Intimate Mind ล่าล้างฝัน จิตสังหาร

ตอนที่ 17 : Chapter 16: Ellen เอลเลน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 49
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 เม.ย. 58

 

-Chapter 16-
Ellen เอลเลน


            “ในที่สุดก็ทำได้ เธอจะเป็นความสำเร็จขององค์กรเราเลยทีเดียวเสียงทุ้มต่ำกล่าว นัยน์ตาขุ่นๆและผมสีเทาแสดงถึงภูมิอายุ ชายชรามองร่างเด็กสาวที่ถูกแช่อยู่ในตู้ด้วยแววตาที่ทอประกาย การเชื่อมต่อระหว่างโลกทางจิต กับโลกแห่งความเป็นจริงภายนอก จะสามารถควบคุมได้ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ หากเสนอโครงการนี้ต่อกองทัพสหรัฐฯ หรือกองทัพในประเทศมหาอำนาจแล้วละก็...

            “หึๆ ผมไม่กล้าพูดเลยครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นเด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอ ริมฝีปากยกขึ้นฉีกยิ้มกว้างเธอคืออนาคตขององค์กร น่าเสียดายนะครับที่เจ้าหมอนั่นไม่ได้มาเห็น คุณคาร์ลวิน

            ชายชรากระตุกคิ้ว เมื่อนึกถึงเจ้าหมอนั่นแล้วก็พาลทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            เจ้าเด็กอัจฉริยะจอมดื้อนั่น!” ชายชรากล่าวด้วยแววตาแข็งกร้าว ถ้าได้วิคเตอร์มา งานของพวกเราคงสำเร็จเสร็จไปนานแล้ว! แน๊ทซ์ เธอรู้ไหมว่าเจ้าเด็กนั่นกุมความลับของโครงการเราไว้มากขนาดไหน ฉันอุตส่าห์ให้ค่าตอบแทนตั้งมาก แต่เจ้าเด็กโอหังนั่นก็ไม่ยักจะรับไว้ ขนาดขู่ฆ่าก็ยังดิ้นหนีไปได้ มันน่านัก...

            “ผมต้องขอโทษที่ทำงานไม่สำเร็จในครั้งนั้นแน๊ทซ์พูดด้วยท่าทีอ่อนน้อม แต่ก็ระวังตัวพอสมควร เขารู้ดีว่าในยามโกรธ ชายผู้นี้น่ากลัวแค่ไหน นับตั้งแต่ที่เวียร์รี่ พี่สาวของเขาตาย วิคเตอร์ก็ดูจะเปลี่ยนไปมาก

            “ไม่ใช่ความผิดฉัน เธอนั่นแหละที่แส่หาเรื่องเอง สอดรู้นักก็ต้องเจอแบบนั้นสิ ตายซะได้ก็ดี ไม่งั้นเธอก็จะมาเป็นเสี้ยนหนามของพวกเราอีกคาร์ลวินตอบกลับ ไม่เข้าใจเลย ทั้งๆที่ไม่เหลืออะไรแล้ว ทำไมเจ้าเด็กนั่นถึงไม่ยอมมาทำงานกับพวกเรากัน ขนาดฉันเสนอเงินเดือนสิบเท่า มันก็ไม่สนใจเลยสักนิด!!”

            ไม่เคยสำนึกเอาเสียเลย เพราะแกทำร้ายคนสำคัญของฉันไงล่ะ!

            วิคเตอร์คิดในใจอย่างแค้นเคือง เขากำหมัดแน่น แม้แววตาของเขาจะดูนิ่งขรึมอยู่ตลอดเวลา แต่ใช่ว่าเด็กหนุ่มจะไร้หัวใจ เขาหาทางแก้แค้นมาตลอด การสูญเสียของพี่สาว รวมถึงทุกคนในครอบครัวของเขา จะต้องไม่สูญเปล่า ชีวิตของพวกเขาถูกสังเวยเพียงเพราะเหตุผลเท่านี้น่ะหรือ? อภัยให้ไม่ได้!

            แด่พี่สาวที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ...

            เมื่อทั้งสองเดินออกไปจากห้อง เด็กหนุ่มก็เปิดโน๊ตบุ๊คตรวจเช็คให้แน่ใจอีกครั้งว่าห้องนี้ได้เจาะระบบเอาไว้เรียบร้อยแล้ว กล้องวงจรปิดไม่น่าจะทำงานอยู่ จึงค่อยๆเปิดหน้าต่างช่องลม ปีนลงมาจากเพดาน แล้วก็ปิดหน้าต่างกลับเข้าไปดังเดิม

            วิคเตอร์สบตากับอเล็นเล่ไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาคู่นั้นดูเลื่อนลอย พวกเขาทำอะไรกับเธอหรือเปล่านะ...

             เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ มันเป็นอาการจากโรคประจำตัวของหรือเปล่า เขาเองก็ไม่แน่ใจ ดูท่าน่าจะเป็นความจริง ภาพตรงหน้าเริ่มเลือนรางลง ลมหายใจของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ สติของเขาค่อยๆวูบดับลงอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้

            ร่างเล็กทรุดนอนกองลงกับพื้น ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นเป็นชายร่างสูงโปร่ง ไว้ผมสีบลอนด์ หน้าตาคุ้นเคยวิ่งเข้ามาหา ก่อนที่จะได้รู้ว่าบุคคลคนนั้นคือใคร ทุกอย่างก็มืดดับลงก่อนเสียแล้ว

            “วิคเตอร์!”

