Legends of Time รัตติกาลในเงามืด

ตอนที่ 4 : story 3 เข้าเฝ้าราชาแดนมนุษย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ส.ค. 58

3

 

       ช่างเป็นเช้าวันใหม่ที่สดใส ...และน่ารำคาญสิ้นดี

 

       เสียงเอะอะร้องสรรเสริญยินดีให้กับว่าที่ราชินีพระองค์ใหม่ดังก้องไปทั่วเมือง ประชาชนมากมายต่างเดินทางมารวมแสดงความยินดีอยู่ภายนอกปราสาทไม่หยุดหย่อน โดยภายในนั้นวังนั้นจะมีเหล่าตัวแทนสำคัญจากเมืองและแดนต่างๆมาร่วมมอบของขวัญแสดงความยินดีโดยต้องต่อแถวรอคิวในการเข้าไปมอบของขวัญต่อหน้าพระพักตร์องค์ราชา

 

       ซึ่งข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น...

 

       ที่ข้ามายืนรอเข้าคิวรอมอบของขวัญอยู่ในปราสาทได้ยังไงนะหรือ เพราะเจ้าหัวหน้าคาราวานจิตเสื่อม เอ๊ย หัวหน้าคาราวานซอราสที่มายื่นข้อเสนอกับข้าเมื่อเช้าเรื่องที่เขาจะนำข้าเป็นหนึ่งในตัวแทนมอบเครื่องบรรณนาการแสดงความยินดีให้กับการแต่งงานของเจ้าชายและเจ้าหญิงเอลฟ์ต่อหน้าพระพักตร์องค์ราชา เพื่อเป็นการโดยแลกกับการที่เขาจะให้ความช่วยเหลืองานของข้าระหว่างนี้ให้

 

       และที่ข้าเข้ามาในที่นี้โดยสวัสดิ์ภาพโดยไม่หลงนั้นก็เพราะหัวหน้าคาราวานนั้นแหละ น่าจะมีคนบอกเรื่องโรคประจำตัวข้ากับเจ้านั้นถึงได้อุสาถ่อมารับถึงหน้าห้องในตอนเช้าเพื่ออาสาไปส่งพร้อมกับอธิบายข้อตกลง แต่ใครมันจะไปคิดละว่าต้องรอคิวนานเป็นร้อยคิวแบบนี้! รู้แต่แรกให้ตายข้าก็ไม่มาหรอก! น่าเบื่อจะตาย!!

 

       นี่ริส คิวของเราอีกนานไหมอ่ะ ลืมบอกตัวแทนที่มาด้วยกันกับข้ามีริสกับหญิงสาวร่างเล็กที่ข้าไม่คุ้นหน้าอีกคนหนึ่ง และดูเหมือนหลังจากเมื่อวานริสก็ไม่ได้มีท่าทีไม่ชอบใจข้าอีกและดูเคารพข้าในระดับหนึ่งด้วยซ้ำ เจ้าหัวหน้าคาราวานชื่ออะไรสักอย่างนั้นคงไปพูดอะไรจนสามารถคุมลูกน้องได้ ก็ดีเหมือนกันข้าจะได้ทำงานง่ายๆหน่อย

 

       เราคิวเข้าเฝ้าลำดับที่107 ตอนนี้อยู่ที่คิว 98 ครับท่าน อีกไม่กี่คิวสินะ แต่ละคิวก็ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีคงพอได้ละมั้ง

 

       งั้นเดี๋ยวข้ามา ไปห้องน้ำแปบข้าพูดธุระสำคัญ แล้วรีบหันเดินไปตามทางยาวด้านข้าง

 

       รับทราบครับ แต่ทางที่ท่านไปนั้นมันทางออกนะครับ ห้องน้ำเลี้ยวซ้ายตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายอีกที หากลืมก็ถามทหารไม่ก็นางกำนันดูนะครับ

 

       “...รู้น่า ข้าไม่ใช่เด็กซะหน่อยข้ารีบเดินจ้ำเท้าไปด้านซ้ายตามที่ริสบอก ใครจะอยู่นานให้อับอายเล่า คนยืนแถวนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ แน่ะ ข้าเห็นนะว่าแอบหัวเราะกัน!

 

       เดินมาได้สักพักรอบด้านข้าก็มีแค่ทางเดินทอดยาวปูด้วยพรมแดงประดับแจกันรูปวาดเป็นระยะ เมื่อเดินสักพักก็เจอทางให้เลี้ยวสองทาง รู้สึกริสมันจะบอกว่าทาง...ไหนนะ?

 

       จู่ๆสายลมอ่อนโยนก็พัดผ่านไปด้านขวาทำให้ข้าต้องหันมองตาม ด้านขวาข้านั้นเป็นสวนขนาดใหญ่มีต้นไม้น้อยใหญ่จัดเรียงรายเป็นระเบียบดอกไม้นานาพันธ์ต่างผลิดอกส่งกลิ่นหอมอ่อนๆมาตามสายลมทำให้ข้าต้องเดินเลี้ยวไปพิงกำแพงหลบมุมดู ไม่ใช่เพราะพิศวาสดอกไม้หรือธรรมชาติอันรื่นรมย์ แต่เป็นเพราะหลังต้นไม้สูงใหญ่นั้นมี บางอย่างอยู่นะสิ

 

       บางอย่างที่ข้าเห็นแม้จะไกลถึงสิบเมตรแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรสำหรับข้า หลังต้นไม้ใหญ่นั้นเป็นร่างของชายหญิงคู่หนึ่งยืนพูดคุยกันอยู่ แต่เรื่องสำคัญอะไรถึงต้องคุยในที่ลับตาคนขนาดนั้น ชุดที่ฝ่ายชายสวมใส่นั้นเป็นเครื่องแบบไม่ต่างอะไรจากขุนนางชั้นสูงสีขาวประดับยศแม้จะอยู่ในเงามืดความสง่างามก็ส่องประกายออกมาอย่างเห็นได้ชัด ส่วนฝ่ายหญิงนั้นสวมเพียงชุดสาวใช้สีดำสลับขาวใส่ที่คาดผมคล้ายเมดน่าจะเป็นสาวใช้ภายในวัง

 

       ว่าแต่สาวใช้กับขุนนางชั้นสูงมาทำอะไรในหลบซ่อนๆตรงนี้กันนะ หรือเขาจะมาปั่นจิ๋งหรี่จับกบจับแมวกันแถวนี้

 

        ขณะคิดอะไรเพลินๆฝ่ายชายที่ดูสูงศักดิ์ก็เชิดคางสาวใช้ข้างกายพร้อมกับโน้มหน้าลงไปใกล้ริมฝีปากของหญิงสาว แต่ในวินาทีที่ริมฝีปากใกล้จะแตะกันนั้นกลับถูกมือบางของสาวใช้เอื้อมมาปิดปากชายหนุ่มได้ทันพร้อมหันหน้าหนีเล็กน้อย ทั้งสองพูดคุยอะไรกันสักอย่างก่อนฝ่ายหญิงจะเดินหนีไปอีกทางทำให้ฝ่ายชายสูงศักดิ์ได้แต่มองตามจนลับตาก่อนจะเดินไปทางตรงข้ามกัน

 

       “หืม?...นั้นมัน

 

      ...ชั่วพริบตาเดียวที่ข้าเห็นสายตาของสาวใช้ที่เดินไปจนเกือบลับตาหันมามองตรงจุดที่ข้ายืน

 

       ตุบ!

