[ Fic BTS ] Soul The Series (Kookjin, Yoonjin, Vmon)

ตอนที่ 1 : STS : Butterfly Lovers (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    19 ธ.ค. 59

Soul the Series : Butterfly Lovers - Prologue



ผี ตามสารานุกรมต่างๆมักนิยามไว้ว่าเป็นวิญญาณของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่มีทั้งตายแล้วหรือยังไม่ตาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ เมื่อยามวิญญาณได้ออกจากร่างแล้วก็จะล่องลอยไปสู่ปรภพ แต่ก็ผีบางจำพวกยังอาลัยอาวรณ์กับสิ่งต่างๆที่เคยทำไว้ยามมีชีวิตจนไม่สามารถหลุดลอยไปไหนได้


ในแต่ละศาสนามีความเชื่อเกี่ยวกับภูติผีวิญญาณแตกต่างกันไป หากแต่น้อยคนนักที่จะได้สัมผัสประสบการณ์แบบนี้ด้วยตาของตนเอง

ส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องที่ถูกเล่าต่อๆกันมาซึ่งแน่นอนว่าต้องผ่านการใส่สีตีไข่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม


แม้ในทางวิทยาศาสตร์จะบอกว่าวิญญาณเป็นเพียงแค่พลังงานรูปแบบหนึ่งที่แยกออกจากสสารแต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าใช่หรือไม่ ภูตผีวิญญาณทั้งหลายจึงยังเป็นเรื่องลี้ลับที่ผู้คนยังถกเถียงกันต่อไป


.

.

.


แต่ผมเชื่อว่าผีมีจริงนะ


เห็นเต็มสองตาเลยเนี่ย ไม่เชื่อก็บ้าแล้ว


เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วนับจากที่ผมมาถึงบ้านร้างหลังหนึ่งในแถบชานเมืองเพราะข้อความที่เพื่อนรักส่งมาขอความช่วยเหลือ ด้วยความรักและเป็นห่วงเพื่อนไง ผมเลยรีบนั่งแท็กซี่ตามโลเคชั่นที่อีกฝ่ายส่งมาให้ในคาทกโดยไม่ทันเฉลียวใจเลยว่าทำไมมันถึงเรียกมาที่บ้านร้างแถมเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้วด้วย


อันที่จริงกูควรเอะใจตั้งแต่ตอนหมาหอนแล้วล่ะ โง่ไง


ขณะนี้คิมซอกจินได้แต่ขดอยู่มุมห้องและภาวนาหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างในโลกหล้าให้ตัวเองรอดพ้นค่ำคืนนี้ไป จะลืมตาก็ไม่กล้าเพราะเมื่อกี้เจอช็อตเด็ดเข้าจังๆ...นอกจากจะได้เห็นร่างศพผู้หญิงตายท้องกลมที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นแล้วผมยังเจอเจ้าของร่างที่จ้องตาเขม็ง ทันทีผมเข้ามาในบ้านปุ๊บ ผมเจอเจ้าหน้าที่นั่งขนหัวลุกกันอยู่ มีแค่ไอ้นัมจุนเพื่อนรักที่ยังพอมีแรงลุกมายันผมเข้าห้องแล้วล็อกประตูแม้ขาจะสั่นพั่บๆ มันเล่าให้ฟังแค่คร่าวๆว่ามีชาวบ้านแถวนั้นแจ้งว่าเจอศพผู้หญิงส่งกลิ่นเน่าอยู่ในบ้านร้างเลยให้ไปเก็บ


ไอ้เพื่อนเวร ออกไปเมื่อไหร่กูจะฆ่ามึง!


ดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง.. ผมเป็นมนุษย์ผู้ปอดแหกกับเรื่องผีๆสางๆมากครับ ยอมรับเลยว่ากลัวผีขึ้นสมองแต่ผมกลับเป็นคนที่สัมผัสที่หกสามารถมองเห็นวิญญาณได้ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนัมจุนถึงหลอกผมให้มาที่นี่ แม้เจ้าหน้าที่เก็บศพจะต้องจิตแข็งอยู่พอสมควรยังขนหัวลุกซู่คงไม่พ้นว่าผีที่นี่เฮี้ยนจัดจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถขนศพออกไปทำพิธีได้หากไม่ทำตามสิ่งวิญญาณร้องขอให้ได้เสียก่อน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมโดนเรียกไปช่วยหรอก... แต่ความกลัวไม่ใช่อะไรที่ขจัดออกไปได้ง่ายๆเลย ก็เหมือนคนที่กลัวแมลงสาบแหละครับ ความกลัวผีของผมก็คล้ายกัน


