Legends of Time รัตติกาลในเงามืด

ตอนที่ 2 : story 1 ความช่วยเหลือจากเด็กสาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.ค. 58

1


       โครกกก

       “ไอ้ท้องบ้า รู้ว่าหิว ยิ่งร้องก็ยิ่งหิวสิฟร่ะ...ข้าสบถเสียงเบากับตัวเองขณะผิงกำแพงมองกระดาษในมือ แต่ถึงเสียงดังแค่ไหนก็คงไม่มีใครได้ยินเสียงหรอก เพราะดูท่าภายในเมืองตอนนี้จะจัดงานเทศกาลเฉลิมฉลองอะไรสักอย่างกันทั้งเมือง ทำเอาผู้คนเดินกันละลานตาเบียดเสียดกันราวกับปลากระป๋อง

 

       ทำเอาข้าที่โดนเบียดไปอยู่ในขบวนแทบจะขาดใจตายเพราะขาดอากาศหายใจ จนตอนนี้ที่ข้าแทรกตัวหนีมาได้มาหลบที่ตรอกขนาดเดินได้คนเดียวแทบไม่ทัน แล้วนี่กระเพาะยังมาทรยศในยามคับขันอีก ถึงจะไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ก็ไม่ต้องประชดด้วยการส่งเสียงร้องทรมาณกายเจ้าของก็ได้ แค่นี้ก็หิวจนจะไม่มีแรงอยู่แล้ว ...ว่าแล้วขอนั่งพักเอาแรงสักหน่อยละกัน ก่อนลุยปัญหาสำคัญต่อ

 

       พอได้นั่งพักชักความเหนื่อยล้าเริ่มทำให้รู้สึก...อยากนอนขึ้นมาแฮะ

 

       พี่ชายมานั่งทำอะไรตรงนี้หรอคะ?เสียงเด็กผู้หญิงพูดขึ้นที่หน้าตรอก ทำให้ข้าต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อมอง ก่อนจะยิ้มแห้งๆให้

 

       เด็กหญิงอายุประมาณห้าหกขวบเอี่ยวคอด้วยความสงสัย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เมื่อดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่เป็นอันตรายแต่ก็ยังเว้นระยะห่างอยู่สามก้าว ข้าเลยล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบอมยิ้มอันเท่าครึ่งฝ่ามือสีฟ้าลายพาดขาวยื่นให้ ตามประสาเด็กเมื่อมีคนให้ขนมก็ยิ้มร่ารีบวิ่งมารับก่อน จังหวะที่ปลายนิ้วข้าแตะโดนมือเล็กก็มีแสงสว่างที่ปลายนิ้วชั่วพริบตา ทำเอาร่างเล็กไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวมัวแต่แกะเปลือกกินเจ้าลูกอมสีหวานในมืออย่างรวดเร็ว แถมยังมีการมานั่งข้างๆแบบไม่หวาดกลัวระแวงเลยสักนิด ...บางทีก็ไว้ใจเกินนะ กะอีแค่ให้ขนม

 

      ตกลงพี่ชายมาทำอะไรตรงนี้คะ ทั้งที่ในเมืองมีฉลองที่ใหญ่และสนุกมากแท้ๆเด็กหญิงชาวมนุษย์พูดทั้งๆมัวแต่สนใจกินขนมในมือ

 

       พอดีพี่หลงกับพวกที่มาด้วยนะข้าพูดพลางยิ้มแห้งๆกับโรคประตัวที่แก้ไม่หายแม้เด็กตรงหน้าจะมองไม่เห็นสีหน้าของข้าก็ตาม  เพราะข้าสวมผ้าคลุมหัวแทบปิดทั้งน้าเอาไว้อยู่

 

       หลง?เด็กน้อยเอียงคอพลางเลียอมยิ้มในมืออย่างเอร็ดอร่อย “งั้นพี่ชายไปกับหนูไหมคะ คุณพ่อหนูช่วยได้แน่ๆ

 

