[จบ] เขาเรียกผมว่านางแบบ [Passion Uncensored]

ตอนที่ 26 : Chapter 22 - พรหมลิขิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,016
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 117 ครั้ง
    28 ต.ค. 61

เรื่องของจิตใจ..

คำพูดของหมอยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของผมไม่ยอมหายไปไหน

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวแพทย์ เพราะแค่ประโยคนั้นผมก็พอเข้าใจว่าหมอต้องการสื่ออะไร

แต่มันช่างฟังแล้วเสียดแทงเหลือเกิน...

เรื่องของจิตใจ...แสดงว่าน้องมีเรื่องไม่สบายใจ

และถ้าไม่เกิดเรื่องวันนี้ขึ้น ผมก็คงไม่มีสติเอะใจ ว่าภายใต้รอยยิ้ม และสิ่งที่แสดงออกของน้อง มันอาจมีอะไรซ่อนอยู่

ผมถึงได้เพิ่งเริ่มรู้ตัวว่า จูบของน้อง ไม่ได้ทำให้เรารู้จักกันเลย

ผมมัวแต่หลงระเริงกับสัมผัสที่น้องยินยอมมอบให้ ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้รู้จักเรื่องของน้องเลยแม้แต่น้อย เอาแต่พูดว่าหลงน้องมาสามปี...

สามปีที่ผมไม่ได้รู้อะไรเลยว่าน้องอาจเคยเจอเรื่องราวอะไรในชีวิตบ้าง

ไอ้ขุน แกมันไอ้คนอวดดี

ปากบอกว่ารัก...แต่แกก็ได้แต่นั่งอยู่ตรงนี้

ได้แต่นั่งเฝ้ามองพอร์ทที่นอนนิ่ง เจ้าตัวเล็กราวกับกำลังหลับไปเท่านั้น โดยที่ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่าเบื้องหลังเปลือกตานั้นกำลังมองเห็นอะไร..

"อื้อ..."

ร่างบางขยับตัว คิ้วเรียวเริ่มขมวดเข้าหากันแต่ไม่ได้ลืมตาขึ้นทำให้ผมรู้ว่าน้องเพียงแค่ละเมอเท่านั้น แต่ท่าทางน้องดูอึดอัดเหลือเกินจนผมทนไม่ไหว

ผมรวบร่างเล็กที่ขยับตัวไปมาเข้ามาในอ้อมแขน โอบกอดเขาแน่นเพื่อต้องการส่งความรู้สึกให้เขารับรู้ ไม่ว่าน้องจะกำลังฝันเห็นอะไรให้เขารู้ว่าผมยังอยู่ตรงนี้

"พอร์ทครับ...พี่อยู่นี่...พี่ขุนอยู่ตรงนี้นะครับ..."

ผมโน้มใบหน้าลงไปประทับริมฝีปากที่หว่างคิ้วเข้ม จูบเน้นย้ำ...ย้ำ...เพื่อคลายความเครียดขึง ก่อนจะเลื่อนไปประทับที่เปลือกตาปิดสนิท ลากผ่านปลายจมูก และเลื่อนลงมายังริมฝีปากแดงที่กำลังเม้มเน้นด้วยความอึดอัด...

หวังจะช่วยลบมันออกไป

"ว๊าย!!"

ทุกอย่างหยุดชะงักลงเมื่อมีบุคคลที่สามเข้ามาในห้อง ผมหันไปมองคุณเจสซี่เงียบๆ โดยไม่แยแสท่าทางตกใจปานจะเป็นลมของเขาและแววตาพรั่นพรึงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

ผมยังคงโอบกอดคนในอ้อมแขนไว้เช่นเดิมและจ้องอีกใ่ายอย่างท้าทาย จนเขาสงบลงเมื่อผ่านไปหลายนาที ผมจึงค่อยๆวางน้องนอนลงอย่างแผ่วเบา และลูบผมสลวยที่ปกใบหน้าหวานออกช้าๆโดยไม่สนสายตาของคุณเจสซี่

"นะ...นี่มัน...หมายความว่ายังไงคะ"

"ทำไมต้องตอบ"

"แต่เราต้องการคำตอบ!!"

