[Fic Haikyuu!!] 10 reasons why Oikawa Tooru likes to peek Kageyama Tobio (OiKage)

ตอนที่ 2 : ➵ Reason 2 : Your eyes (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 582
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    9 มี.ค. 60

Reason 2 : Your eyes

เขาว่ากันว่า 'ดวงตา' เป็นหน้าต่างของ 'หัวใจ'

 


ทุกอย่างเริ่มต้นจากที่อารมณ์ความรู้สึกจากภายในจิตใจ จากนั้นก็จะถูกส่งผ่านไปทางกล้ามเนื้อทั้งหมดในใบหน้ารวมถึงแววตา แล้วดวงตายังสามารถบอกได้ถึงความสนใจของคนๆ นั้นได้อีกด้วย


โออิคาวะชอบที่จะอ่านทางคนรอบข้าง


บางทีอาจเป็นเพราะเขาเล่นเป็นตำแหน่งเซ็ตเตอร์เขาถึงต้องคอยสังเกตุคนรอบข้างอยู่เสมอทั้งคนในทีมและผู้เล่นฝั่งตรงข้าม นั้นจึงทำให้เขาอ่านเกมส์ออกและยังรู้ด้วยอีกว่าคนรอบข้างมีจุดอ่อนอะไรหรือมีความรู้สึกแบบไหนที่สื่อผ่านออกมาจากแววตา ดังนั้นเวลาที่โออิคาวะสนทนากับใครก็จะสบตาคุยด้วยทุกครั้ง

 


"ทุกคนวันนี้มีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้ทราบ" เสียงของอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมพูดขึ้นหลังจากที่โค้ชพึ่งเรียกให้สมาชิกทุกคนมานั่งรวมเพื่อฟังเรื่องสำคัญที่ว่า โออิคาวะอ้าปากหาวอย่างเบื่อๆ... ถึงเขาจะเป็นกัปตันก็เหอะแต่ก็ใช่ว่าจะต้องทำตัวเป็นหัวหน้าชมรมแสดงสปิริตให้ใครเห็นตลอดเวลาเสียหน่อย


"เรื่องนี้ทางพวกอาจารย์กับผู้อำนวยการได้มีการประชุมปรึกษากันบ้างแล้วเกี่ยวกับกิจกรรมชมรม... ผู้อำนวยการลงความเห็นว่าควรปรับเปลี่ยนแผนเล็กน้อยเพื่อให้นักเรียนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียน..." โออิคาวะเลิกคิ้ว... เรื่องเรียนสำหรับไม่ใช่ปัญหาซักเท่าไหร่ถึงคะแนนวิชาบางตัวจะไม่ค่อยดีแต่อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยสอบตกละกันน่ะ (ถึงเขาจะเคยคาบเส้นในวิชาที่ไม่ถนัดก็ตาม)


"ดังนั้นผู้อำนวยการจึงตั้งกฎว่าในการสอบที่จะถึงอีกไม่กี่สัปดาห์นี้” พอทุกคนได้ยินคำว่าการสอบต่างคนต่างก็เริ่มเลิ่กลั่ก ก็นะ... พวกเด็กชมรมกีฬาส่วนใหญ่ก็ทุ่มกับการฝึกจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแม้แต่ทบทวนบทเรียน โออิคาวะก็เช่นกันปกติเขาเป็นพวกอ่านหนังสือก่อนสอบไม่กี่วันแบบโต้รุ่ง


“นักเรียนคนใดที่สอบตกวิชาใดวิชาหนึ่งจะถูกสั่งห้ามทำกิจกรรมชมรมเป็นระยะเวลาสองเดือนเพื่อให้นักเรียนไปเรียนเสริมในตอนเย็นแทน"


ห้ามทำกิจกรรมชมรม


เรียนเสริมสองเดือน....


แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับตกนรกซักเท่าไหร่


โออิคาวะเริ่มวิตกบ้างแต่ก็ไม่เท่ากับคนอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะวิญญาณหลุดออกจากร่างไม่กำลังกู่ร้องต้องการอิสรภาพ ที่น่ากังวลคือถ้าหากพวกสมาชิกตัวจริงแบบเขาดันต้องไปเรียนเสริมก็อดได้แข่งกับอุชิวากะจังสิ!


“อิวะจัง!” เขาหันไปทางอิวะอิสึมิที่อยู่ข้างๆ “ติววิชาประวัติศาสตร์ให้ฉันเหอะนะ!


