Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 2 : Chapter 1: Apart...to meet จากลา เพื่อพบกันอีกครั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 872
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 มี.ค. 58

-Chapter 1-
Apart...to meet  จากลา เพื่อพบกันอีกครั้ง

 

 


                แก๊ง แก๊ง...

                เสียงระฆังดังกังวานขึ้นท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ท้องฟ้าคำรามครืนๆราวกับกำลังคร่ำครวญถึงบางสิ่ง เมฆฝนถูกย้อมเป็นสีดำทะมึนทำให้ท้องฟ้าดูมืดหม่นวังเวง

                เด็กสาววัยสิบแปดปีวิ่งฝ่าฝนท่ามกลางถนนโล่งกว้าง สองข้างทางนั้นไร้ซึ่งผู้คน เธอหยุดลงตรงหน้าโบสถ์แล้วเปิดประตูเดินเข้าไป ห้องโถงกว้าง ฝ้าเพดานสูง และไม้กางเขนใหญ่ๆทำให้บรรยากาศ ณ ที่แห่งนี้ดูศักดิ์สิทธิ์ เคร่งขรึม และเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง ภาพกระจกโมเสกแสดงให้เห็นถึงกลิ่นอายแห่งความศรัทธาได้เป็นอย่างดี

                “ที่นี่มันที่ไหนกันนะเด็กสาวเปรยขึ้นเบาๆ

                ใบหน้าไร้เดียงสาเลิกคิ้วอย่างงุนงง เธอไว้ผมหางม้าสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาเป็นผลึกสีฟ้าราวกับอัญมณีที่ส่องประกาย

                เด็กสาวพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาว ยืนบิดเกร็งด้วยความหนาวเหน็บ

                ...แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เธอตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม

                เด็กหญิงอายุราวสิบห้าปีกำลังนอนหายใจโรยรินจมกองเลือดที่พื้น มีดปักลึกอยู่กลางหน้าอก ใบหน้าของเธอซีดเผือดเพราะเสียเลือดมาก น่าแปลกที่ภายในโบสถ์กลับไม่มีใครเลย

                หรือนี่จะเป็นการฆาตกรรม!?

                เด็กสาวยืนตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าไปชั่วครู่ เมื่อนึกขึ้นได้จึงรีบวิ่งเพื่อจะออกไปขอความช่วยเหลือ ทว่าทันใดนั้นเอง...

                ประตูโบสถ์ถูกเปิดตังปึง ปรากฎเป็นเด็กชายตัวเล็กวัยราวหกขวบ เขาปรี่เข้ามาหาเด็กสาวที่กำลังใกล้ตายอย่างร้อนรน แววตาสีเขียวมรกตนั้น...ราวกับกำลังโศกเศร้าที่กำลังจะเสียบางสิ่งอันแสนสำคัญไป

                แล้วเด็กสาวก็ต้องอึ้งซ้ำสอง เมื่อเขาวิ่งทะลุผ่านตัวไปราวกับเธอไม่มีตัวตน เด็กชายเข้าไปกอดเด็กหญิงที่กำลังนอนไร้เรี่ยวแรงที่พื้น ก่อนจะร้องไห้คร่ำครวญอย่างอาลัยอาวรณ์

                ...แววตาของเด็กหญิงคนนั้นดูโล่งใจต่างจากเด็กชายราวฟ้ากับเหว เธอลูบหัวเขาเบาๆ

                ปากของเธอสั่นระริก เหมือนกำลังเอื้อนเอ่ยถ้อยคำบางอย่าง ทว่าเด็กสาวกลับไม่ได้ยินแม้แต่นิดเดียว ด้วยความตระหนกกลัว เธอทำได้แต่เพียงเบิกตากว้าง ยืนตัวแข็ง จ้องมองทั้งสองคนกล่าวอำลากันเป็นครั้งสุดท้าย ตาที่ประสานกันคู่นั้นเหมือนกำลังจดจ้องต่อกันไปตลอดกาล...

                วินาทีที่เด็กหญิงคนนั้นค่อยๆปิดเปลือกตาลงอย่างอ่อนล้า เด็กชายกลับนั่งนิ่งราวถูกมนตร์สาปให้เป็นหิน แม้น้ำตาไหลเป็นสายแต่กลับไร้ซึ่งเสียงร้อง แม้ท้องฟ้าจะคำรามสักเพียงใด เขากลับไม่แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น

                เมื่อเด็กสาวพินิจมองดูใบหน้าของเด็กชายคนนี้แล้วก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ภาพความทรงจำแปลกๆมากมายไหลเข้ามาในหัวดั่งสายน้ำ ภาพเหล่านั้นดูไม่คุ้นตา แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนเคยเป็นส่วนหนึ่งของมันมาก่อน...

ฉันเคยพบเด็กคนนี้ที่ไหนมาก่อนหรือเปล่านะ?

 

                แล้วเธอก็สะดุ้งตื่นขึ้นจากฝัน

                ภายในห้องเก็บของขนาดใหญ่ บรรยากาศใกล้เคียงกับโรงนาเก่าๆ หลังคาเป็นสังกะสีที่มีรูรั่วอยู่ประปลายและเต็มไปด้วยของรกรุงรัง ฝุ่นเกรอะกรังแสดงให้เห็นถึงความเก่าของสถานที่ได้เป็นอย่างดี โกดังนี้ตั้งอยู่ที่หลังโรงเรียน ใช่แล้ว...นี่เป็นที่อยู่ของเธอเอง

                น่าแปลกที่เธอรู้สึกเจ็บตาทั้งสองข้างเล็กน้อยเมื่อตื่นขึ้น

                ฝันอะไรอีกแล้วเนี่ย

                ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะได้คิดอะไรต่อ ก็มีเสียงหนึ่งปลุกเธอขึ้น

                “อเล็นเล่! ตื่นได้แล้ว วันนี้เธอต้องไปโรงเรียนนะ!”

