[ Fic BTS ] Soul The Series (Kookjin, Yoonjin, Vmon)

ตอนที่ 6 : STS : Ex-boy (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 546
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    1 ก.พ. 60

Soul The Series : Ex-boy - Epilogue



เอ้กอีเอ้กเอ้ก กะต้ากๆ



ผมตื่นขึ้นมาเพราะนาฬิกาปลุกเสียงไก่ขันสุดคลาสสิคที่ผมซื้อมาจากตลาดนัดของมือสอง เอาหลังมือปาดคราบน้ำลายบนขอบปากตัวเองก่อนบิดขี้เกียจแล้วกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียง...กำลังทะเลาะกับหมอนและผ้าห่มอยู่ ผมจะมัวนอนขี้เกียจไม่ได้แต่ความนุ่มนิ่มของหมอนลายมาริโอ้พยายามรั้งผมเอาไว้ มันยากเหลือเกินที่จะขยับตัวลุกออกจากเตียงเนี่ย


เสียงมือถือที่สั่นอยู่ข้างเตียงช่วยชีวิตผมไว้จนได้ ผมพยายามยืนด้วยขาทั้งสองข้างแต่ลืมไปว่าตัวเองตอนนี้มีขาแค่ข้างเดียว ผลคือล้มทั้งยืนเหมือนไม้ปักขี้เลนที่โดนน้ำหลากซัดกระเด็น คิมซอกจิน..ทำไมนายไม่หยิบเอาขาเทียมมาใส่ก่อนวะเนี่ย ทำไมสติออบซอได้เยี่ยงนี้!? ฮือออ.. ง่วงนอนอ่ะ นอนพื้นได้มั้ยเนี่ย


ก็ได้แต่บ่นกับตัวเองแหละ สุดท้ายผมก็ตะกายดาวจนหยิบมือถือตัวเองที่วางไว้บนโต๊ะข้างเตียงสำเร็จจนได้ แม้จะเป็นการเขย่าโต๊ะจนสันมือถือตกใส่ดั้งผมจังๆ ...ซี๊ด ดั้งกู...บุบมั้ยหนอ


“ฮัลโหลววววว...ววววววว..วว...ว”


“อยู่ไหนล่ะฮะเนี่ย ผมรอพี่จินตั้งนานแล้วนะฮะ” เสียงแหบทุ้มแบบหวอไฟไหม้กับการหวีดแบบสาวน้อยช่างเป็นอะไรที่ขัดๆกันเหลือเกิน อิมชางกยูนเป็นเพื่อนสนิทในคณะของผมเองครับ จะเรียกว่าเพื่อนก็ไม่ค่อยได้เพราะอีกฝ่ายก็ขยันเรียกกูพี่ๆๆเหลือเกินแต่พ่อแม่เขาสอนมาดีผมก็เลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เด็กดีควรเอาชางกยูนเป็นตัวอย่างเรื่องมารยาทนะคะ


...ชักจะพูดออกนอกทะเลไปใหญ่แล้ว ผมจึงต้องชักผ้าใบดึงตัวเองกลับมาสู่ความเป็นจริงที่ยังดูเบลอๆเหมือนตัวเองเพิ่งดูดเนื้อมา


พูดยังกับตัวเองเคยดูดจริงๆเลยว่ะ สติจงกลับมา


“รอ? รออะไรวะ?”


“วันนี้มีเลคเชอร์ที่ห้องออดี้นะฮะพี่จิน ลืมไปแล้วเหรอ อีกสิบห้านาทีจะสิบโมงแล้วพี่ รีบบึ่งมาให้ไวเลยนะฮะ”


….ไอ้ชิบหายแล้ว!


วันนี้มีวิทยากรจากสตูดิโอชื่อดังมาเลคเชอร์ตอนสิบโมงแล้ววันนี้มีประชุมเรื่องฝึกงานรอบสุดท้ายตอนบ่ายต่ออีก แม่เยส...แหกตาดูนาฬิกาแล้วผมนี่ตาลีตาเหลือกแต่งตัวทันที น้ำไม่ต้องอาบงานหยาบไปก่อนละกัน ผมนี่พอใส่ขาเทียมแต่งตัวเสร็จก็วิ่งสี่คูณร้อยไปที่รถบัสแล้วนั่งไปจนถึงมหาลัย อดีตนักกีฬาก็เถอะ หอบแดกได้เหมือนกันละวะ