วิชาที่โออิคาวะเกลียดที่สุดคือวิชาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เหตุผลก็ง่ายๆ มันคือวิชาที่ต้องอาศัยความจำ เขาที่เอาเวลาไปซ้อมวอลเล่ย์บอลจะมีเวลาที่ไหนมานั่งจำประวัติศาสตร์ชาติตัวเองต่างจากอิวะอิสึมิที่เรียนวิชานี้ได้ดี


“เรื่องสิ” และนี้คือคำตอบของอิวะอิสึมิ ฮาจิเมะ


“โธ่! อิวะจัง”


“อ้าวๆ เลิกโวยวายกันได้แล้ว เอาเป็นว่าพวกเธอก็ตั้งใจเรียนกันในคาบและทบทวนบทเรียนละกัน นี้ก็ถึงเวลาเลิกซ้อมแล้วรีบๆ กลับบ้านเหอะ” โค้ชรีบพูดตัดเสียงทุกคนที่โวยวายกันยกใหญ่โออิคาวะลุกขึ้นยืนตั้งใจจะไปเก็บของแล้วรีบกลับบ้านตามที่โค้ชบอก


“เฮ้ย คาเงยามะกลับบ้านได้แล้ว จะนั่งแบบนั้นอีกนานไหม”


โออิคาวะหันไปมองทันทีที่ได้ยินโดยไม่รู้ตัว


เอาอีกแล้ว.. นี้เราจะหันไปมองแค่ได้ยินชื่อโทบิโอะจังทำไมเนี่ย!


“คินดะอิจินายก็ด้วย พวกนายจะวิญญาณหลุดไปถึงไหนฮะ” เป็นเสียงคุนิมิเองที่ดังขึ้นเขามองตามก็พบว่าคาเงยามะกับคินดะอิจิกำลังนั่งสภาพวิญญาณหลุดอยู่


โทบิโอะจังก็เรียนไม่ค่อยเก่งสินะ... หึๆๆ


โออิคาวะหัวเราะในใจพลางมองภาพที่พวกเด็กปีหนึ่งสามคนพูดถกเถียงกัน เขามองคาเงยามะที่กำลังทำสีหน้าเป็นกังวล แล้วจู่ๆ ดวงตาสีฟ้าของเด็กหนุ่มก็มองสบตามาที่เขาโดยบังเอิญ....


โออิคาวะสะดุ้งเล็กน้อยทันทีที่สบตา


แต่คาเงยามะเป็นฝ่ายที่หันหน้าหนีก่อน นั้นทำให้เขาขมวดคิ้ว


            อะไรล่ะนั้น.... เด็กนั้นหลบตาเขางั้นเหรอ แต่ว่าเมื่อกี๊...


            ทำไมจู่ๆ ก็คิดว่าตาของโทบิโอะจังดูน่าดึงดูดแปลกๆ นะ...


            “เฮ้ย ไอเวรคาวะ” เสียงของเพื่อนสนิทดังขึ้นทำให้โออิคาวะรู้สึกตัว “มองคาเงยามะอีกแล้วนะ”


            “ฉันรู้ตัวน่าอิวะจัง!” ก็ให้ทำไงได้เล่า.... ในเมื่อ...


            ในเมื่อดวงตาของโทบิโอะมันดึงดูดเขาซะขนาดนั้น!


            “จะว่าไปคาเงยามะกับคินดะอิจินี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสินะ ถ้าปีหนึ่งโดนเรียนเสริมขึ้นมานี้น่าเสียดายเลยนะเนี่ย นานๆ ทีเราถึงจะได้ไปกันขนาดนั้น” โออิคาวะเลิกคิ้วขึ้น “หมายความว่าไงอิวะจัง ไปไหนเหรอ?


            “ลืมแล้วหรือไงไอเวรคาวะ ก็ปีนี้ตอนปิดเทอมเราจะได้ไปค่ายฝึกทะเลไงเล่า เป็นกัปตันภาษาอะไรวะเนี่ย”


            โออิคาวะอ้าปากร้อง ปีนี้โค้ชได้จัดค่ายฝึกที่ทะเลโดยมีเป้าหมายให้พวกเขาคลายเครียดและได้พักผ่อนไปพร้อมกับรับมือการฝึกสุดหินหนึ่งอาทิตย์


            “ไม่ได้ลืมซักหน่อยน่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรียนเสริมล่ะอิวะจัง”


            อิวะอิสึมิกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย


            “ก็เรียนเสริมสองเดือนน่ะ มันรวมถึงตอนปิดเทอมด้วยไง ถ้าใครที่สอบตกก็อดไปค่ายฝึกที่ทะเลด้วยฉันถึงบอกว่าน่าเสียดายไงเล่า”


