คัดลอกลิงก์เเล้ว

💚 Code Geass Fanfiction (Tribute to Suzaku Kururugi) : Back To December 💚

โดย safiara

I go back to December all the time... เนื่องในวันที่ 10 กรกฎาคม หรือคือวันเกิดของสุซาคุ เราจึงอยากแต่งฟิคขึ้นมาฟิคหนึ่งเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้เจ้าตัว โดยเนื้อเรื่องรับรองว่าอบอุ่นไปจนถึงหัวใจเลย

ยอดวิวรวม

206

ยอดวิวเดือนนี้

4

ยอดวิวรวม


206

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


5
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  13 ก.ค. 61 / 18:37 น.
นิยาย 💚 Code Geass Fanfiction (Tribute to Suzaku Kururugi) : Back To December 💚 💚 Code Geass Fanfiction (Tribute to Suzaku Kururugi) : Back To December 💚 | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
H a s h





...I go back to December all the time...




เนื้อเรื่อง อัปเดต 13 ก.ค. 61 / 18:37


H a s h


Code Geass Fanfiction (As a tribute to Suzaku) : Back To December






วันที่ 17 ธันวาคม a.t.b. 2017

 

“สัปดาห์หน้าสอบปลายภาคเสร็จก็ไปได้เลยครับ”

“ดีใจจัง ในที่สุดฉันก็จะได้พาสุซาคุไปเที่ยวแทนค่าขนมที่ประเทศแม่แล้ว”

เด็กหนุ่มหัวเราะออกมา

“ไม่คิดเลยนะว่ายูฟี่จะจำได้”

“แหม เรื่องแค่นี้เอง ฉันต้องจำได้อยู่แล้วล่ะค่ะ”

เด็กสาวผู้เป็นเจ้าหญิงลำดับที่สามมุ่ยหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะก้มลงมองเอกสารในมือรวมทั้งซองจดหมายแสนสวยที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน มันเป็นซองจดหมายสีทองของราชวงศ์ เธอหยิบมันขึ้นมาก่อนที่จะยื่นมันให้กับอัศวินของเธอ สุซาคุเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงคำถามแต่เธอก็ยังยืนยันให้เขารับไป เขารับมันมาก่อนที่จะเปิดอ่าน

“งานเลี้ยงวันเกิด?”

“ค่ะ ท่านพี่หญิงกวินนิเวียร์สั่งให้ฉันไปร่วมงานด้วยในฐานะที่เป็นราชวงศ์ฝ่ายหญิง ที่จริงแล้วท่านพี่หญิงกวินนิเวียร์ก็จัดงานใหญ่ที่ฉันต้องไปร่วมทุกปีนั่นแหละค่ะ เผอิญว่าครั้งนี้ฉันมาอยู่ที่นี่แค่นั้นเอง”

“แล้ว..เอ่อ..ท่านข้าหลวงล่ะครับ?..”

“ท่านพี่หญิงไปไม่ได้ในฐานะข้าหลวงของที่นี่เลยมอบหมายให้ฉันไปแทน ยังไงท่านพี่หญิงกวินนิเวียร์ก็เป็นเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่ง คำเชิญก็เหมือนคำสั่งน่ะค่ะ แต่ก็เหมือนแกล้งกันเลย ทั้งที่ฉันกำลังไปได้สวยกับเขตปกครองพิเศษแท้ๆเชียว”

สุซาคุยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วตั้งแต่วันที่เปิดเขตปกครองพิเศษญี่ปุ่นรอบภูเขาไฟฟูจิ แน่นอนว่าเขาสลบไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ตื่นมาอีกทีก็เห็นใบหน้าเรียบเฉยของผู้หญิงผมสีเขียวผู้ซึ่งเป็นนักบินของซีโร่ เธอพึมพำอะไรสักอย่างที่เขาไม่เข้าใจ แต่ก่อนที่สติเขาจะมาครบ บอดิการ์ดรอบตัวก็เริ่มตื่น และเจ้าหญิงกับซีโร่ก็เดินขึ้นมาจากชั้นใต้ดินด้วยสีหน้าที่มีความสุข

อย่างที่เธอว่าไว้ เขตปกครองกำลังไปได้สวย ชาวญี่ปุ่นมีการมาลงชื่อเข้าร่วมที่เขตนี้มากขึ้น อีกทั้งซีโร่เองก็ออกนโยบายใหม่ๆที่มีประโยชน์ออกมามาก แม้สุซาคุจะยังคงมีข้อกังขาในอดีตของชายสวมหน้ากากคนนี้ แต่จากเจตนารมย์และการเกลี้ยกล่อมของยูเฟเมีย เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจลดทิฐิลงและตั้งใจกับงานตรงหน้าดีกว่า

 

ระหว่างที่สุซาคุยังคงอ่านเนื้อหาในจดหมายเชิญ เขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองอยู่เลยเหลือบมองเล็กน้อยและพบกับใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเศร้าๆ

“มีอะไรรึเปล่าครับ?”

“คุณรู้จักเรื่องอัศวินโต๊ะกลมมั๊ย?”

“อ่า..ครับ..ดาบที่ปักอยู่บนหินแล้วก็มีพ่อมดชื่อเมอร์ลิน”

ยูเฟเมียก้มหน้าลง

“นั่นก็ใช่ค่ะ แต่ฉันกำลังคิดนะ เรื่องของอัศวินน่ะ”

เด็กหนุ่มพับจดหมายเข้าซองตามเดิม

“ครับ?”

“อัศวินผู้เก่งกาจที่สุดของกษัตริย์อาเธอร์ที่ชื่อแลนสล็อต..ที่มีความรักต้องห้ามกับราชินีกวินนิเวียร์...”

สุซาคุกระพริบตาสองสามทีกับการพิจารณาความหมายที่เธอพูด

 

“ท่านพี่หญิงกวินนิเวียร์เป็นผู้หญิงที่สวยมาก แล้วอัศวินคนนี้ของฉันก็มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับแลนสล็อตด้วย...”

“.......”

“เรื่องความรักมันห้ามกันไม่ได้ แล้วนี่คุณต้องไปเจอท่านพี่หญิงกวินนิเวียร์กับฉัน ฉันก็แค่...กลัวขึ้นมาน่ะค่ะ”

“......”

“ฉันคงคิดมากไปเอง แต่สุซาคุก็เป็นผู้ชายคนนึงนี่นา ถ้าคุณจะไป-

“ไม่ครับ!

อยู่ดีๆ เด็กหนุ่มก็โพล่งออกมาทำเอาคนที่กำลังพูดอยู่ชะงักไป

 

“ผมไม่มีวัน..ไม่มีวันมอง...ตั้งแต่ที่มี...เอ่อ...ที่มี...หมายถึง..”

มือเขายกขึ้นมาเกาที่หลังคอราวกับประหม่า นึกอยากให้รีวัลอยู่ตรงนี้เพื่อแนะนำเขามาก เขาไม่รู้เรื่องการประคับประคองความสัมพันธ์อะไรเลย ไม่สิ เขาไม่รู้จะนิยามความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเด็กสาวตรงหน้ายังไงด้วยซ้ำ ดวงตากลมโตของยูเฟเมียยังคงเศร้าจนทำให้เขาต้องพูดบางอย่างออกมาให้เธอมั่นใจในตัวเขาตรงนี้

 “อย่าเข้าใจผิดนะครับ คือผม....” เด็กหนุ่มรู้สึกว่าแก้มของตัวเองร้อนขึ้นจนอยากวิ่งหนีออกไปขับแลนสล็อตตอนนี้เลยเพราะมันคงง่ายกว่ามากถ้าเทียบกับการที่ต้องมาพูดอะไรแบบนี้ “...มีแค่ยูฟี่...คนเดียว..ก็พอแล้ว”

 

เสียงหวานที่ดังขึ้นทำให้สุซาคุที่กำลังเครียดอยู่ต้องมองเธอด้วยสีหน้างุนงงสับสน

ยูเฟเมียกำลังกัดริมฝีปาก แก้มเธอขึ้นสีแดงเล็กน้อย

....และเธอกำลังหัวเราะ...

“สุซาคุนี่นะ...” เด็กสาวพยายามอย่างที่มากที่จะกลั้นเสียงหัวเราะของตัวเอง “ฉันแค่แกล้งคุณเล่นๆค่ะ”

“เอ๋?”

เด็กหนุ่มเบิกตาโต

“ก็แหม ฉันชอบเวลาเห็นสุซาคุเขินนี่นา ชอบเวลาคุณพูดตะกุกตะกักน่ะค่ะ อารมณ์แบบว่านักบินแลนสล็อตที่เก่งกาจยังไปไม่เป็นเพราะคำพูดของฉัน และอีกอย่างสีหน้าคุณตอนเขินมันน่ารักมากจริงๆนะคะ”

 

ยูเฟเมียยังคงหัวเราะอยู่ตอนที่สุซาคุตัดสินใจวางซองจดหมายลงบนโต๊ะ ด้วยความที่เธอยังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานทำให้เด็กหนุ่มต้องวางแขนลงบนโต๊ะเพื่อที่จะสบตากับเธอในระดับเดียวกันได้ เด็กสาวเหมือนจะไม่รู้ตัวว่าเขาเข้ามาใกล้ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นมาเจอกับสีหน้าเรียบนิ่งของเขา

“สุซาคุ?”

ใบหน้าเขาอยู่ใกล้กับเธอโดยที่นัยน์ตาสีมรกตนั้นราวกับตรึงเธอไว้กับที่ ทั้งคู่สบตากันและยูเฟเมียไม่รู้ตัวด้วยซ้ำตอนที่มือเธอยกขึ้นมาจับมือเขาที่วางบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา เขาจับมือเธอตอบและจากนั้น...

 

..ก็มีเสียงเคาะประตูที่หน้าห้อง

 

“เข้ามาได้ค่ะ!

ยูเฟเมียผุดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ทันทีทำเอาสุซาคุต้องก้าวถอยหลังไปพร้อมๆกัน ผู้ที่เข้ามาในห้องทำงานหลังคำอนุญาตนั้นเป็นชายสวมหน้ากากที่มีผ้าคลุมสีดำพร้อมกับบอดิการ์ดส่วนตัวของเขา

“อรุณสวัสดิ์ องค์หญิงยูเฟเมีย”

เขาโค้งคำนับให้เธอก่อนที่จะหันมาหาอัศวินที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“ไง พันตรีคุรุรุกิ”

“ซีโร่..”

สุซาคุพยักหน้าเล็กน้อยพอเป็นพิธี ซีโร่เดินผ่านตัวของสุซาคุไปเพื่อที่จะคุยพิจารณาแผนงานก่อสร้างเพิ่มเติมกับเจ้าหญิงที่โต๊ะทำงานซึ่งเด็กสาวก็ยิ้มแย้มต้อนรับอยู่แล้ว

 

เด็กหนุ่มเบนความสนใจกลับมาที่บอดิการ์ดส่วนตัวของชายสวมหน้ากาก เธอมีผมสีแดงเปลวเพลิงและนัยน์ตาสีฟ้าสวยของชาวบริททาเนีย แต่ถึงแบบนั้นถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอมีเชื้อสายคนตะวันออกอยู่ครึ่งหนึ่ง เธอมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นักตอนที่สุซาคุหันมามองเธอ

“มีอะไร?”

“เธอจะไม่ทักทายฉันหน่อยเหรอ”

“ก็ได้” เธอยิ้มเยาะ “สวัสดี คุณอัศวินคุรุรุกิ”

“ดีใจที่ได้เจอนะ คาเรน”

สุซาคุส่งยิ้มให้ทำเอาคาเรนต้องเบือนหน้าหนีกับรอยยิ้มโง่ๆของผู้ชายคนนี้ที่ทำให้เธอหงุดหงิดเหลือเกิน

“เธออ่านหนังสือสอบปลายภาครึยัง?”

“เรื่องแค่นี่ยังต้องมาถามด้วยเหรอ?”

“...ยังสินะ..”

“......ฉันเกลียดนาย....”

 

 

 

 

วันที่ 21 ธันวาคม a.t.b. 2017

 

เจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งบริททาเนียเสด็จกลับมาที่ประเทศแม่เนื่องในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์ในฐานะน้องสาวคนดี และแน่นอนเธอต้องพกอัศวินสุนัขรับใช้อีเลฟเว่นนั่นมาด้วย..