กลิ่นเนื้อที่เริ่มเน่าส่งกลิ่นตลบอบอวลจนผมแทบจะขย้อนมื้อดึกที่ผมเพิ่งสวาปามแบบไม่กลัวอ้วนไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า สูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความกลัวแต่ผมกลับรู้สึกอยากอ้วกมากกว่าเดิม สุดท้ายสปาเกตตี้มีทบอลกับทาร์ตมะนาวก็ออกมาหมดจนได้


‘คาทก..คาทก..’


แม้แต่จะตอบคาทกก็ไม่กล้าเลยครับตอนนี้ ผมนี่กลัวจนไข่สั่นแล้วครับ ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงดี...ผมถูกขังไว้กับศพและวิญญาณที่เมื่อกี้เพิ่งแสดงปาฏิหารย์ต่อหน้าผมไปหยกๆ ...ถ้าคุณเห็นวิญญาณผู้หญิงท้องแก่เดินตรงเข้ามาหาคุณช้าๆแล้วจู่ๆลูกหลุดออกมาเป็นก้อนเลือดและน้ำคร่ำต่อหน้าต่อตา เป็นคุณจะไม่กลัวเลยเหรอครับ ก็ไม่รู้สินะ...ก็ยังดีที่ผมไม่ฉี่ราดกางเกงตัวเองไปซะก่อน


ผมสัมผัสได้ถึงไอเย็นๆของวิญญาณที่คืบคลานเข้ามาใกล้ๆ อยากจะร้องดังๆให้เธอได้โปรดอย่าเข้ามาใกล้ ได้โปรดช่วยลอยออกไป เราไม่มีความแค้นอะไรต่อ ชื่อแซ่ผมก็ยังไม่รู้จักเลยเพราะงั้นอย่าทำให้กล่องดวงใจ(?)ของผมต้องสั่นสะท้านไปมากกว่านี้…”นี่พ่อหนุ่ม เพื่อนส่งข้อความมารัวๆแบบนี้ก็อ่านแล้วตอบไปบ้างเถอะ ฉันรำคาญ” เสียงของผู้หญิงคนนั้นทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความงงเล็กน้อยก่อนจะเจอเจ้คนเดิมยืนท้องป่องเท้าสะเอวมองลงมาที่ผม แม้หน้าจะยังเยิ้มและเลือดยังเกรอะกรังอยู่ตามขอบปากแต่ยังดูโอเคกว่าตอนแรก ผมจึงคว้ามือถือขึ้นมาดูข้อความที่นัมจุนส่งมา


Nammie0994 : เป็นไงบ้างวะ ทำไมเงียบไปเลย


Nammie0994 : เฮ้ย ช็อคตายไปแล้วเหรอวะ ตอบข้าก่อนนนนนน


Nammie0994 : ข้ายังไม่อยากขนเพิ่มอีกศพนะเฟร้ย อ่านละตอบด้วย !


ไอ้สัสนี่น่าจับตบปากด้วยรองเท้า พูดจาได้อัปมงคลชิบหาย เพราะมึงไม่ใช่เหรอที่ทำให้กูเกือบช็อคตายน่ะ น่าหมั่นไส้นะครับแต่ผมก็ได้แต่ตอบคาทกกลับไปให้เพื่อนได้ใจชื้น เดี๋ยวค่อยไปคิดบัญชีกับแม่งทีหลัง ตอนนี้ผมควรจะจับเข่าคุยกับเจ้เขาให้รู้เรื่องจะได้กลับบ้านไปนอนซักที


“ทำไมพี่ถึงไม่ยอมไปจากที่นี่ซักทีล่ะ เจ้าหน้าที่เขาแค่จะเอาร่างพี่ไปทำพิธีให้แค่นั้นเอง”