            นั่นคือเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยิน...

 

            ที่นี่คือที่ไหน

            วิคเตอร์รู้สึกราวกับกำลังดำดิ่งลงไปท่ามกลางความมืดมิด แสงเรืองๆส่องที่ร่างกาย เด็กหนุ่มรู้สึกหนาว หนาวจับใจ ที่แห่งนี้ช่างว่างเปล่าเสียเหลือเกิน เขามาอยู่ที่แห่งนี้ได้อย่างไรกันนะ

            รู้สึกถึงฉันสิ

            เสียงใสๆของเด็กผู้หญิงดังขึ้นจากเบื้องบน มันเป็นเสียงที่เขารู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี แม้เสียงนั้นจะเบาแผ่ว แต่วิคเตอร์รู้ เขามั่นใจ... เธออยู่ที่นั่น

            พาไปที่นั่นที โลกของฉัน...

            เด็กหนุ่มยื่นมือที่ซีดอ่อนแรงออกไป หวังว่าอาจมีใครสักคนคว้ามันเอาไว้ดังที่หวัง ฉับพลันนั้นเอง มือเล็กเรียวก็ยื่นมาหาเขาท่ามกลางความมืดมิด แม้ว่าอาจมองไม่เห็นใบหน้าเด็กหญิงคนนั้น แต่เขาเชื่อเสมอ ว่านั่นต้องเป็นเธอ

            “เอลเลน...

            วิคเตอร์เอื้อมมือไปจับมือของเธอ ทันทีที่มือของทั้งสองได้สัมผัสกันและกันอย่างนุ่มนวล แสงอันอบอุ่นรอบตัวก็ค่อยๆทอประกาย มันสว่างขึ้น... สว่างจนความมืดรอบตัวสลายหายไป เขาหลับตา นึกถึงสถานที่ที่เขาชอบไปในอดีต ห้องสมุดแห่งนั้น

            ขอบคุณ...

            เด็กหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้ง รู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในห้องสมุดตามที่จินตนาการเอาไว้ ตรงหน้าเต็มไปด้วยกองหนังสือ เสียงหวานๆของเด็กสาวที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย

            นั่นคือเธอ คือเธอใช่ไหม วิคเตอร์!”

            เสียงนั้นทำให้เขาต้องเหลียวหลังหันไปมอง ปรากฎเป็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า... อเล็นเล่ เด็กสาวมองหน้าเขาด้วยความอึ้ง วิคเตอร์เองก็ไม่แพ้กัน แต่เขาไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาชัดเจน เด็กหนุ่มมองหน้าเธอไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น

            เธอจำได้มั้ยว่าครั้งสุดท้ายทำอะไร

            “เอ่อ...เด็กสาวยืนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งฉันจำได้ว่า ถูกปิดปากปิดตา แล้วทุกอย่างก็ดำมืดไปหมด จากนั้น ฉันก็เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก่อนจะมาที่นี่จ้ะ...

            เอลเลนใช่ไหม

            “ใช่ เธอรู้ได้ยังไงอเล็นเล่ถามอย่างฉงนใจเมื่อได้ยินเด็กหนุ่มพูดเช่นนั้น

            อเล็นเล่ คงรู้แล้วใช่ไหมว่าเธอเป็นเด็กที่ถูกองค์กรจับไปทดลอง

            “จ้ะ...เธอพยักหน้า แต่ฉันยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเลย เธอ...ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม

            “ได้สิเด็กหนุ่มตอบก่อนหน้านั้นเธอชื่อว่าเอลเลน และมีพี่ชายบุญธรรมชื่อว่าไฮดี้ พวกเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านสลัมเล็กๆ แล้วคืนวันหนึ่ง...

            “วันที่ไฟไหม้หมู่บ้าน...

            “ใช่ เธอคงจะเห็นบ้างแล้วสินะ วันนั้น C.D.C. ไปที่นั่นเพื่อนำตัวเด็กๆไปทดลอง...”

            วิคเตอร์หยุดเล่าไปครู่หนึ่ง เหมือนกับกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ อดีตในตอนนั้น หากเขาไม่ได้ทำผิดพลาด ทุกอย่างก็คงจะไม่ได้เกิดขึ้นแบบนี้

            มันเป็นความผิดของฉันเอง ที่ตอนนั้นมาช้าไป

            ถ้ามาช่วยให้เร็วกว่านั้น ถ้าสองคนนั้นเชื่อฉัน...

            “เอ่อ... มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ

            “ไม่ ฉันไม่เป็นไรเสียงของอเล็นเล่ทำให้เด็กหนุ่มพยายามหยุดคิดถึงเรื่องนั้นและเล่าต่อตอนนั้นเพราะไฮดี้หมดหนทาง เขาจำเป็นต้องเซ็นต์สัญญาในใบสมัคร ยอมรับเป็นหนูทดลอง เงื่อนไขในใบสัญญาเอาเปรียบต่อตัวหนูทดลองมาก โดยเนื้อหาในนั้นบอกว่า ตัวผู้เซ็นต์ยอมรับจะต้องเป็นหนูทดลองให้กับองค์กรตลอดชีวิต โดยจะมีเงิน สวัสดิการ และที่พักชั้นดีภายในองค์กรให้ แต่แน่นอนว่าชีวิตก็เหมือนถูกจองจำอยู่ในนั้นตลอดชีวิตไม่มีวันได้ออกมาสู่โลกภายนอก

            “แย่จัง... ทำไมถึงไม่มีใครออกมาทำอะไรเลยล่ะ!” อเล็นเล่ถาม สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตในอดีตของเธอกันแน่...

            เรื่องทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนเขาเล่าต่อ องค์กร C.D.C. เป็นองค์กรที่แม้จะไม่ค่อยมีคนนอกรู้จักมากเท่าไหร่ แต่พวกคนใหญ่คนโตและผู้สนับสนุนในองค์กรล้วนแต่เป็นเครือญาติของนักการเมือง เศรษฐีพันล้าน และครอบครัวนักวิทยาศาสตร์หัวอัจฉริยะ ดังนั้นถ้าจะโค่น ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้าเธอดูทีวีนานๆทีอาจเคยเห็นโฆษณาแปลกๆบ้าง

            นั่นสิ ทำไมเหรอจ๊ะ

            “เพราะโครงการใกล้จะสำเร็จแล้วไงล่ะ อีกไม่กี่เดือน ก็จะครบรอบ 100 ปีวิคเตอร์พูดและวาดมือไปมาในอากาศ ฉับพลันนั้นกระดาษแผ่นหนึ่งก็อยู่ในมือของเขา เด็กหนุ่มยื่นให้อเล็นเล่ดู

            เด็กสาวอ่านเนื้อหาด้านในพลางฟังวิคเตอร์ เธอคือกรณีพิเศษที่คาร์ลวินสนใจมาก เพราะมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆในโลกของจิตใจได้ดี...

            “อย่างนี้นี่เอง

            “ฉันคิดว่าฉันพูดมากไปแล้วล่ะ ไว้ฉันจะบอกทีหลังอีกแล้วกัน เกี่ยวกับเรื่องของเธอทั้งสามคนน่ะเด็กหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ และอีกเรื่องหนึ่งที่จะบอก ตอนนี้เธอกำลังถูกทดลองอยู่ในตู้ ถ้าฉันไม่รีบช่วยเธอออกมาละก็ พวกเราแย่แน่

            “แล้วพวกพี่ชาลี ชาร์ลอต แล้วก็... ดี.ซี. ล่ะ

            “ดี.ซี. ? รายนั้นฉันไม่รู้ ส่วนชาลีกับชาร์ลอตถูกขังอยู่ แต่ไม่เป็นไร ฉันแอบให้มีดกับวิทยุผ่านทางช่องลมแล้ว เขาตอบ  และฉัน ระหว่างที่เจอร่างเธอที่ถูกแช่เอาไว้ในตู้ โรคหัวใจก็กำเริบขึ้นจนกลายเป็นมาอยู่ที่นี่...

            อเล็นเล่หน้าเสีย ทุกคนกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่เธอกลับทำอะไรไม่ได้เลย จะทำยังไงดีนะ?

            ถ้าออกไปจากที่นี่ได้ ก็น่าจะพอมีหวังที่จะช่วยทุกคน

            แล้วเธอ...จะเป็นอะไรมากมั้ยจ๊ะ”     

            “ไม่รู้ว่ามิตรหรือศัตรู แต่เขาน่าจะช่วยฉันเอาไว้แล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นก็คงตายไปแล้ว

            “โอเคจ้ะ...

            ใช่แล้ว...ถ้าเราอยากจะตื่นขึ้น ต้องทำยังไงนะ           

            ทันทีที่คิดได้ อเล็นเล่ก็ถามเขาทันที พอจะรู้ไหมจะว่าเราต้องทำยังไง ถึงจะตื่นขึ้นได้ นอกจากการตื่นแบบธรรมชาติน่ะ...

            ไม่แน่ใจเหมือนกัน...วิคเตอร์ส่ายหน้า เราลองไปที่ ห้องที่ว่างเปล่า กันก่อนมั้ย ที่นั่นเปรียบเสมือนศูนย์กลางที่เชื่อมต่อโลกในจิตใจของทุกคนทั้งหมดเอาไว้น่ะ

            “หา?เด็กสาวเบ้ปากด้วยความงงๆ

            “เธอเคยไปบ่อยนี่ ตั้งแต่คราวก่อนที่เจอจิ๊กซอว์ครั้งแรกวิคเตอร์พูดขึ้น เขายื่นมือออกมาเป็นเชิงเชื้อเชิญ คราวนี้ลองดูกันอีกครั้งเถอะ

            จู่ๆอเล็นเล่ก็รู้สึกหน้าร้อนแดงวาบ เธอเป็นอะไรไป ก็แค่ยื่นมือไปแตะแค่นั้นเอง ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยล่ะ...

            ภายใต้แววตาเรียบเฉยในกรอบแว่นสีดำนั้น เธอเดาใจเขาไม่ออกเลย เขา... กำลังคิดอะไรอยู่นะ

            เป็นอะไรไปวิคเตอร์ถามขึ้น เด็กหนุ่มไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังเขินกับการกระทำของเขา อย่าก้มหน้าสิ ทำอะไรน่ะ

            “ป ป เปล่า!!! ไม่มีอะไรจ้ะเด็กสาวพูดกลบเกลื่อนเสียงตะกุกตะกัก แม้ใบหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงจะฟ้องว่าอาการมันชัดเจน แต่ดูท่าฝ่ายตรงข้ามจะซื่อบื้อไม่รู้เรื่องจริงๆ

            งั้นก็รีบไปกันได้แล้ว

            “จ้ะ!” เด็กสาวตอบเสียงดังฟังชัด อาจจะเพราะต้องการปิดบังอารมณ์เขินในใจ เธอหลับตาปี๋จับมือเขาไว้แน่น วิคเตอร์เอียงคอมองอย่างฉงนใจ

            ปฎิกิริยาของเธอแปลกจัง

            “ร... รีบไปเถอะ!” อเล็นเล่เลิ่กลั่กตอบ วิคเตอร์ยักไหล่ เขาไม่ค่อยเข้าใจปฎิกิริยาของเธอสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

            “ก็ได้...เอาละ หลับตาลงนะ

            “อื้ม!”

