[จบ] เขาเรียกผมว่านางแบบ [Passion Uncensored]

ตอนที่ 29 : Chapter 24 - กลัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,956
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 122 ครั้ง
    10 มิ.ย. 61

ผมเพิ่งเข้าใจก็วันนี้ ว่าการได้ลืมตาตื่นมามองเห็นคนที่เรารักเป็นคนแรก และเขามองเห็นเราเป็นคนแรกเมื่อลืมตาตื่นมันเป็นยังไง

ความอบอุ่นในใจมันทิ้งตัววนอยู่ในอกจนผมอิ่มเอมไปกับมัน จนอดไม่ได้ที่จะจูบหน้าผากคนที่ยิ้มบางมาให้

"หวัดดีครับ"

พอร์ทยิ้มละมุนหลังได้ยินคำทักทายที่ผมสาบานเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่เสียงผมมันนุ่มได้ขนาดนี้

แต่คนขี้โกงกลับเอาคืนหนักกว่าด้วยการขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วจูบแก้มผมซ้ายขวาเบาๆแต่เสียงดังชัดเจนก่อนกระซิบเสียงแผ่วที่ทำเอาผมขนลุกไปทั้งตัว

"Bonjour ครับ"

เชี่ย...

เขาว่าคนฝรั่งเศสโรแมนติกนี่ท่าจะจริง

แต่นอกจากโรแมนติกแล้วเสียงกระซิบยังโคตรอีโรติกอีกต่างหาก หนักกว่าเมื่อคืนอีกละงานนี้

ใจไอ้ขุนมันบางจนจะเป็นทิชชู่แล้ว...

"พี่ทำหน้าลามกทำไม"

เพราะใครละน้อง...

"ก็พอร์ทน่า..."

"น่าอะไร"

เอา...

พูดออกไปมีหวังตายพอดี ไม่เอา ไม่แสดงออก

"น่ารักไงครับ"

"..."

"รักไปหมดแล้วเนี่ย"

"..."

"ไปทำงานวันสุดท้ายแล้วกลับบ้านกันนะครับ"

เนี่ย...ผมมันเป็นคนละมุนงี้แหละ

แล้วที่ชวนกลับบ้านนี่มีความหมายตรงตัวนะครับ...

ใครจะยอมให้แฟนที่กำลังป่วยอยู่คนเดียวกันละ

จริงมั้ย?


ทริปถ่ายงานที่สุราษฎร์จบลงด้วยดีในช่วงสาย ผมไม่คิดจะยื้อเวลาต่อและเสนอให้กลับทันที แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าขัด ถึงจะแอบเห็นบางคนจับกลุ่มเม้าท์กันบ้างก็เถอะ

แต่แล้วใครสน?

สิ่งที่ผมสนมีแค่อยากพาพอร์ทกลับเท่านั้น

ถ้าจบงานนี้ น้องจะได้เลิกเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองซักที

เลิกเป็นพาทิเช่ กลับมาเป็นพอร์ทเทรต...

เป็นของผม...

แต่มันคงไม่ได้ง่ายขนาดนั้นในเมื่อยังมีก้างชิ้นโตจากฝรั่งเศสที่มายืนโด่ขวางทางตั้งแต่หน้าประตูคอนโด

คนที่ทำให้น้องชะงักเท้าและเหลือบตามาทางผมคล้ายเกรงใจ

ผมรู้...

รู้ว่าเพื่อนคนนี้คงมีความสำคัญอะไรบางอย่างกับน้อง

แต่ผมก็อยากให้พอร์ทมั่นใจในความรู้สึกของเราที่จะไม่มีวันปิดบังใครหากไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องสถานะของพาตี้

ผมคว้ามือพอร์ทไว้แน่น ไม่สนใจสายตาขุ่นที่มองเขม็ง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น อาจจะเป็นเพราะฝรั่งหน้าใหม่ที่ยืนอยู่ข้างหลังที่เอื้อมมามาแตะหลังไอ้เจ้าอังเดรเหมือนจะปราม

"ยังไม่กลับไปอีกเหรอ"

"ถ้ากลับ คงเห็นมั้ง"

"พี่ขุน! อังเดร!"

