Legends of Time รัตติกาลในเงามืด

ตอนที่ 3 : story 2 คนชวนขนลุกและโรงแรมชวนขนตั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.ค. 58

2


       ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมวิ่งผ่านร้านค้าที่ปิดก่อนจะกระโดดข้ามลังไม้ด้านข้างที่ซ้อนทับสูง ด้านหลังเป็นตรอกทางเดินขนาดเล็กเป็นทางตันไม่มีทางแยก ซึ่งไม่รู้ว่าคนสร้างเมืองเอาหัวส่วนไหนคิดถึงทำตรอกที่มีทางตันเอาไว้ เสียงฝีเท้าทหารกลุ่มหนึ่งที่วิ่งตามหลังมาดูท่าจะไม่ทันสังเกตเห็นตรอกหลังลังไม้นี้

 

       ว่าแต่....เมื่อไรมันจะปล่อยข้าสักที โดแบกแบบนี้นานๆมันเมื่อยนะเฮ้ย!  (ไม่ใช่ประเด็นละ!)

 

       ฟู่...ดูท่าจะพ้นแล้ว ว่าแต่พวกเขาวิ่งตามเราทำไมนะ หรือเขามีเทศกาลวิ่งไล่จับกัน?” เสียงทุ่มไพรเราะแต่น้ำเสียงออกไปทางไร้เดียงสาบ่งบอกว่าเป็นผู้ชายพูดพึมพำกับตนเอง แต่คนที่โดนแบกอย่างใกล้ชิด...อย่างข้าได้ยินชัดราวกับมันมากระซิบข้างหู

 

       ใครแม่งจะบ้ามีมีเทศกาลวิ่งไล่จับไร้สาระแล้วตะโกนบอกอีกฝ่ายเป็นขโมยกันห่ะ!

 

       ว่าแต่เราอยู่ตรงไหนของเมืองแล้วเนี่ย ตอนนี้วิ่งมาไม่ทันได้ดูทางด้วยแฮะ…”เจ้าตัวดูท่าจะยังไม่รู้สึกตัวว่าเผลอแบกอะไรมาด้วย ถ้าไม่ทำอะไรมีหวังข้าโดนมันแบกยันกลับบ้านแน่ๆ

 

       ก่อนอื่นช่วยวางข้าลงก่อนได้ไหม

 

       “เฮ้ย!!” เจ้าตัวร้องอุทานเสียงดังลั่นสะบัดสิ่งแปลกปลอมที่ดังข้างไหล่ลงกับพื้นแบบไม่ออมแรง

 

       ข้าที่ไม่ทันคิดว่าจะโดนสะบัดด้วยแรงมหาศาลแบบไม่ทันตั้งตัว จึงกระเด็นไปกระแทกผนังด้านอย่างแรงจนทำให้ผนังด้านหลังถึงกับยุบตัวลึกไปหลายเมตร

 

       โครม!!!

 

       “อึก!”ข้ากุมหัวที่กระแทกผนังซะแรงเล่นเอามึนแทบแย่ พยายามกระพริบตามองภาพเบื้องหน้าที่เบลอเพราะพิษแรงกระแทก ครู่หนึ่งถึงจะมองเห็นภาพตรงหน้าชัด ซึ่งภาพตรงหน้าปรากฏเป็นคนในชุดคลุมคนเดิมที่มองข้าด้วยสายตาเบิกตากว้างอย่างตื่นตกใจในทีแรก ก่อนจะจะเหมือนสังเกตอะไรบางอย่างแววตาเลยเปลี่ยนไปเหมือนหลงใหลราวกับเจอของที่ถูกใจก็ไม่ปาน

 

       เจ้า!...ข้าอ้าปากเตรียมคำด่าคนตรงหน้าเป็นต้องชะงักในการกระทำของบุคคลตรงหน้า

 

       สวยจัง...บุคคลตรงหน้าย่อเข่าชันขึ้นเบื้องหน้าข้า มือข้างหนึ่งของอีกฝ่ายยกขึ้นใช้หลังมือแตะที่ข้างแก้มซ้ายข้าก่อนจะไล่ขึ้นไปจนถึงข้างดวงตา ฮู้ดคลุมหัวที่อาจหล่นไปช่วงที่กระแทกผนังทำให้ข้าสบตาสีอำพันที่เป็นประกายแห่งความปรารถนาได้อย่างชัดเจน “สีเขียวมรกตกระจ่างใสราวกับแสดงทุกสิ่งแต่ภายในกลับดูลึกลับ...ไร้อารมณ์

 

       ทำบ้าอะไรฟร่ะเนี่ยยยขนลุก!!” ขนทั่วตัวข้านี่พร้อมใจกับลุกพรึบทำเอาลืมความเจ็บปวดสะบัดมือคนตรงหน้าทิ้งอย่างไม่ใยดีพร้อมกับแทบจะในทันทีที่สปริงตัวลุกขึ้นยืนถอยหนีห่างไปสุดมุมกำแพงอย่างหวาดระแวง โดนผู้ชายลูบไล้เนื้อตัวพูดประโยคจีบหญิงแบบนี้ ข้าโคตรขนลุกแทบอยากจะกรีดร้อง

 