______________



เหมือนสวรรค์ตั้งใจจะแกล้งผมให้มาสาย เส้นทางที่ผมไปมหาลัยเกิดมีอบุติเหตุรถชนทำให้รถติดบรรลัยอยู่เกือบชั่วโมง นี่ผมถึงกับต้องจ้างเด็กส่งจาจังมยอนแถวๆนั้นซิ่งไปส่งผมที่มหาลัยกันเลยทีเดียว ปกติถ้านั่งรถมาก็แค่สิบนาทีก็ถึงที่หมายแล้ว ถ้าเดินก็นานคูณสอง..มีลางสังหรณ์ว่าความซวยจะไม่หยุดแค่ตรงนี้


ผมรีบซอยเท้าวิ่งจากประตูรั้วไปที่ห้องออดิทอเรี่ยมของคณะผมที่เหมือนอยู่คนละฟากโลก ยังดีที่ผมใส่ขาเทียมแน่นพอเลยไม่ต้องกลัวว่าจะน็อตหลุดกลางทางแต่กว่าจะถึงหน้าห้องออดี้ก็แทบจะคลานเข่าทรุดอยู่หน้าประตูเลยทีเดียว


และคงเพราะเหนื่อยจัดก็เลยไม่ได้นึกว่าจะเข้าห้องไปยังไง.. ปกติมันจะมีประตูเล็กๆสำกรับพวกช่างไฟหรืออะไรพวกนี้ใช่มั้ยล่ะ ผมผลักประตูหลักเข้าไปเลยจ้า


แกรนด์โอเพนนิ่งสุดๆเพราะทุกสายตาจ้องมองผมเป็นตาเดียว แต่ในขณะที่ทุกคนหันมามองผม สายตาของผมดันเห็นใครอีกคนที่ผมไม่อยากเจอเข้าพอดี


มินยุนกิ...นายอีกแล้วเหรอ


โลกกลมเกินไปรึเปล่าวะ ...ผมนี่รีบวิ่งไปนั่งที่ๆใกล้ที่สุดซึ่งอยู่แถวหลังสุดโดยหวังว่าไอ้หมอนั่นจะมองไม่เห็นผม ผมไม่ได้นึกอายกับสายตาของคนอื่นเลยซักนิด สวรรค์กำลังกลั่นแกล้งผมแน่นอนครับ...แต่แบบนี้มันเกินไปรึเปล่า


บรรยากาศในห้องประชุมกลับเข้าสู่โหมดปกติในไม่กี่อึดใจ เพราะผมไม่ได้เข้ามาฟังที่ยุนกิพูดไปแต่แรกเลยยังงงๆอยู่บ้างแต่ก็ไม่ยากเกินความเข้าใจ และจากที่ถามเพื่อนๆข้างตัวผมถึงได้รู้ว่าอาจารย์ประจำภาควิชาไปเชิญยุนกิมาเป็นวิทยากรด้วยตัวเองเลย มิน่าล่ะทำไมห้องออดี้ถึงได้คนเยอะขนาดนี้...ไม่ใช่แค่ปีสี่ที่มานั่งฟังแต่นักศึกษาปีอื่นก็มาร่วมแจมด้วยแม้จะไม่ได้เยอะเท่าปีผมก็ตาม ยุนกิเป็นช่างภาพมืออาชีพบวกกับเป็นเจ้าของอัสเทอริคสตูดิโอ(ชื่ออะไรทำไมเรียกยากจัง)ซึ่งเป็นสตูดิโอชื่อดังเพราะมักมีนิตยสารแฟชั่นหลายสำนักมาเช่าถ่ายแฟชั่นหลายต่อหลายครั้ง เพื่อนและรุ่นน้องของผมหลายคนมองยุนกิเป็นไอดอลเลยล่ะ แต่แน่นอนว่าการที่มีชื่อเสียงย่อมมาพร้อมกับตารางงานที่แน่นขนัด…


อาจารย์ก็เก่งเหลือเกินที่สามารถเชิญยัยหมวยมาได้


“คุณมินน่ารักจังเลยเนอะแถมเก่งด้วย เสียดายอ่ะมีแฟนแล้ว”


