white cutter in a thistle garden (kookjin)

ตอนที่ 1 : white cutter | 0

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    11 พ.ค. 63



 

0

 

 

“...จำเลยฆ่าเหยื่อด้วยการใช้ยาในกลุ่มทริปเทนพ่นจมูกเหยื่อเพื่อแก้อาการไมเกรนเฉียบพลัน แต่เหยื่อมีประวัติว่าแพ้ยาซอลมิทริปเทนที่เป็นยาชนิดเดียวกันกับที่จำเลยใช้สังหารเหยื่อ ด้วยเหตุนี้เหยื่อจึงต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการแพ้ยาขั้นรุนแรงจนถึงแก่ความตาย ดังนั้นจำเลยจึงถือว่ามีความผิดฐานฆ่าเหยื่อโดยตรงครับ”

 

“ศาลที่เคารพ ถึงแม้ว่าจำเลยจะเป็นผู้พ่นยาให้กับเหยื่อจนถึงแก่ความตายจริง ทว่าตัวจำเลยไม่รู้มาก่อนว่าเหยื่อมีอาการแพ้ยาตัวนี้ อีกทั้งตัวจำเลยเองก็ต้องการจะช่วยให้เพื่อนพ้นจากอาการผิดปกติของโรค จึงไม่สามารถพูดได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะสังหารเหยื่อ แต่จำเลยกระทำการไปด้วยความไม่รู้เท่านั้น---”

 

“จริงหรือครับที่จำเลยไม่มีเจตนาที่จะสังหารเหยื่อ”

 

“ศาลที่เคารพ ทนายของเหยื่อกำลังขัดขวางไม่ให้--- “

 

“ศาลขอให้ทนายความของฝั่งจำเลยหยุดการว่าความก่อน”

 

“แต่---“

 

“ขอขอบพระคุณศาลที่เคารพ บัดนี้กระผมพัคมินซูจะขอเบิกตัวพยานผู้ซึ่งเป็นคนรักของเหยื่อและเป็นรุ่นน้องของจำเลย อีกทั้งยังเป็นผู้ที่พบจำเลยและศพเป็นคนแรก จอนจองกุกครับ”

 

 

 

 

-----

 

 

 

 

“ฮัลโหล”

 

[พี่ นี่ผมเองนะ]

 

คิมซอกจินระบายยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของน้องชายดังลอดผ่านทางโทรศัพท์ “แทฮยองเองเหรอ”

 

[อื้ม]

 

คนเป็นพี่พยักหน้ารับกับตัวเอง ริมฝีปากอิ่มยังคงคลี่ยิ้มอ่อนโยนเมื่อนึกถึงหน้าของน้องที่ไม่ได้เจอกันนาน แต่ก็ยังคงโทรศัพท์มาให้เขาได้ยินเสียงอยู่บ่อย ๆ เพื่อคลายความคิดถึง

 

ห้าปีแล้ว---ไม่รู้ว่าป่านนี้จะโตขึ้นขนาดไหน คงไม่ต้องการพี่ชายห่วย ๆ อย่างเขาเสียแล้วล่ะมั้ง

 

[นี่...]

 

“ว่าไง”

 

เจ้าของร่างผอมในชุดสีกากีขานรับเสียงสดใส ต่างจากคิมแทฮยองเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดต่อเสียงเบา

 

[เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็จะได้ออกมาแล้วนะ]

 

“...”

 

[...ดีใจไหม]

 

ริมฝีปากอิ่มที่กำลังคลี่ยิ้มชะงักค้างก่อนจะค่อยคลายลง แก้วตาใสสั่นระริกขณะมองลูกกรงเหล็กสีสนิมที่กักขังตัวเขาเอาไว้ทุกทิศทาง ซอกจินไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไร เขาไม่ได้รักการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แต่ก็ไม่ได้โหยหาอิสระอย่างนักโทษคนอื่น ๆ จริงอยู่ว่าเขาคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อกับแม่ ทว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมา หากไม่มีแทฮยองที่โทรมาหาบ้างเป็นครั้งคราว ซอกจินก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมาสนใจใยดีเขาสักคน

 

ไม่ต้องสงสัยเลย พ่อกับแม่คงจะเกลียดเขาไปแล้วแน่ ๆ

 

ยิ่งกับคนรู้จักคนอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทั้งบรรดาญาติ ๆ เพื่อน หรือรุ่นพี่รุ่นน้อง ไม่ว่าคิมซอกจินจะเคยเผลอคิดไปเองว่าพวกเราสนิทกันมากขนาดไหน ทว่าสุดท้ายเขาก็ไม่เหลือใครเลยแม้แต่คนเดียว มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ตอนนี้ทุกคนจะมองว่าเขาเป็นคนไม่ดี---เป็นฆาตกร ในเมื่อคิมซอกจินก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นก็ถูกต้องแล้วที่ทุกอย่างมันจะลงเอยแบบนี้ ซอกจินคิดว่าเขาเริ่มจะคุ้นเคยกับความเหงาและความเจ็บปวดพวกนี้แล้วล่ะ

 

“ก็...ต้องดีใจสิ”

 

มือข้างที่ไม่ได้ถือหูโทรศัพท์กำเข้าหากันแน่นอยู่บนตัก เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะรู้สึกเจ็บปวดกับการได้รับอิสระมากขนาดนี้ ทั้งที่ควรดีใจอย่างที่ปากว่าแท้ ๆ แต่เขากลับปวดหน่วงในอกอย่างบอกไม่ถูก

 

อย่างน้อยที่นี่ซอกจินก็ยังพอมีเพื่อนที่เข้าใจในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไป แต่ข้างนอกนั่นมันว่างเปล่าเหลือเกิน แม้แต่ที่พึ่งหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่อย่างแทฮยองก็ยังไม่เข้าใจเขาเลย ไม่มีใครสนใจจะฟังความจริงจากปากคนคุกอย่างคิมซอกจินเลยสักคน การต้องออกไปเผชิญหน้ากับโลกที่ว่างเปล่าและใจร้ายแบบนั้นทำให้ซอกจินเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าอิสรภาพที่หลาย ๆ คนที่นี่พูดถึงมันคืออะไรกันแน่