“คิดว่าอยากอยู่มากรึไงไอ้บ้านเส็งเคร็งนี่น่ะ แต่ถึงยังไงฉันก็ไม่ไปไหนทั้งนั้นถ้าฉันไม่ได้เจอแทซุน ใครหน้าไหนที่กล้ามาแตะตัวฉันฉันจะอัดมันให้ยับ” ผมนี่ได้แต่เบะปากเป็นรูปตีน เจ้แม่งร็อคชิบหายแม้แต่ตอนเป็นผีและนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมคุยกับผีแบบเป็นกิจลักษณะโดยที่ไม่เผ่นป่าราบไปก่อน(ต่อให้อยากหนีก็หนีไม่ได้อยู่ดี) แม้จะกลัวว่าวิญญาณสาวจะหักคอผมคาห้องเน่าๆที่นี่แต่ถ้าไม่ทำอะไรซักอย่างก็ไม่ได้ออกไปแน่ๆ


“แล้วพี่จะให้พวกผมทำยังไงล่ะครับ”


“จอน แทซุน ฉันต้องเจอเขาให้ได้ ฮือออ….อออออ...” น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวในตอนแรกแปรเปลี่ยนเปลี่ยนเสียงสะอื้น


“ใครเหรอพี่”


“ผัว”


โอเคค่ะ ชัดเจน


_____________



“จอน แทซุนงั้นเหรอ...เออ ข้าเห็นชื่อนี้เมื่อไม่กี่วันก่อนเอง ลูกประธานค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่กระโดดตึกตายที่คอนโดตัวเองไง ข่าวว่อนทั่วเน็ตเชียวนะเอ็ง เห็นตำรวจบอกว่าฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้าและโรคเครียดนี่แหละ” ผมฟังไอ้นัมจุนนั่งฝอยอยู่เกือบสิบนาทีโดยมีผีสาวนั่งอยู่ข้างๆจ้องอยู่จนตาแทบถลน ผมนี่เหงื่อแตกซิกเลย ผมเป็นคนชอบอ่านบทความข่าวอยู่นะแต่ถ้าเป็นข่าวเกี่ยวกับการฆาตกรรมหรืออะไรที่มีคนตายอยู่ในนั้นผมจะไม่ค่อยสนใจอะไรมากนักเลยอ่านแค่ผ่านๆ แม้มันจะมีข่าวแบบนี้มีมาแทบทุกวันแต่อ่านทีไรก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ทุกที ผมแค่อยากอยู่แบบสมองปลอดโปร่งอ่ะ


“แล้วเอ็งรู้มั้ยว่าคอนโดที่ว่านั่นอยู่ไหน ข้าต้องไปแถวนั้นว่ะ”


“รู้ดิแหม่ ทีมข้านี่แหละยกนายจอน แทซุนออกจากจุดเกิดเหตุน่ะ ไม่อยากจะบรรยายสภาพ...เอ็งเห็นแล้วเอ็งจะร้องอื้อหือ”


“ไม่ต้องพูดมาก เอ็งแค่ปลดล็อคห้องนี่และพาข้าไปที่นั่นก็พอ เร็วๆด้วย” หลังจากที่ประตูห้องถูกเปิดแล้ว ผมก็ให้คิมนัมจุนกับกูจุนฮเวที่เป็นเพื่อนร่วมงานนัมจุนทำการขออนุญาตขนร่างของหญิงสาวไปที่รถซึ่งกลิ่นฟอร์มาลีนกับน้ำเหลืองตีกันตลบอบอวลจนแทบอ้วกก่อนจะรีบบึ่งกลับเข้าไปในเมืองทันที เพราะว่ารีบจัดจึงไม่มีใครจัดการห่อศพปิดหน้าปิดตาให้ด้วย คนที่ติดรถเขามาด้วยก็เลยต้องนั่งเด๋อด๋ากับศพอยู่หลังรถแทน จะเป็นใครได้ล่ะนอกคิมซอกจินคนนี้


นอกจากจะได้มีทแอนด์กรี๊ด(ย้ำว่ากรี๊ด)กับศพแล้ว ผมยังเจอกับเจ้าของร่างที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย...แน่นอนว่านัมจุนกับคนที่เหลือไม่มีใครมองเห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญนี้เลย


“ฉันจะได้เจอแทซุนจริงๆแล้วใช่มั้ย?!”