 

นั่นเป็นข้อสรุปที่ดีสำหรับความประทับใจแรกของสุซาคุในสองวันที่ผ่านมาของการมาเยือนประเทศแม่บริททาเนียเป็นครั้งแรกในชีวิต แทบไม่มีสายตาไหนเลยนอกจากการดูถูกทุกก้าวที่เขาย่างกรายไปในเขตพระราชวังแม้จะมีเจ้าหญิงอย่างยูเฟเมียเดินอยู่ไม่ไกลก็ตาม เขาเพิ่งมารู้ว่ายูเฟเมียกับคอร์เนเลียมีฐานะที่สูงกว่าเจ้าหญิงคนอื่นๆเพราะมีท่านแม่เป็นเชื้อสายราชวงศ์เก่า นั่นจึงทำให้ไม่มีใครกล้าวิจารณ์อะไรมากนักที่นี่ สิ่งที่สุซาคุสัมผัสได้นั้นมาจากทางสายตามากกว่าแม้กระทั่งกับคนสวนที่กำลังตัดแต่งกิ่งต้นกุหลาบขาวตอนนี้อยู่ก็เถอะ

 

ยูเฟเมียกำลังพิจารณาดอกกุหลาบสีขาวดอกหนึ่งที่เธอขอให้คนสวนตัดมาให้ เธอพาเขาเดินมาจนถึงบริเวณปลายสวนที่สามารถมองลงไปเห็นเขตพระราชวังเพนดรากอนส่วนล่างได้ ยามเช้าที่นี่มีอากาศหนาวเย็นกว่าที่ญี่ปุ่นมาก เขามองเห็นทหารที่กำลังเดินลาดตระเวนไปมา สองวันที่ผ่านมานี้ สุซาคุมีหน้าที่แค่เดินตามยูเฟเมียตามคำสั่ง เจ้าหญิงเสด็จไปเยี่ยมบรรดาพี่น้องของเธอที่นี่รวมถึงท่านแม่ที่ตำหนักในฐานะตัวแทนคอร์เนเลีย แน่นอนว่าสุซาคุไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปฟังการสนธนาด้วย แต่ทุกครั้งที่เธอกลับมาจากการพบเจอพวกเขา สีหน้าเธอจะหม่นหมองลงเสมอ ราวกับเป็นสีหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยที่โดนพี่ๆดุมา ยูเฟเมียเล่าให้เขาฟังว่าท่านแม่ไม่อยากคุยกับเธอมากนักหลังจากการที่เธอเป็นตัวตั้งตัวตีเปิดเขตปกครองพิเศษญี่ปุ่น แต่สุซาคุรู้สึกได้ว่านั่นมันไม่ใช่สาเหตุ เธอกำลังโกหกเขาราวกับปิดบังอะไรบางอย่างที่สำคัญ

 

“อากาศดีจังเลยนะคะ ไม่ได้มาที่นี่ตั้งครึ่งปีแล้วแต่อะไรๆก็ไม่เปลี่ยนไปเลย”

ยูเฟเมียเดินนำเขาไปเรื่อยๆ ในมือเธอยังคงลูบกลีบดอกกุหลาบขาว

“แต่ไม่รู้ทำไม ฉันถึงอยากกลับไปที่เขตปกครองพิเศษเร็วๆมากกว่า”

“องค์หญิง..”

“คะ?”

ด้วยความที่ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ตามลำพัง สุซาคุจึงต้องพูดสุภาพกับเธอเป็นพิเศษเพราะหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง เขารู้ดีว่ามีคนคอยสังเกตการณ์ทั้งสองคนอยู่เสมอ และสัญชาตญาณบอกเขาว่าการที่องค์หญิงกวินนิเวียร์อนุญาตให้ยูเฟเมียพาเขามาที่นี่ได้ต้องมีสาเหตุอะไรแอบแฝงรวมทั้งความลับบางอย่างที่เธอปิดบังเขาไว้ด้วย

 

“ผมขออนุญาตถามอะไรได้มั๊ย?”

“ถ้าฉันตอบได้ ฉันจะตอบนะ”

ยูเฟเมียหันหลังกลับมาหาเขาและยิ้มบางๆ

“ท่านมีอะไรที่ไม่ได้บอกผมรึเปล่า?”

นัยน์ตาสีม่วงของเธอเบิกโตเล็กน้อย สุซาคุจับอาการได้และเดินเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น

“ท่านบอกผมได้ทุกเรื่องนะครับ ผมเป็นอัศวินของท่าน”

ยูเฟเมียเม้มริมฝีปากก่อนที่จะหันใบหน้าไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าอีกครั้ง

“คุณรู้เหรอคะ?”

“ผมแค่สงสัย”

เด็กสาวหัวเราะเบาๆ

“คุณเป็นทหารนี่นะ ฉันก็ลืมไปว่าคุณคงพอจะจับสังเกตได้บ้าง”

“แล้ว-

“ถ้าฉันพร้อมเมื่อไหร่ ฉันจะบอกคุณเองค่ะ ช่วยรอฉันหน่อยนะ”

สุซาคุมองสีหน้าด้านข้างของเธอ กลิ่นหอมของดอกไม้ล้อมรอบพวกเขา ตอนนั้นเอง ลมหนาวขนาดใหญ่พัดผ่านบริเวณสวน ผมยาวสีชมพูปลิวไปกับสายลมเย็นที่พัดผ่านร่างของทั้งคู่

“ผมเป็นห่วงคุณนะ..ยูฟี่..”

เสียงกระซิบของเด็กหนุ่มแทรกผ่านเสียงลมอย่างแผ่วเบาแต่มันก็ดังพอที่จะทำให้เด็กสาวรับรู้ เธอค่อยๆหันมาหาเขาอีกครั้ง นัยน์ตาสีม่วงนั้นสั่นไหวเมื่อสบกับนัยน์ตาสีมรกตอบอุ่นนั้นของเขา ริมฝีปากเธอเปิดออกราวกับจะพูดอะไรแต่แล้วเธอก็เหมือนจะตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายและหยุดการกระทำนั้น

 

ยูเฟเมียค่อยๆก้มหน้าลงจุมพิตกับดอกกุหลาบสีขาวในมือ เธอประทับริมฝีปากลงไปเบาๆอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะเงยหน้าและส่งยิ้มหวานละมุนให้กับสุซาคุผู้เป็นอัศวินของเธอ

“ขอบคุณนะคะ อัศวินสีขาวของฉัน”

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ที่ทั้งคู่ยังคงสบตากันตอนที่มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“ดอกไม้ที่บานยามเช้ามักงดงามเสมอ”

โดยสัญชาตญาณ มือของสุซาคุลดลงไปจับดาบข้างเอวทันที เขาหันมาด้านหลังและพบกับเจ้าของเสียงนี้

เขาเป็นชายหนุ่มในชุดราชองครักษ์ เขามีผมสีน้ำตาลและดวงตาสีฟ้าพร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่ดูเย่อหยิ่งตลอดเวลา

“แต่ก็ไม่วายยังมีพวกแมลงที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมาดอมดม..”

“ดยุคบอรีล..มีธุระอะไรคะ”

เสียงของเจ้าหญิงเรียบนิ่งตอนที่เธอเดินเข้าไปหาเขา

“อรุณสวัสดิ์ครับ องค์หญิงยูเฟเมีย”

ท่านดยุคบอรีลจับมือของเด็กสาวขึ้นมาและจูบบนหลังมือเธอเบาๆ สุซาคุก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อการสนธนาอย่างเป็นส่วนตัวของทั้งสองคน

 

ผู้ชายคนนี้แก่กว่าสุซาคุไม่กี่ปี แต่เพราะด้วยสาเหตุนั้นและความที่เป็นคนต่างเชื้อชาติทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กหนุ่มมาก ตระกูลของเขาเป็นชนชั้นสูงที่ใกล้ชิดกับราชวงศ์มาหลายศตวรรษอีกทั้งเขายังเป็นเพื่อนรุ่นน้องคนสนิทขององค์ชายใหญ่โอดีสซีอุสและมีตำแหน่งราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่กวินนิเวียร์ เพราะเหตุนั้นเขาจึงได้มีตำแหน่งใหญ่โตในอายุเพียงเท่านี้ บวกกับการที่เขาเคยเจอกับยูเฟเมียมาก่อนตอนที่เธออาศัยอยู่ที่นี่ สองวันที่ผ่านมานี้ ดยุคบอรีลจึงแวะมาหาเธอไม่ได้ขาด และหากพูดตามตรง สุซาคุก็รู้สึกไม่ไว้ใจเขาเท่าไหร่นักพอได้รู้ว่าเขาเคยทำธุรกิจมืดในเอเรีย 11 มาก่อนในช่วงที่องค์ชายโครวิสยังดำรงตำแหน่งข้าหลวงที่นั่น

 

 

 

วันที่ 22 ธันวาคม a.t.b. 2017

 

องค์หญิงใหญ่ต้องการจัดงานเต้นรำหลวงที่ตำหนักของตัวเอง

 

“ใช้ไม่ได้เลย ยูฟี่ ทำไมเธอถึงไม่มีสมาธิแบบนี้”

“อย่าไปตำหนิองค์หญิงยูเฟเมียเลยครับ ท่านกวินนิเวียร์”

หญิงสาวโบกพัดไปมาอย่างรำคาญกับท่าทีเก้ๆกังๆของน้องสาว

“ไม่ต้องมาปกป้อง บอรีล น้องสาวคนนี้ของฉันนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ”

จังหวะที่เธอพูด เท้าของยูเฟเมียก็สะดุดเท้าของดยุคบอรีลจนแทบจะล้มลงไป สุซาคุก้าวไปข้างหน้าโดยสัญชาตญาณแต่เป็นดยุคบอรีลเองที่ประคองร่างของเด็กสาวไว้ได้ทันท่วงทีอยู่แล้ว นัยน์ตาสีฟ้าตวัดมองสุซาคุอย่างผู้กุมชัยชนะก่อนที่จะค่อยๆประคองร่างเธอขึ้นมา

“ขอบคุณค่ะ ดยุคบอรีล”

“ไม่เอาสิ องค์หญิง เรียกผมว่า บอรีล เหมือนเมื่อก่อนดีกว่านะครับ”

“จริงด้วย ยูฟี่ ทำห่างเหินไปได้ เธอโตมากับเขานะ”

องค์หญิงใหญ่เสริมขณะที่ยกชาขึ้นมาจิบ แต่ยูเฟเมียกลับเม้มริมฝีปากและเหลือบมองสุซาคุที่กำลังยืนอารักขาเธอที่มุมห้องอย่างกังวลใจ

“หรือท่านอึดอัดที่มีเด็กอีเลฟเว่นนั่นมาอยู่ในห้องนี้ด้วยหรือครับ งั้นเราให้เขาออกไปก่อนดีมั๊ย?”

ยูเฟเมียตวัดใบหน้าหันกลับมาหาชายหนุ่มด้วยแววตาขุ่นเคือง

“เธอไม่มีสิทธิ์มาสั่งอัศวินของฉัน! และฉันออกคำสั่งให้เขาอารักขาฉันตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ดยุคบอรีล”

“ยูฟี่ อย่ามาขึ้นเสียงที่นี่นะ!

องค์หญิงใหญ่ตวาดและสะบัดพัดลงที่ตักเสียงดัง

“อย่าคิดว่าเพราะเธอมีพี่สาวเป็นคอร์เนเลียและเป็นคนก่อตั้งเขตปกครองพิเศษที่เอเรีย 11 แล้วเธอจะมาวางอำนาจที่นี่กับฉันได้นะ ฉันกำลังช่วยเธออยู่ รู้ตัวไว้ด้วย!

“ฉันไม่เคยต้องการความช่วยเหลือนะคะ ท่านพี่” ยูเฟเมียหันไปหาพี่สาว “ฉันตัดสินใจดีแล้ว และฉัน-

“ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าคอร์เนเลียรู้สึกยังไงที่เธอดื้อด้านแบบนี้” กวินนิเวียร์ยืนขึ้น “พวกเราพยายามจะช่วยเธอแต่เธอก็ยังยืนยันที่จะลงไปเกลือกกลั้วของของต่ำๆ แต่ในฐานะที่เธอยังเป็นเจ้าหญิงที่สามอยู่ เธอก็ยังเป็นน้องสาวคนโตที่สุดของฉันที่นี่ อย่าทำฉันขายหน้าที่งานละกัน”

องค์หญิงใหญ่หยิบพัดประจำตัวขึ้นมาและพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดตอนที่มองร่างของยูเฟเมียหัวจรดเท้า “เธอนี่มัน...ทำตัวได้น่าเสียดายรูปลักษณ์แบบนี้จริงๆ..ตอนเย็น ฉันจะมาดูอีก พิจารณาตัวเองด้วย”

 

กวินนิเวียร์เดินออกไปทางประตู

“บอรีล ตามฉันมา”

“แต่องค์หญิง-

“นั่นเป็นคำสั่ง!

ท่านดยุคบอรีลได้แต่ถอนหายใจและเดินตามองค์หญิงใหญ่ออกจากห้องโถงไป

 

หลังจากที่เหลือเพียงสองคนในห้องแล้ว ยูเฟเมียก็ค่อยๆเดินไปที่โซฟาที่กวินนิเวียร์นั่งไปเมื่อครู่ เธอทรุดตัวลงและเอนตัวมองไปยังนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย

“องค์หญิง...”

“ฉัน...เหนื่อยจังเลย...”

สุซาคุเดินเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นและหยุดยืนมองใบหน้าเหนื่อยอ่อนของเด็กสาว นัยน์ตาสีม่วงนวลนั้นสั่นไหวราวกับจะร้องไห้ ทั้งที่เธอเป็นรองข้าหลวงที่เอเรีย 11 ที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งแต่ก็ยังไม่เคยเสียใจเท่ากับคำพูดของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

“ถ้าท่านอึดอัด ผมจะออกไปรอข้างนอกครับ”

เด็กหนุ่มโค้งคำนับให้เธอก่อนที่จะค่อยๆก้าวถอยหลังและหันหลังออกไปทางประตู

“ไม่..”

เสียงกระซิบของเด็กสาวดังขึ้นด้านหลังเขา

“อยู่ก่อนเถอะนะ..”

 

สุซาคุหันกลับมาและพบว่ายูเฟเมียยังคงเหม่อลอยไปที่ภาพท้องฟ้าด้านนอก เด็กหนุ่มเดินกลับมาหาเธอก่อนที่จะคุกเข่าลง ระดับสายตาเขาอยู่ที่บริเวณตักของเธอ

“สุซาคุ...ฉันเอาแต่ใจมากไปรึเปล่านะ ทั้งที่อยู่ที่นี่ แต่ฉันก็...ฉันอึดอัดจริงๆ..”