 

       เสียงของหล่นดังไม่ไกลตัวทำให้ข้าเหล่ไปมองด้านข้างอย่างไม่ตื่นตกใจ เพราะจับสัมผัสได้ก่อนแล้วแต่ไม่ได้ใส่ใจ เจ้าของเสียงที่ว่าคือหญิงสาวในชุดสาวใช้ซึ่งต่างจากชุดสาวใช้เมื่อครู่คาดว่าน่าจะเป็นสาวใช้ที่ติดตามขุนนางมาจากแดนอื่น หญิงสาวปิดปากมองภาพเบื้องเมื่อครู่อย่างตื่นตกใจ ถ้าจากมุมมองของนางน่าจะเห็นว่าชายหญิงทั้งสองกำลัง...จูบกันใต้ร่มไม้ใหญ่เป็นแน่

 

       ข้า...ชักได้กลิ่นของเรื่องชวนปวดหัว ...รีบเผ่นก่อนดีกว่า

 

       เดี๋ยวก่อน! เจ้านะ!”

 

       ก้าวขาไม่ทันครึ่งก้าว แม่คุณจะสังเกตเห็นข้าเร็วไปแล้ววว อุสาหลบหลังเสายังจะสังเกตเห็นอีก ให้ตายเถอะ!

 

       เสียงเดินเข้ามาใกล้คาดว่านางจะมาคาดคั้นกับภาพที่เห็นเมื่อสักครู่กับข้าที่ยังคงไม่หันกลับไปตามเสียงเรียก

 

       ข้ารีบดึงกระชับผ้าคลุมหัวให้ปิดลงมามากที่สุด จังหวะเดียวกันกับสาวใช้นางนั้นเดินวนมาด้านหน้าข้าพอดี

 

       “เจ้านะ เห็นภาพเมื่อครู่นี้ด้วยใช่ไหม

 

       “เห็นอะไรรึ ถ้าต้นไม้ใบหญ้าละก็...ข้าเห็นเต็มไปหมด” ข้าเอียงตัวผายมือไปด้านหลังที่เป็นสวนประกอบ

 

       ไม่ใช่! ข้าหมายถึง ...เอ่อสาวใช้ตรงหน้าข้าทำอึกอักราวกับไม่กล้าที่จะพูด ทำให้ข้าเพิ่งได้ลอบสังเกตอีกฝ่ายสูงเพียงแค่ไหล่ข้าจึงทำให้เห็นใบหูเรียวยาวโผล่พ้นเส้นผมบ่งบอกความไม่ใช่มนุษย์อย่างชัดเจน ...น่าจะเป็นเผ่าเอลฟ์ หมายถึงภาพเจ้าชายไคราฟที่ทำบัดสีกับสาวใช้กลางวันแสกๆต่างหาก!”

 

       “เจ้าชายไคราฟ?” คุ้นๆชื่อแฮะ เหมือนเคยได้ยินที่ไหน...

 

       ใช่ เจ้าชายไคราฟที่ทรงหมั้นหมายกับเจ้าหญิงเรริน่าแห่งแดนเอลฟ์ของพวกข้ายังไงละสาวใช้ตรงหน้าข้าพูดอย่างภาคภูมิ ก่อนจะเปลี่ยนอารมณ์ตรงข้ามแทบจะในทันที สาวใช้ขมวดคิ้วกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อทำให้ข้าที่ประสาทรับรู้ดีเกินไปนั้นถึงกับได้กลิ่นเลือดจางๆ กำลังจะอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง...แท้ๆ กลับมาทำเรื่องบัดสีไร้ยางอายกับหญิงชั้นต่ำ นี่มันหยามเกียรติเจ้าหญิงกันชัดๆ

 

       เผ่าเอลฟ์จริงด้วยแต่ดูต่างจากเอลฟ์ที่ข้าเคยเห็น น่าผิดหวังชะมัด... หญิงชั้นต่ำ? ก็ไม่ต่างจากว่าตัวเองนี่ ก็คนใช้เหมือนกัน

 

       “เจ้า!!” แม้เผ่าเอลฟ์จะขึ้นชื่อในความงดงามอย่างเป็นธรรมชาติและนิสัยรักสงบ แต่ยามนี้สาวใช้ตรงหน้าข้านั้นกลับมีใบหน้าขึ้นสีอย่างโกรธเกรี้ยวไม่ต่างอะไรจากมนุษย์

 

       ข้าก็พูดความจริง ทำไมต้องโวยวายส่งเสียงน่ารำคาญรบกวนประสาทหูข้าด้วยฟร่ะหรือไม่จริง?”

 

       “ฮึ! ถึงข้าจะเป็นคนใช้ แต่ก็เป็นคนใช้ประจำส่วนพระองค์ของเจ้าหญิงเรริน่าละกัน สาวใช้เชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจกับฐานะตนที่สูงกว่าคนใช้ธรรมดา

 

       แล้วมันต่างจากคนใช้ปกติตรงไหน มีคำเรียวยาวๆไว้อวดหรูกว่าแล้วไม่ต้องทำงานปัดกวาดเช็ดถูใช้รึไง มีความสุขกับอะไรเล็กน้อยโดยการได้รับใช้นายเพียงหนึ่งแต่ก็เป็นคนใช้เหมือนเดิมแบบนี้ก็พอแล้วงั้นหรือ? จะว่ามักน้อย หรือยังไงดีละเนี่ย

 

       เอาเถอะๆ จะพอใจชอบใจอะไรก็เรื่องของเจ้า เสียเวลามามากข้าไปละข้ากล่าวพร้อมกลับหันเดินไปทางที่จากมา