       อ่ะ โทษที เราเจออะไรที่ชอบแล้วมันชอบลืมตัวนะชายตรงดึงฮู้ดเผยให้เห็นใบหน้าคมสันหล่อราวกับรูปสลักผิวกล้ำแดดเล็กน้อย เรือนผมสีดำระต้นคอปลายผมเป็นสีน้ำเงินสว่าง ดูขัดกับนัตย์ตาคมสีอำพันแสดงแววตาไร้เดียงสาแต่กลับดูงดงามจนลงตัว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากสีออกชมพูอ่อนไม่หนาจนเกินไปส่งยิ้มกว้างซื่อๆมาให้ราวกับไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตนเองทำไปมันไม่เหมาะสมแค่ไหน

 

       ถ้าจะลืมตัวขนาดนี้ วันหลังก่อนออกจากบ้านก็อย่าลืมล็อกมือติดกับตัวให้ดี ทำแบบนี้กับคนอื่นเขาเสียหาย(ทางจิตใจ)นะเฟ้ยข้าที่เผลอพูดตามที่คิดชะงัก ...แต่ก็พูดออกไปแล้วช่างมันละกัน

 

       อีกฝ่ายเอียงหน้าสงสัยก่อนถาม “เสียหายยังไงหรอ

 

       ข้าที่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามมาตรงๆรีบนึกหาคำตอบดีๆสักข้อกะ ก็เสียหายทางจิตใจไง โดนผู้ชายด้วยกันมาทำว่าตนราวเป็นสตรีมันเสื่อมเสียเกียรตินะ

 

       ...ถึงแม้ความจริงข้าจะไม่ใส่ใจเกียรติบ้าบออะไรนั้นก็ตามที

 

       แล้วเกียรติมันคืออะไรอ่ะ เหมือนรังเกียจไหม? กินได้รึเปล่า?

 

       พอยอมตอบคำถามทีพ่อคุณก็ถามยาวเลยนะ! แล้วไอ้เรื่องพวกนี้คนทั่วๆไปเขาก็รู้กัน แม้แต่เด็กสิบขวบยังพอเข้าใจเลย

 

       ข้ารู้สึกหงุดหงิดคนตรงหน้ากำลังยั่วโมโหข้าอยู่รึไง ความหมายง่ายๆแค่นี้เจ้าไม่รู้รึไงห่ะ!”

 

       “ก็เราไม่รู้ไงถึงได้ถาม เขียวขจีนี่ก็ถามแปลกๆนะเจ้าของนัตย์ตาสีอำพันมองข้าอย่างกับเจอคนประหลาด

 

       นอกจากจะทำหน้าซื่อยั่วต่อมโมโหข้าแล้วยังกวนประสาทได้ดีจนข้าแทบอยากจะกระโดดถีบเสยหน้าหล่อๆนั้นให้ คนที่ต้องทำสีหน้าแบบนั้นคือข้าต่างหากเล่า! ...ว่าแต่เขียวขจีนี่มันใครกัน?

 

       ข้าพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจเพื่อระงับโทสะที่อาจจะเผลอเอาบาทาฟาดปากใครบางคนข้อหากวนอวัยวะเบื้องล่าง เขียวขจีนั้นมันใครกัน?

 

       “เขียวขจีก็คือเขียวขจีไง?

 

      เป็นคำตอบที่ทำให้เข้าใจชัดเจนจนอยากฝังมันตรงนี้ละ!

 

      ข้าพุ่งเข้าประชิดตัวอีกฝ่ายเงื้อเท้าเท้าซ้ายขึ้นสูงก่อนจะเอี้ยวตัวส่งแรงหวดแข้งไป แต่อีกฝ่ายดูท่าจะมีฝีมือไม่เบายกมือขึ้นมารับลูกเตะด้วยมือเดียวน่าตาเฉยด้วยแรงที่มากเกินคาด ข้ากระตุกยิ้มดีดตัวขึ้นพร้อมบิดตัวกลางอากาศ ส่งเท้าที่ลอยอยู่เหนือหัวคนตรงหน้าฟาดลงกลางหัวด้วยความเร็วกว่าเดิม

 

       เจ้าของดวงตาสีอำพันเบิกตากว้างครู่หนึ่งก่อนจะรีบปล่อยมือที่จับข้อเท้าข้ามาใช้สองมือซ้อนทับกันที่ศีรษะตน ด้วยแรงที่ข้าใสไปมากกว่าเดิมทำให้อีกฝ่ายถึงกับย่อเข่าทรุดลงไปเล็กน้อย

 

       เมื่อเห็นอีกฝ่ายเปิดช่องว่าง ข้าจัดการเหยียบหัวชายตรงหน้าเป็นแรงดีดตัวพุ่งออกไปยังทางออกตรอกที่อยู่ด้านหลังอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วจนชายเจ้าของดวงตาสีอำพันขมวดคิ้วอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

       ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นดินนอกตรอก ข้ารีบใส่เกียร์หมาวิ่งแบบไม่เหลียวหลัง ความรู้สึกเหมือนหนีคนโรคจิตเลยแฮะ(ถึงเจ้านั้นจะหน้าตาดีก็เถอะ) ขออย่าให้เจอกันอีกเลยละกัน!