วิญญาณสาวถามผมด้วยเสียงตื่นเต้นและมีความหวัง ซึ่งผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงนอกจากพยักหน้าหงึกๆไปตามระเบียบ หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่หวังเพราะถ้าไม่ มีหวังกูได้ถูกผีหักคอตายแน่นอน


“นี่เจ๊ แล้วจะขึ้นไปยังไงอ่ะ คอนโดนั่นมีแต่พวกเศรษฐีไฮโซทั้งนั้น ต้องมีคีย์การ์ดเท่านั้นด้วยถึงจะเข้าไปได้แถมยามที่นั่นแม่งดุยิ่งกว่าร็อดไวเลอร์ ถ้าไม่ไปทำงานพวกผมไม่ได้เหยียบเข้าไปแน่นอน” เด็กกูจุนฮเวหันมามองผมด้วยหน้าตาที่นิ่งจัดจนเหมือนกวนประสาท อยากจะตอบกลับไปเหลือเกินว่ากูไม่ใช่เจ๊มึง กูเป็นผู้ชายแท้ๆครับ คิมซอกจินคนนี้ออกจะหน้าตาหล่อเหลาเป็นนายแบบ พูดจาน่าตบปากสักแปะสองแปะแต่ผมไม่อยากหาเรื่องกับนักเลงครับ ...เพราะไอ้เด็กนี่นอกจากหน้าตาจะชวนหาเรื่องแล้วภูมิหลังก็ไม่ธรรมดา พ่อมันเป็นผู้มีอิทธิพลในแวดวงนักธุรกิจมีรายได้มหาศาลจากกิจการสีเทาๆในขณะที่แม่ก็เป็นเจ้าของบ่อนคาสิโน ชีวิตมันบอร์นทูบีมาเฟียชัดๆแต่ไม่รู้ทำไมจับพลัดจับผลูมาทำงานเก็บศพได้


วกกลับมาที่ภารกิจในตอนนี้ดีกว่า ตอนนี้รถก็แล่นเข้ามาในคอนโดที่จอนแทซุนเสียชีวิตแล้ว บอกเลยว่าหรูหราสมคำร่ำลือ อาคารสูงใหญ่แบบคอนโดมิเนียมแถมอยู่ใจกลางเมือง มีสวนสาธารณะอยู่รอบๆแถมยังอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า แน่นอนว่าขายไตทั้งสองข้างแถมม้ามด้วยยังไม่ได้ราคาเท่าห้องรูหนูของที่นี่

แต่ติดปัญหาที่ว่าตัวเองดันบุกมาโดยไม่ทันคิดหน้าคิดหลังอะไรเลยไงแล้วจะเข้าไปยังไงดีวะเนี่ย


“มันมีทางไหนที่เข้าไปได้นอกจากทางเข้าหลักบ้างวะ”


สองเจ้าหน้าที่ต่างไม่มีใครรู้ทางเข้าตึกเลยซักคนเพราะได้แต่ทำตามหน้าที่โดยไม่ได้สำรวจส่วนอื่นของอาคาร…


“ไม่มีทางอื่นหรอกเว้นซะแต่ว่านายอยากจะปลอมตัวเป็นแม่บ้าน” วิญญาณสาวโพล่งออกมาซึ่งก็เป็นผมคนเดียวที่ได้ยิน “แทซุนเคยพาฉันมาที่นี่บ่อยๆ...ก่อนที่เราจะเลิกกัน ห้องของเขาอยู่ชั้นสูงสุดของที่นี่เป็นเพนท์เฮาส์ มีแค่ฉันและก็แม่บ้านทำความสะอาดของที่นี่อีกสองสามคนที่ขึ้นไปได้ ฉันยังเก็บบัตรไว้อยู่รึเปล่านะ…อาจจะอยู่ในกระเป๋าตังฉันนี่แหละ”


กระเป๋าตังเจ้...ถ้าไม่อยู่ในบ้านร้างหลังนั้นก็ต้องอยู่กับ….ศพเจ้แกแน่นอน ให้ผมเอามือสัมผัสร่างที่ไร้ชีวิตแถมยังบวมอืดด้วยงั้นเหรอ แน่นอนว่าไม่มีทาง ผมเลยให้จุนฮเวเอื้อมมือคลำหากระเป๋าตังให้แทนเพราะไอ้นัมจุนกำลังวนหาที่จอดรถอยู่ ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์การทำงานด้านนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ร่างกายเย็นชืดพร้อมกับน้ำเลือดน้ำหนองไม่สามารถสะเทือนหนังหน้าและหนังหัวของเด็กกุ๊ยนี่ได้