 

[ดีแล้วล่ะ] เสียงถอนหายใจดังมาจากปลายสาย [ถ้างั้นก็เจอกันพรุ่งนี้นะพี่ เขาปล่อยตัวตอนเที่ยงใช่ไหม]

 

“ใช่...นายจะมารับพี่เหรอ”

 

[เปล่าหรอก เดี๋ยวจะบอกลุงลีให้ขับรถไปรับน่ะ พอดีผมต้องเข้าบริษัทแทนพ่อ]

 

“อ๋อ”

 

บริษัท---ที่พ่อเคยบอกว่าจะยกให้เขา

 

คิมซอกจินไม่ได้กำลังอิจฉาน้องชายตัวเองเขาสาบานได้ ถ้าพ่อยังกล้าจะยกมันให้เขาสิแปลก ลูกชายเลว ๆ ที่ทำให้พ่อต้องผิดหวังอย่างเขาไม่สมควรได้รับสมบัติล้ำค่าที่พ่อเพียรพยายามสร้างมาทั้งชีวิตหรอก

 

[งั้นแค่นี้ก่อนนะ เจอกันที่บ้าน]

 

“บาย”

 

[บาย]

 

แกรก

 

คนตัวผอมวางหูโทรศัพท์ลงพร้อมกับคลายมืออีกข้างที่กำแน่นออก ดวงตาแดงก่ำจ้องมองรอยเลือดสีเข้มที่ซึมผ่านผ้าพันแผลบนฝ่ามืออย่างเลื่อนลอย จำไม่ได้แล้วว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ตัวเองเริ่มเรียนรู้ที่จะระงับความเจ็บปวดหนึ่งด้วยความเจ็บปวดอีกอย่างหนึ่ง แต่ที่ซอกจินรู้ดีคือเมื่อไรก็ตามที่เขาจำเป็นต้องกักเก็บน้ำตาไว้อย่างสุดกลั้น เมื่อนั้นมือขวาของเขาก็จะกำเข้าหากันโดยอัตโนมัติ และเพราะแบบนั้นเอง บนฝ่ามือข้างเดียวกันนี้ถึงเต็มไปด้วยบาดแผลจากเล็บที่จิกเข้าเนื้อ และต้องพันผ้าก๊อซไว้แทบจะตลอดเวลา

 

ริมฝีปากอิ่มพรูลมหายใจยาว ก่อนที่แผ่นหลังกว้างจะเอนลงพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างอ่อนแรง

 

เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็จะได้ออกไปแล้วงั้นหรือ

 

“คนอย่างพี่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เหมือนโดนขังทั้งนั้น แทฮยองอา”

 

 

 

 

white cutter in a thistle garden

 

 

 

 

“...ข้าพเจ้าขอสาบานว่าทุกคำให้การของข้าพเจ้าต่อไปนี้ เป็นความจริงทุกประการ”

 

“ทนายฝั่งเหยื่อเริ่มทำการว่าความได้”

 

“ข้อแรกครับคุณจอนจองกุก คุณบอกว่าในคืนวันเกิดเหตุคุณเป็นผู้พบศพคนแรกต่อจากจำเลย จริงหรือไม่”

 

“จริงครับ”

 

“ถ้าอย่างนั้นช่วยเล่าเหตุการณ์ในคืนนั้นให้ฟังทีครับ”

 

“จริง ๆ คืนนั้นผมกับพี่ยุนกิ---ผมหมายถึงเหยื่อน่ะครับ เราคุยว่าจะไปดูหนังรอบดึกด้วยกัน ผมเลยนัดเจอเขาตอนสามทุ่มครึ่งที่โรงหนังตรงสถานีชินลิม แต่ผมติดต่อเขาไม่ได้เลยตั้งแต่สองทุ่ม จนกระทั่งสี่ทุ่มนั่นแหละครับผมถึงรู้สึกว่ามันแปลกเกินไป เขาไม่เคยผิดนัด หรืออย่างน้อยถ้าติดธุระจริง ๆ เขาก็จะบอกผมก่อนตลอด ผมเลยลองโทรหาเพื่อนเขาดู ใช่ครับ เพื่อนของเขา---ผมหมายถึงจำเลย แต่โทรยังไงเขาก็ไม่รับ ตอนนั้นผมไม่มีความคิดว่าเขาจะฆ่าพี่ยุนกิเลยครับ ไม่เลยสักนิดเดียว ผมคิดแค่ว่าอาจจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นกับพวกเขาทั้งสองคนหรือเปล่า...”

 

“แล้วคุณทำยังไงต่อ”

 

“...ผมกังวลมากก็เลยลองโทรถามจากน้องชายของจำเลยดู---คิมแทฮยอง เขาบอกว่าพี่ชายของเขาติวหนังสืออยู่กับพี่ยุนกิที่หอสมุดคณะ ผมก็ตามไป แต่ก็ไม่มี ตอนนั้นผมกังวลมากจริง ๆ ว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับพวกเขา แต่ระหว่างที่อยู่ในหอสมุด ผมก็บังเอิญเห็นนักศึกษาคนหนึ่งกำลังเทยาใส่มือ ผมถึงได้นึกออกว่าครั้งหนึ่งพี่ยุนกิเคยเล่าให้ฟังว่าพวกเขาชอบไปท่องจำกันที่ห้องเก็บยาหลังตึกคณะมากกว่า เพราะแบบนั้นผมเลยลองไปที่นั่นดู และใช่ครับ ตอนนั้นประมาณห้าทุ่มเศษ ผมเจอพวกเขาอยู่ที่นั่นจริง ๆ ...แต่มีแค่จำเลยเท่านั้นที่ยังหายใจอยู่...”