                นั่นคือเสียงของชาลีผู้เป็นพี่ชายของเธอนั่นเอง เขามีร่างกายสูงใหญ่ ผมสั้นสีทอง ตาเป็นประกายสีฟ้า สวมเสื้อแจ็กเก็ตเก่าๆ ขาดๆ กับหน้าตาที่ธรรมดาๆพอไปวัดไปวาได้

                ตั้งแต่จำความได้ อเล็นเล่กับชาลีก็อาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ภาพความทรงจำในวัยเด็กของพวกเขาทั้งสองค่อนข้างเลือนราง รู้แต่เพียงว่าเป็นเด็กกำพร้าไร้ญาติ และภาพบ้านที่ถูกไฟไหม้เป็นจุณ โชคดีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุญาตให้อาศัยที่นี่เป็นที่ซุกหัวนอน ทั้งสองจึงไม่ลำบากมากนัก

                ยกเว้นเรื่องเงิน...แม้ทุนการศึกษาที่ได้มาในแต่ละปีจะพอประทังชีวิต แต่นั่นไม่พอสำหรับอนาคตของทั้งสองเลยสักนิด...

                “เอ้า มัวแต่โอ้เอ้ ขืนช้าแบบนี้เธอจะไปสายนะ!

                ชาลีโวยวายเสียงดัง ทำให้อเล็นเล่ไม่อาจนอนงัวเงียคุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่มได้อีก เธอรีบแต่งตัวและทานอาหารเช้า ซึ่งก็คือนมกับขนมปังชืดๆราคาถูกพอประทังชีพ โชคร้ายที่ซีเรียลหมดแล้ว จึงต้องกินแบบนี้ไปแก้ขัดกันไปก่อน

                สิริรวมใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงเต็ม เมื่อเสร็จธุระแล้วจึงนั่งจักรยานกับชาลีไปโรงเรียน

                “ฮึเธอพูดพร้อมทำหน้ามุ่ยแก้มป่อง ทุบหลังผู้เป็นพี่ชายเบาๆอย่างเง้างอนจริงๆแล้วพี่ไม่จำเป็นต้องปลุกหนูเช้าขนาดนี้เลย!”

                “ช่วยไม่ได้ วันนี้ฉันต้องไปทำงานตอนเจ็ดโมงครึ่งชาลีบอก ก่อนจะหัวเราะอย่างเริงร่า เพราะจะได้เงินโบนัสอีกตั้งสิบยูโรนี่นา เกือบเท่ากับเงินค่าจ้างที่ทำงานหนึ่งวันเลยนะ คุ้มจะตายไป!”

                “ค่ะๆ รับทราบค่ะแม้จะโมโหนิดๆ แต่เธอก็เข้าใจดี จึงเงียบไม่ปริปากบ่นต่อแต่อย่างใด

                กิจวัตรทุกอย่างเหมือนเดิมอยู่ทุกๆวัน ชาลีตื่นตีสี่ไปส่งหนังสือพิมพ์ เมื่อส่งหมดแล้วก็กลับมาปลุกน้องสาวเพื่อส่งเธอไปโรงเรียน จากนั้นจึงไปทำงานพิเศษที่ร้านพิซซ่า กลับดึกเกือบเที่ยงคืน โชคดีที่ยามของโรงเรียนเป็นผู้หญิง และทั้งสองพี่น้องก็มีความสนิทสนมกับเธอพอสมควร เขาจึงสบายใจไปได้เปราะหนึ่ง

                ชาลีนั้นไม่ได้เรียนหนังสือ เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เขาก็ลาออกมาหางานทำเพื่อหาเงินและดูแลน้อง  เด็กหนุ่มละทิ้งความฝันตนเองเพื่อให้อีกคนหนึ่งมีอนาคต แม้ตนเองจะต้องลำบาก แต่เขาก็ภูมิใจกับทางเดินของตนเองเป็นที่สุด

                ชาลีหยุดจักรยานลงตรงหน้าตึกสีขาวสี่ชั้น สภาพดูดีผิดกับตึกอื่นๆเพราะเป็นตึกที่ใช้รับแขกมากหน้าหลายตาจากทางราชการ...และนี่คือตึกประจำที่อเล็นเล่เรียน

                เพราะยังเช้าอยู่ นักเรียนจึงยังไม่ค่อยออกมาเดินเพ่นพ่านให้เห็นมากนัก

                “เดินทางปลอดภัยนะคะ  อเล็นเล่พูด เธอลงมาจากจักรยาน ก่อนจะเดินมาหอมแก้มชาลีไปฟอดหนึ่งแล้วเดินยิ้มเข้าไปในตึก ทิ้งให้ผู้เป็นพี่ชายหน้าแดงเป็นลูกตำลึงอยู่คนเดียว

                ย...ยายเด็กบ้าเอ๊ย!” เขาว่าแบบเขินๆ เมื่อเห็นว่าอเล็นเล่เดินเข้าไปด้านในแล้วจึงขี่จักรยานไปที่ที่ทำงาน

 

ถ้าการจากลา ทำให้ต้องกลับมาพานพบอีกครั้ง เช่นนั้นแล้วมันใช่โชคชะตาหรือไม่?

 

 

                วันนี้อเล็นเล่ไปโรงเรียนเร็วกว่าปกติมาก ต่างจากทุกวันที่เธอไปโรงเรียนเกือบสาย ...เพราะชาลีนั่นแหละที่ปลุกแต่เช้า เธอไม่ได้หัวเสียมากนักเพราะเข้าใจเหตุผลดี

                แต่เพราะด้วยความง่วงเบลอจึงไม่ได้มองทางอย่างระมัดระวัง ทำให้เดินชนกับเด็กหนุ่มร่างเล็กเข้าอย่างจัง

                “โอ๊ย!

                อเล็นเล่และเด็กหนุ่มคนนั้นร้องขึ้นพร้อมกันด้วยความเจ็บ ทั้งคู่ล้มลงที่พื้น หนังสือของเขาตกกระจัดกระจาย

                ทันทีที่อเล็นเล่ได้สบสายตาภายใต้กรอบแว่นของเขา ก็รู้สึกถึงภาพความหลังบางอย่างที่ไหลเข้ามาในหัวของเธอ ความทรงจำนั้นเป็นภาพที่ไม่ชัดเจนและไม่ปะติดปะต่อกัน แต่เธอก็รู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยอยู่ในเหตุการณ์นั้น ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นไหลผ่านเข้าไปในหัวของเธออย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก...

                ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือภาพของชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางหมู่บ้านที่ไฟไหม้ และความวุ่นวาย เขายื่นมือออกมาก่อนจะพูดว่า...

                “ทำสัญญากับฉันไหม

 

                “อเล็นเล่...?!” เด็กหนุ่มคนนั้นพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีมรกตเข้มจดจ้องที่เธออย่างไม่กะพริบ ราวกับเขาไม่เชื่อสายตาตัวเอง...

                เธอสะดุ้งเล็กน้อยและหลุดออกจากภวังค์ทันที เมื่อได้ยินเด็กหนุ่มแปลกหน้าเรียกชื่อ

                “รู้จักฉันด้วยเหรอคะเด็กสาวถามอย่างสงสัย ก่อนจะช่วยเก็บหนังสือที่ตกกระจัดกระจายอยู่ที่พื้น

                เขาเงียบ ไม่ตอบ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ แววตาของเขาดูเปลี่ยนไป ก่อนจะตอบว่า ก็เธอเป็นนักอ่านดีเด่นของห้องสมุดนี่

                ท่าทางเหมือนกลบเกลื่อนอะไรบางอย่างทำให้อเล็นเล่ยิ่งรู้สึกสงสัยหนักเข้าไปใหญ่ แต่ด้วยคำตอบที่ชัดเจนเช่นนั้นแล้วทำให้เธอไม่กล้าถามอะไรอีก เด็กสาวจึงคิดว่าเธออาจจะคิดไปเอง...

                “ไม่นึกว่าจะมีคนรู้ด้วย...เขินจัง งั้นฉันคงไม่ต้องแนะนำตัวแล้วอเล็นเล่พูดพลางยิ้มอย่างเป็นมิตรยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ

                “ฉันวิคเตอร์...ยินดีที่ได้รู้จักเขาพูดและปัดฝุ่นบนเสื้อ สีหน้าดูเย็นชาไร้อารมณ์เมื่อกี้ขอโทษนะ

                “ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันเองก็ต้องขอโทษเหมือนกัน

                แต่ไม่ทันที่อเล็นเล่จะพูดจบ เขาก็เดินจากไปอย่างเร่งรีบ

 

เธอจำฉันไม่ได้จริงๆสินะ...

 

                อเล็นเล่รับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่างในตัววิคเตอร์ แววตาสีมรกตคู่นั้นแม้ดูเรียบเฉยแต่แฝงความเศร้า  ช่างเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยเหลือเกิน ใช่แล้ว เด็กสาวรับรู้ได้ว่าเธอเคยพบเขาที่ไหนมาก่อน แต่...ที่ไหนกันล่ะ

                ในเมื่อเธอไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย

                “วิคเตอร์...เธอคือใครกันนะ

 

  ชั่วขณะหนึ่งในร้านพิซซ่า ฮาร์ท

                ที่หัวมุมสี่แยกไฟแดงซึ่งไม่ห่างจากโรงเรียนของอเล็นเล่เท่าไหร่นัก ยังมีร้านพิซซ่า ฮาร์ท ตั้งอยู่ที่มุมถนน ป้ายสีแดงๆ คนเข้าเรื่อยๆ ไม่ถึงขั้นขายดี แต่ก็ไม่ถึงขั้นกร่อย

                นั่นแหละที่ทำงานของผม

                เถ้าแก่ร้านพิซซ่าร้านนี้เป็นอาแป๊ะแก่ๆคนหนึ่ง ให้ผมเดาก็คงเป็นชาวจีน นิสัยรึก็ค่อนข้างตระหนี่จนต้องมาเป็นแคชเชียร์เอง ในร้านก็มีพนักงานกันอยู่ไม่กี่คน จนปัจจุบันผมเองก็ยังสงสัยว่าทำไมถึงเขาเมตตาจ้างเด็กอย่างผมให้ทำงานเป็นทั้งแคชเชียร์ เด็กเสิร์ฟและเด็กส่งพิซซ่ากันนะ

                “ยินดีต้อนรับครับคือประโยคที่ผมพูดอยู่ทุกครั้งและทุกวันเวลาลูกค้าเข้าร้าน

                ท่ามกลางวันสบายๆที่หน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ มักจะมีเสียงหนึ่งรบกวนเวลาแบบนี้อยู่บ่อยๆ และวันนี้ก็เช่นกัน เสียงแหลมจู้จี้อันแสบหู...

                “ชาลี! พิซซ่าโรยหน้าไก่นิวออร์ลีนส์2 ที่ เอาไปส่งด่วน

                นั่นก็คือเสียงเถ้าแก่ของผมเอง เขาสั่งอย่างรีบร้อน

                “ส่งที่ไหนครับ ผมถามอย่างสุภาพ แม้จะรู้สึกหัวเสียนิดๆว่าทำไมไม่สั่งคนอื่นกันเล่า คนขยันอย่างผมก็อยากจะพักบ้างนะ!

                “โรงเรียนของน้องสาวแกไง ไปส่งที่ห้องแล็บ ชั้น 3!!” เขาตอบ ก่อนจะโยนถาดพิซซ่ามาให้ผมแล้ววิ่งวุ่นเข้าไปทำงานในห้องครัวต่อ เสียงโหวกเหวกของเถ้าแก่ดังเป็นระยะ ปะปนกับเสียงจ้อกแจ้กของลูกค้าในร้าน

                “รับทราบครับผมรับคำสั่งเถ้าแก่ เอาพิซซ่าวางแล้วรัดไว้ท้ายจักรยานคู่ใจของผมแล้วก็ปั่นออกไปทันที ไม่อยากจะโม้หรอก ผมน่ะปั่นจักรยานเร็วกว่าที่ทุกคนคิดเสียอีก หึๆ

                “เร็วๆด้วยนะ ลูกค้าคนนี้เขารีบ!” อาแป๊ะจอมขี้เหนียววิ่งออกมาหน้าร้านสั่งกำชับตามหลัง

 

                ผ่านไปไม่ถึงห้านาที ผมปั่นไปถึงโรงเรียนแล้ววิ่งขึ้นชั้น 3 เข้าห้องแล็บตามที่เถ้าแก่บอก แต่เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปกลับกลายเป็นว่า...