มือเขาค่อยๆยกขึ้นมาวางบนเก้าอี้ที่เธอนั่งใกล้กับมือเธอที่วางอยู่พอให้เธอได้รับรู้ถึงไออุ่นใกล้ๆแม้จะไม่ได้สัมผัสกัน

“ผมเคยบอกองค์หญิงแล้วว่าผมจะคอยอยู่เคียงข้างท่านเสมอ ผมยังอยู่กับท่านนะครับ”

เด็กสาวกัดริมฝีปากแน่น มือบางค่อยๆขยับเข้าไปหามือเขาจนนิ้วก้อยของเธอสัมผัสกับนิ้วโป้งของเขาเบาๆ

“ขอบคุณนะ..”

เธอกระซิบก่อนที่จะหันใบหน้ากลับมาหาเขาที่นั่งคุกเข่าอยู่และยิ้มบางๆให้ เขายิ้มตอบเธอ

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ตอนที่ยูเฟเมียหัวเราะออกมาเบาๆ

“สุซาคุว่าฉันเต้นรำได้แย่มากมั๊ยคะ?”

เธอส่ายศีรษะราวกับไม่พอใจตัวเอง

“ฉันห่างหายจากเรื่องแบบนี้มานานมากแล้ว ฉันว่าฉันคงทำไม่ได้”

มือของสุซาคุขยับไปกุมมือของเธอ

“ท่านทำได้อยู่แล้วครับ”

“แต่ฉัน...”

“ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกันมา ไม่มีอะไรที่ท่านยูเฟเมียทำไม่ได้”

“พูดซะเกินจริงเลย”

“ท่านเป็นคนที่พาความสงบมาที่เอเรีย 11 ทำให้คนญี่ปุ่นกลับมายิ้มได้อีกครั้งทั้งที่ไม่มีใครคิดว่าทำได้”

“.....”

“องค์หญิงยูเฟเมียคนนั้นทำได้แน่นอนครับ ผมเชื่อ”

มือเขาที่จับมือเธอลูบเบาๆ

ไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไงแต่ทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน เขาทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นเสมอ

แค่เขายิ้มให้ เธอก็รู้สึกสบายใจแล้ว

 

ยูเฟเมียยิ้มออกมา

“เชื่อแบบนั้นจริงๆเหรอ?”

สุซาคุยิ้มตอบ

“ถ้างั้นช่วยอะไรฉันหน่อยได้มั๊ยคะ?”

“ได้ทุกอย่างครับ”

“สัญญาก่อน”

เด็กสาวยื่นใบหน้าเขามาหาเขาเพื่อที่จะสบตาตรงๆ สุซาคุชะงักไปกับดวงตากลมโตตรงหน้าก่อนที่เขาจะยิ้มออกมา

“ผมสัญญา”

เด็กสาวหัวเราะ เธอลุกขึ้นยืนและเดินผ่านตัวเขาที่กำลังคุกเข่าอยู่ไปยังบริเวณกลางห้อง

“งั้นก่อนที่ท่านพี่จะมาอีกทีตอนเย็นนี้...”

“ครับ?”

 “..สุซาคุช่วยมาเป็นคู่ฝึกซ้อมเต้นให้ฉันได้มั๊ย?”

เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกรึเปล่า สุซาคุเอียงศีรษะด้วยความงุนงง สีหน้าแบบเด็กขี้สงสัยที่น่ารักเอามากๆทำเอายูเฟเมียต้องกลั้นหัวเราะ

 

 “อะไรนะครับ?”

“ฉันถามว่า..” เด็กสาวสะบัดกระโปรงยาวของตัวเองไปมา  “..สุซาคุช่วยมาเป็นคู่ฝึกซ้อมเต้นให้ฉันได้มั๊ย?”

“ผมเนี่ยนะ?”

“ค่ะ จะมีใครอีกล่ะ ฉันเชื่อใจคุณนี่นาว่าจะไม่หัวเราะฉันน่ะ”

“เอ่อ..”

เด็กหนุ่มค่อยๆยันตัวเองลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหาเธอแบบเกร็งๆแตกต่างจากมาดอบอุ่นของเขาเมื่อกี้ลิบลับ

“คือผมเองก็...ห่างหายจากเรื่องแบบนี้ไปนานมากเหมือนกัน คือแบบว่า..”

ยูเฟเมียเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับมุ่ยหน้าลงเล็กน้อยราวกับน้อยใจ

“แต่คุณสัญญาแล้วนี่นา..”

“......”

สุซาคุยกมือขึ้นมาเกาที่หลังคอด้วยความประหม่าอีกครั้ง เด็กสาวจึงเงยหน้าขึ้นและยกยิ้มที่มุมปาก

“สุซาคุเป็นทหาร..ถ้าเป็นทหาร สัญญาแล้วต้องไม่คืนคำนะคะ”

“จะขู่ผมเหรอครับ?”

“ก็แค่พูดลอยๆน่ะค่ะ ฉันยังเป็นเจ้าหญิงลำดับที่สามนะ”

แม้เธอจะพูดแบบนั้น แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้พูดในฐานะเจ้าหญิงแต่เป็นเด็กสาววัยรุ่นที่กำลังพยายามจะโน้มน้าวเขาให้ได้ เขาชอบที่จะได้เห็นมุมหัวรั้นแบบนี้ของเธอนอกเหนือจากรอยยิ้มอ่อนโยนและความอบอุ่น เธอมองโลกในแง่บวกและสดใสอยู่เสมอ และนั่นทำให้เขาต้องยอมแพ้เธอเรื่อยไป

 

เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆก่อนที่จะผายมือออกมาข้างหน้าและโค้งคำนับ

“ขอประทานอนุญาตครับ องค์หญิงยูเฟเมีย”

เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและสบตาเธอ เด็กสาวยิ้มออกมาบางๆพร้อมกับแก้มที่ขึ้นสีเล็กน้อยตอนที่เธอจับมือเขา

“ขอบคุณนะคะ พันตรีคุรุรุกิ”

มือเขากระชับมือเธอแน่นก่อนที่จะค่อยๆยกมืออีกข้างขึ้นไปโอบเอวบางและดึงเธอเข้ามาหาตัว มืออีกข้างของเธอก็ยกขึ้นมาจับไหล่เขาเช่นกัน

 

แน่นอนว่าเพราะเขาเป็นลูกชายของนายกรัฐมนตรีและถือว่าเป็นทายาทของตระกูลชนชั้นสูง เขาจึงได้รับการเรียนการสอนเรื่องมารยาทสังคมมาบ้างในวัยเด็กแม้เขาจะไม่มีโอกาสได้ใช้มันก็ตาม เขานึกขอบคุณบทเรียนพวกนั้นมากเพราะอย่างน้อยนั่นก็ไม่ทำให้เขาหรือเจ้าหญิงขายหน้ายามร่วมโต๊ะอาหารกับชนชั้นสูงที่นี่ รวมทั้งบทเรียนเต้นรำที่เขาขยาดมากตอนเด็กก็ทำให้เขาได้มาเป็นคู่ซ้อมเต้นรำกับเธอตอนนี้

 

สุซาคุก้มมองรอยยิ้มของเธอตรงหน้า สีหน้าเธอเปลี่ยนไปจากตอนที่เต้นรำกับดยุคบอรีลลิบลับ เขารู้สึกประหลาดๆในอกตอนที่ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขตอนที่เธอหมุนตัว รู้สึกหน่วงๆในอกตอนที่เธอสบตาเขา รอยยิ้มเธอกว้างขึ้นราวกับมีความสุขมากที่ได้อยู่ตรงนี้กับเขา แม้จะรู้ความรู้สึกของกันและกันแต่เขาไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองมากนัก เธอเป็นเจ้าหญิง เขาเป็นแค่อัศวิน ถึงทั้งคู่จะมีความสุขที่ได้อยู่ข้างกันแค่ไหน ทุกอย่างมันก็เป็นไปไม่ได้

แต่ตอนนี้ ทั้งคู่กำลังเป็นแค่วัยรุ่นสองคนที่ซ้อมเต้นรำด้วยกัน ทั้งคู่หัวเราะตอนที่สุซาคุพยายามจะหมุนตัวเธอด้วยมือตัวเองแต่ก็พลาดไม่เป็นท่าจนเธอเซล้มมาซบที่อกเขาอย่างจัง

“ท่านยูเฟเมีย เป็นอะไรมั๊ยครับ?”

“ฉันน่าจะรู้ว่าสุซาคุแรงเยอะ”

เด็กสาวหัวเราะออกมาก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นและพบว่าใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงเซนติเมตร มือเธอที่โอบหลังเขาไว้กำเนื้อผ้าแน่นตอนที่สายตาเขาเปลี่ยนไป

“ผมขอโทษนะ..”

เธอยิ้มออกมาแทนคำตอบว่าไม่เป็นไร เขายิ้มตอบเธอก่อนที่นัยน์ตานั้นจะเหลือบลงมองไปยังริมฝีปากของเธอโดยที่ไม่รู้ตัว สายตานั้นทำเอาเด็กสาวรู้สึกร้อนวูบในอก มือเธอโอบหลังเขาเข้ามาใกล้ เธอค่อยๆหลับตาลงเมื่อรู้สึกว่าระยะห่างของทั้งคู่ที่มีนั้นเริ่มเข้ามาใกล้กันทุกที

 

ตอนนั้นเองที่ประตูเปิดออกและ คารีน นี บริททาเนีย เจ้าหญิงลำดับที่ห้าของบริททาเนียก็เดินร้องเพลงเข้ามา

 

 

 

 

 

 

วันที่ 24 ธันวาคม a.t.b. 2017

 

“นี่มันไม่ยุติธรรมเลย”

ยูเฟเมียบ่นออกมาตอนที่เธอนั่งกอดเข่าอยู่ที่ประตูห้องพักของตัวเอง

“ท่านพี่มีสิทธิ์อะไรถึงมาออกคำสั่งว่าไม่ให้ฉันเจอหน้าคุณ”

“จากสถานการณ์เมื่อสองวันก่อน ผมว่าก็มีแนวโน้มอยู่นะครับ”

“แต่...”

“มันไม่ใช่ว่าเราจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกซะหน่อย”

เสียงที่ตอบกลับมาผ่านช่องประตูทำให้เด็กสาวรู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย จริงอย่างที่เขาพูด สองวันก่อนที่พวกเขาซ้อมเต้นรำกัน คารีน นี บริททาเนีย เจ้าหญิงลำดับที่ห้าของบริททาเนีย ผู้ที่เป็นน้องสาวของเธอได้เดินเข้ามาที่ห้องโถงเต้นรำในจังหวะที่เหมาะพอดี แย่ยิ่งกว่านั้นเพราะหากมองจากมุมของเด็กสาววัย 15 ที่เพิ่งเข้ามานั้น เธอกับสุซาคุกำลังเบือนใบหน้าเข้าหากันพอดิบพอดี เธอจำได้ว่าคารีนร้องขึ้นมาและกล่าวหาอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการที่เธอกำลังพลอดรักกับอัศวินซึ่งเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ แม้ยูเฟเมียจะพยายามอธิบายมากแค่ไหน คารีนก็ไม่ฟังและรีบโทรศัพท์ไปหาท่านพี่หญิงกวินนิเวียร์พี่สาวคนสนิทเพื่อรายงานสถานการณ์ทันที

ผลก็คือท่านพี่หญิงโกรธมากแม้เธอจะบอกว่าเชื่อสิ่งที่ยูเฟเมียพูดเรื่องซ้อมเต้นรำ องค์หญิงใหญ่ออกคำสั่งว่าตราบใดที่ทั้งคู่ยังอยู่ที่วังเพนดรากอน ห้ามไม่ให้เจ้าหญิงที่สามเจอหน้าอัศวินของเธออีกเพื่อความเหมาะสมเพราะเธอรับไม่ได้กับการที่ชาวบริททาเนียจะลงไปเกลือกกลั้วกับอีเลฟเว่นในที่ที่เธอดูแลอยู่

 

เธอเปิดประตูแง้มไว้พอให้เธอได้ยินเสียงเขาชัดเจนขึ้น สุซาคุเป็นคนทำตามคำสั่งเสมอเพราะงั้นเขาจึงทำตามคำสั่งที่จะไม่มาให้เธอเห็นหน้าอย่างเคร่งครัด เพราะงั้นเธอจึงได้ยินเพียงแค่เสียงของเขา

 “พรุ่งนี้พองานเลี้ยงเลิกแล้ว เราบินกลับญี่ปุ่นกันเลยดีมั๊ยคะ?”

“ผมไม่มีอำนาจที่จะให้ความเห็นนะครับ”

“แต่ฉันอยากได้ความเห็นของคุณนี่นา”

สุซาคุหัวเราะออกมาเบาๆ

“สุซาคุโอเคใช่มั๊ยคะ?”

“ผมควรจะต้องถามคำถามนั้นกับท่านมากกว่านะครับ”

เด็กสาวหัวเราะบ้าง มือเธอที่ยื่นออกมานอกประตูที่แง้มไว้สัมผัสมือเขาเบาๆ

“คุณอัดอัดมากมั๊ยที่มาที่นี่?”

“ถึงยังไงซักวันผมก็ต้องมีโอกาสต้องมาที่ประเทศแม่อยู่แล้ว ผมได้มีโอกาสตามสเด็จองค์หญิงในฐานะอัศวินซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ”

“แต่ว่า...”

“สมัยก่อน ผมเคยลังเลเรื่องที่จะต้องเป็นอัศวิน เรื่องหน้าที่ ผมไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง แต่ตอนนี้ผมมั่นใจแล้ว”

“.....”

“การที่ได้อยู่ตรงนี้และปกป้องท่าน มันคือสิ่งที่ผมทำตามความรู้สึกในใจ...”

“....”