       ก็คงดีกว่าคล่ำทางเองกลางทะเลฝูงชนละนะ “แล้วคุณพ่อของหนูอยู่ที่ไหนรึ

 

       

 

      ตอนนี้ข้ากำลังเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเหงื่อไหลซึมไปทั่วไม่ใช่ความร้อนของอากาศ แต่เป็นจากสายตาบุคคลตรงหน้าที่กำลังจ้องมองด้วยแววตาเพ่งเล็งทิ่มแทงไปถึงกระดูก นี่ถ้าสายตาพี่แกเป็นปืน ร่างข้าคงจะพรุนเป็นรังผึ้งประดับห้องนี้ในอนาคต แล้วผู้คนก็จะเข้ามามุงดูศพข้าด้วยสายตาอนาจจิตกับการตายของข้า ไม่แน่ว่าข้าอาจจะได้ขึ้นพาดหัวข่าว มีคนตายด้วยสายตาของหัวหน้าอัศวินราชองค์รักษ์ฟอร์โรเซส

 

       อ้อ ดูเหมือนข้าจะลืมเล่าประวัติของที่นี้สินะ

 

       ฟอร์โรเซสเป็นเมืองหลวงของมนุษย์ ปราการเมืองนั้นตั้งอยู่ศูนย์กลางเขตแดนการปกครองของเหล่ามนุษย์ ซึ่งมีเมืองหลวงแยกย่อยอีก4 แห่ง คือ โอพีเลีย สโตมเฮส โคบาร์นอร์ท ฮาเซเลีย(***)  นอกจากเขตของแดนมนุษย์ก็มีเผ่าพันธุ์อื่นอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งมีดินแดนเป็นของตนเองทั้งสิ้น ถึงแม้กาลก่อนจะมีสงครามระหว่างเผ่าอยู่บ่อยๆจนน่าเบื่อหน่ายขนาดเด็กเล็กยังเบื่อที่จะฟัง

 

       แต่หลังสงครามครั้งใหญ่ที่เกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมากเกินคณานับ ทำให้ปัจจุบันทุกเผ่าพันธุ์ได้ทำสนธิสัญญาสงบศึกที่ลงนามโดยตัวแทนแต่ละเผ่า เป็นตัวกลางไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกก็ตาม ทำให้ไม่มีการกีดกันทางเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นอีกหลายเมืองได้เปิดเสรีให้ต่างเผ่าได้เยี่ยมชมบางแห่งยังยังเปิดรับถึงขนาดให้อยู่อาศัยได้ แม้จะมีบางเมืองที่ปิดกั้นรับคนต่างเผ่าเข้าไป แต่ในปัจจุบันถือว่าน้อยจนนับได้

 

      แต่ยังไงซะพวกที่ไม่เห็นด้วยก็ยังมีอยู่มากเหมือนมดปลวกที่คอยก่อความรำคาญ เพราะคงยากที่จะให้ญาติดีกับศัตรูที่วันวานยังเคยไล่ฆ่ากัน ทำให้พวกที่มีบาดแผลในใจเหมือนพวกเด็กมีปัญหา ขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่รัก ต้องเกาะกลุ่มก่อสงครามย่อยตามหมู่บ้านเล็กๆที่ไม่บุกเข้าเมืองเพราะไม่มีปัญญาชัวร์

 

       ...ที่ข้าแสดงความเห็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะรังเกียจเดียดฉันท์อะไรหรอกนะ แต่ยอมรับว่าเบื่อพวกที่ชอบแก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมาไม่ยอมจบสิ้นแบบไร้สาระ สู้เอาเวลาไปเดินเที่ยว หาของกินอร่อยๆ แกล้งคนไปทั่วยังสนุกซะกว่า

 