เออ ให้มันได้อย่างงี้สิ ปากดีเสมอต้นเสมอปลาย ไอ้หัวทอง!

สีหน้าของมันดูขุ่นใจ แต่เราทั้งคู่ก็ยอมหุบปากเพราะเสียงห้ามของคนกลาง

"เข้าไปคุยข้างในเถอะ"

"ไม่ต้องหรอก"

น้องเอ่ยคำภาษาถิ่นหามัน แต่กลับถูกตอบเป็นภาษาสากลที่เหมือนจงใจจะให้ผมฟังรู้เรื่อง พร้อมกับสายตาที่จงใจมองมาที่ผมก่อนกลับไปมองที่พอร์ทอีกครั้ง

"ฉันจะกลับฝรั่งเศสแล้ว"

" อ้าว...ทำไมจู่ๆก็จะกลับละ"

จะไปรั้งมันไว้ทำไมละครับหนู!

"มีงานด่วนเข้ามา แล้วก็มีเรื่องวางคอลัมภ์ใหม่ที่นายจะมาร่วมเขียนด้วย จำได้ใช่มั้ย"

"จำได้สิ นายจะให้ฉันส่งตอน--"

"เดี๋ยวลูอิสจะให้รายละเอียดนาย"

ไอ้เจ้าอังเดรรีบพูดขัดและสายตายังคงไม่ละไปจากผม แต่ก็ไม่มีแววหาเรื่องอย่างที่เคยเป็น

แปลก...

แล้วก็คงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่รู้สึก เพราะพอร์ทก็มองเจ้าฝรั่งนั่นที มองผมทีเหมือนสงสัยไม่ต่างกัน แน่นอนว่าทั้งน้องทั้งผมก็คงไม่เข้าใจไอ้บรรยากาศนี้พอๆกันจนคนหน้าใหม่ที่ยืนนิ่งเอ่ยออกมา

"เชิญคุณพอร์ทคุยเรื่องงานกับผมด้านในดีกว่าครับ"

"แต่--"

"เชิญครับ"

สาบานเลยว่าทั้งผมทั้งน้องไม่มีใครกล้าขัดไอ้เสียงและใบหน้านิ่งๆนั่นแน่ๆ

อย่าว่าแต่พอร์ทที่รีบไขประตูตัวเกร็งเข้าไปในห้องทันที ผมก็ยังรีบปล่อยมือยอมให้น้องไปด้วยความเผลอเพราะตกใจใจความเรียบนิ่งรอบๆตัวคนผู้ชายคนนั้น

ทำไมมีออร่าทะมึนขนาดนี้วะ

อย่างกับครูฝ่ายปกครองโหดๆสมัยมอต้น เสียแต่ว่าผมไม่เคยมีครูเป็นฝรั่งเนี่ยแหละ

พอตั้งสติได้ ผมก็กะจะตามเข้าไป แต่ไอ้อังเดรก็ก้าวมาขวางไว้ก่อนแบบเรียกว่าแทบจะชนกัน

ถึงอย่างนั้น จากสายตาที่ส่งมาทำให้ผมไม่ได้โวยวายออกไปและเลือกที่จะเดินตามไปที่บันไดหนีไฟเงียบๆ

และก็เงียบกันอยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่

"ถ้าจะเงียบก็กลับไปเลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาทำอย่างอื่น"

ดวงตาสีอ่อนกวาดขวางมาทางผม เหอะ ใครกลัววะ เดาว่ามันคงอยากด่าผมซักที แต่ก็กลับไม่เป็นอย่างนั้น

"ฉันไม่ได้มาเพื่อเถียง"

"..."

"ฉันมาเพื่อเคลียร์"

"เรื่อง?"

"ฉันได้ยินเรื่องพอร์ทไม่สบายตอนไปทำงาน"

เสียงเรียบเรื่อยของอังเดรฟังเรียบเรื่อยจนน่าโมโห และมันก็ยิ่งน่าหงุดหงิดเมื่อมันรู้เหตุการณ์ทุกอย่างของพอร์ทที่อยู่กับผม

"แล้วยังไง?"