“เพราะงั้นท่านไม่ต้องห่วงผมนะครับ ผมสัญญาว่าผมจะอยู่เคียงข้างองค์หญิงเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น..”

มือเขากุมมือเธอที่ลอดผ่านรอยแง้มของประตู

 

รอบตัวมีแต่ความเงียบงันของยามกลางคืน ยูเฟเมียเงยหน้ามองภาพท้องฟ้ายามกลางคืนนอกหน้าต่างที่แสงดาวส่องประกายระยิบระยับก่อนที่จะเหลือบมองไปยังมือเขาที่กุมมือเธอ ไม่รู้ตอนไหนตอนที่เธอรู้สึกได้ว่าน้ำตากำลังไหลอาบแก้ม

ความอึดอัดกับการที่กลับมาที่นี่..ความอึดอัดที่ต้องเก็บความลับกับเขาเพราะความกลัว..

 

“ถ้าฉันเป็นแค่คนธรรมดาคนนึง ไม่ใช่เจ้าหญิง ฉันคงได้ทำสิ่งที่หัวใจฉันอยากทำได้มากกว่านี้...”

เสียงสะอื้นของเด็กสาวทำให้สุซาคุแทบอยากจะเปิดประตูเข้าไปหาเธอ แต่เขาฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ปกครองที่นี่ไม่ได้ ตอนที่ฟังเสียงร้องไห้ของเจ้าหญิงที่นั่งตรงข้ามกับฝั่งประตู เด็กหนุ่มหลับตาลงและเม้มริมฝีปาก

เขาทำได้เพียงประสานมือเขากับเธอให้แน่นขึ้นเพื่อส่งผ่านความอบอุ่นนี้ไปให้เธอภายใต้ความเหน็บหนาวรอบตัว...

 

 

 

วันที่ 25 ธันวาคม a.t.b. 2017

 

ทุกอย่างมันเริ่มขึ้นตอนที่งานเลี้ยงกำลังจะเลิก ยูเฟเมียเต้นรำกับดยุคบอรีลอย่างสวยงามตามแบบฉบับชนชั้นสูง กวินนิเวียร์ผู้เป็นเจ้าของงานยิ้มแย้มตลอดทั้งงาน เพราะยูเฟเมียถือเป็นผู้ได้รับความสนใจในหมู่ชนชั้นสูงอยู่มากในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งเขตปกครองพิเศษญี่ปุ่นซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งจุดเริ่มต้นของสันติภาพของบริททาเนีย หลายคนเข้ามาชื่นชมเธอ นั่นทำให้ยูเฟเมียยิ้มได้บ้างแม้จะดูอึดอัดและดูฝืนบ้างก็ตามที ติดอยู่ที่ดยุคบอรีลที่วันนี้ดูไม่ตามติดเจ้าหญิงเหมือนหลายวันก่อน ตามจริงแล้ว เขาดูเครียดมากทีเดียวกับงานเลี้ยงที่สนุกสนานนี้

สุซาคุได้รับหน้าที่ให้อารักขายูเฟเมียในระยะที่ไกลพอตัวนั่นคือบริเวณหน้าห้องโถงเต้นรำ เขาสามารถหันหลังกลับไปมองภาพผู้คนในงานได้ และหากโชคดี บางทียูเฟเมียก็หันมาเจอเขาและทั้งคู่จะสบตากันพอดิบพอดี กวินนิเวียร์กำลังจะประกาศการจบงานเลี้ยง...

.....ตอนนั้นเองที่สุซาคุเบือนสายตาไปมองยังหน้าต่างด้านหลังร่างของยูเฟเมียและเงาของอะไรบางอย่าง เท้าเขาก้าวไปไวกว่าความคิด เขาไม่สนว่าตัวเองผลักใครออกจากทางไปบ้างตอนที่..

 

เพล้ง!

 

ระเบิดควันถูกปาเข้ามาจากภายในห้องโถงอย่างแรงจนกระจกแตกออกจังหวะเดียวกันกับที่สุซาคุพุ่งเข้าไปรวบตัวยูเฟเมียและรีบหันร่างเธอไปอีกทาง

“กรี๊ดดดดด”

เสียงผู้คนมากมายกรีดร้องขึ้น เริ่มมีความวุ่นวายอลหม่านจากเสียงฝีเท้าที่วิ่งไปวิ่งมา เสียงทหารที่ออกคำสั่งดังขึ้นตอนที่ควันสีขาวเริ่มปกคลุมไปทั่วห้องโถง

 

เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่ามีเศษกระจกมากมายบาดที่บริเวณหลังของเขาจนเลือดออกชุ่มไปหมดรวมทั้งรอยเลือดที่อาบแก้มแต่เขาไม่มีเวลาไปสนใจตอนนี้

“ยูฟี่ คุณโอเคมั๊ย?”

เด็กสาวในอ้อมกอดเขายังคงอึ้งอยู่ เธอสบตาเขาและพยักหน้าช้าๆราวกับสติยังมาไม่ครบ เด็กหนุ่มเหลือบมองไปที่มือของเธอและพบว่าเธอถูกกระจกบาดเป็นรอยยาวที่หลังมือ...เลือดสีแดงค่อยๆซึมออกมาทีละนิด...

เขารีบคว้าข้อมือเธอขึ้นมาก่อนที่จะฉีกผ้าปลายแขนและผูกไว้ที่มือเพื่อห้ามเลือดเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว

“กดแผลไว้ก่อนนะ เราจะต้องไม่เป็นไร ผมสัญญา”

เด็กหนุ่มจับมือเธอให้ลุกขึ้นยืนก่อนที่จะพาเธอวิ่งไปทางประตูทางออก ผู้คนยังคงวิ่งสับสนอลหม่านอยู่ ทหารองครักษ์เองก็พยายามจะหาผู้ก่อการร้ายที่โดยระเบิดควันเข้ามา สุซาคุคว้าปืนที่เหน็บไว้ข้างเอวมาใส่กระสุน

 

“อยู่นั่นไง เจ้าหญิงยูเฟเมีย!

ผู้ก่อการร้ายชุดดำ 2 คนยิงปืนใส่องครักษ์ใกล้ๆก่อนที่จะเล็งปืนมาที่พวกเขาทั้งสองคน แต่ด้วยฝีมือและทักษะของสุซาคุ ผู้ก่อการร้ายทั้งสองคนนั้นร่วงกราวไปที่พื้นทันที เด็กหนุ่มเก็บอุปกรณ์สื่อสารของพวกเขาขึ้นมาและพบว่ามันมีตราของบริษัทบริททาเนีย

“นั่นมัน...”

ยูเฟเมียพึมพำ

 

เปรี้ยง!

 

ทันทีที่เสียงกระสุนดังขึ้นจากตรงหน้า อะไรสักอย่างในตัวสุซาคุสั่งให้เขากระโดดหลบจนทำให้กระสุนนั้นเฉี่ยวไปที่ไหล่ซ้ายของเขาจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นผ่านร่าง

“สุซาคุ!

“บ้าเอ๊ย..” ในมือของสุซาคุยังคงกำปืนในมือและเล็งไปยังต้นทางของกระสุนนั้น เขาลั่นไกออกไปและมีเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของใครสักคนดังขึ้นมาทันที

พันตรีหนุ่มค่อยๆยันตัวลุกขึ้นมา มือขวาที่กำปืนยังเล็งไปที่บุคคลในเงามืดตรงหน้า มือซ้ายที่เริ่มชาจากกระสุนปืนผายออกมากันร่างของผู้หญิงเบื้องหลัง ตอนนั้นเองที่แสงจากดวงจันทร์ฉายผ่านหมอกควันรอบตัวจนทำให้ทั้งคู่สามารถมองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนขึ้น....ผมสีน้ำตาล...

“ดยุคบอรีล..”

เสียงของยูเฟเมียดูตื่นกลัว

“ใช่ ผมเอง ท่านรองข้าหลวงยูเฟเมีย..”

“ทำไม...ทำไมถึงทำแบบนี้..”

บอรีลแค่นหัวเราะออกมาขณะที่กุมท้องตัวเอง

“ตั้งแต่ที่คอร์เนเลียกับเธอไปที่เอเรีย 11 หุ้นของอีเลฟเว่นรวยๆที่มาลงทุนกับฉันก็ถอนตัวออกไปมาก บริษัทฉันล้มละลาย ตอนนี้ฉันมีหน้าที่เป็นแค่สุนัขรับใช้ที่ขอข้าวราชวงศ์กินไปวันๆเท่านั้น เธอแย่งศักดิ์ศรีฉันไปหมด!

เขาตะคอกออกมาก่อนที่จะยกปืนขึ้นเล็งไปที่ยูเฟเมีย

“ฉันจะสั่งสอนเธอกับยัยพี่สาวเธอเองว่าทำลายชีวิตใครไปบ้าง!

สุซาคุเตะปืนในมือเขาออกไปก่อนที่จะเล็งปืนที่ไปหน้าผากของเขา

“บริษัทคุณลักลอบขายรีเฟรน ผมเพิ่งจะจำได้..” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเรียบนิ่ง “ภารกิจแรกๆของผมคือการที่แฝงตัวเข้าไปลอบเอาบัญชีบริษัทคุณออกมา ทางการปิดชื่อทั้งหมดผมถึงไม่รู้ว่าคุณคือคนๆนั้น...”

“เธอเป็นคนสนิทของท่านพี่ ฉันเลยขอให้ทุกอย่างเก็บเป็นความลับและขอให้ศาลรอลงอาญาพอให้กลับประเทศแม่ได้ ฉันแค่อยากช่วยเธอเท่านั้นเอง”

ยูเฟเมียกล่าวต่อก่อนที่จะเดินเข้าไปหาดยุคบอรีลที่กุมแผลที่ท้องพร้อมกับร้องไห้พึมพำไปด้วย

สุซาคุลดปืนในมือลงและนั่นคือความผิดพลาด....

 

มีดสีเงินปักตรึงอยู่ที่อกซ้ายใกล้กับหัวใจ...

 

เด็กหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาขยับไปตอนไหน แต่ที่รู้ๆคือราวกับชั่วกัลปาวสานที่เขาต้องสู้กับความรู้สึกอะไรบางอย่างในตัวที่รั้งขาของเขาไว้

ไม่กี่วินาทีที่เขาต้องเถียงกับตัวเองว่า เขาต้องช่วยชีวิตเธอ และ เขาจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองตาย ด้วย

กว่าร่างกายจะยอม มีดสีเงินนั้นก็เสียบเข้าไปที่เขาพอดิบพอดี เด็กสาวไม่มีเสียงแม้แต่จะกรีดร้อง

ยูเฟเมียสบตากับเขา..

ไม่รู้ว่าเธอตกใจจนตาฝาดหรือไม่ แต่นัยน์ตาสีเขียวอบอุ่นที่มีร่องรอยสีแดงนั้นสบตากลับมา...

 

 

 

 

 

วันที่ 31 ธันวาคม a.t.b. 2017

 

“สุซาคุ..”

เสียงกระซิบหวานที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินกลางดึกแบบนี้ดังขึ้นด้านหลังเขา เด็กหนุ่มค่อยๆหันไปมองและพบกับร่างของเจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งบริททาเนียที่กำลังยืนมองเขาอยู่

“องค์หญิง?”

“ฉันได้ยินว่าคุณออกจากโรงพยาบาลคืนนี้..”

เธอพูดเสียงสั่นเครือ แน่นอนว่าเพราะสุซาคุบังคับไม่ให้ลอยด์กับเซซิลที่รีบบินมาที่นี่บอกเธอ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเธอถึงยังมายืนอยู่ตรงนี้ได้

แสงจากโคมไฟที่โต๊ะทำงานเป็นแหล่งแสงเดียวของห้อง ใบหน้างดงามของเจ้าหญิงอาบไปด้วยน้ำตา

“ทำไมไม่บอกฉัน..”

“ผมไม่อยากให้คุณเดือดร้อนไปมากกว่านี้ ผมต้องขออภัยด้วยที่ก้าวก่ายอำนาจขององค์หญิง”

 

“สุซาคุ...มองหน้าฉันสิคะ..”

น้ำเสียงห่วงใยของเธอทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจหันหลังกลับมาช้าๆ แสงจากโคมไฟเป็นแหล่งแสงเดียวในห้องที่มิดสนิทนี้ ทันทีที่เห็นสีหน้าอ่อนล้าของเขาทำเอาหัวใจของเธอแทบจะแตกเป็นเสี่ยง นัยน์ตาสีเขียวที่เคยเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและอบอุ่นตอนนี้หม่นหมองจนน่าใจหาย

แม้เขาจะยังสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ติดกระดุมอย่างลวกๆแต่เธอก็ยังสามารถเห็นผ้าพันแผลที่พาดเป็นทางยาวตั้งแต่หัวไหล่ด้านซ้ายลงไป รวมทั้งรอยบาดของกระจกที่แก้มของเขา

“..ขอโทษนะคะ..”

น้ำตาค่อยๆไหลอาบแก้มเด็กสาวเมื่อนึกถึงสาเหตุของบาดแผลเหล่านี้

ช่วงจังหวะที่เขารวบตัวเธอไว้และปกป้องเธอ...

 

“มันเป็นหน้าที่ของผม คุณอย่าโทษตัวเองเลยครับ”

น้ำเสียงที่เขาตอบเธอนั้นเรียบนิ่งจนเธอต้องพยายามอย่างมากที่สุดเพื่อไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมามากกว่านี้ ใช่สิ แม้ว่าใครๆหรือแม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังบอกว่าที่เขาต้องเจ็บตัวหรือแม้จะสละชีวิตก็เพียงเพราะคำว่าหน้าที่ของทหาร แต่เขาจะรู้มั๊ยว่ากับเธอเขาเป็นมากกว่านั้น...มากกว่านั้นมาก..