"ภัทร..."

ชิบ...

ลืมไปว่ามียัยแม่ลูกอ่อนเรื่องเยอะนี่อีกคน

ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทก้าวออกมาจากเบื้องหลังคุณเจสซี่ที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออก สีหน้าของภัทรจริงจังจนผมต้องถอนหายใจยอมแพ้

"ไปคุยกันข้างนอก"

"แกทำอะไร!!!"

"...."

"แก...กับนางแบบ ให้ตายเถอะ!! นี่มันเรื่องบ้าอะไรหะขุน บอกเรามาสิ การห่วงใยช่วยเหลือดูแลเราพอเข้าใจ แต่สิ่งที่แกทำเมื่อกี้เราไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลย !!!


".....อย่ามาเงียบใส่เรานะ!!"

"แล้วจะให้พูดอะไร"

"พูดอะไร? ให้ตายเถอะ แกกอดนางแบบ แก...แกจูบน้องเขานะขุน! แกควรจะมีคำอธิบายเรื่องนี้"

"ก็เห็นแล้วจะถามทำไมวะ"

ผั๊วะ!!

โอ้ยยย ยัยบ้านี่มันตบหัวผม!

"อย่ามากวนนะ ตกลงแกกับน้องเขาเป็นอะไรกัน!"

"ก็..."

"อย่ามาสตอ! เรากะแกรู้จักกันมานานเกินกว่านั้นนะ เพราะงั้น คายออกมาให้หมด!!!"

ผมนิ่งเงียบและหันหน้าหนียัยเพื่อนจอมบงการ และพยายามเรียบเรียงคำตอบในหัว แต่ความจริงผมไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ผมหันกลับไปหาภัทรและสบตาเธอตามตรง

ตอบคำถามง่ายด้วยคำที่คนสนิทอย่างมันจะเข้าใจ

"เขาคือแรงบันดาลใจของเรา"

ไงละ ทำตาโตเป็นไข่ห่านขนาดนี้...อึ้งอ่ะดิ เราดูหล่อมากเลยอ่ะดิ

ผั๊ว!!!

"โอ้ย!! ยัยบ้า ตบหัวกูอีกแล้วนะ ไม่อยากมีชีวิตรอดกลับไปหาผัวใช่มั้ยวะ!!"

ผั๊ว!!

ยัง!! ยัยบ้ามันตบผมเป็นครั้งที่สามแล้วนะว้อย!!

"ปากอย่างนี้วอนตายแล้วสินะ แล้วผัวกูใช่คนที่มึงจะเอามาพูดพร่ำเพรื่อมั้ย"

โห พอพูดแตะต้องผัวหน่อย ขึ้นกู ขึ้นมึงนะอีภัทร อีคนหวงผัว!

"ผัวมึงก็ผัวกู เอ๊ย ก็เพื่อนกูป่ะวะ เฮ้ยๆๆ พอๆๆ ตบอยู่ได้ เดี๋ยวสมองไหลกันพอดี"

"มีสมองกะเขาด้วยเหรอ นึกว่ามันกลวงถึงได้ทำอะไรไม่คิด!!"

โอ้ยยย ยัยภัทรมันเป็นอะไรกะหัวผมมากป่าววะ ไม่ตบก็ผลักหัวผมเนี่ย แล้วจุลินทรีย์เนี่ยนะ? ปกติเขาด่ากันแบบนี้เหรอ ตกลงมันโมโหผมเพราะพูดถึงผัวมันเนี่ยนะ?

เดี๋ยวจับผัวแม่งทำเมียซะหรอก! (ล้อเล่นนะล้อเล่น ไม่เอา ไม่ฟ้องน้องนะ)

"พอ เลิกไร้สาระ"

มึงดิ พากูไร้สาระ พูดถึงผัวหน่อยไม่ได้ แม่ง มือถึงตลอด...

ถึงหัวผมเนี่ย!!

"เอาตรงๆ ให้เคลียร์กันไปเลยนะ"

"...."

"แกรักน้องเขา?"