            อา... แต่ถ้าโทบิโอะจังโดนเรียนเสริมล่ะก็คงจะดีไม่ใช่น้อยนะ อืมๆ... เด็กนั้นจะได้ไม่ต้องฝึกจนนำหน้าเซ็ตเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่แบบโออิคาวะคนนี้


            “อีกอย่าง....” เพื่อนสนิทผมดำพูดเสียงเบาคล้ายกระซิบ “ถ้าคาเงยามะไม่ได้ไปทะเลกัปตันของเราก็คงจะเหี่ยวเฉาเพราะไม่มีเด็กปีหนึ่งให้แอบมองล่ะนะ”


            โอเค... เขาขอถอนความคิดที่เขาพึ่งคิดเมื่อกี๊


            “อิวะจัง...”


            “ฮะ เฮ้ยย จะลากฉันไปไหน”


            “นี้พวกปีหนึ่งน่ะ” โออิคาวะเดินดึงแขนลากคนผมดำให้เดินตามมาด้วยอย่างงงๆ กลุ่มเด็กปีหนึ่งที่ยังยืนคุยกันอยู่ก็แสดงสีหน้าสงสัยไม่ใช่น้อย


            “สนใจให้พวกรุ่นพี่สามติวให้ไหมเอ่ย?

 

 

 

 

 


 

            นั้นเป็นสาเหตุว่าทำไมอิวะอิสึมิถึงต้องมานั่งทำหน้าบูดในห้องของโออิคาวะทั้งๆ วันนี้เป็นวันหยุด


            พวกเด็กปีหนึ่งต่างก็มองเขาอย่างเกรงใจ...


            ให้ตายสิโว้ย! ไอเวรคาวะนี้! ถ้าอยากทำก็ทำไปคนเดียวสิโว้ยจะลากเขามาทำแพะอะไร แทนที่จะได้อ่านหนังสือในห้องเงียบๆ คนเดียว ไอ้หมอนี้มันไม่คิดจะถามเขาเลยเหรอไงวะ?!


            อิวะอิสึมิรู้สึกอยากเอาสันพจนานุกรมเล่มหนามาสับหัวเพื่อนเวรคนนี้จริงๆ


            “...ถ้าเป็นความรู้ตอนปีหนึ่งก็พอช่วยได้อยู่ล่ะนะ พวกนายไม่ถนัดวิชาไหนกันบ้างล่ะ” อิวะอิสึมิพูดโพ่งขึ้นมาหลังจากที่ทั้งห้องเงียบมานาน


"ของผมไม่มีปัญหามากเท่าไหร่ครับ" คุนิมิพูดขึ้นตอบเป็นคนแรก ถ้าพูดถึงผลการเรียนของคุนิมิก็คงจะดีสุดในบรรดาสามคนนี้ดังนั้นเรื่องเรียนจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา ที่มาก็เพราะแค่ปฏิเสธคำชวนกึ่งบังคับของโออิคาวะนี้แหล่ะ


"ส่วนผมก็...คงเป็นพวกประวัติศาสตร์กับสังคมน่ะครับที่อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจซักนิด" คินดะอิจิยีหัวตัวเองอย่างท้อใจ โออิคาวะมองทรงผมของคินดะอิจิด้วยความรู้สึกพูดไม่ถูกเท่าไหร่... ดูสุดยอดจังแฮะหัวผักกาดนี้น่ะ


"เอ่อ...ของผม... คณิตกับอังกฤษ-"


"เหๆ อะไรเนี่ยโทบิโอะจัง" ไม่ทันที่คาเงยามะจะพูดจบก็โดนขัด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร "ปกติคนเขาจะเก่งวิชานี้วิชาใดวิชานึงนี้นา แต่นี้โทบิโอะจังเล่นไม่เก่งทั้งสองตัวเลยน้า~"


พอได้ทีโออิคาวะก็เริ่มพูดจาแขวะทำเอาคาเงยามะกัดฟันแต่ไม่มีคำพูดใดมาเถียงได้ "แกน่ะหยุดเลยโออิคาวะ... ถ้างั้นฉันจะติวให้คินดะอิจิกับคุนิมิเอง ส่วนนายก็ติวคาเงยามะไปละกันนะ พ่อคนเก่ง"


"ห...หา?! ทำไมฉันต้องสอนเจ้าเด็กนี้ด้วยล่ะอิวะจัง!