 

เธอเห็นแก่ตัวที่ออกคำสั่งให้เขาตามมาที่ประเทศแม่ด้วย จากเหตุการณ์ที่ดยุคบอรีลจ้างมือปืนรับจ้างมาลอบสังหารเธอนั้น จากการสอบสวน เขาทำไปเพียงเพื่อความสะใจส่วนตัวหากฆ่าเธอได้ก็เท่านั้น ดยุคบอรีลเป็นราชองครักษ์ในสังกัดขององค์หญิงใหญ่กวินนิเวียร์และเป็นคนสนิทขององค์ชายโอดีสซีอุส องค์หญิงใหญ่จึงต้องพยายามปิดข่าวนี้อย่างมากเพื่อไม่ให้หลุดรอดออกไปและสร้างข่าวเท็จออกมาแทน ว่ามีคนที่ไม่ต้องการเขตปกครองพิเศษและต้องการทำร้ายยูเฟเมียเพื่อเบนความสนใจไปที่อาการบาดเจ็บของเธอเท่านั้น สื่อประเทศแม่ใส่สีตีไข่อาการบาดเจ็บของเธอมากเกินความเป็นจริง รวมทั้งมุ่งประเด็นไปที่หน้าที่อัศวินของสุซาคุอย่างหน้ามืดตามัวว่าเขาทำหน้าที่บกพร่อง เขามีโอกาสถูกสอบสวนในคุกทหารหรือถูกสมาชิกราชวงศ์ถอดถอนออกจกตำแหน่ง เพราะถือว่าไหนๆแล้ว ท่านพี่ของเธอก็ได้โอกาสตัดเขาออกไปจากชีวิตเธอได้อย่างง่ายดาย เธอไม่คิดว่าผู้คนที่นี่จะร้ายกาจถึงขั้นสร้างสถานการณ์มาเพื่อทำลายเขาขนาดนี้แม้กระทั่งจะเอาชีวิตเธอไปเสี่ยงเดิมพันก็ตาม

แน่นอนว่าสุซาคุรู้เรื่องนี้ดี แต่เขาก็ยังยืนยันที่จะอยู่ที่นี่..

 

เมื่อเช้านี้ ท่านพี่หญิงกวินนิเวียร์บอกว่าได้คุยกับคอร์เนเลียแล้วและยื่นเอกสารฉบับหนึ่งมาให้เธอ ทุกอย่างในเอกสารนั้นสมบูรณ์เรียบร้อยเหลือเพียงแค่ลายเซ็นของเธอเท่านั้น...

 

ยูเฟเมียรู้สึกสิ้นหวังและอับจนหนทางแต่ตอนนี้ เธอมาที่นี่เพื่อที่จะตัดสินใจบางอย่าง

การตัดสินใจของหัวใจเธอ...

“ถ้าไม่เพราะฉัน..ให้คุณตามมาที่นี่...”

“ผมเป็นอัศวินขององค์หญิง ผมสัญญาแล้วว่าจะปกป้องคุณด้วยชีวิต..”

“แต่..”

เด็กหนุ่มค่อยๆจับมือเธอขึ้นมาอย่างลังเล เขาลูบผ้าพันแผลบนมือเธออย่างทะนุถนอม รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากเขาตอนที่เขายกมือเธอขึ้นมาและจูบเบาๆ

 

เด็กหนุ่มปล่อยมือจากเธอ แต่ทันทีที่เขาปล่อย เด็กสาวกลับเดินขยับเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ฝ่ามือเธอค่อยๆวางลงบนตำแหน่งหัวใจของเขา เธอรู้สึกได้ถึงสัมผัสของจังหวะการเต้นของหัวใจเขาที่ยังเต้นอยู่

เธอสบตาเขาตอนที่มืออีกข้างของเธอยกขึ้นมาสัมผัสบริเวณบาดแผลที่ไหล่ซ้ายของเขา

“เจ็บมั๊ย?..”

สุซาคุยิ้มบางๆ

“แค่องค์หญิงปลอดภัย ผมก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วครับ”

 

ยูเฟเมียรู้สึกเหมือนหัวใจแตกเป็นเสี่ยง...

 

คำพูดของเขาอธิบายทุกอย่าง

คำพูดที่เป็นคำตอบในคำถามที่เธอเฝ้าถามตัวเองมาตลอดนับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น

 

“ถ้าฉันเป็นแค่คนธรรมดาคนนึง ไม่ใช่เจ้าหญิง ฉันคงได้ทำสิ่งที่หัวใจฉันอยากทำได้มากกว่านี้...”

เธอนึกถึงสิ่งที่เธอพูดคืนนั้น แต่มันคงเป็นไปไม่ได้แล้วเพราะท่านแม่รวมทั้งท่านพี่ทั้งหลายของเธอสั่งยกเลิกเอกสารขอคืนตำแหน่งเจ้าหญิงทันทีที่เกิดเหตุการณ์นั้น พวกเขายังคอยที่จะรั้งเธอไว้ที่เพนดรากอนด้วยทั้งๆที่เธอมีหน้าที่ในเขตปกครองพิเศษญี่ปุ่น ทั้งๆที่ผู้ชายคนนี้เป็นอัศวินของเธอ..

 

“ถ้าตอนนี้ฉันไม่ใช่เจ้าหญิง...แล้วตอนนี้คุณไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่อัศวิน..”

มือบางของเด็กสาวสัมผัสที่บริเวณอกข้างซ้ายของเขา...หัวใจที่กำลังเต้นอยู่..

ตราบใดที่เขาปลอดภัย..

“คุณก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนนึง...เป็นแค่สุซาคุที่อยู่ตรงหน้าฉันใช่มั๊ย?”

ยูเฟเมียเขย่งตัวก่อนที่จะจรดริมฝีปากลงบนรอยแผลข้างแก้ม เธอได้ยินเสียงเขาสูดหายใจเข้าราวกับตกตะลึง เด็กสาวถอนริมฝีปากออกก่อนจะสบตากับเขาภายใต้แสงสว่างน้อยนิดในห้อง นัยน์ตาสีม่วงนวลพยายามส่งผ่านความรู้สึกทุกอย่างที่มีไปให้เด็กหนุ่มตรงหน้า เธอรู้สึกได้เขาหายใจเร็วขึ้น นัยน์ตาสีเขียวหม่นที่เหลือบลงปนไปด้วยความเศร้าและลังเลใจตอนที่เขากระซิบชื่อเธอ

“ยูฟี่...”

เด็กสาวยิ้มออกมาทั้งน้ำตาก่อนที่จะขอเอาแต่ใจเป็นครั้งสุดท้ายและโน้มตัวเข้าไปหาเขา

 

 

ริมฝีปากของทั้งคู่สัมผัสกันอย่างแผ่วเบา..

 

มือของเด็กหนุ่มค่อยๆยกขึ้นมาโอบหลังเธอไว้ เขาจูบเธออย่างอ่อนโยนราวกับต้องการที่จะทะนุถนอมร่างบางตรงหน้าไว้ให้นานที่สุด รสสัมผัสเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ต้องการถ่ายทอดให้กันและกันว่าทั้งคู่ยังอยู่ด้วยกันตรงนี้ เขาจะไม่มีวันทิ้งเธอไปไหน...เขาจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น..

มือบางของเด็กสาวที่แตะบริเวณหัวใจของเขากดน้ำหนักลงไปมากขึ้นตอนที่เธอหวนกลับไปยังวินาทีที่เขาพุ่งเข้ามารวบตัวและรับมีดแทนเธอ....

 

สุซาคุรู้สึกได้ว่ามือของยูเฟเมียกำลังสั่น เขาใช้มืออีกข้างปาดน้ำตาที่อาบแก้มเธอโดยที่ไม่มีใครคิดจะถอนจูบออกมา ริมฝีปากบดเบียดหาความหวานของรสจูบนี้ให้มากขึ้นพร้อมๆกันกับตอนที่มืออีกข้างของเธอยกขึ้นไปกดศีรษะเขาลงมาหาเธอ เด็กหนุ่มตระคองกอดร่างบางเอาไว้แนบตัว

 

ยูเฟเมียค่อยๆก้าวถอยจนหลังรู้สึกได้ถึงขอบโซฟาในห้อง เธอลดมือไปที่เสื้อเชิ้ตที่เขาสวมอยู่และจัดการถอดออกจนมันร่วงลงพื้น เด็กสาวสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายเขาที่เธอปราถนามาตลอด สุซาคุค่อยๆโน้มตัวทั้งคู่ที่กอดกันอยู่ราบลงกับโซฟาอย่างช้าๆโดยที่ฝ่ายเด็กสาวไม่ได้ขัดขืนอะไร

 

ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่มีอะไรเลยเถิดเพราะเป็นฝ่ายของสุซาคุเองที่เป็นสุภาพบุรุษพอ และยูเฟเมียก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา  

แต่เธอคงลืมไปว่าถึงแม้เขาจะดูใสซื่อแค่ไหน เขาก็เป็นผู้ชายคนนึงเหมือนกัน

“ยูฟี่..”

มือหนาของเด็กหนุ่มลูบไปที่เอวบางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เกิดขึ้นทันทีทันใดทำให้ยูเฟเมียรู้สึกทั้งขนลุกและดีอย่างบอกไม่ถูก เธอได้ยินเสียงกระซิบเรียกชื่อเธอตอนที่ริมฝีปากอบอุ่นของเขาลดลงมาจูบที่ข้างแก้มก่อนที่จะไล่ต่ำลงมาที่ต้นคอ มือบางที่กุมอยู่ที่ศีรษะของสุซาคุดึงทึ้งผมเขาเพื่อระบายความรู้สึก

สัมผัสร้อนที่ตรงข้ามกับอากาศหนาวรอบกายทำให้เธอต้องหลุดเสียงครางออกมาเบาๆ

“สุซาคุ...”

 

ไออุ่นที่เขามอบให้...ความรู้สึกทุกอย่างที่ต้องการถ่ายทอดให้กัน..



ปัง!!!

 

เสียงพลุของคืนปีใหม่พาให้ทั้งคู่ต้องผละออกจากกันและกันทันที

ทั้งคู่สบตากันก่อนที่มือของยูเฟเมียจะค่อยๆยกขึ้นไปแนบแก้มของสุซาคุ เด็กหนุ่มยิ้มให้เธอก่อนที่จะอิงแอบใบหน้าลงกับมือนั้นและหลับตาลงราวกับรู้สึกอุ่นใจ

 

ภาพตรงหน้าทำให้เธอร้องไห้ออกมาอีกครั้ง...

เธอตัดสินใจได้แล้ว..

 

เด็กสาวค่อยๆลุกขึ้นนั่งและกอดเขาไว้แน่น สุซาคุอึ้งไปพักหนึ่งก่อนที่จะกอดตอบเธอ

ความอบอุ่นนี้...

หัวใจที่กำลังเต้น...

 

นี่หรือคือไออุ่นของความรักที่เคยคิดปราถนามาตลอด...

ไออุ่นที่ไม่เคยรู้ว่าจะอบอุ่นยิ่งกว่าดวงอาทิตย์...

ยิ่งกว่าเปลวไฟใดๆ...

แม้จะต้องมอดไหม้และเจ็บปวดมากแค่ไหน...

แต่เพื่อที่จะได้ปกป้องความรักครั้งนี้...ต่อให้เอาชีวิตและความสุขที่มีเข้าแลกก็ยอม...

 

เสียงพลุคืนปีใหม่ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับแสงสีสวยงามที่ลอดผ่านหน้าต่างยามค่ำคืน

“ฉันจะ..ปล่อยคุณไป....” เจ้าหญิงสะอื้นออกมาโดยที่หวังว่าเขาจะไม่ได้ยินเธอ

 

 

 

 

วันที่ 1 มกราคม a.t.b. 2018

 

 

เซซิล ครูมมี่เป็นคนแรกที่มาบอกข่าวนี้กับสุซาคุ เธอยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้เขาด้วยมือที่สั่น ทันทีที่สายตาของเด็กหนุ่มพบกับลายเซ็นของยูเฟเมีย รู้ตัวอีกทีเขาก็มายืนอยู่ที่ห้องส่วนตัวของเจ้าหญิงลำดับที่สามแล้ว

 

วินาทีที่นัยน์ตาสีม่วงเห็นร่างของเด็กหนุ่มที่เดินเข้ามา เธอก็ผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกับสีหน้าตกตะลึง ยูเฟเมียเชิดใบหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก

“องครักษ์! ใครอนุญาตให้พันตรีคุรุรกิเข้ามา”

“พวกเขาไปทำหน้าที่ของตัวเองแล้วครับ อีกอย่าง ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับ-

“แต่ฉันไม่มีค่ะ! เพราะตอนนี้ฉันมีองครักษ์ที่ท่านพี่จัดหามาให้เรียบร้อยแล้ว เชิญท่านพันตรีกลับไปที่เขตปกครองพิเศษญี่ปุ่นได้”

น้ำเสียงกระชากที่ตัดบทคำพูดเขายิ่งทำให้สุซาคุรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น ใบหน้าหวานพยายามอย่างมากที่จะไม่สบตาเขาตรงๆ เธอเหลือบมองไปยังกำแพงห้อง

 

“ผมยังกลับไม่ได้ครับ ผมสัญญาว่าจะอยู่ดูแลให้ท่านปลอดภัย ผมเป็นทหาร ต้องทำตามคำพูดของตัวเอง”

สุซาคุเดินเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น แต่เด็กสาวกลับเดินถอยหลัง มือที่กุมแขนตัวเองไว้กำแน่นกว่าเดิม

“งั้นการที่คุณปล่อยให้ฉันได้รับบาดเจ็บก็เท่ากับว่าผิดคำปฏิญาณในหน้าที่ของอัศวิน เพราะงั้นก็ช่วยทำตามสิ่งที่เคยปฏิญาณนั้นให้ได้ด้วยค่ะ”

สายตาของเด็กหนุ่มมองไปยังมือเธอที่ยังคงมีผ้าพันแผลพันไว้ ความรู้สึกเจ็บปวดผ่านสายตาของเขาไปและนั่นทำให้ยูเฟเมียแทบอยากจะเข้าไปกอดเขาเพื่อปลอบโยน

 

แต่เธอทำไม่ได้...เธอต้องปกป้องเขา..