                เอาละครับ จะเห็นว่าสารนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองๆ ซึ่งเป็นปฎิกิริยาเคมีนั่นเอง

                ผมกลับเห็นนักเรียนกำลังเรียนหนังสือกันอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ  บนโต๊ะแต่ละคนมีอุปกรณ์ทดลองวางไว้ ข้างหน้าห้องนั้นมีครูกำลังสอนอยู่ อ้อ ไม่สิ

                เจ้านั่น...

                เจ้าแว่นขี้เก๊กนี่! ครั้งที่แล้วกินแล้วไม่จ่าย หนีหายออกจากร้านไปเลย ครั้งนี้ยังกล้าสั่งอีกเรอะ!

                “พิซซ่ามาถึงที่แล้ว ถ้างั้นเรามาเริ่มทดลองเรื่องแป้งกันเลยนะครับ ก่อนอื่นผมขอแบ่งให้คนที่เอามาส่งนี่ก่อนชิ้นหนึ่ง

                “เจ้าขี้เก๊กไม่จ่ายค่าพิซซ่า!!

                ผมเผลอพูดโพล่งไปโดยไม่รู้ตัว เจ้านั่นและนักเรียนทุกคนในห้องหันมาจ้องผมเป็นตาเดียวกัน นักเรียนหญิงในห้องต่างหัวเราะกันคิกคัก มองผมสลับกับมองเจ้านั่น น่าแปลกที่มันไม่มีทีท่าอายอะไรเลย สงสัยจะชักดาบบ่อยจนไม่รู้สึกรู้สา!

                อ๊ะ! เดี๋ยวก่อน อเล็นเล่ก็เรียนอยู่ในห้องด้วยหรือนี่ เธอมองผมด้วยสายตายิ้มแย้ม เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าพี่ตัวเองต้องมาก่อเรื่องอีกแน่ๆ

                อย่ามองแบบนั้นสิ ผมอายนะ...

                “ผมขอเวลาสักครู่นะครับเจ้านั่นพูดแบบไม่สะทกสะท้าน สิ้นเสียงบรรยากาศรอบข้างก็เงียบกริบลงทันที มันเดินออกมาจากห้องแล็บกับผม ก่อนจะปิดประตูเบาๆ

                เราสองคนมองตากันครู่หนึ่ง ฝ่ายตรงข้ามยืนกอดอกรอ ส่งสายตาความหมายนัยๆว่า ต้องการอะไร

                “ทั้งหมดสิบแปดยูโร!” ผมรีบบอกราคาเช็คบิลทันที

                “ต้องสิบสองยูโรสิ ฉันสั่งแค่สองที่เจ้านั่นตอบหน้านิ่ง มองด้วยสายตาตำหนิ เหมือนผมนั้นช่างเบาปัญญายิ่งนักที่คิดเลขง่ายๆแค่นี้ผิด อ่อนหัดและควรไปฝึกมาใหม่

                แต่ว่า...แกนั่นแหละที่อ่อนหัด เจ้าสมองปลาทอง!

                “ก็รอบที่แล้วนายชักดาบนี่ นิสัยแย่มาก ดังนั้นรวบยอดแล้วเป็นเท่านี้ผมตำหนิเขายกใหญ่ แต่ก็มองไม่เห็นแววตาสำนึกผิดจากเขาเลยสักนิด จะบ้าตาย! “ขี้ลืมอย่างกับปลาทอง แกไม่น่ามาเป็นครูเลย

                “นายคงเข้าใจผิดอะไรหลายอย่าง อันดับแรก ปลาทองไม่ได้ขี้ลืม มันเป็นแค่ความเชื่อที่ลามจนเป็นสำนวนต่างหาก

                เพล้ง!

                หน้าแตกยับสิทีนี้ มันยิ่งมองว่าผมไม่ค่อยฉลาดอยู่ด้วย! ดีนะที่อเล็นเล่ไม่ได้อยู่ข้างนอก ไม่งั้นทำหน้าไม่ถูกแน่ๆ

                “และอีกประการหนึ่ง ฉันจ่ายให้เถ้าแก่นายแล้วเจ้าหมอนั่นพูดพลางล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์ในเสื้อกาวน์แต่ถ้านายไม่เชื่อ เอาไปสิบแปดยูโรก่อนก็ได้ แล้วลองถามเถ้าแก่เองทีหลัง

                ผมรับเงินมาแล้วคิดในใจ เจ้านี่ดูเด็กมาก ให้เดา ต้องไม่เกินยี่สิบแน่ๆ มาเป็นครูได้อย่างไรกัน สงสัยจะเป็นพวกอัจฉริยะ เรียนจบก่อนชาวบ้าน เลยหลงตัวเองแน่ๆ

                “แกอายุเท่าไร ผมถามห้วนๆด้วยความหมั่นไส้อย่างสุดขีด

                “สิบหกปีเจ้านั่นตอบเสียงเรียบ พลางยื่นพิซซ่าให้ผมชิ้นหนึ่งจากในถาด  เอ้า ตามสัญญา

                ไอ้พวกตบหัวแล้วลูบหลังนี่มัน...

                ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจรับพิซซ่าชิ้นนั้นไปทาน ก่อนจะมองหน้าเขาสลับกับชุด เสื้อกาวน์ดูดีมีการศึกษากับแว่นที่ทำให้ดูฉลาดขึ้น มันทำให้ดีกรีความหมั่นไส้ของผมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์...ก็ผมน่ะ เกลียดพวกคนขี้เก๊กที่สุดเลยนี่นา

                “นิสัยไม่เปลี่ยนเลยนะ ชาลี

                หมอนั่นพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องแล็บแล้วปิดประตูเบาๆ ตามมาด้วยเสียง'กริ๊ก' ...สงสัยจะไม่ให้ตามเข้าไปคุยต่อสินะ หึ แล้วใครอยากคุยกับแกกันล่ะ!?

                จะว่าไป มันพูดเหมือนรู้จักผมเลยแฮะ แต่เอ๊ะ! ตอนไหนกัน

                เออใช่...แล้วมันรู้ชื่อผมได้ไงเนี่ย!?

 

 

 

ห้องแล็บโรงเรียน 18 ชั่วโมงต่อมา

                คงจะเป็นเรื่องธรรมดา ที่โรงเรียนในยามวิกาลจะดูเงียบสงัดวังเวง...

                ท่ามกลางห้องแล็บทดลอง มีเพียงแสงจากโคมไฟบนโต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือและอุปกรณ์ทดลองของวิคเตอร์ ดูเหมือนเขาจะกำลังทดลองอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งดูจะสำคัญมาก

                แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่ง ดังขึ้นมาขัดสมาธิของเขา...

                ตึก ตึก ตึก...

                เสียงฝีเท้านั่นเอง มันดังขึ้น และดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางห้องที่เงียบสงัด เด็กหนุ่มหยุดการทดลองทันที เขาไม่มีทีท่ากระวนกระวายแต่อย่างใด กลับนั่งนิ่งๆ อ่านหนังสืออย่างสงบ เหมือนกับตั้งใจรออยู่แล้ว

                ตึก...

                เสียงนั้นหยุดลงตรงหน้าห้องของวิคเตอร์ เมื่อเขามองไปที่หน้าประตูจึงเห็นเด็กสาวสุดเซ็กซี่ยืนเท้าสะเอวอยู่

                วิคเตอร์ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเปิดไฟที่กำแพง ภาพที่เห็นจึงชัดเจนขึ้น เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ไม่ผิด

                เธอเป็นสาวเชื้อสายจีนตาชั้นเดียวหน้าตาดี ถักผมเปียสีดำ สวมเสื้อกี่เพ้าครึ่งตัวสีแดงสุดเซ็กซี่ไม่มีแขนกับกระโปรงสีดำ และรองเท้าบู๊ตสีน้ำตาล หน้าตาบ่งบอกถึงอายุที่รุ่นราวคราวเดียวกับวิคเตอร์

                “ว่าไงจ๊ะเสียงใสๆจากฝ่ายตรงข้ามทักทายอย่างร่าเริงและสนิทสนม ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ วิคเตอร์ค่อยๆเดินหลังถอยไปจนติดหน้าต่าง แม้จะไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว แต่เขาก็ต้องเผื่อทางรอดฉุกเฉินไว้ด้วยเช่นกัน

                “เธอมาจับฉันสินะ หลี่ เด็กหนุ่มพูดขึ้น เขามองไปที่นาฬิกา...เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว ป่านนี้ยามคงจะแอบงีบอยู่ ไม่อย่างนั้นหลี่คงจะเข้ามาไม่ได้ง่ายๆ อีกความเป็นไปได้...คือหลี่เก่งด้านการต่อสู้มาก แค่นี้ก็คงจัดการได้หวานหมู

                ตอนนี้วิคเตอร์กำลังนึกถึงความเป็นไปได้...หากเขาจะกระโดดลงไปจากชั้นสาม

                “หืมม...รู้เร็วจังนะ อย่างนี้ก็ไม่สนุกสิ เธอพูดยานคางพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เฮ้อ

                “ถ้าจะบอกให้เลิกยุ่งก็คงไม่มีประโยชน์ ถูกต้องไหม วิคเตอร์ถาม ทีท่าฝ่ายตรงข้ามที่หักนิ้วดังกร๊อบเป็นคำตอบที่ชัดเจนดี เขาจึงค่อยๆนึกแผนต่อไปอย่างใจเย็น

                “เธอก็รู้ดี เราหมดเวลาคุยกันแล้วหลี่ตอบ ก่อนจะรุกเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ คุณคาร์ลวินกำชับมาว่าถ้านายไม่เล่นด้วยก็จัดการเลย เพราะฉะนั้นก็อย่าให้ฉันต้องลงมือเลยนะ

                “หึ...งั้นก็น่าสนุกดีนี่เขาหัวเราะในลำคอทันที ก่อนจะเปิดหน้าต่างแล้วมองออกไปด้านหน้า ลมเย็นหวิวๆจากด้านนอกพัดมากระทบผิวชวนให้ขนลุกวันนี้อากาศเย็น ระวังเป็นหวัดล่ะ

                เมื่อวิคเตอร์พูดจบก็รีบกระโจนออกไปทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนเขาจะเตรียมตัวเอาไว้แล้วกับสถานการณ์แบบนี้

                ตูมมม!!

                เสียงร่างกระแทกกับผิวน้ำดังขึ้น ด้านล่างของตึกที่วิคเตอร์กระโดดลงมาเป็นสระว่ายน้ำนั่นเอง เพราะสระไม่ค่อยลึกทำให้เขาสามารถตะเกียกตะกายขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

                 ไอ้หยา!”

                หลี่ตะโกนอย่างตกใจ เธอทำท่าจะกระโดดตาม แต่มือกลับไปติดกาวที่หน้าต่างตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เด็กสาวยิ้มน้อยๆให้กับความว่องไวของวิคเตอร์ ก่อนจะพยายามแกะมือออกมาจากกาว

                “ฮะๆ นิสัยชอบเซอร์ไพรส์นี่เหมือนเดิมจริงๆ

                แม้กาวจะเหนียว แต่เธอก็แกะออกมาได้อย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว เด็กสาวกระโจนตัวลงมาจากที่สูงเข้าใส่หวังจู่โจม โชคดีที่วิคเตอร์หลบได้ทัน แต่นั่นก็ทำให้เขาก็เสียหลักจนล้มลงกับพื้น

                หลี่ยิ้มมุมปากอย่างมีชัย หัวเราะร่า เร่งฝีเท้าสุดกำลังไล่ตามวิคเตอร์ที่กำลังลุกขึ้นยืนมาติดๆ

                “เสร็จฉันล่ะ วิคเตอร์!”