       โดยที่ไม่รู้เลยว่าเจ้าของดวงตาสีอำพันก้านเท้าเดินออกมามองร่างที่วิ่งหนีเขาจนหายลับไปอย่างพึงพอใจมิใช่น้อย ก่อนจะกล่าวบอกอีกฝ่ายที่แม้จะไม่ได้ยินก็ตามพร้อมรอยยิ้ม

 

       "แล้วเราจะได้เจอกันอีก..."


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

50%

 

       เหมือนโชคดีในโชคร้าย ทางที่ข้าวิ่งมาเจอตลาดพอดี เลยได้วานให้พ่อค้าแม่ค้าละแวกนั้นช่วยอ่านแผนที่ให้ ทำให้ข้ามาถึงโรงแรมอารากัสโดยสวัสดิภาพ

 

       เบื้องหน้าข้าตอนนี้นั้นเป็นอาคารสีขาวสูงสิบชั้น ภายนอกตบแต่งเหมือนอาคารธรรมดาทั่วไป แต่ดูดีมีระดับหน่อยตรงที่อาคารนั้นดูใหม่และสะอาดราวกับเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อเร็วๆนี้ ที่หน้าอาคารมีป้ายขนาดใหญ่เป็นตัวอักษรว่า โรงแรมอารากัส บริการถึงใจ หัวใจคือคุณ รักนะจุ๊บๆ

 

       …

 

       เดี๋ยวนะ...ไอ้ที่คิดว่าธรรมดาเมื่อตะกี๊ขอถอนคำ ชื่อเต็มโรงแรมเสี่ยวซะไม่มี! ไอ้คนตั้งชื่อหน้ามันคงจะหนายิ่งกว่าปูนซีเมนต์ มันจะหน้าด้านเกินไปแล้ว! แบบนี้ใครจะกล้าเข้าไปกัน แค่ชื่อก็ทำข้าสยองจนไม่อยากจะนึกถึงสภาพของพนักงานในนั้น ขืนเข้าไปมีหวังถูกมองเป็นพวกโรคจิตมีรสนิยมเสี่ยวกันพอดี

 

       แต่ยังไงก็ต้องเข้าไป...

 

       ไม่อยากเข้าอ่ะ!

 

       อ้าว เจ้าที่มาด้วยกันนี่ข้าที่กำลังมองลังเลราวกับกำลังตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต  ก็มีบุคคลหนึ่งเดินออกมาจากอาคารเรียกทักราวกับรู้จักข้า

 

       บุคคลตรงหน้าข้าเป็น...ใครฟร่ะ ขนาดมองหน้าตรงๆชัดๆ ข้ายังไม่ยักกะจำได้สักเสี้ยวว่ามันคือใคร

 

       เอ่อออไปก่อนละกัน อ่า ...มีอะไรรึ

 

       คนตรงหน้าข้าทำหน้าตาตกใจตาแทบถลน ทำอย่างกับเห็นผีไปได้ ข้าไม่ได้มีเขาขนาดใหญ่บนหัว หรือส่วนที่ควรเป็นขากลับเป็นหางขนาดใหญ่สำหรับเลื่อยสักหน่อย มีอะไรน่าตกใจกัน

 

       ทะ ท่านกิลวาฟส์ ระ เรียกหานะแม้คนตรงหน้าจะเสียงสั่นจนหน้าสงสัย แต่ข้าไม่สนใจกลับพยักหน้ารับรู้ ...ว่าแต่กิลวาฟส์ใครฟร่ะ

 

       วานเจ้านำทางให้ด้วยตามไปก่อนค่อยคิดละกัน!

 

       “ดะ ได้

 

       บุคคลตรงหน้าข้ามองเดินนำเข้าไปในอาคาร ทำเอาข้าที่กำลังจะก้าวตามชะงักเรียกอีกฝ่ายรั้งไว้ก่อน

 

       เดี๋ยวก่อน!”

 

       มะ มีอะไรรึไอ้นี่ก็ยังไม่เลิกตกใจสักที ชักหงุดหงิดละติดอ่างอีกทีข้าตบกบาลแตกจริงด้วย

 

       ต้อง...เข้าไปในนั้นจริงดิ?

 

       อีกฝ่ายพยักหน้าแบบงงๆ ทำนองว่าไอ้นี่มันถามแปลกกะอีแค่เข้าไปในอาคาร ข้าจะไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลยถ้าไม่เห็นป้ายโรมแรมเสื่อมจิตพาทำคนขนลุกทุกอนูรูขุมขนแบบนั้น!