       ซึ่งช่วงนี้ก็ไม่น่าแปลกใจหากมีหลายๆเผ่าเข้ามาในเมืองหลวงมนุษย์ซึ่งส่วนใหญ่ที่มาล้วนมาแสดงความยินดีและเจริญสัมพันธ์ไมตรีเพื่อผลประโยชน์อันรุ่งโรจน์ในอนาคต ทำให้เหล่าอัศวินราชองค์รักษ์ทั้งหมดในเมืองหลวงฟอร์โรเซสต้องคอยตรวจตราความปลอดภัยภายในเมืองอย่างรัดกุมเนื่องจากเป็นวันสำคัญของแดนมนุษย์จึงต้องรัดกุมและตรวจระเบียบเคร่งเครียดเป็นพิเศษ หาพบเจอคนหน้าสงสัยก็ไม่ต้องแปลกใจถ้าจะโดนจับมาสอบสวนที่อาคารรักษาความปลอดภัย

 

       แต่สำหรับข้า...มันจะดีกว่านี้ถ้าคนตรงหน้าช่วยถามอะไรสักอย่าง อย่างเช่น ‘กินข้าวมารึยังก็ได้ดีกว่ามานั่งจ้องหน้าข้า(ใต้ผ้าคลุม)จนข้าแทบอยากจะหดตัวลีบไปกับเก้าอี้ ไม่ก็มุดลงไปในพื้นปูนแทรกตัวไปในดินซะตรงนั้น และจะดีกว่านี้...เพราะอะไรนะหรือ? ก็ถ้าคนที่นั่งตรงหน้าข้าไม่ใช่หัวหน้าอัศวินราชองค์รักษ์! ที่มีหน้าที่คอยเฝ้าข้างพระวรกายเชื้อกษัตริย์ไม่ใช่รึไงกันหรือพี่แกรับจ๊อบมานั่งสอบสวนคนด้วยสายตาพิฆาตทิ่มแทงคนเป็นรังผึ้งคลายเครียด? สงสัยพ่อของเจ้าหนูอาเดียจะอยู่ช่วงวัยทองอารมณ์เลยแปรปรวน น่าสงสารๆ

 

        ข้าลืมบอกไปสินะ เด็กผู้หญิงที่อาสาบอกจะช่วยข้าที่หลงทางโดยการพามาหาพ่อเจ้าตัวชื่อ อาเดีย เมลฟิล ซึ่งข้าก็คิดว่าพ่อเจ้าเด็กนี้คงจะทำอาชีพค้าขายทั่วไป ใครจะไปคิดละว่าพ่อของเด็กคนนั้นจะเป็น เฮสเซ่ เมลฟิล หัวหน้าอัศวินราชองค์รักษ์ที่คอยปกปักรักษาข้างพระวรกายกษัตริย์ ซึ่งมีตำแหน่งสูงเทียบได้กับหัวหน้ากองทัพทหารของประเทศแดนมนุษย์ ...อ้อ ที่ข้ารู้ทั้งหมดคร่าวๆก็เพราะอาเดียบอกมา ไม่งั้นข้าคงกระโจนใส่คนตรงหน้านานละ คุณท่านแม่*งเอาแต่จ้องอยู่นั้นแหละ

 

       ว่าแต่คุณพี่แกจะไม่เลิกจ้องข้าจริงๆหรอ จ้องมากๆแบบนี้...ข้า...ข้า....อายนะ! จ้องมากๆแบบนี้เกิดข้าท้องขึ้นมาจะทำยังไงจะรับผิดชอบ!...ถุ้ยยย! คนบ้าอะไรจะท้องเพราะแค่โดนจ้องสมองข้าเริ่มไร้สาระอีกแล้ว สงสัยเพราะยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแต่เช้าทำเอาหัวเบลออาการเพ้อ(เจ้อ)ข้าเลยกำเริบ

 

       คุณพ่ออออเสียงแหลมเล็กของเด็กสาวทำลายบรรยากาศตรึงเครียด ข้ารีบหันไปมองทางประตูที่อยู่ด้านหลังเก้าอี้ที่ข้านั่ง ส่วนคนตรงข้ามข้าลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะไปหาเสียงเรียกก่อนจะย่อตัวเหมือนรอรับอะไรสักอย่าง

 

       ตุบ!