            ทั้งสองหลับตาลง วิคเตอร์พยายามรวมสมาธินึกถึงห้องที่ว่างเปล่า ห้องสีขาวโพลนที่ว่างเปล่าไร้ขอบเขต... เขานึกเพ่งเหมือนสะกดจิต นึกถึงมันซ้ำแล้วซ้ำอีก และแล้ว ทันใดนั้นเอง

            วาบ!

            แสงสว่างส่องประกายไปทั่วทุกทิศ ผ่านไปชั่วขณะหนึ่งแสงนั้นก็ค่อยๆริบหรี่ไปจนมืดเช่นเดิม  ลมแรงพัดผ่านตัวของทั้งสองจนผมสยายลู่ตาม วิคเตอร์และอเล็นเล่ค่อยๆลืมตาขึ้นพร้อมกัน

            ภาพตรงหน้าทำเอาทั้งสองคนไม่เชื่อสายตาตัวเอง

            “วิคเตอร์...ที่นี่คือห้องที่ว่างเปล่าแน่เหรอ ทำไมมันดูน่ากลัวจัง!”

            “ไม่เอาน่า...

            เสียงหมาป่าหอนเป็นจังหวะกับเวลารัตติกาล เงามืดค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้ทั้งสองคน ท้องฟ้ามืดสนิทไร้ซึ่งแสงจันทร์เพราะเป็นคืนเดือนดับ ประกอบกับหมู่มวลพฤกษาพนาไพรที่รกทึบอยู่รายล้อมรอบ ใช่แล้ว...

            นี่มัน...ป่าช้ากลางคืน!

 

            “มีแสงแปลกๆคล้ายรูปร่างของดวงตาออกมาจากพุ่มไม้ด้วย...อเล็นเล่พึมพำ

            “ดวงตาของหมาป่าน่ะสิ มันสะท้อนแสงตอนกลางคืนได้วิคเตอร์พูดเบาราวเสียงกระซิบ เวลาหากินมันพอดี ดูเหมือนเราจะเป็นเหยื่อพวกมันด้วย ตอนนี้ต้องหาทางหนีก่อน

            แฮ่... แฮ่...

            “รีบไปที่อื่นกันสิวิคเตอร์!” เด็กสาวพูดอย่างตื่นตระหนก เมื่อเห็นเงาของหมาป่าเริ่มเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆในความมืด ยิ่งใกล้ เสียงขู่คำรามก็ยิ่งเข้ามาตามลำดับ

            “ใจเย็นๆ พยายามรวมสมาธิไว้ นึกถึง...ที่ไหนดี ที่ไหนดีนะวิคเตอร์หลับตา พยายามนึกถึงสถานที่อื่นที่ดีกว่านี้ ไปทะเลกันเถอะ

            “ท ท ท ทะเล!” เธอหลับตาปี๋และพยายามนึกตาม แต่... ฉันรวบรวมสมาธิไม่ได้เลย!”

            “งั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว ต้องใช้วิธีนี้พูดจบเด็กหนุ่มก็วาดมือไปมาในอากาศ เขาได้ไฟฉายกับปืนไรเฟิลล่าสัตว์รุ่นเก่า เด็กหนุ่มยื่นไฟฉายให้อเล็นเล่ วิ่งนำเลย ฉันคุ้มกันข้างหลังเอง!”

            “จ้ะ!”

            ทั้งสองออกตัววิ่งสุดชีวิต ในระหว่างนั้นหมาป่าที่แอบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มพงหญ้าก็ปรากฎตัวออกวิ่งไล่ตามจากด้านหลังมาอย่างรวดเร็วทันที

            เสียงเห่าขู่คำรามดังไปทั่ว วิคเตอร์พยายามรวมสมาธิเสกของที่ทำให้ทั้งสองหนีได้สะดวกขึ้น เขาอยากจะเสกรถยนต์ แต่มันเป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่และรายละเอียดค่อนข้างมาก เขาจำเป็นต้องใช้สมาธิพอสมควร ซึ่งในเวลาแบบนี้ทำได้ยาก

            ทั้งสองวิ่งจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ รู้เพียงแต่ว่า พวกเขาต้องชะงักหยุดอย่างทันทีเมื่อ ณ ตรงหน้ามีหมาป่าอีกฝูงหนึ่งกำลังยืนดักรออยู่

            แบบนี้จะทำยังไงกันดี?

            “พวกมันมากันอีกแล้ววิคเตอร์พูดขึ้น เขาหยิบปืนไรเฟิลขึ้นมาเล็งฝูงหมาป่าด้านหลังที่กำลังวิ่งควบมาในระยะห่างประมาณห้าสิบเมตร หากเขายังยืนนิ่งไม่ทำอะไรคงได้โดนกินกันทั้งคู่แน่ๆฉันจะพยายามยิงถ่วงเวลาไปก่อน ระหว่างนี้เธอช่วยเสกอะไรก็ได้ที่มันมีประโยชน์หน่อยได้มั้ย

            เด็กสาวหลับตา กุมมือไว้ที่อกและพยายามเพ่งนึกถึงภาพของพาหนะต่างๆเช่นรถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซค์ก็ยังดี แต่เธอกลับทำไม่ได้เลย เมื่อนึกถึงภาพของสิ่งพวกนั้นกลับทำให้เด็กสาวรู้สึกปวดหัวแปลบขึ้นมาอย่างรุนแรงจนแทบทรงตัวไม่ได้ บางทีมันอาจเกินความสามารถไป เธอจึงเปลี่ยนไปนึกถึงอาวุธต่างๆแทน

            ต้องทำใจร่มๆ...

