คัดลอกลิงก์เเล้ว

ดินแดนแห่งสายรุ้ง

โดย B. Zeitgeist

สงครามนิวเคลียร์ที่ล้างโลกเปลี่ยนจิตใจผู้คนให้ดำมืด กลืนกินจนมองไม่เห็นแม้แต่สายรุ้ง ผู้ที่แข็งแรงโชคดีก็ได้อยู่ในเมือง หากแต่ผู้โชคร้ายอย่างวสันต์ล่ะ...เขาควรจะไปที่ไหน?

ยอดวิวรวม

111

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


111

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  26 เม.ย. 58 / 21:50 น.
ดินแดนแห่งสายรุ้ง | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

            เรื่องราวโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สาม...

            มนุษย์ไม่ได้สูญพันธุ์ แต่ล้มตายหายไปเหลือเพียงหนึ่งในสี่จากประวัติศาสตร์ปัจจุบัน

            ผู้ที่ปริมาณรังสีเกินกว่าที่ทางการกำหนด ห้ามเข้าเมือง และถูกปล่อยให้ตายข้างนอก...แน่นอนว่าข้างนอกนั้นเต็มไปด้วยโจร การแก่งแย่งอาหาร น้ำ และดินแดนที่อยู่อาศัยอย่างดุเดือด ราวกับว่าอารยธรรมมนุษย์นั้นได้สูญสิ้นไปกับการกระหายสงครามแล้ว

            หนึ่งชีวิตที่ดิ้นรนท่ามกลางโลกที่เหี่ยวแห้ง ความหวังที่ถูกกลืนกิน...

            กับสายรุ้งที่หายไป...

เนื้อเรื่อง อัปเดต 26 เม.ย. 58 / 21:50



          โลกเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้วสวยงามแค่ไหนกันนะ?

            ในม่านหมอกแห่งรัตติกาล กองไฟสีส้มแดงส่องสว่างท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง เสียงท้องร้องโครกครากดังเตือนว่าอาหารและน้ำไม่ได้ตกถึงท้องมาสามวันแล้ว  ชายหนุ่มวัยกลางคนกางแผนที่ออกมาวางแผนหาอาหาร เขาอยู่ตัวคนเดียว สภาพผมอันยุ่งเหยิงและหนวดเคราที่ไม่ได้โกนบ่งบอกถึงความยาวนานในการเดินทางได้ดี

            ไปทางทิศใต้ตามถนน...อีกหนึ่งวันก็จะถึงแล้วเขาพูดกับตัวเอง

            ชายหนุ่มมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาจำไม่ได้แล้วว่าดวงดาวบนนั้นสวยงามเพียงใด  นับจากที่เหล่าชาติมหาอำนาจทำสงครามนิวเคลียร์ในครั้งนั้น พื้นที่แทบทุกแห่งก็เต็มไปด้วยฝุ่นควันและกัมมันตรังสี เมืองที่หลงเหลืออยู่บ้างต่างพากันปิดกั้นไม่ให้ผู้ได้รับรังสีในปริมาณเกินกำหนดเข้าไป

            ยังมีผู้โชคร้ายเช่นเขาอีกมากมาย บางคนรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ต่างเข่นฆ่ากันเองเพื่อแย่งชิงเสบียงและถิ่นฐานอาศัย ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เขาต้องอยู่คนเดียว ออกเร่ร่อนประทังชีวิตไปเรื่อยๆ

            ชายหนุ่มนั่งข้างกองไฟจนรุ่งสาง เขานั่งเหม่อไปครู่หนึ่งก่อนจะหิ้วกระเป๋าเป้ที่ว่างเปล่าออกเดินทางต่อไปจนกระทั่งถึงเวลาประมาณเที่ยงวัน เขาก็ได้เห็นป้ายๆหนึ่งอยู่ตรงหน้า

 

ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ได้รับปริมาณรังสีในร่างกายสะสมเกินหนึ่งร้อยมิลลิซีเวิร์ตเข้า

 

            ใช่แล้ว ที่นี่คือหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บ้านเกิดของเขาเอง ในตอนเด็กเขามักจะไปเล่นน้ำที่ชายหาดอันเคยลือชื่ออยู่บ่อยครั้ง แต่ตอนนี้คงทำแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

            แก หยุดก่อนเสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อชายหนุ่มหันไปมองก็พบชายใส่ชุดทหารสองคนถือปืนอาก้าจ่อมาที่เขา