 

 

 

 

-----

 

 

 

 

“คุณลุงลี สวัสดีครับ”

 

“สวัสดีครับคุณซอกจิน”

 

“คุณลุงสบาย---”

 

“ไม่มีสัมภาระอะไรใช่ไหมครับ”

 

เจ้าของใบหน้าหวานชะงักค้าง ก่อนจะส่ายศีรษะไปมาเบา ๆ “ไม่มีครับ”

 

คุณลุงลีทำเพียงพยักหน้ารับแล้วเดินนำไปที่รถ ทิ้งให้ซอกจินยืนเคว้งคว้างอยู่ที่เดิม ราวกับว่าคนขับรถคนเก่าคนแก่ของบ้านคนนี้ไม่เคยรู้จักกันกับเขามาก่อน

 

ตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาที่พ่อแม่ต้องไปทำงานแล้วไม่ว่างดูแลเขากับแทฮยอง ลุงลีก็จะเป็นคนคอยรับส่งที่โรงเรียน ซื้อขนมให้กิน หรือไม่ก็มานั่งเล่นเป็นเพื่อนพวกเขาสองคนเสมอ จนกระทั่งโตมาซอกจินก็ยิ่งรู้สึกรักและเคารพลุงลีเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งของเขาจริง ๆ

 

แต่ดูเหมือนว่าลุงเองก็คงจะผิดหวังในตัวเขาไม่ต่างจากคนอื่น

 

มือเรียวล้วงเอากระดาษสมุดสองสามแผ่นออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันถูกพับอย่างปราณีตในลักษณะที่พยายามจะเป็นรูปหัวใจ ถึงจะดูไม่สวยงามนัก แต่มันก็คือสัมภาระอย่างเดียวที่เขามีตอนนี้ เพื่อนจากในคุกเป็นผู้มอบมันให้กับเขาพร้อมกับอวยพรให้เขามีความสุขมาก ๆ หลังจากได้รับอิสระไปก่อนใคร น้ำเสียงตื่นเต้นของเพื่อนที่ดังขึ้นในความคิดทำให้ซอกจินมองกระดาษในมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย

 

เขาอยากจะมีความสุขให้ได้เท่ากับประกายความหวังที่เขาเห็นในตาของเพื่อนที่ยังต้องอยู่ในนั้น---เพื่อนที่อยากเป็นอิสระมากกว่าที่เขารู้สึก

 

ใช่ มันไม่ยากหรอก เขาต้องทำได้

 

ซอกจินคลี่ยิ้มบางเบาแล้วเก็บจดหมายเข้ากระเป๋ากางเกงเช่นเดิม ขายาวก้าวไปยังรถทรงแปลกตาที่คุณลุงลียืนรออยู่ด้านหน้า

 

“กลับบ้านเลยนะครับ”

 

คนตัวสูงหัวเราะเสียงแผ่วหลังจากได้ยินคำถามนั้น

 

“ผมไม่มีที่อื่นให้ไปอยู่แล้วล่ะครับ”

 

 

 

 

white cutter in a thistle garden

 

 

 

 

“ทนายฝั่งจำเลยเริ่มทำการว่าความได้”

 

“คุณจอนจองกุก คุณรู้มาก่อนหรือไม่ว่าเหยื่อมีอาการแพ้ยาซอลมิทริปเทนขั้นรุนแรง”

 

“ไม่ครับ”

 

“ทั้งที่คุณเป็นคนรักของเหยื่อ แต่คุณกลับไม่รู้ว่าเหยื่อแพ้ยาชนิดนี้น่ะเหรอครับ”

 

“ศาลที่เคารพ ทนายความของจำเลยพยายามจะโน้มน้าวใจพยานและไม่ถามคำถามอย่างตรงไปตรงมาครับ”

 

“ทุกท่านครับ ผมเพียงแต่จะชี้ให้เห็นเท่านั้นว่าแม้แต่คนรักของเหยื่อยังไม่ทราบข้อมูลนี้ แล้วตัวจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนของเหยื่อเองหากจะไม่ทราบก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอครับ”

 

“แต่เรากำลังจะดูที่เจตนาของจำเลย--- “

 

“ทนายความฝั่งเหยื่อ ศาลขอให้ทนายฝั่งของจำเลยได้ว่าความก่อน”

 

“ต้องขออภัยด้วยครับ”

 

“คำถามต่อไป คุณจอนจองกุกครับ คุณเห็นกับตาเหรอครับว่าจำเลยพยายามฆ่าหรือบังคับให้เหยื่อต้องสูดเอายาซอลมิทริปเทนเข้าไป”

 

“...ไม่...ไม่ครับ”

 

“หมดคำถามครับ”

 

 

 

 

-----

 

 

 

 

ความว่างเปล่า คือความรู้สึกแรกที่คิมซอกจินสัมผัสได้ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน

 

ไม่มีคนออกมาต้อนรับ ไม่มีอ้อมกอดและประโยคบอกคิดถึง ไม่มีใครสนใจ ไม่มีแม้แต่สายตาสักคู่ที่จะเหลือบมองมายังฆาตกรอย่างเขา

 

ร่างผอมเดินผ่านห้องโถงใหญ่กลางบ้านไปยังบันได ซอกจินเดินขึ้นไปที่ชั้นสองอย่างไม่ลังเล มีคนงานในบ้านบางคนเริ่มเหล่มองเขาแล้วขมวดคิ้ว บ้างก็หันไปกระซิบกระซาบกันอย่างไม่เกรงกลัวว่าเขาจะเห็น ช่วงขายาวก้าวฉับไปที่ห้องนอนส่วนตัวแล้วผลักประตูไม้เข้าไป ก่อนจะพบว่ามันกลายเป็นห้องที่ใช้เก็บข้าวของที่พ่อแม่และแทฮยองไม่ได้ใช้ไปเสียแล้ว

 