 

       ร่างเล็กของเด็กสาว หรือ อาเดีย กระโดดพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของผู้เป็นพ่อพร้อมด้วยรอยยิ้มร่าเริงตามประสาเด็ก

 

      ลูกบอกว่าจะไปเดินเที่ยวตลาดนี่ แล้วมาที่นี่ทำไมผู้เป็นพ่อยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ลูกสาวพร้อมกับหอมแก้มนุ่มๆของเด็กสาวอย่างหมั่นเขี้ยว ทำเอาข้าต้องรีบขยี้ตาเพื่อความแน่ใจ ว่ามันคนเดียวกับที่นั่งจ้องทำหน้าทมึฬใส่ข้าเมื่อครู่จริงหรือ!

 

       “แม่คิดว่าพี่ชายนักเดินทางจะหิวเลยให้หนูเอาข้าวมาให้พี่ชายทานนะค่ะรอยยิ้มบริสุทธ์ไร้เดียงสาของเด็กสาว ที่ข้าเพิ่งได้สังเกตว่าเด็กสาวมีผมยาวมัดเป็นทวิลเทลสีน้ำตาลเปลือกไม้ยาวถึงกลางหลัง ดวงตากลมโตสีเดียวกันแต่กลมโตใสตามประสาเด็กร่าเริง

 

       ทำไมต้องให้ มันก็แค่คนแปลกหน้...

 

       ยังไม่ทันที่พ่อของอาเดียจะพูดจบเด็กสาวก็พูดขัดขึ้น แม่บอกว่าถ้าพ่อไม่ให้...มื้อเย็นของพ่อจะมีแต่ผักนะคะ

 

       อึก! กะ ก็ได้ พ่อยอม...เฮสเซ่พูดเสียงหง่อยยอมแพ้ ดูท่าคงโดนเมียจับจุดอ่อนจนไม่กล้าหือสินะ ควรสงสาร...หรือหัวเราะให้ฟันร่วงดีละ

 

       โชคดีที่สองพ่อลูกไม่ได้สังเกตอีกร่างที่อยู่ในห้องด้วย ไม่งั้นคงได้เห็นคนบ้านั่งตัวสั่น ถึงแม้ความจริงจะกำลังกลั้นหัวเราะอยู่ก็ตาม

 

       เมื่อได้ยินคำตอบตกลง เด็กสาวก็รีบไปหยิบปิ่นโตที่วางทิ้งไว้หน้าประตูเมื่อตอนเข้ามา ถือเดินมาแกะจัดเรียงวางลงบนโต๊ะตรงหน้าข้า ทานให้อร่อยนะคะพี่ชาย

 

       ไม่ทันฟังจบข้าก็ไม่รีรอที่จะจัดการกับของตรงหน้าโดยลืมมารยาทที่ควรจะไปเสียหมด ผ่านไปไม่นานอาหารที่เคยพูนสำหรับกินสามคนไม่เหลือแม้แต่เศษ ทำเอาข้าอิ่มไปเสียส่วนหนึ่ง หากให้กินเท่าเดิมอีกก็ยังไหว อ้อ ส่วนของหวานนี่แยกต่างหากนะ

 

       พี่ชายกินเยอะขนาดนั้นไม่จุกแย่หรอคะอาเดียถามขณะเก็บถ้วยจานที่ว่างเปล่า

 

       ไม่หรอก กินมากกว่านี้ก็ยังไหวข้าตอบพลางฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ฝากขอบคุณแม่เจ้าเรื่องข้าวด้วย อร่อยมากกกก

 

       “ค่ะ!”เด็กน้อยยิ้มกว้างรับคำ ดูท่าจะดีใจที่มีคนชมกับข้าวฝีมือแม่ตน

 

       “คนที่เจ้าหลงด้วยอยู่ไหน ข้าจะได้บอกเส้นทางไปให้ถูกพ่อของอาเดียที่ยืนเงียบมาสักพักกล่าวกึ่งๆเหมือนอยากจะไล่ข้าทางอ้อม นี่ถ้าไม่มีลูกสาวตนอยู่คงจะพูดเมื่อไรเจ้าจะไสหัวไปสักที!’ แน่นอน และดูจากสายตากดดันปางจะถีบไล่ ถ้าข้ายังไม่รีบเปิดปากบอกมีหวังพี่แกได้จับข้าไปทบทวนความจำในห้องขังชัว