เป็นคนพูดเองแท้ๆ ว่าจะติวให้ไม่ใช่หรือไงเล่า... อิวะอิสึมิคิดในใจ


“คินดะอิจิไม่ได้ประวัติศาสตร์ใช่ไหมล่ะ ฉันจะติวให้เอง นายเก่งคณิตไม่ใช่หรือไงล่ะส่วนอังกฤษนายก็ได้คะแนนดีอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรนี้ คุนิมิก็มาให้ฉันติวด้วยละกันนะ” คุนิมิพนักหน้ารับเป็นคำตอบว่าตกลง


“ต...แต่...”


“เอาเป็นว่าตามนี้ เดี๋ยวพวกฉันจะลงไปติวกันข้างล่างจะได้ไม่รบกวนสมาธิ” อิวะอิสึมิพูดตัดสินใจเองเสร็จสรรพก่อนจะหันไปบอกคินดะอิจิกับคุนิมิให้เก็บของแล้วตามเขาไปข้างล่าง


และในห้องก็เหลือแค่สองคน...


“ไม่เป็นอะไรหรอกครับ”


จู่ๆ คาเงยามะก็โพล่งขึ้นมา โออิคาวะขมวดคิ้วเชิงไม่เข้าใจ


 “ถ้าโออิคาวะซังไม่อยากติวให้ผมก็ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวผมจะลองอ่านเองดูแล้วถ้ามีตรงไหนที่ไม่เข้าใจผมจะถามครับ อีกอย่างโออิคาวะคงรู้สึกลำบากใจถ้าให้มาสอนผมน่ะ”


ไม่ได้ลำบากใจซักหน่อย! โออิคาวะพูดเถียงในใจ... เขาก็แค่รู้สึกทำตัวไม่ถูก...แค่นั้นเองนะ


“ใครบอกกันล่ะโทบิโอะจัง ฉันไม่ได้ลำบากใจซักหน่อย” คนผมสีเปลือกไม้เผลอพูดตอบแบบน้ำเสียงเชิงน้อยใจ “แล้วมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจบ้างล่ะ?


“เอ่อ...ก็นี้ครับ” เด็กหนุ่มคว้าหนังสือในกระเป๋าก่อนจะยื่นมันมาให้โออิคาวะ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนไล่อ่านตัวอักษรที่อยู่บนหน้ากระดาษหนังสือ “สมการน่ะนะ?


“ใช่ครับ...” คาเงยามะตอบเสียงเบาก่อนจะหลบตาโออิคาวะ


หลบตา.... หลบตาอีกแล้ว


โออิคาวะจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด


“เข้าใจแล้ว... ถ้างั้นเริ่มจากข้อนี้ละกันนะ....”

 

 

 

 


พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการติวหนังสือ กว่าจะรู้ตัวกันอีกทีก็พบว่าเริ่มเย็นแล้วแต่โออิคาวะก็พึ่งจะสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้คาเงยามะจบ คินดะอิจิ คุนิมิ กับอิวะอิสึมิที่ติวกันเสร็จแล้วก็ขอตัวกลับก่อน ความจริงแล้วคาเงยามะก็ไม่ใช่ว่าจะหัวไม่ดีหรืออะไรแต่แค่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับเนื้อหาโจทย์ที่ซับซ้อนนานกว่าคนอื่นเท่านั้น โออิคาวะคลี่ยิ้มเมื่อนึกถึงใบหน้าของเด็กผมดำที่ขมวดคิ้วพันกันเป็นเลขแปดตอนเห็นโจทย์ที่ยากๆ ตอนนี้เขากำลังนั่งมองหน้าอีกฝ่ายที่กำลังพยายามคิดคำตอบโจทย์วิชาอังกฤษ


อย่างที่คิดจริงๆ นั้นแหล่ะ.... ดวงตาของเจ้าเด็กนี้...สวยชะมัด


เขามองดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่กำลังฉายแววความหงุดหงิดปนไว้อยู่... ดูท่าจะทำโจทย์ข้อนี้ไม่ได้สินะ มันเหมือนกับว่าพอเขาเห็นดวงตาอีกฝ่ายแล้วมีความรู้สึกที่เหมือนแม่เหล็ก... เหมือนถูกดึงดูดให้เขาจับจ้องจนละสายตาไม่ได้


นี้สินะเหตุผลอีกข้อที่ทำให้เขาชอบมองโทบิโอะ


“โออิคาวะซัง.... จะมองผมอีกนานไหมครับ”