            ค่อยๆนึก เอาอะไรที่รายละเอียดมันไม่เยอะก่อนก็ได้วิคเตอร์กล่าวเสียงเรียบเพื่อไม่ให้เธอลนลาน ในระหว่างที่เขาเริ่มจะยิงไม่ทันเพราะศัตรูตรงหน้าเริ่มวิ่งเข้ามาใกล้ทุกที เร็วๆหน่อยก็ดี ตอนนี้ฉันช่วยเสกของไม่ได้เพราะต้องใช้สมาธิยิง

            อเล็นเล่เพ่งจิตนึกถึงอาวุธที่จะทำให้เธอฝ่าวงล้อมนี้ได้ ตัวเลือกดังต่อไปนี้ที่เธอกำลังนึกถึงก็คือระเบิด, ปืนกล, แส้, และ...ดาบยาว  

            ฉับพลัน ดาบยาวขนาดถนัดพอดีมือก็ปรากฏอยู่ในมือของอเล็นเล่พอดี เธอเล็งไปที่หมาป่าตัวที่กำลังจะพุ่งจู่โจมเข้าใส่วิคเตอร์ในระหว่างที่เขาไม่รู้ตัว ทันใดนั้นเอง

            “ย้าก!”

            เด็กสาวควงดาบในมือฟาดใบมีดลงไปที่เป้าหมายอย่างรวดเร็ว เลือดของมันสาดกระเด็นถูกเสื้อผ้าเล็กน้อย หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงตกใจกลัววิ่งหนีเปิดเปิง แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว

            หากจะปกป้องใครสักคน คงต้องเข้มแข็งให้เป็นก่อน!

            ทำได้แล้วล่ะ เราลุยกันเถอะอเล็นเล่พูดขึ้น เด็กสาวยื่นมือมาที่วิคเตอร์ แววตาของเธอดูเปลี่ยนไป มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมที่สัมผัสได้จากหัวใจ แสงวูบที่มือปรากฎเป็นปืนกลเอ็ม 16 อเล็นเล่ยื่นให้เด็กหนุ่ม  เปลี่ยนปืนเถอะ มาฝ่าวงล้อมนี้ด้วยกันดีกว่านะ

            “ได้ วิ่งไปแล้วกำจัดทุกอย่างที่ขวางหน้ากัน!” วิคเตอร์รับปืนแล้ววิ่งตามอเล็นเล่ เด็กสาวคอยใช้ดาบไล่ฟันหมาป่าข้างหน้าเพื่อเปิดทาง ส่วนวิคเตอร์คอยยิงคุ้มกันให้ข้างหลัง ดูทั้งสองจะทำงานร่วมกันได้ดี

            “รีบวิ่งไปกันเถอะ

            วิคเตอร์ เธอต้องเชื่อฉันนะ

            วิคเตอร์พยักหน้า ไม่รู้ว่าเขายิ้มหรือไม่ แต่ทั้งสองจะต้องรอดไปจากที่นี่ด้วยกันให้ได้ อเล็นเล่หวังอย่างนั้น เธอไม่อยากเป็นแค่เด็กสาวที่อ่อนแออีกต่อไปแล้ว!

ในขณะเดียวกัน

            นี่ เธอคิดว่าวิคเตอร์หายไปนานเกินรึเปล่าชาลีหันไปถามชาร์ลอต หลังจากพยายามนั่งฟังข่าวความคืบหน้าจากวิทยุมาชั่วโมงกว่า แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างดูเงียบ เงียบเกินไป...

            รอดูกันไปก่อนเถอะค่ะ เด็กสาวพูดเสียงเรียบ ครู่หนึ่งเธอก็สังเกตได้ว่ามีเสียงแปลกๆในวิทยุอ๊ะ มีเสียงซ่าๆ เหมือนจะได้ยินคนพูดอะไรไม่รู้ด้วย แต่มันไม่ชัด

            ชาลีเงี่ยหูฟังเสียงในวิทยุ พบว่าเป็นอย่างที่เธอว่าจริงๆ เขาพึมพำเบาๆ จริงด้วย

            เสียงดังกุกกักจากช่องระบายลมด้านบนได้ดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งสองขึ้นไปมองพร้อมๆกัน ครั้งนี้เงาด้านบนไม่ใช่เงาของวิคเตอร์ ร่างนั้นดูสูงใหญ่กว่าเล็กน้อย และเดาจากสิ่งที่เห็นแล้ว คนคนนี้น่าจะใส่สูท

            ใครน่ะ!” ทั้งชาลีและชาร์ลอตตะโกนขึ้นพร้อมกัน

            ...