 

       เจ้านี่ก็หน้าหน เอ๊ย! มีความกล้าดีนะที่เข้าไปในที่แบบนั้นได้หน้าตาเฉยแหม่เกือบพูดตรงเกินไปตามนิสัย เกือบซวยแล้วไหมละ

 

       ชายตรงหน้าขมวดคิ้วมึนงงยิ่งกว่าเดิม ป้ายใหญ่เท่าช้างอย่าบอกนะว่าไม่สังเกตเห็น? “ข้าไม่เข้าใจ เจ้าหมายความว่าอะไร

 

       ข้ากระเถิบเข้าไปใกล้อีกฝ่ายพลางกระซิบถึงแถวนี้จะไม่ค่อยมีคนสนใจแต่เพื่อความปลอดภัยละ ป้ายโรงแรมที่มีประโยคเสี่ยวชวนเลี่ยนจนน่าขนลุกนั้นไง เจ้าไม่เห็นรึ

 

       ชายตรงหน้าเลิกคิ้วแปลกใจ ก่อนจะเอี้ยวคอไปมองป้ายด้านหลัง ข้าก็เห็นเป็นเพียงชื่อ โรงแรมอารากัสเท่านั้น

 

       ไม่จริงน่า! นี่แสดงว่าไม่มันตาฝ้าฟางมองไม่เห็น ก็เป็นข้า...ที่เห็นคนเดียว

 

       แบบนี้ไม่เห็นจะดีสักนิด! ให้เห็นประโยคจีบสุดเสี่ยวชวนขนลุกจนอยากจะระเบิดทิ้งมันทั้งอาคารมันดีตรงไหนฟร่ะ! ไม่ใช่ลายแทงบอกอาวุธตำนานหรือขุมทรัพย์ที่มีสัตว์วิเศษมีปีกบินไม่ได้เป็นค่าตอบแทนนะเฟ้ยยยยย!

 

       ...เริ่มมั่วละ สัตว์วิเศษมีปีกแต่บินไม่ได้จะเอามาทำมะเขืออะไร

 

       เอาเป็นว่าตอนนี้...ไปหาไอ้คนชื่อกิ๊ฟซี่มันก่อนละกัน ...ทำไมรู้สึกชื่อมันทะแม่งๆ สงสัยไม่คุ้น ไม่เกี่ยวกับข้าช่างมันละกัน

 

       ช่างเถอะ ถือว่าข้าตาฝาด เจ้านำทางต่อเถอะ

 

       อีกฝ่ายพยักหน้าแต่ยังไม่คลายแววตาแปลกใจ รีบเดินนำทางเผื่อจะได้หนีจากคนประหลาดข้างหลังนี้พ้นไวๆ

 

       ภายในอาคารที่เดินเข้ามาดูต่างจากภายนอกไปมาก ดูหรูหราใหญ่โตโอ่อาจกว้างขวาง ด้านซ้ายเป็นโซฟารับแขกด้านหน้าดูเนื้อดีน่าจะทำจากผ้ากำมยีสีทองหลายตัววางเป็นระเบียบ มีโต๊ะแก้วขอบทองวางประดับคั่นกลาง ด้านขวาเป็นเคาร์เตอร์ขนาดใหญ่สำหรับให้บริการ รอบด้านประดับประดาด้วยของตกแต่งที่มีแฉดสีทอง เอาง่ายๆขนาดพื้นมันยังเป็นกระเบื้องเคลือบเงาสีทองเลย ให้ตายเหอะประกายวิ้งๆรอบตัวพาลจะทำเอาตาข้าบอดเอาได้นะ! ไอ้เจ้าของโรงแรมนี่มันคลั่งสีทองขั้นโคม่ารึไง สีอื่นมีทำไมไม่ใช้!!

 

       ข้ารีบจ้ำก้าวเดินตามชายที่นำทางด้วยอารมณ์หงุดหงิด ขืนชักช้าที่นี่อาจจะเปลี่ยนไปอย่างถาวร...ใช้ มันจะหายไปไม่เหลือซากไง!

 

       ข้าเดินมาไม่นาน(ถึงแม้จะไม่ได้จำว่าเลี้ยวทางไหนขึ้นกี่ชั้นบ้าง)ก็มาถึงหน้าห้องหนึ่งที่มีประตูสีขาวมีลวดลายสีทองประดับ ชายที่นำทางมาเคาะประตูตามารยาท เมื่อได้ยินเสียงขานรับจากอีกฝั่งเขาก็เปิดประตูเข้าไปข้างในทันที

 

       ข้าพาเขามาให้แล้วครับท่าน เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน!!”คนข้างหน้าข้าตะโกนเสียงดังระยะประชิดทำเอาข้าปวดหูเลย แต่ที่เรีกยเมื่อกี๊มันชื่อคนแน่หรือ?

 

       “นั้นมันชื่อคนหรอ? ไหนว่ามาหาคนชื่อวาลกี๊ไง ไอ้ชื่อ เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน!!’ดูไม่น่าจะใช้ชื่อคนนะ หรือใครมันสิ้นคิดอยากได้ชื่อแหวกแนวชาวบ้าน

 

       ชายที่มาด้วยกันไม่ตอบคำถาม แต่กลับวิ่งพรวดเข้าไปในห้อง ทำให้ข้าเห็นสภาพห้องที่มีขนาดกว้างขวางแค่ห้องรับแขกเบื้องหน้าก็สามารถบรรจุช้างได้สักโคลงหนึ่ง โทนสีห้องก็เป็นสีขาวทอง แต่ข้าวของที่ควรวางอย่างเป็นระเบียบกับเละเทะราวกับเพิ่งโดนพายุขนาดย่อมพัดผ่านข้าวของกระจุยกระจายมีรอยแตกหักของโซฟากำมยีสีทองที่ดูจะมีราคามากขาดรุ่งริ่งไม่ต่างจากขยะ โต๊ะกระจกเลื่อมขอบทองแตกกระจายไม่มีชิ้นดี ขนาดพรมขนสัตว์ที่พื้นห้องสีออกทองหม่นยังขาดวิ้งอย่างกับผ้าขี้ริ้ว