 

       ข้ามากับกองคาราวานที่มีธงสีแดงมีตราสัญญาลักษณ์หัวยูนิคอร์นสีขาวเขาสีดำนะ พอจะรู้จักบ้างไหม

 

       “กองคาราวานซอราส? จากที่ฟังคำตอบดูท่าพ่อของอาเดียจะแปลกใจเหมือนไม่ค่อยเชื่อว่าข้ามาจากกองคาราวานนั้นจริง

 

       มันแปลกรึ?ก็แค่กองคาราวานธรรมดาทั่วๆไปไม่ใช่รึไง ทำท่าซะโอเวอร์จริง

 

       ถ้าเป็นกองคาราวานนั้นจริงข้าพอจะรู้ที่พักของพวกนั้น...เฮสดูกระดาษที่หยิบมา ปึกหนึ่ง ไล่สายตาอ่านครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ พวกนั้นพักอยู่ที่โรงแรมอารากัส ข้าจะวาดแผนที่ให้เจ้าก็รีบๆไปซะละกัน

 

       “เดี๋ยว! คือว่าข้า...

 

       พ่อคะเดี๋ยวหนูขอไปส่งพี่ชายเองนะคะ ยังไงหนูก็จะไปเดินเล่นในตลาดแถวนั้นพอดีอาเดียพูดแทรก แต่ทำเอาความรู้สึกข้าดีใจจนแทบอยากจะกระโดดกอด ไม่ใช่พิวาทโลลิหรอกนะ แต่ดีใจที่จะได้ไม่ต้องเป็นเด็กหลงทางแบบก่อนหน้านี้ ไม่งั้นมีหวัง ถึงแห้งตายคาเมืองก็หาทางออกจากเมืองไม่ได้...คิดแล้วเศร้า

 

       “ไม่ได้ยังไงเจ้านี่ก็เป็นคนแปลกหน้า เพิ่งเจอกันไม่ถึงวัน มันอาจจะลักพาตัวลูกลับหลังพ่อก็ได้ ยังไงพ่อก็ไม่มีทางให้ไปเด็ดขาด!”

 

       ไอ้คุณพ่อก็ห่วงเกิ๊น คนบ้าที่ไหนจะลักพาตัวลูกสาวเขาแต่ให้ลูกสาวเขาพาตนมาเจอหน้าพ่อเจ้าตัวก่อน อีกอย่างข้าไม่ได้พิศาทโลลิเฟ้ย!

 

       พี่ชายเขาไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นนะคะ ก่อนมาพี่เขายังไงอมยิ้มหนูมาเลย แสดงว่าพี่เขาต้องเป็นคนดีมากๆเลยละค่ะ

 

     ไอ้ เด็กนี่ก็ไว้ใจคนง่ายเกิ๊น! มีอย่างที่ไหนมาไว้ใจคนแปลกหน้าเพียงแค่เขาเอาขนมให้เนี่ยนะ?

 

       พ่อบอกกี่ครั้งว่าอย่ารับของจากคนแปลกหน้า! เอาอาจจะวางยาลูกก็ได้

 

       ข้าคนหนึ่งละที่ไม่ใส่ยาในขนม เสียรสชาติหมด

 

       “แต่พี่ชายเขาก็ไม่ได้วางยาลูกนี่ แสดงว่าเขาเป็นคนดี เชื่อถือได้!”

 

       เจ้าเอาอะไรเป็นมาตรฐานวัดว่าใครเขาเป็นคนดี เชื่อถือได้กัน!