            ทิ้งกระเป๋าเป้แล้วยกมือขึ้นเดี๋ยวนี้ทหารสั่ง เขาทำตามโดยไม่ขัดขืน แล้วทหารทั้งสองก็ถือเครื่องไกเกอร์เคาน์เตอร์ฉายแสงส่องตัวเขา ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่านี่คือเครื่องรุ่นล่าสุด เพราะเขาไม่เคยเห็นไกเกอร์เคาน์เตอร์ที่ไหนมีวิธีการตรวจวัดแบบนี้มาก่อน

            แกเข้าไปไม่ได้ พวกเขาพูด ตัวเลขจำนวนสองร้อยห้าสิบหกมิลลิซีเวิร์ตบนจอแสดงให้เห็นถึงคำตอบที่ชัดเจน ให้เวลาสามสิบวินาที ออกไปจากตรงนี้ซะ หรือฉันจะเป่าหัวแก

            ชายหนุ่มถอนหายใจ หยิบกระเป๋าเป้แล้วเดินออกมาอย่างว่าง่าย อันที่จริงเขามีปืนพกอยู่ในเสื้อ แต่การฆ่าทหารยามสองคนไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก เขาจึงหลีกเลี่ยงแทน

            จนเดินออกมาได้ไกลพอควรแล้วชายหนุ่มก็พบกับหมู่บ้านร้าง กระท่อมหลังเก่าทรุดโทรมเรียงติดกันอยู่หกเจ็ดหลังท่ามกลางทะเลทราย  เขาเข้าไปสำรวจด้านในหวังจะหาอาหารกิน

            แต่โชคไม่เข้าข้าง เมื่อเขาพบกับชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งที่จู่ๆก็ปรากฏตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมจ่อปืนมาที่เขาในระยะประชิด

            กี่มิลลิซีเวิร์ตเขากล่าวถาม

            สองร้อยห้าสิบหกชายหนุ่มตอบทันควันแล้วล้วงปืนในเสื้อออกมาจ่อที่ฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

            บรรยากาศรอบข้างเงียบไปชั่วขณะก่อนที่ชายปริศนาคนนั้นจะค่อยๆลดปืนลง

            เดี๋ยวก่อน...อาวสันต์ใช่ไหมครับเขาถามอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อเพ่งพิจารณามองฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียด ผมเอง ลูกลุงอรัญไง!”

            งั้นเธอก็ต้องเป็น...เจตน์ ใช่ไหม?วสันต์พูด เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบทุกคนเป็นยังไงบ้าง

            ลุงอรัญและทุกคน...ตายหมดแล้วครับเจตน์ ตอบหน้าเศร้า เขาถอดหมวกออกซึ่งเผยให้เห็นใบหน้าและผิวที่ซีดเผือด ผมร่วงเป็นหย่อมๆ ปากที่แห้งเป็นขุยแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ดื่มน้ำมาหลายวันแล้ว

            งั้นเหรอ...ชายหนุ่มรู้สึกสะเทือนใจกับสิ่งที่เขาบอกเล่าให้อาฟังหน่อยได้ไหม

            เจตน์ผายมือให้วสันต์เดินเข้าไปหลบแดดในกระท่อม ทั้งสองนั่งลงที่พื้น เขาจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบก่อนจะเริ่มเล่าเรื่อง

            สามปีก่อน พวกกองโจรบุกปล้นค่ายของพวกเรา ทุกคนถูกฆ่าตายหมด...แต่ผมกับปู่รอดมาได้เขาเล่าพลางพ่นควันสีเทาออกมาจากจากปาก แววตาสีน้ำตาลหม่นสะท้อนความเศร้าในใจ แต่เพราะเราไม่มีเสบียงติดตัวปู่ก็เลยตายจากไป...หลังจากนั้นผมก็กินศพท่าน เพื่อเอาชีวิตรอด

            ชีวิตต้องดิ้นรนต่อไป อาเข้าใจนะ...วสันต์พยายามปลอบใจผู้เป็นหลานว่าแต่ทำไมเจตน์ไม่เข้าเมืองล่ะ

            แค่กๆ ผมมีปริมาณรังสีในร่างกายสะสมอยู่เกินสามพันมิลลิซีเวิร์ตแล้วเขาตอบและเริ่มไอ คิดว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหรอก...อ้วก!”