            ไม่มีเสียงตอบรับกลับ ท่ามกลางความเงียบงันชาลีตัดสินใจยกวิทยุขึ้นมาพูด วิคเตอร์ นายยังอยู่หรือเปล่า

            ชายหนุ่มได้ยินเสียงสะท้อนกลับของเขาเองจากข้างบน มันเป็นเสียงของวิทยุ! แสดงว่าวิคเตอร์ต้องอยู่ข้างบนนั้น หรือไม่ก็วิทยุของเขาถูกขโมยไปแน่ๆ

            ตอบฉันเดี๋ยวนี้ว่าข้างบนนั้นใคร!” เสียงชาลีตะโกนด้วยความไม่ไว้ใจ เสียงกุกกักจากด้านบนเงียบลง ก่อนที่เสียงหนึ่งจะค่อยๆดังขึ้นตอบ

            ผมเอง...

            เสียงทุ้มเรียบที่คุ้นเคยดังขึ้น เงานั้นปรากฏขึ้นชัดเจน ปรากฏเป็นชายลูกครึ่งเอเชียลูกครึ่งยุโรปหน้าตาดีในชุดสูท ชาลีและชาร์ลอตรู้ได้ทันทีว่าคนๆนั้นเป็นใคร ทั้งสองอุทานขึ้นพร้อมกันทันที

            ดี.ซี. !”

            ผมรู้หมดแล้วว่าพวกคุณเป็นใคร

            ดี.ซี. พูดขึ้น ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่งก่อน ดี.ซี. จะพูดต่อ

            พวกคุณเป็นหนูทดลองขององค์กรที่หนีออกมาสินะครับ ส่วนวิคเตอร์ก็เป็นทั้งหนูทดลองและนักวิทยาศาสตร์ พี่สาวของเขาตายเพราะถูกฆ่า

            เธอรู้ได้ยังไงชาร์ลอตย่นคิ้ว เธอถามด้วยความสงสัย

            บันทึกส่วนตัวของเขาน่ะครับ วิคเตอร์พกไว้ในเสื้อกาวน์เขาตอบเสียงเรียบ ต้องขอโทษนะครับที่เสียมารยาท แต่ผมอ่านหมดแล้วทุกตัวอักษร

            ช่างเถอะ ยังไงมันก็ไม่ใช่สมุดบันทึกของฉันชาลีพูดขึ้น เขาไม่ได้สนใจกับเรื่องของสมุดบันทึกนั่นมากเท่าไหร่ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรที่ควรใส่ใจ

            เออใช่ พูดถึงเรื่องสลักสำคัญ แล้วเจ้านั่นล่ะ?

             จะว่าไป แล้ววิคเตอร์ล่ะ

            นอนสลบอยู่ครับ อาการอะริธเมียกำเริบน่ะดี.ซี. บอกกับทั้งสองผมทำ CPR แล้วและพามาไว้ในนี้ก่อน รอดูอาการเขาอยู่ครับ

            ชาร์ลอตถอนหายใจ เธอเปรยขึ้นมาเบาๆด้วยความเป็นห่วง ดีที่ไม่เป็นอะไรนะ

            เจ้านั่นมันหนังหนา คงตายยากอยู่แล้ว ฮ่าๆๆชาลีหัวเราะลั่น คราวก่อนโดนยิงไปสองนัด ไม่เห็นร้องสักแอะ ทั้งที่นอนจมกองเลือดอยู่แท้ๆ เป็นฉันนะ กลัวแทบแย่ คงแหกปากลั่นน่าดู

            ทุกคนหัวเราะขึ้นเบาๆ ชาลีพูดขึ้นต่อ จะว่าไป เรามาช่วยกันคิดเถอะว่าจะออกจากไอ้ห้องแบบนี้ยังไง ฉันอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว

            ดูแผนที่จากโน๊ตบุ๊คของวิคเตอร์แล้วค่อนข้างยากนะครับดี.ซี. บอก แสงจากหน้าจอโน๊ตบุ๊คที่ส่องสว่างสามารถเห็นได้ชัดเจนจากด้านล่าง มันซับซ้อน ห้องก็เยอะ และผมเองก็ไม่ใช่คนที่นี่ ผมแค่ตามวิคเตอร์มาเฉยๆ

            ดี.ซี. เธอควรจะไปจากที่นี่ซะชาร์ลอตกล่าวขึ้น เธอไม่ควรจะมาพัวพันกับเรื่องแบบนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่เธอคิดเลย นี่เป็นเรื่องระดับโลก

            ระดับโลก?ทั้ง ดี.ซี. และชาลีอุทานขึ้นพร้อมกัน ทั้งสองเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

            องค์กรนี้กำลังเคลื่อนไหวโลกอย่างเงียบๆ และมีพันธมิตรสนับสนุนเป็นถึงชาติมหาอำนาจใหญ่... ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน หรือแม้แต่สหภาพยุโรปก็ช่วยสนับสนุนอยู่!” เด็กสาวเล่าเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปมองที่ประตูด้านนอก จึงนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ ไว้จะค่อยอธิบายทีหลัง ดี.ซี. เธอมีเชือกมั้ย ฉันคิดว่าฉันน่าจะปีนได้...