 

ยูเฟเมียเดินถอยหลังมาจนถึงหน้าต่างตอนที่สุซาคุก้าวเท้ามาใกล้มากขึ้น เขากำลังจะก้าวเท้ามาอีกก้าวและยกมือขึ้นหาเธอตอนที่สังเกตเห็นว่าใบหน้าของเธอซีดเผือดขนาดไหน

เด็กหนุ่มลดมือลงและโค้งคำนับ

“ท่านให้โอกาสผมแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นได้มั๊ยครับ”

 

ด้วยความที่เขายังคงก้มศีรษะอยู่จึงไม่สามารถเห็นสีหน้าเจ็บปวดของเด็กสาวได้ มือที่กำแขนไว้นั้นจิกแน่นราวกับต้องหักห้ามใจตัวเองไม่ให้เข้าไปกอดหรือบอกความจริงเขา

“ไม่ได้ค่ะ ฉันไม่ยกโทษให้..”

ทันทีที่เธอพูดคำนั้นออกมา สุซาคุก็เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาเขาสั่นไหวและนั่นทำให้เธอแทบจะหัวใจแตกเป็นเสี่ยงๆ

“ฉันถือว่าเหตุการณ์นั้นถือเป็นอันสิ้นสุดในหน้าที่ของคุณ กลับเขตปกครองพิเศษและไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะค่ะ ที่นั่นคงต้องการคุณมากกว่าที่นี่ และฉันจะขอบคุณมากที่คุณช่วยดูแลสิ่งที่ฉันสร้างขึ้น”

ยูเฟเมียหันหลังให้เขาเพราะเธอไม่อาจมองสีหน้าของเขาได้อีกต่อไป น้ำตาที่กำลังรื้นอยู่แทบจะไหลออกมาแล้ว

“ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากคุณอีกแล้ว...”

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ที่มีแต่ความเงียบงัน แต่เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาที่เดินเข้ามาใกล้เธอ

“ผมไม่กลับครับ” สุซาคุกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ทุกอย่างยังอันตรายอยู่ ผมยังกลับไม่ได้ ท่านยังไม่ปลอด-

“มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณอีกต่อไปแล้ว ทำไมไม่เข้าใจซักที!

เด็กสาวหันมาตวาดเขาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม สุซาคุตะลึงไปกับสีหน้านั้นของเธอ นัยน์ตาสีเขียวหรี่ลงราวกับเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้

“ยูฟี่?...”

 

“กลับญี่ปุ่นไปเถอะค่ะ...ฉันขอร้องล่ะ”

ยูเฟเมียรีบปาดน้ำตาและตัดสินใจว่าเธอคงแสดงละครต่อหน้าเขาต่อไปไม่ไหวแล้ว เด็กสาวรีบก้าวเท้าเดินผ่านเขาไปโดยอาศัยช่วงจังหวะที่เขายังอึ้งอยู่ แต่แล้วอยู่ดีๆมือเขาก็คว้าฉุดข้อมือเธอไว้และดึงร่างบางเข้ามาใกล้ตัว

“ปล่อยนะ สุซาคุ!

เด็กสาวหันซ้ายหันขวาเพื่อมองประตูสองบานข้างกำแพงเพราะกลัวว่าใครจะเปิดเข้ามา เธอกำลังจะตวาดใส่หน้าเขาอีกครั้งตอนที่สายตาอบอุ่นของเขาสบมาและทำให้ทุกคำพูดที่เธอจะเอ่ยออกมากลืนลงคอไปหมด

“ผมยอมไม่ได้ที่จะให้คุณอยู่ท่ามกลางความอึดอัดแบบนี้คนเดียว" เด็กหนุ่มกระซิบ "ยูฟี่....ขอโอกาสผมได้มั๊ย?”

สายตาของทั้งคู่สบกัน นัยน์ตาสีเขียวนั้นกำลังอ้อนวอนเธอ...


แต่ยูเฟเมียต้องปกป้องเขา...ปกป้องเขาจากตัวเธอ..


สีหน้าของเด็กหนุ่มเจ็บปวดตอนที่เธอดึงข้อมือตัวเองออกจากมือเขาและเดินออกไปทางประตู

“ฝากเขตปกครองพิเศษญี่ปุ่นด้วยนะคะ..”

 

 

 

 

วันที่ 31 มกราคม a.t.b. 2018

 

โรงเรียนแอชฟอร์ดเปิดภาคเรียนที่สองมาสองสัปดาห์แล้ว...

“สุซาคุ ตั้งใจหน่อยสิ!

ประธานมิเรโวยวายขึ้นมาหลังจากที่เด็กหนุ่มสัปหงกไปเป็นรอบที่ห้า เมื่อคืนนี้เขาประชุมกับทีมบริหารเขตปกครองและซีโร่จนดึกมากเลยแทบไม่ได้นอนเลย สุซาคุลืมตาขึ้นมาเล็กน้อยและพบกับร่างของลูลูชที่ฟุบหลับอยู่ข้างๆกันเลยตัดสินใจหลับต่อ

กระดาษแข็งฟาดลงมาที่ศีรษะของเด็กหนุ่มทันทีที่เขาหลับตา

“ประธานครับ!

เด็กหนุ่มร้องขึ้นมาพร้อมกับกุมศีรษะตัวเองที่เธอตีไป มิเร แอชฟอร์ดกอดอก

“ฉันมีหน้าที่ต้องตามให้เธอทำการบ้านส่งให้ครบ คุณปู่กำชับฉันมาว่าจะให้คุณพันตรี วีรบุรุษของเขตปกครองญี่ปุ่นซ้ำชั้นไม่ได้ เธอจะมาทำฉันเดือดร้อนไม่ได้นะ!

เด็กสาวสะบัดผมสีบลอนด์ของตัวเองไปด้านหลังและนั่งลง รีวัลหมุนเก้าอี้มานั่งข้างๆก่อนที่จะกดเปิดโทรทัศน์

“ตื่นเถอะน่า สุซาคุ นายคงไม่อยากให้ประธานโมโหขึ้นมาจริงๆหรอกนะ”

“แล้วลูลูชล่ะ” สุซาคุหาวออกมา “เขาก็ยังไม่ได้-”

“ลูลูชมีนิสัยประหลาดที่ชอบทำการบ้านล่วงหน้าน่ะ เจ้าตัวเลยไม่เคยเดือดร้อนเรื่องอะไรพวกนี้เลย” มิเรหัวเราะ

“เอาล่ะ พันตรีคุรุรุกิ หยิบการบ้านวิชาศิลปะออกมา เดี๋ยวฉันช่วย”

“ครับผม”

สุซาคุยิ้มออกมาบางๆก่อนที่จะก้มลงไปหยิบสมุดการบ้านออกมาตอนที่เขาได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของตัวเอง เขาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองชื่อของคนที่โทรมาและพบว่าเป็นหัวหน้าของเขา...คุณเซซิล..

“สวัสดีครับ คุณเซซิล”

สายตาของเด็กหนุ่มเหลือบมองไปยังเพื่อนๆสภานักเรียนที่ยุ่งกับงานของตัวเอง มิเรหันไปแย่งรีโมทกับรีวัลแล้ว

“เอ่อ..คือ สุซาคุคุง..”

“มีอะไรรึเปล่าครับ?”

“เรา..เอ่อ..เราเพิ่งรู้ ใจเย็นๆแล้วตั้งใจฟังให้ดีนะ..”

“คุณเซซิลทำผมใจเสียนะครับเนี่ย”

เสียงหัวเราะติดตลกของสุซาคุไม่ทำให้อีกปลายสายมีน้ำเสียงสดใสขึ้นมาเลย เธอเงียบไปจนสุซาคุได้ยินเสียงเธอกลืนน้ำลายราวกับกังวลอะไรสักอย่าง

“คือ..ตั้งใจฟังดีๆนะ..”

ตอนนั้นเองที่ทุกเสียงในห้องเงียบลง เชอร์ลี่ย์หยุดเล่นกับอาเธอร์ นีน่าหยุดพิมพ์คอมพิวเตอร์ คาเรนเงยหน้าจากหนังสือ มิเรเลิกแย่งรีโมทกับรีวัล

 

ทุกสายตามองไปยังหน้าจอโทรทัศน์ที่ขึ้นข่าวเป็นรายงานสดจากประเทศแม่

 

คำแถลงการณ์จากราชสำนักคลอไปกับเสียงที่เซซิลกำลังอธิบาย แต่สุซาคุรู้สึกหูอื้อไปหมดจนแทบไม่ได้ยินอะไรเลย

แทบไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของลูลูชที่ดังขึ้น หรือการที่เพื่อนๆทุกคนหันมามองเขาหลังจากที่คำแถลงจบลง

 

เพราะตอนนี้สายตาเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของเจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งบริททาเนียผู้ก่อตั้งเขตปกครองพิเศษญี่ปุ่น..

 

ไม่สิ...

 

อดีตเจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งบริททาเนีย..

 

 

 

 

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ a.t.b. 2018

 

“นายรู้อยู่แล้วเหรอ”

สุซาคุที่นั่งกุมหน้าผากตัวเองกระซิบถามเพื่อนของเขาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หลังจากที่ถกกันนานพอสมควรก็ถึงเวลานอนของนานาลี่ แม้ว่านานาลี่จะดีใจแค่ไหนแต่เธอก็ยังมีความกังวลใจอยู่มาก

“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้น”

“นายดูไม่ได้ตกใจอะไรเลย” ลูลูชเลิกคิ้วขึ้น สุซาคุยังคงจ้องเขาเขม็ง “เธอเคยบอกนายเหรอ”

“อืม” ลูลูชยอมรับ “ยูฟี่เคยบอกฉัน”

“มันเสี่ยงเกินไป” สุซาคุส่ายศีรษะ “ยังไงในสายตาทุกคน เธอก็ยังคือเจ้าหญิง ถึงจะถูกลดยศลงมาเป็นคนธรรมดาก็ตาม การที่เธอจะกลับมาที่นี่ มันก็...”

“นายก็ปกป้องเธอสิ” ลูลูชแทรกขึ้นมา

“อะไรนะ?”

“นายเป็นอัศวินของยูฟี่ไม่ใช่รึไง อีกอย่างคอร์เนเลียก็ยังอยู่ที่นี่ ฉันว่ายูฟี่มาอยู่ที่เขตปกครองยังดีกว่าการที่ไปอยู่กับเจ้าพวกนั้นที่เพนดรากอนด้วยซ้ำ”

ลูลูชมองสีหน้าเคร่งเครียดของสุซาคุด้วยความเงียบงัน นึกดีใจที่สุซาคุไม่ถามว่าเขารู้เรื่องที่ยูเฟเมียจะสละยศตอนไหนเพราะเขาเบื่อที่จะโกหกแล้ว การที่ยูเฟเมียกลับมาก็คงเป็นสัญญาณอะไรๆที่ดีขึ้น อีกอย่าง การที่ยูเฟเมียตัดสินใจถอนตำแหน่งอัศวินของสุซาคุก็เป็นข่าวภายในที่มีเพียงราชวงศ์เท่านั้นที่รู้ สุดท้ายแล้ว คอร์เนเลียก็ปิดข่าวนี้ไว้เพราะไม่ต้องการให้ชาวญี่ปุ่นเสียขวัญจากการที่อัศวินของพวกเขาถูกถอดถอนออก และการที่ยูเฟเมียยังไม่กลับมาก็ใช้เหตุผลเรื่องการรักษาตัวจากเหตุการณ์เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเท่านั้น ลูลูชไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าสมาชิกราชวงศ์รวมทั้งคอร์เนเลียจะยอมเซ็นอนุญาตให้ยูเฟเมียสละตำแหน่ง เป็นไปได้ว่าเธออาจจะไปแผลงฤทธิ์จนองค์หญิงใหญ่ขยาดจนยอมเซ็นให้เธอออกไปเร็วๆก็ได้

นึกแล้วลูลูชก็ยิ้มที่มุมปาก คิดแต่เพียงว่าจะทำยังไงให้เพื่อนสนิทคนนี้หายขุ่นเคืองกับการที่ยูเฟเมียเก็บความลับใหญ่ขนาดนี้กับเขามาเป็นเดือนๆ

 

และถ้ารู้ว่ายูเฟเมียจะตามมาเรียนที่นี่อีก...สุซาคุจะไม่โกรธจนแทบคลั่งเลยหรือ..