บรรยากาศของเราทั้งคู่กลับมาจริงจังอีกครั้ง สายตาของภัทรชี้ชัดว่ามันไม่ได้ต้องการล้อเล่น นอกจากอยากได้ความจริงใจและตรงไปตรงมาจากปากผมแบบลูกผู้ชาย ซึ่งคำตอบมันง่ายนิดเดียว

"สามปี..."

ผมจ้องมองเพื่อนสนิทตรงหน้าเพื่อยืนยันสิ่งที่ตัวเองกำลังจะพูด ว่ามันคือสิ่งที่ตรงออกมาจากใจของผม

"กูรักน้องเขามาสามปี"

***

"น้องเขาคือแรงบันดาลใจของแกคนนั้นนะเหรอ?!!!!!!! "

ผั๊ว!!

"จะตะโกนเพื่อ?"

ผมเอื้อมมือไปตบหัวยัยนั่นโทษฐานแหกปากเสียงดังไม่เกรงใจชาวบ้าน ยัยคุณแม่ลูกหนึ่งนี่มันขี้โวยวายจริงๆ แต่เธอก็ไม่สนใจและถามผมต่อด้วยใบหน้าตื่นเต้น

"แกกำลังจะบอกเราว่า น้องคนนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ไอ้บ้าติสแตกที่กำลังทำตัวเป็นเด็กมีปัญหากับชีวิตตอนนั้นยอมทำงานเป็นหลักแหล่งและเลิกทำตัวเบื่อโลกงั้นเหรอ!?"

"ใช่...แต่...มึงกำลังหลอกด่ากูป่ะ?"

"เปล่า กูด่ามึงตรงๆ"

ผมยกมือกางองศาเตรียมฟาดหัวยัยภัทรอีกรอบ แค่ยัยนั่นดันรู้ทันและชี้หน้าร้องห้ามผมซะก่อน

"เราไม่อยากจะเชื่อเลย รู้มั้ย ว่าเราอยากเจอคนคนนั้นที่ทำให้แกมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้มาตลอด อยากขอบคุณเขาที่ทำให้เพื่อนเรามีแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ใช้ชีวิตไปวันๆ"

"..."

"ในที่สุดแกก็เจอน้องเขา...อย่างกะพรหมลิขิตอ่ะ ละครสุดๆ"

"พูดเว่อไปละ"

ผมส่ายหน้าให้กับความเวิ่นเว้อของยัยเพื่อนตรงหน้า แต่สายตาจริงจังที่มองมาราวกับเป็นห่วงผมทำให้ผมเงียบปากลง

"แกไม่รู้หรอกว่าเมื่อก่อนตัวเองเป็นยังไง"


"..."

"แกทำอะไรก็เก่งไปหมด รูปก็หล่อ พ่อก็รวย ฝีมือการถ่ายภาพไม่มีใครในรุ่นเราที่จะเทียบแกได้ แต่แกกลับดูเหมือนหุ่นเชิดที่ว่างเปล่า ที่แค่ทำทุกอย่างไปเพราะต้องทำ ไม่ใช่เพราะอยากทำ เราดีใจมากที่รู้ว่าแกหาแรงบันดาลใจของตัวเองเจอและเริ่มใช้ชีวิตของตัวเองจริงๆ"

สายตาภัทรแสดงออกถึงความรู้สึกที่ผมนึกอยากขอบคุณในความเป็นเพื่อนของเรา และความมีน้ำใจของทั้งมันเอง และก็ไอ้นัทผัวมันที่คอยห่วงและอยู่เคียงข้างผมผมตลอดชีวิตที่เอาแต่ใจสมัยมหาลัย

“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง และขอบคุณสำหรับทุกเรื่อง”