โออิคาวะซังสะดุ้ง เผลอมองนานไปหน่อยสินะ เขายิ้มแห้งๆ ก่อนจะปั้นหน้าเป็นปกติเหมือนเดิม “ไม่มีอะไรหรอกน่าโทบิโอะจัง ฉันก็แค่ชอบมองเวลาที่โทบิโอะจังทำหน้าเครียดๆ นี้ มันตลกดี ฮึๆ”


โออิคาวะหัวเราะในลำคอก่อนจะพบว่าคาเงยามะเบ้ปากแล้วก้มหน้าลงทำโจทย์ต่อ


“แล้วทำไมโทบิโอะจังต้องหลบตาฉันด้วยล่ะ?


“....” คนอายุน้อยกว่าเพียงแต่ชำเลืองสายตาขึ้นมามองอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาทีแต่ไม่ตอบอะไร โออิคาวพยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดไว้ เขาไม่อยากให้เกิดอาการโกรธหน้ามืดตามัวจนเผลอทำร้ายรุ่นน้องคนนี้อีกเป็นครั้งที่สองเสียเท่าไหร่


“หืม... ทำไมไม่ตอบล่ะโทบิโอะจัง”


“ผมกำลังทำโจทย์อยู่ครับ โออิคาวะซัง” แค่ฟังจากเสียงก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่อยากพูดเรื่องนี้ แต่มีเหรอที่โออิคาวะ โทโอรุจะยอมง่ายๆ...


ถึงนายจะไม่อยากตอบแต่ฉันก็จะทำให้ตอบให้ได้แหล่ะน่า โทบิโอจัง˜


“ฉันก็เห็นว่านายทำโจทย์อยู่ แต่ตอบคำถามก่อนสิ” โออิคาวะคลี่ยิ้มกว้าง... เขารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อยที่ได้กวนประสาทรุ่นน้องแสนน่ารักคนนี้... และดูเหมือนคาเงยามะจะทนกับการก่อกวนของคนเป็นรุ่นพี่ไม่ไหวจนเงยหน้าขึ้นมาสบตาตรงๆ ในที่สุด... “ผมต้องการสมาธิครับ โออิคาวะซังช่วยเงียบๆ หน่อยเหอะครับ”


“ตายจริง นี้โทบิโอะจังกำลังบอกให้ฉันหยุดถามงั้นเหรอ ไม่อยากตอบว่าทำไมถึงต้องหลบตาฉันขนาดนั้นเชียวเหรอ?” โออิคาวะถามเสียงกวนอารมณ์ คาเงยามะหลบสายตาให้เป็นคำตอบ


“”รู้ไหมโทบิโอะจัง...” คนผมสีเปลือกไม้เอ่ยเสียงเรียบ 


“ถ้านายไม่ยอมบอก... ฉันก็ไม่มีทางรู้หรอกนะ”


ภายในห้องเงียบสงัด...


พวกเขานั่งนิ่ง เหมือนกับว่ากำลังเล่นเกมที่หากใครเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อนจะถือว่าแพ้


และผู้แพ้คือโทบิโอะ...


“ผม....” คาเงยามะค่อยๆ เอ่ยขึ้นช้าๆ... “ผมคิดว่าผมทำตัวไม่ถูก...”


โออิคาวะไม่ได้พูดอะไร เขานั่งเงียบๆ ให้อีกฝ่ายพูดต่อ “ผมรู้สึกสับสน... กับคำพูดที่คุณพูดเมื่อตอนนั้น...”


 

อยู่ๆ ก็มาตีตัวออกห่างจากฉันน่ะ ฉันไม่ชอบนะโทบิโอะจัง

 


            “ผมไม่เข้าใจครับ...”


            คาเงยามะเอ่ยจบก็นั่งนิ่งหลบตาโออิคาวะ สิ่งที่เขาอยากพูดก็มีเพียงแค่นี้แหล่ะ...คาเงยามะเข้าใจมาตลอดว่ารุ่นพี่เกลียดเขา แต่กลับมาบอกว่าไม่ได้เกลียดแล้วยังพูดอีกว่าไม่ชอบให้ตัวออกห่าง เป็นใครก็ต้องสับสนสิ....


            มันทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกประหม่าเวลาอยู่กับอีกฝ่าย....