 

 

 

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ a.t.b. 2018

 

ไม่รู้ว่าเขาแสดงสีหน้าอะไรออกไปตอนที่เขาเห็นหน้าเธออีกครั้ง

เขาเพียงแต่ตามประธานมิเรมาหลังเลิกเรียน เธอบอกเขาว่าคุณปู่ของเธออยากเจอเขาที่ห้องอำนวยการและพอเธอเปิดประตูเข้าไป สายตาของสุซาคุก็พบกับใบหน้าที่เขาไม่ได้เจอมาหนึ่งเดือนเต็ม

 

ผู้อำนวยการแอชฟอร์ดอธิบายเรื่องราวทั้งหมดแต่สุซาคุจับความได้แต่เพียงว่านับแต่นี้ต่อไป อดีตเจ้าหญิงลำดับที่สามจะมาเรียนที่นี่โดยที่เธอจะยังอาศัยอยู่ที่กองบัญชาการในเขตโตเกียวในระยะแรกตามคำสั่งของข้าหลวงคอร์เนเลีย  แน่นอนว่าเพราะตระกูลแอชฟอร์ดรู้สถานะที่แท้จริงของลูลูชกับนานาลี่ที่อาศัยอยู่ที่นี่จึงยังไม่สามารถให้อดีตเจ้าหญิงหมาดๆมาอาศัยอยู่ใกล้พวกเขาให้เป็นที่สนใจของสายตาเด็กนักเรียนที่นี่ได้มากนัก ดังนั้นจนกว่าจะเปิดปีการศึกษาใหม่ เธอจึงยังต้องอาศัยสถานะน้องสาวของท่านข้าหลวงไปก่อน

สุซาคุรู้สึกได้ว่าเธอเหลือบสายตามามองเขาเป็นพักๆแต่เด็กหนุ่มไม่ได้หันไปมองเธอเลยแม้แต่น้อยเพราะเขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังรู้สึกอะไรในอกตอนนี้

 

หลังจากสรุปความเรียบร้อยแล้ว มิเรก็เชิญเด็กสาวกับเขาไปที่ห้องระเบียงกระจกส่วนตัวและปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ตามลำพัง

แสงแดดยามเย็นส่องผ่านใบหน้าหวานที่กำลังประหม่า ผมยาวสีชมพูมัดรวบไปด้านหลังศีรษะและตอนนี้เธอกำลังใส่ชุดนักเรียนม.ปลายของที่นี่ แต่แม้เธอจะมาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว เขากลับรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกิน...

 

มันไม่เหมือนตอนนั้นที่เธอขอให้เขาเป็นอัศวินอีกครั้งที่ทั้งคู่มีความสุขมากจนไม่รู้จะพูดอะไรกัน..

ตอนนี้ เขาไม่รู้จะพูดยังไงกับเหตุการณ์ตรงหน้าจริงๆ...

 

“สุซาคุ...”

เสียงหวานที่แทรกผ่านความเงียบทำให้เด็กหนุ่มค่อยๆเงยใบหน้าขึ้นมาสบตาเธออย่างเกร็งๆ

“สุซาคุโกรธฉันหรือคะ?”

ยูเฟเมียกัดริมฝีปากตัวเอง

“ถ้างั้น...ฉันควรจะเล่าให้คุณฟังก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น...”

 

เด็กสาวเล่าให้เขาฟังทุกอย่างตั้งแต่ช่วงที่เธอคิดเขตปกครองพิเศษญี่ปุ่นและต้องการให้ซีโร่มาร่วมมือด้วยการขออภัยโทษให้เขา การที่จะขออภัยโทษให้กับอาชญากรในสายตาประเทศแม่ได้คือการที่เธอจะขอเสนอการสละตำแหน่งเจ้าหญิงผู้มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์ เธอยื่นเรื่องนี้ไปไม่กี่วันก่อนวันที่มีพิธีเปิดเขตปกครอง แต่อย่างไรก็ตาม ท่านพี่หญิงคอร์เนเลียก็ยื่นเรื่องขอให้ราชวงศ์ที่แผ่นดินแม่คัดค้านเรื่องนี้จนถึงที่สุด องค์หญิงกวินนิเวียร์จึงถือโอกาสเรียกยูเฟเมียกลับไปที่ประเทศแม่เพื่อยื่นข้อเสนอให้เธอหมั้นกับดยุคบอรีลที่เป็นคนสนิทเพื่อที่จะรั้งตำแหน่งของยูเฟเมียในฐานะเจ้าหญิงเอาไว้ พอเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น ทุกฝ่ายถือโอกาสจะกลั่นแกล้งสุซาคุโดยจับเขาเข้าคุกทหารและถอดถอนตำแหน่ง และเพื่อที่จะปกป้องเขาไม่ให้พวกท่านพี่ทำร้าย เธอจึงต้องรีบถอนตำแหน่งเขาก่อนที่พวกเขาจะได้ทันลงมืออะไร คอร์เนเลียทราบข่าวโดยละเอียดภายหลังและตัดสินใจคุยกับเธออย่างจริงจังอีกครั้ง พอจบการสนธนานั้น คอร์เนเลียจึงสัญญาว่าจะให้สิ่งที่น้องสาวคนนี้ต้องการ

“หน้าที่ของฉันในเขตปกครองพิเศษญี่ปุ่นก็คือเป็นที่ปรึกษาเหมือนเดิมค่ะ ฉันขอบคุณสุซาคุมากนะคะที่คอยช่วยดูแลที่นี่กับซีโร่ตอนที่ฉันไม่อยู่ ฉันดีใจมากๆเลย”

 

ยูเฟเมียส่งยิ้มให้เขาแต่สุซาคุกลับส่ายหน้าไปมาราวกับไม่อยากจะเชื่อ

“กลับไปเถอะครับ”

“อะไรนะ?”

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ของคุณ...”

“สุซาคุ..กำลังไล่ฉันเหรอคะ?”

เด็กสาวหัวเราะออกมาเบาๆ แต่เธอไม่รู้เลยว่าเด็กหนุ่มไม่ได้พูดเล่น เขาหันหลังไปจากเธอ

“..กลับไปอยู่ที่ที่เหมาะสมกับคุณ คุณตัดสินใจผิดแล้วที่ทิ้งทุกอย่าง คุณทำมามากพอแล้ว กลับไปเถอะครับ”

“ตอนนี้ที่ฉันมีแค่สุซาคุ...แต่คุณจะให้ฉันไปงั้นหรือคะ?”

เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบแต่มือทั้งสองข้างนั้นกำแน่น

 

เขาได้ยินแต่เพียงเสียงของความโกรธและความน้อยใจในหัวตัวเองจนไม่ได้สังเกตเสียงสะอื้นด้านหลัง

 

“ทำไมล่ะ?”

เสียงร้องไห้นั้นทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบหันมาและพบว่าเด็กสาวกำลังปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

“คุณเคยเลือกทำตามใจตัวเอง..เลือกที่จะสละชีวิตเพื่อปกป้องฉัน ทำไมฉันจะเลือกทำตามหัวใจตัวเองบ้างไม่ได้”

ความรู้สึกโกรธที่สุมอยู่ในอกของเด็กหนุ่มค่อยๆมลายหายไปตอนที่ทบทวนทุกอย่างที่เธอทำไป ยูเฟเมียยกมือขึ้นกุมใบหน้า เธอคิดผิดไปเองที่คิดว่าเขาอาจจะดีใจที่ได้เจอเธอ แต่เขาคงโกรธและเกลียดเธอไปแล้วตอนที่เธอตัดสินใจถอดเขาจากการเป็นอัศวินของเธอ เธอมันโง่เองที่คิดว่าเขาจะยังอยู่ข้างเธอ...

“สุซาคุเลือกที่จะสละชีวิตเพื่อฉัน ฉันเลือกที่จะสละตำแหน่งเพื่อที่จะได้มาอยู่ข้างๆ! มันต่างกันตรงไหน!

 

สุซาคุเคยสัญญากับเธอตอนที่ยังเป็นเจ้าหญิงว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะยังอยู่เคียงข้างเธอเสมอ..

แล้วในฐานะยูฟี่ล่ะ เขาโกรธเธอมากจนลืมสิ่งที่เคยสัญญาไปเลยเหรอ..

เธอแค่อยากอยู่ข้างเขา อยากให้เขามาอยู่ข้างๆก็เท่านั้น...

 

“ตอนที่ฉันถอดยศคุณเพื่อให้คุณไม่ต้องมาปกป้อง คุณก็ไม่ยอม ตอนนี้คุณก็มาไล่ฉันอีก..ไล่ฉัน..”

รู้ตัวอีกที ใบหน้าเธอก็ซบลงที่อกของเด็กหนุ่มตรงหน้า เธอรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่คุ้นเคยก่อนที่เธอจะกอดตอบเขา ซึมซับความอบอุ่นนี้ให้เต็มหัวใจจากระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ไม่ได้เจอกัน จังหวะหัวใจของทั้งคู่ที่กำลังเต้นแรง..

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนตอนที่เขาคลายอ้อมกอดออกมา มือเขายกขึ้นมาปาดน้ำตาข้างแก้ม รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากเขาและนั่นทำให้ยูเฟเมียรู้สึกมีความสุขในหัวใจจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้

“คุณนี่...ดื้อพอกันกับผมเลยนะ”

เด็กสาวหัวเราะออกมา

“ยิ่งสุซาคุพูดแบบนี้ ฉันยิ่งไม่กลับนะคะ..”

สุซาคุหัวเราะออกมาบ้าง เขาลูบแก้มเธอเบาๆตอนที่เธอขยับเข้าไปใกล้เขามากขึ้นเพื่ออิงแอบแก้มกับมือที่อบอุ่นนี้

“ผมก็ไม่ได้จะให้คุณไป..”

เด็กสาวเม้มริมฝีปากราวกับประหม่ากับคำถามที่ตั้งอยู่ในใจ แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะถามเด็กหนุ่มตรงหน้า

“สุซาคุคะ..”

“ครับ?”

“..ตอนนี้ฉันไม่ได้เป็นเจ้าหญิงแล้ว..คุณจะยังปกป้องฉันอยู่มั๊ย?”

 

เสียงกระซิบถามทำให้เด็กหนุ่มตะลึงไปเล็กน้อย เขาสบตากับเธอ นัยน์ตาสีม่วงนวลนั้นสั่นไหวราวกับกลัวในคำตอบของเขา สุซาคุยิ้มออกมากว้างขึ้นกับความรู้สึกความสุขที่อบอวลในหัวใจตอนนี้ที่มีเธออยู่ตรงหน้า มือเขาดันศีรษะเธอมาใกล้เขามากขึ้นจนหน้าผากของทั้งคู่อิงกัน

“ผมไม่ตอบตอนนี้ได้มั๊ย”

“เอ๋?”

สีหน้าสงสัยของเธอน่ารักมากจนเขาต้องก้มลงไปประทับริมฝีปากที่ข้างแก้มเธอเบาๆ เธอตัวสั่นเล็กน้อยกับสัมผัสที่ไม่ได้ตั้งตัวนั้นก่อนที่เขาจะเลื่อนริมฝีปากมากระซิบที่ข้างหูเธอ

“เพราะคำตอบ...ผมตอบไปตั้งแต่คืนนั้นแล้วครับ..”

 

ยูเฟเมียย้อนนึกคิดถึงสิ่งที่เขาเคยพูดระหว่างระยะเวลาที่ผ่านมา แต่เธอคิดอะไรไม่ค่อยรวดเร็วนักกับอาการหัวใจเต้นแรงกับลมหายใจอุ่นๆที่รดใบหูเธอ

 

แต่แล้ว...เธอก็นึกขึ้นมาได้...คำสัญญาของเขา..

คืนของวันที่เธอประกาศจะจัดตั้งเขตปกครองพิเศษญี่ปุ่นที่งานโรงเรียนแอชฟอร์ดเมื่อสองเดือนที่แล้ว..

เธอบอกเขาว่าไม่ว่าสถานะในอนาคตจะเป็นยังไงเธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตไปกับคนที่เธอรักก็พอ เธอไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรแบบนั้นออกไป แต่เหมือนว่าเขาจะเข้าใจในสื่งที่เธอสื่อเพราะเขายิ้มอบอุ่นให้เธอแทนคำตอบนั้น

“คุณจะอยู่ข้างฉันไปจนถึงวันนั้นมั๊ยคะ สุซาคุ?”

“ผมจะปกป้องท่านด้วยชีวิตครับ..”

 

ไม่ว่าเธอจะเป็นเจ้าหญิงยูเฟเมียหรือยูฟี่....เขาก็จะปกป้องเธอเสมอ..อยู่เคียงข้างเธอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น..

นั่นคือคำสัญญาของเขาที่เธอเพิ่งจะมาเข้าใจ..

 

สุซาคุเป็นผู้ชายพูดน้อย ความรู้สึกที่เขาจะบอกเธอนั้นสื่อผ่านกระทำของตัวเขามากกว่า...

รอยยิ้มที่อบอุ่น...มือที่คอยจับ..นัยน์ตาที่คอยบอกเธอว่าเขาจะอยู่ข้างเธอเสมอ..

 

“คืนนั้น?...”

เธอพึมพำขึ้นมาจนสุซาคุต้องเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ

“สุซาคุ...รู้สึก...กับฉัน...ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วเหรอคะ?”

เด็กหนุ่มแก้มขึ้นสีแดงจางๆ เขากัดริมฝีปากราวกับ

...กำลังเขิน....

“ก็...ผมเพิ่งจะรู้ตัวนี่นา..”

 

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก..

 

หัวใจเธอสูบฉีดแรงจนรู้สึกได้ว่าแก้มกำลังร้อน พอเห็นแบบนั้น สุซาคุกลับเป็นฝ่ายที่หัวเราะออกมา

เสียงหัวเราะนั้นทำให้ยูเฟเมียเหลือบตามองเขาผ่านแพขนตา ดวงตาเขากำลังหยี สีหน้ามีความสุขนั้นทำให้เธอมีความสุขไปด้วยอย่างบอกไม่ถูก ตอนที่เขายิ้มและหัวเราะแบบนี้ มันสดใสจนละสายตาไปไหนไม่ได้เลย

 

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก..