 

       เดี๋ยวสิ! เจ้าต้องไปเป็นพยานยืนยันความจริงที่ข้าเห็นเมื่อครู่กับองค์หญิงก่อนสาวใช้ของเจ้าหญิงเอลฟ์ไม่ยอมแพ้ดึงแขนรั้งข้าไม่ให้ไปไหน แถมทำท่าจะจูงพาไปหาเจ้าหญิงอะไรของเจ้าตัวอีก

 

       น่ารำคาญจริง” ข้าพูดเสียงเบาอย่างไม่ชอบใจ ไม่ทันที่สาวใช้จะได้จะหันมาถาม ข้าก็จัดการใช้สันมือฟาดหลังคออีกฝ่ายด้วยความรวดเร็วในชั่วพริบตา ร่างบางทรุดลงกับพื้นโดยที่ข้าไม่แยแสจะรับก่อนจะก้าวเดินจากไปตามเดิม

 

       จะไปไหนดีละเนี่ย... ไหนๆก็ไม่มีไรน่าสนุกแล้วกลับเลยละกัน

 

       ความจริงที่ออกมาข้าไม่ได้มาเข้าห้องน้ำหรอกนะ เพียงแต่หาข้ออ้างออกมาจากสถานที่น่าอึดอัดที่มีแต่พวกแข่งกันอวดบรรมีอำนาจของแต่ละคน ไม่ก็พวกประจบสอพอหวังลาภยศหรือประโยชน์ในอนาคต

 

      ...น่าสะอิดสะเอียนสิ้นดี

 

       ชิบละ... ซวยแล้ว มัวแต่คิดเพลินเดินหลงมาอยู่ที่ไหนแล้ววะเนี่ย!! เดินไปทางไหนก็เจอแต่ทางแยก จะมีทำไมเยอะแยะฟร่ะ! จะสร้างเป็นเขาวงกตเล่นยามว่างตามประสาคนรวยรึไง! ซ้ายทาง ขวาทาง หน้าหลังก็อีกทาง...ตรูจะไปทางไหนดีละเนี่ย หรือพังมันทิ้งเป็นทางตรงไปเรื่อยๆเลยดีเผื่อจะโผล่ไปออกข้างนอกแล้วค่อยวกกลับมาใหม่? 

 

       “เอ่อ...ไม่ทราบว่าท่านมาทำอะไรที่นี่คะ?”

 

       ขณะที่ยกมือเตรียมจะลงมือถล่มกำแพงให้ราบเพื่อหาทางออก เสียงผู้หญิงดังขึ้นข้างหลังซะก่อน

 

       เมื่อได้หันไปมองก็พบกับหญิงสาวเสื้อแขนตุ๊กตาสีเทากระโปรงฟูยาวถึงเข่าสีเดียวกันมีผ้ากันเปื้อนสีขาวประดับระบายลูกไม้คาดเอวซึ่งน่าจะเป็นชุดของพวกสาวใช้ในปราสาทนี้ดูไม่ต่างอะไรจากชุดเมดที่ข้าเคยเห็นที่แดนมนุษย์โลกหนึ่ง

 

       จะว่าไปผู้หญิงตรงหน้าก็หน้าคุ้นๆ...เหมือนเคยเห็นที่ไหน...

 

       พอดีข้าหลงทางนะข้ามือที่ยกเตรียมจะพังกำแพงเปลี่ยนมาเกาแก้มแก้อายกับโรคประจำตัวแม้คนตรงหน้าจะมองไม่เห็นใบหน้าข้าก็ตาม ไหนๆก็หาทางกลับไม่ได้อยู่แล้วให้นางช่วยนำทางกลับดีกว่า วานเจ้าช่วยพาข้ากลับไปจุดรวมผู้ที่รอคิวมอบของบรรณนาการได้ไหมพวกเพื่อนข้าอยู่ที่นั้นนะ

 

       “คิก คิก ได้สิเจ้าคะ สาวใช้ปิดปากหัวเราะกับท่าทางแปลกๆก่อนจะรับคำ

 

       นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องให้นำทาง ข้าคงจับยัยนี่ฝั่งกำแพงเป็นประติมากรรมฝาผนังเป็นแน่ กล้ามากที่มาหัวเราะข้า! ไม่เคยเห็นผู้ใหญ่หลงทางรึไง! ใครมันตั้งบทบัญญัติว่าต้องมีแต่เด็กที่หลงทางได้กันฟร่ะ!!

 

       เชิญทางนี้เลยค่ะนางผายมือไปด้านหน้าก่อนจะเดินนำไปก่อนซึ่งข้าก็เดินตามไปติดๆ โดยรั้งเดินอยู่ด้านข้างทิ้งช่วงห่างจากคนหน้าประมาณสามก้าว

 

       ระหว่างทางที่เดินนอกจากความเงียบมีเพียงเสียงฝีเท้าที่ย้ำเดินเป็นจังหวะของบุคคลทั้งสอง ข้าที่เดินตามหลังไม่มีอะไรทำเลยลอบสังเกตคนนำแทนฆ่าเวลา หญิงสาวผู้นำทางน่าจะอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีอยู่ในวัยแรกรุ่น เรือนผมสีนิลยาวถึงกลางหลังมัดรวบสูงติดด้วยโบว์สีฟ้าประดับทับทิมตรงกลางโบว์ ดวงตากลมสีเดียวกันแฝงแววตาอ่อนโยนตลอดเวลา ใบหน้าหวานแบบธรรมชาติแต่ไม่โดดเด่นชวนคุ้นตาราวกับเคยพบเห็น ทำเอาข้าที่ได้พยายามนึก ...แต่เท่าไรก็นึกไม่ออก เลยได้แต่ถอดใจ

 

       สงสัยคงเคยเดินสวนกันเลยรู้สึกคุ้นตาละมั้ง ช่างมันเลิกคิดดีกว่าข้ายีหัวนอกฮู้ดตัวเองพลางไล่ความคิด ขาทั้งสองที่เผลอหยุดเดินทำให้หญิงสาวที่นำทางที่เมื่อไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลังจึงหันหลังมามองพลางถามด้วยความสงสัย

 

       ท่านคะ? เป็นอะไรรึเปล่า

 

       “ห๊ะ? อ้อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร

 

       “งั้นหรือคะ งั้นข้านำทางมาเพียงเท่านี้ เพียงผ่านประตูบานใหญ่บานนี้ก็ถึงแล้วเจ้าค่ะสาวใช้ยิ้มให้ก่อนจะค่อมศรีษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงลาก่อนเดินจากไป