                “ยังหรอก...

                เด็กหนุ่มไม่ปล่อยให้หลี่ฉวยโอกาสระหว่างที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ เขารีบคว้าระเบิดแสงในเสื้อกาวน์ออกมาขว้างใส่เป้าหมายทันที

                ตุบ...วี้--!!!

                เพราะระเบิดแสงทำให้ภาพรอบข้างกลายเป็นสีขาวโพลนไปขณะหนึ่ง ในจังหวะที่หลี่กำลังหูอื้อนั้นเอง วิคเตอร์ก็ฉวยโอกาสรีบลุกขึ้นวิ่งหนีทันที

                ทว่าฝีมือของเด็กสาวก็ไม่ใช่เล่น แม้ว่าระเบิดแสงจะทำให้หลี่ตาพร่ามัวจนมองไม่ค่อยเห็น แต่เธอก็ยังสามารถกระโจนโผนป่ายตามขอบหน้าต่างตึกได้อย่างชำนาญ ทำให้สามารถไล่ตามเขาได้อย่างรวดเร็วและกระชั้นชิด

                วิคเตอร์พยายามสับเท้าวิ่งไปให้ถึงหน้าโรงเรียนซึ่งมีคนพลุกพล่าน เพราะนั่นจะช่วยถ่วงเวลาหลี่ได้ แต่โรงเรียนนี้มีตึกและมีอาณาบริเวณที่กว้างมาก ทำให้ความพยายามของเขาสำเร็จได้ไม่ง่ายนัก

                และโรคประจำตัวก็เริ่มมาสุมอกอีกครั้ง หัวใจเขาค่อยๆเต้นช้าลงอย่างเห็นได้ชัด วิคเตอร์เริ่มก้าวไม่ค่อยออก นี่เป็นเพียงอาการเริ่มต้นเท่านั้น ถ้าได้พักทุกอย่างก็คงดีขึ้น แต่นี่หากเขายังคงฝืนต่อไป นานๆเข้าต้องเกิดอันตรายแน่นอน

                “ดูซิ ฝืนตัวเองจริงๆ แบกรับมันคนเดียวอยู่ได้ หลี่พูดตามจากข้างหลัง ฉันจะช่วยจัดการเองนะ อย่าดื้อสิ

                วิคเตอร์ชำเลืองมองด้านหลังก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าเด็กสาวกำลังหยิบปืนยิงลูกดอกยาสลบขึ้นมาแล้วเล็งมาที่เขา

                “หลี่ อย่าบอกนะว่า...

                หัดพักบ้างเถอะน่า ให้ฉันจับง่ายๆหน่อย

                ปึ้ก!

                เพียงชั่วอึดใจเดียวที่หลี่ลั่นไกปืน ลูกดอกยาสลบก็ปักเข้าที่คอของวิคเตอร์พอดี เขาล้มคะมำอย่างเสียหลักทันทีด้วยฤทธิ์ของยา

                 “บะ...บ้าจริง

                วิคเตอร์นอนหอบถี่ แม้ตัวเปียกปอนจากการกระโดดลงสระแต่ก็ยังเห็นได้ว่ามีเหงื่อซึมเปียกไปทั่วร่าง เพราะสภาพร่างกายที่อ่อนแอทำให้เปลือกตาอันหนักอึ้งค่อยๆปิดลง สติของเขาค่อยๆเลือนหายไป

                เธอควรจะขอบคุณฉันมากกว่านะ ฮ่าๆๆ

                หลี่หัวเราะชอบใจที่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับสิ้นฤทธิ์ลงเสียง่ายๆ เธอเดินเข้ามาใกล้ ทว่าก่อนที่จะได้ทำอะไรต่อกลับมีฝีเท้าดังเสียงสวบๆ และเงาคนจากด้านหลัง

                ชิ มีคนมาทางนี้หลี่อุทานขึ้นเบาๆ เมื่อรับรู้ได้ถึงการมาของบุคคลแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญ เธอรีบหลบเข้ามุมมืดข้างทางแล้วมองออกไปด้านนอก เพื่อนเก่าเธอซะด้วยสิ...โชคดีจริงๆเลยนะวิคเตอร์

                หลี่เดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด เธอรีบเดินเข้าไปในตรอกข้างๆ หันมามองวิคเตอร์ที่กำลังสลบ ก่อนจะหนีหายไปในความมืดนั้น

                เมื่อกี้เห็นเงาแปลกๆ... เอ สงสัยจะตาฝาดเสียงคนที่เดินจากด้านหลังดังขึ้น เพราะเขาเห็นหลังหลี่เพียงแวบเดียว จึงคิดว่าตนเองคงจะตาฝ้าฟางมองผิดไป

                ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หยุดฝีเท้าเมื่อเห็นร่างเด็กหนุ่มนอนไร้สติอยู่ที่พื้น เขาเบิกตากว้าง มองไปที่วิคเตอร์อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

                เจ้าขี้เก๊กนี่นาเขาอุทานขึ้น

                “เฮ้...ตื่นๆ พื้นนี่ไม่ใช่เตียงนะ ชายหนุ่มเรียกวิคเตอร์ ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยร่างเขาเบาๆ 

                ทว่าไร้ซึ่งการตอบสนองกลับ

                เฮ้ย ได้ยินมั้ยเจ้าคนขี้เซา!!” เขาตะโกนข้างๆหู แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังคงเป็นเช่นเดิม ชายหนุ่มเริ่มหวาดวิตก เขารีบตรวจสอบดูว่าวิคเตอร์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ด้วยการเอามืออังจมูกเด็กหนุ่ม โชคดีที่ยังหายใจอยู่ ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยความโล่งอก

                คนบ้าอะไรเนี่ย เล่นน้ำจนสลบ ตื่นมาเมื่อไหร่ต้องสั่งสอนสักหน่อยแล้วเขาบ่นพึมพำกับตัวเอง

                ชายหนุ่มสะบัดผมเซอๆสีบลอนด์เล็กน้อยอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะอุ้มร่างเล็กนั้นไว้บนบ่า เดินกลับไปยังโรงนา สถานที่ที่ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของตนเอง

 

               

 

                พบพาน...