ซอกจินไอโขลกขณะส่ายมือไปในอากาศเพื่อปัดฝุ่นที่ฟุ้งตลบอยู่ในห้อง กลิ่นเหม็นอับทำให้รู้ว่าห้องนี้คงไม่ได้เปิดใช้หรือถูกทำความสะอาดเลยตั้งแต่เขาไม่อยู่ ดวงตากลมมองไปรอบห้องนอนของตัวเองที่มีข้าวของเครื่องใช้มากมายจัดวางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบนัก โชคยังดีที่ของของเขาไม่ได้ถูกขนออกไปทิ้งข้างนอก และเตียงก็ยังตั้งอยู่ที่เดิมโดยไม่มีใครเข้าไปแตะต้อง ที่ต้องทำก็แค่จัดการปัดกวาดเช็ดถูนิดหน่อย เท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว

 

ร่างสูงโปร่งตัดสินใจเดินกลับลงไปข้างล่างแล้วเข้าไปตามหาแม่บ้านสักคนในครัว ซอกจินอยากจะให้เธอช่วยหาอุปกรณ์ทำความสะอาดห้องสักหน่อย “เอ่อ ขอโทษนะครับ”

 

แม่บ้านสามคนที่กำลังจับกลุ่มคุยกันในห้องซักผ้าสะดุ้งสุดตัว พวกเธอมองหน้ากันอย่างตื่น ๆ ก่อนจะหันมามองคิมซอกจินที่กำลังยืนเกาะกรอบประตู ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มกว้างให้กับพวกพี่ ๆ แม่บ้านที่ตัวเองไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ทว่าพวกเธอกลับก้มหน้าคางแทบติดอกทันทีที่สบตากับเขา

 

พอเห็นท่าทีหวาดกลัวแบบนั้นก็กลายเป็นซอกจินเองที่พูดไม่ออก มือทั้งสองกำเข้าหากันแน่น ขณะที่ขอบตาแดงก่ำเริ่มเปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำตา

 

ทำใจให้ชินไว้เสีย เพราะต่อไปก็คงไม่พ้นต้องพบกับสายตาแบบนี้อีกนับไม่ถ้วน

 

“พี่...ช่วยหาอุปกรณ์ทำความสะอาดให้ผมทีได้ไหมครับ”

 

“ค---ค่ะ ได้ค่ะคุณซอกจิน”

 

หนึ่งในสามคนนั้นตอบเสียงสั่น ก่อนที่ทั้งหมดจะพากันกึ่งเดินกึ่งวิ่งหายออกไปจากห้องซักผ้า วินาทีนั้นซอกจินถึงกลับมาสูดอากาศหายใจได้เต็มปอดพร้อมกับคลายมือที่กำแน่นออก ร่างสูงโปร่งทรุดลงนั่งยองกับพื้นอย่างหมดแรง ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมสถานที่ที่เรียกว่าบ้านถึงทำให้เขาอึดอัดได้มากถึงเพียงนี้ทั้งที่เพิ่งก้าวเข้ามาได้ไม่กี่นาที

 

สายตาที่มองมาเหมือนกับว่าเขาเป็นตัวประหลาดนั่นก็ด้วย คิมซอกจินรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดี เขาเป็นฆาตกรที่ฆ่าเพื่อนตัวเอง เป็นลูกที่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เป็นพี่ชายที่ห่วยแตก เป็นคนที่กินนอนในคุกมาห้าปีจนใครก็พากันรังเกียจ เพียงแต่ว่าตอนที่อยู่ในนั้นเขาไม่เคยรู้เลยว่าความเกลียดชังที่ทุกคนมีต่อเขามันจะมากมายขนาดนี้

 

แค่กับคนงานในบ้านซอกจินยังรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งอก แล้วถ้าเป็นพ่อกับแม่หรือแทฮยองล่ะ เขาจะไม่ใจสลายเลยหรอกหรือ

 

“พี่ซอกจิน อยู่ไหนน่ะ!”

 

เสียงของน้องชายปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ แขนเรียวพยุงตัวเองขึ้นจากพื้น ก่อนที่คนตัวสูงจะเดินไปตามเสียงเรียกจากทางห้องโถงใหญ่

 

“แทฮยอง?”

 

คิมซอกจินขมวดคิ้วเอียงคอมองน้องชายของตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า แทฮยองดูโตขึ้นมากจากในความทรงจำของเขา ไม่ว่าจะสรีระทางกายหรือบรรยากาศรอบตัวที่แผ่ออกมา เขาพยายามนึกภาพคิมแทฮยองตอนที่อีกคนยังเป็นเพียงนักศึกษาปีสามที่ชอบวิ่งมาเคาะห้องเขาในคืนก่อนสอบเพื่อขอยืมสรุป ทว่าความทรงจำเหล่านั้นก็เลือนรางจนเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นจริง

 

“ใช่ ผมเอง”

 

ในตอนนี้ตรงหน้าของเขามีเพียงชายหนุ่มในชุดสูทภูมิฐานที่ซอกจินไม่เคยรู้จักมาก่อน เขารู้สึกราวกับว่าได้เห็นภาพของพ่อซ้อนทับแทฮยองจนแทบจะเป็นคนเดียวกัน---ภาพของพ่อที่เขาเคยเห็นมันในตัวเองทุกครั้งเวลาที่ส่องกระจก

 

สิ่งเดียวที่แทฮยองไม่เหมือนพ่อก็คงจะเป็นแววตาเอื้ออาทรคู่นั้นที่ซอกจินไม่ได้รับมันจากพ่ออีกเลยตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน

 

“ไหนว่าทำงาน”

 

“ก็กลัวว่าพี่จะเหงาเลยรีบกลับมาอยู่เป็นเพื่อน”

 

ซอกจินหัวเราะ “เหงาเหรอ ไม่หรอก”

 

คนเป็นพี่ยกแขนขึ้นกอดอก รอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าของแทฮยองทำให้ซอกจินหวนคิดถึงช่วงเวลาสมัยตอนที่พวกเขายังเป็นเด็ก น้องชายของเขามักจะยิ้มแบบนี้เสมอเวลาถูกจับได้ว่าหลบไปร้องไห้คนเดียว

