห็นน้องในเฟสบ่อย ๆ เพราะเป็นเฟรนด์กัน เห็นแขร์บทล่าสุดไว้ก็เลยถือโอกาสเข้ามาอ่านเพราะ ชาบในบางสำนวนที่น้องเขียน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับ บทล่าสุดบรรยายดีขึ้นมากครับ จัดวางบรรทัด จังหวะจะโคน และสื่ออารมณ์ได้ชัดเจนไม่รีบร้อนจนเกินไป มีความสละสรวยของภาษาแทรกมาในคำบรรยายเรื่อย ๆ ก็ขอชื่นชมครับ แนะนำว่าตอนแรก ๆ ลองกลับไปแก้ไขสำนวนให้ได้อย่างตอนนี้ครับ จะดีมากเลย จะได้เป็นมาตราฐานเดียวกันครับ ก็เป็นกำลังใจให้นะครับ พยายามหาแนวการเขียนของตนให้เจอ (ดูแล้วน่าจะเจอแล้วครับ) แล้วก็พัฒนาการเขียน ลูกเล่น ความดึงดูดเข้าไป สู้ ๆ ครับเป็นกำลังใจให้ครับ นับว่าเก่งมาครับสำหรับนักเขียนที่ยังเด็กอยู่ พี่แก่จนปูนนี้ยังเขียนไม่ได้เรื่องอยู่เลย 555555
    #120
    3
    • #120-2 JNic (@jnic-urquine) (จากตอนที่ 23)
      15 พฤษภาคม 2558 / 20:26
      ครับผม จะติดตามอ่านเรื่อย ๆ นะครับ จริง ๆ เข้ามาอ่านนี่ก็มาศึกษาสำนวนด้วยละครับ นักเขียนนี่ต้องอ่านเยอะ ๆ จริง ๆ ครับ สู้ ๆ ครับ แต่งให้จบไปด้วยกัน
      #120-2
    • #120-3 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 23)
      15 พฤษภาคม 2558 / 20:55
      เดี๋ยวถ้าปิดเทอมช่วงตุลาคงได้มีโอกาสอ่านนิยายคุณเจนิคอีกครั้งหนึ่งนะคะ โลกคลีเนซิสของท่านเจนิคคืออลังการงานสร้างมากค่ะ แบบว่าไซไฟจัดเต็ม ถ้าเป็นหนังนี่คงต้องใช้ทุนสร้างเยอะน่าดู แต่มีจุดติเรื่องบรรยาย ไว้จะบอกละเอียดๆอีกทีตอนไปเม้นท์นะคะ
      //ใกล้เปิดเทอมแล้ว ต้องเคร่งกับการเรียน นิยายคงโดนพักค่ะ ๕๕๕๕๕
      ขอบคุณมากค่ะ ถ้ามีจุดติอะไรสามารถบอกกันได้เสมอนะคะ
      #120-3
  3. #119 I2ainI3ow (@choompu) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2558 / 01:31
    ตงิดๆกะคำว่าชงก๋วยเตี๋ยว  แบบว่าเค้าไม่เคยได้ยินง่ะะ 
    ปล.อาเจ้เล่นกันท่าแบบนี้เลยเหรอ
    อยากรู้จริงว่าจะเป็นไงต่อน๊ออ
    #119
    2
    • #119-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 23)
      14 พฤษภาคม 2558 / 11:37
      แฮร่ พิมพ์ตอนดึกๆแล้วมันเมาๆค่ะ ๕๕๕๕
      แก้แล้วนะคะ -///-

      อีก ๕o% กำลังจะมานะคะ อดใจรอนิดนึง!
      #119-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(