 

       เฮ้อ...ขืนไม่ทำอะไรมีหวังยาวแน่ๆ ข้าลุกขึ้นยืนขึ้นทำให้บทสนทนาระหว่างพ่อลูกต้องหยุดลง

 

       วาดแผนที่มาให้ละกัน เดี๋ยวข้าไปเอง”…ไป(หลง)ตายในเมืองดาบหน้าก็ได้ฟร่ะ

 

       เฮสเซ่เขียนแผนที่ในทันทีก่อนจะยัดใส่ยืดข้า แล้วเปิดประตูผายมือเชิญออกไปอย่างรวดเร็ว

 

       ควรรู้สึกเป็นเกียรติมาก หรือว่าโดนรังเกียจมากดี

 

       ข้าถอนหายใจ ตัดสินใจก้าวเท้าเดินออกจากห้องทำงาน ทันทีที่ขาทั้งสองข้างพ้นขอบประตูเสียงปิดประตูตามหลังดังสนั่นราวกับเป็นการส่งแขก ข้ายิ้มแห้งๆให้กับทหารที่ยืนทำงานอยู่ภายนอก ก่อนจะรีบจ้ำเท้าออกจากอาคารโดยเร็ว

 

       โชคดีหน่อยที่พิธีเสด็จอะไรนั้นมันจบไปสักพักแล้ว ถนนกว้างขนาดมังกรเดินสบายทอดยาวสองข้างทางที่มีร้านค้าวางขายของริมทางเลยมีแค่ผู้คนจับจ่ายซื้อของไม่มากนัก

 

       แล้ว...ข้าจะเอาไงต่อดีละเนี่ย” ข้ามองแผนที่ในมือ ...เดี๋ยวนะ นี่มันลายมือหรืออักขระโบราณยุคไหนฟร่ะ! อ่านไม่ออกเลยสักตัวไอ้เจ้านั้นมันแกล้งข้ารึเปล่าเนี่ย

 

       ทำไงดีละเนี่ย ให้อ่านเองก็ไม่รู้เรื่อง ลองวานให้คนอื่นอ่านให้ละกัน

 

       ขโมยจับมันไว้!”

 

       ระหว่างกำลังคิดจะหาเหยื่อ เอ๊ย หาคนมาช่วยอ่านแผนที่ให้ เสียงเอะอะโวยวายทำให้ข้าต้องละสายตาจากในมือไปมอง และในวินาทีนั้นเอง...ข้าคิดในใจว่าข้าน่าจะออกจากอาคารให้ช้ากว่านี้...สักนิดก็ดี

 

       พลั่ก!

 

       หมับ!

 

       เฮ้ยยยยยย!”ร่างสูงในผ้าคลุมยาวสวมฮู้ดทำให้ไม่เห็นหน้าวิ่งมาชนข้าไม่เท่าไร แต่เจ้านี่มันดันอุ้มข้าพาดบ่าวิ่งมาด้วยนะสิ!

 

       นั้นผู้สมรู้ร่วมคิดจับมันทั้งสองคน!!”

 

       ไม่ใช่นะข้าไม่ได้เกี่ยวด้วยซะหน่อยมันวิ่งมาอุ้มข้าเอง ข้าถูกลักพาตัวววววว



***









LI VI `?APPLE PIE.

71 ความคิดเห็น

  1. #69 jillhonda (@jillhonda) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 / 21:56
    เป็นใครกันหนอ - -?

    #69
    0
  2. #67 Princess Rose Of Loveless (@lovemala) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2555 / 21:31
    มาต่อด้วยเร็วๆล่ะ
    #67
    0
  3. #60 jillhonda (@jillhonda) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 เมษายน 2555 / 19:05
    ใช่ๆงานเข้าแล้ว ^ ^


    #60
    0
  4. #59 jillhonda (@jillhonda) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มกราคม 2555 / 20:56
    จะรอนะค่ะ 0.0
    #59
    0
  5. #58 แอล13 (@bennett13) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2554 / 18:10
    พอดีคนแต่งขี้เกียรลง (เขียนในสมุด แล้วยังต้องลงเน็ตอีก มันไม่ไหว)
    อ้อ!
    คนลงนิยาย กับ คนแต่งไม่ใช่คนคนเดียวกันนะ! (แก้เผื่ออ่านข้างบนไม่เข้าใจ)
    #58
    0