 

        ระหว่างก้าวเดินไปที่ประตูใหญ่สูงสามเมตรก็สังเกตเห็นลวดลายสีทองมากมายบนขอบประตูที่เด่นที่สุดคงเป็นตรารูปพระอาทิตย์บนขอบประตูบนเท่าศีรษะคน เท่าที่สังเกตเห็นตรารูปพระอาทิตย์นั้นมีแทบทุกจุดในวังเลย สงสัยคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างตราประจำราชวงค์อะไรพวกนี้ละมั้ง

 

       “ท่านเดเนฟทางนี้ครับ! พวกเราขนของเข้าไปได้เลยขาที่เพิ่งก้าวพ้นขอบประตูก็ได้ยินเสียงริสมาแต่ไกลจากที่ไหนสักจุดในหมู่ผู้คนมากมายที่ใส่ชุดหรูหราต่อคิวเข้าแถวรอเข้าประตูใหญ่สูงห้าเมตรกว้างขนาดพอขนเกวียนสามคันผ่านพร้อมกันได้สบาย

 

       แต่เมื่อลองสังเกตดีๆก็พบบุคคลหนึ่งหน้าคุ้นตายกไม้ยกมือโบกขึ้นสูงอยู่แถวหน้าสุดของคิวมองมาตรงจดที่ข้ายืนอยู่ ด้านหลังคนผู้นั้นมีชายอีกสามคนกำลังขนของโดยมีหญิงสาวร่างเล็กคอยดูแลจัดการข้าจึงเดินเข้าไปหาทันที

 

       “ท่านโชคดีไปที่มาทันเวลา มันถึงคิวของพวกเราพอดีริสพูดอย่างโล่งอกขณะกลุ่มของพวกเราเดินผ่านประตูบานใหญ่เข้ามาเรียบร้อยตรงหน้านั้นปรากฏเป็นทางเดินทอดยาวปูพื้นด้วยพรมแดงโดยมีทหารสองนายเดินนำทางให้

 

       จริงดิ? โทษที พอดี...รู้สึกทำใจยากที่จะพูด อนาถตัวเองชะมัด...ถึงแม้มันจะเป็นความจริงที่แก้ไม่เคยหายก็เถอะ...พอดีหลงนิดหน่อย

 

       “ก็ถือว่าโชคดีไปนะครับที่กลับมาได้ทัน ที่จริงท่านหัวหน้าให้ตามติดท่านทุกฝีก้าวด้วยซ้ำ เขาบอกท่านมีโรคหลงทิศขั้นปรมาจาร์ยยังอาย แต่ข้าว่าคงไม่มีใครหลงทิศร้ายแรงขนาดนั้นหรอก ขนาดเด็กสามขวบยังจำทางกลับบ้านตัวเองได้เลย ข้าว่าท่านหัวหน้าก็พูดเวอร์เกินไป

 

       “เหอๆ” ความรู้สึกจุกอกเมื่อโดนเปรียบนี่มันแทบกระอัก อยากจะบอกมันเหลือเกินว่าถ้ามันรู้ความจริงว่าที่หัวหน้ามันเตือนไม่มีความเกินจริงสักนิดจะทำหน้ายังไงหว่า ขืนบอกไปเสียภาพพจณ์หมด ไม่บอกดีกว่า จุ๊ๆ แล้วข้าต้องทำอะไรบ้าง?”

 

       อันนี้ข้าก็ไม่ทราบครับ ท่านน่าจะลองถามหัวหน้าเองริสพูดพลางอ่านเนื้อหาในกระดาษเสียงเบาที่ข้าแอบเห็นว่ามันคือสคิปบทพูดต่อหน้าองค์ราชา

 

       “แล้วแล้วเจ้าโรคจิ...อะแฮ่ม! หัวหน้าเจ้าไปไหน ไม่มาด้วยกันรึ?”

 

       “ท่านกิลวาฟส์บอกจะล่วงหน้ามารอที่ประตูทางเข้านะครับริสหันมองรอบด้านเผื่อจะเจอบุคคลที่กำลังพูดถึง...แต่ข้ายังไม่เห็นแม้เงาของท่านหัวหน้าหลังจากมาส่งพวกเราเมื่อเช้าเลยครับ

 

       เลิกคุยได้แล้ว พวกทหารบอกผ่านประตูใหญ่ข้างหน้าไปก็เข้าห้องโถงพบองค์ราชาแล้ว สำรวมหน่อยหญิงสาวร่างเล็กเพียงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยเตือนคล้ายตำนิ

 

       รู้แล้วน่า ชิ!”ริสตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ ดูท่าทางทั้งคู่คงไม่ถูกกันเท่าไหร่แต่ให้มาด้วยกันแบบนี้เจ้าหัวหน้าคาราวานคิดอะไรของมันกัน

 

       ข้าเลื่อนสายตาไปสนใจทางด้านหน้าเมื่อทั้งคณะหยุดเดิน ปรากฏเป็นประตูบานใหญ่เปิดพอให้คนห้าคนเดินผ่านเปิดอ้าทิ้งไว้ราวกับเป็นนัยเชิญชวนให้เข้าไป บานประตูสลักลวดลายวิจริตงามตาสีขาวฝังอัญมณีหลากสีทรงกลมประดับไว้โดยเหนือบานประตูมีตรารูปทรงพระอาทิตย์อันงดงามเช่นเดียวกับบานประตูอื่นๆ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือภายในประตูเบื้องหน้าที่เปิดอยู่นั้นข้ากลับไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดภายในห้องได้นอกจากความมืดและไอสีดำขมุกขมัวลอยออกมาอย่างน่าพรั่นพรึง

 

       เขตแดน? ห้วงมิติ? ภาพมายา? ...หรือแค่กลุ่มควันธรรมดากันแน่?