 

      แต่สภาพที่น่าหนักใจยิ่งกว่าคือสัตว์ขนาดใหญ่มีขนสีเหลืองความสูงสี่เมตรมีขาคล้ายตีนกบมีกรงเล็บสีแดง มีจะงอยปากไร้คมที่มีสีเดียวกันกำลังฉีกทึ่งหมอนขนเป็ดสีขาวนวล ปีกขนาดพอดีตัวกระพือปีกฟาดไปรอบตัว โดยมีชายผู้หนึ่งขี่อยู่บนหลังของมันด้วย...กำลังหัวเราะด้วยท่าทางสนุกสนาน...

 

       บรรยายซะสวยหรู ข้าจะสรุปง่ายๆให้ฟัง ภาพตรงหน้าข้ามันก็แค่มีผู้ชาย...กำลังขี่เป็ด...

 

       รู้สึกขัดลูกตา!!

 

       โครมม!!

 

       “แอ๊ก!!”

 

       ร่างกายไปไวกว่าความคิด ทำให้ไม่ทันมีผู้ใดได้ทันตั้งตัว ภาพทุกอย่างก็จบลงที่บุคคลที่เคยขี่เป็ดอย่างสนุกสนานได้กระเด็นตามแรงฝ่าเท้าข้าไปกระแทกผนังด้านหลังอย่างแรงจนเกิดเป็นรอยประติมากรรมฝาผนังรูปร่างมนุษย์ และเมื่อสู้แรงดึงดูดโลกไม่ไหวร่างของบุคคลนั้นก็ร่วงหล่นสู่พื้นราวกับตุ๊กตา

 

      ตุบ!

 

       “ท่านหัวหน้า!!”ชายที่มาด้วยกันในทีแรกนิ่งอึ้งไม่ขยับ ได้รีบเคลื่อนวิ่งไปดูชายที่ตนเรียกว่าหัวหน้าอย่างเป็นห่วง ข้าอยากจะสมน้ำหน้าท่านจริงๆ สมควรละที่โดน ข้าเคยบอกกี่ครั้งว่าเล่นอะไรหัดดูอายุตัวเองซะมั้ง!”

 

       เอ่อ ...นั้นคือการแสดงความห่วงใยของสองคนนั้นสินะ งั้นข้าไม่ขอยุ่งดีกว่า ข้าเดินไปนั่งโซฟาส่วนที่ยังพอนั่งได้ขณะมองทั้งสองคน คนหนึ่งน่าจะยังไม่ตาย ส่วนอีกคนกำลังซ้ำเติมด้วยคำพูด

 

       ก๊าบ

 

       จู่ๆก็มีอะไรมาจิ้มหลัง มือข้าที่ฟาดไปด้านหลังตามสัญชาติณาณ แต่โชคดีที่หางตาเหลือบไปเห็นทันว่าเป็นเพียงแค่เป็ดที่เห็นอยู่เมื่อครู่เลยหยุดได้ทัน ไม่งั้นชะตาเอ็งขาดแน่เจ้าเป็ดน้อย(ตัวไม่น้อย)

 

       “ม่ายยยยยยย! อย่าทำร้ายซิเวอเรีย

 

       แต่ดูท่าว่าจะมีบางคนโอเวอร์เกิน จากที่ปางตายรีบฟื้นมาโผล่พรวดเอาตัวมาบังเจ้าเป็ดยักษ์ที่เกือบถึงฆาต แต่ถึงบังยังไงก็ไม่มิดอยุ่ดี ก็ยังจะพยายามเนอะ

 

       ไอ้เป็ดเนี่ยนะ ซิเวอเรีย?ข้าพูดพลางลดมือลงเนื่องจากอีกฝ่ายทำสายตาข่มขู่ปนอ้อนวอน(?)ได้แสลงลูกตาข้ามาก

 

       ใช่! นางสวยมากใช่ไหมละ ขนอันเงางามสีทอง ตัดปากเรียวสีแดงอันน่าหลงใหล ขาเรียวแข็งแรงที่ดูโดดเด่น ไหนจะดวงตากลมโตสุกสกาว...

 

       ปล่อยมันเพ้อไป ส่วนข้านะหรือ กำลังโดนชายที่มาด้วยกันในทีแรกจ้องเขม่ย์อยู่นะสิ แต่คิดหรือว่าข้าจะยอม จ้องมาจ้องกลับ กัดมากัดกลับ (คนหรือหมาเนี่ย)

 

       ถึงข้าจะขอบใจเรื่องนี้เจ้าถีบท่านหัวหน้าเพื่อสนองความสะใจของข้าให้ข้าได้ยินเสียงบ่นพึมพำน้อยใจของใครแถวๆนี้ แต่ดูเจ้าตัวคนพูดจะทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ข้ากลับคิดว่าเรื่องที่เจ้าทำลงไปเป็นการกระทำที่เสียมารยาทอย่างมากกับคนที่เคยช่วยเจ้าไว้ครั้งหนึ่ง