“ใช่เนอะๆ ได้ข่าวว่ามีแฟนเป็นผู้ชายด้วยนี่หน่า เสียดายจัง..ผู้ชายสมัยนี้หายากขึ้นทุกวันๆ ถ้าฉันได้เป็นแฟนคุณมินคงจะฟินไม่ใช่น้อย”


ผมนั่งฟังพวกผู้หญิงพูดซุบซิบเรื่องยุนกิไปเรื่อยๆจนจบชั่วโมงซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวกับการทำงานหรือเทคนิคการถ่ายรูปที่พวกหล่อนควรเรียนรู้เอาไว้เลยซักนิด คุณมินอย่างนู่นคุณมินอย่างนี้ เลิศเลอเพอร์เฟคเหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆ อบอุ่นเป็นแฟมิลี่แมน มีงานแน่นแค่ไหนก็ยังเคยเห็นคุณมินใช้เวลาอยู่กับแฟนในร้านอาหาร บลา บลา บลา...ราวกับพวกหล่อนไปสิงใต้จักกะแร้เขาอย่างนั้นแหละ


คุณมินไม่ใช่นางฟ้าเว้ยแก


เลิกเทิดทูนมันซักที


ผมได้แต่บ่นอยู่ในใจแล้วค่อยเดินออกตอนจบการประชุม คาทกไปบอกชางกยูนให้ไปเจอกันที่โรงอาหารของคณะเพราะเป็นเวลาพักพอดีแล้วผมก็ยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้า… หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว


ผมเลื่อนดูข้อความในคาทกซึ่งก็ยังไม่มีใครทักมา จองกุก...หมอนั่นขึ้นวอร์ดตั้งแต่เมื่อคืนไม่รู้ป่านนี้เสร็จเวรรึยัง ถ้าใช่ก็คงกลับบ้านไปนอนแล้วแหละเลยไม่มีข้อความใหม่ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อคืน


บางทีก็แปลกใจอยู่นะว่าผมคุยกับไอ้น้องกุกได้ยังไงเป็นวรรคเป็นเวร สาระบ้างไม่มีบ้าง… ผมว่าผมก็ไม่มีอะไรที่เหมือนกับหมอนั่นเลยซักนิดทั้งงานอดิเรกทั้งการเรียน ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ของเจ๊จูอึน ผมกับจองกุกคงไม่ได้เจอกันด้วยซ้ำ


แต่อย่างว่า การจะเจอโปเกม่อนดีๆซักตัวนั้นยากแค่ไหนและก็ไม่ใช่ว่าจะได้เจอบ่อยๆ เราจึงต้องรักษามันไว้ให้ดีอย่าให้มันหลุดมือเราไป… เพื่อนที่ทำให้เราสบายใจก็เช่นกัน


ถุย! กูคิดอะไรของกูอยู่เนี่ย


แต่ในขณะที่ผมเดินก้มหน้าอยู่ ใครบางคนก็แย่งมือถือในมือผมไปแบบต่อหน้าต่อตา ผมเงยหน้าก่อนจะเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กจังๆ


“คุยกับกิ๊กอยู่รึไง เดินจนจะชนเสาละเนี่ย”


มินยุนกิ..อีกแล้วเหรอวะ หลอกหลอนกันยิ่งกว่าผี ด้านหลังอีกคนมีเสาเหล็กตั้งอยู่ ถ้าเจ้าตัวไม่ยืนขวางทางผมไว้ซะก่อนผมคงเดินชนเสาไปแล้ว


แต่มันมาเสือกอะไรด้วย


“เอามือถือผมคืนมาเดี๋ยวนี้”


“หวงนักรึไงคิมซอกจิน” พูดจบยุนกิก็เลื่อนหน้าจอสมาร์ทโฟนของผมและทำอะไรบางอย่าง ผมจะแย่งมือถือของผมคืนแต่ไอ้เตี้ยก็หมุนตัวหนีผมได้ทุกครั้งทั้งๆที่ผมตัวสูงกว่า แขนผมก็ยาวกว่า เฮ้ย!มึงทำอะไรบนมือถือกูเนี่ย อย่าทำตัวเป็นเด็กกะโปกได้มั้ยวะ


“นั่นมือถือของผม พี่ไม่มีสิทธิ์ยุ่งกับของๆผมนะ!”