 

       ในหัวข้าตีรวนครุ่งคิดอย่างหาได้ยากยิ่งที่ข้าจะคิดอะไรในหนักสมองเพื่อวิเคราะห์ว่าตรงหน้านั้นคล้ายกับสิ่งใดที่ข้าเคยพบเห็นมาก่อนบ้างหรือเปล่า แต่แค่ดูคงไม่รู้คงต้องลองเข้าไปทดสอบกับตัว เผื่อบางสิ่งเบื้องหน้าข้าอาจจะเป็นอะไรที่ข้าไม่รู้จักหรืออาจจะลืมเลือนไป... จากความรู้สึกมันดูจะไม่อันตราย ...แต่ก็ไม่น่าเข้าใกล้อยู่ดี

 

       น่าแปลก ทหารเฝ้าประตูหายไปไหน?” หนึ่งในทหารที่นำทางเอ่ยอย่างสงสัย ว่าทหารที่ควรเฝ้าหน้าประตูตลอดเวลานั้นหายไปไหน “พวกเจ้ารอตรงนี้อย่าไปไหนเด็ดขาด พวกข้าจะเข้าไปสำรวจก่อน

 

       “แค่กๆๆๆ

 

       ยังไม่ทันที่พวกทหารจะได้ก้าวเดินไปเสียงไอจำนวนมากจากภายในห้องกลับดังขึ้นเสียก่อนฟังจากเสียงคาดว่าน่าจะมีผู้คนอยู่ในนั้นไม่ต่ำกว่าสิบชีวิต ทหารสองนายที่ตอนแรกว่าจะเข้าไปเช็คข้างภายในห้องถึงกับลังเล

 

       แต่ก่อนจะมีใครได้ทำอะไรสายลมหอบใหญ่คล้ายพายุลูกย่อมได้พัดดูดกลืนกลุ่มควันสีดำจนมันบีบตัวเป็นรูปทรงกลมขนาดเล็กเท่าลูกแก้วส่องประกายเงาแวววาบลอยกลางอากาศหน้าประตู ในวินาทีถัดมาได้ปรากฏชายร่างสูงในชุดคลุมสีดำขลิบทองสวมฮู้ดปกปิดตัวตนเฉกเช่นเดียวกับข้าเดินออกมาจากในห้องด้วยฝีเท้าเบาเสียยิ่งกว่าเสียงขนนกร่วงหล่นจนข้าอดเผลอมองอย่าสนใจไม่ได้ ร่างสูงยื่นมือไปเก็บลูกแก้วสีดำที่ลอยอยู่แล้วนำมันใส่หีบขนาดเล็กที่ถือมาด้วย มันมีขนาดเท่าฝ่ามือกล่องสีแดงสลักลวดลายอาคมผนึกทอแสงจางๆ ก่อนร่างนั้นจะเดินกลับเข้าไปภายในห้องโดยไม่ชายตาแลพวกข้าที่ยืนหัวโด่อยู่แม้เพียงเสี้ยวเดียว

 

       “เจ้านั้นเป็นใครกันถึงกับทำราวกับพวกข้าไม่มีตัวตน!”ริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดจนแทบอยากจะกระโจนใส่ ไม่ต่างอะไรจากหญิงสาวร่างเล็กข้างกายที่ดูจะหงุดหงิดไม่ต่างกัน เพียงแต่ไม่ค่อยแสดงออกมาเท่านั้น

 

       หากเป็นข้ายามปกติคงหมั้นไส้เสียจนอยากจนกวาดให้เหี้ยนไปแล้ว แต่คิดอีกที...ข้าไม่ได้รู้จักกับมันทำไมต้องเปลืองแรงแถมเสียเวลา? เก็บแรงไว้ทำภารกิจให้ลุล่วงแล้ววางแผนเที่ยวต่อยังจะสุขขีซะกว่า

      

       “ไม่ชอบใจแค่ไหนก็อย่าได้หาเรื่องบุคคลผู้นั้นเชียว นั้นคือเทรลาเบียเลขาคนสนิทของราชาปีศาจฝีมือสูงจนพวกเจ้าไม่อาจต่อกรได้เสียงคุ้นหูดังมาจากทางแยกด้านซ้าย รอยยิ้มคุ้นเคยจนฝ่าเท้าข้ากระตุกไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหัวหน้ากองคาราวานซอราส

 

       ท่านหัวหน้า! ไปอยู่ที่ไหนมากันครับ นึกว่าท่านจะไม่มาด้วยซะแล้วริสพูดเชิงตำนิเล็กน้อย สงสัยถ้าไม่ติดว่านั้นคือหัวหน้าเจ้าริสมันคงสวดด่ายับเป็นแน่

 

       โทษทีๆ พอดีข้าแวะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานนะ

 

       พวกท่านเตรียมพร้อมหรือยัง ได้เวลาเข้าเฝ้าองค์ราชาแล้วทหารนายหนึ่งที่นำทางมาพูดเป็นเชิงเร่งเมื่อได้คุยกับทหารอีกสองนายที่ออกมาจากภายในประตูห้องโถง

 

       พวกเจ้าทำตามที่ข้าเคยสั่งไว้ ส่วนท่านเดเนฟ...หัวหน้าคาราววานสั่งงานลูกน้องเสร็จก็เลื่อนดวงตาสีลาเวนเดอร์มามองข้าด้วยแววตาจริงจังก่อนจะกล่าวต่อ ท่านต้องการเพียงแค่มาชม เพราะงั้นโปรดอยู่ข้างหลังพวกข้าเงียบๆก็พอครับ

 

       “เอาตามที่เจ้าว่าละกัน ไม่อยากมีปัญหามากนักที่นี่ไม่ใช่ถิ่นคุ้นเคยข้าจึงรับคำโดยง่ายงานข้าจะได้ง่ายตาม ก่อนจะเดินมากระซิบข้างหูอีกฝ่ายกับประโยคถัดมา ข้าไม่ชอบพิธีรีตอง ปฏิบัติกับข้าอย่างสหายก็พอ

 

        ทั้งคณะเดินผ่านประตูบานใหญ่ไปโดยมีข้ากับเจ้าหัวหน้าคาราวานรั้งปิดท้ายเหตุเพราะข้าไม่อยากเป็นจุดสนใจ ส่วนไอ้ข้างๆที่ควรนำแถวแต่ไม่รู้สาเหตุอะไรถึงมาเดินข้างข้า แถมไม่รู้ทำไมถึงหน้าแดงหอบหายใจเหล่ตามามองข้าราวกับหลงใหลเทิดทูนทุก10วิ พาลทำเอาเส้นอารมณ์ข้าแทบขาดจนอยากจะกระชากมันลากไปฝังเป็นเนื้อเดียวกับกำแพงแล้วยกเสาปูนมาโบกทับบี้ติดดิน เสียแต่ว่าข้าต้องทำตัวไม่ให้เป็นจุดสนใจ เลยได้แต่ส่งสายตาอำมหิตสื่อข้อความทางสายตาว่า หยุดการกระทำน่าขยะแขยงซะถ้ายังไม่อยากรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ชั่วชีวิตนี้เจ้าไม่อยากนึกถึงมัน มันถึงได้หยุดแล้วทำตัวลีปก้มหน้าตัวสั่นรีบสาวเท้าก้าวนำไปอย่างรวดเร็ว