"นายไม่รู้ใช่มั้ยว่าพอร์ทเป็นอะไร"

"..."

"หึ...ไม่รู้ละสิ"

"มึง!"

ผมกระชากไอ้สูทเรียบๆที่น่าหงุดหงิดพอๆกับเจ้าของของมันเพราะหมดความอดทน แต่สายตาของอีกฝ่ายก็ห้ามผมไว้อีกครั้งก่อนเสียงเรียบเรื่อยแต่ข่มไปด้วยอารมณ์จะพูดต่ออีกโดยไม่สนคอเสื้อที่ผมขยำไว้

"พอร์ทกำลังต้องการคนอยู่เคียงข้างและยอมรับในตัวเขา ไม่ใช่คนรู้สึกผิดอย่างฉัน"

"แกพูดอะไร"

ดวงตาสีฟ้าของอังเดรดูอ่อนแสงจนผมต้องปล่อยเขา ท่าทางมั่นใจน่าหงุดหงิดตั้งแต่เจอหน้ากันดูเป็นเรื่องตลก เพราะตอนนี้หมอนี่ดู...เสียใจ

"ฉันบอกได้แค่ว่าอีกไม่นานนายคงได้คำตอบเรื่องอาการของเขา"

"นายรู้?"

"..."

"ถ้ารู้ก็บอกอะไรกันบ้างดิวะ! เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ!"

"คนที่จะอธิบายนายได้คือพ่อของพอร์ท ฉันรู้ว่านายคุยกับเขาแล้วก่อนกลับมากรุงเทพ และที่ฉันจะกลับฝรั่งเศสก็เพื่อจะพาเขาไปรู้คำตอบ"

"ก็แล้วทำไมไม่บอกกันตรงนี้วะ! อะไรกันนักหนา!"

ผมโวยวายอย่างอัดอั้นจนจะเข้าไปกระชากคออีกฝ่ายอีกรอบ แต่กลับเป็นผมเองที่ถูกคว้าคอดันติดกำแพง

"ถ้าหมอที่นายพามาตรวจเขาอธิบายแล้วก็น่าจะรู้ว่านี่ไม่ใช่อาการป่วยธรรมดา!"

"ก็ถ้าอย่างนั้นแล้วจะทำไม!"

ใช่! ผมรู้อยู่แก่ใจว่าไอ้อาการที่แสดงออกถึงความเครียดมันเป็นเรื่องสภาพจิตใจล้วนๆ แล้วมันรู้อะไรทำไมไม่บอกผมตรงๆวะ!

"ฉันบอกแกตรงนี้ไม่ได้เพราะเรื่องมันระยำจนทำให้เขาเป็นแบบนั้น แล้วมันจะไม่ได้หยุดแค่นี้!"

เรื่อง..ระยำ

เชี่ย...มันเกิดอะไรขึ้นกับน้องกันแน่วะ

"แค่ฉันเห็นก็รู้แล้วว่าพอร์ทกับนายรู้สึกอะไรกัน แต่สิ่งที่ฉันต้องการคือความมั่นใจว่านายจะอยู่เคียงข้างเขาด้วยความจริงใจไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ!"

"..."

"เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็ขอให้นายไปให้พ้นจากชีวิตเขาซะ แล้วฉันจะพาเขาไป"

"ไม่มีทาง!"

"ถ้างั้นนายต้องรับปาก!"

"..."

"ดูแลความทรงจำของเขาให้ดี..."

"..."

"อยู่ข้างๆเขา อย่าปล่อยมือเพื่อนของฉัน"

"..."