“เจ๊ ถ้าวิญญาณเจ๊แกจะบอกที่ซ่อนกระเป๋าซะขนาดนี้ ไม่ถามหาเลขท้ายสามตัวเลยล่ะจะได้มีโชคกับเขาบ้าง” เด็กหนุ่มโยนกระเป๋าตังใบเล็กที่เสียบไว้แถวๆกระเป๋ากางเกงสำหรับคนท้องแล้วโยนให้ผม นอกจากนัมจุนแล้วก็มีแค่ไอ้เด็กเปรตนี่แหละที่เชื่อว่าผมสามารถมองเห็นวิญญาณได้ แต่มึงก็ช่วยทำอะไรแบบสุภาพชนเขาทำกันได้มั้ย โยนขงโยนของใส่แบบนี้ เจ้าของกระเป๋าอยู่ข้างๆกูเนี่ยจ้องมึงตาแทบหลุดแล้ว ผมรีบเปิดกระเป๋าเงินแล้วดูบัตรทุกใบในกระเป๋าซึ่งส่วนใหญ่เป็นบัตรสมาชิกร้านอาหารหรือบัตรส่วนลดตามร้านค้าต่างๆ ทำไมบัตรเยอะจังวะ


...แต่ในที่สุดผมก็เจอสิ่งที่ผมตามหาจนได้แหละครับและและนัมจุนก็เจอที่จอดรถซักที


บัตรสีทองที่มีโลโก้ของคอนโดมิเนียมแห่งนี้… เยสสึเขร้


“เหมือนบัตรร้านสุกี้ใกล้ๆฮวงซุ้ยบ้านข้าเลยว่ะ นึกว่าจะดูไฮโซกว่านี้ซะอีก” นัมจุนแย่งบัตรในมือของผมไปดูพลิกหน้าพลิกหลังแล้วเบ้ปากก่อนจะยัดบัตรใส่มือผมเหมือนเดิม สองเจ้าหน้าที่หันมามองผมโดยมิได้นัดหมาย


“ตกลงเอ็งมีแผนจะบุกเข้าไปยังไงวะ”


“เอาท่อแป๊ปตีหัวยามเลยป่ะแล้วก็ยัดไว้ในห้องซักห้องดีป่ะเฮีย” จุนฮเวถามแล้วยิ้มมุมปากใส่พวกผมเลยโดนทั้งผมและนัมจุนมะเหงกไปคนละทีสองทีข้อหาโง่ได้ผิดเวลา(และข้อหาที่มันเรียกกูเจ๊แต่กระแดะเรียกไอ้นัมมี่ว่าเฮีย ความยุติธรรมอยู่ไส) ถึงมันจะดูหล่อแบดบอยแค่ไหนก็ตามแต่เสนอไอเดียมาได้ส้นตีนขนาดนี้ ซอกจินไม่ให้ผ่านค่ะ “หาเรื่องเข้าคุกเข้าตารางหรือไงไอ้เด็กเวร”


หลังจากนั้นผมก็บอกสิ่งที่วิญญาณสาวนิรนามกรอกหูผมไปไม่นานพร้อมกับกระซิบแผนการที่ผมคิดไว้ในหัวคร่าวๆ ผมคิดว่าทุกอย่างคงเป็นไปได้ด้วยดีนะ ก็ได้แต่หวังแหละ


.


.


.



ทุกอย่างมันเบๆมากครับ ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากหรือเอาท่อแป๊บมาตีหัวยามแบบที่ไอ้จุนฮเวมันว่าอีก...หึๆ ขอหัวเราะด้วยน้ำเสียงชั่วร้ายซักสิบวิ ตอนนี้พวกผมสามคน(ไม่นับวิญญาณที่ติดรถมาด้วยซึ่งตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้)เดินเรียงหนึ่งเข้าไปชาร์จรปภ.ที่อยู่แถวนั้นแล้วโปะยาสลบแม่มเลย!


ไอ้สัส ง่ายกับผีสิ…!!!!!