ผมเอ่ยเบาๆ แต่รู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายอย่างสุดซึ้ง อย่างที่ภัทรบอก เมื่อก่อนผมเป็นแค่กล้องกลวงๆที่มีคุณภาพนิดหน่อยเท่านั้น แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อผมเจอน้อง คนที่ทำให้ผมรู้ตัวอีกครั้งว่าตัวเองต้องการอะไร
“แล้วน้องเขาตกลงคบกับแกแล้วเหรอ จะแต่งเลยป่ะ ฮิ้วๆๆๆ”
“แต่งบ้าอะไรละ!!” ผมปัดมือยัยภัทรที่ชี้ผมอย่างล้อเลียนออก แล้วผมจะเขินทำไมวะ!
“ทำไมละ ไม่รีบจองก่อน ระวังจะโดนคาบไปก่อนนะ ยิ่งสวยๆอยู่ด้วย”
ผมว่า ผมอาจจะลืมบอกเรื่องสำคัญไป
ผมทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อภัทรพูดคำว่าแต่งงานขึ้นมา เพราะก่อนที่จะไปคิดถึงเรื่องนั้น ผมคงต้องผ่านด่านพ่อแม่น้องไปก่อน พี่เชนนะไม่เท่าไหร่ อาจจะเคลียร์กันได้...มั้ง แต่แม่พอร์ทนี่สิ...

งานช้าง...

ขนาดพี่เชนที่ว่าแน่ยังได้ข่าวว่าหงอเป็นลูกแมว บินตามไปง้อเป็นสิบปียังไม่รอด แล้วผมที่ไปฉกลูกชายเขามาจะเหลือซากรึเปล่าก็ไม่รู้

***
ใบหน้าเนียนยังคงนอนหลับพริ้มอยู่เหมือนเดิมเมื่อผมแยกกับภัทรและกลับมาดูน้องที่ห้องโดยมีพี่เจสซี่เป็นผู้เปิดประตูให้ ผมจับมือเล็กมากุมไว้บนตักอย่างอ่อนโยนและลูบใบหน้าเนียนแผ่วเบาโดยไม่สนสายตาข้องใจที่สาดมาใส่ไม่หยุด
“คุณขุนพลทราบใช่มั้ยคะว่าตัวเองกำลังทำอะไร”

ผมหยุดมือที่ไล้แก้มเนียนและหันไปหาคุณเจสซี่ที่ยืนเครียดอยู่ด้านหลัง
“คุณรู้ใช่มั้ยว่าน้องเป็นใคร”
“ผมรู้ว่าพอร์ทเป็นใคร”

ผมเอ่ยน่ิงๆ แต่คุณเจสซี่ถึงกับอ้าปากค้างพะงาบๆเหมือนจะขาดอากาศ ดูตกใจและสับสน
“แล้วคุณยัง...หมายความว่าคุณขุนพลกับน้องพอร์ท....”
“ผมไม่จำเป็นต้องอธิบาย"

"..."

"สิ่งที่คุณควรรู้เพียงอย่างเดียวคือ สิ่งที่ผมทำ ผมรู้ตัว และผมชัดเจน คุณเจสซี่ไม่ต้องเป็นห่วง”
ผมกับคุณเจสซี่จ้องตากันนิ่งอย่างต่างฝ่ายต่างไม่ยอม ไม่ว่าคุณเจสซี่จะว่าจะคิดยังไง แต่ผมก็มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก และผมก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังเพราะคุณเจสซี่รู้เรื่องของพอร์ทดี ผมก็ต้องเปิดเผยเรื่องนี้ต่อเขาอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน
“ถ้าเป็นอย่างนั้นพี่เจสก็ไม่ได้จะขวางนะคะ แต่พี่เจสอยากข้อร้อง พี่เจสไม่อยากให้น้องเจอเรื่องวุ่นวาย ความสัมพันธ์แบบนี้มีน้อยคนมากที่จะเข้าใจ คุณขุนพลจะดูแลน้องได้ใช่มั้ยคะ”
ใบหน้าที่เคร่งเครียดของคนตรงหน้าทำให้ผมสีชมพูแปร๊นนั้นดูหมองลงทันที แต่ผมกลับไม่กังวล เพราะผมคิดว่าผมชัดเจนพอ และมันจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงด้วย ดังนั้นผมไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดคำตอบแม่แต่น้อย
“ผมจะดูแลน้องด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีครับ”
คุณเจสซี่ออกไปแล้ว เหลือไว้เพียงความเงียบระหว่างผม กับคนที่หลับสนิท ผมทำได้เพียงกุมมือนุ่ม และนวดหว่างคิ้วของน้องเบาๆ เป็นบางครั้งเมื่อเห็นเขาขมวดมันอย่างไม่รู้ตัว เพื่อหวังว่าจะให้เขาหลับสบายขึ้น แม้ว่าจะยังไม่ฟื้นก็ตาม
“พอร์ทครับ เช็ดหน้าหน่อยนะ”
ผมประคองน้องในอ้อมแขนและใช้สำลีชุบน้ำยาล้างเครื่องสำอางเช็ดเบาๆที่หน้าเนียน กระซิบกับเขาเบาๆโดยไม่สนว่าเขาจะยังหลับอยู่ ผมแค่อยากพูด อยากบอก แม้ว่าเขาจะไม่รับรู้
สมุดเล่มหน้าบนหัวเตียงหล่นกระแทกพื้นเมื่อผมเอี้ยวตัวไปหยิบขวดน้ำยาล้างเครื่องสำอาง ทำให้มันเปิดคว่ำจนกระดาษที่สอดไว้ในนั้นกระเด็นออกมา ผมไม่สนใจมันและหันมาเช็ดหน้าให้พอร์ทต่อจนเสร็จแล้ววางเขาลงอย่างเบามือที่สุดก่อนจะลุกไปเก็บมัน
สมุดโน้ต?....ภาษาฝรั่งเศส?
สมุดเล่มหน้านี่ดูเหมือนจะเป็นสมุดบันทึกของน้อง เคยแอบเห็นเขาหยิบมาเขียนยุกยิกบ่อยเหมือกัน...