“อยากได้ก็มาแย่งไปเองสิ” ยุนกิยักคิ้วแล้วเดินเลี้ยวไปอีกทางซึ่งผมได้แต่เดินตามเพราะต้องเอามือถือคืนจากมัน นี่ไอ้หมอนี่มันทดลองเป็นเด็กประถมรึไง โตจนหมาจะเลียก้นไม่ถึงแล้วทำไมเล่นอะไรเป็นเด็กๆไปได้ ไม่ได้มีเวลาว่างทั้งวันนะเว้ย!

แต่ยุนกิก็คือยุนกิ หมอนี่ชอบแกล้งผม...ยิ่งผมบอกให้หยุดเดิน ยุนกิก็ยังจะดื้อเดินต่อไปจนกระทั่งหลังของยุนกิชนกับต้นไม้ใหญ่ หึๆ หมดทางหนีแล้วสินะ


ผมเดินดุ่มๆเข้าไปหาคนตัวเล็กกว่าเพื่อจะเอาของๆผมคืนแต่ไม่กี่อึดใจยุนกิกลับเป็นฝ่ายเอี้ยวตัวแล้วพลิกตัวผมดันเข้าหาต้นไม้แทน แขนข้างนึงดันอกของผมเอาไว้และนั่นทำให้หน้าของเราสองคนอยู่ห่างไม่ถึงคืบ ผมถึงกับกลั้นหายใจทันที


ไอ้เชี่ย...ใกล้เกินไปรึเปล่าแล้วแถวนี้ไม่มีใครเดินผ่านมาเลยเหรอวะ


“ในที่สุดพี่ก็เจอนายซักที เก่งนะที่หายหน้าหายตาไปจากชีวิตพี่ได้ตั้งหกปี...พี่จะไม่ปล่อยนายไปอีกแล้ว”


ใจของผมเต้นตึกตักกับถ้อยคำของคนตรงหน้าแบบห้ามไม่อยู่ ลมหายใจอุ่นๆของเขาเป่ารดหน้าของผมให้ความรู้สึกประหลาดเหมือนผมกลับไปเป็นไอ้เด็กแว่นหน้าจืดที่แอบชอบรุ่นพี่ประธานชมรมคนนั้นอีกครั้ง ริมฝีปากของเราทั้งสองคนแทบจะสัมผัสกันอยู่แล้ว คำพูดของยุนกิสะกิดต่อมความสงสัยของผม


“หมายความว่ายังไง…”


“พี่จะไม่พูดซ้ำ”


“พี่อย่าเล่นแบบนี้ ผมไม่ชอบ”


“พี่รู้ว่านายยังคิดถึงพี่อยู่ ต่อจากนี้ไปต่อให้นายหนีพี่ก็จะตามหานายจนเจอ คอยดูก็แล้วกัน” เสียงกระซิบแหบพร่าของยุนกิทำใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม คนตัวเล็กกว่าปล่อยผมเป็นอิสระหลังจากที่ยัดโทรศัพท์ใส่มือผมก่อนจะเดินจากไปแล้วทิ้งให้ผมงงเป็นไก่ตาแตก


อะไรของมึงวะเนี่ย?!


คาทก!!! คาทก!!!


ทำไมเสียงเตือนข้อความผมเริ่มฮาร์ดคอร์ขึ้นทุกทีๆ… แต่ผมก็หยิบมือถือผมขึ้นมาเช็คข้อความนั้น


Min_Yoongi added you by phone number.


!!!


_____________



“พี่จินหายไปไหนมาฮะ รู้มั้ยว่าผมรอตั้งนาน”


“....”


“ผมว่าพี่จินกินข้าวที่โรงอาหารไม่ทันแล้วผมเลยซื้อคิมบับมาให้ กินซะนะฮะ”


“....”


“พี่จินฮะ...พี่จิน!!!”


ชะอุ๋ย! ผมนี่ตื่นเลยครับหลังจากที่ชางกยูนแทบจะดึงหูแล้วตะโกนใส่ หูแทบดับอ่ะบอกเลย ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวผมเดินมาหาชางกยูนตั้งแต่ตอนไหนแล้วไอ้กล่องคิมบับโง่ๆจากร้านสะดวกซื้อถูกยัดใส่มือผมตั้งแต่เมื่อไหร่


เรื่องยุนกิทำผมสตั้นไปเลย


“โทษที คิดอะไรเพลินไปหน่อย ขอบใจมากนะกยูน”