            ชาลีส่ายหน้า พี่ไม่คิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้นน่ะสิ ฝ้าสูงสามเมตร แถมมีคนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่เรื่อยๆหน้าประตูนี่ มันยากที่จะไม่มีใครมองเห็นนะ

            เขาพูดจบก็ก้มหน้าอย่างสิ้นหวัง ชาร์ลอตนั่งมองประตูตรงหน้าอยู่เงียบๆ ดี.ซี. หันมองวิคเตอร์ที่กำลังนอนไม่ได้สติ ชายหนุ่มคิดหาวิธีในใจ เขาค้นหาเชือกในกระเป๋า โชคดีที่ยังมีเชือกยาวๆอยู่

            ก่อนที่ทุกคนจะได้คิดทำอะไรต่อ แน๊ทซ์ก็เดินเข้ามาในห้อง เขาทำท่าจะดึงตัวชาร์ลอตออกไปด้านนอก แม้เชือกที่มัดมือของชาร์ลอตจะทำให้เด็กสาวทำอะไรได้ไม่ถนัด แต่ที่สุดเธอก็ตัดสินใจยกแขนขึ้นประกบรัดคอของแน๊ทซ์อย่างรวดเร็ว

            ยะ... ยัยบ้านี่ อ่อก!” แน๊ทซ์พูดอย่างยากลำบาก ใบหน้าบิดเบี้ยวเนื่องจากขาดอากาศหายใจ เขาพยายามแกะมือเธอออกอย่างลนลาน ในจังหวะนี้เองที่เธอได้ตะโกนขึ้น

            พี่คะ รีบไปตามหาอเล็นเล่เร็ว... หนูจะจัดการตรงนี้เอง!”

            ไม่มีเวลาให้ลังเลแล้ว

            ได้!”

            ชาลีตัดสินใจวิ่งออกไปจากห้องทันที ข้างนอกเป็นทางยาวแคบๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยประตู ชายหนุ่มไม่มีเวลาคิดมากนัก เขารีบเปิดประตูที่ใกล้ที่สุดเข้าไป โชคดีที่ด้านในเป็นห้องแล็บที่ไม่มีคนอยู่

            เสียงครืดจากวิทยุดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของ ดี.ซี. เขาพูดเสียงคล้ายกำลังกระซิบ

            พวกเราอยู่ห้อง 1116 อเล็นเล่อยู่ห้อง 2610 คุณต้องวิ่งหาสักหน่อยนะ เพราะมันเรียงตามตัวเลข ดี.ซี. บอกกับเขาผ่านวิทยุ แล้วก็ระวังคนเห็นด้วยนะครับ ผมเตือนแล้วนะ

            เข้าใจแล้ว ขอบใจมากชาลีตอบกลับ เขาวิ่งหาต่อไป ตัวเลขไล่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทีละหลัก ห้องแล้วห้องเล่า... 1216 1316 1416...

            ระหว่างนั้นเอง เขาเห็นเงาคนมาจากทางเดินด้านซ้าย ชายหนุ่มรีบเปิดประตูเข้าไปในห้องที่ใกล้ที่สุดก่อนจะรีบปิดมันทันทีอย่างเบามือ

            ด้านในมีตู้ล็อกเกอร์อยู่เป็นแนวยาว ให้เดาคงจะเป็นห้องเก็บของส่วนตัวของพนักงาน ชาลีตัดสินใจเลือกตู้ริมในสุดที่ถูกเปิดทิ้งไว้ เขารีบเข้าไปแอบด้านใน เขาปิดประตูล็อกเกอร์ด้วยความหวางระแวง

            เขาเบิกตาโพลง เมื่อพบว่านักวิทยาศาสตร์สองคนนั้นได้เดินตามเข้ามาในห้องด้วย! คนแรกเปิดล็อกเกอร์อันใกล้ประตู ส่วนคนที่สอง...

            ไม่เอาน่า ขอให้ไม่ใช่ตู้นี้เถอะ!

            เคน ตู้ของฉันนี่มันหมายเลขอะไรนะนักวิทยาศาสตร์ที่ยืนลังเลอยู่ตรงหน้าตู้ที่ชาลีซ่อนอยู่กล่าวถามเพื่อนที่กำลังหาของในล็อกเกอร์ของตนเอง

            เจ้าบื้อ ก็ตู้นั้นน่ะแหละเพื่อนของเขาตอบเสียงกวนๆ ก่อนจะยกนิ้วขึ้นชี้ไปที่ตู้ด้านริมในสุด ผู้ถามเดินไปที่ล็อกเกอร์ของตนเอง เขาป้อนรหัส แต่ประตูก็ไม่ยักจะเปิดออก ชายหนุ่มยืนเกาหัวแกรกอย่างหัวเสีย เขาหันไปถามเพื่อนอีกครั้ง

            ฉันจำรหัสไม่ได้ นายพอจำได้ไหม

            ปัดโธ่ เมินๆตู้นี้ไปเถอะสหาย อย่ายุ่งกับมันเลยน่า!

            เอ้อ แปลกคน ของส่วนตัวทำไมไม่รู้จักจำ ไม่รอบคอบแบบนี้ไงถึงได้ทดลองพลาดอยู่บ่อยๆเคนตำหนิเขายกใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยอมเดินมาดูใกล้ๆ ไหน...มาฉันลองซิ

            ตาย ฉันตายแน่ๆ ไม่รอดชัวร์ สิ้นหวังแล้ว!

            ฉับพลันนั้นชาลีสังเกตว่าด้านในมีกองผ้าอยู่ด้วย ชายหนุ่มเกิดปิ๊งไอเดียดีๆที่จะซ่อนในกองผ้านี้ เขาก็ตัดสินใจทำมันด้วยความรวดเร็ว รีบเอาผ้ามากลบๆตัวให้เนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้

            เอ้า เปิดได้แล้ว...