 

“พี่อยู่คนเดียวจนชินแล้ว”

 

 

 

 

white cutter in a thistle garden

 

 

 

 

 

“...ต่อให้จำเลยไม่ทราบจริง ๆ ว่าเหยื่อมีอาการแพ้ยาซอลมิทริปเทนขั้นรุนแรง แต่ถ้าหากจำเลยให้การช่วยเหลือเหยื่อทันทีที่เห็นอาการผิดปกติเหยื่ออาจรอดชีวิตครับ ศาลที่เคารพ ผลจากการชันสูตรพบว่าเหยื่อเสียชีวิตตั้งแต่เวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง โดยที่เหยื่อต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการแพ้ขั้นรุนแรงตั้งแต่เวลาประมาณสามทุ่มครึ่ง นั่นหมายความว่าจำเลยทำเพียงมองดูเหยื่อเฉย ๆ เป็นเวลาร่วมชั่วโมงและรอให้เหยื่อเสียชีวิตโดยไม่ให้ความช่วยเหลือ นั่นจึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาจะสังหารเหยื่อครับ”

 

“ศาลที่เคารพ ณ ขณะนั้นไม่ใช่ว่าจำเลยไม่ต้องการจะช่วยเหลือเหยื่อ แต่จำเลยตกอยู่ในสภาวะที่ตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนไร้สติสัมปชัญญะ จึงไม่อาจช่วยเหลือเหยื่อได้อย่างสุดความสามารถ ทุกท่านลองคิดดูนะครับ ว่าหากท่านอยู่ในสถานการณ์เดียวกับจำเลย---”

 

“ทนายฝั่งจำเลยกำลังออกนอกประเด็นครับ”

 

“ศาลขอให้ทนายความของทั้งสองฝั่งหยุดการว่าความก่อน และขอเวลาให้คณะลูกขุนได้ประชุมกันสักครู่”

 

 

 

 

-----

 

 

 

 

 

“พ่อกับแม่จะตามมาด้วยเหรอ”

 

“อื้ม”

 

แทฮยองขานรับอย่างไม่ใส่ใจขณะพิมพ์ตอบข้อความในโทรศัพท์มือถือ ซอกจินละสายตาจากน้องชายของตัวเองแล้วมองบรรยากาศของร้านอาหารอิตาเลียนที่อีกฝ่ายเป็นคนพามา พวกเขานั่งอยู่ในห้องอาหารส่วนตัวในโรงแรมหรูใจกลางเมือง มันเป็นบรรยากาศที่ซอกจินไม่ได้สัมผัสมานานจนรู้สึกแปลกประหลาด โดยเฉพาะเมื่อต้องสวมเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแลคราคาแพงของคิมแทฮยองแทนเสื้อผ้าของตัวเองที่ฝุ่นจับอยู่ในห้องนอน กลิ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มคุณภาพดีไม่เข้ากันเท่าไรกับผิวเนื้อที่มีแต่กลิ่นน้ำประปาจากในคุกของเขา และนั่นก็ทำให้ซอกจินรู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาจนอยากจะอาเจียน

 

“หือ คุณแม่บอกว่าให้จัดโต๊ะเพิ่มอีกสามที่”

 

คนเป็นน้องเลิกคิ้วมองโทรศัพท์ก่อนจะหันหน้าจอมือถือให้ซอกจินดูบ้าง ใบหน้าเรียวเพียงแค่พยักลงรับคำแล้วเสมองออกไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่าง สำหรับเขาแล้วมันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะเป็นแขกของครอบครัวในวันนี้ เพราะไม่ว่าใครก็คงจะไม่ต่างกันอยู่ดี

 

“เอ...ใครนะ ไม่เห็นบอกไว้ล่วงหน้าเลยแฮะ”

 

แทฮยองพึมพำก่อนจะกดกริ่งเรียกพนักงานให้เข้ามาในห้องอาหาร ชายหนุ่มจัดการสั่งตามที่ผู้เป็นแม่ส่งข้อความมาบอกล่วงหน้า ก่อนที่พนักงานอีกสองคนจะเข้ามาช่วยกันจัดโต๊ะเพิ่มให้

 

“พี่ว่าใคร”

 

ซอกจินยักไหล่ “ไม่รู้สิ”

 

“งั้นเหรอ”

 

คิมแทฮยองพยักหน้ารับ ดวงตาคมมองตามพนักงานที่จัดโต๊ะอาหารให้อย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ยขอบคุณ ก้านนิ้วยาวเคาะกับโต๊ะไม้เคลือบด้านเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่เกือบนาที ก่อนที่คนเป็นน้องจะถอนหายใจยาว

 

“ผมไม่แน่ใจหรอกนะ แต่ก็คิดว่าพี่ควรจะรู้ไว้...”

 

คนที่เหม่อมองออกไปนอกบานกระจกใสดึงสายตากลับมามองหน้าน้องชายที่กำลังจดจ้องอยู่ที่ตัวเอง “ทำไมเหรอ”

 

“พ่อเคยบอกว่าจะให้พี่แต่งงานหลังออกมาจากที่นั่น บางทีนี่อาจจะเป็นครอบครัวนั้น”

 

ซอกจินแค่นหัวเราะ แค่คำว่าคุกคิมแทฮยองยังกระดากปากที่จะพูดเลย

 

“เหรอ”

 

“อืม”

 

ผู้เป็นพี่ผงกศีรษะรับแบบไม่ใส่ใจนัก เขาไม่ได้มีแผนชีวิตอะไรอยู่แล้ว จะกลับไปเรียนก็อายทั้งอาจารย์ทั้งคนอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัย จะออกไปหางานทำก็คงยาก เพราะนอกจากคิมซอกจินจะมีวุฒิการศึกษาแค่ระดับมัธยมปลาย ประวัติว่าเคยถูกจำคุกกว่าห้าปีคดีฆ่าคนก็คงยิ่งทำให้หางานยากขึ้นไปอีก ส่วนธุรกิจของที่บ้าน คิมซอกจินก็คงไม่มีความกล้าพอจะเสนอหน้าเข้าไปบริหารให้พ่อกับแม่ขายขี้หน้ายิ่งกว่าเดิมหรอก