 

       เมื่อไร้สิ่งเกะกะสายตาข้าเลยได้โอกาสแอบลอบมองภายในห้องโถงของดินแดนมนุษย์อย่างสนใจ ที่ต้องแอบมองก็เพราะต้องทำเนียนเดินหลังตรงอย่างมีมาดไม่วอกแวกเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ แค่สวมชุดคลุมปิดหน้าปิดตาคงดูไร้มารยาทในการเข้าเฝ้าองค์ราชามากพอแล้วละ

 

        ห้องโถงนั้นยิ่งใหญ่อลังกาลสมกับเป็นห้องโถงราชวังอาณาจักแห่งเดียวในแดนมนุษย์ ความกว้างของมันคาดว่าน่าจะสามารถบรรจุคนได้สักหลายร้อยคน มีเสาขนาดสิบคนโอบสีงาช้างหลายต้นเป็นฐานคอยค้ำจุน ตามผนังสูงมีหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ทรงครึ่งวงกลมทำให้มีแสงเล็ดลอดผ่านมาได้ โคมไฟระยางขนาดใหญ่สีเงินติดอยู่เหนือหัวกึ่งกลางเพดารสูง พื้นปูด้วยพรมแดงเลือดนกยาวเหยียดจากประตูใหญ่ไปจรดถึงบันลังก์ที่ตั้งตระหง่าอยู่ต่างระดับกับพื้น โดยมีบุคคลจำนวนหนึ่งนั่งเฝ้ามองการมาอยู่

 

       ทั้งขบวนห้าชีวิตหยุดเดินทำให้ข้าที่เดินตามหลังสุดต้องหยุดตาม

 

       “ถวายบังคมฝ่าบาท ข้านำกองคาราวานซอราสมาเข้าเฝ้าพ่ะยะทหารผู้นำทางคุกเข่ารายงาน องค์ราชาปัดมือไปด้านหน้าเป็นเชิงให้ทหารผู้นำทางออกไป

 

       เมื่อไร้ทหารผู้นำทาง หัวหน้าคาราวานก็ก้าวเดินเข้าไปอีกสามก้าว ก่อนจะหยุดลงก่อนจะคุกเข่าซ้ายลงชันเข่าขวาพร้อมก้มหัวทำความเคารพให้บุคคลบนบันลังก์เบื้องหน้าดั่งที่ทหารรายงานเมื่อครู่ได้ทำ

 

       “ถวายบังคมฝ่าบาท ขอให้ทรงมีพระชนม์ยิ่งยืนนาน

 

       เมื่อหัวหน้าเริ่มพวกลูกน้องก็ทำตามโดยทันทีซึ่งข้าก็พอรู้เลยทำตามได้ทัน เพียงแต่ไม่เอ่ยพูดออกมาก็เท่านั้น

 

       ถวายบังคมฝ่าบาท ขอให้ทรงมีพระชนม์ยิ่งยืนนาน!!”

 

       “ลุกขึ้นเถิด องค์ราชาแดนมนุษย์กล่าวด้วยด้วยทรงอำนาจ ภายนอกนั้นดูมากด้วยอายุแต่ไม่อาจบดบังความสง่างามที่แผ่ออกมาพร้อมความหน้าเกรงขามของกษัตริย์ใหญ่แห่งแดนมนุษย์ไปได้  หากใครรู้ว่าหัวหน้ากองคาราวานผู้ยิ่งใหญ่แสนโด่งดังเปี่ยมไปด้วยสินค้าหายากมากมายจนไม่อาจนึกถึงจากแดนต่างๆ แม้ขบวนเดินทางราวกับภูติพรายแสนลึกลับตามตัวจับยาก จนได้สมยานามพ่อค้ามายามาก้มหัวให้ข้าใครเขาคงครหาข้าได้ ทั้งที่ครั้งหนึ่งท่านเคยช่วยเหลือดินแดนเราจากวิกฤตเป็นพระคุณต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์เรามากแท้ๆ

 

       “ขอบพระทัยฝ่าบาทหัวหน้าคาราวานลุกขึ้นทำให้ทั้งกลุ่มต่างลุกขึ้นตามพร้อมความเงียบเพราะถึงช่วงเวลาของบุคคลใหญ่คนโตคุยกัน

 

       ฝ่าบาทก็ทรงกล่าวเกินไป หาใช่เรื่องต้องสนใจคำครหาไร้สาระไม่ หากการที่กระหม่อมก้มหัวต่อองค์กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถปกครองแดนมนุษย์ด้วยความเมตตาอารีจนดินแดนมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขนั้น นับเป็นวาสนาของข้าผู้ต้อยต่ำเสียมากกว่า การช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยข้าขอท่านอย่ายกเป็นหนี้บุญคุณเลยพะยะค่ะหัวหน้าคาราวานกล่าวอย่างยินดีพร้อมแย้มยิ้มขับให้ใบหน้าหล่อเหลาชวนมองนั้นดูหลงใหลขึ้นไปอีก

 

       “ไม่ต้องพิธีรีตองกับข้ามากนักหรอก เพียงแค่ท่านมาร่วมงานวิวารห์ของลูกชายข้าก็เป็นเกียรติมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีของสิ่งใดมามอบให้หรอก องค์ราชากล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างใจดี ดูเป็นกันเองมากเสียจนลูกน้องของหัวหน้าคาราวานทั้งหมดต่างผ่อนคลายลงไปมาก

 

       ส่วนตัวข้าได้แต่ฟังผ่านหูไม่ได้สนใจเลยสักนิด ให้สำรวจของภายในห้องยังน่าสนใจมากกว่าการต้องมาฟังพวกประโยคเข้าใจยากวกไปวนมา ขืนตั้งอกตั้งใจฟังข้าได้อึดอัดตายก่อนแน่

 

       เท่าที่สังเกตภายในห้องโถงที่ใหญ่โตนั้นกลับมีอยู่เพียงแค่หกชีวิต คนแรกคือผู้ที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังบันลังก์เป็นชายกร้ายวัยที่หน้าตาดีพอสมควรสวมชุดเต็มยศน่าจะเป็นองค์รักษ์ขององค์ราชา ต่อมาผู้ืั้นั่งเคียงข้างบันลังก์ราชานั้นคือราชินีผู้สวยงามสะพรั่งที่แม้ใบหน้าที่แม้จะผ่านกาลเวลามามากพอสมควร แต่ความงดงามบนใบหน้ากลับไม่ลดเลือนหายไป โดยองค์ราชินีนั้นได้นั่งกระซิบหยอกล้อพูดคุยกับหญิงสาวผู้งดงามหาที่ใดเปรียบทั้งสองที่นั่งข้างๆ