            ขอบใจนะเคน

            นักวิทยาศาสตร์หนุ่มค้นหาของด้านใน ดูเหมือนเขาจะหาของไม่เจอ และดูจะมีโอกาสสูงมากที่เขาจะรื้อกองผ้านี้ออก ชาลีได้แต่เว้าวอนภาวนาในใจ เหงื่อกาฬไหลผุดขึ้นเต็มใบหน้าด้วยความหวาดเสียว

            ขอร้อง... ขอร้องล่ะ อย่า!

            เอ... มันอยู่ไหนนะนักวิทยาศาสตร์หนุ่มพยายามรื้อหาของในตู้ที่แสนจะรกรุงรัง เขารื้อผ้าออกทีละชิ้น... ทีละชิ้น ผ้าที่ปกคลุมปิดร่างของชาลีเริ่มเบาบางจนเขาเริ่มมองเห็นแสงจากข้างนอกบ้างแล้ว และนั่นก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มขนลุก ชาลีทำอะไรไม่ได้... นอกจากภาวนา

            ตู้รกเป็นบ้าเจ้าของตู้พูดขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่น่าเลย แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ฉันจะหาเจอกันล่ะ

            ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ขี้เกียจล่ะ พอจะหาก็เลยวุ่นวายแบบนี้ผู้เป็นเพื่อนของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มกล่าวตำหนิเขา ว่าแต่หาอะไรอยู่ล่ะ

            เสื้อกาวน์น่ะ ฉันว่าฉันเอาไว้ในนี้นะ

            ชาลีมองไปที่เสื้อที่เขานั่งทับอยู่ เพราะแสงจางๆจากข้างนอกทำให้ชายหนุ่มพอมองเห็นบ้าง และสิ่งที่เขาเห็นก็ทำให้ต้องขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งร่าง เขา... กำลังนั่งทับเสื้อกาวน์อยู่

            เสื้อกาวน์นี่หว่า ซวยแล้วตู!

            ได้เอาไปซักหรือเปล่า ฉันว่าบื้อๆแบบนายเนี่ย ต้องลืมแน่ๆ

            ไม่แน่นะเคน เฮ้อ ไว้ฉันจะค่อยมาหาใหม่ก็ได้นักวิทยาศาสตร์หนุ่มทอดถอนใจ เขาหันมามองที่เพื่อน ก่อนจะแบมือขอสิ่งของบางอย่าง นายพอจะมีให้ฉันยืมสักตัวไหม เดี๋ยวฉันคืนทีหลัง

            เอ้า เอาไปสิเคนหยิบเสื้อกาวน์จากตู้แล้วโยนให้ เขาชวนคุยไปพลางๆระหว่างแต่งตัว เฮ้ นายรู้รึเปล่าว่าพวกตัวใหญ่ๆเขาจับหนูทดลองที่หายไปตั้งร้อยปีครบแล้วน่ะ

            โอ้โห จริงเหรอ ไม่น่าเชื่อเลยเขาพูดพลางสวมเสื้อกาวน์ เรื่องมันนานมาแล้วนี่ แต่พอจำได้ว่าหายไปห้าคน คนที่เป็นผู้หญิงผมบลอนด์ๆนั่นถูกสั่งฆ่าไปแล้ว ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง แล้วก็อีกคนที่กลับมาที่นี่อีกครั้ง...

            อ๋อ คนนั้นแน๊ทซ์ไง หมอนั่นเก่งนะ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าอายุรุ่นทวดแล้ว ส่วนอีกสามคนก็เพิ่งจับมาได้หมาดๆเอง เห็นได้ข่าวว่าจะจับมาลองสะกดจิตดูนี่ อยากรู้เรื่องในจิตใต้สำนึกกันขนาดนั้นเลยเนอะ

            นักวิทยาศาสตร์หนุ่มพลิกข้อมือดูนาฬิกาก่อนจะพูดขึ้น ค่อยคุยเถอะเคน เดี๋ยวพวกเราจะไปประชุมสายนะ ท่านประธานจะเอ็ดเอา

            สามคน... ก็มีฉัน ชาร์ลอต และอเล็นเล่นี่หว่า!

            เพราะของในตู้ที่จัดไว้อย่างรกรุงรัง ทำให้บีกเกอร์ที่วางอยู่ตรงด้านบนตกลงมาใส่หัวของชาลี แล้วเด้งตกลงมาแตกกระจายที่พื้นเป็นจังหวะพอดี เสียงแก้วแตกดังลั่น

            เพล้ง!

            โอ๊ะ!” ชาลีเผลออุทานเสียงหลงออกไป และนั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์สองคนในห้องหันกลับมาอีกครั้ง ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความสงสัย

            เคนเอ่ยถามขึ้น เขาหันไปมองรอบๆอย่างไม่ไว้ใจ นายได้ยินเสียงใครร้องรึเปล่า

            คู่สนทนาเกาหัวแกรก ไม่แน่ใจแฮะ... ในห้องก็มีแค่พวกเรานี่

            ชาลีเริ่มลนลาน หากอยู่ที่นี่ต่อไปก็ต้องถูกพบแน่ๆ แต่ถ้ารีบออกไปตอนนี้ก็เสี่ยงเกินไป เขาพยายามจะนึกหาวิธีดีๆเพื่อออกไปจากที่นี่ ทว่านึกไม่ออกเลย ตอนนี้คงเหลือแค่ทางเลือกเดียว...

            คือลุย!



 

224 ความคิดเห็น

  1. #197 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2558 / 23:05
    ชาลีน่ารักมาก! ถึงจะอยู่ในความมืดมนหมดหนทางแต่นายก็ยังคงเป็นดั่งดวงตะวัน! <3
    #197
    0