            เจตน์!”วสันต์รีบเอามือตบหลังเจตน์เบาๆ เมื่อเห็นเขาอาเจียนอย่างกระทันหัน

            แค่กๆ ดีเหลือเกินที่เมียของผมได้อยู่ในเมือง เธอคงสบายกว่าพวกเรามากเขาบอก ผมเคยได้ยินว่าในนั้นมีเรือนกระจกสำหรับเพาะปลูก มีการเลี้ยงสัตว์ แล้วก็ยังมีเครื่องที่สามารถเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืดได้ หากโชคดี เธออาจจะได้เห็นสายรุ้งในวันที่ฝนตกปรอยๆ

            สายรุ้ง!” เขาอุทาน ต้องเป็นที่ที่ไม่มีฝุ่นกับกัมมันตรังสีปนเปื้อนเท่านั้นไม่ใช่เหรอ...ถึงจะเห็นได้

            ใช่ ถึงในเมืองจะยังมีปนเปื้อนบ้าง แต่ก็ไม่น่ามากเกินพอที่จะบดบังมัน ผมหวังอย่างนั้น เขาตอบพลางยื่นมวนบุหรี่ให้วสันต์สูบบ้าง แล้วอาล่ะครับ เจออะไรมาบ้าง

            อาเดินทางคนเดียว...วสันต์พูดและพ่นควันสีเทาออกมาจากปาก โดนปล้นบ่อยมาก แต่โชคดีรอดตายมาได้ทุกครั้ง สงสัยพระที่ห้อยอยู่คงจะขลังน่ะ ฮ่าๆ

            ฮะๆเจตน์หัวเราะเล็กน้อย สีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก อาจเป็นเพราะป่วยจากรังสีที่สะสมในร่างกายมากเกินไป อาครับ ผมคงต้องขอตัวนอนก่อน ผมหิวน้ำ แล้วก็ปวดหัวจนทนไม่ไหวแล้ว...

            พักผ่อนให้สบายเถอะ เจตน์วสันต์บอกกับเขา เดี๋ยวอาขอไปสำรวจรอบๆก่อน

            เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วลองหมุนเปิดก๊อก น้ำที่ไหลออกมาทำให้วสันต์ดีใจมาก แม้ว่าอาจจะมีสารปนเปื้อน แต่ในวินาทีนี้ชายหนุ่มไม่สนใจอะไรแล้ว เขารีบเอาปากรองดื่มอย่างชื่นใจและนำขวดเปล่ามากรอกเก็บไว้

            เจตน์ ดูสิ! มาดื่มน้ำกันเถอะวสันต์เรียกหลานอย่างมีความสุข แต่กลับไม่มีเสียงใดๆตอบรับกลับมาเลย

            เจตน์?ชายหนุ่มเรียกซ้ำแล้วเดินไปปลุกใกล้ๆ แต่เขาก็ยังคงนอนนิ่งไม่ขยับ วสันต์จึงลองเอามืออังจมูกของเจตน์ ปรากฏว่าเขาไม่หายใจแล้ว...

            เจตน์! อาไม่ขำนะวสันต์พยายามตะโกนที่ข้างหูดังๆ ด้วยหวังว่านี่จะเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นเท่านั้น

            แต่ทว่า...ไร้ซึ่งการตอบสนองจากเจตน์ เขาไม่แม้แต่จะหายใจอีกต่อไปแล้ว

            ไม่จริง...เขาพูดอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

          เจตน์ตายแล้ว...

            การจากไปอย่างกะทันหันของหลานชายทำเอาวสันต์ปรับอารมณ์ไม่ถูก เขารู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างไม่แน่นอน ทุกๆอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ขนาดเพิ่งจะหัวเราะด้วยกันได้เพียงแค่ชั่วครู่ แต่จู่ๆก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

          เรามีชีวิตไปทำไมกัน? ในเมื่อรู้ว่าสักวันก็ต้องตายอยู่ดี

            อาจเป็นเพราะวสันต์ได้ผ่านอะไรมามากจนหัวใจด้านชา แม้แต่การตายจากไปของเจตน์ก็ไม่มีแม้น้ำตาสักหยดบนใบหน้าของวสันต์ ทั้งที่เขาเสียใจมากแท้ๆ ชายหนุ่มหยิบผ้าผืนเก่าสีมอๆที่เขาพกไว้มาปิดใบหน้าของหลานชาย

            หลับให้สบายนะ...เจตน์ เขาบอกกับร่างที่นอนไร้วิญญาณ

            ชายหนุ่มเดินไปสำรวจห้องครัว บนโต๊ะมีซองขนมแครกเกอร์ที่ยังไม่ได้แกะอยู่สองห่อ เขารีบเดินไปหยิบอย่างไม่ลังเล

            วสันต์แกะห่อขนมแล้วหยิบกินอย่างหิวโหย แม้วันเดือนปีที่ระบุเอาไว้บนซองจะหมดอายุไปหลายเดือนแล้วก็ตาม ส่วนแครกเกอร์อีกซองเขาเก็บเอาไว้ยามฉุกเฉิน เมื่อชายหนุ่มกินเสร็จแล้วก็ออกเดินทางต่อ

          ผมเดินทางไปทำไมกัน ในเมื่อไร้ซึ่งจุดหมาย

            ชายหนุ่มเฝ้าถามตัวเองอยู่บ่อยๆเขาเบื่อเหลือเกินกับการต้องทนเอาตัวรอดไปวันๆ อยู่เพื่อใคร เพื่ออะไรกันนะ?