พวกผมสามคนนี่แทบแตะบัตรวิ่งเข้าไปในลิฟท์แทบไม่ทันหลังจากพยายามเอาตัวรอดจากกองทัพรปภ.ที่แห่กันมาไล่จับพวกผมเหมือนนัดกันไว้ ถึงพวกเราจะชาร์จยามหน้าเคาน์เตอร์ชั้นล็อบบี้ได้แต่สิ่งที่พวกเราลืมไปซะสนิทเลยคือกล้องวงจรปิดตัวจิ๋วที่ติดอยู่แถวนั้น แต่ตอนนี้เรากำลังขึ้นไปที่ชั้น25ของคอนโดแห่งนี้แล้ว..ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป


พวกผมถอนหายใจดังเฮือกพร้อมๆกันโดยเฉพาะผมที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายมากเท่าไหร่ช่วงนี้ เมื่อก่อนผมเป็นนักกีฬานะเว้ย...แต่ตอนนี้ถอนตัวแล้วเลยไม่ฟิตอย่างแรง กล้ามเนื้อส่วนที่เคยมีตอนนี้กลายเป็นชั้นไขมันน้อยๆไปหมดละ


ผมก้มมองขาข้างขวาของตัวเองแล้วรู้สึกแปลกๆ ผมรู้สึกว่าขาข้างนี้เบากว่าข้างซ้ายมาหลายปีแล้วไม่เคยชินกับความรู้สึกนี้ซักทีแม้จะพยายามข่มใจแค่ไหนก็ตาม...


“ไอ้เชี่ย เหนื่อยชิบหาย...หนักก็หนัก” นัมจุนกัดฟันบ่นแล้วขยับห่อผ้าดิบที่หลายๆคนน่าจะรู้แล้วล่ะว่าข้างในห่อนั้นคืออะไร กลิ่นเน่าๆลอยทะลุผ้าดิบยังตามหลอกหลอนผมไม่เลิก อย่าขยับบ่อยสิเว้ย เหม็น!


การเดินทางไปเพนท์เฮาส์ของจอน แทซุนนี่ทรมานชิบหายแต่ในที่สุดเท้าของพวกผมก็มาแตะชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนี่ยมแห่งนี้จนได้ เป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้(เพราะผมอาจจะโดนขึ้นแบล็คลิสท์ข้อหาบุกรุกและทำร้ายเจ้าหน้าที่) การ์ดทองแตะกับระบบกลไกก่อนที่ประตูจะปลดล็อคให้กระเหรี่ยงสามคน(?)บุกเข้าไปข้างใน


“โหย เหยดแม่ม ใหญ่ชิบหายเลยว่ะ”


ต่างคนต่างตกตะลึงกับความโอ่อ่าอลังการของเพนท์เฮาส์ เฟอร์นิเจอร์และของประดับตกแต่งเป็นแบบสไตล์โมเดิร์น ทั้งสีสันที่ไม่ฉูดฉาดและการจัดวางทำให้ห้องไม่ดูรกจนเกินไป บานหน้าต่างกระจกใหญ่โชว์ทิวทัศน์ของเมืองหลวงในยามค่ำคืนได้แบบแกรนด์โอเพนนิ่งมาก เพดานห้องมีโคมไฟระย้าห้อยลงมาแถมยังมีบันไดต่อขึ้นไปชั้นลอยเสียด้วย


จอน แทซุนน่าจะรวยจริงๆนะเนี่ยถึงมีปัญญาซื้อเพนท์เฮาส์หรูๆแบบนี้ได้...แต่เจ้าตัวเป็นลูกชายของประธานค่ายเพลงนี่หน่า จะรวยอื้อซ่าแบบนี้ก็คงไม่แปลกเท่าไหร่


สายตาผมมองไปรอบๆ มีรูปภาพน้อยใหญ่ประดับอยู่บนกำแพงซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นภาพวาดสีน้ำมันแบบอิมเพรสชั่นนิซึ่ม(กรุณาออกเสียงแบบสำเนียงบริติชเพื่อความเซ็กซี่)ไม่ก็รูปของชายหนุ่มหน้าตาดีผิวขาวในชุดสูทกำลังโพสท่าเท่ห์ๆ ให้ผมเดานะ นี่คงเป็นนายจอน แทซุนเจ้าของเพนท์เฮ้าส์แห่งนี้