“ไม่เป็นไรหรอกฮะ ผมตกใจแทบแย่ตอนที่พี่เดินมาหาผมอ่ะ หน้าตาเหมือนคนเห็นผีมาแหนะ...พี่ไม่เป็นอะไรจริงๆใช่มั้ยฮะ แต่ไข้ก็ไม่มีนี่หน่า” เด็กน้อยถามผมด้วยความเป็นห่วงเป็นใยก่อนจะเอามือแตะหน้าผากของผมเพื่อเช็คอุณหภูมิ ผมได้แต่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ


“พี่ไม่เป็นอะไรจริงๆ พี่สบายดี…”


ณ จุดๆนี้ผีไม่ทำให้ผมจับไข้หัวโกร๋นได้แล้วล่ะ...แต่ผมหนักใจเรื่องของยุนกิมากกว่า เมื่อกี้มันเมมเบอร์ของมันไว้ในโทรศัพท์ผมแถมยังยิงไปที่เครื่องมันอีก(มันเอาเวลาตอนไหนเซฟเบอร์ผมไว้วะ) แล้วตอนนี้มันก็มีคาทกผมแล้วด้วย...หลอกหลอนกูชิบหาย


ผมไม่ได้บอกเรื่องยุนกิให้ชางกยูนฟังเพราะผมคิดว่าเรื่องในอดีตควรจะเป็นอดีตต่อไป อันที่จริงผมก็ไม่ได้ชอบเล่าเรื่องเก่าๆให้ใครฟังอยู่แล้ว


“ก็ดีแล้ว...ถ้ามีใครมาทำอะไรพี่ บอกผมนะ ผมจะไปอัดมันให้” ชางกยูนยิ้มให้ผมจนตาหยีจนผมอดไม่ได้ที่จะขยี้ผมนิ่มๆของเจ้าตัวด้วยความเอ็นดู โถ่ว ตัวก็เล็กอย่างกับลูกแมวกลัวจะโดนอัดตายตั้งแต่หมัดแรกอ่ะลูก ผมได้แต่คิดในใจครับไม่ได้พูดออกมา ชางกยูนเป็นเด็กน่ารักก็จริงแต่ถ้าใครไปจี้จุดว่าอ่อนแอบอบบางเข้าหน่อยน้องแกจะกลายร่างเป็นเดวิลตัวแสบทันที พูดง่ายๆคือนางไม่ได้มาเล่นๆ… ไม่เจอกับตัวไม่มีทางเข้าใจ


ผมเปิดกล่องคิมบับแล้วยัดอาหารใส่ปากตัวเองด้วยความหิวโหยในขณะที่ตัวเองกำลังเดินเข้าห้องออดี้อีกรอบเพื่อคุยเรื่องฝึกงานรอบสุดท้าย ไอ้ที่บอกว่าจะคุยๆอ่ะอันที่จริงมันก็ไม่เชิงหรอก คือมหาวิทยาลัยผมเขาจะมีรายชื่อสถานที่ฝึกงานให้อยู่แล้วซึ่งบางที่นี่นึกว่าจะเดินทางไปแสวงบุญ คนส่วนใหญ่ก็อยากฝึกงานอยู่ในเมืองทั้งนั้นแหละ อาจารย์เลยตัดปัญหาโดยการจับฉลากแทน


'ฉลากทำพอดีสำหรับทุกคนนะ ขอให้โชคดีกับผลที่ได้รับ อิ อิ'


ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ผมก็จัดการยัดอาหารใส่ท้องเพื่อกลับมาเคี้ยวเอื้องแล้วทำการย่อยในกระเพาะอื่นต่อๆไป(จะบ้าเหรอ?!... ล้อเล่นจ่ะ อิอิ ผมจะหยุดการสนทนากับตัวเองเดี๋ยวนี้แหละครับ ชักเหมือนคนบ้าเข้าไปทุกทีๆ) ตอนนี้ผมก็เหลือแค่จับฉลากเพื่อสถานที่ฝึกงาน...ซึ่งผมก็หวังไว้ลึกๆว่าผมจะได้ไปที่ๆได้ฝึกงานจริงๆไม่ใช่แค่ชงกาแฟหรือถ่ายเอกสารโง่ๆ