"อย่าพลาด...เหมือนอย่างที่ฉันเคยพลาด"

***

อังเดรและเลขาของเขาที่ได้ยินว่าชื่อลูอิสบอกลาพอร์ทไปแล้ว ก่อนเราทั้งคู่จะถูกพี่เชนเรียกมาที่บ้านภายใต้ความงงของน้องที่ทั้งไม่เข้าใจและหงุดหงิดที่ถูกเรียกให้มาค้างที่บ้าน

“พ่อให้ผมมาอยู่นี่ ผมพอเข้าใจ...”
“เข้าใจแล้วมีปัญหาอะไรละ?”
“แต่ที่พี่ขุนมาอยู่นี่ด้วยผมไม่เข้าใจ!!”
ผมมองพอร์ทเทรตที่กำลังโวยวายกับพ่อของตัวเองอย่างไร้ประโยชน์ เพราะพี่เชนแค่ทำหน้ามึนแล้วก็นั่งแยงหูแบบที่คนทั่วไปต้องเรียกว่า ‘กวนโอ๊ย’ สุดๆ โดยไม่สนใจท่าทางฮึดฮัดของลูกชายตัวเองที่กำลังออกท่าออกทางได้...ถูกใจผมสุดๆ
เพราะตอนนี้พอร์ทกลับไปอยู่ในลุคชายหนุ่มหน้าหวานให้ผมเห็นชัดๆอีกครั้งที่ดูแล้วโคตรชื่นใจ
ทั้งใบหน้าขาวใสไร้เครื่องปกปิด ผิวขาวเนียนนุ่ม และยังผมสลวยที่ถูกรวบยุ่งๆไว้เป็นมวยสูงด้วยดินสออวดต้นคอเซ็กซี่ ประกอบกับใบหน้ายุ่งๆและปากแดงๆตามธรรมชาติ
ให้ตายเหอะ...
คนอะไรน่ารักโคตร!
อะแฮ่ม!
กลับมาที่ประเด็นตรงหน้านี้ เรื่องของเรื่องมันมาจากอาการที่พอร์ทเป็นเมื่อตอนออกกองนั่นแหละครับที่ทำให้ผมโทรหาพี่เชนญาติคนเดียวที่นี่ของน้อง นั่นคือสิ่งที่พอร์ทรู้ ก่อนจะได้ข้อสรุปด้วยการเก็บสัมภาระของพอร์ทมาอยู่ที่บ้านหลังนี้

แต่ที่น้องไม่รู้คือพี่เชนกำลังจะบินไปฝรั่งเศสพร้อมกับอังเดรเพื่อหาคำตอบให้กับอาการหน้ามืดที่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาของน้อง

เรื่องที่หมอนั่นไม่ยอมเล่าตรงๆกับผมนอกจากจะมห้พี่เชนไปรับรู้ด้วยกัน...

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงต้องมาอยู่กันที่นี่
“พ่อจะไม่อยู่บ้าน พอร์ทจะอยู่คนเดียวได้ยังไง”
“แล้วพอจะให้ผมมาอยู่ที่นี่ทำไมละ ผมอยู่คอนโดก็ได้”
“อยู่ที่คอนโดคนเดียวใครจะดูแล”
“ที่นี่ผมก็อยู่คนเดียว”
“พ่อถึงให้ไอ้ขุนมาอยู่ด้วยไง
“พ่อ!!”

พอร์ทเทรตโวยลั่นก่อนจะตวัดตาขวางมาทางผมให้รู้ว่าเขาระบุเป้าหมายต้นเหตุไว้ในใจแล้ว
“พี่เปล่านะ” ผมรีบพูดเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์
“ไม่ต้องไปพาลคนอื่น ขุนมันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยหรอก พ่อสั่งให้มันมาดูแลพอร์ทเอง”
“ก็แล้วทำไมต้องให้พี่ขุนมาดูแลด้วยละ”
“รู้จักกัน ทำงานด้วยกัน พ่อก็รู้จักและไว้ใจมันดี เรานั่นแหละ มีปัญหาอะไรถึงไม่ยอม”
“ก็...ก็...”

เจ้ากระต่ายน้อยหันรีหันขวางคล้ายคนคิดไม่ตก ใบหน้าเนียนแดงสลับขาวจนน่าพุ่งเข้าไปหอมซักฟอด
“เอาตามนี้ จบ!! พ่อต้องบินตอนเที่ยง ทำอะไรให้พ่อกินหน่อย”

พี่เชนตัดบท ทำให้น้องมองตาขวางแต่ก็ยอมลุกเดินดุ่มอย่างไม่ค่อยพอใจหายเข้าไปในครัว ท่าทางน่าฟัดนั่นทำให้ผมอยากตามไปหยอกเล่นเหลือเกิน ติดอยู่ตรงที่คุณพี่ พ่อของน้องที่จ้องเขม็งมา
“ฉันไม่ได้เปิดโอกาสให้แกหรอกนะ”
“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนิพี่”
“แค่มองตาแกฉันก็รู้แล้ว ถ้าจับลูกฉันแก้ผ้าได้คงทำไปแล้วมั้ง”
“ก็เกือบได้อ่ะนะ”
“ไอ้ขุน!!”