ทำไมผู้ชายที่ดูดีพร้อมไปหมดทุกอย่างทั้งหน้าตาและฐานะทางสังคมถึงคิดสั้นฆ่าตัวตายได้นะ แล้วเค้าจะรู้บ้างมั้ยว่าวิญญาณผู้หญิงกำลังตามหาเขาอยู่จนไม่ยอมไปไหน


ในขณะที่นัมจุนกับจุนฮเวกำลังเดินรอบๆแล้ววางห่อผ้าดิบไว้บนโซฟายาวสีน้ำตาลเข้ม ผมก็เดินสำรวจไปรอบๆเพ้นท์เฮ้าส์เหมือนกัน เหลือบเห็นหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเมื่อสามอาทิตย์ก่อนก่อนจะสะดุดกับพาดหัวข่าวใหญ่ของวันนั้น


สั่นระฆังลั่นวิวาห์ลูกประธานค่ายเพลง

จอนแทซุน คิมโบนา


จอนแทซุนแต่งงานแล้วเหรอหรืออะไร ผมรีบหยิบหนังสือพิมพ์แล้วอ่านบทความต่อทันทีเพราะความสงสัย ถ้าจอนแทซุนแต่งงานจริงๆแล้วผีเจ๊นี่ชื่อคิมโบนารึเปล่า เรื่องนี้มันมีxงำ….


“พวกแกเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้ยังไง?! พวกแกคิดจะขโมยของใช่มั้ย” แต่ขณะที่ผมกำลังจะตามหาหลักฐานชิ้นต่อไปเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง จู่ๆก็มีผู้ชายตัวสูงๆหน้าตาดีคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมหอบของพะรุงพะรังเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทั้งนัมจุนกับจุนฮเวก็สะดุ้งโหยงไปพอๆกัน


“พวกผมมาดีนะ ไม่ใช่ขโมย” นัมจุนถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้วแก้ตัวเป็นพัลวัน


“ใครเชื่อก็โง่แล้ว พวกแกบุกเข้ามาในห้องนี้ถ้าไม่มาขโมยของแล้วจะอะไรอีก พี่แทซุนตายไปแล้วพวกแกยังจะมาจุ้นจ้านอะไรกับของพี่เขาอีกห่ะ! มิน่าล่ะทำไมยามข้างล่างถึงวิ่งกันให้วุ่น ฉันจะแจ้งตำรวจให้มาจับพวกแกให้หมด!”


“ไอ้ชิบหายแล้ว” อารามว่าตกใจสุดขีด แทนที่จะหาทางพิสูจน์ตัวเองให้พ้นข้อกล่าวหา สองเจ้าหน้าที่ก็ตาลีตาเหลือกรีบวิ่งออกจากห้องไปเลย ส่วนผมก็จะหนีออกไปเหมือนกันคิดว่าอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์และผมก็ไม่อยากมีปัญหากับพวกตำรวจด้วย แต่ร่างสูงของผู้ชายคนนั้นกับขวางทางไว้ซะก่อน


“จะหนีไปไหนไอ้หัวขโมย!?”


ผมผลักร่างหนาๆของหมอนั่นจนล้มจ้ำเบ้าไปกับพื้นก่อนจะมุ่งหน้าไปทางประตู เพราะร่างกายของผมไม่ได้สมประกอบเหมือนไอ้พวกเวรสองตัวที่หนีไปแล้วถึงวิ่งไม่ค่อยไวมาก คุณๆได้ยินกันไม่ผิดหรอกครับ ร่างกายของผมไม่สมประกอบจริงๆ


ขาข้างขวาของผม...ไม่สิ ขาเทียมของผมถูกไอ้หนุ่มจับไว้อีกจนได้ ผมพยายามเตะมือนั้นออกไปแต่ก็รู้สึกเหมือนขาเทียมจะหลุด น็อตกูหลุดเหรอ


“ปล่อยนะเว้ย ปล่อย!!”