 

       ข้าหรี่ตาลงก่อนจะพูดอย่างสำนึกผิดเล็กน้อยโทษทีละกัน แต่หัวหน้าเจ้ามันทำตัวน่าเกะกะลูกตาวอนโดนกระทืบ ข้าเลยเผลอไป

 

       “แล้วอีกอย่างนะ ถึงแค่การอาศัยเข้ามาในเมืองผ่านคาราวานจะทำให้ข้าเป็นหนี้บุญคุณเจ้าละก็คิดผิดแล้ว พวกเจ้าต่างหากที่ติดหนี้ข้าและข้าผู้ใจดียอมรับการทดแทนคุณเล็กๆน้อยๆของเจ้าไว้เท่านั้นข้าหรี่ตาลงเล็กน้อยแฝงไปกับความกดดันอย่างไม่พอใจลึกๆ กับสิ่งที่เป็นความจริง การเป็นหนี้บุญคุณใครเป็นเรื่องที่แย่มาก ยิ่งมาโดนว่าทำนองเนรคุณทั้งที่ความจริงมันผิดเพี้ยนราวกับข้าโดนไม้หน้าสามตีหน้าชา

 

       “เจ้ากล้าดียังไง...!”ดูเหมือนคำพูดข้าจะทำให้ชายตรงหน้าอารมณ์ฉุนขาด

 

      พอเถอะริส...ชายผู้น่าจะเป็นหัวหน้ากล่าวรั้งลูกน้องตนโดยไม่ได้หันไปมอง เพราะไม่รู้เมื่อไรเจ้าตัวไปลากเก้าอี้มานั่งจ้องหน้าด้วยแววตาเคร่งเครียด

 

       แต่ว่าเจ้านี่มันหยามท่านเกินไปแถมไม่สำนึกบุญคุณยังจะ…”

 

       “ข้าบอกให้พอได้แล้ว!!!”เสียงตวาดเสียงดังทำเอาชายชื่อริสถึงกับสะดุ้นตกใจกลัว แรงกดดันมหาศาลจากชายที่นั่งอยู่ถึงกับให้เขาสั่นไม้น้อย เจ้าออกไปก่อน

 

       ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายบอกริสก็รีบออกไปด้วยความกลัว แต่ก็ยังมีมารยาทปิดประตูให้เรียบร้อย

 

       เจ้าไปดุมันทำไมละ เห็นไหมกลัวเลยข้ายิ้มเล็กน้อยอย่างเห็นใจอีกฝ่ายที่วิ่งหนีไป

 

       ถ้าข้าไม่ไล่เขาไปข้าคงเสียลูกน้องมือดีไปกับการตายอันน่าสลดใจเพียงเพราะไม่รู้ความนะสิครับชายตรงหน้าข้านั้นเป็นเจ้าของเรือนผมสีลาเวนเดอร์ถักเปียยาวจรดเอวพาดมาด้านหน้าพร้อมด้วยนัตย์ตาสีเดียวกันจ้องมองแฝงประกายเจ้าเล่ห์ ชายตรงหน้ายิ้มจริงใจหากคนนอกคงนับครั้งที่พบเห็นได้ ก่อนจะกล่าวขอโทษแทนลูกน้องตนข้อต้องขอโทษกับการพูดจาของลูกน้องข้าด้วย ช่วยอย่าถือสาหาความเพียงเพราะเขาไม่ประสีประสา และจะกรุณาอย่างมากถ้าท่านจะช่วยเก็บของมีคมที่ลอยอยู่ เห็นแล้วมันหวาดเสียวนะครับ

 

       ข้ามองตามนิ้วมือของชายตรงหน้าที่ชี้ไปตรงจุดที่ริสเคยยืนอยู่ สิ่งที่ลอยอยู่เกือบจรดเพดานนั้นคือมีดขนาดเท่าฝ่ามือโดยปลายคมทรงยาวรี่เล็กคล้ายเข็มขนาดใหญ่นั้นคว้ำลงอยู่

 

       โอ๊ะ โทษทีข้าเผลอลืมตัวข้าพูดแสร้งตกใจขอโทษ ก่อนจะยิ้มกว้างระรื่นชวนมองไม่เข้ากับคำพูดข้าเป็นพวกเกลียดเรื่องน่ารำคาญยิ่งกว่าอะไร นิดๆหน่อยๆข้าเป็นชอบเผลอทำให้มันหายไปเสียยังง่ายกว่าไกล่เกลี่ยเจรจา

 

       “นี่ถ้าไม่ได้ทราบนิสัยท่านมาก่อนข้าคงรับมือท่านได้ยาก ท่านเดเนฟ...ชายหนุ่มใช้นิ้วม้วนผมที่ยาวด้านหน้าของตัวเองเล่น แต่ดวงตาลุกต่ำมองพื้นกลับแฝงความประหม่าไม่น้อย

 

       อ่า ข้าไม่ได้ยินนามตัวเองเสียนาน ถ้าเจ้านี้ไม่พูดข้าเองก็เกือบลืมไปเลยแฮะ

 

       ...เฮ้ย! แบบนี้มันแย่ไม่ใช่หรอ ลืมชื่อตัวเองแบบนี้นะ ไม่ได้ๆต้องพยายามจำไม่ให้ลืม แต่ถ้าลืมละ? เขียนใส่กระดาษ ถ้าทำหายละ? เขียนใส่หน้าผาก...ข้ายังไม่อยากโดนมองว่าโรคจิตประจานให้คนอื่นรู้ชื่อตัวเอง เอาเป็นว่า...ช่างแม่ง!!