หมอนอิงความเร็วสูงพุ่งมาทันทีจากช่างภาพชื่อก้องโลกที่ออกอาการหวงลูกทำให้ผมอดขำไม่ได้
“ลูกพี่ยังเด็ก แม่เขาก็รักมาก ส่วนพี่ก็รักทั้งลูกและแม่ของลูกมากยิ่งกว่า แกเข้าใจที่พี่พูดใช่มั้ย”
“ครับ”

ผมสบตาคนตรงหน้าและรับคำหนักแน่นอย่างจริงใจโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดทำให้อีกฝ่ายยิ้มออกมา
“หลังจากที่รู้เรื่องจากแกพี่ก็โทรหาแม่เขาทันที...”

ผมขยับตัวรอฟังลุ้นจนใจเต้นรัว แต่พี่เชนกลับเงียบนานคล้ายกับไม่แน่ใจว่าจะพูดออกมายังไง
“เชลีนพูดแค่ว่าพอร์ทมีเรื่องร้ายแรงจากเพื่อนสมัยเรียนไฮสคูล”
สมองผมตื้อและมึนงงไปชั่วขณะจนต้องทิ้งตัวลงนั่ง
มีเรื่องร้ายแรงจากเพื่อน?
ร้ายยังไง แบบไหน?
“แม่เขาไม่ได้บอกอะไรอีก รู้แค่ว่าคนที่รู้เรื่องนี้ดีคือเพื่อนของพอร์ทที่ชื่ออังเดร ได้ยินว่าเป็นคนช่วยพอร์ทไว้ แต่พอคุยแล้วเด็กนั่นยืนยันว่าจะคุยเรื่องนี้ต่อหน้าเชลีนเท่านั้น”

พี่เชนเดินออกเดินทางไปแล้ว แต่ผมก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมกับความคิดเดิมๆที่วนเวียนอยู่ในหัวก่อนจะตัดสินใจลุกเดินไปทางห้องครัวที่เจ้าตัวคนที่อยู่ในความคิดผมอยู่
ประโยคจากพี่เชนและอะงเดรวนเวียนอยู่ในหัวของผมตลอดเวลา และมันกำลังกัดกินความรู้สึกของผมอย่างช้าๆ
การถูกทำร้ายจิตใจมันจะเป็นรูปแบบไหนได้บ้าง ผมไม่ได้ต้องการจะคิดอะไรอกุศลหรือมองโลกในแง่ร้าย แต่เด็กผู้ชายจะถูกกลั่นแกล้งมันก็มีอยู่ไม่กี่เรื่อง
ผมเฝ้ามองแผ่นหลังบางที่กำลังทำความสะอาดอุปกรณ์ทำอาหาร หลังจากทำเมนูง่ายๆให้พี่เชนทานก่อนพี่เขาจะออกไปสนามบินโดยไม่ได้พวกเราตามไปส่ง เขาอ้างว่าพอร์ทไม่ควรออกไปในสภาพผู้ชายให้คนอื่นสงสัย แต่ส่วนหนึ่งผมว่าพี่เขาคงไม่อยากให้พอร์ทรู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน
น้องยืนอยู่หน้าอ่างล้างจานและทำทุกอย่างอย่างเป็นธรรมชาติ บรรยากาศรอบตัวเขาดูอ่อนโยนและอบอุ่นจนทำให้ผมเผลอยิ้มออกมา

ยกเว้นถ้าน้องไม่ได้กำลัง..
“พอร์ท!!”