 

นึกสงสารก็แต่คนที่จะต้องมาแต่งงานกับเขาเท่านั้น

 

ก๊อก ๆ

 

เสียงเคาะประตูจากดังขึ้น ตามด้วยเสียงนอบน้อมของพนักงานผู้หญิงที่ดังลอดเข้ามาด้านใน

 

“คุณคิมจุนซู คุณคิมมินอา แล้วก็แขกอีกสามท่านมาถึงแล้วค่ะ ดิฉันให้แขกเข้าไปได้เลยใช่ไหมคะ”

 

“เข้ามาได้เลยครับ”

 

ประตูบานใหญ่เปิดขึ้นพร้อมกับร่างของพ่อกับแม่ที่เดินตรงมาที่โต๊ะอาหาร ซอกจินมองตามทั้งสองตาไม่กะพริบ พ่อเป็นคนที่เข้าไปกอดแทฮยองก่อนเป็นคนแรก ส่วนแม่ทำแค่ยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วหันมาหาเขา แววตาของแม่ไม่ได้เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธดังเช่นห้าปีที่แล้ว ทว่ากลับหลงเหลือเพียงความผิดหวังระคนเสียใจที่ทำให้ซอกจินได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อ ถึงแม้ว่าบนริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีสดของแม่จะวาดรอยยิ้มงดงามที่เขาคิดถึงมาโดยตลอด แต่คิมซอกจินก็รู้ดีว่ามันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

ส่วนพ่อก็ทำเพียงเหลือบตามามองเขาเพียงชั่วครู่ก่อนจะเบือนหน้าหนี ซอกจินคิดว่าสำหรับพ่อแล้ว ถึงจะแสร้งทำเป็นเฉยชา แต่ลึก ๆ แล้วพ่อนั่นแหละที่ผิดหวังและเสียใจยิ่งกว่าใคร

 

คิมซอกจินทำได้เพียงก้มหน้ามองตักตัวเองด้วยความละอาย ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นขณะที่มือทั้งสองข้างก็กำเข้าหากันอยู่ใต้โต๊ะ แทฮยองคือคนที่สังเหตเห็นและเอื้อมมือมากุมมือของผู้เป็นพี่เอาไว้แผ่วเบา เขาเข้าใจพี่ซอกจินดีว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร เพราะคิมแทฮยองเองก็เคยต้องเป็นคนที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียวนับครั้งไม่ถ้วน

 

แขกของพ่อกับแม่เดินตามเข้ามาติด ๆ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่พนักงานเดินเข้ามาบริการเลื่อนให้ แทฮยองขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะผูกกันเป็นปมเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ ร่างสูงใหญ่พรวดพราดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วตวัดสายตามองพ่อที่นั่งอยู่หัวโต๊ะและแม่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

“คุณพ่อกับคุณแม่...บ้าไปแล้วเหรอครับ”

 

“แทฮยอง...”

 

ซอกจินเอื้อมไปคว้าข้อมือน้องชายก่อนจะเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ ใบหน้าของชายหญิงวัยกลางคนที่เขารู้จักดีทำให้มือเรียวเผลอกำแขนของคิมแทฮยองแน่นขึ้น ขณะที่เก้าอี้ตัวข้างกันกับเขาก็ถูกจับจองด้วยแขกคนสุดท้ายของพ่อกับแม่---แขกที่ทำให้อาหารรคุณภาพต่ำที่ซอกจินกินมาจากในคุกตอนเช้าตีรวนขึ้นมาแทบจะถึงคอ

 

“นั่งลงซะแทฮยอง เสียมารยาท”

 

เสียงทุ้มต่ำของพ่อทำให้น้องชายของเขาฟึดฟัด แต่ก็ยอมนั่งลงตามคำสั่ง

 

“แล้วปากไม่มีกันหรือไง ต้องให้บอกเหรอว่าเจอแขกแล้วต้องสวัสดี”

 

“สวัสดีครับ/สวัสดีครับ”

 

ซอกจินและแทฮยองเอ่ยพร้อมกันเสียงเบา บรรยากาศขมุกขมัวปกคลุมไปทั่วห้องอาหาร แม้ว่าพนักงานจะเดินเรียงรายกันมาเพื่อเสิร์ฟอาหารกลิ่นยั่วน้ำลายลงบนโต๊ะทีละอย่าง แต่คิมซอกจินกลับพะอืดพะอมจนแทบจะอาเจียน

 

“ซอกจิน พาแม่ไปเข้าห้องน้ำหน่อยได้ไหมจ๊ะ”

 

ดวงตากลมเหลือบมองผู้เป็นมารดาที่ส่งรอยยิ้มกว้างมาให้จากที่นั่งเยื้องกัน แน่นอนว่าเขาพยักหน้ารับแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด ซอกจินคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้หนีจากบรรยากาศอึดอัดนี้สักครู่ นอกจากนี้เขาเองก็คิดถึงแม่มากเหลือเกิน หากว่าจะได้คุยดี ๆ กับแม่สักสองสามประโยค เขาคิดว่ามันคงสามารถเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่าบางอย่างในใจได้บ้าง

 

“ขออนุญาตสักครู่นะคะ”

 

แม่ยิ้มให้แขกทั้งสามคนก่อนจะพยักหน้าให้เขาลุกจากเก้าอี้ไปพร้อมกัน คิมซอกจินเหลือบมองแขกที่อายุน้อยกว่าเขาสองปีพลางกำมือแน่น นึกเกลียดโชคชะตาที่มักจะใจร้ายกับเขาเสมอไม่ว่าเมื่อไร