                และจากลา

                เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ

                แต่จะมีสักกี่คน ที่จะจากลากันนานแสนนานจนแทบลืมกันไปแล้ว

                และได้พบกันอีกครั้ง?

นิรนาม

 









 

ภาคผนวก

โรคอะริธเมีย หรือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คือ การที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะตามธรรมชาติ โดยอาจเต้นเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าในหัวใจหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรใน ห้องหัวใจ ทำให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหลอดเลือดสมองอุด ตันเพิ่มมากขึ้น

 


 

Heaven & Hell
 
 
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

224 ความคิดเห็น

  1. #166 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 14:37
    โอ้ว ชาลี ฉันสัมผัสได้ถึงความสดใสและความเปล่งประกายจากเธอว์ ! #สวมเรย์แบนด์
    แต่หลินดูน่ารักง่ะ  ไม่รู้ชอบนาง <3
    #166
    0
  2. #149 ปอมะนิลา (@trmeyourname) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2558 / 21:31
    ค่อนข้างชอบการบรรยายมาก  คือดีงาม  เพราะพี่ไม่สามารถแต่งแบบนี้ได้  555555  แต่ตอนนี้ยาวมาก ๆ อ่านจนตาเหลือก  ถถถถถถ  เหมือนเรื่องนี้จะทิ้งเป็นปริศนาเอาไว้ว่าอะไรยังไง  แล้วค่อยไปปะติดปะต่อกันเองภายหลังสินะ  งืม ๆ
    #149
    1
    • #149-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 2)
      17 มิถุนายน 2558 / 22:15
      ขอโทษที่ยาวไปค่ะ แงงงง
      ใช่ค่ะ สไตล์นั้นแหละ เน้นทิ้งปมไว้ให้คิดต่อเอง แต่มีเฉลยต่อไปในตอนหลังๆค่ะ ^^
      #149-1
  3. #97 ตั้งใจโสด. (@tang-jai) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2558 / 14:38
    และแล้วพวกเขาก็ได้พบกันอีกครั้ง... ^^ น่าติดตามดีค่ะ
    อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกำลังต่อจิ๊กซอร์ โดยมีวิคเตอร์เป็นตัวเชื่อม
    #97
    1
    • #97-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 2)
      12 เมษายน 2558 / 22:56
      ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ
      แรกๆเหมือนวิคเตอร์จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
      แต่จริงๆแล้วทุกคนต่างเชื่อมกันและกันค่ะ ^^
      #97-1
  4. #93 cannelt (@cannelt) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 เมษายน 2558 / 01:12
    รู้สึกคุ้นเคย เหมือนเคยอ่านเรื่องนี้มาแล้ว ???? คุ้นมากๆแต่นึกไม่ออก = =

    ไม่รู้ว่าผมเป็นคนเดียวรึเปล่าแต่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรหายไป ผมรู้สึกไม่ปะติดปะต่อ และเหมือนตัวเองไม่ได้เริ่มต้นพร้อมกับพวกเขา มันเหมือนกับว่ามันไม่มีรายละเอียด และผมต้องตามเก็บมันเองในแต่ละตอน การบรรยายผมว่ามันสามารถขยายได้มากกว่านี้ รู้สึกเหมือนกับว่ามันจะเร่งรีบเกินไป แอบงงเรื่องพิซซ่า ไปสัญญาไว้ตอนไหนรึ หรือแค่ที่พูดว่าจะแบ่งให้คนที่มาส่งในห้อง แล้วสงสัยว่าแบ่งทำไม = = ตามจริงถ้าชาลีไม่ชอบคนแบบวิคเตอร์ก็ไม่น่าจะยอมรับของเขาง่ายๆนะ ผมรู้สึกว่ามันมีส่วนเล็กๆน้อยๆที่ขัดๆกันอยู่

    ตอนนี้ก็เพิ่งตอนที่ 2 จะยังไม่มีรายละเอียดมากอาจจะไม่แปลก อ่านต่อไปอาจจะไม่งง = = ฉะนั้นก็จะขออนุญาตอ่านต่อไปตามเก็บรายละเอียดครับ

    ปล. ชาลีเป็นคนน่ารักนะ <3
    #93
    1
    • #93-1 Besty (@bestyworld) (จากตอนที่ 2)
      3 เมษายน 2558 / 16:30
      ถูกต้องแล้วค่ะ คนเขียนตั้งใจจะทำให้เรื่องมันดูมึนๆ ไม่ปะติดปะต่ออยู่แล้ว อิอิ<br /> ใช่ค่ะ รายละเอียดผู้เขียนจะค่อยๆปล่อยออกมาในแต่ละตอนเรื่อยๆ<br /> แต่เรื่องบรรยายต้องขออภัยจริงๆค่ะ พอดีเขียนนิยายเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยด้วย ทางผู้เขียนจะพยายามให้สุดความสามารถนะคะ ^_^<br /> <br /> ไม่ต้องขออนุญาตค่ะ อ่านตามสบายตามอัธยาศัยได้เลย อิอิ<br /> <br /> ปล. คนอ่านก็เป็นคนน่ารักนะคะ <3