 

เด็กสาวเขย่งปลายเท้าขึ้นจนริมฝีปากของทั้งคู่อยู่ในระดับเดียวกัน และนั่นทำให้สุซาคุหยุดหัวเราะ เขาเหลือบตาลงมองสบตากับเธอ นัยน์ตาสีม่วงนั้นไม่ได้มีแววของความเศร้าอีกแล้วแต่กำลังเปล่งประกายของความสุขออกมา

“แต่ฉันยังจำไม่ค่อยได้เลยค่ะ”

“?”

“สุซาคุเตือนความจำฉันหน่อยได้มั๊ย”

นัยน์ตานั้นเปลี่ยนเป็นประกายของความขี้เล่นจนทำให้เด็กหนุ่มต้องยกยิ้มที่มุมปากกับท่าทีของเด็กสาวคนนี้

ไม่ว่าสถานะเธอจะเปลี่ยนไปยังไง เธอก็ยังเป็นคนเดิมที่เขาอยากอยู่ข้างๆ...

คนที่สดใส..แสงสว่างในใจเขา..

 

“อย่าให้ฉันต้องออกคำสั่งนะคะ พันตรีคุรุรุกิ”

สุซาคุหัวเราะออกมาเบาๆกับคำพูดนั้น นัยน์ตาสีมรกตอบอุ่นสบตากับเธอ

มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาประคองแก้มเธอไว้ก่อนที่จะค่อยๆโน้มใบหน้าลงไป

“คุณนี่นะ..”

 


ริมฝีปากของทั้งคู่สัมผัสกันอย่างอ่อนโยนภายใต้แสงแดดสีแสดยามเย็น

 



ตอนนี้ทั้งคู่ไม่ใช่เจ้าหญิงหรืออัศวินอีกต่อไปแล้ว...

เป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มสาวธรรมดาที่มีความรู้สึกภายในหัวใจที่ตรงกัน..

พวกเขาสัญญาที่จะอยู่เคียงข้างกันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...คำสัญญาจากหัวใจ..



เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่สุซาคุรู้สึกว่ามีความสุขเหลือเกิน..

 

 

 

 

 

 

 

 

-Talk-

พูดไม่ออกค่ะ555 เป็นอะไรที่น้ำเน่าและหวานเลี่ยน OOC ที่สุดที่เคยแต่งมาเลย เย้ๆๆๆ

แต่เนื่องในโอกาสที่หนุ่มน้อยสุซาคุอายุครบ 18 เลยอยากทำอะไรให้สักหน่อย 

เขตปกครองพิเศษไปได้สวย ทั้งคู่ได้มีโอกาสกลับมาเจอกันอีกครั้ง อ้อ บทคำพูดคืนวันที่ยูฟี่ประกาศเรื่องการเปิดเขตปกครองพิเศษที่งานโรงเรียนมาจากตัว Light Novel ค่ะ หลังจากที่คยุกันเรื่องนี้ ยูฟี่นางเผลอพูดว่าอนาคตนางแค่อยากใช้ชีวิตไปกับคนที่นางรักเท่านั้นก็พอ พอสุซาคุถาม นางก็เขิน อ้ำอึ้ง หาข้อแก้ตัวไปเรื่อยๆ แล้วคืออยู่ดีๆนางหนาว สุซาคุเลยเดินมาชุดมาคลุมไหล่ให้ พอสบตากัน เห็นว่าสุซาคุเข้าใจก็เลยเป็นบทสนธนาดังที่ยกไว้ฟิคนี้ค่ะ คือมันละมุนและโรแมนติคมากกกกกกกกกกกกกกก


แฮบปี้เอนดิ้งสุดๆ 

สุขสันต์วันเกิดนะสุซาคุ!

 




คำเตือน : ด้วยความหวังดี ถ้าใครอยากอบอุ่นหัวใจอ่านจบแค่ตรงนี้ก็พอค่ะ ^^



 

เราเตือนแล้วนะ...

 

 

 

 

 

แน่ใจเหรอ...

 

 

จริงๆนะ...

 

 

กดปิดไปเถอะ....

 



 

โอเค...

 

 

 

อยากรู้จริงๆสินะ...

 



 

เราเตือนแล้วนะ...

 

 

 

 

 

เตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้ด้วยก็ดี....

 

 

 

 

 

 

 

 

บทส่งท้าย

 

ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างอ้อยอิ่ง สองหนุ่มสาวยิ้มให้กัน สุซาคุปัดผมที่ปรกดวงตาของเธอออกก่อนที่จะเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้

“ผมว่าประธานมิเรคงอัดภาพผ่านกล้องวงจรปิดไปเรียบร้อยแล้วแน่เลย”

ยูเฟเมียหน้าแดงขึ้นทันที เธอหันไปมองกล้องวงจรปิดด้านหลังเธอพร้อมกับใบหน้าที่เป็นสีแดงแปร๊ด เด็กสาวพยายามดันตัวออกจากอ้อมกอดของเด็กหนุ่ม แต่เธอน่าจะรู้ดีว่าเขาแรงเยอะขนาดไหนเพราะสุซาคุดูไม่มีท่าทีจะคลายอ้อมกอดนี้เลย

 

พอเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าจะร่วมมือจากการหนีกล้อง ยูเฟเมียจึงตัดสินใจเอนศีรษะซบอกเขาเช่นเดิม เธอได้ยินเสียงหัวใจเขาที่เต้นแรง แต่อยู่ดีๆมือเขาก็เชยคางเธอขึ้นมาสบตา นัยน์ตาเขากลับมาเศร้าอีกครั้ง

“มีอะไรเหรอ?”

“เปล่าหรอก ผมแค่...”

“แค่...”

“ผมมีความสุขมากจนไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง”

เด็กสาวมุ่ยหน้า

“สุซาคุคิดว่าฉันหลอกหรือคะ?”

“ไม่ใช่นะ คือแบบว่า...มันดีเกินไป..”

ยูเฟเมียเอียงศีรษะ

“ดีจนเหมือนฝันเลย..”

แก้มของเด็กหนุ่มขึ้นสีแดงซึ่งมันดูน่ารักมากในสายตาเธอ ยูเฟเมียยิ้มเอ็นดูกับคำสารภาพของเขาก่อนที่จะยกมือขึ้นมาจับแก้มเขาและหยิกเบาๆ

“โอ๊ย!

“ถ้าฝันอยู่ก็ต้องไม่เจ็บสิคะ”

สีหน้าเหยเกของความเจ็บเปลี่ยนเป็นมีความสุขทันทีที่เห็นรอยยิ้มของเธอตรงหน้า มือเธอเปลี่ยนมาแนบแก้มเขา

“ฉันจะไม่หนีไปไหนอีกแล้วค่ะ สุซาคุ คุณเองก็เหมือนกันนะ”

เด็กหนุ่มพยักหน้าและยิ้มตอบเธอ

 

ทั้งคู่สบตากันอย่างเนิ่นนาน ตกอยู่ในภวังค์ของความสุขโดยที่ไม่มีใครสังเกตถึงบุคคลที่สามภายในห้อง...

 



เสียงฝีเท้าที่เดินใกล้เข้ามา..

 



มือของสุซาคุยกขึ้นมาลูบแก้มเธอเบาๆ รู้สึกถึงไออุ่นของผิวขาวนวลตรงหน้า เธออิงแอบแก้มกับมือที่แสนอบอุ่นนี้...

มือที่พร้อมจะปกป้องเธอเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม..

แค่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันตรงนี้...









 

ปัง!





 

รอยเลือด...กระเซ็นโดนใบหน้าและลำตัวของเขา..

 

นัยน์ตาสีมรกตเบิกโตตอนที่ร่างบางในอ้อมกอดค่อยๆเซทรุดลงไป..

 



บุคคลด้านหลังกำลังถือปืน..

 



เขามีผมสีดำสนิท นัยน์ตาด้านซ้ายมีสัญลักษณ์สีแดง

รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากเขา

“เราเป็นเพื่อนกันนี่ใช่มั๊ย...”

 

 

 




 

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง

 

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นที่โต๊ะข้างเตียง เด็กหนุ่มควานหาทั้งๆที่ตายังหลับอยู่ก่อนที่จะกดรับสายอย่างรำคาญ

“คุรุรุกิครับ”

“สุซาคุ HAPPY BIRTHDAY TO YOU!!!!

ปลายสายร้องออกมาเป็นทำนองจนจบเพลง เด็กหนุ่มเหลือบมองชื่อคนที่โทรมาพร้อมกับเวลาบนหน้าจอ

“จีโน่ นี่มันเที่ยงคืน-

“ก็ใช่ไง วันนี้วันที่ 10 กรกฎาคม!!! สุขสันต์วันเกิดอายุครบ 18 เพื่อน!!!

“ขอบใจ”

“เฮ้ย สดใสหน่อยสิ! นายโตเป็นหนุ่มแล้วนา คืนนี้หลังประชุม ราวนด์จะฉลองวันเกิดให้นายนะ”

“อื้ม..”

“หรือฉันต้องร้องเพลงอวยพรอีกรอบ นายถึงจะ-

“ขอบใจ จีโน่ ขอฉันพักหน่อยได้มั๊ย”

“อ้อ..เอ่อ...นายเพิ่งกลับมานี่นะ โอเค ฝันดี พรุ่งนี้-เอ๊ย-เช้านี้เจอกัน หนุ่มอายุ 18!

เด็กหนุ่มไม่ได้เสียเวลาตอบอะไรกลับไปด้วยซ้ำ เขากดวางสายและโยนโทรศัพท์ทิ้งไปที่ข้างเตียงก่อนที่จะนอนก่ายหน้าผากมองเพดานมืดมิดด้านบน


เขาอายุสิบแปดแล้วรึนี่..

เขามัวแต่ยุ่งกับหน้าที่ในสงครามยุโรปในฐานะไนท์ ออฟ เซเว่นจนไม่มีเวลาไปคิดถึงเรื่องนี้เลย

 

แปดเดือนแล้วหรือตั้งแต่เหตุการณ์นั้นที่เขาเสียทั้งเพื่อนและคนสำคัญ...


แปดเดือนแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมครั้งนั้น

 

เดือนธันวาคม...ที่มีความสุขเหมือนกับฝัน..จนกระทั่งฝันร้ายมาเยือน...

ถ้าเขาย้อนเวลากลับไปได้ในเดือนธันวาคมนั้น...เขาจะเปลี่ยนอะไรมันได้มั๊ย...

 

เขาคิดถึงรอยยิ้มของเธอ

เธอช่างดีกับเขาเหลือเกิน..หัวใจอ่อนโยนที่เธอมอบให้เขาคนนี้...

มันอาจจะเป็นความปราถนาของเขา…

หรืออาจจะเป็นแค่เพียงฝันลมๆแล้งๆ..

แต่ถ้าเขาได้เจอเธออีกครั้ง… เขาสัญญาว่าเขาจะปกป้องเธอให้ดีที่สุด..

จะปกป้องรอยยิ้มนั้นของเธอที่คอยรักษาแผลในหัวใจเขาให้กลับมาดีได้เหมือนเดิม..

 

เขาอยากกลับไปเปลี่ยนแปลงอดีตนั้น… 


แต่มันเป็นไปไม่ได้…


กลายเป็นว่าอำนาจทุกอย่างที่ได้มามันไม่มีค่าอะไรเลย เพราะเขาอดไม่ได้ที่จะกลับไปคิดถึงฝันร้ายเมื่อวันนั้น

 

อยากจะย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคมนั้นแล้วแก้ไขทุกอย่าง

 

เขาคิดถึงช่วงเวลานั้นตลอดมา…

 



ช่วงเวลาในเดือนธันวาคมนั้น...












...ขอโทษค่ะ...

ขอโทษตัวโตๆเลย แงงงงง

ถ้าทุกอย่างมันเป็นไปตามอย่างที่เราเขียนก็คงดี ฟิคที่จบแบบ route end นั้น เราขอมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับสุซาคุ ฉากจบที่มีความสุข ให้หัวใจได้กลับมามีแสงสว่างอีกครั้ง แต่ทุกอย่างคงต้องมีหลักความจริง เราจึงมีฉากจบแบบ route epilogue เช่นกัน


รักสุซาคุมากๆนะ มากอดที 

ฮืออออออออออออออออออ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ safiara จากทั้งหมด 17 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:53

    แงงง แต่งเก่งมากๆค่ะน้ำตาจิไหล แต่ตอนท้ายนี่โดนทำร้ายอย่างแรง(-เราก็7ดั๊นไปอ่านโถ่ถังQ-Q) ขอบคุณๆๆๆมากๆค่ะ ไรต์ทำให้คิดถึงคู่นี้ขึ้นมาสุดๆ สงสารพวกนางมากถ้ายูฟี่จังยังอยู่คงเป็นคู่รักที่น่ารักกันสุดๆเลยQ-Q

    #3
    0
  2. #2 Teexpensoin (@Teexpensoin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 02:03
    ท่าผมรวยผมจะเอานิยายนีให้เข้าทำอนิเมะไปเลยในชื่อว่า เวลาไม่อาจย่อนกับมา
    #2
    0
  3. #1 Sherline
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 05:12

    แต่งดีมากกกก อินไปอีกกก รักไรเตอร์ <3<3<3 นึกภาพตามได้เป็นฉากๆ อย่างกับดูเมะ งื้อออออออ แอบเศร้ากับความเป็นจริงตอนจบ ToT นี่คือย้อนดูเมะอีกรอบเลยหาฟิคอ่านต่อ ดีใจที่มาเจอฟิคนี้ ฟินนนนนนนนนนนน >__<

    #1
    0