ดูเหมือนว่าความโกรธจะทำให้ไอ้หนุ่มนั้นแรงเยอะกว่าเดิม มันดึงขาเทียมผมจนหลุดจากตอขาแล้วผมก็เสียหลักหงายหลังกระแทกพื้นจนรู้สึกจุกและมึนไปหมด


ไอ้เชี่ย เจ็บชิบหาย


ผู้ชายคนนั้นไม่ปล่อยโอกาสให้ผมได้หนีเป็นครั้งที่สอง มันขึ้นคร่อมผมแล้วจับข้อมือทั้งสองข้างของผมเอาไว้ ไม่รู้ว่าผมเปลี้ยเกินไปหรือไอ้หมอนี่มันแรงควายกันแน่ทำไมผมสะบัดมือแม่งไม่หลุดเลยวะ บีบข้อมือกูแรงอย่างกับคีมเหล็ก...จะตัดมือกูทิ้งรึไงก็ไม่ทราบ


แต่จู่ๆใบหน้าหล่อเหลากลับกลายเป็นสีหน้าถมึงทึงของวิญญาณสาวตนเดิมแทน ดวงตาแดงก่ำจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนจ้องเขม็งมาที่ผมแบบกินเลือดกินเนื้อ เสียงทุ้มของชายหนุ่มก็กลายเป็นเสียงแสบแก้วหูแบบผู้หญิงไปแทน


“แทซุนอยู่ไหน!? พวกแกหลอกฉันให้มาที่นี่ใช่มั้ย!!!!”


“อ้ากกกกกกกกกก!!!!!!!!” ผมกรีดร้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดำดิ่งสู่ความมืดมิด

__________________________

A/N: จบไปสำหรับพาร์ทแรกของตอนนี้แล้วนะคะ
7 หน้าของword document มันยาวไปรึเปล่าสำหรับหนึ่งตอน
วิญญาณผีสาวจะทำอะไรซอกจินรึเปล่า แล้วพ่อหนุ่มแรงควายคนนั้นเป็นใคร...
ตามลุ้นได้ในพาร์ทต่อไป...ปปป...ปป...ป
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

99 ความคิดเห็น

  1. #81 selector_ck (@selector_ck) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 16:48
    แค่ทำงานเก็บศพก็ว่าสาหัสแล้ว
    วิญญาณผีสาวขอให้ทำอะไรแปลกๆ 
    แล้วมีร่างยักษ์ตามมาจับอีก
    ซอกจินซวยสามชั้นจริงๆเลย
    #81
    0
  2. #72 minitis (@kyuri13) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 21:00
    สงสารพี่จินกลัวผีแต่เห็นผีละซวยไรขนาดเน้ ผช.ที่จับพี่จินนี้จอนจองกุกใช่ม้า เป็นน้องของจอนแทซุนรึป่าวอิอิ
    #72
    0
  3. #57 TNT&NY (@nickte) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 18:53
    โธ่พี่จินเอ้ยยย~~ ซวยซ้ำซวยซ้อนซ่อนเงื่อน(เอาแมร่งให้ครบไปเลย) ?? จริงน้อๆ ถูกขังไว้กับศพเนี่ย 555++
    #57
    0
  4. #38 banasuga (@banasuga) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 17:49
    ฮามากค่ะ! ฮามาก!! โอ้ยยย ขำจนท้องแข็งไปหมดแล้วว
    #38
    0
  5. #17 [_.☆JaNnApA★._] (@Jannapa_1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 17:30
    ชีวิตคิมซอกจินมันเศร้า55555555555555
    #17
    0
  6. #6 Nayhrp (@Nayhrp) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 16:24
    ตลกจังค่ะะะ555
    #6
    0
  7. #5 Jkj9792 (@Ininrmy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 00:09
    ตลก โดนขัง แต่จ๋งจ๋านใส่ขาเทียม ผช คนนั้นคือจกุกช่ะมะ
    #5
    0
  8. #4 cheesecake (@yee1709) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 09:57
    คือขำตลอดทั้งตอน บรรยายแล้วรู้สึกตลกขุ่มคิมซอกจินอ่ะ 555555

    โดนเพื่อนขังไว้ในบ้านร้างกับศพ โดนเด็กเก็บศพปีนเกลียวเรียกเจ๊ แถมต้องมาวิ่งหนียามพาผีไปตามหาผัว โอ้ยยยย ชีวิต #ขรรม

    พ่อหนุ่มคนนั้นคือใครรร นุ้งต่ายจอนของเราใช้ไหมมมมมม *-*
    #4
    0