 

ทำไมต้องมาเจอกันอีกด้วยนะ จอนจองกุก

 

 

 

 

white cutter in a thistle garden

 

 

 

 

 

“...ศาลที่เคารพครับ ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมไหน ท้ายที่สุดแล้วจำเลยก็มีเจตนาที่ต้องการจะสังหารเหยื่อทั้งสิ้น จึงขอให้ศาลโปรดพิจารณาและตัดสินโดยให้ความเป็นธรรมแก่เหยื่อด้วยครับ”

 

“เป็นความจริงที่ว่าเหยื่อเสียชีวิตเพราะจำเลยเป็นผู้นำยาซอลมิทริปเทนให้เหยื่อสูดดม แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันว่าจำเลยทำไปด้วยความไม่รู้ อีกทั้งตัวจำเลยเองก็ตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนกสุดขีด ทำให้จำเลยไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะช่วยเหลือเหยื่อได้อย่างสุดความสามารถ จึงไม่ถือว่าจำเลยมีเจตนาสังหารเหยื่อ เพราะฉะนั้นจึงขอให้ศาลพิจารณาโดยให้ความเป็นธรรมต่อทั้งเหยื่อและจำเลยด้วย”

 

 

 

 

-----

 

 

 

 

 

“...ถือว่าแม่ขอร้องล่ะซอกจิน”

 

“แต่แม่ครับ--- “

 

“ต้องให้ฉันพูดไหมว่าการทำเพื่อแกฉันต้องเสียอะไรไปบ้าง!” คิมมินอาเท้าแขนลงกับอ่างล้างหน้า เจ้าของใบหน้าสง่างามจดจ้องลูกชายเพียงคนเดียวผ่านกระจกเงา ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับคิมซอกจินด้วยแววตารวดร้าว

 

“นังนั่น...กล้าดียังไงที่เอาลูกตัวเองมาฝากให้ฉันกับพ่อแกเลี้ยง”

 

“...”

 

“ฉันแต่งงานกับพ่อแกเพราะฉันรักเขา ส่วนพ่อแกแต่งงานกับฉันเพราะถูกบังคับ แกรู้ไหมว่าวัน ๆ เขาเอาแต่คิดถึงมัน---นังพัคซอนฮวา หึ รักแรกหรือ? แล้วไง? ฉันไม่เห็นว่ามันจะมาอาลัยอาวรณ์พ่อแกเลยสักนิด นังนั่นมันหนีไปเสวยสุขกับผัวมันก่อนที่ฉันกับพ่อแกจะแต่งงานกันอีก”

 

แววตาเคียดแค้นของผู้เป็นแม่สะกดให้ซอกจินยืนแข็งเป็นหิน ใบหน้าบิดเบี้ยวกับดวงตาแดงก่ำอย่างคนกลั้นน้ำตาจนสุดคือภาพของแม่ที่เขาไม่เคยได้เห็น ตลอดมาแม่คือคนจิตใจดีที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใจเย็น และอ่อนโยนกับทุกคนเสมอ

 

คิมซอกจินไม่เคยรู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้ว ภายใต้หน้ากากของคุณผู้หญิงที่ใคร ๆ ก็เคารพรักจะซ่อนบาดแผลเหวอะหวะที่สร้างความปวดร้าวให้แม่ถึงเพียงนี้

 

“...แต่ฉันก็คิดไว้อยู่แล้วว่าคนอย่างมันคงไปไหนได้ไม่ไกล สุดท้ายผัวมันก็โดนรถชนตาย ส่วนมันก็เป็นมะเร็ง”

 

วินาทีนั้น เขาคิดว่าเขาเห็นความเศร้าโศกในแววตาของแม่อยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะเปลี่ยนกลับไปเป็นความโกรธแค้นเช่นเดิม

 

“แกคิดดูว่ามันอุตส่าห์ถ่อมาจากแทกูเพื่อมาเกาะขาอ้อนวอนฉันกับพ่อแกที่โซลให้เลี้ยงลูกมัน ตอนนั้นทั้งมันทั้งลูกมันสภาพมอมแมมเหมือนหมาข้างถนน ขนาดผ้าที่มันใช้ห่อแทฮยองมายังเป็นแค่ผ้าขนหนูราคาถูก พ่อแกแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยล่ะ”

 

คิมมินอาหัวเราะเสียงก้องห้องน้ำ ทว่าใบหน้ากลับเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา

 

“ฉันอุตส่าห์มีความหวังแท้ ๆ ว่าต่อให้พ่อแกไม่รักฉันแต่เขาต้องรักแก แกเป็นลูกแท้ ๆ ของเขานะซอกจิน...” เสียงพูดของหล่อนแผ่วลง “สุดท้ายพอซอนฮวามันเอาแทฮยองมา...ความหวังของฉันก็พังไม่เป็นท่า”

 

“แม่...”

 

ผู้เป็นแม่ยิ้มทั้งน้ำตา มือเรียวสวยเอื้อมไปลูบใบหน้าของลูกชายคนเดียวที่เธอทั้งโกรธ ผิดหวัง แต่ก็รักสุดหัวใจ

 

“ฉันตั้งใจเลี้ยงแกกับแทฮยองมาอย่างดี เพราะคิดว่าทำแบบนั้นแล้วพ่อแกจะเห็นใจฉันกับแกบ้าง ฉันอยากให้แกได้ทุกอย่างจากพ่อแก---ไม่ว่าจะสมบัติ ความรัก ฉันอยากให้แกมีความสุขที่สุด...”