“เฮ้ยลุงจิน มาจับฉลากได้ละ” เสียงเด็กๆเรียกผมไปจับฉลากครับ แต่ให้ตายเหอะ ลุงพ่อง! ผมได้พ่นลมหายใจแล้วถลึงตามองเพื่อนร่วมรุ่นร่วมสถาบันก่อนจะหย่อนมือเข้าไปในกล่องสี่เหลี่ยวที่ทำจากลังกระดาษเก่าๆแล้วหยิบกระดาษแผ่นนึงที่โดนพับแล้วพับอีกอย่างสวยงาม มือของผมคลี่กระดาษแผ่นนั้นอย่างลำบากยากเย็นแต่พอเห็นชื่อในกระดาษเท่านั้นล่ะผมนี่อยากจะฉีกกระดาษทิ้งแล้วเดินเข้าไปจับฉลากใหม่อีกรอบ


ผมว่าสวรรค์กำลังกลั่นแกล้งผมจริงๆ แต่แกล้งแบบนี้มันจัญไรไปรึเปล่าวะ


‘Asterisque Studio’


นี่ผมจะหนีจากมินยุนกิไม่พ้นเลยจริงๆใช่มั้ย ให้ตายสิโรบิ้น!


________________________


A/N : จบไปแล้วกับตอนที่...ไม่ค่อยมีอะไร555555

แค่แง้มๆความสัมพันธ์ของแฟนเก่าซึ่งไม่รู้ว่าจะมีเหตุถ่านไฟเก่ามาคุรึเปล่า

ยุนกิคิดอะไรอยู่กันแน่...ตามกันตอนต่อไปนะจ๊ะ <3


อันที่จริงตอนนี้ควรจะเอาลงตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วแต่ติดอะไรหลายๆอย่าง

เปิดมาไม่กี่อาทิตย์ก็สอบอีกแล้วแถมช่วงนี้ติดละครกับresident evilงอมแงม

วันนี้เปิดดูRun BTSตอนล่าสุดแล้วยิ่งเพลินไปอีก แต่ละคนเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์มาก...

พี่ยุนกิแต่งหญิงแล้วน่ารักมั่กๆ เห็นละอิจฉาเบาๆ

แล้วตอนแรกตั้งใจจะอัพเรื่องนี้ก่อนเที่ยงคืน...ดูนาฬิกาอีกทีจะตีหนึ่งละ

ขอโทษครัชที่มาอัพช้านะคะและขอบคุณสำหรับคอมเม้นและเฟบนะคะ

ทำให้เรามีกำลังใจจะแต่งเรื่องนี้ขึ้นเป็นกองเลย


เจอกันตอนหน้านะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

99 ความคิดเห็น

  1. #86 selector_ck (@selector_ck) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 17:20
    คาทกมันบล็อคได้ไม่ใช่หรือ

    แต่ดูท่าบล็อคยังไง ก็หนีไม่พ้น
    ได้ฝึกงานที่สตูดิโอยุนกิแล้ว
    เอาตัวให้รอดนะ
    #86
    0
  2. #62 TNT&NY (@nickte) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 13:12
    พี่กิคิดจะทำอะไรกันแน...่เนี่ย...งั่มๆๆ(กินขนม..อะไรซักอย่างนี่ล่ะ) สงสัยๆ
    #62
    0
  3. #49 HZTao_Tao (@janny_8761) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:48
    คุณมินเขาร้ายนะคะ
    #49
    0
  4. #48 banasuga (@banasuga) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:25
    มินยุนกิเค้าไม่ใช่ถ่านไฟเก่าค่ะแต่เขาคือถ่านไฟฟ้า
    #48
    0
  5. #47 sesaii_kyuMB (@saiikyumin) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:35
    ถ่านไฟเก่ามันร้อนเด้อออ
    #47
    0
  6. #46 NCSJK (@Nayhrp) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 06:28
    โอ้ยยย มินยุนกิร้ายกาจ!
    #46
    0
  7. #45 Jskj (@Ininrmy) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 03:21
    พี่ก้าคนสแวก กิ้ววว
    #45
    0
  8. #44 cheesecake (@yee1709) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:23
    คิดถูกมากที่ยังไม่นอนนนนน ฟิคอัพ อิ_อิ

    คุณพี่ยุนกิมาแบบนี้ ซอกจินไม่เขิน แต่เราเขินค่ะ พี่จะไม่ปล่อยเราไปอีกแล้ว อ๊อยยยยยยย เขินจนไขมันละลายยยยย ;//////;
    #44
    0