 

       หญิงสาวคนแรกนั้นสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้ามีระบายจีบตรงชายผ้ามีดวงหน้าเรียวสวยงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์จนยากที่จะละสายตา เรือนผมยาวเป็นลอนสีน้ำตาลราวกับเปลือกไม้ดวงตากลมโตสีเดียวกันพราวระยับอย่างสนใจยามจ้องมองหัวหน้าคาราวานหนุ่ม ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับองค์ราชินีให้คาดว่าถ้าไม่ใช่ลูกก็คงเป็นญาติที่สนิท

 

       ถัดไปเป็นหญิงสาวอีกคนที่ดูนิ่งเงียบแต่กระนั้นกลับดูโดดเด่นสะดุดตาด้วยใบเรียวหูแหลมยาวคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าหญิงเอลฟ์ว่าที่ราชินีแดนมนุษย์ในอนาคตอันใกล้ ใบหน้าอันงดงามแบบเป็นธรรมชาติอย่างลงตัวดูสงบนิ่ง หญิงสาวสวมชุดโทนสีเขียวอ่อนชายกระโปรงปักลวดลามคล้ายเถาวัยน์ไม้เลื้อยสีขาว เรือนผมยาวตรงสีเขียวเข้มราวกับใบไม้ นัตย์สีเดียวกันแต่อ่อนกว่าหาได้จับจ้องเช่นสองสาวสูงศักดิ์ก่อนหน้าพูดคุย ...แต่กลับจ้องเขม่ย์มาที่ข้าแทน

 

       เดี๋ยวนะ... ข้าไม่เคยรู้จักหรือเคยพูดคุยกับเจ้าหญิงเอลฟ์นางนั้นสักครั้ง หน้าก็เพิ่งจะเคยเห็นวันนี้ ทำไมถึงได้จ้องมองข้าเขม่ย์ราวกับข้าเป็นผู้ต้องหาอย่าง'งั้นแหละ ส่วนสาวใช้เอลฟ์ที่ยืนเยื้องไปด้านหลังเจ้าหญิงเอลฟ์หน้าคุ้นๆแฮะ แถมยังแอบชี้ไม้ชี้มือมาทางข้าพลางกระซิบอะไรข้างหูเจ้าหญิงเอลฟ์ซะด้วย...

 

       ขออภัยเพคะฝ่าบาท” เจ้าหญิงเอลฟ์ก็ลุกขึ้นพูดแทรกทำเอาการสนทนาระหว่างชายหนุ่มต้องชะงัก ดีที่องค์ราชาดูไม่มีอาการไม่พอพระทัยอะไร แถมยังถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

       มีอะไรรึเรน่าพูดออกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ แล้วข้าก็เคยบอกแล้วไงว่าให้เรียกท่านพ่อ  ลูกกำลังจะมาเป็นส่วนหนึ่งครอบครัวเราแล้วนะ

 

       “เข้าใจแล้วเพคะ ...ท่านพ่อเจ้าหญิงเรริน่ามีท่าทีขัดเขินเล็กน้อยเมื่อต้องเอ่ยเรียกชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนมนุษย์ด้วยความสนิทชิดเชื้อ ก่อนจะชี้นิ้วเรียวสวยมาทางข้า จะเป็นอะไรไหม ถ้าหากหม่อนฉันจะขอยืมตัวชายชุดคลุมในกลุ่มของท่านหัวหน้าคาราวานหน่อยได้ไหมเพคะ?”

 

       “เอ๊ะ?”ทุกคนในห้องโถงหันมองตามนิ้วของเจ้าหญิงต่างแดนพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แต่ละคนต่างทำหน้าสงสัยไม่ก็แปลกใจไม่เว้นแม้กระทั่งองค์ราชาผู้ถูกขอ

 

       โดนสายตาจ้องมองจากคนเป็นสิบทำเอาประหม่าไปเล็กน้อยจนรู้สึกถึงเหงื่อที่ซึมตามมือ ดีที่ใส่ชุคลุมปิดบังไม่มีใครเห็นใบหน้าไม่งั้นคงแย่ข้ายิ่งไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตาอยู่ ทำไมไอ้เจ้าหญิงนั้นถึงต้องมาทักข้าด้วยฟร่ะ คนเขาอุสาพยายามไม่ทำตัวเป็นจุดเด่นแล้วนะแถมต่อหน้าองค์ราชาแบบนี้ข้าก็ทำตัวลำบากนะสิ!!

 

       คนรู้จักของลูกงั้นหรือเรน่า?”องค์ราชาทรงมองข้าด้วยแววตาสงสัยเพียงแต่เก็บอาการ คงทำนองว่าไม่เห็นหน้าตาแล้วแน่ใจได้ยังไงว่าเป็นคนรู้จัก

 

       นั้นสิ ข้ามั่นใจแน่นอนว่าไม่เคยรู้จักกับสิ่งที่จะพาเรื่องยุ่งยากมาให้ เจ้าหญิงมั่วรึเปล่ามาซี๊ซั๊วติต่างว่ารู้จัก หรือว่าเจอผู้คนมากไปเลยเหนื่อยจนสมงสมองอ่อนล้าเลอะเลือน

 

       ไม่เชิงหรอกเพคะท่านพ่อ เพียงแต่หม่อมชั้นอยากจะคุยธุระบางอย่างกับเขานะค่ะ

 

        แต่ข้าคิดว่า-...