 

“แต่เพราะห้าปีก่อนใช่ไหมครับ”

 

เจ้าของร่างสูงโปร่งเม้มปากพลางผงกศีรษะขึ้นลงช้า ๆ หลังจากเห็นผู้เป็นแม่นิ่งค้างไป คิมมินอาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเบา ๆ ที่ขอบตาแดงก่ำของลูกชาย ก่อนจะยกยิ้มบางเมื่อสัมผัสไม่ได้ถึงน้ำตาสักหยด

 

อย่างน้อยห้าปีในคุกนั่นก็ทำให้ซอกจินเข้มแข็งขึ้นมากมายนัก

 

“ขอโทษนะครับที่ผมเอาแต่คิดเห็นแก่ตัว ทั้งที่แม่ต้องอดทนเพื่อผมขนาดนี้”

 

วงแขนกว้างรั้งร่างผอมบางของผู้เป็นแม่เข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ซอกจินกำมือแน่นขึ้นเมื่อแม่ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น เสียงสะอึกอื้นกับสัมผัสเปียกชื้นบนช่วงไหล่ทำให้หัวใจของคนเป็นลูกบีบรัดแน่น เขาไม่เคยรู้เลยว่าแม่ต้องทนกับความรู้สึกแบบนี้มาตลอดเกือบสามสิบปี

 

ไม่คิดเลยว่าพ่อจะทำอย่างนี้กับแม่ได้ลงคอ

 

“ผมจะแต่งงานกับเขา...แม่อย่าร้องไห้อีกเลยนะครับ”

 

 

 

 

white cutter in a thistle garden

 

 

 

 

“...จากการพิจารณา จำเลยคิมซอกจินมีความผิดฐานฆ่าเหยื่อโดยไม่ได้เจตนา ทั้งยังไม่ช่วยเหลือเหยื่อที่ต้องทนทรมานกับอาการแพ้ยาขั้นรุนแรงอย่างสุดความสามารถ จึงตัดสินให้จำคุกจำเลยเป็นเวลาสิบปี แต่จำเลยทำการรับสารภาพและให้การตรงกับคำให้การของพยานทุกอย่าง ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง โดยให้จำคุกจำเลยเป็นเวลาห้าปีโดยไม่มีการยื่นอุทธรณ์”

 

 

 

 

 

 

กรี๊ดดด เป็นอินโทร/ตอน 0 ที่ยาวที่สุดที่เคยเขียนมาเลยค่ะ!

ชอบไม่ชอบยังไงก็อย่าลืมบอกกันบ้างนะคะ เคยแต่งพี่จินเวอร์ชั่นเกรียนๆฮาๆ+จองกุกเวอร์ชั่นตลกกวนโอ๊ยไปแล้วคราวนี้เลยเสิร์ฟมาม่าถ้วยใหญ่เลย จริงๆถนัดเขียนดราม่ามากกว่าฟีลกู้ดค่ะ 5555เรื่องนี้เนื้อหาเยอะมากๆ อยากให้ทุกคนเก็บรายละเอียดระหว่างอ่านเยอะๆเลยนะคะ!

ให้ฟีดแบคได้ผ่านคอมเม้น หรือติด #whitecutterkj ในทวิตนะคะ รักคนอ่านทุกคนเลย แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!

 

1st publish: 9/5/2020

edited: 11/5/2020

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #5 jajakimjin (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 20:03

    ดูหดหู่แต่ต้นเลย เป็ยการเปิดเรื่องที่เราคาดไม่ถึงเลย ฟิคคุณภาพภาษาสวย บรรยายดีจังยิ่งในชั้นศาลจริงๆไม่ค่อยเข้ากระบวนเท่าไหร่นะ แต่อ่านแล้วเหมือนไปเป็นคณะลูกขุนเลย55//ฟิคดีมีคุณภาพ❤

    #5
    0
  2. #3 Anpanmannn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 15:09

    ฟิคงานดีที่รอคอยเลยคะภาษาสวยแต่เนื้อเรื่องหม่นๆดราม่าแบบนี้ชอบที่สุดเลยค่ะโดนป้ายยารออ่านตอนต่อไปนะคะเป็นกำลังใจให้เบยย(・´з`・)

    #3
    0
  3. #2 HUNNA (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 02:14
    ฟิคสีเทาหม่นๆหน่วงๆมันนี้มันปวดใจดีจริงๆเลยค่ะฮืออออออ พี่จินที่เพิ่งออกมาจากคุกสะบักสะบอม ต้องมาแต่งงานกับจองกุกที่เป็นแฟนของพี่กิคนที่ตัวเองฆ่า ไหนจะแทฮยองที่เป็นลูกเลี้ยงอีก ปมรักมากมายแน่ๆ กลิ่นมาม่าต้มยำลอยมาแต่ไกล น่าติดตามมากๆจริงๆค่ะ ภาษาดีมากๆ บรรยายจนเข้าใจความหม่นความอ้างว้างของพี่จินเลย รู้สึกดาวน์ไปด้วยชั่วขณะ ;;---------;; เป็นกำลังใจให้นะคะ ฟิคบรรยายยาวๆปังๆหายากอยู่ทุกวัน เรือต้องการฝ่ายผลิตแบบไรท์สุดๆเลยนะคะ ToT อยากรู้เรื่องราวต่อๆไปเลยค่ะแง ไฟติ้งค่ะ! <3 TTTTTTTTTTT
    #2
    0
  4. #1 meepooh-SoNgW (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 23:07
    ไรท์คะ คือมันแบบดีมากแบบดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    ทุกอย่างดูมีเงื่อนงำไปหมด พี่จินไม่น่าจะฆ่าพี่ก้า แต่ทำไมถึงปล่อยเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง พาร์ทตอนพี่จินออกจากคุกมันเศร้ามากๆเลยค่ะ การที่เพื่อนในคุกดีใจที่พี่จินจะได้รับอิสรภาพ แต่การออกมาแบบนี้ยิ่งกว่าถูกขังเสียอีก
    แล้วจะต้องแต่งงานกับจองกุกงั้นหรือ? เตรียมร้องไห้ตาบวมเลยได้มั่ยค้า T^T
    แต่ๆ เราแอบรู้สึกว่าจองกุกน่าจะมีความสองจิตสองใจในความบริสุทธิ์ของพี่จิน
    #1
    0