            ระหว่างที่เขากำลังจะเดินออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ ฝนก็ค่อยๆตกลงมาท่ามกลางท้องฟ้าสีดำมืด วสันต์รีบเดินเข้าไปในกระท่อมหลังที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด อากาศแบบนี้เขาคงเดินทางต่อไม่ได้ เพราะหากเขาไม่เป็นหวัด ก็อาจจะติดกัมมันตภาพรังสีจากฝนดำแทน

            ชายหนุ่มเดินเข้ามาในกระท่อมก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นชายสองคนกำลังจับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมัด พวกเขาพยายามถอดชุดของเธอออกอย่างหื่นกระหาย ดูเหมือนชายทั้งสองจะยังไม่รู้ตัวว่ามีแขกไม่รับเชิญเข้ามาด้านในอีกคน

            ช่วยด้วยค่ะ ฮือๆ

          พวกคนชั่วช้า แม้แต่เด็กก็ไม่เว้น! เขาคิดในใจอย่างแค้นเคือง วสันต์เห็นแล้วทนไม่ได้จนต้องคว้าปืนในเสื้อขึ้นมายิงชายทั้งสองอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบจนทั้งคู่ตั้งตัวไม่ทัน

            ปัง ปัง!

            ด้วยความเจนประสบการณ์ กระสุนทั้งสองนัดยิงเข้าที่ศีรษะของทั้งสองพอดี พวกเขาล้มหงายหลังลงกับพื้นไม่เป็นท่า วสันต์รีบวิ่งไปหาเด็กหญิง

            ข-ขอบคุณค่ะ...แต่ว่าคุณเป็นคนดีหรือเปล่าคะ?เธอรีบเอ่ยปากถามก่อนพลางสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

            วสันต์เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตอบคำถาม

            ความดีกับความชั่ว วัดกันได้ด้วยเหรอแม่สาวน้อยเขาตอบ ของแบบนี้คงขึ้นอยู่กับจิตสำนึก แล้วก็วิจารณญาณของแต่ละคน แต่ลุงไม่ทำกับหนูแบบเจ้าชั่วสองคนนั้นแน่นอน

            ลุงฆ่าคน แต่ลุงเป็นคนดี...เด็กหญิงตัวน้อยพูดและพยายามคิดตามที่วสันต์บอก แววตาสดใสดูฉลาดว่องไว เพราะลุงช่วยหนูเอาไว้ ใช่ไหมคะ

            ฮ่าๆ ก็แล้วแต่หนูจะคิดล่ะชายหนุ่มหัวเราะอย่างชอบใจในความใสซื่อของเด็ก เขาลูบหัวเธอเบาๆด้วยความเอ็นดู ลุงชื่อวสันต์ แล้วหนูล่ะ

            หนูชื่ออคิราภ์ อายุแปดขวบค่ะ...เด็กหญิงแนะนำตัวอย่างร่าเริงตามประสา ดูเหมือนเธอจะลืมเรื่องเมื่อครู่ไปเสียแล้ว

            เด็กคงเปรียบเสมือนผ้าขาวอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ ใสซื่อและไร้เดียงสา หากแต่สังคมและผู้คนรอบข้างต่างหากที่เป็นผู้แต่งแต้มเติมสีลงไป วสันต์รู้สึกแปลกใจที่เห็นภาพวาดของอคิราภ์ที่ตกอยู่บนพื้น มันเป็นรูปสายรุ้งที่ถูกระบายบนกระดาษด้วยสีเทียน ภาพชายร่างสูงจูงมือเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ขอบๆภาพ น่าจะเป็นผู้ใหญ่คนสุดท้ายในครอบครัวและตัวเธอเอง...