โอ้โห เขียนอะไรเต็มไปหมดก็ไม่รู้ บางครั้งก็สวย บางครั้งก็ดูเหมือนเร่งรีบคล้ายกับเขียนไม่ทันความคิด หึหึ พึ่งจะรู้ว่าน้องยังใช้สมุดบันทึกอยู่ทั้งๆที่เป็นยุคไฮเทคแล้วๆแท้ๆ น่ารักจริงๆ เออ ลืมไป มีกระดาษที่กระเด็นออกมาด้วย

ผมมุดไปเก็บกระดาษที่กระเด็นออกจากสมุดไปต้โต๊ะ แต่พอหยิบออกมากลับทำให้หัวใจผมแทบสะดุด
นี่มัน....
ผมจ้องกระดาษใบที่กระเด็นออกมาจากสมุดโน้ตนิ่ง คล้ายกับเวลาหยุดเครื่องไหว ลมหายใจสะดุดพร้อมๆกับหัวใจที่เต้นแรง
ให้ตาย....
คุณว่าพรหมลิขิตมันมีจริงเหรอ?
ตอนนี้...
ผมโคตรจะเชื่อมันเลย

ผมก้มลงไปหาคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงสลับกับมองกระดาษในมือ จูบหน้าผากคนนอนหลับพริ้มย้ำๆด้วยความรู้สึกที่มันเ่อ่อในใจ
"พอร์ทครับ...รีบตื่นสิ..."

"..."

"ตื่นมาฟังคำบอกรักของพี่เร็วๆนะครับ"
___________________

#กราบทุกคนค่ะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 117 ครั้ง

1,184 ความคิดเห็น

  1. #1070 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 18:52

    ขอบคุณมาก

    #1070
    0
  2. #1043 Galaxy once (@SororitY) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 21:51
    ประโยคสุดท้ายคือ...มันดีต่อใจอ่ะ
    #1043
    0
  3. #1038 Mint (@mintsoup) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 14:09
    เขินนน ต่างคนต่างเป็นแรงบันดาลใจของกันและกัน 😍
    #1038
    0
  4. #659 thanancha (@kkingss) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 มกราคม 2559 / 01:38
    บ้านนี้ตอนแรกดูน่ากลัวทำไมตอนนี้ฮา
    #659
    0
  5. #658 holy59 (@holy59) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 มกราคม 2559 / 00:42
    น่ารัก น่าลุ้น :)
    #658
    0
  6. #657 Mr.บวก (@plusnaplussadol) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 มกราคม 2559 / 00:31
    5555555 รออ่านอยุนะ สนุกแน่
    #657
    0