 

       “ได้ไหมคะ...ท่านพ่อ

 

       “ได้! อะแฮ่ม! ไม่ใช่สิ...” เจอลูกอ้อนด้วยน้ำเสียงและแววตาของว่าลูกสะใภ้ถึงกับทำเอาองค์ราชาเผลอเคลิ้มหลุดตามใจ ลูกเรน่าคงต้องขอท่านหัวหน้าคาราวานแล้วละ คนผู้นั้นเป็นคนของเขา พ่อไม่มีสิทธิ์ไปสั่งได้ตามใจชอบ

 

       ใช้ๆ ข้าไม่ใช่สิ่งของนะจะหยิกยกให้ใครได้ เพราะงั้นเจ้าหัวหน้าคาวานเจ้าจงบอกปฏิเสธเจ้าหญิงซะ

 

       ดูเหมือนนอกจากสายตากดดันจากขั้วหน้าคาราวานยังได้รับสายตากดดันจากเจ้าหญิงต่างแดนด้วยแบบแพ็คเกจคุณสอง ทำเอาเจ้าตัวหน้าซีดเหงื่อตกแม้จะพยายามปิดบังด้วยรอยยิ้มแค่ไหนก็ไม่อาจซ่อนความเคร่งเครียดจากความกดดันที่ได้รับมาได้

 

       ท่านหัวหน้าคาราวานคะ จะเป็นการรบกวนไหมหากเราจะขอยืมตัวคนของท่านซักพักเจ้าหญิงเรน่าเดินลงมายืนเคียงข้างบุคคลที่ตนกำลังกล่าวถึง

 

       เอ่อ...บุคคลที่ตกเป็นเป้าสายตาใหม่ลังเลใจอย่างหนัก มันยากที่จะให้อาจปฏิเสธเชื้อพระวงศ์ยิ่งเป็นว่าที่ราชินีในอนาคตคงทำให้เขาสานสัมพันธ์การค้าขายในอาณาจักรได้กว้างขวางขึ้น ส่วนอีกคน...เป็นบุคคลที่น่าเกรงกลัวยิ่งกว่าความตาย หากทำให้เขาไม่พอใจคงไม่จบแค่หัวหลุดจากบ่า...แต่วิญญาณเขาคงได้สูญสลายแบบไม่มีหวนคืนเป็นแน่

 

       แม้จะไม่ต้องคิดให้เสียเวลาแต่บางอย่างทำให้เขาต้องคิดใหม่

 

       เจ้าหญิงเรริน่าเอ่ยปากขอเองเช่นนี้ หากกระหม่อนปฏิเสธคงโดนเหล่าชายชาตรีทั่วแผนดินต่อว่าสาปส่งที่กล้าฏิเสธคำขอของเจ้าหญิงงามผู้สูงศักดิ์เช่นท่านเป็นแน่

 

       “งั้นก็แปลว่า...” เจ้าหญิงเอลฟ์เผยรอยยิ้มงามที่หาดูได้ยาก

 

       ได้พะยะค่ะ เพียงแต่ท่านอย่าเอาเขาไปนานก็พอ เพราะข้ามีธุระสำคัญจะคุยกับเขาต่อ

 

       “เฮ้ย! เดี๋ยวดิ ข้ายังไม่ได้ยินยอมด้วยเลยนะ!” ข้ารีบประท้วงทวงสิทธิ์ของตัวเองจเรียกสายตาจากคนรอบข้างทันที

 

       ...แต่ก็ถูกเมินในวินาทีต่อมา ความเห็นข้าไม่มีค่าอะไรเลยรึไงฟร่ะ!

 

       ไอ้หัวหน้าคาราวานโรคจิตหักหลังกันหรอ แค่ขู่จะฆ่าหน่อยเดียว(?)ถึงกับถีบหัวส่งกันเลยรึไง! รอข้าแอบหนีออกมาได้ก่อนจะกลับมาคิดบัญชีทบต้นทบดอกไม่ให้เหลือซากคอยดู

 

       “งั้นข้าขอยืมตัวเขาไปเลยนะเพคะ ทิน่าเชิญเขามาเจ้าหญิงหันไปสั่งกับสาวใช้ข้างกายตนแทบจะในทันที

 

 

       เพคะเจ้าหญิงสาวใช้ที่ได้รับคำสั่งก้าวเดินมาแม้ใบหน้าจะเปื้อนด้วยรอยยิ้มแต่แววตาที่จดจ้องมาแฝงความขุ่นเคืองมาที่ข้าอย่างไม่ปิดบัง ใบหน้าสาวใช้นางนั้นถือว่าสวยงามในฉบับเอลฟ์แต่สำหรับข้านั้นกลับมองว่าหน้าตาเช่นนั้นธรรมดาเฉกเช่นคนที่เดินสวนทางกัน เพียงแต่ข้ากลับรู้สึกคุ้นหน้าเหมือนเคยเจอที่ไหนสักแห่ง แต่ทำยังไงก็นึกไม่ออกนี่สิ...

 

       เชิญเพคะสาวใช้นางเดิมผายมือเชิญให้เดินตามเจ้าหญิงตนที่รออยู่หน้าประตู

 

       นี่ตูต้องไปจริงๆดิ...

 

       “เดี๋ยวก่อนยังไม่ทันก้าวเดินตามคำเชิญเสียงทรงอำนาจขององค์ราชาได้ฉุดรั้งข้าไว้ก่อนเจ้านะผ้าคลุมออก แล้วเอ่ยนามของเจ้าออกมา

 

       นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังมาสั่งกันอีก ไอ้พวกนิสัยไม่ดี ชอบบังคับ! ชิชะ อย่าให้ถึงทีข้าบ้างละ!

 

       ถึงจะบ่นในใจยังไงแต่สถานะข้าตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ คงต้องตามน้ำไปก่อน...

 

       “นามข้า... ข้าดึงหมวกฮู้ดลงไปด้านหลังเผยให้เห็นร่างสูงโปร่งผมยาวสีแดงเพลิงระต้นคอ ดวงตาสองสีแฝงแววเจ้าเล่ห์เป็นนิลซ้ายสีเขียวมรกตขวาสีฟ้าน้ำทะเล บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มกึ่งแสยะแบบมีเสน่ห์ที่ใครเห็นเป็นต้องเหลียวมองจนไม่อาจละสายตาแต่อบอวนไปด้วยความน่าหวาดหวั่นจนแทบลืมหายใจ

 

       นัตย์ตาต่างสีเงยหน้าจับจ้องไปยังบุคคลผู้มีศักดิ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนอย่างไม่หวั่นเกรง

 

       “เดเนฟ เรโรเดมัส



To be continued

71 ความคิดเห็น

  1. #71 Duistern (@nuchaya2002) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2558 / 22:20
    สนุกมากกกก
    #71
    1
    • #71-1 แอลซินอาร์ (@bennett13) (จากตอนที่ 4)
      21 สิงหาคม 2558 / 13:05
      ขอบคุณมากจ้าาาา เจอคำผิดหรือข้อบกพร่องบอกได้นะ จะรีบแก้ไขทันทีเลย >_<

      (ตอนนี้ขอเช็คคำผิดกับประโยคเล็กน้อยก่อนพิมพ์ตอนต่อไป)
      #71-1