            หนูเป็นคนวาดรูปนี้ใช่ไหม?เขาถาม

            ใช่ ค่ะ หนูเคยเห็นมันครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว คุณตาเคยเล่าให้ฟังว่าก่อนที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ โลกยังมีต้นไม้สีเขียวอยู่มากมาย ท้องฟ้าสว่างสดใส กลางคืนมีดาวระยิบระยับ การฆ่าคนถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายร้ายแรง ไม่เหมือนโลกที่เราอยู่กันทุกวันนี้เลยอคิราภ์ตอบแล้วท่านก็ยังบอกว่าวันไหนที่โชคดีจะได้เห็นสายรุ้งด้วยค่ะ

            น่าเสียดายนะ ที่เดี๋ยวนี้คงไม่มีอะไรแบบนั้นให้เห็นอีกแล้ว เฮ้อ...ชายหนุ่มพูดพลางถอนหายใจ

            มีสิคะ คุณตาบอกว่ามันคือดินแดนแห่งสายรุ้งเธอบอกกับชายหนุ่ม เขาร้องหือด้วยความประหลาดใจ มันคือดินแดนที่ยังไม่เคยมีมนุษย์คนไหนเข้าไป คุณตาบอกว่าที่นั่นสวยและงดงามมากๆค่ะ

            อืม...วสันต์นิ่งไปเล็กน้อย คุณตาของเธออาจปั้นเรื่องเป็นนิทานก่อนนอนให้หลานฟังเพื่อไม่ให้อคิราภ์ รู้สึกหดหู่กับโลกอันโหดร้ายใบนี้ก็เป็นได้ แต่ถ้านี่คือความจริงล่ะ...

            จะว่าไป ครอบครัวของเธอหายไปไหนเขาถามด้วยความสงสัย

            คุณตาเพิ่งเสียเมื่อเช้าค่ะ...เธอตอบหน้าเศร้า หนูไม่เคยเห็นหน้าพ่อกับแม่ แต่คุณตาบอกว่าพวกเขาอยู่ในเมือง

            ชายหนุ่มลูบหัวอคิราภ์เบาๆด้วยความเอ็นดู พลางคิดอะไรบางอย่างในใจ

          สายรุ้งเหรอ?

          เป้าหมายที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ก็ยังดีกว่าเดินทางโดยไร้ซึ่งจุดหมายไปวันๆ...

          เอ๊ะ...จะเรียกว่าเป็นไปไม่ได้ก็ยังไม่ถูกต้องนัก ยังไม่ได้ลองทำเลยนี่

            ในที่สุด วสันต์ก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาจะไม่มีทางอยู่อย่างไร้จุดหมายไปวันๆอีกแล้วเพราะบัดนี้ เขามีเป้าหมายใหม่...

 

อย่าเพียงแค่เอาตัวรอด แต่จงดำเนินชีวิตต่อไป

 

            นี่ แม่สาวน้อยชายหนุ่มเรียกอคิราภ์แล้วค่อยๆยื่นมือออกมา

            อะไรเหรอคะ? คุณลุงวสันต์

ไปสู่ดินแดนแห่งสายรุ้งด้วยกันไหม?

 

 

 

สาส์นจากผู้เขียน

            นี่เป็นเรื่องสั้นที่ส่งประกวดมติชนอะวอร์ดค่ะ ส่งไปปีที่แล้ว น่าเสียดายที่ไม่ติด แต่ผู้เขียนก็ถือว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ เคยว่าจะเขียนเป็นเรื่องยาว แต่ตอนนี้เอาที่เขียนๆอยู่ให้จบก่อนน่าจะดีกว่า

            ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ คอมเม้นท์แนะนำติชมได้เต็มที่เลยค่ะ

Besty





 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ B. Zeitgeist จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 พฤษภาคม 2558 / 23:03
    เห็นใช่ไม๊ว่าตอนนั้นกับตอนนี้ฝีมือบรรยายของเบสท์ตี้พัฒนาแค่ไหน ไม่นานได้เป็นนักเขียนที่มีผลงานน่าติดตามแน่นอน
    รับประกันเลย>_^
    #2
    0
  2. วันที่ 3 มีนาคม 2558 / 00:42
    ผมวิจารณ์ไม่เก่งนะครับ สำหรับเรื่องสั้นเรื่องนี้แค่คิดว่าตรงคำว่า อ้วก อ่านแล้วมันขัดยังไงไม่รู้
    มันน่าจะใช้เสียงแทนหรือเปล่าไม่แน่ใจ ส่วนเนื้อเรื่องอ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจใช้ชีวิตต่อไปดีครับ
    สู้ๆนะครับ พัฒนาเรื่องสั้นของตัวเองต่อไปด้วยกัน ^^
    #1
    1
    • 3 มีนาคม 2558 / 01:07
      อ๊ะ ขอบคุณมากๆค่ะ รู้สึกทะแม่งๆจุดนั้นเหมือนกัน แต่ว่าไม่รู้จะแก้ยังไง คงต้องค่อยๆดู แฮะๆ
      สู้ๆเช่นกันนะคะท่านเลซี่ //ไม่รู้ชื่อ ๕๕๕๕
      #1-1