 

       งั้นช่วยจำไว้อีกอย่างละกัน ข้าเป็นพวกความอดทนต่ำเพราะงั้นช่วยอย่าเผลอทำอะไรขวางหูขวางตาข้าละกันไหนๆเจ้านี่ก็ช่วยให้ข้านึกชื่อตัวเองออก ข้าเลยตอบแทนด้วยการพูดออกไปตรงๆเพื่อเตือนล่วงหน้าเพราะวันหน้าหากเกิดอะไรขึ้นข้าไม่รับผิดชอบเพราะได้เตือนไปแล้ว

 

       แต่คำพูดตรงๆของข้ากลับทำให้คนตรงหน้ายิ้มแห้ง

 

       ว่าแต่ทำไมก่อนหน้านี่ท่านเดเนฟถึงไม่พูดละครับ หรือพูดไม่ได้เพราะระหว่างเดินทางเกิดเหตุขัดข้อง?ชายตรงหน้าถามตรงๆ ข้าชอบจึงคิดจะตอบออกไปแต่การขมวดคิ้วครุ่นคิดคำตอบของข้ากลับทำให้อีกฝ่ายคิดว่าข้าไม่พอใจซะงั้น ถ้าเป็นการรบกวนไม่ต้องตอบก็ได้ครับ

 

      “เปล่าเลยข้ากำลังคิดคำตอบนะ อืม...ก็เป็นเรื่องปกติของการมาโลกที่ข้าไม่เคยเหยียบย่าง หรือข้าอาจจะลืม...(เสียงเบา) เลยต้องหาผู้คนของดินแดนโดยไม่ได้มีสายเลือดจากโลกอื่นมาปะปนเพื่อเป็นสื่อกลางในการรับรู้ภาษา...ละมั้งจำไม่ค่อยได้แล้วแฮะ น่าจะประมาณนี้

 

       จะว่าไปสื่อกลางที่ข้าใช้ก็เป็นเด็กผู้หญิงที่ชื่ออาดิเดล่า...รึเปล่านะ?

 

       ว่าแต่ท่านจะทำยังไงต่อเจ้าของเรือนผมสีลาเวนเดอร์ลูบขนเจ้าเป็ดยักษ์อย่างรักใคร่ขณะถาม

 

       นอน

 

       “ห๊ะ...ชายตรงหน้าสตั๊นไปสามวิ เมื่อรวบรวมสติได้จึงถามใหม่เมื่อกี๊ท่านบอกจะทำอะไรนะ?

 

       ข้าเลิกคิ้วเล็กน้อย เจ้าก็ดูยังไม่แก่นะ แต่ทำไมหูตึงจัง ข้าบอกจะไปนอน

 

       พูดจบข้าก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจพลางก้าวเดินไปทางประตู จะว่าไปข้าลืมถามนี่ขืนไม่ถามมีหวังแย่แน่ ห้องพักข้าห้องไหน

 

       ชายผมม่วงดูจะปรับอารมณ์ได้ก้ำกึ่งตอบ อาคารแห่งนี้ข้าเป็นผู้สร้างขึ้นมา ท่านอยากจะพักห้องไหนก็เชิญตามสบาย

 

       เป็นคนสร้างขึ้นมา? แสดงว่า

 

       ไอ้ประโยคชวนเลี่ยนพาขนลุกป่วนจิตให้เป็นไข้หลังชื่อโรงแรมนั้นเจ้าเป็นคนคิดใช่ไหม

 

       ชายผู้ที่สร้างโรงแรมพร้อมประโยคน่าขนลุกมองข้าด้วยสายตายินดีเป็นล้นท้นราวกับข้าไปสรรค์เสริญว่ามันสร้างประโยคคำพูดตราติดตรึงใจ ...ข้าว่าข้าด่านะ หรือสมองมันไม่ปกติหว่า?

 

       อา... ท่านเห็นมันด้วยรึ นั้นเป็นมนต์มายาระดับสูงขั้นศาสตร์ลับ นอกเพียงจากผู้ที่มีพลังกล้าแกร่งพอๆกับจ้าวสรรค์หรือจอมปีศาจหรือยิ่งกว่าถึงจะสามารถมองเห็นอาคารและอักษรที่ข้าบรรจงแต่งขึ้น แหม่ พอท่านมาชมข้าตรงๆแบบนี้ ...เขินยังไงก็ไม่รู้ไอ้ท่าบิดตัวจะเป็นเกลียว ขาถูไถพื้นจนจะเป็นรอยนั้นมันอะไร๊! คุณเองเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มเขินอายเพราะโดนขายขนมจีบอยู่รึไง

 

       ใบหน้าข้าถึงกับกระตุก ...ขอถีบมันอีกสักทีจะมีใครว่าไหม ไม่น่ามีใครอยู่แถวนี้งั้น...ข้ายิ้มเหี้ยม

 

       โครมมมม!! ตุบ! ตึก! แอ๊กก!!