      Besty

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 3 เมษายน 2558 / 16:40
      #93-1
  5. #68 ruby roes (@nusikan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2557 / 16:15
    ฮาตรง ดวงนารีอุปถัมภ์อ่ะ ^^
    #68
    0
  6. #57 dinn (@idin12345) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 10:07
    จัดหน้าได้ดีขึ้นครับ แต่ดูเหมือนจะยังจัดไม่หมด ^ ^!!
    #57
    0
  7. #53 แมลงปีกขาว (@playangpangya) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 เมษายน 2557 / 22:04
    อ่านรอบสอง เข้าใจขึ้นกว่าเดิม  วิกเตอร์!!  เซ็นชื่อทำมายยยย0[]o!!
    #53
    0
  8. #51 Na-Na-Near (@nadianaga) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 เมษายน 2557 / 21:03
    ในตอนนี้น้องนาอ่านผ่านๆเน้นว่าผ่านๆผ่านมากๆเรียกว่าเเทบไม่รู้เรื่องเลยเอาตรงเลยน่ะค่ะอย่าว่าน้องนาน่ะน้องชอบติตรงๆเเละอาจจะตรงไปนิดอย่าโกรธน้องน่ะ

    น้องตาลายมากกกกกกกอ่านไม่รู้เรื่องเลยตั้งเเต่ตอนอยู่ร้านพิซซ่ามันตาลายอ่ะงงไปหมดถ้าพี่ใจดีเเก้ลักษณะการพิมพ์หน่อยน่ะน้องมึนยิ่งอ่านตอนดึกๆ(ซึ่งทำเป็นประจำ)เเทบจะอ้วกเพราะตาลายอ่ะ

    ห้ามโกรธน้องนาน่ะ เม้นซะยาวเเต่กลับหามีสาระไม่555

    ป.ล.พี่ไม่ต้องงงกับการเเทนตัวเองของน้องน่ะพอดีเวลาพิมพ์มันติดเป็นนิสัยอ่ะ


    #51
    0
  9. #36 วัชรกาญจน์ (@watcharakarn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2557 / 21:25
    อ่านแล้ว ค่อนข้างลายตานิดนึงครับ อยากให้มีเคาะวรรค บ้างไม่ให้ติดกันเกินไป

    บทบรรยายยังน้อยนะจ้ะ หลายๆ ช่วงมีแค่บทสนทนา ช่วงบรรยายก็พอเห็นภาพครับแต่ยังไม่ละเอียดมากนัก

    เนื้อหาบทนี้ยังไม่ค่อยมีอะไรมากครับ ยังเรียบๆ อยู่

    ูู^^ เดี๋ยวจะลองอ่านบทต่อไป ดูนะครับ  
    #36
    0
  10. #23 dinn (@idin12345) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2557 / 13:16
    เมื่อเริ่มย่อหน้าใหม่ใช้เคาะ tab เพื่อเว้นวรรคในจังหวะขึ้นบรรทัดใหม่จะดีกว่านะจ้ะ 
    เพราะหากได้ส่งสนพ.จริงๆ ตรงนี้เขาให้กลับมาแก้แน่ๆ 
    อย่างเช่น ประโยคคำพูด ก็ควรเคาะ tab เพื่อจัดหน้ากระดาษด้วยเช่นกันครับ ^ ^

    10 ปี ต่อมา
    เสียงระฆังกังวานขึ้นท่ามกลางสายฝน

          "ที่นี่มันที่ไหนกันนะ"

          เด็กสาววัย 18 ปี ใบหน้าไร้เดียงสา........................... ...........................................................................
    ...............................................................................................

          เธอนิ่งอึ้งสักพัก จึงรีบวิ่งเพื่อออกไปขอความช่วยเหลือ

    ประมาณนี้ครับ ^ ^!!

    อืม... บทบรรยายยังดูแข็งๆ อยู่นะครับ ตรงนี้การอ่านมากๆ ช่วยได้เยอะทีเดียว ^ ^!!
    แต่ เมื่อเทียบกับว่าเพิ่งเขียนเป็นเรื่องแรก แล้วนับว่าฝีมือการเขียนดีมากพอตัวเลยทีเดียวครับ
    แต่มีการเปลี่ยนมุมมองการบรรยายจากมุมมองของพระเจ้า(บรรยายทุกตัว)มาเป็นมุมมองบุคคลที่ 1 (ผม...) มันดูแปลกๆ ครับ ^ ^!! เพราะปกติหนึ่งเรื่องจะเขียนกันเพียงมุมมองเดียวนะครับ พอใช้หลายมุมมองก็เลยอาจจะทำให้คนอ่านงงเล็กน้อย ^ ^!!
    เนื้อเรื่องค่อนข้างยาวสำหรับ 1 ตอน และโดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาค่อนข้างเข้าใจยาก ถ้าปรับซอยเป็นตอนย่อยๆ หลายๆ ตอนจะดีกว่าไหมครับ ^ ^!!
    เรื่องนี้ยอมรับว่าติดตามทำความเข้าใจยากทีเดียวครับ คงเป็นเพราะเพิ่งเป็นตอนแรกๆ ยังไม่มีข้อมูลอะไรมากพอให้มองเห็นภาพโดยรวมก็อาจจะเป็นได้ แต่สำนวนใช้ได้เลยนะครับนี่
    มีบางช่วงการสนทนาก็ติดกันเยอะเกินไปโดยไม่มีบรรยายคั่นนะครับ ควรจะมีบรรยายคั่นเสียหน่อย

    สรุปว่าเขียนได้สนุกน่าติดตามใช้ได้พอประมาณเลยครับ ^ ^ //แต่ยังต้องปรับปรุงนะจ้ะ ^ ^
    ปล.ขออภัยเมนท์ยาวและโหดร้ายหน่อยนะจ้ะ ^ ^!!
    #23
    0
  11. #12 ploy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2556 / 10:48
    ตัดบทบ่อยไป
    #12
    0
  12. #9 ซาตาน จอมจุ้น (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2556 / 12:11
    > < ตอนที่สามเร็วๆน่ะน้องหนู

    มุกจะรอ อิอิ
    #9
    0
  13. #6 N.N namfon (@vicky-rainbow) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2556 / 19:06
    สนุกดีเเล้วจะรออ่านตอนต่อไปคับ
    #6
    0
  14. #5 shika (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2556 / 12:49
    น่าหนุกนะเนี่ย

    เค้าจะติดตาม

    #5
    0