ผมวิ่งเข้าไปคว้ามือเล็กได้ทันก่อนมันจะรูดเข้ากับคมมีดที่หงายขึ้นอย่างน่าอันตราย ซึ่งเจ้าตัวก็สะดุ้งตกใจคล้ายเพิ่งได้สติว่าเกิดอะไรขึ้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองมองมือของตัวเองสลับกับหน้าผมตื่นๆ
หัวใจผมแทบหล่นไปที่ตาตุ่มเมื่อเห็นเขาหยิบมีดทำครัวมาล้างโดยกำลังจะเช็ดถูทำความสะอาด ซึ่งมันจะไม่เป็นอะไรเลยถ้าเขาไม่ได้กำลังจะใช้มือเปล่าๆหันเข้าหาคมมีด!!
“เอ่อ...”

ปากเล็กเผยอคล้ายจะพูดก่อนจะปิดฉับและชักมือออกห่าง ดวงตากลมโตที่ยังคงแววตกใจมองไปมาอย่างสับสน ผมมองท่าทีของน้องแล้วต้องเผลอกัดฟันแน่นอย่างข่มใจ
“ไปนั่งเถอะ เดี๋ยวพี่จัดการตรงนี้เอง”
น้องรีบเดินไปทันทีโดยไม่เสียเวลาปฏิเสธและไม่สบตาผมแม้แต่น้อย ผมยืนมองมีดใจมือสลับกับแผ่นหลังของคนที่เดินออกมาอย่างสับสน
ตัวผมที่ยืนอยู่เพียงลำพังในห้องครัวช่างเงียบงัน ราวกับคมมีดในมือกำลังค่อยๆกรีดลงไปในหัวใจผมช้าๆ ค่อยๆ...ลึกลงไป

พร้อมๆกับคำพูดของอังเดร...

มันจะไม่หยุดแค่นี้...

***
ผมทิ้งตัวที่โซฟาพร้อมกับกำมือตัวเองแน่นเพื่อพยายามไม่ให้มันสั่น ตั้งแต่กลับมาจากต่างจังหวัด ผมก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง รู้สึกเหม่อลอยตลอดตลอดเวลา และเสียงกรีดร้องที่ตามมาหลอกหลอน มันดังห้องอยู่ในหัวตลอดเวลาโดยที่ผมควบคุมมันไม่ได้

จากที่ได้ยินแค่ในฝัน ตอนนี้แม้กระทั่งลืมตาผมก็ยังได้ยิน! และมันเกือบจะทำให้ผมเฉือนมือตัวเองไปแล้วถ้าพี่ขุนไม่เข้ามาห้าม
ผมเป็นอะไรวะ
ผมกำลังจะ...ผมกำลังจะเป็นบ้าเหรอวะ?!
ช่วยที ใครก็ได้เอาเสียงบ้าๆนี่ออกไปจากหัวผมที!
“พอร์ท”
“ออกไป!!!”
เพล้ง!!
ผมตกใจกับเสียงที่ออกจากปากของตัวเอง แต่ก็ไม่เท่ากับคนตัวใหญ่ตรงหน้าที่ยืนนิ่งโดยมีแก้วน้ำหวานที่ถูกผมปัดตกแตกกระจายบนพื้นโดยไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ทำให้ผมตกใจมากกว่ากลับไม่ใช่เสียงแก้วหรือเสียงตัวเอง

แต่เป็นแววตาของพี่ขุนที่ฉายแววเจ็บปวด...ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“พี่...”
“พี่จะไปหยิบที่โกย อยู่นิ่งๆนะ”
“พี่ขุน!”

ผมรีบคว้าชายเสื้อของเขาเอาไว้ทันก่อนจะเดินไป รู้สึกราวกับว่าถ้าผมปล่อยให้เขาหันหลังให้เขาจะไม่หันกลับมามองผมอีก

แต่คนถูกดึงกลับยืนนิ่งปล่อยให้ผมรับเขาไว้เพียงปลายชายเสื้อโดยไม่หันมามอง
“พี่จะโทรตามคุณเจสซี่ให้”
“โทรทำไม?”
“ถ้าพอร์ทลำบากใจที่อยู่กับพี่ตามลำพัง...”
“พอร์ทเปล่า!”

ผมรีบตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดและดึงเสื้อพี่ขุนไว้แน่นเป็นการยืนยัน
ให้ตายเถอะพอร์ทเทรต แกกำลังระแวงอะไร พี่เขาอยู่ตรงนี้ ตรงหน้าแก คนที่รักแกมาสามปีกำลังอยู่ตรงนี้ แล้วความรู้สึกของเราทั้งคู่มันก็ชัดเจนแล้ว
ถ้าไม่พึ่งเขา แล้วแกจะพึ่งใคร?
“พี่ขุน...”
ผมไม่รู้ตัวว่ามันออดอ้อนแค่ไหน แต่ผมไม่อาจห้ามปากตัวเองได้ เพราะภายใต้ความปกติที่ผมฝืนแสดงออกแต่ตอนนี้จิตใจของผมมันสับสนและไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน

ถ้าเขาปล่อยผมไว้คนเดียว ผมคง...
“อยู่กับพอร์ทนะ...พอร์ทกลัว”

ดวงตาของเราสบกันนิ่ง ใจผมเต้นไปด้วยความสับสน และกังวลว่าพี่มันจะสะบัดตัวเดินจากไปหรือไม่ ถ้าพี่เขาทำอย่างนั้นจริง ผมก็คงไม่มีแรงพอจะรั้งเขาเอาไว้ อีกทั้งไม่มีคำพูดใดใดออกจากปากเขาเลย พี่ขุนแค่มองมาที่ผมเงียบๆเท่านั้น
แต่แล้วเขาก็นั่งลงเคียงข้างและดึงผมเข้าไปหา ซึ่งผมไม่ลังเลที่จะโอนอ่อนเข้าไปหาความอบอุ่นจากบ่าแกร่งนั้น ซุกหน้าลงไปราวกับต้องการใช้มันเป็นที่ยึดเหนี่ยว เพียงแค่เขาโอบกอดผมเบาๆโดยไร้คำพูดกลับทำให้ผมสบายใจขึ้นอย่างง่ายดาย
ผมเพิ่งได้เรียนรู้วันนี้ว่าการสัมผัสกายซึ่งกันและกันอย่างอ่อนโยนมันมีอานุภาพมากมายแค่ไหน หัวใจของผมเหมือนได้รับแรงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด และคิดว่ามันคงมีเรี่ยวแรงพอที่จะทำให้ผมกล้ามากขึ้น...มากพอที่จะเปิดปากพูดออกไป
“ถ้าพอร์ทไม่ปกติเหมือนคนอื่น พี่จะรู้สึกยังไง”
“....”

“พี่ขุนจะไปจากพอร์ทมั้ย”

ผมฝังหน้าลงกับบ่ากว้าง รู้สึกถึงมือสั่นเทาที่ยึดชายเสื้อเขาไว้แน่น แต่ไม่อาจกล้าพอที่จะโอบกอดเหนี่ยวรั้ง เพราะผมต้องพร้อมที่จะปล่อยมือเสมอถ้าหาก...
“งั้นเราก็คงบ้าเหมือนกัน”
“....”
“อย่าลืมสิ...พี่บ้ารักพอร์ทมาตั้งนานแล้ว”

แขนแกร่งโอบรัดแน่นพร้อมกับน้ำเสียงทุ้มมั่นคงที่ดังชัดข้างหูทำให้ผมเลื่อนมือโอบกอดตอบอย่างไม่ลังเลราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ
“ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามพี่ยังอยู่ตรงนี้นะ”

หัวใจของผมสั่นไหว รู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ดวงตาพี่เริ่มพร่าเลือน ความกลัว ความสับสน ความลังเล ความไม่เข้าใจทั้งหลายจางหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นเพียงแค่เพราะคำกระซิบเบาๆแต่หนักแน่นของคนที่กอดผมไว้
“อยู่กับพี่นะครับ”

-------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 122 ครั้ง

1,184 ความคิดเห็น

  1. #1073 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 20:56
    ขอบคุณมาก
    #1073
    0
  2. #787 ขอบคุณ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 / 12:58
    ตีตัรอเลยค่ะ คิดถึงจัง
    #787
    0