 

       ได้ระบายอารมณ์แล้วโล่งชะมัด ข้าปิดประตูให้เจ้าของห้องอย่างมีมารยาท

 

       ฮ้าววว ...ชักง่วงแล้วแฮะ เจ้านั้นบอกนอนห้องไหนก็ได้ งั้นเอาห้องใกล้ๆกับทางออกดีกว่าเมื่อสรุปได้ข้าจัดการพาตัวเองเดินไปยังห้องพักที่ใกล้กับทางออก เลี้ยวซ้ายลงบันไดเดินตรงผ่านไปสามห้องเลี้ยวขวาแล้วเดินไปเรื่อย ก่อนจะชะงักเมื่อเพิ่งนึกเรื่องสำคัญออก

 

       ...แล้วไอ้ทางออกนี่มันอยู่ไหน

 

       ชิหอง ขามาลืมดูทาง ขากลับจะกลับยังไงละเนี่ย อืมมม...เอาเป็นว่าพักห้องแถวนี้ไปก่อนละกัน พรุ่งนี้ค่อยคิด ตอนนี้ง่วง

 

       ข้ามองด้านซ้ายและด้านขวาตนเองที่มีประตูอย่างละบานอย่างชั่งใจ ขวาร้าย ซ้ายดี ...งั้นขวา!เมื่อตัดสินใจได้จึงลองบิดลูกบิดประตูดู

 

       แกร็ก

 

       ไม่ได้ล็อคแฮะ... เสร็จโจร!(ไม่ได้มาปล้นเขานะเว้ย!)

 

       เมื่อลองเดินเข้าไปเปิดไฟสำรวจสภาพห้อง ก็ดูไม่ต่างจากห้องของหัวหน้าคาราวานเมื่อกี๊เท่าไร ต่างเพียงแค่สีห้องและเครื่องใช้ที่มีสีฟ้าอ่อนสบายตา ก็ดีแล้วสีทองแสบลูกตาเยอะ

 

       ร่างกายล้มตัวนอนลงบนเตียงด้วยความง่วงก่อนจะทันได้คิด เตียงนุ่มดีชะมัดอย่างกับนอนเตียงน้ำแถมเตียงก็กว๊างงงกว้าง กลิ้งสักสิบตลบยังไม่ทั่วเลย ทำเอาง่วง...ฮ้าววว ยิ่งกว่าเดิม จะว่าไปข้ารู้สึกมีอะไรแข็งๆที่กางเกงตั้งแต่ก่อนมาถึงที่นี่ ลองใช้มือคลำดูมันแข็งๆเป็นรูปทรงเลยล้วงเข้าไปจับแล้วทำข้าให้นึกได้

 

       ข้าหยิบของบางอย่างแข็งๆออกมาดูที่เผลอหยิบติดมือมาตอนหนีเจ้าผมดำปลายน้ำเงินเจ้าของดวงตาสีอำพันใส่ซื่อจนน่าหวาดหวั่น...กับบางอย่าง ตอนแรกก็ว่าจะหนีหายแบบไม่ต้องเจอกันอีก แต่พอเห็นของในมือคงทำให้ต้องเจอหมอนั้นแบบเลี่ยงไม่ได้...

 

       ข้าละหน่ายใจถึงขั้นนอนดีดดิ้นบนเตียงประท้วง เขาว่าเกลียดอะไรย่อมได้อย่างนั้นคงจะจริง ข้าเกลียดเรื่องหน้ารำคาญแต่เรื่องน่ารำคาญก็วนเวียนอยู่รอบตัวข้าไม่เคยหยุด เอาไปคืนมันทันไหมเนี่ย หรือโยนทิ้งทำไม่รู้ไม่เห็นดี

 

       ข้าพลิกตัวนอนหงายชูของในมือขึ้นเหนือหัวเพื่อสำรวจของในมือ มันคือคริสตัลสีดำรูปทรงหยดน้ำที่แผ่ไอเย็นราวกับน้ำแข็งออกมาไม่หยุดแถมไม่มีทีท่าว่าจะละลาย ข้างในคริสตัลเป็นก้อนแสงสีฟ้าเหมือนก้อนเมฆลอยวนอยู่ มันดูสวยงามจนไม่อาจละสายตา เพียงแต่ว่า...

 

       มันไม่ใช่ของข้า และดูท่าว่าจะเป็นของสำคัญของใครบางคนที่จะนำพาความยุ่งยากมาให้ข้านะสิ กลิ่นไอเวทธาตุน้ำเย็นยะเยือกคละคลุ้งพลังเวทมหาศาลไม่ต่างอะไรจากสายน้ำเชียวกราดที่พัดผ่านร่างให้จมสู่ก้นบึ้งมหาสมุทร ทำเอาข้าที่ไม่ถูกโฉลกกับธาตุน้ำถึงกับหน้าซีดเพราะประสาทรับรู้ดีเกิน

 

       ไม่ไหวละ...


       ...เอาเป็นว่าตอนนี้


       ราตรีสวัสดิ์ คร่อกกก



To be continued


71 ความคิดเห็น