            “ฉันก็หมายความแบบที่พูดนั้นแหล่ะ...โทบิโอะจัง” โออิคาวะพูดยืนยัน “ฉันไม่ได้เกลียดโทบิโอะจังนะ”


            “แต่ว่า....” คางเยามะตั้งใจจะพูดบ้างแต่โออิคาวะก็ยกมือขึ้นชูเป็นนัยว่าให้รอเขาพูดให้จบก่อน


            “แล้วฉันก็ไม่ชอบให้โทบิโอะทำเป็นไม่สนใจฉัน....ไม่ชอบที่มาทำหลบตาใส่ด้วย”


คาเงยามะไม่แน่ใจว่าตัวเองควรพูดอะไร เขารู้เพียงแค่หน้าของเขารู้สึกร้อนผ่าว รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะจนเขาทำอะไรไม่ถูก หลายครั้งที่เขาพยายามเข้าหาอีกฝ่ายแต่ได้รับการปฏิเสธมาตลอดแท้ๆ


โออิคาวะรู้ตัวดี... มันเหมือนว่าเขาชินกับการที่มีรุ่นน้องเดินตามต้อยๆ พอสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้วถึงได้เห็นค่า...


มันไม่สายไปใช่หรือเปล่า...


ที่เขาจะให้ความสำคัญกับนายน่ะ โทบิโอะจัง...


 

“ผ...ผมว่าทำโจทย์ต่อเถอะครั-...”


“โจทย์น่ะช่างมันก่อนน่าโทบิโอะจัง...”


ใบหน้าของพวกเขาก็อยู่ห่างกันไม่กี่เซนต์... เขามองเข้าไปในดวงตาสีน้ำทะเลที่ยอมหันมาสบตากับเขาตรงๆ ราวกับว่าพอเขาสบตาดวงตานั้นมันเหมือนเขาถูกมนต์สะกดจริงๆ นั้นแหล่ะ


...ชอบจริงๆ เขาชอบที่สายตาคู่นี้มองมาที่เขา...


...อยากให้มองมาที่เขาคนเดียว...


โออิคาวะปล่อยให้ร่างกายขยับไปตามที่ต้องการ มือหนาเลื่อนไปรั้งใบหน้าอีกคนเข้ามาใกล้ ประกบริมฝีปาก...


เขาตัดสินใจเพียงแค่สัมผัสมันเพียงเท่านั้น...


คาเงยามะใช้หลังมือปิดปากตัวเองทันทีที่อีกฝ่ายผละตัวออกไป หน้าของเขาที่ร้อนผ่าวอยู่แล้วยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่ แก้มขึ้นสีแดงเหมือนลูกมะเขือเทศ เด็กหนุ่มตกใจจนพูดอะไรไม่ถูก หัวใจเต้นเร็วและแรงจนเหมือนระเบิดเวลา


“ค...คุณ...” คนอายุน้อยกว่าพูดเสียงอู้อี้ โออิคาวะมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม...


อา.... ให้ตายสิ รู้สึกว่าเขาจะเสพติดกับการแกล้งโทบิโอะจริงๆ


“ถ้าหลบตาฉัน หรือทำไมไม่สนใจฉันอีกล่ะก็นะ โทบิโอะจัง....”


คาเงยามะกลืนน้ำลาย...


“ฉันจะลงโทษแบบนี้อีก แล้วจะไม่ใช่แค่แตะด้วย”


คาเงยามะคิดว่าตัวเองกำลังระเบิด...

 


“แล้วทีนี้...จะติวกันต่อไหมเอ่ย โท-บิ-โอะ-จัง˜”


TBC


ก็... ขอบคุณสำหรับคนที่รอนะคะ

ใช้เวลาในการแต่งตอนนี้นานมาก รู้สึกตันไม่รู้จะบรรยายออกมาแบบไหนดี

ผลที่ได้คือออกมาเมาๆ แบบนี้แหล่ะค่า ต้องฟังเพลงบิ้วท์อารมณ์ประกอบเลยทีเดียวค่ะ

ตอนนี้ไรท์ปิดเทอมแล้วก็จะพยายามมาต่อให้ไวกว่านี้นะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ !

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. #7 Sundae (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มีนาคม 2560 / 01:23
    ว้ากกกกกกกก คือมันดีมากจริงๆค่าาาา โออิคาวะอย่าแกล้งน้องมากสิ555
    #7
    0
  2. #6 pun_7226 (@pun_7226) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 21:11
    รุกไป รุกไป รุกไป โทรุ!!!!55555
    #6
    0
  3. #5 Unikitty (@taylor22) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 15:48
    รีบมาต่อน้าาา อยากอ่านใจจิขาดแย้วว เป็นกำลังใจให้จ้าาา
    #5
    0